The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทที่-1-พลเมืองดิจิทัล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Saifon Sekkhunthod, 2024-06-24 09:19:47

บทที่-1-พลเมืองดิจิทัล

บทที่-1-พลเมืองดิจิทัล

บทที่1 พลเมืองดิจิทัล สถานการณ์โลกที่การแข่งขันทางเศรษฐกิจเข้มข้นขึ้น สังคมโลกเชื่อมโยงกันมากขึ้นในภาพ ไร้พรมแดน แนวโน้มการพัฒนาทางเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยีดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด และไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีที่สนับสนุน การทำงานเช่นที่ผ่านมาอีกต่อไป หากแต่ได้หลอมรวมเข้ากับวิถีการดำเนินชีวิต และปฏิวัติโครงสร้าง รูปแบบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กระบวนการผลิต การค้า การบริหาร การทำงานของรัฐ และกระบวนการ ทางสังคมไปจากเดิม (สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2562, บทนำ) โดยเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการใช้ชีวิตของประชาชน ทุกคน แต่ เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา และยากต่อการ คาดเดาในระยะยาว ปัจจุบันเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 21 ประชาชนชาวไทยและชาวโลกได้เข้าสู่สังคม “ดิจิทัล” แต่จะเรียกว่าเป็นพลเมืองดิจิทัลอย่างแท้จริงหรือไม่นั้นต้องพิจารณาในประเด็นปลีกย่อยทั้ง ในมิติความเป็นพลเมืองดิจิทัล ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ความปลอดภัยแห่งศตวรรษที่ 21 สิทธิและ ความรับผิดชอบแห่งศตวรรษที่ 21 รวมถึงโอกาสและความท้าทายแห่งศตวรรษที่ 21 โดยมีรายละเอียด ดังจะนำเสนอในบทนี้ ความหมายของคำสำคัญ เนื่องจากคำว่า “พลเมืองดิจิทัล” เป็นคำผสม ระหว่างคำว่า “พลเมือง” และ “ดิจิทัล” จึงขอให้ความหมายของคำศัพท์เหล่านี้เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเป็นเบื้องต้นก่อน รายละเอียดดังนี้ 1. ความหมายของพลเมือง พลเมือง หมายถึง ประชาชน ราษฎร ชาวประเทศ (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2562, ออนไลน์) พลเมือง หมายถึง คนที่มีสิทธิและหน้าที่ในฐานะประชาชนของประเทศหนึ่ง หรือ ประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองเดียวกัน มักมีวัฒนธรรมเดียวกัน อนึ่ง คำว่า พลเมือง มีความหมาย ต่างกับ ประชาชน ในแง่ที่เน้นสิทธิและหน้าที่มากกว่าคำว่า ประชาชน (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2558, ออนไลน์)


2 พลเมือง มีรากศัพท์มาจาก 2 คำ คือ “พละ” + “เมือง” หมายถึง พละกำลัง “เมือง” หมายถึง บ้านเมือง เมื่อนำ 2 คำนี้มารวมกันจึงทำให้คำว่า “พลเมือง” มีความหมายที่มากไปกว่าผู้ที่มี บทบาทหน้าที่เพียงแค่รับคำสั่งจากรัฐและทำตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยัง หมายถึง ผู้ที่มีกำลัง/พลัง ของบ้านเมือง รวมตัวกันทำเรื่องดีๆ รวมถึงมีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม ซื่อสัตย์ เสียสละมีเหตุผล เห็นกับประโยชน์ส่วนตัวและเป็นส่วนช่วยให้สังคมและประเทศชาติมีความเจริญ โดยสรุป พลเมืองจึงหมายถึงคนที่เป็น “พละกำลังของบ้านเมือง” ไม่เป็นภาระให้กับคนอื่นแต่สามารถ พึ่งตนเองและช่วยเหลือสังคมได้ (ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง, 2559, หน้า 7) พลเมือง หมายถึง สมาชิกของชุมชนหรือสังคมที่มีอำนาจในการปกครองตนเอง มีสิทธิ เสรีภาพ หน้าที่ ความรับผิดชอบและร่วมแก้ไขปัญหาของสังคม ทั้งนี้ จะต้องมีความเคารพผู้อื่น และ เคารพกติกาที่ใช้ร่วมกันในสังคม (ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ, 2556, อ้างถึงใน สำนักงานปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ, 2560, หน้า 6) พลเมือง หมายถึง คนที่มีความสามารถในการแสดงความรับผิดชอบทั้งต่อตัวเองและ ส่วนรวม มีความรู้และช่วยตัดสินใจในปัญหาสำคัญๆ ของสังคม ชุมชน และประเทศ มีส่วนร่วมใน ความคิดอย่างอิสระ (ทิพย์พาพร ตันติสุนทร, 2557, อ้างถึงใน อ้างถึงใน สำนักงานปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ, 2560, หน้า 6) ความเป็นพลเมือง หมายถึง การที่บุคคลที่แสดงออกถึงความกระตือรือร้นในการรักษา สิทธิและผลประโยชน์ของตนเอง และส่วนรวม แสดงความสนใจที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยการ แสดงออกซึ่งสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง, 2559, หน้า 5) สรุป พลเมือง (citizen) หมายถึง บุคคลที่แสดงความรับผิดชอบตามสิทธิและหน้าที่ของ ตนเอง มีจิตสำนึกรักถิ่นฐานกำเนิดของตน ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น รวมถึงเสียสละประโยชน์ ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสังคม และประเทศชาติ 2. ความหมายของดิจิทัล ดิจิทัล หมายถึง การแยกแยะระหว่าง “0” กับ “1” ในการแสดงข้อมูล ซึ่งคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องจักรที่มักจะแปลข้อมูลดิจิทัลฐานสองแล้วจึงแสดงชั้นของเครื่องประมวลผล ชั้นของข้อมูล ดิจิทัลที่เหนือกว่าสื่อดิจิทัลเช่นเดียวกับสื่อเสียง วิดีโอ หรือเนื้อหาดิจิทัลอื่นๆ สามารถถูกสร้างขึ้น อ้างอิงถึงและได้รับการแจกจ่ายผ่านทางเครื่องประมวลผลข้อมูลดิจิทัล โดยสื่อดิจิทัลได้นำมาซึ่ง การเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงเมื่อเทียบกับสื่ออนาล็อก (วิกิพีเดีย, 2558, ออนไลน์)


3 ดิจิทัล หมายถึง อุปกรณ์และการประยุกต์ที่เกี่ยวข้องกับ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ บวก ไอทีบวก ความสามารถในการทำงานและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น คลิปวีดิทัศน์ ภาพยนตร์แผนที่ เป็นต้น (ซึ่งรวมเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ big data) บวก กับความสามารถในการ ทำงานทำงานแบบอัตโนมัติ บวก ความสามารถในการเรียนรู้เองของอุปกรณ์ (machine learning) ซึ่งใช้วิทยาการด้านปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence หรือ AI) เป็นพื้นฐาน สิ่งที่จะต้องจำไว้ ให้แม่นคือ ไม่ว่าดิจิทัลจะก้าวหน้าไปมากเพียงใด แต่ลึกลงไปถึงแก่นแล้ว ก็ยังคงต้องพึ่งพาอาศัย เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อยู่นั่นเอง (ครรชิต มาลัยวงศ์ ราชบัณฑิต, ม.ป.ป. อ้างถึงใน สมาคมครู เทคโนโลยีสารสนเทศ, 2562, ออนไลน์) digital หมายถึง “recording or storing information as series of the numbers 1 and 0, to show that a signal is present or absent” (Cambridge Dictionary, 2019, online) digital in electrical engineering (electrical engineering: computing and control) หมายถึง (Collins English Dictionary, 2019, online) A digital system is one that operates using ones and zeros rather than analog signals. COLLOCATIONS: ~ system~ device~ circuit~ signal~ output The digital computer is a device which has transformed the world in a very short time. A digital circuit is based on a number of discrete voltage levels, as distinct from an analog circuit that uses continuous voltages to represent variables directly. สรุปได้ว่า ดิจิทัล คือ สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะเป็นสวิตซ์ไฟฟ้าแบบ 0 (ปิด: off) และ 1 (เปิด: on) บรรจุอยู่ในเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องโน้ตบุกส์ แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เป็นต้น ทำงานด้วยความเร็วสูง และความถูกต้องภายในระยะเวลาอันสั้น 3. ความหมายของพลเมืองดิจิทัล พลเมืองดิจิทัล (digital citizenship หรือ digital native) มีความหมายดังต่อไปนี้ Mike Ribble (2015, อ้างถึงใน ไพลินรัตน์ กุณสิทธิ์และ ธีรภัทร กุโลภาส, 2017, หน้า 207) ให้ความหมาย พลเมืองดิจิทัล (digital citizenship) หมายถึง ข้อควรประพฤติปฏิบัติเพื่อเป็น พลเมืองดีในสังคมออนไลน์ กับการใช้เทคโนโลยีออนไลน์อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ


4 Cambridge Dictionary (2019, online) ให้ความหมายว่า “digital citizenship” หมายถึง คนที่มีทักษะในการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสื่อสารกับผู้อื่น ซื้อและขายสิ่งของและมีส่วนร่วมใน การเมืองและผู้ที่เข้าใจวิธีการทำเช่นนี้อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ พลเมืองดิจิทัลเป็นบุคคล ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อมีส่วนร่วมในสังคมการเมือง พลเมืองดิจิทัลเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอย่าง สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ และใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม กฤตย์ษุพัช สารนอก และ ปณิตา วรรณพิรุณ (2561, หน้า 120) ให้ความหมาย พลเมือง ดิจิทัลหรือดิจิทัล เนทีฟ (digital native) คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่จะเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตตั้งแต่ อายุ 9 ปี และเป็นผู้เรียนที่อยู่ในระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาที่มีสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์พกพา อื่นๆ ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้พลเมืองดิจิทัลจึงหมายถึง ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง สม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพ มีทักษะและความรู้ที่หลากหลายในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์ พกพาและช่องทางการสื่อสารประเภทสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม และไลน์ เป็นต้น วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง (2561, หน้า 13) ให้ความหมาย ความเป็นพลเมืองดิจิทัล (digital citizenship) คือ แนวคิดและแนวปฏิบัติที่สำคัญซึ่งจะช่วยให้พลเมืองเรียนรู้ว่าจะใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีดิจิทัลและปกป้องตนเองจากความเสี่ยงต่างๆ อย่างไร รวมทั้งรู้จักเคารพสิทธิของตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อสังคมในโลกสมัยใหม่ ไปจนถึงเข้าใจผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อ สังคม และใช้มันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเชิงบวก ความเป็นพลเมืองดิจิทัลสามารถนิยามออกเป็น 3 มิติ คือ (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561, หน้า 22) 1. มิติด้านความรู้เกี่ยวกับสื่อและสารสนเทศ พลเมืองดิจิทัลต้องมีความรู้ความสามารถ ในการเข้าถึง ใช้ สร้างสรรค์ ประเมิน สังเคราะห์ และสื่อสารข้อมูล ข่าวสารผ่านเครื่องมือดิจิทัล ดังนั้นพลเมืองยุคใหม่จึงต้องมีความรู้ด้านเทคนิคในการเข้าถึงและใช้เครื่องมือดิจิทัล เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต ได้อย่างเชี่ยวชาญ รวมถึงทักษะในการรู้คิดขั้นสูง เช่น ทักษะการคิดอย่างมี วิจารณญาณ ซึ่งจำเป็นต่อการเลือก จัดประเภท วิเคราะห์ตีความ และเข้าใจข้อมูลข่าวสาร 2. มิติด้านจริยธรรม พลเมืองดิจิทัลจะใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย มีความ รับผิดชอบ และมีจริยธรรมอย่างไร พลเมืองที่ดีจะต้องรู้จักคุณค่าและ จริยธรรมจากการใช้เทคโนโลยี ต้องตระหนักถึงผลพวงทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต รวมถึงรู้จักสิทธิและความรับผิดชอบออนไลน์ อาทิ เสรีภาพในการพูด การเคารพทรัพย์สินทางปัญญา ของผู้อื่น และการปกป้องตนเองและชุมชนจากความเสี่ยงออนไลน์ เช่น การกลั่นแกล้งออนไลน์ ภาพลามกอนาจารเด็ก สแปม ข่าวปลอม เป็นต้น


5 3. มิติด้านการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม พลเมืองดิจิทัลต้องรู้จักใช้ศักยภาพ ของอินเทอร์เน็ตในการมีส่วนร่วมทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม อินเทอร์เน็ตเป็นได้ทั้งเครื่องมือ เพิ่มการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบบ เช่น รัฐบาลใช้อินเทอร์เน็ตในการรับฟังความเห็นของ ประชาชนก่อนออกกฎหมาย การลงคะแนนเสียงอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voting) หรือการยื่นคำร้อง ออนไลน์ (online petition) นอกจากนั้น อินเทอร์เน็ตยังใช้ส่งเสริมการเมืองภาคพลเมืองผ่าน วิธีการ ใหม่ๆ ซึ่งท้าทายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองในระดับโครงสร้าง สรุป ความเป็นพลเมืองดิจิทัล หมายถึง แนวคิดและแนวปฏิบัติที่สำคัญซึ่งจะช่วยให้ พลเมืองเรียนรู้ว่าจะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลและปกป้องตนเองจากความเสี่ยงต่างๆ อย่างไร รวมทั้งรู้จักเคารพสิทธิของตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อสังคมในโลกสมัยใหม่ ไปจนถึงเข้าใจ ผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อสังคม และใช้มันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเชิงบวก ซึ่งแนวคิดความเป็นพลเมืองดิจิทัลพูดถึงความสามารถในการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อมีส่วนร่วมในสังคม เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ มีความรับผิดชอบ และปลอดภัย การปฏิวัติเทคโนโลยีการสื่อสาร ได้เปิดโอกาสและหยิบยื่นความท้าทายใหม่ๆ ให้กับพลเมืองดิจิทัล สามารถเข้าถึงข้อมูลโดยไร้ข้อจำกัด เชิงภูมิศาสตร์ เข้าร่วมชุมชนที่มีความสนใจร่วมกันสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหา และ ทำให้เสียงของพลเมืองดังขึ้นในสังคม แต่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงใหม่ๆ เช่น การสอดแนมความเป็น ส่วนตัว อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ดังนั้นในฐานะพลเมืองดิจิทัลจึงต้องตระหนักถึงโอกาสและความ เสี่ยงในโลกดิจิทัล พัฒนาทักษะและความรู้ที่จำเป็นในโลกใหม่ และเข้าใจถึงสิทธิและความรับผิดชอบ ในโลกออนไลน์การจะเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดีนั้น จะต้องมีชุดทักษะและความรู้ทั้งในเชิงเทคโนโลยี และการคิดขั้นสูง หรือที่เรียกว่า “ความรู้ดิจิทัล” (digital literacy) เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูล ข่าวสารในโลกไซเบอร์ รู้จักป้องกันตนเองจากความเสี่ยงต่างๆ ในโลกออนไลน์ เข้าใจถึงสิทธิความ รับผิดชอบ และจริยธรรม ที่สำคัญในยุคดิจิทัล และใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตในการมีส่วนร่วมทาง การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม ทั้งเพื่อตนเอง ชุมชน ประเทศและโลก ประเภทของพลเมืองดิจิทัล กฤตย์ษุพัช สารนอก และ ปณิตา วรรณพิรุณ (2561, หน้า 123-124) กล่าวว่า ในปัจจุบัน ตัวอย่างของพลเมืองดิจิทัลที่เห็นได้ชัดเจนคือ กลุ่มคนที่เกิดมาแล้วมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนเป็นโทรศัพท์ เครื่องแรก สามารถใช้งานเว็บไซต์กูเกิลค้นหาข้อมูล สามารถเลือกใช้หรือดูสื่อจากเว็บไซต์ยูทูปได้ ตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นทักษะด้านดิจิทัลที่ปกติของคนกลุ่มนี้ แต่กลับถือว่าเป็นทักษะที่ สูงสำหรับคนปกติในกลุ่มอื่นๆ ซึ่งทักษะเหล่านี้เกี่ยวโยงกับพฤติกรรมการใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ด้วย เช่น การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในระดับที่ “สูงมาก” มีทักษะและรู้จักการเข้าเว็บไซต์ค้นหาข้อมูล มีตรรกะและวิธีคิดที่ถูกปรับให้เข้ากับรูปแบบข้อมูลดิจิทัลสูงอย่างเช่น ทักษะการใช้งานเว็บไซต์หรือ


6 แอปพลิเคชัน ทักษะการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล ทักษะการซื้อขายหรือทำธุรกรรมต่างๆ บนโลกออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งสำหรับพลเมืองดิจิทัลหรือกลุ่มคนที่เกิดและเติบโตในยุคของเทคโนโลยีดิจิทัลและคุ้นเคย กับการใช้คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มคนที่เกิดในยุคดิจิทัล กลุ่มคนที่เกิดในยุคดิจิทัล (digitally born) คือ กลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่มีอายุระหว่าง 14-17 ปี(เกิดช่วง พ.ศ. 2540-2543) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 88 ของกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มคนเริ่มใช้ อินเทอร์เน็ตตั้งแต่อายุ 9 ปีซึ่งคนกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มเด็กที่รู้จักและใช้อินเทอร์เน็ตเป็นจากสิ่งแวดล้อม เช่น จากโรงเรียน ครอบครัว เพื่อน และเนื่องจากยังเป็นกลุ่มเด็กที่อยู่ในวัยเรียน จึงทำให้เด็กกลุ่มนี้ยัง ไม่มีเงินมากนัก ดังนั้นคนในกลุ่มนี้จึงไม่ใช่กลุ่มที่ใช้อินเทอร์เน็ตตลอดเวลา (always on) แต่จะใช้ อินเทอร์เน็ตเพื่อเชื่อมต่อระหว่างเพื่อนๆ เช่น ใช้เพื่อแชทไลน์ (LINE) ใช้เข้าโซเซียลเน็ตเวิร์ก (social network) เพื่อปรับเพิ่ม (update) สถานนะของตนเองและติดตามสถานะของกลุ่มเพื่อน ดังนั้น “เพื่อน” จึงมีบทบาทสำคัญมากต่อกิจกรรมของคนกลุ่มนี้ ส่วนด้านของความบันเทิงและกิจกรรมอื่นๆ เช่น การดูรายการโทรทัศน์ออนไลน์ หรือเล่นเกมออนไลน์ ชมยูทูป หรือใช้ในการค้นหาข้อมูล (search) เพื่อทำการบ้านผ่านทางสมาร์ทโฟนที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ง่ายรวดเร็วและทุกที่ ดังนั้น อุปกรณ์ที่คนกลุ่มนี้จะต้องมีคือ สมาร์ทโฟน และเนื่องจากการเชื่อมต่อที่ง่ายและรวดเร็ว พฤติกรรมการเสพสื่อและใช้เวลากับอินเทอร์เน็ตของคนกลุ่มนี้จึงอยู่ที่ประมาณ 1-4 ชั่วโมง/วัน คิดเป็นร้อยละ 77 และในการใช้เพื่อชมโทรทัศน์จะอยู่ที่ 1-4 ชั่วโมง/วัน คิดเป็นร้อยละ 54 นอกจากนี้ ยังพบว่าในร้อยละ 36 ของคนกลุ่มนี้จะใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน โดยมีถึงร้อยละ 58 ที่ใช้เวลา 30 นาที ชมโทรทัศน์ออนไลน์และวิดีโอออนไลน์(Brandbuffet, 2557 อ้างถึงใน กฤตย์ษุพัช สารนอก และ ปณิตา วรรณพิรุณ (2561, หน้า 123-124) 2. กลุ่มคนที่เกิดหลังยุคอินเทอร์เน็ตเล็กน้อย กลุ่มคนที่เกิดหลังยุคอินเทอร์เน็ตเล็กน้อย (evolving digizen) คือ กลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ที่มีอายุระหว่าง 18-24 ปี (เกิดช่วง พ.ศ. 2533-2539) ซึ่งครึ่งหนึ่งของกลุ่มนี้จะใช้อินเทอร์เน็ต ตลอดเวลาผ่านทางสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต โดยในชีวิตประจำวันของคนกลุ่มนี้จะเริ่มจากการใช้ อินเทอร์เน็ตเพื่อค้นหาข้อมูลและใช้เข้าโซเซียลเน็ตเวิร์กเพื่อสื่อสารระหว่างกลุ่มและหาเพื่อนใหม่ ผ่านเฟซบุ๊ก และนอกจากนี้คนกลุ่มนี้ยังชอบการติดตามข่าวสารผ่านทางเว็บบล็อก โดยเฉพาะ เว็บไซต์พันทิป รวมไปถึงการแบ่งปันหรือแชร์รูปภาพพร้อมเช็คอินสถานที่แบบเรียลไทม์และเฝ้า จับตาวิถีชีวิต (lifestyle) การแต่งตัวของเหล่าคนดังผ่านทางอินสตาแกรม แล้วนำมาปรับให้เข้า กับบุคลิกและรูปแบบรสนิยมของตนเอง โดยร้อยละ 84 ของคนกลุ่มนี้เชื่อว่าอินเทอร์เน็ต คือ


7 แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ใช้งานจริงผ่านเว็บบล็อก และ ร้อยละ 19 ของคนกลุ่มนี้มีการเริ่มซื้อของทางออนไลน์และอีกส่วนใหญ่ใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อ ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ (Brandbuffet, 2557 อ้างถึงใน กฤตย์ษุพัช สารนอก และ ปณิตา วรรณพิรุณ, 2561, หน้า 123-124) ทักษะและความรู้ดิจิทัล การเป็นพลเมืองที่ดีในศตวรรษใหม่เรียกร้องทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งรวมถึงทักษะและ ความรู้ดิจิทัล เพื่อให้พลเมืองประสบความสำเร็จ ในการทำงาน การใช้ชีวิต และการมีส่วนร่วมใน สังคมการเมือง ทักษะและความรู้ที่จำเป็นต่อการเป็นพลเมืองและการทำงานในศตวรรษที่ 21 นั้นจะ แตกต่างจากศตวรรษที่ 20 บางทักษะแม้จะมีลักษณะถาวร (perennial skills) มีความสำคัญมา ตลอดทุกยุคทุกสมัย ไม่ใช่เฉพาะแต่ในศตวรรษที่ 21 เช่น ทักษะ 4C ได้แก่ การคิดเชิงสร้างสรรค์ (creativity) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) การสื่อสาร (communication) และ การทำงานเป็นทีม (collaboration) แต่ทักษะเหล่านี้มีลักษณะเปลี่ยนไปในยุคดิจิทัล รวมถึงทวี ความสำคัญมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็นสิ่งที่ “ต้อง” มีมากกว่า “น่าจะ” มี ขณะที่บางทักษะถือเป็น ทักษะชุดใหม่ที่จำเป็นในบริบทของศตวรรษที่ 21 นี้เช่น ทักษะการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม และทักษะ และความรู้ด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยีไอซีทีเป็นต้น ทักษะและความรู้ดิจิทัลไม่ใช่สิ่งที่แยก ขาดจากชุดทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 แต่เป็นส่วนหนึ่งและทำงานร่วมกับทักษะอื่น ๆ เช่น ทักษะใน การคิดเชิงสร้างสรรค์ และวิพากษ์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาความรู้ด้านสารสนเทศและสื่อ ดังนั้นการทำความเข้าใจทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จึงมีความสำคัญต่อการพัฒนา ความรู้ดิจิทัล (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561, หน้า 27) 1. ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 กลายเป็น “คำยอดฮิต” ทั้งในและนอกแวดวงการศึกษา สถาบันการศึกษาและหน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนจำนวนมากพยายามนำเสนอกรอบคิดเพื่อนิยาม ทักษะแห่งศตวรรษใหม่ องค์กรต่างๆ ได้กำหนดกรอบความคิดเกี่ยวกับทักษะของคนในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ ภาคีเพื่อทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills, 2013, online) ห้องวิจัยการศึกษาของภาคกลางตอนเหนือ (NCREL: The North Central Regional Educational Laboratory) และกลุ่มเมทิรี (Metiri Group) (Gina Burkhardt and others, 2003, np.) สมาคม เทคโนโลยีการศึกษานานาชาติ (ISTE: International Society for Technology in Education) และศูนย์บริการทดสอบทางการศึกษา (Educational Testing Service: ETS, 2002) รวมถึงรัฐบาล ต่างๆ อย่างสิงคโปร์หรือฮ่องกง แต่กรอบคิดที่โดดเด่นในการอธิบายทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 นี้เป็น


8 ของภาคีเพื่อการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Learning) หรือที่เรียกอย่าง ย่อว่า P21 ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของ ผู้มีส่วนได้เสียอันหลากหลาย อาทิ ผู้นำด้านการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการภาคธุรกิจ ดังนั้นในที่นี้จึงขอกล่าวถึงรายละเอียดกรอบแนวความคิดของ องค์กรดังกล่าว ดังนี้ ภาพที่ 1 กรอบคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยภาคีเพื่อการเรียนรู้ศตวรรษที่ 21 ที่มา: (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561, หน้า 29) ภาพที่ 1 แสดงให้เห็นวิสัยทัศน์สำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ของกลุ่ม P21 ซึ่งอธิบาย ชุดผลลัพธ์สำคัญสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ที่ผสมผสาน ทั้งเนื้อหาความรู้ (สาระวิชาหลัก และความรู้สำคัญในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21) และชุดทักษะต่างๆ ซึ่งรวมถึงทักษะการเรียนรู้ และนวัตกรรม ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และทักษะชีวิตและการทำงาน เข้าด้วยกัน โดยผลลัพธ์เหล่านี้เชื่อมโยงกับระบบส่งเสริมการเรียนรอบด้าน ได้แก่ มาตรฐานและการประเมิน หลักสูตรและวิธีการสอน การพัฒนาวิชาชีพ และสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ ซึ่งควรได้รับการ ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 1.1 สาระวิชาหลัก (core subjects-3Rs) ได้แก่ การอ่าน (reading) การเขียน (writing) คณิตศาสตร์ (arithmetic) รวมถึงรายวิชา ภาษาอังกฤษ หรือศิลปะการใช้ภาษา ภาษาต่างประเทศ


9 ศิลปะ คณิตศาสตร์เศรษฐศาสตร์วิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การปกครอง และหน้าที่ พลเมือง 1.2 ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่21 (21st century themes) ได้แก่ความรู้ เรื่องโลก ความรู้ด้านการเงิน เศรษฐกิจ ธุรกิจ และการเป็นผู้ประกอบการความรู้ด้านพลเมืองความรู้ ด้านสุขภาพ และความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม 1.3 ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม (learning and innovation skills-4Cs) ได้แก่ การคิดวิเคราะห์ (critical thinking) การสื่อสาร (communication) การร่วมมือ (collaboration) และ ความคิดสร้างสรรค์(creativity) 1.4 ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี (information, media and technology skills) ได้แก่ ทักษะด้านสารสนเทศ ทักษะด้านสื่อ และทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร 1.5 ทักษะชีวิตและอาชีพ (life and career skills) ได้แก่ ความยืดหยุ่นและ ความสามารถในการปรับตัว ความคิดริเริ่มและการชี้นำตนเอง ทักษะทางสังคมและทักษะข้าม วัฒนธรรม การเพิ่มผลิตภาพ ความเป็นผู้นำและความรับผิดชอบ 1.6 ระบบส่งเสริมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ได้แก่ มาตรฐานและการวัดผล (standards and assessments) หลักสูตรและวิธีการสอน (curriculum and instruction) การพัฒนา วิชาชีพ (professional development) และสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้(learning environments) ส่วนองค์กร World Economic Forum (WEF) ทำการสำรวจและวิเคราะห์ความต้องการ ของตลาดแรงงาน รวมทั้งแนวโน้มของเทคโนโลยีในองค์กรใหญ่ๆ ทั่วโลก ผลการศึกษาได้สรุปทักษะ ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (21st -Century Skill) ออกมาเป็น 16 ทักษะ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ดังภาพที่ 2 (Maytwin P., 2016, online) 1) foundational literacies หมายถึง กลุ่มทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้ในการ ปฏิสัมพันธ์กับบริบทที่แตกต่างกัน ซึ่งแปลง่ายๆ ก็คือ อยู่ที่ไหนแล้วต้องใช้อะไรบ้าง นั่นเอง เพราะ เทคโนโลยีและความรู้ใหม่ๆ ได้ก่อให้เกิดบริบทการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งทักษะเหล่านี้ ได้แก่ การใช้ภาษา (literacy) การคำนวณ (numeracy) การใช้เทคโนโลยี (ICT literacy) การใช้ วิทยาศาสตร์กับสิ่งรอบตัว (scientific literacy) การเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรม (cultural & civic literacy) หรือแม้กระทั่ง การจัดการด้านการเงิน (financial literacy) ที่รวมไปถึง วิธีการ เป็นผู้ประกอบการ หรือ entrepreneurship ก็นับเป็นทักษะที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งจะต้องมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีรอบตัวให้เป็น ประโยชน์ได้ (ICT literacy) เพราะการหาความรู้ในปัจจุบันมักทำผ่านโลกดิจิทัลกันหมดแล้ว เช่น การ search ข้อมูลผ่าน google หรือ การที่เด็กคนหนึ่งจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในโลกปัจจุบันได้ คือการ


10 ได้ทำสิ่งที่เขารักและหาเลี้ยงตัวเองได้อย่างมั่นคงด้วย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทักษะการจัดการด้านการเงิน (financial literacy) เป็นต้น ภาพที่ 2 ทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 (21st -Century Skills) ที่มา: (Maytwin P., 2016, online) 2) competencies หมายถึง กลุ่มทักษะที่ต้องนำมาใช้ในการจัดการกับปัญหา หรือ ความท้าทายที่ต้องเจอในชีวิต ซึ่งความท้าทายเหล่านั้นจะมีความซับซ้อนขึ้นกว่าเมื่อเทียบกับความท้า ทายในโลกเก่า โดยกลุ่มทักษะนี้จะเป็นทักษะสำคัญที่ใช้ร่วมกันในการวิเคราะห์ปัญหาให้ถูกจุด (critical thinking) สร้างวิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (creativity) รวมทั้งสื่อสารและทำงาน ร่วมกับผู้อื่น (communication & collaboration) เพื่อแก้ปัญหานั้นให้ได้ กลุ่มทักษะนี้มักถูกเรียก ย่อๆ ว่า “4C” จัดได้ว่าเป็นทักษะหลักที่ทำให้มนุษย์เราเหนือกว่าคอมพิวเตอร์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้ในเร็วๆนี้นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น เด็กที่กำลังเรียนอยู่ในตอนนี้ เมื่อโตไปจะต้องเจอกับความท้าทายที่ ซับซ้อนกว่าปัญหาในโลกยุคเก่า เช่น จะทำยังไงให้มีน้ำดื่มที่สะอาด ถูกและเพียงพอสำหรับคนทั้งโลก หรือ การหาพลังงานทางเลือกแบบใหม่ที่ยังไม่เคยมีอยู่ ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีความซับซ้อน ปัจจัย และ ข้อจำกัดต่างๆ ให้ต้องคำนึงถึงมากกว่า ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความสามารถในการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อหา ต้นตอของปัญหาให้เจอ (critical thinking)อีกทั้งยังต้องการความคิดสร้างสรรค์และการคิดนอกกรอบ (creativity) ในการสร้างไอเดียเพื่อแก้ปัญหา รวมทั้งสามารถถ่ายทอดไอเดียนั้นออกมาให้ได้


11 (communication) นอกจากนี้ยังต้องสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีความสามารถหลากหลายและ มีความแตกต่างกัน (collaboration) เพื่อแก้ปัญหาร่วมกันให้ได้ 3) character qualities หมายถึง กลุ่มทักษะที่ใช้ในการจัดการตัวเองกับสภาพสังคม ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เช่น ความอยากรู้อยากเห็น (curiosity) การริเริ่มสร้างสรรค์ (initiative) ความพยายามในการบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ (persistence/grit) ความสามารถในการ ปรับตัวเข้ากับสังคมและสภาพแวดล้อม (adaptability) ความเป็นผู้นำ (leadership) และ ความ ตระหนักถึงสังคมและวัฒนธรรม (social & cultural Awareness) ด้วยเหตุว่าความรวดเร็วของสภาพ สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เด็กยุคใหม่ต้องก้าวตามให้ทัน ทักษะเหล่านี้จึงมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่เป็นคนที่ตามหลังคนอื่นอยู่เสมอ และเป็นคนที่มีคุณภาพ (character qualities) นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น สภาพของโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาไปเร็วมาก เด็กคนหนึ่งจำเป็นต้องมี ความอยากรู้อยากเห็นในระดับที่เหมาะสม (curiosity) เพื่อให้ตัวเองสามารถทันโลกและทันคนอื่น ประกอบกับการมีความคิดริเริ่ม (initiative) ความตั้งมั่น (persistence) และความเป็นผู้นำในการรวม ทีม (leadership) ถึงจะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาให้กับโลกใบนี้ได้สำเร็จนั่นเอง โดย 6 ทักษะในกลุ่มที่ 1 นั้นคือ “ทักษะเฉพาะทางขั้นพื้นฐาน” (literacies) ในบริบท ต่างๆ ที่เจอได้ทั่วไปในโลกยุคศตวรรษที่ 21 ส่วนอีก 10 ทักษะในกลุ่มที่ 2 และ 3 นั้นเป็นกลุ่มทักษะที่ เกี่ยวข้องกับ “ทักษะการเข้าสังคมและอารมณ์” (social & emotional learning) โดยตรง และ นับเป็นกลุ่มทักษะที่กำลังเป็นที่ต้องการมากขึ้นตามผลการวิจัยตลาดแรงงานของ WEF ที่ได้พูดถึงไป ข้างต้น เมื่อเด็กคนหนึ่งมีทักษะครบทั้ง 16 อย่างที่ทำงานสอดคล้องกัน จะสามารถใช้ชีวิตอยู่รอดบน โลกในศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าสภาพแวดล้อมหรือสังคมจะเปลี่ยนไปรวดเร็วแค่ไหน และไม่ว่าจะเจอความ ท้าทายในชีวิตมากน้อยเพียงใดก็ตาม ทักษะเหล่านี้จะทำให้เด็กคนหนึ่งสามารถเรียนรู้ตลอดเวลาได้ ซึ่ง WEF เรียกว่า “Lifelong Learning” หรือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ไม่ได้จบแค่ตอนเราเป็นนักเรียนใน ห้องเรียนเท่านั้น 2. ทักษะและความรู้ดิจิทัล เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้ภูมิทัศน์ด้านการสื่อสารและบรรทัดฐานทางสังคม เปลี่ยนไป ไม่ว่า จะเป็นการเสพสื่อ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารหรือการสื่อสารกับผู้อื่น ทุกวันนี้ประชาชนอยู่ในโลกที่ สามารถเข้าถึงสารสนเทศจำนวนมหาศาล อยู่ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่าง รวดเร็ว และอยู่ในโลกที่เปิดโอกาส ให้ประชาชนสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลในการสรรค์สร้างและ เผยแพร่แนวคิดได้อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การจะเป็นพลเมืองที่สมบูรณ์ในยุคดิจิทัลนั้นปฏิเสธ ไม่ได้ว่าประชาชนจะต้องมีทักษะและความรู้ดิจิทัล ลำพังแค่เพียงการเข้าถึงเทคโนโลยีนั้นไม่เพียงพอ ประชาชนจะต้องมีทักษะในการค้นหาข้อมูลที่ตรงกับงานที่ต้องการ ถ้าจะหาโอกาสด้านการศึกษาใน


12 โลกออนไลน์เพื่อพัฒนาตัวเอง ต้องรู้ว่าจะค้นหาแหล่งการศึกษาที่น่าเชื่อถือได้ที่ไหนและรู้จักเครื่องมือ การเรียนรู้ออนไลน์แล้วถ้าอยากลุกขึ้นมาทำกิจกรรมพัฒนาชุมชน ต้องรู้ว่าจะใช้ประโยชน์จาก อินเทอร์เน็ตในการสื่อสารและทำงานร่วมกับคนในชุมชนอย่างไร ชุดทักษะและความรู้ดิจิทัลจะช่วยให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การเป็นพลเมืองใน ยุคดิจิทัลได้อย่างรอบด้าน นั่นคือใช้เครื่องมือดิจิทัลในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล (access) วิเคราะห์ พร้อมทั้งประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูล (analyze and evaluate) สร้างสรรค์เนื้อหา ในรูปแบบของสื่อผสมผ่านเครื่องมือดิจิทัล (create) ตรวจสอบไตร่ตรองพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต และการสื่อสารกับผู้อื่นโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและหลักจริยธรรม (refect) รวมถึงใช้ เครื่องมือดิจิทัลแบ่งปันความรู้และแก้ไขปัญหาต่างๆ ในสังคมผ่านการทำงานร่วมกับผู้อื่น (act) ดังภาพที่ 3 ภาพที่ 3 องค์ประกอบสำคัญของทักษะและความรู้ดิจิทัล ที่มา: (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561, หน้า 32) ชุดทักษะและความรู้ด้านดิจิทัลนั้นมีหลากหลายมิติ ทั้งความรู้ด้านสารสนเทศ สื่อ และ เทคโนโลยีไอซีทีที่รวมถึงความรู้ด้านอื่นๆ เช่น การสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่น ความคิดสร้างสรรค์ และการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้พลเมืองใช้อินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลสูงสุด ทั้งต่อตนเองและสังคม หัวข้อถัดจากนี้เป็นทักษะความรู้ที่จำเป็นในยุคดิจิทัล พร้อม ทั้งตัวอย่างประกอบ 2.1 ความรู้ด้านสารสนเทศ โลกดิจิทัลเป็นโลกที่ท่วมท้นด้วยสารสนเทศจำนวนมหาศาล จนบางทีไม่สามารถ จัดการและอาจเผลอเชื่อข้อมูลบางอย่างโดยไม่พินิจพิจารณาให้รอบคอบ ความรู้ด้านสารสนเทศ (information literacy) ที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการจัดการและใช้ประโยชน์จากสารสนเทศ ออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นมีดังนี้


13 2.1.1 ความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลได้อย่างทันท่วงทีเข้าใจวิธีการเลือกใช้ คำค้น หรือใช้กลยุทธ์การค้นหาอันหลากหลายและรู้จักแหล่งข้อมูลที่ดี 2.1.2 รู้เท่าทันว่าเนื้อหาที่พบในโลกออนไลน์ไม่สามารถเชื่อถือได้ทั้งหมด เพราะใคร ก็สามารถเผยแพร่เนื้อหาได้ และสามารถประเมินความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของข้อมูลอย่างมี วิจารณญาณ เช่น รู้จักวิธีตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ หรือเปรียบเทียบข้อมูลจากหลาย แหล่งก่อนเชื่อ และนำไปใช้ หรือเผยแพร่ต่อไป 2.1.3 จัดการกับข้อมูลได้อย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เช่น ใช้เครื่องมือดิจิทัลในการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ 2.1.4 สามารถประยุกต์ใช้ข้อมูลได้อย่างสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ 2.1.5 เข้าใจประเด็นทางจริยธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและการใช้ ข้อมูล ตัวอย่างเช่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หลักการใช้อย่างเป็นธรรม (fair use) การอ้างอิง แหล่งข้อมูลในการทำวิจัยอย่างถูกต้อง เคล็ดลับการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล อินเทอร์เน็ตอนุญาตให้ทุกคนสามารถเผยแพร่เนื้อหาของตนในวงกว้าง แต่ละวันมี เว็บไซต์เกิดใหม่หลายพันแห่งในโลกออนไลน์และหลายเว็บไซต์ในนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหวังผลทาง เศรษฐกิจหรือการเมืองเท่านั้น เช่น เพื่อเผยแพร่ข่วงลวงหรือเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลของเรา ดังนั้น ก่อนตัดสินใจว่าแหล่งข้อมูลนั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ ผู้ใช้ควรถามตัวเองก่อน 4 คำถาม ได้แก่ 1) ที่ไหน: ข่าวสาร ข้อมูล และความคิดเห็น ถูกเผยแพร่ผ่านแหล่งข้อมูลประเภทใด เป็นเว็บไซต์ธุรกิจ สถาบันข่าว หรือบล็อกส่วนตัวแล้ววัตถุประสงค์ของเว็บนั้นหรืออะไร เพื่อขายสินค้า เพื่อโน้มน้าว เพื่อให้ข้อมูล เพื่อความบันเทิง เพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้ใช้สามารถเช็คโดเมนเนมเพื่อ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของสถาบันได้ เช่น .edu กับ .gov จะเป็นโดเมนเนมของสถาบันการศึกษา และหน่วยงานรัฐเท่านั้น ส่วน .com หรือ .net นั้นใครก็สามารถใช้ได้ เป็นต้น 2) ใคร: ใครที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตก็สามารถผลิตเนื้อหาลงในโลกออนไลน์ได้หมด แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ผู้ใช้ควรตรวจดูว่าใครเป็นผู้ผลิตเนื้อหานั้นๆ แล้วลองสืบค้นดู คุณสมบัติและบริบทแวดล้อมตัวผู้ผลิตว่ามีแรงจูงใจอะไร นอกจากนั้นสามารถตรวจสอบได้ที่หัวข้อ “เกี่ยวกับเรา” (about us) ลองอ่านประวัติขององค์กรผู้จัดทำ ผลงานที่ผ่านมา ที่อยู่ ที่ติดต่อ ทั้งหมด นี้จะช่วยให้ผู้ใช้ตัดสินใจว่าเว็บไซต์นี้จะเชื่อถือมากเพียงใด 3) อะไร: เนื้อหาที่ถูกนำเสนอนั้นมีข้อมูล แนวคิด และมุมมอง อย่างไร ถูกนำเสนอ อย่างรอบด้านหรือไม่ ถ้าไม่ ผู้ใช้ควรใช้กฎเลขสาม คือ เปรียบเทียบแหล่งข้อมูลอย่างน้อยสามแหล่ง โดยเลือกแหล่งข้อมูลที่นำเสนอข้อมูลอีกด้านด้วย นอกจากนั้นเว็บไซต์ที่ออกแบบดี เป็นระบบ ให้


14 ความสำคัญกับการใช้งานจริงของผู้ใช้ รวมถึงใส่ใจกับการสะกดคำ ย่อมน่าเชื่อถือมากกว่าเพราะเป็น ตัวบ่งชี้ว่าผู้จัดทำใส่ใจกับเนื้อหาและการนำเสนอจริงๆ ไม่ใช่ทำขึ้นมาเพื่อหวังผลระยะสั้น 4) เมื่อใด: ควรตรวจสอบว่าเนื้อหานั้นเผยแพร่ออกมาเมื่อใด เพื่อดูว่าเนื้อหานั้น ทันสมัยหรือไม่ และเพื่อให้เข้าใจบริบทด้านเวลา 2.2 ความรู้ด้านสื่อ ทักษะและความรู้ด้านสื่อ (media literacy) มีความคล้ายคลึงกับการอ่านออกเขียน ได้ นั่นคือต้องเรียนรู้เกี่ยวกับตัวอักษรก่อน จากนั้นก็รู้จักคำ เข้าใจว่าคำนั้นหมายถึงอะไร และเมื่อมา ประกอบเป็นประโยค เป็นย่อหน้า เป็นบทความ มีความหมายอย่างไร มีวิธีการเล่าเรื่องอย่างไร หลังจากอ่านออกก็จะเขียนได้สร้างสรรค์เนื้อหาด้วยตัวเองได้ จนกระทั่งมีทักษะการอ่านออกเขียนได้ ที่แข็งแรง ส่วนความรู้ด้านสื่อ คือชุดความรู้ความสามารถในการเข้าใจ ตีความ วิเคราะห์ ประเมิน สร้างสรรค์เนื้อหา ชุดทักษะและความรู้ด้านสื่อจะช่วยให้ผู้ได้รับสื่อตั้งคำถามว่า ใครเป็นคนสร้าง เนื้อหาขึ้นมา วัตถุประสงค์ของเนื้อหานั้นคืออะไร และเนื้อหาดังกล่าวถูกสร้างขึ้นมาได้อย่างไร วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง (2561, หน้า 38) กล่าวว่า ภาคีการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 สรุปแก่นใจความสำคัญของความรู้ด้านสื่อไว้ดังนี้ 2.2.1 เข้าใจว่าเนื้อหาในสื่อถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีการใดและเพื่อวัตถุประสงค์อะไร รวมถึงสามารถประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยเฉพาะการแยกข้อเท็จจริง ออกจากความเห็น อคติ โฆษณา และวาระซ่อนเร้น 2.2.2 ตรวจสอบได้ว่าคนเราตีความสื่อแตกต่างกันอย่างไร รู้ว่าอะไรคือคุณค่า และ มุมมองที่ถูกเลือกใส่หรือไม่ใส่เข้ามาในการผลิตสร้างเนื้อหา รวมถึงเข้าใจ ผลกระทบของสื่อที่มีต่อ ความเชื่อและพฤติกรรมของสังคมโดยรวม 2.2.3 เข้าใจประเด็นทางจริยธรรมและทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึง และ การใช้สื่อ 2.2.4 เข้าใจและเลือกใช้เครื่องมือในการสร้างสรรค์สื่อได้อย่างเหมาะสมตาม กลุ่มเป้าหมายและสถานการณ์ นอกจากนั้น วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง (2561, หน้า 39) กล่าวว่า คอมมอนเซนส์มีเดีย (Common Sense Media) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรที่ต้องการพัฒนาความรู้ความเข้าใจด้านสื่อ และเทคโนโลยีแก่เด็กและผู้ปกครอง ได้สรุปประโยชน์ของความรู้ด้านสื่อไว้ดังนี้ 1) คิดเชิงวิพากษ์: เราสามารถประเมินได้ว่าเนื้อหาในสื่อนั้นมีเหตุมีผลหรือไม่ เหตุใด ข้อมูลนี้จึงถูกใส่เข้าไป แนวคิดหลักคืออะไร 2) เป็นผู้บริโภคที่ฉลาด: เราสามารถประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูลหรือ สินค้าได้ และเข้าใจเทคนิคการตลาดที่ใช้ในการขายของ


15 3) เข้าใจมุมมองในสื่อ: ผู้สร้างสรรค์สื่อทุกคนมีมุมมองที่ต้องการสื่อสาร ผู้ใช้จะเข้าใจ มุมมองที่แตกต่างหลากหลายได้เมื่อเราพยายามเข้าใจมุมมองของผู้ผลิตสื่อ 4) สร้างสรรค์สื่อด้วยความรับผิดชอบ: ตระหนักถึงมุมมองที่ต้องการสื่อสาร และ วิธีการสื่อสาร และเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการสื่อสารของเรา 5) เข้าใจบทบาทของสื่อในสังคม: ตระหนักว่าสื่อมีบทบาทสำคัญในการ กำหนด ความเข้าใจของผู้คนที่มีต่อปรากฏการณ์ต่างๆ ในโลก ไม่ว่าจะเป็นข่าวดารา ปกนิตยสาร ไปจนถึง โฆษณาไวรัสในโซเชียลมีเดีย 6) เข้าใจเป้าหมายของผู้สร้างสื่อ: อะไรคือสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์สื่อต้องการ บอกเรา เนื้อหานั้นเน้นให้ข้อมูล โน้มน้าวใจ หรือว่าเพื่อเสนอแนะแนวคิดใหม่ๆ ถ้าเข้าใจเป้าหมายดังกล่าว เราจะตัดสินใจเรื่องต่างๆ ได้ดีขึ้น 2.3 ความรู้ด้านไอซีที ทักษะและความรู้พื้นฐานด้านไอซีที(ICT literacy) หมายถึง ทักษะในการนำ เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบัน อาทิ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แท็บเล็ต โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และสื่อออนไลน์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการสื่อสาร การปฏิบัติงาน และการทำงานร่วมกันหรือใช้เพื่อพัฒนากระบวนการทำงาน หรือระบบงานในองค์กรให้มีความ ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ ซึ่งทักษะดังกล่าวครอบคลุมความสามารถ 4 มิติ ได้แก่ 1) การใช้ (use) ได้แก่ การใช้งานคอมพิวเตอร์ การใช้งานอินเทอร์เน็ต การใช้งานเพื่อความมั่นคงปลอดภัย การใช้ โปรแกรมประมวลผลคำ การใช้โปรแกรมตารางคำนวณ การใช้โปรแกรมการนำเสนองาน การใช้ โปรแกรมสร้างสื่อดิจิทัล การทำงานร่วมกันแบบออนไลน์ และการใช้ดิจิทัลเพื่อความมั่นคงปลอดภัย 2) การเข้าใจ (understand) 3) การสร้าง (create) และ 4) การเข้าถึง (access) เทคโนโลยีดิจิทัลได้ อย่างมีประสิทธิภาพ (สำนักงาน กพ., ออนไลน์) นอกจากนี้ ทักษะและความรู้ด้านไอซีทียังมี ความสำคัญต่อการเลือกและการใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองเป้าหมายของผู้ใช้ในฐานะพลเมือง ความรู้สำคัญด้านเทคโนโลยีที่พลเมืองดิจิทัลควรรู้มีดังนี้(วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561, หน้า 43) 2.3.1 เข้าใจแนวคิดและการทำงานพื้นฐานของเครื่องมือดิจิทัล เช่น เข้าใจคำศัพท์ สำคัญของระบบคอมพิวเตอร์เข้าใจการทำงานของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์คุ้นเคยกับสัญลักษณ์และ อินเทอร์เฟซของเครื่องมือดิจิทัล รู้จักระบบปฏิบัติการที่หลากหลายและสามารถเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียได้ 2.3.2 ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ทำธุรกรรม ออนไลน์ติดต่อประสานงานร่วมกับผู้อื่น สร้างสรรค์ผลงานและถ่ายทอดความคิดของตน 2.3.3 เข้าใจประเด็นทางจริยธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงและการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที)


16 2.3.4 เลือกใช้เทคโนโลยีได้เหมาะกับวัตถุประสงค์ เข้าใจข้อดีข้อเสียของเทคโนโลยี ที่มีอยู่ในตลาด เช่น เลือกใช้แอปพลิเคชันที่ช่วยให้การทำงานเกิดสัมฤทธิผลสูงสุดหรือช่วยใน การจัดการข้อมูลได้อย่างเหมาะสม 2.3.5 เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรู้จักวิธีใช้เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2.4 ทักษะและความรู้อื่นๆ ในการเป็นพลเมืองดิจิทัล นอกเหนือจากชุดความรู้ด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยีไอซีที่ซึ่งมีความสำคัญ ต่อการสร้างพลเมืองดิจิทัลโดยตรง ทักษะการคิดขั้นสูงก็มีความสำคัญต่อการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ ประสบความสำเร็จเช่นกัน อาทิเช่น (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561, หน้า 46) 2.4.1 ทักษะด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น: การใช้ไอซีที่เพื่อการ สื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิผลและเหมาะสมกับกาลเทศะ เช่น ใช้อินเทอร์เน็ตใน การสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดกับกลุ่มคนที่มาจากพื้นเพหลากหลาย รู้จักเครื่องมือที่เหมาะสมใน การทำงานร่วมกับผู้อื่น ใช้สื่อเครือข่ายสังคมเผยแพร่ผลงานของตน หรือกลุ่มได้ดีมีส่วนร่วมสร้าง ความรู้ สาธารณะ 2.4.2 ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม: การใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อส่งเสริม ความคิดสร้างสรรค์ สร้างองค์ความรู้ และพัฒนานวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ ได้ เช่น ใช้สื่อดิจิทัลในการ แปลงแนวคิดให้ออกมาเป็นผลงานรูปธรรม ผสมผสานสื่อดิจิทัลที่มีอยู่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมา 2.4.3 การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ไขปัญหา: การใช้ไอซีที่เพื่อประเมินความถูกต้อง ของข้อมูลได้อย่างมีวิจารณ์ญาณ รวมถึงสามารถค้นหาและประยุกต์ใช้ ความรู้ในการแก้ไขปัญหา 3. โมเดลทักษะและความรู้ดิจิทัล 3.1 ชุดความสามารถที่จำเป็นเพิ่มเติม นอกเหนือจากทักษะและความรู้ที่จำเป็นสำหรับพลเมืองในยุคดิจิทัลที่ได้กล่าวถึง มาแล้ว ยังมีชุดความสามารถที่จำเป็นต่อการอาศัยอยู่ในโลกที่ทุนทางสังคมและความรู้นั้นฝังอยู่ใน เครือข่ายดิจิทัล ดังนี้(วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561, หน้า 48-49) 3.1.1 ความรู้ด้านกราฟิก (graphic literacy) ความสามารถในการตีความเนื้อหาที่ เป็นภาพกราฟิก และมีส่วนร่วมแลกเปลี่ยนและสรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ ผ่านหน้าจอ 3.1.2 ความรู้ในการนำทาง (navigation literacy) ความสามารถในการจัดการกับ แหล่งข้อมูลจำนวนมากที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นตรง (ข้อมูลถูกส่งจากจุดหนึ่ง ไปยังจุดหนึ่งเหมือน สื่อสิ่งพิมพ์วิทยุ โทรทัศน์) แต่มีลักษณะเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันจำนวนมาก


17 3.1.3 ความรู้ในการเชื่อมต่อและเข้าใจบริบท (context and connections literacy) ข้อมูลในโลกออนไลน์ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว มีจำนวนมหาศาล และแยกขาดจากบริบทมากขึ้น ผู้ใช้ ต้องมีทักษะในการเชื่อมโยงข้อมูลและสร้าง ความหมายให้กับข้อมูล 3.1.4 ทักษะการโฟกัส (focus literacy) ความสามารถในการลดสิ่งรบกวนจากโลก ที่มีการเชื่อมต่อทุกที่ทุกเวลาและทำงานให้เสร็จลุล่วงได้ตามกำหนด 3.1.5 ทักษะการทำงานพร้อมกันหลายอย่าง (multitasking literacy)ความสามารถ ในการจัดการงานหลายอย่างพร้อมกัน 3.1.6 ความระแวงสงสัย (skepticism literacy) ในโลกที่ข้อมูลท่วมท้น ความสามารถ ในการตรวจหาสิ่งไร้สาระหรือความสามารถในการแยกแยะ แหล่งข้อมูลที่ตกยุค อคติ มีวาระซ่อนเร้น และหลอกลวง 3.1.7 ความรู้ด้านจริยธรรม (ethical literacy) ความสามารถในการสร้างความไว้ใจ และเพิ่มคุณค่าในสายตาคนอื่นด้วยการสร้างสรรค์และเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสม 3.1.8 ทักษะในการสร้างเครือข่าย (networking literacy)ความสามารถในการจัดการ เครือข่ายอันหลากหลาย รวมถึงการค้นหาและเชื่อมต่อกับเครือข่ายใหม่ๆ 3.2 ความสามารถที่จำเป็นเพิ่มเติม อีกหนึ่งแนวคิดเกี่ยวกับชุดทักษะและความรู้ดิจิทัลที่น่าสนใจมาจากเฮนรี เจงกินส์ (Henry Jenkins, 2009 อ้างถึงใน วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561, หน้า 50-51) ซึ่งเป็นชุดความรู้ด้าน สื่อใหม่ (new media literacy) ที่จำเป็นสำหรับพลเมืองดิจิทัลใช้ในการสร้างสรรค์และการมีส่วนร่วม ภายใต้นิเวศสื่อใหม่ ได้แก่ 3.2.1 เล่น (play) ความสามารถในการสำรวจและทดลองสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ตัวใน ฐานะที่เป็นวิธีแก้ปัญหาแบบหนึ่ง ความสามารถในการเล่นกับสิ่งรอบตัว จะช่วยในการใช้เทคโนโลยี ใหม่ๆ การออกแบบแนวคิดหรือชิ้นงาน หรือการเขียนรายงาน 3.2.2 การเล่นบทบาท (performance) ความสามารถในการปรับใช้อัตลักษณ์อื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและค้นหาสิ่งใหม่ๆ การปรับเปลี่ยนบทบาท ได้อย่างคล่องแคล่วจะช่วยใน การสำรวจชุมชนออนไลน์ใหม่ๆ การตัดสินใจ ลงมือทำบางอย่างโดยคำนึงถึงจริยธรรม และการปรับ บทบาทระหว่างบ้าน ที่ทำงาน และโรงเรียน 3.2.3 การจำลองสถานการณ์ (simulation) ความสามารถในการตีความและสร้าง โมเดลที่สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกจริง การตีความจัดการและการสร้างสถานการณ์จำลอง จะช่วยให้ ผู้ใช้เข้าใจระบบและกระบวนการที่ซับซ้อน เช่น ระบบนิเวศวิทยา เครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้ดีขึ้น 3.2.4 การผสมผสาน (appropriation) ความสามารถในการเลือกตัวอย่างที่น่าสนใจ และผสมผสานเนื้อหาสื่อขึ้นมาใหม่ การผสมผสานเนื้อหาสื่อขึ้นใหม่จะช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจงานสร้างสรรค์


18 อื่นๆ เช่น ภาพยนตร์ ดนตรี ชิ้นงานศิลปะ รวมถึงเรียนรู้ในประเด็นลิขสิทธิ์และการปะทะกันทาง วัฒนธรรมได้มากขึ้น 3.2.5 การทำงานหลายอย่างพร้อมกัน (multitasking) ความสามารถในการสำรวจ สิ่งรอบตัวอย่างรวดเร็วและเบนความสนใจไปที่รายละเอียดสำคัญ ในโลกที่ข้อมูลท่วมท้นและสื่อสาร กันตลอดเวลา ความสามารถในการรับมือกับงานหลายอย่างพร้อมๆ กันมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น 3.2.6 การรู้คิดแบบกระจาย (distributed cognition) ความสามารถในการใช้ เครื่องมือต่างๆ เพื่อขยายศักยภาพทางความคิด ตั้งแต่เครื่องมือง่ายๆ เช่น ไม้บรรทัด เครื่องคิดเลข ไปจนถึงเครื่องมือที่ซับซ้อนขึ้นอย่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องมือต่างๆ ด้านไอซีที เป็นต้น 3.2.7 ภูมิปัญญารวมหมู่ (collective intelligence) ความสามารถในการรวบรวม และเปรียบเทียบข้อมูลและความรู้จากหลายแหล่งเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน ภูมิปัญญารวมหมู่จะ ช่วยแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อนเกินกว่าที่คนคนหนึ่งจะจัดการได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับ โครงการโอเพ่นซอร์ซ (open source) เช่น เสรีวิกิพีเดีย หรือระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ เป็นต้น 3.2.8 ดุลยพินิจ (judgment) ความสามารถในการประเมินความน่าเชื่อถือ และ ความถูกต้องของแหล่งข้อมูลอันหลากหลาย ดุลยพินิจในที่นี้ยังรวมถึงการรู้จักแหล่งข้อมูลที่ดีและ เหมาะกับวัตถุประสงค์ของเรา 3.2.9 การกำกับทิศทางข้ามสื่อ (transmedia navigation) ความสามารถในการ ติดตามการเคลื่อนไหวของข้อมูลข้ามสื่ออันหลากหลาย การกำกับทิศทาง ข้ามสื่อจำเป็นต่อการ ค้นคว้าวิจัยซึ่งต้องติดตามข้อมูลที่มีการกระจ่ายตัวข้ามสื่อต่างๆ 3.2.10 การสร้างเครือข่าย (networking) ความสามารถในการค้นหา สังเคราะห์ และแพร่กระจ่ายข้อมูล แค่การสร้างสรรค์บางอย่างขึ้นมายังไม่เพียงพอ ผู้ใช้จำเป็นต้องมีความรู้ ความสามารถในการแพร่กระจ่ายมันไปยังกลุ่มเป้าหมายด้วย 3.2.11 การเจรจาต่อรอง (negotiation) ความสามารถในการศึกษาค้นคว้าไปยัง ชุมชนอันหลากหลาย เคารพมุมมองที่แตกต่าง และทำความเข้าใจแนวคิดหรือแนวปฏิบัติ ทางเลือก ความสามารถนี้จำเป็นต่อการอาศัยอยู่ในโลกที่พลเมืองดิจิทัลต้องเจอกับชุมชน ที่แตกต่างหลากหลาย ตั้งแต่ชุมชนท้องถิ่น ชุมชนโลก และชุมชนในโลกเสมือน 3.2.12 จินตทัศน์(visualization) ความสามารถในการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของ โมเดลภาพ และเข้าใจสิ่งที่โมเดลภาพต้องการสื่อสาร จากการศึกษาดังกล่าวสรุปได้ดังนี้ ข้อมูลและสารสนเทศที่ท่วมท้นอยู่ในโลกออนไลน์ไม่ได้ สร้างประโยชน์ให้พลเมืองดิจิทัลโดยอัตโนมัติซ้ำร้ายอาจจะเป็นโทษด้วยหากถูกล่อลวงด้วยข้อมูล ที่หลอกลวง หรือเป็นเท็จ ชุดทักษะและความรู้ดิจิทัลจะช่วยให้เข้าถึง วิเคราะห์ ประเมิน สร้างสรรค์ ไตร่ตรอง และใช้ประโยชน์จากข้อมูลและสารสนเทศออนไลน์รวมถึงใช้เครื่องมือดิจิทัลในการสื่อสาร


19 ทำงานร่วมกับผู้อื่นหรือกระทั่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคม ซึ่งแม้อินเทอร์เน็ตจะสร้างโอกาส ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูล ความรู้ซึ่งนับว่ามีประโยชน์มหาศาลกับพลเมืองดิจิทัล แต่ข้อดีเหล่านั้นก็มาพร้อมกับความเสี่ยงในหลากหลายมิติเช่นกัน ดังนั้นพลเมืองดิจิทัลจะต้องศึกษา ทำความรู้จักกับความเสี่ยงใหม่ๆ และเรียนรู้วิธีรับมือกับความเสี่ยงเหล่านั้นอย่างฉลาดและเท่าทัน สิทธิความรับผิดชอบ และลักษณะที่ดีของพลเมืองดิจิทัล พลเมืองที่ดีคือพลเมืองที่เข้าใจในสิทธิและความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อ การสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ดี ซึ่งพลเมืองดิจิทัลเองก็ต้องตระหนักถึงสิทธิและความรับผิดชอบของ ตนเช่นเดียวกัน สิทธิและความรับผิดชอบในยุคดิจิทัลได้ถูกตีความและต่อยอดให้สัมพันธ์กับการ เปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี สิทธินั้นหมายถึงเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่รัฐบาลมีพันธะหน้าที่ต้องปกป้อง และส่งเสริม สิทธิบางอย่างถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายระดับประเทศ ในขณะที่สิทธิบางประการถูก รับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการเรื่องอิสรภาพ ความเท่าเทียม และความเสมอภาค เช่น เสรีภาพในการแสดงความเห็น เสรีภาพในการรวมกลุ่มและการสมาคม เสรีภาพสื่อ เสรีภาพในการนับถือศาสนา เสรีภาพในความเป็นส่วนตัว อย่างไรก็ดี สิทธิมีข้อจำกัดและ ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบในการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมและหลักจริยธรรม เช่น การเคารพ สิทธิ ความเชื่อ และความเห็นของผู้อื่น 1. สิทธิของพลเมืองดิจิทัล สิทธิของพลเมืองในยุคดิจิทัลนั้นได้รับการพัฒนาต่อยอดจากหลักการสากลด้านสิทธิ มนุษยชน โดยมีองค์กรจำนวนมากที่ผลักดันสิทธิดังกล่าว เช่น องค์การสหประชาชาติ (UN) กองทุน เพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) สภายุโรป (Council of Europe) แนวทางด้านสิทธิในคู่มือ ฉบับนี้อ้างอิงจากกฎบัตรว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและหลักการพื้นฐานสำหรับอินเทอร์เน็ต (Charter of Human Rights and Principles for the Internet) และข้อเสนอว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสำหรับผู้ใช้ อินเทอร์เน็ตของสภายุโรป (วรพจน์วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561, หน้า 102) 1.1 สิทธิในการเข้าถึงและไม่ถูกเลือกปฏิบัติสิทธิในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตควรเป็นสิทธิ ขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษย์ทุกคน บางประเทศ เช่น ฟินแลนด์และเอสโตเนีย กำหนดให้การเข้าถึง อินเทอร์เน็ตเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไม่เพียงช่วยเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมให้กับผู้ใช้ แต่ยังเสริมสร้างสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหลายอย่าง อาทิ เสรีภาพ ในการแสดงออก สิทธิในการเข้าถึงการศึกษา สิทธิในการสมาคมและชุมนุมโดยสันติ สิทธิในการมีส่วน ร่วมกับรัฐบาล การเข้าไม่ถึงหรือถูกตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้นส่งผลกระทบถึงโอกาสและสิทธิ ขั้นพื้นฐานของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ สิทธิในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยไม่ถูกตัดการเชื่อมต่อ


20 หรือถูกเลือกปฏิบัติจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) หรือผู้ให้บริการเนื้อหาออนไลน์ไม่ว่าจะอยู่ บนฐานของอะไรก็ตาม เช่น เพศ ชาติพันธุ์ ภาษา ศาสนา ความเชื่อทางการเมือง จึงถือเป็นสิทธิขั้น พื้นฐานในยุคดิจิทัล ยกเว้นแต่กรณีที่มีการกำหนดไว้ในกฎหมายชัดเจน กระทบกับสิทธิของผู้อื่น หรือ ส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกรณีที่มีการ ผิดสัญญาไม่จ่ายเงินค่าบริการอินเทอร์เน็ต (แต่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือไอเอสพีควรใช้มาตรการ ตัดสัญญาณเป็นมาตรการสุดท้ายเท่านั้น) หรือกรณีที่พ่อแม่ผู้ปกครองควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตของ เด็กและผู้เยาว์ให้เหมาะสม ส่วนรัฐบาลควรดำเนินมาตรการส่งเสริมให้เกิดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต อย่างทั่วถึง ราคาไม่แพง ปลอดภัย มีคุณภาพเชื่อถือได้ และรองรับกลุ่มคนที่หลากหลาย โดยเฉพาะ กลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล มีรายได้น้อย เป็นคนกลุ่มน้อยของสังคม หรือต้องการความช่วยเหลือ เป็นพิเศษ เช่น ผู้พิการนอกจากนั้น รัฐบาลควรจัดให้มีจุดบริการอินเทอร์เน็ตอย่างทั่วถึง เช่น ศูนย์กลางชุมชน ห้องสมุด โรงเรียน คลินิก รวมทั้งคำนึงถึงการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต ซึ่งทวีความสำคัญมากขึ้นในยุคที่คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่มากขึ้น เรื่อยๆ (วรพจน์วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561, หน้า 103) 1.2 สิทธิในการแสดงความเห็นและการเข้าถึงข้อมูล มาตราที่ 19 ในปฏิญญาสากลว่า ด้วยสิทธิมนุษยชนบัญญัติไว้ว่า “มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก สิทธิ ดังกล่าวรวมถึงเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และสิทธิในการแสวงหา รับส่งต่อข้อมูลและแนวคิดผ่านสื่อใดๆ และโดยไม่ต้องคำนึงถึงพรมแดน” เสรีภาพดังกล่าวครอบคลุม ถึงการแสดงความเห็นในโลกอินเทอร์เน็ตด้วยเช่นกัน เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิที่มี ความสำคัญต่อสังคมประชาธิปไตยและการพัฒนาของมนุษย์ หลักการสากลยืนยันถึงสิทธิในการแสดง ตัวตน มุมมอง ความคิด ความเห็น รวมทั้งสิทธิในการเข้าถึงและเผยแพร่ข้อมูล/ความเห็นของผู้อื่นบน โลกออนไลน์ได้อย่างเสรี เสรีภาพดังกล่าวครอบคลุมถึงการพูดทางการเมือง มุมมองทางศาสนา ความเห็นและการแสดงออกที่ไม่สร้างความขุ่นเคือง และอาจรวมถึงการแสดงออกที่อาจสร้างความขุ่น เคืองและสร้างความรำคาญใจให้กับผู้อื่นด้วย ซึ่งต้องพิจารณาควบคู่กับเงื่อนไขอื่นๆ เช่น กฎหมาย และวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561, หน้า 105) เสรีภาพในการแสดงความเห็นไม่ใช่สิทธิที่ไร้ข้อจำกัด และต้องคำนึงถึงสิทธิอื่นๆ เช่น สิทธิในการปกป้องชื่อเสียงและความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น รวมถึงผลประโยชน์สาธารณะด้วย เช่น เพื่อ ปกป้องความมั่นคงของชาติหรือความสงบเรียบร้อย อย่างไรก็ดี การแทรกแซงเสรีภาพในการแสดงออก ต้องได้รับการบัญญัติไว้ในกฎหมายด้วย โดยกฎหมายนั้นต้องกำหนดขอบเขตข้อห้ามให้ชัดเจนและ วางกรอบให้แคบเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและกำกับพฤติกรรมการแสดงความเห็นได้อย่าง ถูกต้อง รวมถึงต้องไม่ทำโดยเลือกปฏิบัติ มีเหตุผลอันชอบธรรมตามหลักสากล ขอบเขตการแทรกแซง


21 ต้องเหมาะสม อีกทั้งยังต้องมีกลไกในการแจ้งให้ผู้ที่ถูกแทรกแซงสิทธิเสรีภาพทราบถึงสิทธิในการ ร้องเรียนให้มีการแก้ไข 1.3 เสรีภาพจากการเซ็นเซอร์ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการใช้อินเทอร์เน็ตโดยปราศจาก การเซ็นเซอร์ทุกรูปแบบ การคุกคามข่มขู่การแสดงออกผ่านอินเทอร์เน็ตนั้นถือเป็นการละเมิดเสรีภาพ การเซ็นเซอร์ผ่านการบล็อกและฟิลเตอร์ โดยเฉพาะการบล็อกเนื้อหาล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ประชาชน ทั้งหมดเข้าถึงได้นั้น ถือเป็นการเซ็นเซอร์ที่ขาดความชอบธรรม เว้นแต่เนื้อหาเฉพาะนั้นๆ ถูกตัดสินว่า ผิดกฎหมายและผ่านกระบวนการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายแล้ว นอกจากนั้น มาตรการใดๆ ที่ใช้ในการบล็อกเนื้อหาเฉพาะนั้นๆ จะต้องทำภายใต้ขอบเขตที่จำกัดที่สุด และไม่ส่งผลให้ประชาชน ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลอื่นๆ ได้ เช่น หากพบว่ามีเนื้อหาที่ผิดกฎหมายในเว็บบอร์ด มาตรการ การบล็อกควรจำกัดที่กระทู้ที่ผิดกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่ปิดกั้นการเข้าถึงทั้งเว็บบอร์ด ตัวกลาง เช่น ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหรือเรียกว่า ไอเอสพี(ISP: Internet Service Provider) ไม่ควรถูกกดดัน หรือบังคับโดยกฎหมายให้นำเนื้อหาออก บล็อกเนื้อหา หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้ หาก เนื้อหาดังกล่าวไม่ผิดกฎหมาย นอกจากนั้นรัฐยังมีหน้าที่คุ้มครองและเคารพเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในการสื่อสารของประชาชน ซึ่งรวมถึงการสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การออกกฎหมายเพื่อ ป้องกันการดักฟังและคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไอเอสพี รวมถึงผู้ให้บริการเนื้อหาและผู้ให้บริการ ออนไลน์ ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก กระนั้นก็ตาม ผู้ให้บริการเนื้อหาและบริการ ออนไลน์บางรายอาจมีนโยบายห้ามเนื้อหาและพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ประทุษวาจา ภาพอนาจาร แต่ต้องทำภายใต้หลักเกณฑ์ที่ไม่ละเมิดหลักสากล รวมถึงมีกระบวนการที่โปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล และเปิดช่องทางให้มีการตรวจสอบการบล็อกหรือฟิลเตอร์เนื้อหา เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ใช้ตัดสินใจว่าจะ เลือกใช้บริการออนไลน์นั้นๆ หรือไม่ (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561, หน้า 106) 1.4 สิทธิในข้อมูล ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการค้นหา เข้าถึง และส่งต่อข้อมูลและ ความคิดผ่านอินเทอร์เน็ต ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงและใช้ข้อมูลของรัฐบาล โดยรัฐบาลควรดำเนินการ เปิดเผยข้อมูลในเวลาอันเหมาะสมและในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงและนำไปใช้ต่อได้ง่าย นอกจากนั้น ยังสามารถแชร์งานและสร้างสรรค์งานจากการปรับเปลี่ยนงานต้นฉบับของผู้อื่น แต่สิทธิดังกล่าวต้อง พิจารณาควบคู่กับสิทธิของผู้ผลิตงานต้นฉบับที่จะได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ โดยระบบลิขสิทธิ์ต้องไม่ บั่นทอนศักยภาพของอินเทอร์เน็ตในการสร้างสรรค์และต่อยอดเนื้อหา ซึ่งหลักการสำคัญในการ พิจารณาคือ หลักการใช้อย่างเป็นธรรม (fair use) ซึ่งหมายถึง หลักการพิจารณากฎหมายของ สหรัฐอเมริกาที่อนุญาตให้มีการใช้เนื้อหาติดลิขสิทธิ์โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ถือลิขสิทธิ์ หลักการ ข้อนี้มุ่งรักษาสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์และผลประโยชน์สาธารณะในการเผยแพร่ และใช้ประโยชน์จากงานสร้างสรรค์บางส่วน เช่น ใช้เพื่อการวิพากษ์วิจารณ์การล้อเลียน การค้นคว้าวิจัย การรายงานข่าว เป็นต้น หลักการ 4 ประการที่ใช้พิจารณาว่าการใช้แบบไหนถือว่าเป็นธรรมมีดังนี้


22 1.4.1 ปัจจัยด้านการสร้างสรรค์สิ่งใหม่จากเนื้อหาต้นฉบับ: วัตถุประสงค์และลักษณะ ของการใช้หลักการนี้ใช้เพื่อพิจารณาว่ามีการสร้างสรรค์เนื้อหาขึ้นใหม่จากงานต้นฉบับหรือไม่ หรือ เป็นพียงการลอกเลียนงานต้นฉบับ ตัวอย่างเช่น มีการเพิ่มความหมายหรือความคิดใหม่ๆ จากงาน ต้นฉบับหรือไม่ หรือมีการเพิ่มคุณค่าใดๆ จากงานต้นฉบับหรือไม่ เช่น มุมมองทางศิลปะใหม่ๆ แนวคิดใหม่ๆ กรณีที่นับว่าเข้าข่ายการใช้อย่างชอบธรรมตามหลักการข้อนี้คือ งานด้านการศึกษาและ งานวิจัย เพราะถือเป็นการสร้างสรรค์ วิพากษ์และพัฒนาจากงานต้นฉบับ อีกกรณีคือ งานล้อเลียน ซึ่งผู้ล้อเลียนปรับเปลี่ยนและสร้างสรรค์จากงานต้นฉบับผ่านอารมณ์ขำขัน 1.4.2 ธรรมชาติของงานลิขสิทธิ์: งานลิขสิทธิ์ไม่ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่งนั้นมี ความสำคัญต่อการพิจารณาการใช้อย่างเป็นธรรม เนื่องจากการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารหรือ ข้อเท็จจริงสร้างประโยชน์สาธารณะ ดังนั้น การนำข้อมูลหรือข้อเท็จจริงมาใช้ เช่น งานชีวประวัติ ย่อมได้รับการคุ้มครองในฐานะการใช้อย่างเป็นธรรมมากกว่าเรื่องที่แต่งอย่างนวนิยายหรือบทละคร 1.4.3 จำนวนและสัดส่วนของงานต้นฉบับที่นำมาใช้: โดยหลักทั่วไป ยิ่งนำงาน ต้นฉบับมาใช้น้อยเท่าไหร่ ยิ่งมีแนวโน้มที่จะถูกมองว่าเป็นการใช้อย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ดี หากส่วน ที่นำมาใช้นั้นเป็น “แก่นแกน” ของงานต้นฉบับ อาจจะไม่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นการใช้อย่างเป็นธรรม แม้จะใช้งานต้นฉบับเพียงแค่บางส่วนก็ตาม 1.4.4 ผลกระทบด้านตลาดที่อาจมีต่อการเผยแพร่งานต้นฉบับ: การใช้งานต้นฉบับ อาจไม่เป็นธรรมหากกระทบต่อการขายผลงานลิขสิทธิ์ในตลาดไม่ว่าในปัจจุบันหรืออนาคต เช่น กรณี ที่มีศิลปินนำผลงานภาพถ่ายติดลิขสิทธิ์ไปใช้สร้างสรรค์งานประติมากรรมแล้วเจ้าของภาพถ่ายฟ้อง ศิลปินคนนั้น แต่ศิลปินอ้างว่างานประติมากรรมของเขาถือเป็นการใช้อย่างเป็นธรรม เพราะช่างภาพ ไม่ได้ใช้มันเพื่อสร้างงานประติมากรรมอยู่แล้ว ศาลไม่เห็นด้วยและมองว่าแม้ศิลปินจะไม่คิดนำงาน ภาพมาสร้างประติมากรรมเพื่อขายในตลาดตอนนี้แต่ก็ถือเป็นตลาดที่มีความเป็นไปได้ในอนาคต 1.5 ครีเอทีฟคอมมอนส์นอกจากผู้ใช้ทั่วไปจะมีสิทธิในการใช้ผลงานสร้างสรรค์ของผู้อื่น ตามหลักการใช้อย่างเป็นธรรมแล้ว หากผลงานสร้างสรรค์อยู่ภายใต้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (creative commons license : CC) ผู้ใช้ทั่วไปสามารถนำผลงานนั้นไปใช้โดยไม่ต้องขออนุญาต เจ้าของผลงาน แต่ต้องใช้ภายในขอบเขตการอนุญาตที่เจ้าของผลงานกำหนด เช่น ห้ามนำไปใช้เพื่อ การค้า ห้ามดัดแปลง ครีเอทีฟคอมมอนส์จะช่วยส่งเสริมการเผยแพร่ การใช้ และการต่อยอดผลงาน สร้างสรรค์ของผู้อื่น รวมถึงผลงานสร้างสรรค์ของทุกๆ คน ครีเอทีฟคอมมอนส์ เป็นองค์กรไม่แสวงกำไร สำหรับสัญญาครีเอฟทีฟคอมมอนส์ใน ภาษาไทย จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักกฎหมายธรรมนิติ สถาบัน ChangeFusion และ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยรองรับตามหลักเกณฑ์ครีเอทีฟ คอมมอนส์ รุ่น 3.0 และปรับให้เข้ากับกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยจึงสามารถใช้บังคับได้ตามกฎหมายไทย


23 ประกาศเปิดตัวเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2552 เป็นลำดับที่ 51 ของโลกสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ช่วยให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถใช้สิทธิบางส่วนหรือทั้งหมดแก่สาธารณะภายใต้สัญญาอนุญาต หลายหลากรูปแบบ โดยผู้ต้องการนำผลงานไปใช้ไม่ต้องขออนุญาตตราบเท่าที่ปฏิบัติตามเงื่อนไข สัญญาอนุญาตที่เจ้าของลิขสิทธิ์ระบุไว้ วิธีการนี้จะช่วยให้เจ้าของลิขสิทธิ์สามารถอนุญาตให้ผู้อื่นนำ ผลงานของตนไปเผยแพร่หรือใช้ต่อได้โดยที่ยังคงสิทธิต่อผลงานนั้นอยู่ ส่วนผู้ใช้ก็สามารถนำผลงานไป เผยแพร่หรือใช้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด การใช้อนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์มีอยู่ 4 เงื่อนไข คือ 1.5.1 อ้างอิงแหล่งที่มา (attribution หรือตัวย่อ BY) หมายถึง การนำไปใช้จะต้อง อ้างอิงกลับมายังเจ้าของ หรือ การอนุญาตให้ผู้อื่นนำเนื้อหาหรือผลงานไปใช้ได้ แต่ต้องอ้างอิงด้วยว่า เอามาจากไหน 1.5.2 ให้อนุญาตต่อไปแบบเดียวกัน (share-alike หรือตัวย่อ SA) หมายถึง ยินยอม ให้มีการดัดแปลงงานได้โดยต้องมอบความยินยอมให้ผู้อื่นใช้ต่อไปด้วย 1.5.3 ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า (non-commercial หรือตัวย่อ NC) หมายถึง ห้าม นำไปใช้หากำไร 1.5.4 ห้ามดัดแปลง (no derivative หรือตัวย่อ ND) หมายถึง ต้องใช้งานต้นฉบับ โดยไม่มีการดัดแปลงใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งเงื่อนไขทั้งสี่แบบนี้สามารถผสมผสานเป็นสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ 6 แบบ ดังตารางที่ 1.1 ตารางที่ 1.1 ตัวย่อ สัญลักษณ์ และความหมายสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ตัวย่อ สัญลักษณ์ ความหมาย 1) CC-BY ให้อ้างอิงแหล่งที่มาในการนำไปใช้ด้วย 2) CC-BY-NC ให้อ้างอิงแหล่งที่มาและห้ามใช้สำหรับการค้า 3) CC-BY-SA ให้อ้างอิงแหล่งที่มา ดัดแปลงเนื้อหาได้ แต่ต้องอนุญาตตามสัญญาอนุญาตเดิม 4) CC-BY-ND ให้อ้างอิงแหล่งที่มาและห้ามดัดแปลงเนื้อหาเดิม 5) CC-BY-NC-SA ให้อ้างอิงแหล่งที่มาห้ามใช้เพื่อการค้าและ ต้องอนุญาตตามสัญญาอนุญาตเดิม 6) CC-BY-NC-ND ให้อ้างอิงแหล่งที่มาห้ามใช้เพื่อการค้าและ ห้ามดัดแปลงเนื้อหาเดิม


24 1.6 สิทธิในการชุมนุมและการสมาคมออนไลน์มาตรา 20 ของปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชนบัญญัติว่า “มนุษย์ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งการชุมนุมและการสมาคมโดยสันติ บุคคลใดไม่อาจถูกบังคับให้สังกัดสมาคมได้” หลักการดังกล่าวประยุกต์ใช้กับโลกอินเทอร์เน็ตด้วย เช่นกัน ดังนั้นเราทุกคนจึงมีสิทธิในการชุมนุมและสมาคมผ่านอินเทอร์เน็ต ทุกคนมีเสรีภาพที่จะ เลือกใช้เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน หรือบริการออนไลน์ใดๆ เพื่อการจัดตั้ง ขับเคลื่อน และมีส่วนร่วมใน การชุมนุมหรือการสมาคม เช่น การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อจัดตั้งสหภาพแรงงาน โดยการมีส่วนร่วม ดังกล่าวผ่านอินเทอร์เน็ตจะต้องไม่ถูกบล็อกหรือฟิลเตอร์ทุกคนมีสิทธิในการใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อ สร้างการมีส่วนร่วมและตรวจสอบกระบวนการกำหนดนโยบายและกฎหมายทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก เช่น การจัดทำเว็บไซต์เพื่อให้ผู้สนใจติดตามประเด็นการกำกับดูแล อินเทอร์เน็ต พูดคุยแลกเปลี่ยน ประชาชนทุกคนมีสิทธิใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อขับเคลื่อนและมีส่วนร่วมใน การประท้วงทั้งในโลกออนไลน์และโลกจริง อย่างไรก็ดี สิ่งที่คุณควรตระหนักคือ หากการประท้วง นำไปสู่ความรุนแรง การทำลายทรัพย์สิน หรือทำความเสียหายให้กับระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจต้อง เผชิญกับปัญหาทางกฎหมายอินเทอร์เน็ตได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับประชาชนในการมี ส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตย ดังนั้นรัฐจึงควรส่งเสริมให้มีการใช้เครื่องมือดิจิทัลในกระบวนการ ประชาธิปไตยมากขึ้น เช่น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอิเล็กทรอนิกส์ (e-Participation) หรือการสร้าง รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) ซึ่งให้บริการงานภาครัฐผ่านเครือข่ายออนไลน์มากขึ้น 1.7 สิทธิในความเป็นส่วนตัวและในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาตรา 12 ใน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนบัญญัติว่า บุคคลใดจะถูกแทรกแซงในความเป็นส่วนตัว ครอบครัว ที่อยู่อาศัย หรือการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่เกียรติยศและชื่อเสียงตามอำเภอใจหรือโดยผิดกฎหมาย ไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองต่อการแทรกแซงสิทธิหรือการลบหลู่ดังกล่าวนั้น ในโลกดิจิทัลที่มีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลไว้มากมาย พลเมืองมีสิทธิเรียกร้องชีวิต ส่วนตัวในอินเทอร์เน็ต รวมถึงความเป็นส่วนตัวในการสื่อสารถึงกัน นอกจากนั้น พลเมืองมีสิทธิรับรู้ว่า ข้อมูลส่วนตัวอะไรบ้างที่ถูกบันทึกไว้ จะถูกใช้อย่างไร และเราจะจัดการอะไรกับมันได้บ้าง สิทธิใน ความเป็นส่วนตัวครอบคลุมสิทธิต่างๆ ดังนี้ 1.7.1 การออกกฎหมายความเป็นส่วนตัว รัฐมีพันธะหน้าที่ในการจัดทำและบังคับใช้ กฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวและข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน โดยกฎหมายดังกล่าวจะต้อง สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากลและมาตรการการคุ้มครองผู้บริโภค และต้องระบุถึงการป้องกัน การละเมิดความเป็นส่วนตัวโดยรัฐและบริษัทเอกชนด้วย เจ้าหน้าที่รัฐและบริษัทเอกชน มีพันธะที่ จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและกระบวนการในการจัดการกับข้อมูลส่วนบุคคล การเก็บ ใช้ เปิดเผย และรักษาข้อมูลส่วนบุคคล จะต้องทำโดยโปร่งใสและได้มาตรฐาน และการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลก่อน พลเมืองทุกคนมีสิทธิรับรู้ว่ามีข้อมูลส่วนตัวอะไรบ้างที่


25 ถูกนำไปใช้หรือส่งต่อให้กับบุคคลที่สามด้วยวัตถุประสงค์อะไร รวมถึงมีสิทธิควบคุมข้อมูลส่วนตัวของ เราเอง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึง ตรวจสอบความถูกต้อง การกู้คืน การขอให้ลบข้อมูลส่วนบุคคล และมี สิทธิได้รับแจ้งเมื่อข้อมูลของตนถูกส่งต่อให้บุคคลที่สาม ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด หาย หรือถูกขโมย เมื่อ ผู้ให้บริการออนไลน์หรือหน่วยงานรัฐมีความจำเป็นต้องขอข้อมูลส่วนบุคคล ควรเก็บข้อมูลเท่าที่ จำเป็นจริงๆ และต้องเก็บภายในระยะเวลาที่จำเป็นต่อการใช้งานเท่านั้น โดยเมื่อใช้ข้อมูลเสร็จ เรียบร้อยแล้วจะต้องลบข้อมูลนั้นทิ้ง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลควรอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ องค์กรอิสระที่สามารถทำงานอย่างโปร่งใสโดยปราศจากอิทธิพลทางการเมืองหรือผลประโยชน์ เชิงพาณิชย์ 1.7.2 นโยบายและการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ผู้ให้บริการออนไลน์ต้องประกาศ นโยบายความเป็นส่วนตัวที่ชัดเจนและให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวต้องทำได้ ง่าย ครอบคลุมรอบด้าน และคำนึงผลประโยชน์ของผู้ใช้เป็นหลัก เช่น การตั้งค่าตั้งต้นให้ปกป้องความ เป็นส่วนตัวของผู้ใช้ให้มากที่สุด แล้วหากผู้ใช้ต้องการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ก็ให้เป็นทางเลือกของผู้ใช้เอง (ไม่ใช่ตั้งค่าตั้งต้นให้เปิดเผยข้อมูล แล้วค่อยให้ผู้ใช้เลือกปิดได้ในภายหลัง) ผู้ให้บริการออนไลน์ต้องแจ้ง ให้ผู้ใช้ทราบทุกครั้งหากมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการใช้บริการ โดยเฉพาะนโยบายการเก็บข้อมูลผู้ใช้ และการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว 1.7.3 มาตรฐานการรักษาความลับและบูรณภาพของระบบ ระบบเทคโนโลยี สารสนเทศต้องมีมาตรฐานการรักษาความลับ (confidentiality) และบูรณภาพของระบบ (integrity หมายถึงการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้ซอฟต์แวร์อันตรายเข้ามาปรับเปลี่ยนข้อมูลหรือ ไฟล์ของเราได้) เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นเข้าสู่ระบบโดยปราศจากความยินยอม 1.7.4 การคุ้มครองตัวตนออนไลน์ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะสร้างตัวตนในโลก ออนไลน์และได้รับความเคารพในตัวตนนั้นๆ ซึ่งรวมถึงการเลือกไม่เปิดเผยตัวตนแท้จริง ทว่าสิทธิ ดังกล่าวจะต้องไม่ถูกใช้ในทางที่ผิดหรือเป็นภัยต่อผู้อื่น นอกจากนั้น ข้อมูลการพิสูจน์ตัวตน เช่น ลายเซ็นดิจิทัล รหัสผ่าน พินโค้ด จะต้องไม่ถูกนำไปใช้หรือเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากความยินยอม ของเจ้าของ 1.7.5 สิทธิในการไม่เปิดเผยตัวและใช้การเข้ารหัส พลเมืองทุกคนมีสิทธิในการ สื่อสารแบบนิรนามในโลกออนไลน์ และมีสิทธิในการใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสเพื่อรักษาความเป็น ส่วนตัว ความปลอดภัย และการสื่อสารแบบนิรนาม 1.7.6 เสรีภาพจากการสอดแนม พลเมืองทุกคนมีเสรีภาพที่จะสื่อสารโดยปราศจาก การสอดแนมตามอำเภอใจในโลกออนไลน์ เช่น การติดตามข้อมูลพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของ เป็นต้น


26 1.7.7 ความเป็นส่วนตัวในที่ทำงาน ประชาชนมีสิทธิในความเป็นส่วนตัวในที่ทำงาน เช่น การส่งอีเมลส่วนตัวในบริษัท ผู้จ้างมีหน้าที่แจ้งให้ทราบถึงการตรวจสอบและติดตามข้อมูลการ สื่อสารในที่ทำงาน หากไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ให้ถือว่าพนักงาน มีความเป็นส่วนตัวในการใช้ อินเทอร์เน็ตในที่ทำงาน 2. ความรับผิดชอบของพลเมืองดิจิทัล สิทธิต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างสังคม ออนไลน์ที่ดี สิ่งที่เราไม่ต้องการเห็นในโลกจริงก็มักเป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการในโลกไซเบอร์ด้วยเช่นกัน เช่น การพูดจาด้วยคำพูดรุนแรง การละเมิดสิทธิในผลงานผู้อื่น การขโมยตัวตนของผู้อื่น เราในฐานะ พลเมืองมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่จะต้องหลีกเลี่ยงการกระทำดังกล่าว รวมถึงสนับสนุนให้ผู้อื่นมี หน้าที่ความรับผิดชอบเช่นเดียวกัน 2.1 ความรับผิดชอบในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีมารยาท อินเทอร์เน็ต ช่วยให้เราสามารถติดต่อสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างสะดวกง่ายดาย เช่น ตั้งกลุ่มไลน์ สมาชิกคอนโดหรือหมู่บ้านไว้แลกเปลี่ยนข่าวสาร ใช้จีเมลในการส่งอีเมลระหว่างกัน หรือมีส่วนร่วม แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องบ้านเมืองในเว็บบอร์ดพันทิป อย่างไรก็ดี การสื่อสารที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และบางครั้งก็โดยนิรนาม อาจทำให้เกิดการสื่อสารที่ไร้มารยาทได้ง่าย พลเมืองดิจิทัลควรตระหนักถึง มารยาทในการใช้อินเทอร์เน็ต (netiquette) สื่อสารกับผู้อื่นอย่างสุภาพ คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดกับ ผู้อื่น และเป็นแบบอย่างที่ดีในโลกออนไลน์ ดังนี้ 2.1.1 อย่ากระพือความขัดแย้ง หลีกเลี่ยงการใช้ภาษารุนแรงและก้าวร้าว 2.1.2 หลีกเลี่ยงการประชดประชัน เราต้องเข้าใจว่าการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตนั้น ไม่เห็นภาษากายและสีหน้าซึ่งช่วยในการสื่อสาร ดังนั้นการแสดงความเห็นเชิงประชดประชันอาจทำ ให้เกิดความเข้าใจผิดได้ง่าย 2.1.3 อย่าโกหก ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่นและไม่เสแสร้งปลอมตัวเป็นคนอื่น เว้นแต่กรณีที่ จำเป็นต้องปกปิดอัตลักษณ์ 2.1.4 ใช้อินเทอร์เน็ตโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อผู้อื่น เช่น ไม่แชร์ข้อมูลส่วนตัว ของเพื่อนในหน้าเฟสบุ๊ค ไม่ส่งต่ออีเมลส่วนตัวให้คนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.1.5 อย่าโพสต์หรือแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลทั้งของตนเองและผู้อื่นที่อาจนำภัย อันตรายมาได้ โดยเฉพาะกับคนไม่รู้จักและเว็บไซต์ที่ดูน่าสงสัยและไม่รองรับการเข้ารหัส เช่น ไม่แชร์ แผนการท่องเที่ยวที่อาจทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีรู้ว่าเราจะไม่อยู่บ้านเวลาไหน


27 2.1.6 ใช้อินเทอร์เน็ตให้เหมาะสมกับสถานการณ์และบริบท เช่น ไม่ส่งข้อความหรือ เล่นโทรศัพท์มือถือระหว่างที่สนทนากับผู้อื่นหรือขณะร่วมโต๊ะอาหาร หรือเรียนรู้กฎของชุมชน ออนไลน์ที่เราสนใจก่อนเข้าร่วม 2.1.7 อย่าโพสต์ความรู้สึกส่วนตัวเกี่ยวกับงานหรือความสัมพันธ์ หากต้องการ สื่อสารในเรื่องที่มีอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องมากๆ พยายามสื่อสารกับคนที่เกี่ยวข้องโดยตรง ด้วยช่องทางที่มีความเป็นส่วนตัว 2.1.8 อย่าแชร์ข้อมูลหรือข่าวสารโดยไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อน โดยเฉพาะในกรณีที่ อาจทำให้บุคคลหรือองค์กรใดเสื่อมเสียชื่อเสียง 2.2 ความรับผิดชอบในการใช้และอ้างอิงผลงานของผู้อื่น อินเทอร์เน็ตกลายเป็น แหล่งข้อมูลสำคัญในการเรียนรู้แต่การที่อินเทอร์เน็ตช่วยให้เราเข้าถึง แชร์ รวมถึงคัดลอกผลงานของ ผู้อื่นได้ง่าย ไม่ได้แปลว่าเรามีสิทธิใช้ผลงานของผู้อื่นโดยไม่ต้องขออนุญาต ก่อนจะใช้ผลงานของผู้อื่น ถือเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องตรวจสอบว่า ผลงานชิ้นนั้นยังติดลิขสิทธิ์หรือได้ตกเป็นของสาธารณะ (public domain) เนื่องจากความคุ้มครองลิขสิทธิ์ได้หมดลงแล้ว เป็นผลงานของรัฐบาลที่ใช้เงิน สาธารณะสร้างขึ้นมาหรือผู้สร้างสรรค์เลือกที่จะมอบผลงานให้เป็นของสาธารณะ ในกรณีที่ติดลิขสิทธิ์ เราต้องตรวจสอบว่าการใช้งานนั้นถือเป็นการใช้อย่างเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าไม่ ก็ถือเป็นหน้าที่ของเราใน การขออนุญาต ตัวอย่างกรณีที่ถือว่าละเมิดลิขสิทธิ์ เช่น การนำผลงานทั้งหมดของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น หนังสือ บทความ ภาพ วิดีโอ เพลง กราฟิก โพสต์ความเห็น หรือผลงานสร้างสรรค์ของผู้อื่นไป เผยแพร่ในเว็บไซต์ อีเมล หรือโซเชียลมีเดีย โดยไม่ได้รับอนุญาต นอกจากการละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งเป็น ปัญหาด้านกฎหมาย การขโมยผลงานของผู้อื่น (plagiarism) ก็ถือเป็นปัญหาเชิงจริยธรรมในแวดวง วิชาการ นักเรียน นักศึกษา นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบในการอ้างอิงผลงานของผู้อื่น ไม่ว่า แหล่งที่มาจะมาจากในออนไลน์หรือออฟไลน์ก็ตาม เช่น ไม่นำคำพูด แนวคิด ข้อค้นพบในผลงานของ ผู้อื่นมาใช้โดยไม่อ้างอิงให้เหมาะสม ซึ่งโครงการคอมมอนเซนส์เอดูเคชั่น สรุป 5 ขั้นตอนในการใช้และ อ้างอิงผลงานสร้างสรรค์อย่างรับผิดชอบ คือ 1) ตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของผลงาน 2) ขออนุญาตก่อนใช้ 3) ให้เครดิตกับเจ้าของผลงาน 4) ซื้อสิทธิการใช้ (ถ้าจำเป็น) และ 5) ใช้อย่างมีความรับผิดชอบ 2.3 ความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎหมาย พลเมืองดิจิทัลที่ดีควรศึกษาว่ามี กฎหมายและข้อบังคับอะไรบ้างที่กำกับการใช้อินเทอร์เน็ตของเรา เช่น กฎหมายลิขสิทธิ์ กฎหมาย กำกับดูแลเนื้อหาออนไลน์ กฎหมายว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ รวมถึง ตระหนักถึงผลกระทบจากการละเมิดกฎหมายด้วย ข้อควรระวังด้านกฎหมายมีดังนี้ 2.3.1 ไม่ขโมยอัตลักษณ์ออนไลน์ 2.3.2 ไม่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น


28 2.3.3 ไม่ดาวน์โหลดเพลง ภาพยนตร์ หรือผลงานสร้างสรรค์ของผู้อื่นผ่านช่องทางที่ ผิดกฎหมาย รวมถึงไม่เผยแพร่งานที่ติดลิขสิทธิ์ไปตามช่องทางที่ผิดกฎหมาย 2.3.4 อย่าสร้างหรือเผยแพร่มัลแวร์ ซอฟต์แวร์ เว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันที่ขโมย ข้อมูลสำคัญของผู้อื่นหรือทำลายระบบ 2.3.5 ไม่โพสต์หรือแชร์เนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย เช่น สื่อลามกอนาจารเด็ก ประทุษวาจา ข้อความหมิ่นประมาท 2.3.6 ไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น เช่น การดักจับอีเมลของผู้อื่น หรือแอบ ขโมยรหัสผ่านเพื่อเข้าไปดูบัญชีเฟสบุ๊กของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.4 ความรับผิดชอบในการรักษาความปลอดภัยออนไลน์อินเทอร์เน็ตเต็มไปด้วย ความเสี่ยง เช่น อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ภัยคุกคามไซเบอร์ การขโมย อัตลักษณ์ออนไลน์ พลเมือง ดิจิทัลจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงออนไลน์ เช่น 2.4.1 ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันใหม่อย่างสม่ำเสมอ 2.4.2 ตรวจสอบเวลาเปิดไฟล์แนบทางอีเมล และระมัดระวังก่อนจะกดคลิกลิงก์ เชื่อมไปยังส่วนอื่นๆ 2.4.3 เปิดใช้การพิสูจน์ตัวตนสองระดับ 2.4.4 ติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันสำหรับติดตามและล็อกโทรศัพท์มือถือระยะไกลใน กรณีที่อุปกรณ์สูญหาย 2.5 ความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเอง วิถีชีวิตที่มีอินเทอร์เน็ตเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น อาจบั่นทอนสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของเรา เราต้องตระหนักถึงผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ จากการใช้อินเทอร์เน็ตและเครื่องมือสื่อสารในยุคดิจิทัล และหาทางคุ้มครองตัวเองและผู้อื่นจาก อันตรายเหล่านั้น เช่น โรคกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ ภาวะตาล้า การนั่งผิดท่า การเสพติด อินเทอร์เน็ต 2.6 ความรับผิดชอบในการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ทุกคนต้อง ตระหนักถึงความเสี่ยงจากการซื้อขายสินค้าและบริการออนไลน์ การทำธุรกรรมออนไลน์เป็นเรื่องง่าย และสะดวกจนบ่อยครั้งเราไม่ได้ใคร่ครวญให้ดีก่อนทำ ดังนั้นก่อนตัดสินใจทำธุรกรรมออนไลน์ต้องหา ข้อมูลให้ดีและมั่นใจว่าปลอดภัย รวมถึงมั่นใจว่าจะไม่ก่อให้เกิดหนี้ก้อนโตในอนาคต 3. ลักษณะที่ดีของพลเมืองดิจิทัล พลเมืองดิจิทัลที่มีลักษณะที่ดี (Good Digital Citizens) มีองค์ประกอบหลายประการ สรุปได้ดังนี้(Mike Ribble, 2008, pp. 14-15)


29 3.1 การตระหนักถึงความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้อื่น ผู้ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศทุกคนควรตระหนักว่าบุคคลมีโอกาสในการเข้าถึงและมีศักยภาพใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ แตกต่างกัน พลเมืองดิจิทัลที่ดีจึงไม่ควรเลือกปฏิบัติและดูหมิ่นบุคคลผู้ขาดทักษะการใช้เทคโนโลยี หากแต่จะต้องช่วยกันแสวงหามาตรการต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงเทคโนโลยี อันจะทำให้สังคมและประเทศนั้นๆ ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างภาคภูมิ 3.2 การเป็นผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่มีจริยธรรม เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนแปลงระบบตลาดดั้งเดิม (Traditional Marketplace) ไปสู่ตลาดใน ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Marketplace) และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายดังจะเห็นได้ จากความหลากหลายของประเภทสินค้าที่สามารถซื้อหาได้ในระบบออนไลน์ ตลอดจนบริการประเภท ต่างๆ ที่ผู้บริโภคสามารถทำธุรกรรมได้อย่างสะดวก พลเมืองดิจิทัลจะต้องมีความซื่อสัตย์และมี ศีลธรรมในการทำนิติกรรมและธุรกรรมทุกประเภทบนโลกออนไลน์ เช่น ไม่ซื้อขายและทำธุรกรรมที่ ผิดกฎหมาย เช่น การดาวน์โหลดสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี สารสนเทศ หรือโซเซียลมีเดียเพื่อหลอกลวงผู้อื่นให้ซื้อสินค้าและบริการที่ไม่มีคุณภาพ เป็นต้น 3.3 การเป็นผู้ส่งสารและรับสารที่มีมารยาท รูปแบบการสื่อสารได้มีการพัฒนาและ เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในช่วงศตวรรษที่ 21 ดังจะเห็นได้จากรูปแบบการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตที่ สะดวกรวดเร็ว และมีความเชื่อมโยงกันทั่วโลก เช่น อีเมลและโซเซียลมีเดียหลากหลายประเภท ปัจจุบันมีผู้ใช้ข้อได้เปรียบของช่องทางการสื่อสารดังกล่าวอย่างไม่เหมาะสม เช่น การส่งสารที่มีเจตนา หมิ่นประมาทผู้อื่น และการส่งสารที่มีเจตนาให้สังคมเกิดความแตกแยก ทั้งที่กระทำไปโดยเจตนาหรือ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ดังนั้น พลเมืองดิจิทัลที่ดีจะต้องมีมารยาทและความรับผิดชอบต่อการกระทำของ ตนเองในโลกออนไลน์ 3.4 การเคารพต่อกฎหมายและระเบียบ ปัจจุบันการทำธุรกรรมและนิติธรรมทาง อิเล็กทรอนิกส์อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายและระเบียบว่าด้วยการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมี วัตถุประสงค์หลักในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดผู้อื่นในรูปแบบต่างๆ ที่มีลักษณะเป็น อาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การลักขโมยและการจารกรรมข้อมูลประเภทต่างๆ เช่น ข้อมูล ทางธุรกิจและข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนมาตรการคุ้มครองเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบ ต่างๆ ดังนั้น พลเมืองดิจิทัลที่ดีจะต้องตระหนักและรับทราบถึงกฎหมายและกฎระเบียบดังกล่าว ตลอดจนมีความยับยั้งชั่งใจต่อการกระทำของตนที่อาจเป็นการละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น 3.5 การใช้เทคโนโลยีให้มีความเหมาะสมและไม่ส่งผลต่อสุขภาพ การใช้เทคโนโลยี สารสนเทศที่ขาดความเหมาะสมอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม เช่น ความเครียดต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตตลอดจนการก่อให้เกิดการสุญเสียสัมพันธภาพในสังคมได้ พลเมืองดิจิทัลจะต้อง ควบคุมการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้มีความเหมาะสมเพื่อป้องกันมิให้เกิดอาการเสพติดต่อสิ่ง


30 ดังกล่าวตนเกิดผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมได้ นอกจากนี้ การลดปริมาณการสื่อสารแบบออนไลน์มา เป็นรูปแบบการสื่อสารแบบดั้งเดิมในบางโอกาสจะก่อให้เกิดผลดีต่อสัมพันธภาพของบุคคลใกล้ชิด อีกด้วย 3.6 เรียนรู้วิธีการเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยีพลเมืองดิจิทัล นอกจากจะต้องเป็นผู้มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพแล้วจะต้องใฝ่รู้และให้ ความสำคัญกับมาตรการเพื่อความปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลด้วย (Digital Security) เนื่องจากในยุคดิจิทัลนั้นผู้มีเจตนากระทำผิดและหลอกลวงสามารถใช้เทคโนโลยีที่มีความทันสมัยเพื่อ หลอกลวงผู้อื่นได้ง่าย การจารกรรมและการทำลายข้อมูลให้กับอุปกรณ์การสื่อสารทุกประเภท ตลอดจนรู้เท่าทันต่อรูปแบบและกลอุบายของอาชญากรอิเล็กทรอนิกส์ที่มักมีการพัฒนารูปแบบของ การกระทำผิดอยู่เสมอ สรุป การเรียนรู้และเข้าใจถึงสิทธิและความรับผิดชอบในยุคดิจิทัลมีความสำคัญต่อการเป็น พลเมืองที่ดีและการสร้างสังคมที่ดีในเวลาเดียวกัน พลเมืองดิจิทัลที่เข้มแข็งคือพลเมืองที่เข้าใจสิทธิ ดิจิทัลขั้นพื้นฐาน ปกป้องสิทธิให้กับตนเองและพลเมืองคนอื่น รวมถึงเรียกร้องให้รัฐสร้างเงื่อนไข เช่น การออกกฎหมาย การกำหนดนโยบาย ที่ช่วยการันตีสิทธิเหล่านั้น นอกจากนั้น พลเมืองดิจิทัลที่ดียัง ต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตน รับผิดชอบต่อตนเองและสังคม รวมถึงมีจริยธรรมและเคารพ กฎหมาย เพื่อร่วมสร้างสรรค์สังคมออนไลน์และออฟไลน์ที่ดีร่วมกัน สรุป พลเมืองดิจิทัล หมายถึง ข้อควรประพฤติปฏิบัติเพื่อเป็นพลเมืองดีในสังคมออนไลน์ กับ การใช้เทคโนโลยีออนไลน์การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสื่อสารกับผู้อื่น ซื้อและขายสิ่งของและมีส่วนร่วม ในการเมืองและผู้ที่เข้าใจวิธีการทำเช่นนี้อย่างปลอดภัยอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบ ความเป็น พลเมืองดิจิทัล คือ แนวคิดและแนวปฏิบัติที่สำคัญซึ่งจะช่วยให้พลเมืองเรียนรู้ว่าจะใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีดิจิทัลและปกป้องตนเองจากความเสี่ยงต่างๆ อย่างไร รวมทั้งรู้จักเคารพสิทธิของตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อสังคมในโลกสมัยใหม่ ความเป็นพลเมืองดิจิทัลสามารถนิยามออกเป็น 3 มิติ คือ 1) มิติด้านความรู้เกี่ยวกับสื่อและสารสนเทศ 2) มิติด้านจริยธรรม 3) มิติด้านการมีส่วนร่วม ทางการเมืองและสังคม ชุดทักษะและความรู้ดิจิทัลจะช่วยให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์การเป็น พลเมืองในยุคดิจิทัลได้อย่างรอบด้าน นั่นคือใช้เครื่องมือดิจิทัลในการเข้าถึงแหล่งข้อมูล (access) วิเคราะห์ประเมินคุณภาพและความน่าเชื่อถือของข้อมูล (analyze and evaluate) สร้างสรรค์ เนื้อหาในรูปแบบของสื่อผสมผ่านเครื่องมือดิจิทัล (create) ตรวจสอบพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต และการสื่อสารกับผู้อื่นโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและหลักจริยธรรม (refect) รวมถึงใช้ เครื่องมือดิจิทัลแบ่งปันความรู้และแก้ไขปัญหาต่างๆ ในสังคมผ่านการทำงานร่วมกับผู้อื่น (act)


31 การเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัลนั้นมีทักษะที่สำคัญ 8 ประการ ได้แก่ 1) ทักษะในการรักษา อัตลักษณ์ที่ดีของตนเอง 2) ทักษะการคิดวิเคราะห์มีวิจารณญาณที่ดี3) ทักษะการรักษาความ ปลอดภัยของตนเองในโลกไซเบอร์ 4) ทักษะในการรักษาข้อมูลส่วนตัว 5) ทักษะในการจัดสรรเวลา หน้าจอ 6) ทักษะในการบริหารจัดการข้อมูลที่ผู้ใช้งานทิ้งไว้บนโลกออนไลน์7) ทักษะในการรับมือกับ การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์และ 8) ทักษะการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม สิทธิของพลเมือง ดิจิทัล ได้แก่ สิทธิในการเข้าถึงและไม่ถูกเลือกปฏิบัติสิทธิในการแสดงความเห็นและการเข้าถึงข้อมูล เสรีภาพจากการเซ็นเซอร์สิทธิในข้อมูล ครีเอทีฟคอมมอนส์สิทธิในการชุมนุมและการสมาคมออนไลน์ สิทธิในความเป็นส่วนตัวและในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ส่วนความรับผิดชอบของพลเมืองดิจิทัล ได้แก่ ความรับผิดชอบในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีมารยาท อินเทอร์เน็ต ความรับผิดชอบ ในการใช้และอ้างอิงผลงานของผู้อื่น ความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎหมาย ความรับผิดชอบใน การรักษาความปลอดภัยออนไลน์ ความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเอง ความรับผิดชอบในการใช้ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์


32 คำถามท้ายบท จงตอบคำถามต่อไปนี้ 1. พลเมือง หมายความว่าอย่างไร จงยกตัวอย่างของผู้ที่มีลักษณะเป็นพลเมือง และ นักศึกษาเป็นพลเมืองที่ดีหรือไม่ จงยกตัวอย่างสนับสนุนคำตอบดังกล่าว 2. ดิจิทัล หมายถึงอะไร มีความสำคัญกับพลเมืองอย่างไร จงยกตัวอย่างอุปกรณ์หรือลักษณะ ที่เป็นดิจิทัล นักศึกษาสามารถพัฒนาหรือสร้างสรรค์ผลงานดิจิทัลได้หรือไม่ คืออะไร เพราะเหตุใด 3. พลเมืองดิจิทัล หมายความว่าอย่างไร จงยกตัวอย่างของผู้ที่มีลักษณะเป็นพลเมือง และ นักศึกษาเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดีหรือไม่ จงยกตัวอย่างสนับสนุนคำตอบดังกล่าว 4. พลเมืองดิจิทัลมีกี่มิติอะไรบ้าง นักศึกษามีครบทุกมิติหรือไม่ มีมิติใดมากที่สุด เพราะเหตุใด 5. พลเมืองดิจิทัลมีกี่ยุค อะไรบ้าง นักศึกษาอยู่ในยุคใด จงยกลักษณะของตนเองที่สนับสนุน คำตอบดังกล่าว 6. จงอธิบายและยกตัวอย่างเกี่ยวกับความรับผิดชอบในการใช้และอ้างอิงผลงานของผู้อื่น และความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามกฎหมาย นักศึกษามีวิธีปฏิบัติตนตามลักษณะดังกล่าวอย่างไร 7. จงอธิบายและยกตัวอย่างเกี่ยวกับความรับผิดชอบในการรักษาความปลอดภัยออนไลน์ ความรับผิดชอบต่อสุขภาพของตนเอง ความรับผิดชอบในการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นักศึกษามีวิธี ปฏิบัติตนตามลักษณะดังกล่าวอย่างไร และมีวิธีแนะนำผู้อื่นในเรื่องดังกล่าวอย่างไร 8. จงอธิบายและยกตัวอย่างเกี่ยวกับ พลเมืองดิจิทัลที่มีลักษณะที่ดี (Good Digital Citizens) นักศึกษามีวิธีปฏิบัติตนตามลักษณะดังกล่าวอย่างไร และมีวิธีแนะนำผู้อื่นในเรื่องดังกล่าวอย่างไร


33 เอกสารอ้างอิง กฤตย์ษุพัช สารนอก และ ปณิตา วรรณพิรุณ. (2561). การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต ออฟ เอเวอรี่ธิง เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมเรียนรู้แบบภควันตภาพสำหรับพลเมืองดิจิทัล. สมาคม สถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. 7(1): 120-134. “พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562”. ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 136 ตอนที่ 69 ก, (27 พฤษภาคม 2562): ใส่เลขหน้า. ไพลินรัตน์ กุณสิทธิ์ และ ธีรภัทร กุโลภาส. (2017). ความต้องการจำเป็นในการเสริมสร้างความเป็น พลเมืองดิจิทัลของนักเรียนโรงเรียนมัธยมวัดนายโรง. OJED. 12(4), 205-219. วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง. (2561). คู่มือพลเมืองดิจิทัล. กรุงเทพฯ: สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. วิกิพีเดีย. (2558). สื่อดิจิทัล [ออนไลน์]. Available: https://th.wikipedia.org/wiki/สื่อดิจิทัล. เข้าถึงข้อมูลวันที่ 27 กันยายน 2562. ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง. (2559). รายงานผลการดำเนินงานศูนย์พัฒนาการเมือง ภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า จังหวัดลำพูน. กรุงเทพฯ: สำนักส่งเสริมการเมือง ภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า. สมาคมครูเทคโนโลยีสารสนเทศ. (2562). ดิจิทัลคืออะไร [ออนไลน์]. Available: www.aitt.or.th/articles/ดิจิทัลคืออะไร/เข้าถึงวันที่ 1 กันยายน 2562. สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2562). นโยบายและแผนระดับชาติ ว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (พ.ศ. 2561-2580). กรุงเทพฯ: กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. (2560). การศึกษาความเป็นพลเมืองของผู้เรียนในสถานศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (รายงานผลการวิจัย). กรุงเทพฯ: สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2558). พลเมือง (31 ธันวาคม 2558) [ออนไลน์]. Available: www.royin.go.th/?knowledges=พลเมือง-๓๑-ธันวาคม-๒๕๕๖/เข้าถึงวันที่ 1 กันยายน 2562. สำนักงานราชบัณฑิตยสภา. (2562). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 [ออนไลน์]. Available: http://www.royin.go.th/dictionary/เข้าถึงวันที่ 1 กันยายน 2562.


34 Burkhardt, Gina and others. (2003). enGauge 21st Century Skills: Literacy in the Digital Age. Illinois: The North Central Reginal Educational Laboratory and the Metiri Group. Cambridge Dictionary. (2019). Digital Citizenship [online]. Retrieved Sep 26, 2019. From: https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/digital-citizen Collins English Dictionary. (2019). “computer,” in Collins English Dictionary - Complete & Unabridged (10thed) [online]. Retrieved November 22, 2019. From http://www.dictionary.com/browse/computer. Educational Testing Service. (2002). Digital Transformation A Framework for ICT Literacy. Princeton, NJ: Educational Testing Service. Maytwin P. (2016). 21st -Century Skill & Entrepreneurship for New Generations [online]. Retrieved Dec 12, 2019. From:https://medium.com/base-the-business-playhouse. Mike Ribble. (2011). Digital Citizenship in Schools (2nd ed). ISTE: International Society for Technology in Education. https://www.iste.org/explore/category/digital-citizenship Partnership for 21st Century Skills. (2013). Framework for 21st Century Learning. [online]. Retrieved November 22, 2019. From https://www.battelleforkids.org/networks/p21.


Click to View FlipBook Version