The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือคู่มือการดำเนินการตามมติปปชปปท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by saraburiland88888, 2022-11-10 01:12:41

หนังสือคู่มือการดำเนินการตามมติปปชปปท

หนังสือคู่มือการดำเนินการตามมติปปชปปท

93

พระราชบัญญัติ
มาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริต

พ.ศ. ๒๕๕๑

ภมู ิพลอดลุ ยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วนั ท่ี ๒๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑

เปน็ ปีท่ี ๖๓ ในรชั กาลปัจจบุ ัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ใหป้ ระกาศว่า

โดยที่เปน็ การสมควรมีกฎหมายว่าดว้ ยมาตรการของฝา่ ยบริหารในการปอ้ งกนั และปราบปราม
การทจุ ริต

พระราชบัญญัติน้ีมีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซ่ึงมาตรา ๒๙ ประกอบกบั มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๕ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๓ มาตรา ๕๖
และมาตรา ๖๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทาได้โดยอาศัยอานาจตามบทบัญญัติ
แหง่ กฎหมาย

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคาแนะนาและยินยอมของ
สภานิตบิ ัญญัตแิ ห่งชาติ ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตนิ ้ีเรียกวา่ “พระราชบัญญัตมิ าตรการของฝา่ ยบรหิ ารในการป้องกัน
และปราบปรามการทจุ ริต พ.ศ. ๒๕๕๑”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เว้นแต่บทบัญญัติในหมวด ๒ การไต่สวนข้อเท็จจริง ให้มีผลใช้บังคับเม่ือพ้นกาหนดหนึ่งร้อยย่ีสิบวันนับแต่
วันประกาศในราชกจิ จานุเบกษาเปน็ ต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบญั ญัตินี้
“ทุจรติ ในภาครัฐ” หมายความว่า ทุจริตตอ่ หน้าที่หรอื ประพฤตมิ ชิ อบในภาครัฐ
“ทุจริตต่อหน้าที่” หมายความว่า ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตาแหน่งหรือหน้าที่
หรือปฏิบตั หิ รอื ละเว้นการปฏบิ ัตอิ ย่างใดในพฤติการณ์ทอี่ าจทาให้ผ้อู น่ื เชอื่ วา่ มีตาแหน่งหรือหน้าที่ท้ังที่ตนมิได้มี
ตาแหน่งหรือหน้าที่น้ัน หรือใช้อานาจในตาแหน่งหรือหน้าท่ี ทั้งนี้ เพ่ือแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ
สาหรับตนเองหรือผู้อื่น หรือกระทาการอันเป็นความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ีราชการหรือความผิดต่อตาแหน่ง
หน้าที่ในการยตุ ิธรรมตามประมวลกฎหมายอาญาหรอื ตามกฎหมายอ่นื
“ประพฤติมิชอบ” หมายความว่า ใช้อานาจในตาแหน่งหรือหน้าท่ีอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย
ระเบียบ คาสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่มุ่งหมายจะควบคุมดูแลการรับ การเก็บรักษา หรือการใช้เงินหรือ
ทรพั ยส์ นิ ของแผ่นดิน


94

“คณะกรรมการ ป.ป.ช.” หมายความว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติตามพระราชบัญญตั ิประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ดว้ ยการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ

“เจ้าหนา้ ทข่ี องรัฐ” หมายความว่า เจ้าหน้าท่ีของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าดว้ ยการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ แตไ่ มร่ วมถึงเจา้ หน้าทข่ี องรัฐ ดังตอ่ ไปน้ี

(๑) ผู้บริหารระดับสูง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจรติ

(๒) ผ้พู ิพากษาและตุลาการ
(๓) พนักงานอัยการ
(๔) ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถ่ิน
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิน่
(๕) เจ้าหน้าท่ีของรัฐในหน่วยงานของศาล รัฐสภา องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ
จากการควบคมุ หรือกากับของฝา่ ยบรหิ ารที่จัดต้ังข้นึ ตามรัฐธรรมนูญ
(๖) เจา้ หน้าทขี่ องรัฐในสานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตในภาครฐั
(๗) เจ้าหน้าท่ีของรัฐซ่ึงกระทาความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นสมควร
ดาเนนิ การ ตามทีค่ ณะกรรมการ ป.ป.ช. กาหนด
(๘) เจา้ หนา้ ที่ของรฐั ซ่ึงรว่ มกระทาความผดิ กบั บคุ คลตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗)
“ผู้กล่าวหา” หมายความว่า ผู้ซ่ึงได้รับความเสียหายจากการกระทาการทุจริตในภาครัฐของ
เจ้าหน้าท่ีของรัฐ หรือได้พบเห็นการทุจริตในภาครัฐของเจ้าหน้าท่ีของรัฐและได้กล่าวหาตามบทบัญญัติ
แหง่ กฎหมายนี้
“ผู้ถูกกล่าวหา” หมายความว่า ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาหรือมีพฤติการณ์ปรากฏแก่คณะกรรมการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐว่าได้กระทาการทุจริตในภาครัฐอันเป็นมูลที่จะนาไปสู่การไต่สวน
ข้อเทจ็ จริงตามพระราชบญั ญัตินี้ และให้หมายความรวมถึงตวั การ ผ้ใู ช้ หรือผสู้ นบั สนุนในการกระทาดังกล่าวดว้ ย
“ไต่สวนข้อเท็จจริง” หมายความว่า แสวงหา รวบรวม และการดาเนินการอ่ืนใดเพ่ือให้ได้มา
ซ่ึงข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน ในการท่ีจะทราบรายละเอียดและพิสูจน์เก่ียวกับการทุจริตในภาครัฐของ
เจ้าหน้าทขี่ องรัฐ
“กรรมการ” หมายความว่า กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และ
ใหห้ มายความรวมถงึ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐด้วย
“พนกั งาน ป.ป.ท.” หมายความว่า เลขาธิการ รองเลขาธิการ และผู้ซึ่งคณะกรรมการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริตในภาครัฐแต่งต้ังจากข้าราชการพลเรือนซึ่งดารงตาแหน่งในระดับไม่ต่ากว่า
หัวหนา้ งานหรอื เทยี บเท่าใหป้ ฏบิ ัตกิ ารตามพระราชบญั ญัตนิ ี้
“เจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท.” หมายความว่า ผู้ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ในภาครัฐแต่งตงั้ จากข้าราชการพลเรอื นหรอื พนักงานราชการใหป้ ฏบิ ตั กิ ารตามพระราชบญั ญตั ินี้
“สานักงาน” หมายความว่า สานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ในภาครัฐ


95

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ในภาครฐั

“รองเลขาธิการ” หมายความว่า รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทจุ รติ ในภาครฐั

มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอานาจออกระเบียบ
และประกาศเพอื่ ปฏิบัติการตามพระราชบัญญตั ินี้ 1

ให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐมีอานาจออกระเบียบและ
ประกาศกับแต่งต้ังพนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ในภาครัฐ เพื่อปฏิบตั กิ ารตามพระราชบญั ญัตินี้

ระ เบี ยบ แล ะป ระ กา ศต าม ว ร รค หน่ึ งห รือ ว ร รค สอ งท่ี มีผ ลเ ป็น ก า รท่ั ว ไ ปเ มื่อ ได้ ปร ะก า ศ
ในราชกิจจานเุ บกษาแล้วให้ใชบ้ ังคบั ได้

หมวด ๑
คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ ในภาครฐั

มาตรา ๕ ให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ เรียกโดยย่อว่า
“คณะกรรมการ ป.ป.ท.” ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการอื่นอีกห้าคน ซ่ึงพระมหากษัตริย์
ทรงแต่งต้ังตามมาตรา ๕/๑ และมีเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
เป็นกรรมการโดยตาแหน่ง 2

ให้เลขาธิการเป็นเลขานุการ และให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. แต่งตั้งข้าราชการในสานักงาน
จานวนไมเ่ กนิ สองคนเปน็ ผ้ชู ว่ ยเลขานกุ าร

มิให้นาบทบญั ญัตใิ นมาตรา ๖ มาตรา ๘ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับกับเลขาธิการ
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ ริตแหง่ ชาติทเ่ี ป็นกรรมการโดยตาแหนง่

มาตรา ๕/๑3 เมือ่ มีกรณที ต่ี ้องสรรหาและคัดเลอื กกรรมการ ให้ดาเนนิ การดังต่อไปนี้
(๑) ในการสรรหากรรมการ ให้คณะรัฐมนตรี คณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ
ตรวจเงินแผ่นดินสรรหาและเสนอรายชื่อบุคคลผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖ และ
มาตรา ๗ (๔) องคก์ รละหา้ คน ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุทาให้ต้องมีการสรรหาและคัดเลือกกรรมการ
เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการคัดเลือก สาหรับกรณีท่ีเป็นการสรรหาเพ่ือแต่งตั้งกรรมการแทนตาแหน่งที่ว่าง
ใหอ้ งค์กรดงั กล่าวแต่ละองค์กรเสนอรายชอื่ เทา่ จานวนกรรมการทวี่ ่างลง
(๒) ให้มีคณะกรรมการคัดเลือก ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นกรรมการคัดเลือก โดยให้เลือกกันเอง

1 แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบัญญตั มิ าตรการของฝ่ายบรหิ ารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2559
2 แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบัญญตั มิ าตรการของฝา่ ยบริหารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2559
3 แก้ไขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั มิ าตรการของฝ่ายบริหารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559


96

เป็นประธานกรรมการคัดเลือกคนหนึ่ง ในกรณีที่ไม่มีผู้ดารงตาแหน่งใดหรือมีแต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ใหผ้ ูท้ าการแทน ผูป้ ฏิบัติหนา้ ที่แทน หรือผู้ปฏิบัติหน้าทใี่ นตาแหน่งน้นั ทาหนา้ ที่กรรมการคดั เลอื กแทน

(๓) ให้คณะกรรมการคัดเลือกพิจารณาคดั เลอื กบุคคลเป็นกรรมการจากรายชื่อบุคคลตาม (๑)
ให้ไดจ้ านวนตามท่ีจะต้องแต่งตั้ง

(๔) ในกรณที ่คี ณะกรรมการคัดเลือกคดั เลือกบคุ คลไดไ้ มค่ รบจานวนตาม (๓) ให้แจ้งให้องค์กร
ตาม (๑) แต่ละองค์กรเสนอรายชื่อบุคคลใหม่เป็นจานวนเท่ากับจานวนกรรมการที่ยังขาดอยู่ภายในสามสิบวัน
นับแต่วันที่มีการคัดเลือกบุคคลได้ไม่ครบจานวนดังกล่าว และให้คณะกรรมการคัดเลือกดาเนินการคัดเลือก
เพิม่ เตมิ ตาม (๓) เป็นกรรมการเพมิ่ เตมิ จากทีม่ ีการคดั เลือกบุคคลเป็นกรรมการไวแ้ ลว้

(๕) เม่อื ได้มีการคัดเลือกบคุ คลเปน็ กรรมการครบจานวนแลว้ ให้ผู้ได้รับคัดเลือกเปน็ กรรมการ
ประชุมเลือกกนั เองเพอื่ เป็นประธานกรรมการคนหนง่ึ และใหค้ ณะกรรมการคัดเลือกแจ้งรายชื่อผู้ไดร้ บั คดั เลือก
เปน็ ประธานกรรมการและกรรมการ พร้อมเอกสารหลักฐานตามมาตรา ๗ วรรคสอง รวมทง้ั ความยินยอมของ
บคุ คลดงั กลา่ วต่อนายกรัฐมนตรเี พ่อื นาความกราบบงั คมทูลเพื่อทรงแต่งต้ังต่อไป

หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการตาม (๓) และ (๔) ให้เป็นไปตามท่ีคณะกรรมการ
คดั เลือกกาหนด

มาตรา ๖ กรรมการต้อง
(ก) มีคุณสมบตั ิ ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นผมู้ ีความซ่ือสตั ย์สุจรติ เป็นทีป่ ระจักษ์
(๒) มคี วามร้คู วามสามารถในการปฏบิ ัติหน้าที่เกย่ี วกบั การป้องกันและปราบปรามการทุจริต
(๓) มีสญั ชาตไิ ทย
(๔) มีอายไุ มต่ า่ กวา่ สีส่ ิบหา้ ปี
(๕) เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ผู้พิพากษา
ซึ่งดารงตาแหน่งไม่ต่ากว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา หรือรับราชการหรือเคยรับราชการในตาแหน่งไม่ต่ากว่า
รองอัยการสูงสุด อธิบดีหรือผู้ดารงตาแหน่งทางบริหารในหน่วยงานของรัฐท่ีมีอานาจบริหารเทียบเท่าอธิบดี
หรือดารงตาแหน่งไม่ต่ากวา่ ศาสตราจารย์
(ข) ไมม่ ีลักษณะต้องหา้ ม ดงั ต่อไปน้ี
(๑) เป็นผ้มู ตี าแหน่งในพรรคการเมือง
(๒) วกิ ลจรติ หรอื จติ ฟ่ันเฟือนไมส่ มประกอบ
(๓) เปน็ ภกิ ษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
(๔) ต้องคุมขังอย่โู ดยหมายของศาลหรอื โดยคาสง่ั ท่ีชอบดว้ ยกฎหมาย
(๕) ตดิ ยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ
(๖) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๗) ต้องคาพิพากษาให้จาคุก แม้คดีน้ันจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ
หรือเคยได้รับโทษจาคุกโดยคาพิพากษาอันถึงที่สุดให้จาคุก เว้นแต่ในความผิดท่ีได้กระทาโดยประมาทหรือ
ความผดิ ลหโุ ทษ


97

(๘) เคยถกู ไลอ่ อก ปลดออก หรือใหอ้ อกจากราชการ หน่วยงานของรฐั หรือรัฐวิสาหกิจ
(๙) เคยต้องคาพิพากษาหรือคาส่ังของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ารวย
ผิดปกติหรือมีทรพั ยส์ นิ เพิ่มข้ึนผดิ ปกติ
(๑๐) เคยถูกวฒุ สิ ภามมี ติให้ถอดถอนออกจากตาแหน่ง
มาตรา ๗ ผ้ทู ี่ไดร้ บั แตง่ ต้ังเป็นกรรมการต้อง
(๑) ไม่เปน็ กรรมการหรอื ที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือหนว่ ยงานของรฐั
(๒) ไม่ดารงตาแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การท่ีดาเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกาไร
หรือรายไดม้ าแบง่ ปนั กนั หรอื เปน็ ลูกจา้ งของบคุ คลใด
(๓) ไม่ประกอบวชิ าชพี อิสระอื่นใด
(๔) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง สมาชิก
สภาท้องถิ่นหรือผบู้ ริหารท้องถนิ่
(๕) ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทจุ ริต เว้นแตใ่ นฐานะเปน็ กรรมการในคณะกรรมการ ป.ป.ท.
ผู้ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการผู้ใดมีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหน่ึงในวันที่ได้รับการคัดเลือก
ถ้าผู้น้ันแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกจากตาแหน่งตาม (๑) (๒) หรือ (๕) หรือแสดงหลักฐานให้เป็นท่ีเชื่อได้ว่า
ตนเลิกประกอบวิชาชีพอิสระตาม (๓) แล้ว ทั้งน้ี ภายในสามสิบวันนับแต่วันท่ีได้รับการคัดเลือกให้คณะกรรมการ
คัดเลือกดาเนินการต่อไปได้ ถ้าผู้นั้นมิได้แสดงหลักฐานดังกล่าวภายในระยะเวลาท่ีกาหนด ให้ถือว่าบุคคลน้ัน
ไม่ได้รับการคัดเลือก และให้คณะกรรมการคัดเลือกพิจารณาคัดเลือกใหม่โดยจะพิจารณาจากรายชื่อบุคคล
ที่มกี ารเสนอไว้แล้วตามมาตรา ๕/๑ (๑) หรือจะขอให้องค์กรตามมาตรา ๕/๑ (๑) เสนอรายชื่อบุคคลใหม่ก็ได้
โดยให้นาบทบัญญัติมาตรา ๕/๑ (๔) มาใช้บงั คับโดยอนุโลม1
มาตรา ๘ กรรมการมีวาระการดารงตาแหน่งคราวละส่ีปี ผู้ซ่ึงพ้นจากตาแหน่งแล้วอาจได้รับ
แตง่ ตง้ั ใหมอ่ กี ได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระตดิ ต่อกัน
ในกรณีท่ีกรรมการพ้นจากตาแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้มีการแต่งต้ังกรรมการใหม่
ใหก้ รรมการนนั้ ปฏิบตั ิหน้าท่ีตอ่ ไปจนกวา่ จะไดแ้ ตง่ ต้งั กรรมการใหม่
มาตรา ๙2 นอกจากการพน้ จากตาแหน่งตามวาระ กรรมการพน้ จากตาแหนง่ เม่ือ
(๑) ตาย
(๒) มอี ายุครบเจด็ สิบหา้ ปี
(๓) ลาออก
(๔) ขาดคุณสมบตั ิหรือมีลักษณะต้องหา้ มตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๗
(๕) คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ากระทาการทุจริตต่อหน้าท่ีหรือมีทรัพย์สินเพ่ิมขึ้นผิดปกติ
หรือร่ารวยผิดปกติหรือจงใจไม่ย่ืนบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ หรือจงใจ

1 แก้ไขเพิม่ เตมิ โดยพระราชบญั ญัตมิ าตรการของฝ่ายบรหิ ารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2559
2 แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ โดยพระราชบญั ญัตมิ าตรการของฝา่ ยบรหิ ารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559


98

ยน่ื บญั ชแี สดงรายการทรพั ย์สินและหนี้สนิ และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง
ที่ควรแจง้ ให้ทราบตามพระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ

(๖) คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติสองในสามของจานวนกรรมการทั้งหมดเท่าท่ีมีอยู่ให้ออก
เพราะบกพรอ่ งต่อหน้าที่ มีความประพฤตเิ ส่อื มเสยี หรือหยอ่ นความสามารถ

ในกรณีมีปัญหาว่ากรรมการผู้ใดต้องพ้นจากตาแหน่งตาม (๔) หรือไม่ ให้คณะกรรมการ
ป.ป.ช. เป็นผวู้ ินิจฉัย

การพ้นจากตาแหน่งกรรมการตามวรรคหนึง่ ใหน้ าความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ
มาตรา ๑๐1 ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตาแหน่งก่อนวาระ และยังมิได้แต่งต้ังกรรมการแทน
ตาแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่าคณะกรรมการ ป.ป.ท.
ประกอบด้วยกรรมการเท่าทม่ี อี ยู่ เว้นแต่มกี รรมการเหลืออยู่ไม่ถึงห้าคน
ในกรณีท่ีประธานกรรมการพ้นจากตาแหน่ง ให้กรรมการท่ีเหลืออยู่เลือกกรรมการคนหนึ่ง
ทาหน้าที่ประธานกรรมการไปพลางก่อนจนกว่าประธานกรรมการท่ีได้รับแต่งต้ังใหม่จะเข้ารับหน้าท่ี และ
ใหน้ าบทบญั ญตั มิ าตรา ๕/๑ (๕) มาใชบ้ ังคบั โดยอนโุ ลม
มาตรา ๑๑ ให้ถือว่ากรรมการเป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กาหนดให้ต้อง
ย่ืนบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน
และปราบปรามการทุจรติ
มาตรา ๑๒ การประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า
กึง่ หนง่ึ ของจานวนกรรมการท้งั หมดเท่าที่มีอยู่ จึงจะเป็นองค์ประชมุ
มาตรา ๑๓ การประชมุ ใหเ้ ป็นไปตามระเบียบท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด
การนัดประชุมตอ้ งทาเป็นหนังสือและแจง้ ให้กรรมการทกุ คนทราบลว่ งหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน
เว้นแต่กรรมการนั้นจะได้ทราบการบอกนัดในที่ประชุมแล้ว กรณีดังกล่าวน้ีจะทาหนังสือแจ้งนัดเฉพาะ
กรรมการท่ีไมไ่ ดม้ าประชุมก็ได้
บทบัญญัติในวรรคสองมิให้นามาใช้บังคับในกรณีมีเหตุจาเป็นเร่งด่วนซึ่งประธานกรรมการ
จะนดั ประชมุ เป็นอย่างอน่ื กไ็ ด้
มาตรา ๑๔ ประธานกรรมการมีอานาจหน้าที่ดาเนินการประชุม และเพ่ือรักษาความเรียบร้อย
ในการประชุมใหป้ ระธานกรรมการมอี านาจออกคาสั่งใด ๆ ตามความจาเป็นได้
ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในท่ีประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าท่ีได้ ให้กรรมการ
ท่มี าประชุมเลือกกรรมการคนหน่ึงทาหน้าที่เป็นประธานในทป่ี ระชมุ
มาตรา ๑๕ การลงมตขิ องทปี่ ระชุมใหถ้ อื เสียงข้างมากของจานวนกรรมการท้ังหมดเท่าที่มีอยู่
ไม่ว่าเปน็ การลงมติในการวนิ ิจฉัยหรอื ให้ความเห็นชอบตามบทบัญญัติแหง่ พระราชบัญญตั ินี้
กรรมการคนหน่ึงให้มีเสียงหน่ึงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธาน
ในทีป่ ระชุมออกเสยี งเพ่มิ ข้ึนอกี เสยี งหน่ึงเป็นเสยี งชข้ี าด

1 แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญัตมิ าตรการของฝา่ ยบรหิ ารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559


99

มาตรา ๑๖ ในการประชุมต้องมีรายงานการประชมุ เปน็ หนังสือ
ถ้ามีความเห็นแย้งให้บันทึกความเห็นแย้งพร้อมท้ังเหตุผลไว้ในรายงานการประชุม และ
ถา้ กรรมการฝ่ายข้างน้อยเสนอความเหน็ แยง้ เป็นหนงั สอื กใ็ หบ้ ันทึกไวด้ ้วย
มาตรา ๑๗ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอี านาจหน้าท่ี ดังต่อไปน้ี
(๑) เสนอนโยบาย มาตรการ และแผนพัฒนาการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ ในภาครฐั
ตอ่ คณะรัฐมนตรี
(๑/๑) กากบั ดูแลสานักงานในการสง่ เสรมิ และสนับสนนุ ให้ประชาชนรวมตวั กันเพื่อมสี ว่ นรว่ ม
ในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริต1
(๒) เสนอแนะและให้คาปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ
หรือมาตรการต่าง ๆ เพอื่ ป้องกันและปราบปรามการทุจรติ ในภาครัฐ
(๓) เสนอแนะต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการกาหนดตาแหน่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐซ่ึงต้อง
ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหน้ีสินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
วา่ ดว้ ยการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ
(๔) ไต่สวนข้อเทจ็ จรงิ และชี้มูลเกีย่ วกบั การกระทาการทจุ รติ ในภาครฐั ของเจา้ หน้าทข่ี องรฐั
(๕) ไต่สวนข้อเทจ็ จรงิ และสรุปสานวนพรอ้ มทง้ั ความเห็นส่งพนักงานอัยการเพื่อฟ้องคดีอาญา
ต่อเจา้ หนา้ ทีข่ องรัฐ
(๖) จดั ทารายงานผลการปฏิบัติงานประจาปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร
วุฒิสภา และคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบด้วย
(๗) แต่งต้ังคณะอนุกรรมการเพ่ือดาเนินการตามท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย
(๘) ปฏิบัติการอ่ืนตามพระราชบัญญัตินี้ หรือการอื่นใดเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปราม
การทจุ ริตในภาครัฐตามที่คณะรฐั มนตรีหรอื คณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมาย
มาตรา ๑๘ ในการปฏิบัติหน้าท่ีตามมาตรา ๑๗ (๔) และ (๕) ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท.
มอี านาจดังตอ่ ไปนี้ดว้ ย
(๑) มหี นังสือสอบถามหรือเรียกให้สถาบันการเงิน ส่วนราชการ องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจ ส่งเจ้าหน้าที่ที่เก่ียวข้องมาเพื่อให้ถ้อยคา ส่งคาช้ีแจงเป็นหนังสือ หรือส่งบัญชีเอกสาร
หรอื หลักฐานใด ๆ มาเพอ่ื ไต่สวนหรอื เพอื่ ประกอบการพจิ ารณา
(๒) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลใด ๆ มาเพ่ือให้ถ้อยคา ส่งคาช้ีแจงเป็นหนังสือ
หรือส่งบัญชีเอกสารหรือหลกั ฐานใด ๆ มาเพือ่ ไต่สวนหรือเพือ่ ประกอบการพจิ ารณา
(๓) ดาเนินการขอให้ศาลที่มีเขตอานาจออกหมายเพ่ือเข้าไปในเคหสถาน สถานที่ทาการ
หรือสถานท่ีอ่ืนใด รวมท้ังยานพาหนะของบุคคลใด ๆ ในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ข้ึนและพระอาทิตย์ตก
หรือในระหว่างเวลาที่มีการประกอบกิจการเพ่ือตรวจสอบ ค้น ยึด หรืออายัด เอกสาร ทรัพย์สิน

1 แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญตั มิ าตรการของฝา่ ยบริหารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2561


100

หรือพยานหลักฐานอ่ืนใดซึ่งเก่ียวข้องกับเร่ืองที่ไต่สวนข้อเท็จจริง และหากยังดาเนินการไม่แล้วเสร็จในเวลา
ดงั กลา่ วใหส้ ามารถดาเนินการตอ่ ไปได้จนกวา่ จะแลว้ เสร็จ

(๔) ขอให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าท่ีของหน่วยงานของรัฐให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน
หรือเข้าร่วมปฏิบัติหน้าท่ีได้ตามความเหมาะสม โดยให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าท่ีของหน่วยงานของรัฐ
ปฏบิ ัตกิ ารตามที่ขอได้ตามสมควรแกก่ รณี

คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจมอบหมายให้อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.
ดาเนินการตามวรรคหนึ่งแทนได้ ท้ังน้ี ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเง่ือนไขท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท.
กาหนด

มาตรา ๑๙1 เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ คณะกรรมการ
ป.ป.ท. จะแจ้งให้หน่วยงานใดดาเนินการจัดให้กรรมการ เลขาธิการ หรืออนุกรรมการหรือพนักงาน ป.ป.ท.
ซ่ึงได้รับมอบหมายให้ไตส่ วนขอ้ เทจ็ จริง เข้าถึงข้อมูลเกยี่ วกบั ผ้ถู กู กล่าวหาหรือบุคคลอ่ืนท่ีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า
จะเกี่ยวข้องในเรื่องที่กล่าวหาเพ่ือประโยชน์ในการไต่สวนข้อเท็จจริงหรือเพ่ือประโยชน์ในการพิจารณาของ
คณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขท่ีกรรมการ เลขาธิการ อนุกรรมการ หรือพนักงาน ป.ป.ท.
จะขอเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานใดตามวรรคหน่ึงให้เป็นไปตามระเบียบท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด
แต่ต้องอยภู่ ายใตบ้ ังคับของกฎหมาย ระเบียบ หรอื ข้อบงั คับเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลขา่ วสารของหน่วยงานน้ัน

มาตรา ๒๐ ในกรณีที่กรรมการ อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ผู้ใด
มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในเร่ืองใด คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจมีมติมิให้ผู้นั้นเข้าร่วม
ดาเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง พิจารณา หรือวินิจฉัยเร่ืองน้ัน แล้วแต่กรณี ท้ังน้ี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงอื่ นไขทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด

มาตรา ๒๑ ในกรณีทก่ี รรมการผใู้ ดถูกกล่าวหาต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ากระทาการทุจริต
ต่อหน้าที่หรือร่ารวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพ่ิมขึ้นผิดปกติ และคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติรับคากล่าวหา
ไว้ดาเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม
การทุจริต การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการผู้นั้นต่อไปให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กาหนด
โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจกาหนดใหก้ รรมการผ้นู น้ั ยุตกิ ารปฏิบตั หิ น้าที่ไวก้ อ่ นกไ็ ด้

ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าคากล่าวหาไม่มีมูลความผิด ให้กรรมการท่ียุติ
การปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่งมีสิทธิได้รับเงินเดือน เงินประจาตาแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น
ในระหวา่ งที่ยุติการปฏิบัติหนา้ ที่เต็มจานวน

มาตรา ๒๒ ให้กรรมการไดร้ บั เงินเดอื น เงินประจาตาแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น
ตามที่กาหนดในพระราชกฤษฎีกา

1 แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญัตมิ าตรการของฝ่ายบริหารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2559


101

ใ ห้ ก ร ร ม ก า ร โ ด ย ต า แ ห น่ ง ไ ด้ รั บ เ งิ น ป ร ะ จ า ต า แ ห น่ ง แ ล ะ ป ร ะ โ ย ช น์ ต อ บ แ ท น อ ย่ า ง อ่ื น
ตามระเบยี บที่คณะรฐั มนตรกี าหนด

ใหอ้ นุกรรมการได้รบั เบย้ี ประชุมและประโยชน์ตอบแทนอย่างอ่ืนตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรี
กาหนด

หมวด ๒
การไตส่ วนขอ้ เท็จจริง

มาตรา ๒๓ ภายใตบ้ งั คับมาตรา ๒๕ และมาตรา ๒๖ เมื่อมีกรณีดงั ต่อไปนี้ใหค้ ณะกรรมการ
ป.ป.ท. ดาเนนิ การไตส่ วนข้อเท็จจริงโดยเร็ว ตามหลักเกณฑ์และวธิ ีการท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด

(๑) เม่อื ได้รบั การกล่าวหาตามมาตรา ๒๔
(๒) เม่ือมเี หตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรฐั ผูใ้ ดกระทาการทจุ รติ ในภาครัฐ
(๓) เม่อื ไดร้ ับเร่ืองจากพนักงานสอบสวนตามมาตรา ๓๐
(๔) เมอื่ ได้รับเรื่องจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพ่อื ดาเนนิ การไต่สวนข้อเท็จจรงิ
บทบัญญัติตามวรรคหน่ึงให้ใช้บังคับกับกรณีที่เจ้าหน้าท่ีของรัฐหรือบุคคลอ่ืนเป็นตัวการ ผู้ใช้
หรือผ้สู นบั สนุนดว้ ย
มาตรา ๒๓/๑1 ในการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ว่าจะรับหรือไม่รับหรือสั่งจาหน่ายเร่ือง
ตามมาตรา ๒๗ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. สั่งให้แลว้ เสรจ็ ภายในสามเดือนนับแต่วันทีไ่ ด้รบั เรื่องกล่าวหา
ก่อนดาเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๓ คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจมอบหมายให้
เลขาธิการดาเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานในเร่ืองกล่าวหาน้ันเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง
เพียงพอต่อการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปก็ได้ ในการนี้ เลขาธิการอาจมอบหมายให้พนักงาน ป.ป.ท. หรือ
เจา้ หน้าท่ี ป.ป.ท. เปน็ ผูด้ าเนนิ การแทนก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลกั เกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท.
กาหนด
มาตรา ๒๓/๒2 ในการดาเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามมาตรา ๒๓ คณะกรรมการ ป.ป.ท.
อาจมอบหมายให้เลขาธิการไต่สวนข้อเท็จจริงเป็นเบ้ืองต้นแทนคณะกรรมการ ป.ป.ท. แล้วนาเสนอสานวนต่อ
คณะกรรมการ ป.ป.ท. พจิ ารณาตามมาตรา ๓๙ ตอ่ ไป
เลขาธกิ ารอาจมอบหมายใหพ้ นกั งาน ป.ป.ท. ดาเนินการไตส่ วนขอ้ เท็จจรงิ ตามวรรคหน่งึ ก็ได้
เพื่อประโยชน์ในการไตส่ วนข้อเท็จจรงิ ตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เลขาธิการมีอานาจตาม
มาตรา ๑๘ วรรคหนึ่งด้วย
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการมอบหมายให้ไต่สวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นแทน
คณะกรรมการ ป.ป.ท. และการดาเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงของเลขาธิการและพนักงาน ป.ป.ท. ให้เป็นไป
ตามระเบยี บท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด

1 แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบัญญตั มิ าตรการของฝา่ ยบรหิ ารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2559
2 แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบญั ญตั มิ าตรการของฝ่ายบริหารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559


102

มาตรา ๒๔ การกลา่ วหาเจา้ หนา้ ที่ของรัฐวา่ กระทาการหรือเกีย่ วข้องกับการกระทาการทุจรติ
ในภาครัฐ จะทาดว้ ยวาจาหรือทาเป็นหนงั สือก็ได้

ในกรณีท่ีกล่าวหาด้วยวาจา ให้พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. บันทึกคากล่าวหา
และจดั ให้ลงลายมือช่ือผู้กล่าวหาในบันทึกการกล่าวหานั้นไว้ และในกรณีที่ผู้กล่าวหาไม่ประสงค์จะเปิดเผยตน
ห้ามไม่ให้พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เปิดเผยชื่อหรือท่ีอยู่ รวมทั้งหลักฐานอ่ืนใดที่เป็นการ
สาแดงตัวของผกู้ ล่าวหา

ในกรณีท่ีกล่าวหาเป็นหนังสือ ผู้กล่าวหาจะต้องลงชื่อและท่ีอยู่ของตน แต่หากผู้กล่าวหา
จะไม่ล ง ชื่ อแ ล ะที่อยู่ ของ ต น ต้ อง ร ะบุ พฤติ กา ร ณ์แ ห่ ง กา ร กร ะทา ข อง เจ้ า ห น้ า ที่ของ รั ฐ ซึ่ ง ถูกกล่ า ว ห า แ ล ะ
พยานหลักฐานเบอื้ งตน้ ไว้ใหเ้ พียงพอที่จะดาเนนิ การไตส่ วนขอ้ เท็จจรงิ ตอ่ ไปได้

มาตรา ๒๕ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ส่งเร่ืองกล่าวหาท่ีรับไว้ดังต่อไปน้ีให้คณะกรรมการ
ป.ป.ช. ดาเนนิ การต่อไป

(๑) เรื่องกลา่ วหาบุคคลซ่งึ มใิ ช่เจา้ หน้าทขี่ องรฐั แตอ่ ย่ใู นอานาจหน้าท่ีของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
(๒) เร่ืองกล่าวหาเจ้าหน้าท่ีของรัฐท่ีอยู่ในอานาจหน้าท่ีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ากระทา
ความผิดรว่ มกบั บุคคลซ่งึ มใิ ชเ่ จ้าหน้าที่ของรัฐ แต่เป็นบคุ คลซึ่งอยูใ่ นอานาจหน้าทข่ี องคณะกรรมการ ป.ป.ช.
(๓) เร่ืองกล่าวหาทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ช. แจง้ ใหส้ ง่ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พจิ ารณา
ในกรณีเร่ืองกล่าวหาตาม (๓) ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้ดาเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงไว้แล้ว
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ส่งสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย ท้ังน้ี คณะกรรมการ
ป.ป.ช. จะถือสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าดว้ ยการป้องกนั และปราบปรามการทุจริตหรือจะดาเนินการไตส่ วนขอ้ เทจ็ จรงิ ใหม่ก็ได้
มาตรา ๒๖ หา้ มมใิ หค้ ณะกรรมการ ป.ป.ท. รบั หรือพจิ ารณาเร่ือง ดงั ตอ่ ไปนี้
(๑) เรือ่ งท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. รับไว้พิจารณาหรือได้วินิจฉยั เสรจ็ เด็ดขาดแล้ว
(๒) เร่ืองทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ท. ไดว้ ินจิ ฉยั เสรจ็ เด็ดขาดแล้ว และไม่มพี ยานหลักฐานใหม่
ซ่ึงเป็นสาระสาคัญแหง่ คดี
(๓) เร่ืองท่ีผู้ถูกกล่าวหาถูกฟ้องเป็นคดีอาญาในประเด็นเดียวกันและศาลประทับฟ้อง
หรอื พพิ ากษาหรอื มคี าส่ังเสรจ็ เด็ดขาดแล้วโดยไม่มีการถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้อง หรือเป็นกรณีท่ีศาลยังไม่ได้วินิจฉัย
ในเนอ้ื หาแหง่ คดี
(๔) เรอื่ งทผ่ี ู้ถูกกลา่ วหาพ้นจากการเปน็ เจ้าหน้าที่ของรัฐก่อนถูกกล่าวหาเกนิ กวา่ ห้าปี
มาตรา ๒๗ คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะไมร่ ับหรอื สัง่ จาหน่ายเรือ่ งที่มีลักษณะดังตอ่ ไปนก้ี ็ได้
(๑) เร่ืองที่ไม่ระบุพยานหลักฐานหรือระบุพฤติการณ์แห่งการกระทาท่ีชัดเจนเพียงพอท่ีจะ
ดาเนนิ การไต่สวนข้อเท็จจรงิ ได้


103

(๒) เรื่องท่ีล่วงเลยมาแล้วเกินห้าปีนับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันท่ีมีการกล่าวหาและเป็นเรื่องท่ี
ไมอ่ าจหาพยานหลักฐานเพยี งพอท่ีจะดาเนนิ การไต่สวนขอ้ เท็จจรงิ ต่อไปได้

(๓) เรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. เหน็ ว่าไม่ใช่เป็นการกระทาผดิ วินยั อยา่ งร้ายแรง
(๔) เรื่องที่องค์กรบริหารงานบุคคลหรือหน่วยงานของรัฐกาลังพิจารณาอยู่หรือได้พิจารณา
เป็นท่ียตุ แิ ล้ว และไม่มเี หตุแสดงให้เหน็ ว่าการพจิ ารณาน้ันไม่ชอบ
มาตรา ๒๘ เร่ืองใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ไม่รับหรือส่ังจาหน่ายตามมาตรา ๒๗ (๑) (๒)
หรอื (๓) ถา้ คณะกรรมการ ป.ป.ท. พจิ ารณาเห็นสมควรให้แจ้งผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหา
ดาเนนิ การตามอานาจหน้าท่ีโดยเรว็ และแจง้ ผลการดาเนนิ การใหค้ ณะกรรมการ ป.ป.ท. ทราบ
มาตรา ๒๙ คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจมอบหมายให้เลขาธิการเป็นผู้พิจารณารับหรือ
ไม่รับเรื่องใดไว้พิจารณาตามมาตรา ๒๖ หรือมาตรา ๒๗ แล้วรายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ทราบ ท้ังนี้
ตามระเบียบที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด
มาตรา ๓๐ ในกรณีที่มีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดาเนินคดีกับ
เจ้าหน้าท่ีของรัฐตามพระราชบัญญัติน้ี อันเน่ืองมาจากการกระทาการทุจริตในภาครัฐ ให้พนักงานสอบสวน
ส่งเร่ืองให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ภายในสามสิบวันนับแต่วันท่ีมีการร้องทุกข์หรือกล่าวโทษเพ่ือดาเนินการไต่สวน
ข้อเท็จจริงต่อไป ในการนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจแจ้งให้พนักงานสอบสวนดาเนินการสอบสวนเสียก่อน
และส่งสานวนการสอบสวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามระยะเวลาที่กาหนด โดยคณะกรรมการ ป.ป.ท.
จะถอื ว่าสานวนการสอบสวนดงั กล่าวท้ังหมดหรือบางส่วนเป็นสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ
ป.ป.ท. กไ็ ด้
เพ่ือประโยชน์ในการดาเนินการตามวรรคหน่ึงให้สานักงานตารวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดี
พิเศษและหน่วยงานอื่นของรัฐท่ีเก่ียวข้องทาความตกลงกับสานักงาน โดยกาหนดข้ันตอนและวิธีปฏิบัติต่าง ๆ
รวมถึงการจัดทาสานวนการสอบสวน การควบคุมตัว การปล่อยชั่วคราว และการดาเนินการอ่ืน ๆ เพ่ือถือ
ปฏิบัติร่วมกัน
ในกรณีท่ีมีการกระทาความผิดทางอาญาอ่ืนท่ีมิใช่การกระทาการทุจริตในภาครัฐรวมอยู่ด้วย
และคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นว่า หากให้พนักงานสอบสวนดาเนินคดีไปตามอานาจหน้าที่จะเป็นประโยชน์กว่า
จะส่งเร่ืองคืนให้พนักงานสอบสวนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้รับเร่ืองและ
ขอให้พนักงานสอบสวนดาเนินการตามอานาจหน้าท่ีต่อไปก็ได้ โดยให้นาขั้นตอนและวิธีปฏิบัติต่าง ๆ ทั้งหมด
ท่ีไดก้ าหนดไวต้ ามวรรคสองมาใช้บงั คบั โดยอนุโลม และให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. สง่ั จาหน่ายเรื่องนั้น ในกรณีนี้
ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นสมควรจะแจ้งผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้ถูกกล่าวหาเพื่อดาเนินการ
ตามอานาจหนา้ ทต่ี ่อไปด้วยกไ็ ด้1

1 แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ โดยพระราชบัญญตั มิ าตรการของฝ่ายบรหิ ารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559


104

มาตรา ๓๐/๑1 ในกรณีที่พนักงานสอบสวนได้ส่งเร่ืองให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามมาตรา ๓๐
โดยได้มีการควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาไว้แล้ว ให้พนักงาน ป.ป.ท. มีอานาจควบคุมและพิจารณาสั่งคาร้อง
ขอปล่อยชั่วคราวผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกควบคุมตัวน้ันได้เช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมาย
วิธีพจิ ารณาความอาญา

การปล่อยชัว่ คราวตามวรรคหน่ึงให้เป็นไปตามท่ีประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญากาหนด
ในกรณีท่ีจาเป็นต้องควบคุมตัวผู้ถูกกล่าวหาไว้เพื่อประโยชน์ในการไต่สวนข้อเท็จจริงหรือ
การฟ้องคดี พนักงาน ป.ป.ท. อาจย่ืนคาร้องขอหมายขังผู้ถูกกล่าวหาต่อศาลได้ หากกรณีที่มีการควบคุมตัว
ผถู้ ูกกลา่ วหาไว้ในอานาจของศาลแล้ว ให้พนักงาน ป.ป.ท. มีอานาจขอให้ศาลควบคมุ ตัวผูถ้ กู กล่าวหาไว้ได้ต่อไป
โดยให้มีอานาจหน้าที่เช่นเดียว กับพนักงานส อบส วนตาม ประมว ลกฎ หมายวิธีพิจารณาคว ามอาญา หรือ
พนักงานอัยการ แลว้ แต่กรณี
มาตรา ๓๑ เรื่องท่ีพนักงานสอบสวนส่งมายังคณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามมาตรา ๓๐
ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นกรณีดังต่อไปนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ส่งเรื่องกลับไป
ยงั พนักงานสอบสวนเพ่ือดาเนินการตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญาต่อไป
(๑) เร่ืองท่ีไม่ใช่กรณตี ามมาตรา ๒๓
(๒) เรอื่ งทีค่ ณะกรรมการ ป.ป.ท. ต้องห้ามมิให้รบั หรือพิจารณาตามมาตรา ๒๖ (๑) (๒) และ (๓)
(๓) เรอื่ งที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ตอ้ งหา้ มมใิ หร้ ับหรือพิจารณาตามมาตรา ๒๖ (๔)
ในกรณีตาม (๑) และ (๓) ถ้าเป็นเร่ืองที่อยู่ในอานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ใหค้ ณะกรรมการ ป.ป.ท. สง่ เร่อื งใหค้ ณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาดาเนนิ การตอ่ ไป
มาตรา ๓๒ คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะแต่งต้ังคณะอนุกรรมการเพื่อดาเนินการไต่สวน
ข้อเท็จจริงแทนหรือมอบหมายให้พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ดาเนินการแสวงหาข้อมูลและ
รวบรวมพยานหลักฐานเพ่ือที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือมูลความผิดก็ได้ โดยคานึงถึงความเหมาะสมและระดับ
และตาแหน่งของผู้ถกู กล่าวหาดว้ ย
คณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่งต้องแต่งต้ังจากบุคคลซ่ึงมีความซ่ือสัตย์สุจริตและมีความรู้
ความสามารถในการปฏบิ ตั ิหน้าท่นี น้ั
การปฏิบัติหน้าท่ีของคณะอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. และเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. ตามวรรคหน่ึง
ให้เปน็ ไปตามระเบยี บท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด
มาตรา ๓๓2 (ยกเลิก)
มาตรา ๓๔ คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจแต่งตั้งบุคคลเป็นท่ีปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้
คาปรึกษาหรือช่วยเหลือคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงหรือดาเนินการอื่นใด
ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย แลว้ แต่กรณี

1 แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญตั มิ าตรการของฝา่ ยบรหิ ารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริต (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2559
2 แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบญั ญัตมิ าตรการของฝา่ ยบริหารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริต (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2559


105

การแต่งต้ังท่ีปรึกษาหรือผู้เช่ียวชาญตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการท่ี
คณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด โดยใหป้ ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา

ทปี่ รกึ ษาหรือผเู้ ช่ยี วชาญ มสี ทิ ธิไดร้ ับคา่ ตอบแทน ค่าเดนิ ทาง คา่ ที่พัก และสทิ ธิประโยชนอ์ ื่น
ตามระเบียบสานักนายกรฐั มนตรีโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง1

มาตรา ๓๕ ห้ามมิให้แต่งตั้งบุคคลซึ่งมีเหตุดังต่อไปน้ีเป็นอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท.
หรอื เจา้ หนา้ ที่ ป.ป.ท. ในการไต่สวนขอ้ เทจ็ จริง

(๑) รู้เห็นเหตุการณ์หรือเคยสอบสวนหรือพิจารณาเก่ียวกับเร่ืองท่ีกล่าวหาในฐานะอ่ืน
ทมี่ ใิ ช่ในฐานะพนกั งาน ป.ป.ท. หรอื เจา้ หน้าที่ ป.ป.ท. มาก่อน2

(๒) มีส่วนไดเ้ สียในเรือ่ งทกี่ ลา่ วหา
(๓) มสี าเหตโุ กรธเคืองกบั ผูก้ ลา่ วหาหรือผถู้ กู กล่าวหา
(๔) เป็นผู้กล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวหา หรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้อง
รว่ มบิดามารดาหรือร่วมบดิ าหรือมารดากับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา
(๕) มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในฐานะญาติ หรือเป็นหุ้นส่วน หรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน
หรอื ขัดแยง้ กนั ทางธรุ กจิ กบั ผกู้ ล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา
ผู้มีส่วนได้เสียจะคัดค้านอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. ซึ่งมีเหตุตาม
วรรคหน่ึงก็ได้ โดยยื่นคาร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. และให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. วินิจฉัยโดยพลัน
ในระหว่างทรี่ อการวนิ ิจฉยั ของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ให้อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.
ซึง่ ถกู คดั ค้านระงับการปฏิบตั หิ น้าท่ไี ว้พลางก่อน
มาตรา ๓๖ ในการไต่สวนข้อเท็จจริง ให้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาทราบและกาหนด
ระยะเวลาตามสมควรที่ผู้ถูกกล่าวหาจะมาชี้แจงข้อกล่าวหาและแสดงพยานหลักฐานหรือนาพยานบุคคล
มาใหถ้ อ้ ยคาประกอบการชแ้ี จง ทงั้ น้ี ตามหลักเกณฑ์ทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด
ในการช้ีแจงข้อกล่าวหาและการให้ถ้อยคา ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธินาทนายความหรือบุคคล
ซึ่งผู้ถูกกลา่ วหาไวว้ างใจเขา้ ฟงั การช้ีแจงหรือให้ถอ้ ยคาของตนได้
มาตรา ๓๗ ก่อนท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้ใดกระทาการทุจริต
ในภาครัฐ ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติว่าการท่ีเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหายังอยู่ในตาแหน่งหน้าท่ีต่อไป
จะเป็นอุปสรรคต่อการไต่สวนข้อเท็จจริง สมควรส่ังพักราชการ พักงานหรือให้พ้นจากตาแหน่งหน้าท่ีของ
เจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้ถูกกล่าวหาน้ันไว้ก่อน ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ส่งเร่ืองให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหา
ดาเนินการสั่งพักราชการ พักงานหรือให้พ้นจากตาแหน่งหน้าท่ี แล้วแต่กรณี ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ
วา่ ด้วยการบรหิ ารงานบคุ คลทใี่ ชบ้ งั คบั แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถกู กลา่ วหาน้นั
ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าท่ีของรัฐไม่เห็นด้วยกับมติของคณะกรรมการ ป.ป.ท.
ตามวรรคหน่ึง ให้เสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเพื่อพิจารณา เม่ือนายกรัฐมนตรีวินิจฉัย
ประการใด ให้ผบู้ งั คับบญั ชาดาเนินการไปตามคาวนิ จิ ฉยั น้นั

1 แก้ไขเพ่ิมเตมิ โดยพระราชบญั ญัตมิ าตรการของฝ่ายบริหารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริต (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2559
2 แก้ไขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญตั มิ าตรการของฝา่ ยบรหิ ารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริต (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2559


106

ในกรณีท่ีผลการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่าข้อกล่าวหาเจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้นั้นไม่มีมูล
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาของเจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้นั้นทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันท่ีมีมติ
และให้ผู้บงั คับบญั ชาดาเนินการสัง่ ใหเ้ จา้ หน้าทีข่ องรฐั ผนู้ ั้นกลับเขา้ รับราชการหรือกลับเข้าทางานตามกฎหมาย
ระเบยี บ หรือข้อบงั คบั ท่ีใชบ้ ังคบั แกเ่ จา้ หนา้ ทขี่ องรัฐผนู้ ัน้

มาตรา ๓๘ หา้ มมิใหก้ รรมการ อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. กระทา
การใด ๆ อันเป็นการล่อลวงหรือขู่เข็ญหรือให้สัญญากับผู้ถูกกล่าวหาหรือพยาน เพื่อจูงใจให้ผู้นั้นให้ถ้อยคาใด ๆ
ในเรือ่ งท่ไี ตส่ วนข้อเท็จจริง

ถ้อยคาใดท่ีได้มาโดยฝา่ ฝนื วรรคหนึ่งไม่อาจรับฟังเปน็ พยานหลกั ฐานได้
มาตรา ๓๙ เมอ่ื ดาเนนิ การไตส่ วนขอ้ เท็จจรงิ เสร็จแล้ว ให้จดั ทาสานวนการไต่สวนข้อเท็จจรงิ
เสนอตอ่ คณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามหลกั เกณฑท์ ี่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด
เพ่ือประโยชน์แห่งความเป็นธรรม คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะสั่งให้มีการไต่สวนข้อเท็จจริง
เพ่ิมเตมิ หรอื ตัง้ คณะอนุกรรมการเพ่ือไตส่ วนข้อเท็จจริงใหมก่ ็ได้
มาตรา ๔๐ เม่ือคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้ใดกระทาการทุจริตในภาครัฐ
และเปน็ กรณมี มี ูลความผิดทางวินยั ให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยัง
ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งต้ังถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้น เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่
คณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้มีมติโดยไม่ต้องแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก ในการพิจารณาโทษทางวินัย
แก่ผู้ถูกกล่าวหา ให้ถือว่ารายงาน เอกสาร และความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ท. เป็นสานวนการสอบสวน
ทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคล
ของผถู้ กู กลา่ วหาน้ัน ๆ แลว้ แตก่ รณี
สาหรับผู้ถูกกล่าวหาซ่ึงไม่มีกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับเกี่ยวกับวินัย เม่ือคณะกรรมการ
ป.ป.ท. มีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวได้กระทาผิดในเร่ืองท่ีถูกกล่าวหา ให้ประธานกรรมการส่งรายงานและ
เอกสารที่มีอยู่พรอ้ มทงั้ ความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งต้ังถอดถอน
เพอ่ื ดาเนนิ การตามอานาจหนา้ ท่ตี อ่ ไป
มาตรา ๔๑ เมื่อได้รบั รายงานตามมาตรา ๔๐ ใหผ้ ู้บงั คับบัญชาหรอื ผมู้ อี านาจแต่งตั้งถอดถอน
พิจารณาลงโทษภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเร่ืองและให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งต้ังถอดถอน
สง่ สาเนาคาสั่งลงโทษดังกล่าวไปให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ทราบภายในสบิ หา้ วนั นับแต่วันที่ไดอ้ อกคาส่งั
มาตรา ๔๒ ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ใดละเลยไม่ดาเนินการตามมาตรา ๔๑
ให้ถือว่าผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งต้ังถอดถอนผู้นั้นกระทาความผิดวินัยหรือกฎหมาย ตามกฎหมาย
ระเบียบ หรือขอ้ บังคบั วา่ ดว้ ยการบรหิ ารงานบุคคลของผูถ้ ูกกล่าวหานน้ั ๆ
มาตรา ๔๓ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาไม่ดาเนินการทางวินัยตามมาตรา ๔๑
หรือคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นว่าการดาเนินการทางวินัยของผู้บังคับบัญชาตามมาตรา ๔๑ ไม่ถูกต้องหรือ
ไม่เหมาะสม ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. เสนอความเห็นไปยังนายกรัฐมนตรี และให้นายกรัฐมนตรีมีอานาจสั่งการ
ตามท่ีเห็นสมควรหรือในกรณีที่จาเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ท. จะส่งเร่ืองให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน หรือคณะกรรมการอื่นซ่ึงมีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติตาม


107

กฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลสาหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือคณะกรรมการ
ทที่ าหน้าที่บริหารรัฐวิสาหกจิ หรอื ผูส้ ัง่ แตง่ ตั้งกรรมการ อนกุ รรมการ ลูกจา้ งของสว่ นราชการ หน่วยงานของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจ แล้วแต่กรณี พิจารณาดาเนินการตามอานาจหน้าท่ีเพ่ือให้มีการดาเนินการท่ีถูกต้องเหมาะสม
ตอ่ ไปก็ได้

มาตรา ๔๔ ผู้ถูกกล่าวหาท่ีถูกลงโทษตามมาตรา ๔๑ จะใช้สิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจในการกาหนดโทษ
ของผู้บงั คับบญั ชาตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลสาหรับผู้ถูกกล่าวหาน้ัน ๆ
ก็ได้ ทง้ั น้ี ต้องใช้สิทธดิ ังกลา่ วภายในสามสบิ วันนบั แต่วันทไ่ี ดร้ บั ทราบคาสงั่ ดงั กลา่ ว

มาตรา ๔๕ ในกรณีที่การกระทาของเจ้าหน้าท่ีของรัฐตามมาตรา ๔๐ เป็นความผิดทางอาญาด้วย
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ส่งเร่ืองพร้อมทั้งสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริง รายงาน เอกสาร และความเห็น
ของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ให้พนักงานอัยการดาเนินคดีต่อไป โดยให้ถือว่าการดาเนินการและสานวนการไต่สวน
ข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ท. เป็นการสอบสวนและสานวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน
ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา

ในกรณีท่ีพนักงานอัยการมีความเห็นว่าข้อเท็จจริง รายงาน เอกสาร หรือความเห็นของ
คณะกรรมการ ป.ป.ท. ท่ีได้รับยังไม่สมบูรณ์พอที่จะดาเนินคดีได้ ให้พนักงานอัยการแจ้งให้คณะกรรมการ
ป.ป.ท. ทราบเพ่อื ไต่สวนขอ้ เท็จจรงิ เพิม่ เติม โดยให้ระบุข้อที่ไม่สมบูรณ์น้ันให้ครบถ้วนในคราวเดียวกัน ในกรณี
จาเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ท. จะรว่ มกับอัยการสงู สดุ ตัง้ คณะทางานรว่ มกนั เพือ่ ไต่สวนขอ้ เทจ็ จริงเพิ่มเตมิ ก็ได้

ในกรณีท่ีพนักงานอัยการเห็นควรสั่งไม่ฟ้อง แต่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติยืนยันให้ฟ้อง
ให้ส่งเรือ่ งให้อัยการสูงสดุ วินิจฉยั คาวินจิ ฉัยของอยั การสูงสดุ ใหเ้ ป็นทีส่ ุด

บทบัญญัติในมาตรานี้ให้นามาใช้บังคับในกรณีท่ีพนักงานอัยการย่ืนอุทธรณ์ ฎีกา หรือถอนฟ้อง
ถอนอทุ ธรณ์ ถอนฎีกา โดยอนุโลม

มาตรา ๔๖ ในกรณีท่ีพนักงานอัยการมีคาส่ังฟ้องและจาเป็นต้องนาตัวผู้ถูกกล่าวหาไปศาล
ให้แจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหามาพบพนักงานอัยการตามเวลาท่ีกาหนดและในกรณีมีความจาเป็นต้องจับตัวผู้ถูกกล่าวหา
ให้พนักงานอัยการแจ้งพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจท่ีมีเขตอานาจเหนือท้องท่ีท่ีผู้ถูกกล่าวหามีภูมิลาเนา
หรือที่อยู่เป็นผู้ดาเนินการ และเพื่อการนี้ให้ผู้บังคับบัญชา หรือผู้มีอานาจแต่งต้ังถอดถอนเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ผู้ถูกกล่าวหา พนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจดังกล่าว มีอานาจร้องขอต่อศาลท่ีมีเขตอานาจเหนือท้องท่ีนั้น
ให้ออกหมายจับได้ ทั้งนี้ ให้นาบทบัญญัติเรื่องการจับ การขังและการปล่อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญามาใช้บงั คับ

ในกรณที ่ีมกี ารจบั กุม ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรอื ตารวจสง่ ตวั ผถู้ ูกจับพร้อมท้ังบันทึกการจับ
ไปยังศาลแลว้ แจ้งใหพ้ นักงานอยั การทราบภายในสีส่ บิ แปดชั่วโมง

มาตรา ๔๗1 กรณีท่ีผู้ถูกกล่าวหาเป็นบุคคลท่ีอยู่ในอานาจศาลทหาร ในการดาเนินคดีอาญา
ตามมาตรา ๔๕ และมาตรา ๔๖ ให้เป็นอานาจหน้าท่ีของอัยการทหาร ในกรณีเช่นนั้นอานาจของอัยการสูงสุด
ตามมาตรา ๔๕ วรรคสาม ให้เป็นอานาจของเจา้ กรมพระธรรมนญู

1 แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบัญญัตมิ าตรการของฝา่ ยบรหิ ารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559


108

มาตรา ๔๘ ในการไต่สวนข้อเท็จจริง ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นควรตรวจสอบทรัพย์สิน
และหน้ีสินของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหา และเป็นกรณีที่เจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้นั้นต้องยื่นบัญชีแสดงรายการ
ทรัพย์สินและหน้ีสินไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ขอความร่วมมือจาก
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ใหส้ ่งบญั ชีแสดงรายการทรัพย์สินและหน้ีสินที่ย่ืนไว้มาให้ตรวจสอบได้ แต่ถ้าเป็นกรณีที่
เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหามิได้เป็นผู้ที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหน้ีสินไว้ต่อคณะกรรมการ
ป.ป.ช. ใหค้ ณะกรรมการ ป.ป.ท. มอี านาจส่ังใหเ้ จ้าหนา้ ทีข่ องรฐั ผู้นัน้ ยนื่ บญั ชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามรายการและภายในเวลาที่
คณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนดได้

ในการไต่สวนตามวรรคหน่ึงหรือในกรณีอ่ืนใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีเหตุอันควรสงสัยว่า
เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหาร่ารวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มข้ึนผิดปกติให้ส่งเรื่องทั้งหมดพร้อมทั้งสานวน
การไต่สวนและเอกสารหลักฐานที่เก่ียวข้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดาเนินการตามอานาจหน้าท่ีต่อไป
ในกรณีเช่นน้ันคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะถือเอาสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ท.
เปน็ สานวนการไต่สวนขอ้ เทจ็ จรงิ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยจะไต่สวนขอ้ เท็จจริงเพ่ิมเติมดว้ ยหรือไม่ก็ได้

ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นมิได้ร่ารวยผิดปกติ
หรอื มิได้มีทรพั ย์สนิ เพ่มิ ขน้ึ ผิดปกติ แต่มีกรณตี อ้ งดาเนินการเกีย่ วกับการทจุ ริตในภาครัฐ คณะกรรมการ ป.ป.ช.
จะส่งเร่ืองคืนให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ดาเนินการตามอานาจหน้าที่ หรือจะไต่สวนและช้ีมูลตามอานาจหน้าที่
ของตนตอ่ ไปกไ็ ด้

มาตรา ๔๙ ในกรณีท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูลนอกจากดาเนินการ
ตามมาตรา ๔๐ หรือมาตรา ๔๕ แล้ว หากปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหาได้อนุมัติ อนุญาต
ออกเอกสารสิทธิ ให้สิทธิประโยชน์หรือการสั่งการใด ๆ แก่บุคคลใดโดยมิชอบ หรืออาจเป็นเหตุให้เสียหาย
แก่ทางราชการ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. แจ้งให้หัวหน้าหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องพิจารณาดาเนินการสั่งยกเลิก
หรือเพิกถอนการอนมุ ตั ิ อนุญาต ออกเอกสารสทิ ธิ ให้สิทธปิ ระโยชน์ หรือการสง่ั การใด ๆ น้ัน ตอ่ ไปดว้ ย

มาตรา ๕๐ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทาการทุจริตในภาครัฐ และคณะกรรมการ
ป.ป.ท. มมี ติรับไว้พิจารณาตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี แม้ภายหลงั เจ้าหนา้ ทข่ี องรัฐผู้น้ันจะพ้นจากการเป็นเจ้าหน้าที่
ของรัฐไปแล้วด้วยเหตุอ่ืนไม่เกินห้าปี นอกจากตาย ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีอานาจดาเนินการต่อไปได้
แต่ต้ องด าเนิ นการให้แล้ วเส ร็จ ภาย ในส องปี นับ แต่วั นท่ีผู้ ถูกก ล่า วหา น้ันพ้ นจ ากการเ ป็นเ จ้า หน้า ท่ีของรั ฐ
หรือวันท่ีมีการกล่าวหาเจ้าหน้าท่ีของรัฐน้ันในกรณีท่ีมีการกล่าวหาเม่ือเจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้นั้นพ้นจากตาแหน่ง
แลว้ แต่กรณี

ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาตามวรรคหน่ึงกระทาการทุจริต
ในภาครัฐ ให้ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาดาเนินการตามอานาจหน้าที่ต่อไปได้
เสมือนว่าผู้น้ันยังเป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐ และในกรณีที่การกระทาความผิดดังกล่าวเป็นความผิดทางอาญาด้วย
ใหค้ ณะกรรมการ ป.ป.ท. ดาเนินการตามมาตรา ๔๕


109

หมวด ๓
สานักงานคณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริตในภาครฐั

มาตรา ๕๑ ให้มีสานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเป็น
ส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมที่ไม่สังกัดสานักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง โดยมีเลขาธิการเป็น
ผู้รับผิดชอบข้ึนตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีหน้าท่ีควบคุมดูแลและรับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสานักงานต่อ
คณะกรรมการ ป.ป.ท. และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและเจ้าหน้าท่ีในสานักงาน โดยมีรองเลขาธิการเป็น
ผชู้ ว่ ยสง่ั และปฏิบตั ริ าชการ1

สานกั งานมอี านาจหนา้ ท่ีดังต่อไปน้ี
(๑) รับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการ ป.ป.ท. รวมตลอดท้ังสนับสนุนและอานวย
ความสะดวกให้การปฏบิ ัติหนา้ ทข่ี องคณะกรรมการ ป.ป.ท. เป็นไปอย่างมีประสิทธภิ าพ
(๒) ประสานงานและให้ความร่วมมือกับส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐอื่นท่ีเกี่ยวข้องกับ
การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจรติ
(๓) ประสานงานและให้ความร่วมมือระหว่างประเทศเก่ียวกับการป้องกันและปราบปราม
การทจุ ริต
(๓/๑)2 ดาเนินการเพ่ือส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวกันเพ่ือมีส่วนร่วมในการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริต รวมตลอดท้ังรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือช้ีเบาะแส รวมทั้งเสริมสร้าง
ทศั นคติและค่านยิ มเกีย่ วกับความซือ่ สตั ย์สจุ ริตทงั้ ในภาครฐั และภาคเอกชน
(๔) รวบรวมและเผยแพร่ขอ้ มูลเกีย่ วกับการทจุ รติ
(๕) จัดให้มีหรือให้ความร่วมมือกับองค์กรอื่นในการศึกษาอบรมและพัฒนาความรู้เก่ียวกับ
การป้องกนั และแก้ไขปัญหาการทจุ ริต
(๖) ปฏิบัติการอื่นตามท่ีกาหนดในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอ่ืน หรือตามท่ี
คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามอานาจหน้าที่ใน (๓) ให้สานักงานหารือและทาความตกลง
รว่ มกันกับสานกั งาน ป.ป.ช.
ในการดาเนินการตาม (๓/๑) ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ได้กาหนดมาตรการและกลไกที่เก่ียวข้องไว้ ให้สานักงานให้ความร่วมมือและดาเนินการให้สอดคล้องกับ
มาตรการและกลไกดังกล่าว3
มาตรา ๕๑/๑4 ให้เลขาธิการเปน็ ข้าราชการพลเรอื นสามัญ ซ่งึ นายกรัฐมนตรีนาความกราบบังคมทูล
เพื่อโปรดเกล้าฯ แตง่ ตงั้ ตามผลการคดั เลือกของคณะกรรมการ ป.ป.ท. โดยความเหน็ ชอบของวุฒสิ ภา

1 แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบัญญตั มิ าตรการของฝ่ายบริหารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจริต (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2559
2 แก้ไขเพิม่ เติมโดยพระราชบัญญตั มิ าตรการของฝ่ายบริหารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริต (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2561
3 แกไ้ ขเพ่มิ เตมิ โดยพระราชบญั ญัตมิ าตรการของฝ่ายบริหารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2561
4 แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ โดยพระราชบญั ญตั มิ าตรการของฝา่ ยบริหารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2559


110

ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. เป็นผู้คัดเลือกบุคคลเพ่ือดารงตาแหน่งเลขาธิการ แล้วเสนอ
นายกรฐั มนตรีดาเนนิ การตอ่ ไป

ในการคัดเลือกตามวรรคสอง ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. หารือกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย
เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนท่ีเก่ียวกับ
การบริหารงานบุคคลของสานักงาน ให้สานักงานมีคณะอนุกรรมการสามัญประจากระทรวง โดยให้ถือว่า
ประธานกรรมการมีฐานะเป็นประธานอนุกรรมการสามัญประจากระทรวง และเลขาธิการมีฐานะเป็น
รองประธานอนกุ รรมการสามัญประจากระทรวง
มาตรา ๕๑/๒1 ในการดาเนนิ การตามมาตรา ๕๑ วรรคสอง (๓/๑) ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท.
แต่งตงั้ คณะกรรมการขนึ้ คณะหนึ่งเพื่อให้คาเสนอแนะ ชว่ ยเหลอื และรว่ มมือกนั ดาเนนิ การกับสานักงาน
คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งให้ประกอบด้วยเลขาธิการเป็นประธานกรรมการ รองเลขาธิการ
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติมอบหมาย ผู้แทนจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตไม่เกินสี่คน และผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกินสามคน เป็นกรรมการ โดยให้เลขาธิการแต่งต้ัง
ข้าราชการในสานักงานเป็นเลขานกุ ารหนึ่งคน และผชู้ ่วยเลขานุการไมเ่ กินสองคน
การแต่งตั้งผู้แทนจากภาคเอกชนและภาคประชาสังคม และผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคสอง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด โดยให้ผู้แทนจากภาคเอกชนและ
ภาคประชาสังคม และผู้ทรงคุณวฒุ ิ มวี าระการดารงตาแหน่งคราวละสามปี
ให้ประธานกรรมการและกรรมการตามวรรคสองได้รับเบ้ียประชุมและประโยชน์ตอบแทน
อยา่ งอืน่ ตามระเบียบทค่ี ณะรฐั มนตรกี าหนด
มาตรา ๕๒2 ให้พนักงาน ป.ป.ท. เจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. และข้าราชการในสานักงานเป็นผู้ดารงตาแหน่ง
ทีม่ เี หตุพิเศษตามกฎหมายวา่ ดว้ ยระเบยี บข้าราชการพลเรือน
ใหพ้ นักงาน ป.ป.ท. และเจา้ หนา้ ที่ ป.ป.ท. ได้รับเงินเพิ่มสาหรบั ตาแหน่งในทานองเดียวกันกับ
ค่าตอบแทนพิเศษประจาตาแหน่งพนักงานไต่สวนและผู้ช่วยพนักงานไต่สวนตามพระราชบัญญั ติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ท้ังน้ี ตามระเบียบที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด
โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลงั
มาตรา ๕๒/๑3 การแต่งตั้งพนักงาน ป.ป.ท. ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้แต่งต้ังจากข้าราชการ
พลเรือนในสังกดั สานักงาน ซง่ึ ดารงตาแหน่งในระดับไม่ต่ากว่าชานาญการหรือเทียบเท่าข้ึนไป และมีคุณสมบัติ
อยา่ งใดอย่างหนึ่งดงั ตอ่ ไปน้ีด้วย
(๑) สาเร็จการศกึ ษาระดบั ปริญญาตรีทางกฎหมายและสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตตามหลักสูตร
ของสานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ในการสอบสวน
ขอ้ เทจ็ จรงิ และวนิ จิ ฉัยคดี หรอื การให้ความเหน็ ทางกฎหมายไม่น้อยกวา่ หกปี

1 แก้ไขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบญั ญัตมิ าตรการของฝ่ายบรหิ ารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2561
2 แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญตั มิ าตรการของฝ่ายบริหารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ ริต (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2559
3 แก้ไขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั มิ าตรการของฝา่ ยบริหารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559


111

(๒) สาเรจ็ การศึกษาระดบั ปรญิ ญาโททางกฎหมายและสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตตามหลักสูตร
ของสานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา และเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ในการสอบสวน
ข้อเทจ็ จรงิ และวินจิ ฉยั คดี หรอื การให้ความเห็นทางกฎหมายไม่น้อยกว่าสี่ปี

(๓) สาเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกทางกฎหมาย และเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์
ในการสอบสวนข้อเท็จจริงและวินิจฉัยคดี หรือการให้ความเห็นทางกฎหมายไม่น้อยกว่าสองปี แต่ถ้าสอบไล่ได้
เป็นเนติบัณฑิตตามหลักสูตรของสานักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภาด้วย ระยะเวลาสองปี
ให้ลดเหลอื หน่ึงปี

(๔) สาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมาย หรือสาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
อย่างน้อยสองสาขา หรือสาเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท และเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ในการ
สอบสวนข้อเทจ็ จรงิ และวินิจฉัยคดี หรือการให้ความเหน็ ทางกฎหมายไม่น้อยกว่าแปดปี

(๕) สาเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาที่ขาดแคลนและจะยังประโยชน์ต่อ
การดาเนินการไต่สวนของสานักงานเป็นอย่างยิ่ง และผ่านการอบรมหลักสูตรการไต่สวน ทั้งนี้ ตามท่ี
คณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด และรับราชการในสานักงานหรือสานักงาน ป.ป.ช. มาแล้วไม่น้อยกว่า
ระยะเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด ซ่ึงต้องไมน่ ้อยกวา่ สี่ปี

มาตรา ๕๓ เพ่อื ประโยชน์ในการปฏบิ ตั ิตามพระราชบญั ญัตนิ ้ี สานักงานอาจจัดให้มีมาตรการ
ค้มุ ครองเบอ้ื งตน้ สาหรับผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย ผู้ทาคาร้อง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ให้ถ้อยคาหรือผู้ท่ีแจ้งเบาะแส
หรือข้อมูลใดเกี่ยวกับการทุจริตในภาครัฐ หรือข้อมูลอ่ืนอันเป็นประโยชน์ต่อการดาเนินการตามพระราชบัญญัติน้ี
ท้งั น้ี ตามระเบียบทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด

มาตรา ๕๔ ในกรณที คี่ ณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นว่าคดีใดสมควรให้จัดให้มีมาตรการคุ้มครอง
ช่วยเหลือแก่บุคคลตามมาตรา ๕๓ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. แจ้งให้หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องเพื่อดาเนินการ
ให้มีมาตรการในการคุ้มครองบุคคลดังกล่าว โดยให้ถือว่าบุคคลดังกล่าวเป็นพยานที่มีสิทธิได้รับความคุ้มครอง
ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญา ท้ังนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. เสนอความเห็นด้วยว่า
สมควรใชม้ าตรการทัว่ ไป หรือมาตรการพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองพยานในคดีอาญาสาหรับบุคคล
ดงั กล่าวดว้ ย

ในกรณเี กดิ ความเสยี หายแก่ชีวติ รา่ งกาย อนามยั ชอ่ื เสียง ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างหน่ึงอย่างใด
ของบุคคลตามวรรคหน่ึง หรือสามี ภริยา ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคล
ดังกล่าว เพราะมีการกระทาผิดอาญาโดยเจตนา เนื่องจากการดาเนินการหรือการให้ถ้อยคา หรือแจ้งเบาะแส
หรือข้อมูลต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. ให้บุคคลน้ันมีสิทธิย่ืนคาร้องต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบเพื่อขอรับ
ค่าตอบแทนเทา่ ทจี่ าเปน็ และสมควรตามกฎหมายว่าดว้ ยการคุ้มครองพยานในคดีอาญาดว้ ย

มาตรา ๕๕ คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจจัดให้มีรางวัลตอบแทนหรือประโยชน์อื่นใดแก่บุคคล
ตามมาตรา ๕๓ ตามระเบียบท่คี ณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด

มาตรา ๕๖ ในกรณีบุคคลตามมาตรา ๕๓ เป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐและคณะกรรมการ ป.ป.ท.
เห็นวา่ การดาเนินการหรือใหถ้ อ้ ยคา หรือแจ้งเบาะแสหรอื ขอ้ มลู ของบุคคลดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริตอย่างยิ่ง และสมควรได้รับการยกย่องให้เป็นแบบอย่างแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐและ


112

ประชาชนโดยทั่วไป คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อการพิจารณาเลื่อนข้ันเงินเดือน และ
ระดับตาแหน่งให้แก่บุคคลนั้นเป็นกรณีพิเศษก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขท่ีคณะกรรมการ
ป.ป.ท. กาหนด โดยความเหน็ ชอบของคณะรฐั มนตรี

มาตรา ๕๗ ในกรณีบุคคลตามมาตรา ๕๓ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเมื่อบุคคลนั้นร้องขอต่อ
คณะกรรมการ ป.ป.ท. ว่าหากยังคงปฏิบัติหน้าท่ีในสังกัดเดิมต่อไป อาจถูกกลั่นแกล้งหรือได้รับการปฏิบัติ
โดยไม่เป็นธรรม อันเนื่องจากการกล่าวหาหรือการให้ถ้อยคาหรือแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลนั้น และคณะกรรมการ
ป.ป.ท. พิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุอันควรเช่ือได้ว่าน่าจะมีเหตุดังกล่าว ให้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพ่ือพิจารณา
สั่งการใหไ้ ดร้ ับความคุ้มครองหรอื มมี าตรการอนื่ ใดตามทเี่ หน็ สมควรตอ่ ไป

มาตรา ๕๘ บุคคลหรือผู้ถูกกล่าวหารายใดซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทาผิดกับเจ้าหน้าที่
ของรัฐซงึ่ เปน็ ผ้ถู กู กล่าวหารายอ่ืน หากไดใ้ ห้ถอ้ ยคาหรือแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลอันเป็นสาระสาคัญในการที่จะใช้
เป็นพยานในการวินิจฉัยช้ีมูลการกระทาผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐรายอ่ืนน้ัน หากคณะกรรมการ ป.ป.ท.
เห็นสมควรจะกันผู้น้ันไว้เป็นพยานโดยไม่ดาเนินคดีก็ได้ ท้ังน้ี ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเง่ือนไขที่
คณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด

เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติให้กันบุคคลไว้เป็นพยานตามวรรคหน่ึงแล้ว ห้ามมิให้ดาเนิน
คดีอาญาหรือดาเนินการทางวินัยกับบุคคลซึ่งถูกกันไว้เป็นพยานน้ัน และบุคคลนั้นอาจได้รับความช่วยเหลือ
ได้ตามสมควรจนคดีถึงที่สุด เว้นแต่บุคคลน้ันฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเง่ือนไขการกันไว้เป็นพยาน
ตามวรรคหนึ่ง1

การคุ้มครองตามวรรคสอง ย่อมได้รับความคุ้มครองทั้งตาแหน่งของพยานที่ดารงตาแหน่งอยู่
และการเลื่อนข้ันเงินเดือนรวมถึงสิทธิประโยชน์อื่นด้วย เว้นแต่บุคคลนั้นไม่สมควรได้รับ การคุ้มครอง
เมื่อคานึงถึงพฤติการณ์และสภาพของการกระทาผิดแล้ว หรือฝ่าฝืนเงื่อนไขการกันไว้เป็นพยาน2

หมวด ๓/๑3
มาตรการปอ้ งกันการทุจริตในภาครฐั

มาตรา ๕๘/๑ ในกรณีดังต่อไปนี้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาดาเนินการตามมาตรา
๑๗ (๒) โดยเร็ว

(๑) เม่ือปรากฏว่ากฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือมาตรการใดล้าสมัย ขาดประสิทธิภาพหรือ
ขาดการบังคับใช้อย่างทั่วถึงเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทาการทุจริตในภาครัฐ หรือเป็นเหตุให้
เจ้าหน้าทขี่ องรฐั ไม่อาจปฏบิ ัติหนา้ ทีใ่ หเ้ กิดผลดตี ่อราชการได้

(๒) เมื่อปรากฏว่าการดาเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐไม่บรรลุผล
เพราะไม่มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรอื ขอ้ บงั คับเกีย่ วกับวนิ ยั หรอื มาตรการทจี่ าเปน็

1 แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบญั ญัตมิ าตรการของฝ่ายบรหิ ารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2561
2 แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบัญญัตมิ าตรการของฝา่ ยบรหิ ารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2561
3 แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ โดยพระราชบญั ญัตมิ าตรการของฝ่ายบรหิ ารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ ริต (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2559


113

มาตรา ๕๘/๒1 เมื่อความปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐใดมีวิธีปฏิบัติหรือการดาเนินงาน
ที่มีลักษณะอย่างหน่ึงอย่างใดดังต่อไปนี้ ให้สานักงานแจ้งให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐทราบเพ่ือดาเนินการ
ปรับปรงุ แกไ้ ขตอ่ ไป

(๑) ไม่เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการอานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของ
ทางราชการ

(๒) เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ใช้บริการหรือประชาชน ท้ังนี้ ตามหลักเกณฑ์และ
วธิ ีการท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด

(๓) เป็นเหตใุ หเ้ กิดความเสียหายแก่ทางราชการอยา่ งร้ายแรง
ในกรณีตาม (๑) หากสานักงานเหน็ วา่ มีเหตุอันสมควร ให้สานักงานแจ้งคณะกรรมการพัฒนา
ระบบราชการทราบ เพื่อดาเนนิ การตามอานาจหนา้ ทตี่ ่อไป
เม่ือได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง หัวหน้าหน่วยงานของรัฐมีหน้าท่ีต้องสั่งการให้มีการตรวจสอบ
และดาเนนิ การ แล้วแจ้งผลการดาเนินการให้สานักงานทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง หากจะต้อง
ดาเนินการปรับปรุงแก้ไขต้องกาหนดระยะเวลาท่ีจะดาเนินการแล้วเสร็จให้สานักงานทราบด้วย ในกรณีที่
หัวหน้าหน่วยงานของรัฐไม่ดาเนินการปรับปรุงแก้ไขภายในกาหนดเวลาดังก ล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควร
ให้สานักงานรายงานคณะกรรมการ ป.ป.ท. เพื่อพิจารณาดาเนินการตามมาตรา ๑๗ (๑) หรือ (๒) ต่อไป ทั้งนี้
หากกรณีใดมีลักษณะส่อไปในทางทุจริตในภาครัฐ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. รายงานให้คณะรัฐมนตรีและ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ เพื่อดาเนนิ การตามอานาจหนา้ ท่ตี ่อไป
มาตรา ๕๘/๓ ในกรณีท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือสานักงานพบว่าการดาเนินโครงการใด
มีการกาหนดวงเงินสูงเกินที่เป็นจริงหรือไม่คุ้มค่า ให้แจ้งให้สานักงานการตรวจเงินแผ่นดินเพ่ือดาเนินการ
ตามอานาจหนา้ ท่ีต่อไป

หมวด ๔
เบด็ เตล็ด

มาตรา ๕๙ ให้สานักงานจัดทาบัญชีเรื่องกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท.
รับไว้พิจารณาและผลการดาเนินการ เพ่ือส่งให้สานักงาน ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทราบ เพ่ือเป็นการประสานงานตามระยะเวลา วิธีการ และ
รายการทต่ี กลงร่วมกนั

มาตรา ๖๐ ในการปฏิบัตหิ น้าท่ตี ามพระราชบญั ญัตินี้ ให้กรรมการ อนุกรรมการ พนักงาน
ป.ป.ท. และเจ้าหนา้ ที่ ป.ป.ท. เปน็ เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

ในการดาเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติน้ี ให้กรรมการ อนุกรรมการ และ
พนักงาน ป.ป.ท. เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจชั้นผู้ใหญ่ และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. เป็นพนักงานฝ่ายปกครอง

1 แก้ไขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบัญญตั มิ าตรการของฝา่ ยบริหารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ (ฉบบั ที่ 3) พ.ศ. 2561


114

หรือตารวจโดยให้มีอานาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนด้วย
เว้นแตอ่ านาจในการจบั และคมุ ขงั ใหแ้ จง้ พนักงานฝา่ ยปกครองหรือตารวจเปน็ ผดู้ าเนนิ การ

มาตรา ๖๑1 ค่าใช้จ่ายในเรื่องดังต่อไปนี้ รวมท้ังวิธีการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบ
สานักนายกรฐั มนตรีโดยได้รับความเหน็ ชอบจากกระทรวงการคลัง

(๑) การไต่สวนขอ้ เท็จจรงิ การแสวงหาข้อมลู และการรวบรวมพยานหลักฐาน
(๒) การมาชว่ ยปฏิบตั ิของหนว่ ยงานของรฐั หรือเจ้าหน้าท่ีของหนว่ ยงานของรัฐตามมาตรา ๑๘ (๔)
(๓) การดาเนินการอื่นใดอันจาเป็นแก่การป้องกันและปราบปรามการทุจริตตาม
พระราชบัญญตั นิ ้ี
มาตรา ๖๑/๑2 ในการดาเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัตินี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือจาเลย
หลบหนีไปในระหว่างถูกดาเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาของศาล มิให้นับระยะเวลาท่ีผู้ถูกกล่าวหาหรือ
จาเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหน่ึงของอายุความ และเมื่อได้มีคาพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจาเลย ถ้าจาเลย
หลบหนีไปในระหว่างต้องคาพิพากษาถึงท่ีสุดให้ลงโทษ มิให้นาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๘
มาใช้บังคับ

หมวด ๕
บทกาหนดโทษ

มาตรา ๖๒ ผู้ใดไม่มาให้ถ้อยคาหรือไม่ส่งเอกสารหรือหลักฐานหรือไม่ดาเนินการใด ๆ
ตามมาตรา ๑๘ (๑) และ (๒) โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน
หน่งึ หมืน่ บาท หรอื ทง้ั จาท้งั ปรบั

มาตรา ๖๓ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคาส่ังของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ท่ีส่ังตามมาตรา ๔๘
ต้องระวางโทษจาคกุ ไมเ่ กนิ หกเดอื น หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ หน่งึ หม่ืนบาท หรอื ท้ังจาทั้งปรบั

มาตรา ๖๔ ผู้ใดเปิดเผยข้อความ ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลท่ีได้มาเนื่องจากการปฏิบัติหน้าท่ี
ตามพระราชบัญญัติน้ี โดยมไิ ดร้ ับมอบหมายจากคณะกรรมการ ป.ป.ท. และมิใช่การกระทาตามหน้าที่ราชการ
หรือเพื่อประโยชน์แก่การตรวจสอบหรือไต่สวนข้อเท็จจริง หรือเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการหรือประโยชน์
สาธารณะ ต้องระวางโทษจาคุกไม่เกินหกเดือน หรอื ปรบั ไมเ่ กนิ หนงึ่ หม่ืนบาท หรือทั้งจาท้งั ปรบั

มาตรา ๖๕ กรรมการ อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ผู้ใดกระทา
การทุจริตในภาครฐั ต้องระวางโทษเปน็ สองเทา่ ของโทษท่ีกาหนดไวส้ าหรบั ความผิดน้นั

1 แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบัญญัตมิ าตรการของฝ่ายบริหารในการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2559
2 แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบญั ญัตมิ าตรการของฝ่ายบรหิ ารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2559


115

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๖๖ ให้ดาเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ
ให้แลว้ เสร็จภายในหกสิบวนั นับแต่วนั ทพี่ ระราชบญั ญตั ิน้ใี ชบ้ งั คับ

มาตรา ๖๗ ให้กระทรวงยุติธรรม สานักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ
สานกั งาน ก.พ.ร. สานกั งาน ก.พ. สานกั งบประมาณและหน่วยงานที่เกีย่ วข้องรว่ มกันจัดทาโครงสร้างสานักงาน
กรอบอัตรากาลังข้าราชการและพนักงานราชการและกาหนดงบประมาณ รวมถึงการดาเนินการอ่ืนใด
อันจาเป็น เพื่อรองรับการดาเนินการตามอานาจหน้าที่ของสานักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ในภาครัฐตามพระราชบัญญัติน้ี ภายในสามสบิ วันนบั แต่วันทีพ่ ระราชบัญญตั นิ ี้ใชบ้ งั คับ

ในระยะเรม่ิ แรก การกาหนดโครงสร้าง อัตรากาลังและงบประมาณตามวรรคหน่ึงต้องรองรับ
การปฏิบัติงานตามอานาจหน้าท่ีของสานักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐในเขตพื้นที่
ตามความจาเปน็ และเหมาะสมดว้ ย

ผรู้ ับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สรุ ยุทธ์ จลุ านนท์
นายกรฐั มนตรี


116

ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ ในภาครฐั
ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวธิ กี ารเกย่ี วกับการไต่สวนข้อเทจ็ จริง พ.ศ. ๒๕๕๔

โดยทีเ่ ปน็ การสมควรกาหนดให้มีหลกั เกณฑ์และวิธีการเกย่ี วกบั การไต่สวนขอ้ เท็จจริง การแจ้ง
ข้อกล่าวหา การจัดทาสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ ป.ป.ท. และการปฏิบัติหน้าที่ของ
คณะอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. เพ่ือให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการของ
ฝา่ ยบรหิ ารในการป้องกันและปราบปรามการทุจรติ

อาศัยอานาจตามความในมาตรา ๔ วรรคสอง มาตรา ๒๓ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๖ และมาตรา ๓๙
แห่งพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็น
กฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเก่ียวกับการจากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซ่ึงตามมาตรา ๒๙ ประกอบกับ
มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๓ มาตรา ๕๖ และมาตรา ๖๒ ของรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทาได้โดยอาศัยอานาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คณะกรรมการ ป.ป.ท.
จงึ ออกระเบยี บไว้ ดงั ตอ่ ไปนี้

ขอ้ ๑ ระเบียบน้ีเรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ
วา่ ดว้ ยหลกั เกณฑแ์ ละวิธกี ารเกย่ี วกับการไต่สวนขอ้ เทจ็ จริง พ.ศ. ๒๕๕๔”

ข้อ ๒ ระเบียบน้ีให้ใช้บังคับต้ังแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ขอ้ ๓ ในระเบยี บนี้
“ประธานกรรมการ” หมายความว่า ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ในภาครัฐ
“คณะอนุกรรมการ” หมายความว่า คณะอนุกรรมการที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. แต่งตั้ง
เพื่อดาเนินการไตส่ วนขอ้ เท็จจริง
“ประธานอนกุ รรมการ” หมายความวา่ ประธานอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการ
“อนุกรรมการ” หมายความว่า อนุกรรมการในคณะอนุกรรมการ และให้หมายความรวมถึง
ประธานอนุกรรมการด้วย
“คากลา่ วหา” หมายความว่า การทผี่ กู้ ล่าวหาไดก้ ลา่ วหาไมว่ า่ ทาเปน็ หนังสอื หรือด้วยวาจาต่อ
คณะกรรมการ ป.ป.ท. พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจา้ หนา้ ท่ี ป.ป.ท. ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทาการทุจริตในภาครัฐ
เพ่อื ให้ดาเนินการตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบรหิ ารในการป้องกนั และปราบปรามการทุจริตตอ่ ไป
“การไต่สวนข้อเท็จจริง” หมายความว่า การแสวงหา รวบรวม และดาเนินการอ่ืนใดเพ่ือให้
ไดม้ าซ่งึ ข้อเทจ็ จริงและพยานหลกั ฐาน ในการท่ีจะทราบรายละเอยี ดและพสิ ูจน์เกีย่ วกับการทุจริตในภาครัฐของ
เจ้าหนา้ ท่ีของรัฐ
“ผกู้ ลา่ วหา” หมายความว่า ผู้ซ่ึงได้รับความเสียหายจากการกระทาการทุจริตในภาครัฐของ
เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือได้พบเห็นการทุจริตในภาครัฐของเจ้าหน้าที่ของรัฐและได้กล่าวหาตามกฎหมายว่าด้วย
มาตรการของฝ่ายบริหารในการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ


117

“ผู้ถกู กลา่ วหา” หมายความว่า ผู้ซึ่งถูกกล่าวหาหรือมีพฤติการณ์ปรากฏแก่คณะกรรมการ ป.ป.ท.
วา่ ได้กระทาการทุจริตในภาครัฐอันเป็นมูลที่จะนาไปสู่การไต่สวนข้อเท็จจริงตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการของ
ฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และให้หมายความรวมถึงตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับส นุน
ในการกระทาดังกลา่ วด้วย

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
ในภาครัฐ

ขอ้ ๔ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. รักษาการตามระเบียบน้ี และให้มีอานาจตีความหรือวินิจฉัย
ปัญหาเก่ียวกับการปฏิบตั ิตามระเบียบนี้

หมวด ๑
บททั่วไป

ข้อ ๕ เม่ือคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติรับเร่ืองกล่าวหาเจ้าหน้าท่ีของรัฐว่ากระทาการทุจริต
ในภาครัฐไว้เพื่อดาเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการของฝ่ายบริหารในการ ป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริตแล้ว ใหด้ าเนินการไต่สวนข้อเทจ็ จรงิ โดยเร็ว

ข้อ 5/11 หา้ มอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. เจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. และบุคคลซ่ึงคณะกรรมการ
ป.ป.ท. แต่งต้ังหรอื มอบหมายใหป้ ฏบิ ตั ิหนา้ ที่อยา่ งใด เปิดเผยข้อมูลซงึ่ มลี กั ษณะดังต่อไปนี้

(๑) ข้อมลู เฉพาะของบคุ คล
(๒) ข้อมูลท่ีเป็นรายละเอียดของพยาน หรือกระทาการใดอันจะทาให้ทราบรายละเอียด
เก่ยี วกับบุคคลดงั กลา่ ว เวน้ แต่เปน็ กรณีทตี่ ้องดาเนินการเพอ่ื ให้เป็นไปตามท่ีระเบยี บนก้ี าหนด
(๓) ข้อมูลรายงานและสานวนการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน
การสอบสวน หรือการไต่สวนข้อเท็จจริง รวมท้ังบรรดาเอกสารท่ีเก่ียวข้องกับการแสวงหาข้อเท็จจริงและ
รวบรวมพยานหลักฐาน การสอบสวน หรือการไตส่ วนข้อเท็จจรงิ
ในกรณีที่มีความจาเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เพ่ือประโยชน์ในการไต่สวนข้อเท็จจริง
ให้ผู้ไต่สวนข้อเท็จจริงหรือผู้ที่มีหน้าที่และอานาจเกี่ยวข้องตามระเบียบนี้ ทาความเห็นเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท.
หรือผู้ที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย เพ่ือพิจารณาและมีมติ เว้นแต่ระเบียบนี้จะได้กาหนดไว้เป็นการ
เฉพาะแลว้

1. แก้ไขเพมิ่ เตมิ โดยขอ้ 3 ของระเบียบคณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริตในภาครัฐว่าดว้ ยหลกั เกณฑ์และวิธีการ
เก่ียวกับการไตส่ วนข้อเท็จจริง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563


118

เพื่อประโยชน์แก่ทางราชการหรือประโยชน์สาธารณะ คณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือผู้ที่
คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย อาจเปิดเผยข้อมูลท่ีได้จากการปฏิบัติหน้าท่ีให้สาธารณชนทราบได้ ทั้งนี้
การเปิดเผยดังกล่าวจะต้องไม่กระทบต่อรูปคดี หรือความปลอดภัยในชีวิตหรือทรัพย์สินของบุคคล
หรอื ความเทีย่ งธรรม

ข้อ ๕/๒1 คากล่าวหา ความเห็น เอกสารหลักฐาน เอกสารที่เกี่ยวข้อง หรือเอกสารที่
กรรมการ ป.ป.ท. อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. และเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. จัดทาขึ้น คณะกรรมการ ป.ป.ท.
อาจมีคาส่ังให้สานักงานดาเนินการ หรือเก็บรักษาในรูปแบบและวิธีการใช้ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทน
การใช้เอกสารก็ได้

ข้อ ๖2 คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจแตง่ ตั้งคณะอนกุ รรมการทาหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริง
แทน โดยให้แต่งต้ังจากบุคคลท่ีมีความซ่ือสัตย์สุจริตและมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติหน้าท่ีไต่สวน
ขอ้ เท็จจรงิ และคานึงถึงความเหมาะสมกับระดับและตาแหน่งของผู้ถูกกลา่ วหาด้วย

คณะอนุกรรมการประกอบด้วยประธานอนุกรรมการ อนุกรรมการ อนุกรรมการและ
เลขานุการ และอาจมีอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการด้วยก็ได้ ท้ังน้ี อนุกรรมการและเลขานุการ และ
อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการดังกลา่ วให้แต่งตง้ั จากพนักงาน ป.ป.ท. หรอื เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.

ในกรณีที่การไต่สวนข้อเท็จจริงเร่ืองใดจาเป็นต้องใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะด้าน
ความชานาญในวิชาการหรือกิจการ หรือมีความจาเป็นอื่น ๆ อันเป็นประโยชน์ในการไต่สวนข้อเท็จจริง
คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจแตง่ ต้ังบุคคลเปน็ ทีป่ รึกษาหรอื ผ้เู ชีย่ วชาญเพอื่ ชว่ ยเหลอื คณะอนุกรรมการด้วยก็ได้

ข้อ ๗3 คาส่ังแต่งต้ังคณะอนุกรรมการ ต้องประกอบด้วย ชื่อของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น
อนุกรรมการ ชื่อและตาแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา และคากล่าวหา ทั้งนี้ ให้มีสาระสาคัญตามแบบท่ี
คณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด

กรณีบุคคลที่ได้รับการแต่งต้ังเป็นอนุกรรมการมีการเปล่ียนแปลงตาแหน่ง หรือพ้นจากการ
เปน็ เจ้าหน้าทขี่ องรัฐ ไมก่ ระทบถึงการท่ไี ด้รบั การแต่งตัง้ ตามวรรคหนงึ่

กรณีพนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ และ
เลขานุการ หรืออนกุ รรมการและผชู้ ว่ ยเลขานกุ าร พ้นจากการเป็นข้าราชการของสานักงาน ป.ป.ท. ให้พนักงาน ป.ป.ท.
หรอื เจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. ผู้น้ันพ้นจากการเปน็ อนกุ รรมการและเลขานุการ หรืออนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
และให้คณะอนุกรรมการท่ีเหลืออยู่เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาว่าเห็นควรแต่งต้ังอนุกรรมการและ
เลขานุการ หรืออนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการใหม่หรือไม่ ถ้ามิได้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าท่ีอันเป็น
สาระสาคัญของคณะอนุกรรมการ คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะไม่แต่งตั้งอนุกรรมการแทนก็ได้ ในกรณีเช่นน้ี
ใหอ้ นกุ รรมการที่เหลืออยู่ปฏบิ ัตหิ น้าท่ีต่อไปได้ และให้ถือวา่ คณะอนุกรรมการประกอบด้วยอนุกรรมการเท่าทมี่ ีอยู่

การปฏิบัตหิ นา้ ทขี่ องคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ใหเ้ ปน็ ไปตามหมวด ๖

1. แกไ้ ขเพิม่ เตมิ โดยข้อ 3 ของระเบยี บฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563
2. แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยขอ้ 4 ของระเบยี บฯ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2563
3. แก้ไขเพ่มิ เตมิ โดยข้อ 4 ของระเบียบฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563


119

ข้อ ๘ คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจมีคาส่ังมอบหมายให้พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่
ป.ป.ท. ดาเนินการแสวงหาข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐานเพ่ือที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือมูลความผิด
เพียงพอท่ีจะสนับสนนุ ข้อกล่าวหาก็ได้ ทงั้ นี้ ใหค้ านงึ ถงึ ความเหมาะสมกบั ระดบั และตาแหน่งของผูถ้ ูกกล่าวหาดว้ ย

การปฏบิ ตั ิหนา้ ทข่ี องพนกั งาน ป.ป.ท. หรอื เจ้าหนา้ ท่ี ป.ป.ท. ตามวรรคหนึ่ง ใหเ้ ป็นไปตามหมวด ๗
ข้อ ๙ การมอบหมายพนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ตามข้อ ๘ ให้เลขาธิการเสนอ
รายชือ่ ตอ่ ประธานกรรมการเพื่อเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีคาสัง่ มอบหมายเป็นลายลักษณอ์ กั ษรตอ่ ไป
การเสนอรายช่อื ตามวรรคหนึ่งใหเ้ สนอพรอ้ มกับรายงานการตรวจสอบเบอ้ื งตน้ ในแต่ละเร่ือง
ข้อ ๑๐1 อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. ที่ได้รับการแต่งตั้งหรือ
มอบหมาย แลว้ แต่กรณี จะตอ้ งไมเ่ ปน็ บคุ คลซ่งึ มเี หตุ ดังตอ่ ไปนี้
(๑) รู้เห็นเหตุการณ์หรือเคยสอบสวนหรือพิจารณาเก่ียวกับเร่ืองที่กล่าวหาในฐานะอื่นที่มิใช่
ในฐานะพนักงาน ป.ป.ท. หรอื เจา้ หน้าท่ี ป.ป.ท. มากอ่ น
(๒) มีสว่ นไดเ้ สียในเรอ่ื งทีก่ ล่าวหา
(๓) มสี าเหตุโกรธเคอื งกบั ผกู้ ล่าวหาหรือผู้ถกู กลา่ วหา
(๔) เป็นผู้กล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวหา หรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพ่ีน้องร่วมบิดา
มารดา หรอื ร่วมบิดาหรอื มารดากบั ผูก้ ลา่ วหาหรือผู้ถูกกล่าวหา
(๕) มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในฐานะญาติ หรือเป็นหุ้นส่วน หรือมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือ
ขัดแยง้ กันทางธุรกิจกบั ผกู้ ล่าวหาหรอื ผถู้ ูกกลา่ วหา
อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ผู้ใดซึ่งมีเหตุตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้นั้น
มีบันทึกแจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือผู้ท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย โดยเสนอผ่านผู้บังคับบัญชา
เหนอื ตนข้นึ ไปโดยเร็ว และระหว่างน้ันห้ามมิให้บุคคลดังกล่าวยุ่งเก่ียวกับการดาเนินการใด ๆ เก่ียวกับเรื่องน้ัน
จนกว่าคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรอื ผู้ท่คี ณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมายจะวินิจฉยั
ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้มีส่วนได้เสียจะคัดค้านอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือ
เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ซึ่งมีเหตุตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคาร้องเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือผู้ที่
คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ปรากฏเหตุดังกล่าวเพ่ือพิจารณาวินิจฉัย
ในระหว่างท่ีรอการวินิจฉัย ให้อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. ซ่ึงถูกคัดค้านระงับ
การปฏิบตั ิหน้าทไี่ ว้พลางก่อนจนกวา่ คณะกรรมการ ป.ป.ท. หรอื ผู้ทีค่ ณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมายจะวนิ จิ ฉัย
คาร้องคัดค้านต้องแสดงข้อเท็จจริงท่ีเป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในคาร้องคัดค้านด้วยว่า
จะทาให้การไต่สวนขอ้ เทจ็ จรงิ ไม่ได้ความจริงและความยตุ ธิ รรมอย่างใด
ในกรณีท่ีมีการปรับเปล่ียนอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. ตามวรรคสาม
ภายหลังท่ีได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ให้แจ้งรายชื่อบุคคลผู้ได้รับแต่งต้ังหรือได้รับมอบหมายที่ปรับเปลี่ยน
ดังกล่าวให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบพรอ้ มทั้งแจ้งสิทธใิ นการคัดคา้ น

1. แก้ไขเพม่ิ เตมิ โดยข้อ 5 ของระเบยี บฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563


120

ข้อ ๑๑ เม่ือได้รับหนังสือคัดค้านแล้ว ให้ผู้รับลงทะเบียนรับไว้เป็นหลักฐานตามระเบียบ
ว่าด้วยงานสารบรรณ และในกรณีที่ผู้มีส่วนได้เสียยื่นหนังสือคัดค้านด้วยตนเอง ให้ผู้รับลงรับและออกใบรับ
ตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณ

ข้อ ๑๒1 เม่ือสานักงานได้รับหนังสือคัดค้านแล้ว ให้แจ้งผู้ถูกคัดค้านทราบทันที และให้เสนอ
คณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาวินิจฉัย ในระหว่างที่รอการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ให้ผู้ถูกคัดค้าน
ระงบั การปฏบิ ัตหิ นา้ ท่ีไว้พลางก่อน

ในระหว่างทีร่ อผลการวินิจฉัย ให้อนุกรรมการท่ีเหลืออยู่ปฏิบัติหน้าท่ีต่อไปได้ หากไม่กระทบ
ต่อการปฏบิ ัติหน้าทข่ี องคณะอนกุ รรมการ

ข้อ ๑๓2 ในการพิจารณาคาร้องคัดค้าน คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจให้โอกาสผู้ถูกคัดค้าน
ชี้แจงข้อเท็จจริงและตอบข้อซักถาม และคณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจตรวจสอบข้อเท็จจริงใน เร่ืองท่ีเก่ียวพัน
กับเรื่องน้นั ๆ ไดต้ ามความเหมาะสม

ข้อ ๑๔3 เมอ่ื คณะกรรมการ ป.ป.ท. ไดพ้ ิจารณาหนงั สอื คดั คา้ นหรอื บนั ทกึ แจ้งเหตทุ ่อี าจถกู คดั คา้ น
แลว้ ใหด้ าเนินการดงั นี้

(๑) มีมตยิ กคารอ้ งคดั ค้าน ในกรณที เ่ี หน็ วา่ คาร้องคดั ค้านมไิ ดเ้ ปน็ ไปตามข้อ ๑๐ วรรคหนึง่ หรือ
(๒) มีมติส่ังให้ผู้ที่ถูกคัดค้านพ้นจากการแต่งต้ังหรือพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องน้ัน ๆ
ในกรณที ี่คาร้องคดั คา้ นนั้นฟงั ขน้ึ หรือเป็นกรณีทีค่ ณะกรรมการ ป.ป.ท. พจิ ารณาแล้วเห็นว่าหากให้ผู้ถูกคัดค้าน
ปฏบิ ตั หิ น้าทตี่ อ่ ไปอาจทาใหเ้ สยี ประโยชนแ์ ห่งความยุติธรรม
ในการแจ้งมติหรือคาส่ังตามวรรคหนึ่ง ให้มีหนังสือแจ้งผู้คัดค้านและผู้ถูกคัดค้านทราบภายใน
เจ็ดวนั นับแตว่ ันทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ท. มมี ติ
ผลการวนิ ิจฉัยคาร้องคดั คา้ นของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามวรรคหน่ึง ให้ถือเป็นทส่ี ดุ
ข้อ ๑๕ ในกรณีทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติให้อนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท.
พ้นจากการเข้าร่วมดาเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง ให้ถือว่าการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ได้ดาเนินการไปแล้วมีผล
สมบรู ณ์
ข้อ ๑๖4 ในกรณีท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติให้อนุกรรมการผู้ใดพ้นจากการเป็นอนุกรรมการ
ถ้ามไิ ด้กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนกุ รรมการ คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะไม่แต่งตั้งอนุกรรมการแทน
ก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้อนุกรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือ ว่าคณะอนุกรรมการ
ประกอบด้วยอนกุ รรมการเท่าทเ่ี หลืออยู่

1. แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยข้อ 6 ของระเบียบ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2563
2. แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ โดยข้อ 6 ของระเบยี บ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563
3. แกไ้ ขเพิม่ เตมิ โดยข้อ 6 ของระเบยี บ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563
4. แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยข้อ 7 ของระเบียบ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2563


121

ความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับกับกรณีที่บุคคลใดซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือมอบหมายขอถอนตัว
หรือลาออกจากการแต่งต้ังหรือมอบหมาย หรือตาย หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าท่ีได้ในระหว่างเป็นอนุกรรมการ
ด้วยโดยอนโุ ลม

ข้อ ๑๗ เม่ือมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการตามข้อ ๖ หรือมีการมอบหมายพนักงาน ป.ป.ท.
หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ตามข้อ ๘ แล้ว ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นว่ามีเหตุอันสมควรหรือจาเป็นท่ีจะต้องเปล่ียน
เพม่ิ หรอื ลดจานวนคณะอนกุ รรมการหรอื พนกั งาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ให้ดาเนินการได้โดยให้แสดง
เหตแุ หง่ การส่ังน้ันไวด้ ว้ ย

ขอ้ ๑๘1 (ยกเลิก)
ข้อ ๑๙ ก่อนท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติเรื่องใด หากคณะอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท.
หรอื เจา้ หน้าที่ ป.ป.ท. เหน็ วา่ ถ้าเจ้าหน้าท่ขี องรัฐผู้ถูกกล่าวหายังอยู่ในตาแหน่งหน้าที่ต่อไปจะเป็นอุปสรรคต่อ
การไต่สวนข้อเทจ็ จรงิ สมควรสงั่ พักราชการ พกั งานหรือใหพ้ น้ จากตาแหน่งหน้าทข่ี องเจา้ หน้าทีข่ องรัฐผู้ถูกกล่าวหานั้น
ไว้ก่อน ให้เสนอเร่ืองต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. เพื่อดาเนินการตามมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการ
ของฝ่ายบริหารในการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริต พ.ศ. ๒๕๕๑
ข้อ ๒๐2 เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เม่ือผู้ถูกกล่าวหา พยานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
มีคาร้องขอขยายระยะเวลา หรือเม่ือคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือผู้ที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มอบหมาย
เหน็ สมควร ใหม้ ีอานาจขยายระยะเวลาตามทกี่ าหนดไว้ในระเบยี บน้ีได้ตามความเหมาะสม
การนับระยะเวลาตามระเบียบนี้ ให้เป็นไปตามท่ีบัญญตั ิไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์
ข้อ ๒๑ เพ่ือประโยชน์แห่งความเป็นธรรม ในกรณีท่ีมิได้มีกฎหมาย หรือระเบียบ
หรือหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนดไว้เป็นประการอ่ืน คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจมอบหมายให้
พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กาหนดไว้ในหมวด ๒ หมวด ๓
และหมวด ๔ กไ็ ด้

หมวด ๒
การแจง้ ข้อกล่าวหาและการช้ีแจงขอ้ กลา่ วหา

ขอ้ ๒๒3 เม่ือปรากฏว่ามีพยานหลกั ฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหา ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท.
มีหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบเพื่อแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยให้จัดส่งหนังสือเรียกทางไปรษณีย์
ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลาเนาหรือท่ีอยู่ของผู้ถูกกล่าวหาท่ีปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมาย
วา่ ด้วยการทะเบียนราษฎร หรอื ที่อยู่ทปี่ รากฏจากการไตส่ วนข้อเท็จจริง ในกรณีท่ีไม่ปรากฏภูมิลาเนาหรือที่อยู่
ของผู้ถูกกล่าวหาตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรปัจจุบัน ก็ให้จัดส่งไปยังท่ีอยู่

1. ยกเลิกโดยขอ้ 8 ของระเบียบฯ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2563
2. แก้ไขเพม่ิ เติมโดยขอ้ 9 ของระเบียบฯ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2563
3. แกไ้ ขเพม่ิ เติมโดยข้อ 10 ของระเบียบฯ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2563


122

ของผู้ถูกกล่าวหาท่ีปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรคร้ังล่าสุด และ
ให้บันทึกการดาเนินการดังกล่าวไว้ให้ปรากฏเป็นหลักฐานด้วย ทั้งนี้ ในการมีหนังสือเรียกดังกล่าว
ให้คานึงถึงระยะเวลาในการเดินทาง เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสมาถึงตามวันเวลาท่ีกาหนด เว้นแต่
ผถู้ ูกกลา่ วหามาปรากฏตวั ต่อหน้าอาจแจ้งข้อกล่าวหาโดยไม่ตอ้ งมหี นังสือเรยี กก็ได้

เม่ือผู้ถูกกล่าวหามาพบ ให้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยจัดทาบันทึกการแจ้ง
ข้อกล่าวหาตามแบบท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด ซ่ึงสรุปสาระสาคัญของข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน
ท่มี รี ายละเอยี ดเพียงพอเทา่ ทจี่ ะทาใหผ้ ู้ถูกกล่าวหาเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี และต้องแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า
ในการช้ีแจงแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิท่ีจะให้ถ้อยคาหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคา ถ้อยคา
ของผู้ถูกกล่าวหาน้ันอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ และมีสิทธิที่จะนาทนายความหรือบุคคล
ซ่ึงผู้ถูกกล่าวหาไว้วางใจไม่เกินสองคนเข้าฟังการให้ถ้อยคาของตนได้ พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบถึงสิทธิ
การคัดค้านตามข้อ ๑๐ วรรคสาม และวรรคสี่ด้วย ท้ังน้ี ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องช้ีแจงแก้ข้อกล่าวหาภายในกาหนด
สบิ หา้ วันนบั แตว่ นั ท่ไี ดร้ บั ทราบข้อกล่าวหา แล้วให้ผู้ถกู กล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้ กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ท.
เห็นว่าเพือ่ ประโยชนแ์ ห่งความยตุ ิธรรมจะขยายระยะเวลาชแี้ จงแกข้ ้อกลา่ วหาออกไปตามท่เี ห็นสมควรก็ได้

การดาเนนิ การตามวรรคสอง ต้องไม่เป็นการเปิดเผยช่ือ ตาแหน่ง ท่ีอยู่ของผู้กล่าวหาหรือพยาน
หรือข้อมูลอื่นใดอันเป็นเหตุให้ทราบถึงตัวผู้กล่าวหาหรือพยาน เว้นแต่มีเหตุจาเป็นเพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจ
ขอ้ กลา่ วหาไดด้ ี

ให้จัดทาบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นสองฉบับเพ่ือเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบสานวน
การไตส่ วนขอ้ เท็จจรงิ หนงึ่ ฉบับ และมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหน่งึ ฉบับ

การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาจะนาพยานหลักฐานมาเอง หรือจะอ้างพยานหลักฐาน
โดยขอใหค้ ณะกรรมการ ป.ป.ท. เรยี กพยานหลักฐานนั้นมากไ็ ด้

ข้อ ๒๓1 ในกรณีผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหา แต่ไม่ยินยอมลงลายมือชื่อรับทราบ
ข้อกล่าวหา ให้จดแจ้งเหตุดังกล่าวไว้ หากเป็นกรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ให้พิมพ์ลายนิ้วมือ
แทน และบันทึกเหตุที่ไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ไว้ด้วย แล้วให้รวมไว้ในสานวนการไต่สวนขอ้ เท็จจริง

หากผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหา ให้ส่งบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาทางไปรษณีย์
ลงทะเบียนตอบรับไปยังภูมิลาเนาหรือที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาท่ีปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมาย
ว่าด้วยการทะเบียนราษฎรหรือที่อยู่ท่ีปรากฏจากการไต่สวนข้อเท็จจริง ในกรณีท่ีไม่ปรากฏภูมิลาเนาหรือที่อยู่
ของผู้ถูกกล่าวหาตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ก็ให้จัดส่งไปยังที่อยู่ของ
ผู้ถูกกล่าวหาท่ีปรากฏตามหลักฐานทางทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรคร้ังล่าสุด การแจ้ง
ในกรณีนี้ให้ทาบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นสองฉบับ เพ่ือเก็บไว้ในสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงหน่ึงฉบับ
สง่ ไปใหผ้ ู้ถูกกลา่ วหาหน่งึ ฉบับ และให้ถือวา่ วันทีร่ ะบใุ นใบตอบรับทางไปรษณีย์เป็นวันท่ไี ดร้ ับแจ้ง หากพ้นกาหนดเวลา
สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งแล้วผู้ถูกกล่าวหาไม่มาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบ
ขอ้ กลา่ วหาและไมป่ ระสงคท์ ่จี ะแก้ข้อกล่าวหา

1. แกไ้ ขเพิม่ เตมิ โดยขอ้ 10 ของระเบียบฯ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2563


123

ถา้ การสง่ บนั ทึกการแจ้งข้อกล่าวหาทางไปรษณีย์ไม่อาจกระทาได้ด้วยเหตุใด ๆ ให้ดาเนินการ
สง่ บนั ทึกการแจ้งข้อกล่าวหาไปยังภูมิลาเนาหรือสานักทาการงานของผู้ถูกกล่าวหาแทน หากพบผู้ถูกกล่าวหา
แตผ่ ถู้ กู กล่าวหาไม่ยอมรับบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหา ให้วางบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาไว้ ณ ท่ีนั้น แล้วบันทึกเหตุไว้
หากไปยังภูมิลาเนาหรือสานักทาการงานของผู้ถูกกล่าวหาแล้วไม่พบผู้ถูกกล่าวหาให้ปิดบันทึกการแจ้ง
ข้อกล่าวหา ณ ภูมิลาเนาหรือสานักทาการงานของผู้ถูกกล่าวหาแทนได้ หากไม่สามารถดาเนินการปิดบันทึก
การแจ้งข้อกล่าวหาโดยวิธีดังกล่าวได้ ให้ปิดบันทึกดังกล่าวนั้นไว้ ณ ภูมิลาเนาที่ปรากฏตามทะเบียนราษฎร
หรือสานักทาการงานสุดท้าย หากโดยสภาพแล้ว ภูมิลาเนาที่ปรากฏตามทะเบียนราษฎรหรือสานักทาการงาน
สุดท้ายไม่สามารถจะปิดบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาได้ ให้ปิดบันทึกนั้นไว้ ณ ท่ีทาการสานักงาน ป.ป.ท. หรือ
สานักงาน ปปท. เขตท่ีรับผิดชอบสานวนคดีน้ัน ทั้งนี้ การวางหรือปิดบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาโดยวิธีข้างต้น
ให้มีพนักงานฝ่ายปกครองหรือตารวจเป็นพยาน และลงบันทึกประจาวันท่ีสถานีตารวจ และให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหา
ไดร้ ับทราบการแจง้ ขอ้ กล่าวหานัน้ เมื่อเลยกาหนดเวลาสิบห้าวนั นบั ต้ังแต่วันท่วี างหรือปิดบนั ทกึ ดังกลา่ ว

ขอ้ ๒๔ เมื่อระยะเวลาท่ีกาหนดให้ผู้ถกู กลา่ วหามาชี้แจงข้อกล่าวหาส้ินสุดลงแล้ว หากผู้ถูกกล่าวหา
มาขอให้ถ้อยคา หรอื ยื่นคาชี้แจงแกข้ ้อกลา่ วหา หรือขอนาสืบพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาก่อนที่คณะกรรมการ ป.ป.ท.
จะมีมติในเรอื่ งท่ีกลา่ วหา โดยแสดงเหตอุ นั สมควร อาจพิจารณาให้โอกาสแกผ่ ู้ถูกกลา่ วหาตามทรี่ ้องขอก็ได้

ข้อ ๒๕1 ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาอาจแก้ข้อกล่าวหาโดยทาเป็นหนังสือหรือ
มาชี้แจงดว้ ยวาจาก็ได้

ในกรณีท่ีผู้ถูกกล่าวหาช้ีแจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจา ให้บันทึกถ้อยคาโดยมีสาระสาคัญ
ตามแบบท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด โดยก่อนเริ่มถามคาให้การ ให้แจ้งสิทธิให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่า
ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธินาทนายความหรือบุคคลซึ่งผู้ถูกกล่าวหาไว้วางใจไม่เกินสองคนเข้าฟังการให้ถ้อยคาของตนได้
และให้นาความในขอ้ ๓๕ มาใชบ้ งั คบั โดยอนโุ ลม

การถามคาให้การผู้ถูกกล่าวหา ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตหรือคดีที่ผู้ถูกกล่าวหามีอายุ
ไม่เกินสิบแปดปีในวันที่แจ้งข้อกล่าวหา ก่อนเร่ิมถามคาให้การ ให้ถามผู้ถูกกล่าวหาว่ามีทนายความหรือไม่
ถา้ ไมม่ ีใหจ้ ดั หาทนายความให้

ในคดีท่ีมีอัตราโทษจาคุก ก่อนเร่ิมถามคาให้การ ให้ถามผู้ถูกกล่าวหาว่ามีทนายความหรือไม่
ถ้าไมม่ แี ละผู้ถกู กลา่ วหาตอ้ งการทนายความ ใหจ้ ัดหาทนายความให้2

ขอ้ ๒๕/๑3 ในกรณีท่ีผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว โดยก่อนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
ผถู้ กู กลา่ วหาอาจยนื่ คารอ้ งขอเป็นหนังสอื พร้อมด้วยเหตุผลต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. เพื่อขอตรวจพยานหลักฐาน
ในสานวนเพือ่ ประกอบการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาได้

1. แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยข้อ 11 ของระเบียบฯ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2563
2. แก้ไขเพิม่ เตมิ โดยขอ้ 3 ของระเบียบฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564
3. แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยขอ้ 12 ของระเบียบฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563


124
เพ่ือประโยชน์แห่งความยุติธรรม คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะอนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหาตรวจ

พยานหลักฐานตามที่ร้องขอก็ได้ เว้นแต่เป็นพยานหลักฐานท่ีมีผลกระทบต่อความปลอดภัยของพยานบุคคล
ผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย ผู้ทาคาร้อง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ให้ถ้อยคา หรือผู้ท่ีแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลใดเกี่ยวกับ
การกระทาผิดตามท่ีกล่าวหา หรือกระทบต่อสาระสาคัญของพยานหลักฐานในคดี ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท.
มีอานาจที่จะปฏิเสธไม่อนญุ าตให้มีการตรวจพยานหลกั ฐานตามทีผ่ ูถ้ ูกกล่าวหาร้องขอท้ังหมดหรือแตบ่ างสว่ นกไ็ ด้

ในกรณีท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. อนุญาตใหผ้ ้ถู ูกกลา่ วหาตรวจพยานหลักฐานได้ตามวรรคสอง
ผู้ถูกกล่าวหาสามารถขอจดบันทึกหรือคัดลอกเอกสารได้ตามสมควรเท่าที่จะไม่กระทบต่อ รูปคดีหรือ
การคุ้มครองบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยผู้ถูกกล่าวหาอาจนาทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจไม่เกินสามคน
เข้าช่วยเหลือในการตรวจพยานหลกั ฐานดว้ ยก็ได้

กรณีตามวรรคหน่ึง หากคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามีเหตุจาเป็นไมส่ ามารถ
เข้าตรวจพยานหลักฐานได้ด้วยตนเอง จะอนุญาตให้บุคคลอื่นที่ได้รับมอบอานาจจากผู้ถูกกล่าวหาเข้าตรวจ
พยานหลักฐานตามทรี่ ้องขอก็ได้

ข้อ ๒๖1 พยานหลักฐานใดที่ผู้ถูกกล่าวหานาส่ง คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะไม่รับด้วยเหตุ
ล่วงเลยเวลาหรือผิดขั้นตอนมิได้ เว้นแต่คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะมีมติช้ีมูลแล้ว หรือคณะกรรมการ ป.ป.ท.
เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาจงใจประวิงเวลา หรือใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จะไม่รับก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสานวน
การไต่สวนขอ้ เท็จจรงิ ดว้ ย

ข้อ ๒๖/๑2 ในกรณีท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นสมควรอาจทาการไต่สวนพยานหลักฐาน
เพ่ิมเตมิ โดยสอบปากคาพยานหรือบุคคลท่ีเก่ียวข้อง หรือมีคาสั่งเรียกเอกสารหรือหลักฐานจากหน่วยงานหรือ
บุคคลใด เพื่อประกอบการพิจารณาในการวินิจฉัยคดีหลังจากที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ
และไดร้ บั ฟงั คาช้แี จงแกข้ ้อกลา่ วหาโดยได้ไต่สวนพยานหลกั ฐานของผูถ้ ูกกล่าวหาแล้วก็ได้

ข้อ ๒๗ นอกจากหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งข้อกล่าวหาหรือการช้ีแจงข้อกล่าวหาที่กาหนดไว้
ในหมวดน้ี การไต่สวนข้อเท็จจริงในเร่ืองกล่าวหาที่มีมูลความผิดทางอาญา ให้แจ้งสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา
เช่นเดยี วกบั การแจง้ สทิ ธขิ องผตู้ อ้ งหาตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาด้วยโดยอนุโลม

1. แก้ไขเพ่มิ เตมิ โดยข้อ 13 ของระเบยี บฯ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2563
2. แก้ไขเพมิ่ เตมิ โดยข้อ 14 ของระเบียบฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563


125

หมวด ๓
การไต่สวนขอ้ เท็จจรงิ

ขอ้ ๒๘ ในการไต่สวนข้อเท็จจริง ห้ามบุคคลที่ไม่มีสว่ นเกี่ยวข้องอยู่ในการไตส่ วนขอ้ เท็จจริง
ข้อ ๒๙ การถอนคากล่าวหา ไม่ตัดอานาจของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ท่ีจะดาเนินการไต่สวน
ข้อเทจ็ จรงิ ตอ่ ไป
ข้อ ๒๙/๑1 ให้นาพยานหลักฐานท่ีได้มาจากการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวม
พยานหลักฐานตามมาตรา ๒๓/๑ วรรคสอง มาใช้เปน็ พยานหลกั ฐานในการไตส่ วนข้อเท็จจริงตามหมวดน้ีด้วย
ข้อ ๓๐ เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจดาเนินการแสวงหา
ข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐานใด ๆ นอกเหนือจากพยานหลักฐานของผู้กล่าวหาและผถู้ ูกกล่าวหาก็ได้
ข้อ ๓๑ ในการไต่สวนข้อเท็จจริง ห้ามกระทาการใด ๆ อันเป็นการล่อลวงหรือขู่เข็ญ
หรือให้สญั ญากับผถู้ ูกกลา่ วหาหรือพยาน เพ่ือจงู ใจให้ผูน้ ้ันให้ถอ้ ยคาใด ๆ ในเรอ่ื งทไี่ ต่สวนข้อเท็จจริง
ข้อ ๓๒ เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานให้ใช้ต้นฉบับ แต่ถ้าไม่อาจนาต้นฉบับมาได้
จะใช้สาเนาท่ีผู้มีหน้าท่ีรบั ผิดชอบรบั รองว่าเป็นสาเนาทีถ่ กู ตอ้ งก็ได้
ถ้าไม่สามารถนาต้นฉบับเอกสารมาได้เพราะสูญหาย หรือน่าเช่ือว่าถูกทาลาย หรือโดยเหตุ
ประการอนื่ จะใชส้ าเนาเอกสารหรอื เรยี กบุคคลท่ีรู้ขอ้ เท็จจริงเกย่ี วกับเอกสารน้ันมาให้ถ้อยคาแทนก็ได้
การนาเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ให้บันทึกไว้
ด้วยวา่ ได้มาอย่างไร จากผู้ใด และเมือ่ ใด
ข้อ ๓๓ ในกรณที ี่มีการเรียกบุคคลใดมาเป็นพยาน ให้บุคคลน้ันมาช้ีแจงหรือให้ถ้อยคาตามวัน
เวลา และสถานที่ทคี่ ณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด
ในกรณีท่ีพยานมาแต่ไม่ให้ถ้อยคา หรือไม่มาให้ถ้อยคา หรือเรียกพยานมาไม่ได้ภายในเวลา
อันสมควร จะไม่สอบปากคาพยานน้นั ก็ได้ แตต่ ้องบนั ทึกเหตนุ นั้ ไว้ในสานวนการไตส่ วนขอ้ เท็จจริงดว้ ย
ข้อ ๓๔ ในการสอบปากคาพยาน ห้ามบุคคลอื่นอยู่ในที่สอบปากคา เว้นแต่บุคคลซึ่งคณะกรรมการ
ป.ป.ท. อนุญาต2
ก่อนเริ่มสอบปากคาพยาน ให้แจ้งให้พยานทราบว่ากรรมการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวล
กฎหมายอาญา และการให้ถอ้ ยคาอนั เป็นเท็จ เปน็ ความผดิ ตามกฎหมาย

1. แก้ไขเพ่ิมเตมิ โดยขอ้ 15 ของระเบยี บฯ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2563
2. แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยข้อ 16 ของระเบียบฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563


126

ข้อ ๓๕ การสอบปากคาพยาน ให้บันทึกถ้อยคาโดยมีสาระสาคัญตามแบบท่ีคณะกรรมการ
ป.ป.ท. กาหนด เมื่อได้บันทึกถ้อยคาเสร็จแล้ว ให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคาฟังหรือจะให้ผู้ให้ถ้อยคาอ่านเองก็ได้
แล้วให้ผู้ให้ถ้อยคาและผู้บันทึกถ้อยคาลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน และให้ผู้ร่วมสอบปากคาทุกคนลงลายมือช่ือ
รับรองไว้ในบันทึกถ้อยคานั้นด้วย ถ้าบันทึกถ้อยคามีหลายหน้า ให้ผู้ร่วมสอบปากคาอย่างน้อยหนึ่งคนและ
ผู้ให้ถ้อยคาลงลายมือชื่อกากับไว้ทุกหน้า หากผู้บันทึกถ้อยคาหรือผู้ร่วมสอบปากคามีเหตุจาเป็นท่ีไม่อาจ
ลงลายมือช่ือได้ ให้บนั ทกึ เหตุแห่งการนน้ั ไวใ้ นบันทกึ ถ้อยคานน้ั ด้วย1

ในบนั ทกึ ถอ้ ยคา หา้ มมิให้ขูดลบหรือบันทึกข้อความทับ ถ้าจะต้องแก้ไขข้อความท่ีได้บันทึกไว้
แล้วให้ใชว้ ธิ ีขีดฆา่ หรอื ตกเติม และให้ผ้ใู หถ้ อ้ ยคาและผู้บันทกึ ถอ้ ยคาลงลายมือชื่อกากบั ไวท้ ุกแห่ง

ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคาไม่ประสงค์ลงลายมือชื่อ ให้บันทึกเหตุแห่งการไม่ลงลายมือช่ือไว้ใน
บนั ทกึ ถอ้ ยคานั้น

ในกรณที ผ่ี ู้ให้ถ้อยคาไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้ลงลายพิมพน์ ิ้วมือแทน
ข้อ ๓๕/๑2 ในการสอบปากคาพยานจะกระทาโดยใช้วิธีการบันทึกลงในวัสดุซ่ึงถ่ายทอด
ออกเปน็ ภาพ หรือเสียง หรือโดยวิธีการอื่นใด ซึ่งพยานนนั้ ได้ตรวจสอบถงึ ความถูกต้องของบันทึกการให้ปากคา
นั้นแล้ว กรรมการ ป.ป.ท. อาจทาสาเนาข้อความดังกล่าวเป็นลายลกั ษณอ์ กั ษรหรือสง่ิ บันทึกอยา่ งอ่นื ก็ได้
ข้อ ๓๖ การสอบปากคาพยานทเ่ี ปน็ เด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมาย
วธิ พี ิจารณาความอาญาโดยอนุโลม
หากพยานเป็นคนหูหนวก หรือเป็นใบ้ หรือทั้งหูหนวกและเป็นใบ้ ให้ปฏิบัติตามประมวล
กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความแพ่งโดยอนโุ ลม
ข้อ ๓๗ การแสวงหาข้อเท็จจริงหรือรวบรวมพยานหลักฐานใด หากจะทาให้การไต่สวน
ข้อเท็จจริงล่าช้าโดยไม่จาเป็น หรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสาคัญ จะงดเสียก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้น
ไว้ในสานวนการไตส่ วนขอ้ เท็จจรงิ ด้วย
ขอ้ ๓๗/๑3 ในกรณีท่ีคณะอนุกรรมการ พนักงาน ป.ป.ท. เห็นว่าพยานหลักฐานใดในสานวน
การไต่สวนข้อเท็จจริงซึ่งต้องอ้างอิงในภายหน้าจะสูญหาย หรือยากแก่การนามาสืบพยานในภายหลัง
ให้คณะอนุกรรมการ หรือพนักงาน ป.ป.ท. ทาความเห็นเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. เพ่ือย่ืนคาร้องต่อศาล
ขอให้มคี าส่งั ให้สืบพยานหลกั ฐานนัน้ ไวท้ นั ทไี ดต้ ามกฎหมายวา่ ดว้ ยวธิ พี ิจารณาคดีทจุ ริตและประพฤตมิ ชิ อบ
ข้อ ๓๘ การไต่สวนข้อเท็จจริงเร่ืองใด หากมีกรณีต้องตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของ
ผถู้ ูกกลา่ วหาซึง่ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหน้ีสินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เม่ือคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นสมควร ใหป้ ระธานกรรมการแจง้ ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอความร่วมมือให้
สง่ บัญชีแสดงรายการทรัพยส์ นิ และหน้สี นิ ที่ผู้ถกู กล่าวหายนื่ ไว้มาใหต้ รวจสอบได้

1. แกไ้ ขเตมิ เพิม่ โดยขอ้ 17 ของระเบียบฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563
2. แก้ไขเพ่มิ เตมิ โดยขอ้ 18 ของระเบียบฯ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2563
3. แก้ไขเพ่มิ เตมิ โดยขอ้ 19 ของระเบียบฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563


127

กรณีตามวรรคหนึ่ง หากผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐท่ีไม่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการ
ทรัพย์สินและหน้ีสินไว้ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีอานาจสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาผู้น้ัน
ย่ืนบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรท่ียังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามรายการและ
แบบที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด ทั้งนี้ ภายในกาหนดเวลาสามสิบวันนบั แตว่ นั ทไี่ ด้รับคาส่งั

ในกรณีท่ีผู้ถูกกล่าวหาแสดงเหตุผลจนเป็นที่พอใจแก่คณะกรรมการ ป.ป.ท. ว่าตนไม่อาจ
แสดงรายการทรัพย์สินและหน้ีสินภายในระยะเวลาที่กาหนดได้ คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจขยายระยะเวลา
แสดงรายการทรพั ย์สินและหน้ีสนิ ออกไปตามที่เห็นสมควรก็ได้

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเม่ือล่วงพ้นกาหนดระยะเวลาตาม
วรรคสอง หากคณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม จะนารายการทรัพย์สิน และ
หนส้ี ินดังกลา่ วมาประกอบสานวนการไต่สวนขอ้ เท็จจริงก็ได้

ข้อ ๓๙ ในการตรวจสอบทรัพย์สินและหน้ีสินตามข้อ ๓๘ หรือในกรณีอ่ืนใดที่มีเหตุอันควร
สงสัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกกล่าวหาร่ารวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพ่ิมข้ึนผิดปกติ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท.
ส่งเรื่องพร้อมสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงและเอกสารหลักฐานท่ีเกี่ยวข้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ดาเนินการตามอานาจหน้าท่ตี ่อไป

หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามิได้ร่ารวยผิดปกติหรือมิได้มี
ทรัพย์สินเพ่ิมข้ึนผิดปกติ แต่มีกรณีที่ต้องดาเนินการเก่ียวกับการทุจริตในภาครัฐและส่งเร่ืองกลับคืนมา
ใหค้ ณะกรรมการ ป.ป.ท. ดาเนินการไตส่ วนข้อเท็จจริงและชีม้ ลู ตามอานาจหนา้ ทตี่ อ่ ไป

ข้อ ๔๐ ในการตรวจสอบทรัพย์สินและหน้ีสินของเจ้าหน้าท่ีของรัฐผู้ถูกกล่าวหา
คณะกรรมการ ป.ป.ท. อาจใหค้ ณะอนุกรรมการท่ไี ต่สวนข้อเท็จจริงในเร่ืองนั้นดาเนินการตรวจสอบหรือแต่งตั้ง
คณะอนุกรรมการชุดใหมท่ าการตรวจสอบก็ได้

หมวด ๔
การจดั ทาสานวนการไตส่ วนขอ้ เทจ็ จริง

ข้อ ๔๑ เม่ือได้ดาเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานท้ังปวงตามท่ีมี
การกล่าวหาและที่ผู้ถูกกล่าวหานามาใช้อ้างหรือชี้แจงข้อกล่าวหาน้ันเพียงพอแล้ว ให้จัดทาสานวนการไต่สวน
ข้อเท็จจริงเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. ตามแบบท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนดโดยเร็ว และอย่างน้อย
ต้องประกอบไปด้วยสาระสาคัญ ดังตอ่ ไปน้ี

(๑) ชอื่ และตาแหนง่ ของผูก้ ลา่ วหาและผถู้ ูกกล่าวหา
(๒) เร่ืองที่ถูกกล่าวหาและอายคุ วามของคดี
(๓) ข้อกล่าวหา คาแก้ข้อกล่าวหา พยานหลักฐานท่ีเกี่ยวข้องกับการกระทาของผู้ถูกกล่าวหา
ที่ได้จากการไตส่ วนข้อเทจ็ จริง และสรปุ ข้อเท็จจริง


128

(๔) เหตผุ ลในการพิจารณาวนิ จิ ฉัยทงั้ ในปัญหาข้อเท็จจรงิ และข้อกฎหมาย
(๕) บทบัญญตั ขิ องกฎหมายที่ยกขน้ึ อ้างอิง
(๖) สรุปความเห็นเกี่ยวกับเร่ืองที่กล่าวหา กรณีมีความเห็นเป็นสองฝ่าย ให้บันทึกความเห็นเสียง
ข้างน้อยพร้อมเหตผุ ลดว้ ย
การจัดทาสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่ง ให้จัดทาสาเนาสานวนการไต่สวน
ข้อเทจ็ จรงิ ไว้ดว้ ยจานวนหน่งึ ชดุ
ขอ้ ๔๒ ให้ผู้รับผิดชอบในการจัดทาสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ
เขา้ ไวเ้ ปน็ สานวนการไตส่ วนขอ้ เทจ็ จริง และให้จดั ทาบญั ชีคมุ เอกสารตามแบบทคี่ ณะกรรมการ ป.ป.ท. กาหนด
ข้อ ๔๓ กรณีมีการสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
อาญา จะถือว่าสานวนการสอบสวนดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วนเป็นสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของ
คณะกรรมการ ป.ป.ท. กไ็ ด้

หมวด ๕
การพิจารณาชีม้ ูล

ขอ้ ๔๔ เมื่อไดร้ บั สานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ให้ประธานกรรมการนาเข้าสู่การประชุม
ของคณะกรรมการ ป.ป.ท. เพ่ือพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับสานวน เว้นแต่มีเหตุจาเป็นให้ขยาย
ระยะเวลาออกไปได้ตามทค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ท. เห็นสมควร

ข้อ ๔๕ เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม คณะกรรมการ ป.ป.ท. จะส่ังให้มีการไต่สวน
ขอ้ เทจ็ จริงเพม่ิ เติมหรอื ตงั้ คณะอนุกรรมการเพอื่ ไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่ก็ได้

ในกรณีท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. สั่งให้มีการไต่สวนข้อเท็จจริงเพ่ิมเติม ให้คณะอนุกรรมการ
ดาเนนิ การใหแ้ ล้วเสรจ็ โดยเรว็ แลว้ รวบรวมพยานหลกั ฐานที่ได้มาและสรุปข้อเท็จจริงเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท.
ในกรณีตั้งคณะอนุกรรมการเพ่ือดาเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่ ให้ดาเนินการตามหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๓
และหมวด ๔ โดยอนโุ ลม

ข้อ ๔๖ เม่ือคณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณาสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ให้มีมติว่า
ข้อกลา่ วหานัน้ มีมูลหรือไม่

ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาน้ันเป็นอันตกไป
และให้แจ้งผู้กล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหา ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งต้ังถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว
ในกรณีท่ีมีการส่ังพักราชการ พักงาน หรือให้พ้นจากตาแหน่งหน้าท่ีของผู้ถูกกล่าวหา ให้แจ้งให้ผู้บังคับบัญชา
หรอื ผ้มู ีอานาจแต่งตงั้ ถอดถอนผูถ้ กู กลา่ วหาทราบภายในเจ็ดวันนบั แต่วันทม่ี ีมติ


129

ในกรณีท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูลและเป็นกรณีมีมูลความผิดทางวินัย
ให้ประธานกรรมการสง่ รายงานและเอกสารท่ีมีอยู่ พร้อมท้ังความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งต้ัง
ถอดถอนผถู้ กู กล่าวหาผู้น้นั เพอื่ ดาเนนิ การต่อไป

ในกรณที ค่ี ณะกรรมการ ป.ป.ท. มมี ติว่าข้อกล่าวหาใดมีมูลและเป็นความผิดทางอาญาให้ส่งเรื่อง
พรอ้ มทัง้ สานวนการไต่สวนข้อเท็จจรงิ รายงาน เอกสาร และความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ท. ให้พนักงานอัยการ
ดาเนนิ คดีต่อไป หากพนกั งานอัยการเห็นว่าสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงท่ีได้รับยังไม่สมบูรณ์พอท่ีจะดาเนินคดีได้
และแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. ทราบเพ่ือไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ในกรณีจาเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ท.
จะรว่ มกบั อัยการสูงสุดตั้งคณะทางานรว่ มกนั เพือ่ ไตส่ วนข้อเทจ็ จรงิ เพ่ิมเตมิ ก็ได้

ในกรณีท่ีพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง แต่คณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติยืนยันให้ฟ้อง ให้ส่งเรื่อง
ใหอ้ ยั การสงู สุดวนิ จิ ฉัย คาวนิ ิจฉัยของอัยการสูงสดุ ถือเปน็ ทสี่ ุด1

ในกรณีท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ท. มีมติตามวรรคสาม หรือวรรคสี่แล้ว หากปรากฏว่า
ผถู้ กู กลา่ วหาได้อนุมัติ อนุญาต ออกเอกสารสิทธิ ให้สิทธิประโยชน์ หรือการสั่งการใด ๆ แก่บุคคลใดโดยมิชอบ
หรืออาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ท. แจ้งให้หัวหน้าหน่วยงาน
ทเี่ ก่ียวข้องพิจารณาส่งั ยกเลกิ หรอื เพกิ ถอนการอนุมัติ อนุญาต ออกเอกสารสิทธิ ให้สิทธิประโยชน์ หรือการสั่งการใด ๆ
น้ันต่อไปด้วย

หมวด ๖
การปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีของคณะอนกุ รรมการ

ขอ้ ๔๗2 (ยกเลกิ )
ขอ้ ๔๘3 (ยกเลิก)
ข้อ ๔๙ ให้ประธานอนุกรรมการจัดให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการเพ่ือดาเนินการไต่สวน
ขอ้ เทจ็ จริงโดยเรว็ ในการประชมุ ครง้ั แรกใหพ้ ิจารณากาหนดแนวทางและระยะเวลาในการไตส่ วนขอ้ เทจ็ จรงิ
ข้อ ๕๐ ในการกาหนดแนวทางและระยะเวลาในการไต่สวนข้อเท็จจริงตามข้อ ๔๙
ใหค้ ณะอนกุ รรมการพิจารณารายงานการตรวจสอบเบื้องต้น คากล่าวหา คาร้องทุกข์ คากล่าวโทษ หรือคาร้องเรียน
รวมทั้งเอกสารหลักฐานต้นเรื่อง ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ท่ีเกี่ยวข้องอ่ืน ๆ เพ่ือให้การไต่สวนข้อเท็จจริง
ดาเนนิ ไปด้วยความรวดเรว็ และเป็นธรรมมากที่สดุ
ข้อ ๕๑ การประชุมคณะอนุกรรมการต้องมีอนุกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าก่ึงหน่ึงของ
จานวนอนุกรรมการทัง้ หมด จึงจะเป็นองค์ประชมุ

1. เพมิ่ เตมิ โดยขอ้ 20 ของระเบียบฯ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2563
2. ยกเลิกโดยขอ้ 3 ของระเบยี บฯ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2563
3. ยกเลิกโดยข้อ 3 ของระเบยี บฯ (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2563


130

ถ้าประธานอนุกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าท่ีได้ ให้ที่ประชุมเลือกอนุกรรมการ
คนหนึง่ เปน็ ประธานในทีป่ ระชมุ

การลงมติของท่ีประชุมคณะอนุกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก อนุกรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหน่ึง
ในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ใหป้ ระธานอนกุ รรมการออกเสียงเพม่ิ ขึ้นอีกเสียงหน่ึงเปน็ เสยี งชี้ขาด

ในกรณีมีการประชุมคณะอนุกรรมการผ่านส่ืออิเล็กทรอนิกส์ ให้ดาเนินการตามกฎหมาย
วา่ ดว้ ยการประชมุ ผา่ นสื่ออิเลก็ ทรอนิกสด์ ้วย1

ข้อ ๕๒ ในการปฏิบัติหน้าท่ีของคณะอนุกรรมการ ให้คณะอนุกรรมการมีอานาจหน้าที่ตามที่
กาหนดไว้ในมาตรา ๑๘ และมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจรติ พ.ศ. ๒๕๕๑

การใช้อานาจตามวรรคหนงึ่ ใหเ้ ป็นไปตามหลกั เกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขวา่ ดว้ ยการนั้น
ข้อ ๕๓ ในระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องใด หากคณะอนุกรรมการเห็นว่า ถ้าผู้ถูกกล่าวหา
ยังอยู่ในตาแหน่งหน้าท่ีต่อไปจะเป็นอุปสรรคต่อการไต่สวนข้อเท็จจริง สมควรส่ังพักราชการ พักงานหรือ
ให้พ้นจากตาแหน่งหน้าท่ีไว้ก่อน ให้คณะอนุกรรมการเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. เพื่อพิจารณา
และใหน้ าขอ้ ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๕๔ เม่ือคณะอนุกรรมการเห็นว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหา
ให้เรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบและแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาท่ีจะชี้แจง
ข้อกล่าวหาและนาสืบแกข้ อ้ กลา่ วหา ทง้ั นี้ การแจง้ ขอ้ กล่าวหาและการชี้แจงข้อกล่าวหา ให้ปฏิบัติตามหมวด ๒
โดยอนุโลม
ขอ้ ๕๕ ให้คณะอนุกรรมการดาเนินการไตส่ วนข้อเทจ็ จริงโดยเร็ว ทงั้ นี้ ให้ปฏิบัติตามหมวด ๓
โดยอนุโลม
ข้อ ๕๖ ในการไตส่ วนขอ้ เท็จจริงคณะอนุกรรมการอาจมอบหมายให้อนุกรรมการอย่างน้อยสองคน
ปฏบิ ตั ิหน้าทตี่ ามที่เห็นสมควรได้
ข้อ ๕๗ เม่ือคณะอนุกรรมการได้ดาเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเสร็จส้ินแล้ว ให้ประชุม
เพื่อพิจารณาพยานหลักฐานและวินิจฉัยในประเด็นข้อเท็จจริงและประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย แล้วมีมติว่า
สมควรดาเนินคดีอาญา หรือคดีวินัย หรือทั้งคดีอาญาและคดีวินัย แก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ พร้อมเหตุผลก่อน
จัดทาสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงเสนอต่อประธานกรรมการเพ่ือนาเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ท. พิจารณา
ตอ่ ไป ทั้งนี้ ในการจดั ทาสานวนการไต่สวนข้อเทจ็ จริงให้ปฏบิ ัติตามหมวด ๔ โดยอนโุ ลม
ข้อ ๕๗/๑2 คณะอนุกรรมการอาจมีมตมิ อบหมายใหพ้ นักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.
ที่ไม่ได้เป็นอนุกรรมการ ดาเนินการส่งหมาย วางหรือปิดบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา ส่ง สานวนการไต่สวน
ขอ้ เท็จจรงิ ให้พนักงานอยั การ หรอื ดาเนนิ การเกี่ยวกับงานธุรการอืน่ ก็ได้

1. แกไ้ ขเพิม่ เตมิ โดยขอ้ 3 ของะระเบียนฯ (ฉบบั ท่ี 5) พ.ศ. 2564
2. แก้ไขเพิม่ เตมิ โดยขอ้ 21 ของระเบียบฯ (ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2563


131

หมวด ๗
การปฏบิ ัติหน้าทีข่ องพนกั งาน ป.ป.ท. หรือเจา้ หน้าท่ี ป.ป.ท.

ข้อ ๕๘1 (ยกเลกิ )
ข้อ ๕๙ ให้พนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. ท่ีได้รับมอบหมาย ดาเนินการแสวงหา
ข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อท่ีจะทราบข้อเท็จจริงหรือมูลความผิดโดยเร็ว ท้ังนี้ ให้ปฏิบัติตามหมวด ๓
โดยอนุโลม
ข้อ ๖๐ ในการแสวงหาข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐาน ให้ผู้ได้รับมอบหมายพิจารณา
รายงานการตรวจสอบเบ้ืองต้น คากล่าวหา คาร้องทุกข์ คากล่าวโทษ หรือคาร้องเรียน รวมทั้งเอกสารหลักฐาน
ตน้ เร่อื ง ข้อเท็จจรงิ และพฤติการณท์ เี่ กยี่ วขอ้ งอ่นื ๆ เพอ่ื กาหนดระยะเวลาและวิธีการในการแสวงหาข้อมูลและ
รวบรวมพยานหลกั ฐานใหด้ าเนินไปด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรมมากทสี่ ุด
ข้อ ๖๑ เมื่อพนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. ท่ีได้รับมอบหมาย ดาเนินการแสวงหา
ข้อมูลและรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จแล้ว ให้รายงานผลการดาเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย พร้อมท้ัง
ความเหน็ เสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. โดยเร็ว เพ่ือพจิ ารณาดาเนินการต่อไป
ข้อ ๖๒ ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงาน ป.ป.ท. หรือเจ้าหน้าท่ี ป.ป.ท. ท่ีได้รับมอบหมาย
ให้มีอานาจหน้าท่ีตามที่กาหนดไว้ในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกัน
และปราบปรามการทุจรติ พ.ศ. ๒๕๕๑
การใชอ้ านาจตามวรรคหนง่ึ ให้เป็นไปตามหลกั เกณฑ์ วธิ ีการ และเงอ่ื นไขวา่ ดว้ ยการนน้ั

ประกาศ ณ วนั ท่ี ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔
โสภณ จันเทรมะ

ประธานกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจรติ ในภาครัฐ

1. ยกเลกิ โดยข้อ 3 ของระเบยี บฯ (ฉบับท่ี 3) พ.ศ. 2563


๑๓๒

คำวินจิ ฉยั ศำลรฐั ธรรมนญู ท่ี 2/2546
การไต่สวนและวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ฐานทุจริตตอ่ หนา้ ทรี่ าชการ เปน็ การไตส่ วนและวนิ ิจฉัยโดยอาศยั อานาจตามทร่ี ัฐธรรมนูญมาตรา ๓๐0 วรรคหนงึ่ (๓)
บัญญัติรับรองไว้ เพื่อดาเนินการต่อไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม
การทุจริต ท้ังนี้ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ ได้บัญญัติกรณีดังกล่าวตามที่รัฐธรรมนูญให้อานาจไว้แล้ว
โดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๑9 (๓) บัญญัติอานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เช่นเดียวกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญสาหรับในส่วนท่ีเก่ียวกับกรณีตามคาร้องนั้น มีการกาหนดขั้นตอน
และรายละเอียดของการไต่สวนและผลของการไต่สวนที่เทียบได้กับการสอบสวน ตามพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ แล้วเช่นกัน แต่กรณีเช่นนี้เป็นคนละกรณีกับ
การดาเนินการทางวินัยตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ โดยมาตรา 9๒ วรรคหนึ่ง บัญญัติให้
ผู้บงั คับบัญชาของผถู้ กู กถา่ วหาพจิ ารณาโทษทางวนิ ยั ตามฐานความผิดท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติโดยไม่ต้อง
แต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก และให้ถือว่ารายงานเอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เป็นสานวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคล
ของผู้ถูกกล่าวหานั้น จึงถือได้ว่า การสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในเรื่องน้ีเสร็จสิ้นแล้ว
เมอ่ื พจิ ารณาหลักการและเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ และพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ แล้ว เห็นได้ว่า มีสาระสาคัญที่แตกต่างกัน กล่าวคือ พระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญฯ ให้อานาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐร่ารวยผิดปกติ
กระทาความผิดฐานทุจรติ ต่อหน้าที่ กระทาความผิดต่อตาแหนง่ หนา้ ที่ราชการ หรือกระทาความผิดต่อตาแหน่ง
หนา้ ที่ในการยุติธรรม ซึง่ เป็นไปตามเจตนารมณข์ องรัฐธรรมนญู ทม่ี งุ่ เน้นการปฏิรูปการเมือง ด้วยการกาหนดให้
คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นกลไกในการตรวจสอบการใช้อานาจรัฐ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทั้งนี้
โดยมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ เป็นกฎหมายเฉพาะที่บัญญัติรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว
ไว้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แต่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ เป็นกฎหมายทั่วไป
ทกี่ าหนดอานาจหน้าท่ีของ ก.พ. เก่ียวกับการบริหารงานบุคคล วินัยและการรักษาวินัย การท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ดาเนินการตามอานาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเป็นหลัก และดาเนินการตามกระบวนการที่บัญญัติ
ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ โดยการไต่สวนและวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดทุจริตต่อหน้าที่
ซ่ึงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ถือได้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดาเนินการตามท่ีรัฐธรรมนูญและ
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ บัญญัติไว้ครบถ้วนแล้ว ดังน้ัน การวินิจฉัยข้อเท็จจริงและการมีมติของ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทาผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าท่ีและประพฤติชั่ว
อย่างร้ายแรง จงึ ต้องฟงั เป็นที่ยุติ
การอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ และการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติ
ระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ มีความแตกต่างกัน กล่าวคือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ ใช้คาว่า
"อุทธรณด์ ลุ พนิ จิ ในการสัง่ ลงโทษ" พระราชบญั ญตั ิระเบยี บข้าราชการพลเรือนฯ ใช้คาว่า "อุทธรณ์คาสั่งลงโทษ"
การใช้สิทธิอุทธรณ์ของผู้ถูกกล่าวหา อันเนื่องมาจากการลงโทษทางวินัยของผู้บังคับบัญชาตามฐานความผิด


๑๓๓

ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ มิใช่ฐานความผิดจากการสอบสวนวินัยโดยผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาเอง
และมิใช่กรณีท่ีผู้ถูกกล่าวหาถูกส่ังลงโทษตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนฯ การอุทธรณ์จึงต้อง
อยู่ในขอบเขตท่พี ระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ บัญญตั ิไว้ โดยมสี ิทธอิ ุทธรณ์ดลุ พนิ ิจในการสั่งลงโทษของ
ผู้บังคับบัญชาเท่านั้น กล่าวคือ อุทธรณ์ได้เฉพาะระดับโทษตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ
องค์กรกลางในการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหา (ก.พ.) และองค์กรท่ีมีอานาจพิจารณาอุทธรณ์ของ
ผู้ถูกกล่าวหาตามข้ันตอนต่อจากกระบวนการท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดาเนินการสมบูรณ์เสร็จส้ินแล้ว
จึงมีอานาจพิจารณาเฉพาะเร่ืองดุลพินิจในการส่ังลงโทษของผู้บัง คับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งตั้งถอดถอน
ตามฐานความผิดเดิมที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเท่านั้น การที่องค์กรท่ีมีอานาจพิจารณาอุทธรณ์ใช้อานาจ
หน้าที่ล่วงล้า หรือกระทบกระเทือนอานาจหน้าท่ีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองว่า เป็นอานาจหน้าที่
ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นการเฉพาะ โดยการวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงใหม่ แล้วเปลี่ยนฐานความผิด
เพื่อกาหนดโทษใหม่ จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน
และปราบปรามการทจุ รติ พ.ศ. ๒๕๔๒

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า อานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
ป.ป.ช. ในการไต่สวนและวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓0๑ วรรคหนึ่ง (๓) เพื่อดาเนินการต่อไปตาม
กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เม่ือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้
ไต่สวนและวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่จึงเป็นอันยุติ ดังน้ัน องค์กรที่มี
อานาจพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่อาจพิจารณาเปล่ียนแปลงฐานความผิดทางวินัยตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.
วินจิ ฉัยยุตแิ ลว้ ให้เปน็ ประการอืน่ ได้อกี

คำวินิจฉยั ศำลรฐั ธรรมนญู ที่ 21/2556 เรื่องพิจำรณำท่ี 20/2556
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๙2 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติเก่ียวกับการดาเนินการทางวินัยโดยใช้บังคับกับผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็น
ข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ข้าราชการตุลาการศาลปกครอง หรือข้าราชการอัยการ โดยหลักเกณฑ์
การพจิ ารณาโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐกลุ่มนี้แม้จะมีความแตกต่างจากเจ้าหน้าท่ีของรัฐตามมาตรา ๙๒
วรรคหนึง่ แตก่ ็เป็นบทบญั ญัตทิ ีม่ ีเจตนารมณ์เพ่ือให้การดาเนินการทางวินัยซ่ึงเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงาน
บุคคลของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ข้าราชการตุลาการศาลปกครอง และข้าราชการอัยการ ท่ีมีความ
เป็นอิสระตามลักษณะของภารกิจซึ่งมีความจาเป็นและเพื่อให้เกิดความเหมาะสม กล่าวคือ เพื่อให้ข้าราชการ
ตุลาการศาลยุติธรรมและข้าราชการตุลาการศาลปกครอง สามารถพิจารณาพิพากษาอรรถคดีอย่างมีอิสระ
เป็นไปโดยถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๑๙๗ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒0 และมาตรา ๒๒๔ ที่ได้บัญญัติให้การลงโทษ
ผู้พิพากษาในศาลยุติธรรมและตุลาการในศาลปกครองต้องได้รับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการ
ศาลยุติธรรมและคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง แล้วแต่กรณี อันเป็นการรับรองหลักประกันความเป็น
อิสระของผู้พิพากษาและตุลาการไว้ และเพ่ือให้ข้าราชการอัยการมีอิสระในการพิจารณาส่ังคดี และการปฏิบัติ
หน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ ซ่ึงการรับรองความเป็นอิสระ


๑๓๔

ขององค์กรอัยการให้ปราศจากการแทรกแซงจากการใช้อานาจขององค์กรอื่นก็เพ่ือให้ข้าราชการอัยการ
ปฏบิ ตั หิ นา้ ท่ีอยา่ งเปน็ อิสระ เพ่ือใหเ้ กดิ ความยุตธิ รรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
อีกทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา ๙๗ ได้บัญญัติความเป็นอิสระในการพิจารณาดาเนินคดีอาญาระหว่างอัยการสูงสุดกับคณะกรรมการ
ป.ป.ช. ไว้ในกรณที ขี่ ้อกลา่ วหาใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าเป็นความผิดทางอาญา ให้ประธานกรรมการ
ส่งรายงาน เอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพ่ือดาเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอานาจพิจาร ณา
พิพากษาคดี โดยให้ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสานวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา ซ่ึงหากอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่ารายงาน เอกสาร และความเห็น
ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งให้ยังไม่สมบูรณ์พอท่ีจะดาเนินคดีได้ ให้อัยการสูงสุดแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ทราบเพื่อดาเนินการต่อไป โดยให้ระบุข้อท่ีไม่สมบูรณ์น้ันให้ครบถ้วนไปในคราวเดียวกัน ในกรณีน้ี
ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดตั้งคณะทางานข้ึนโดยมีผู้แทนแต่ละฝ่ายจานวนฝ่ายละเท่ากัน
เพื่อดาเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์แล้วส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อไป ในกรณีคณะทางาน
ดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับการดาเนินการฟ้องคดีได้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอานาจฟ้องคดีเองหรือ
แต่งต้ังทนายความให้ฟ้องคดีแทน ด้วยเหตุนี้การดาเนินการทางวินัยกับข้าราชการอัยการตามมาตรา ๙๒ วรรคสอง
หากบัญญัติให้ถือว่ารายงาน เอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสานวนการสอบสวน
ทางวินัยของข้าราชการอัยการ ย่อมอาจทาให้การใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการในการสั่งคดีอาญาดังกล่าว
ขาดความเป็นอิสระ โดยเฉพาะการพิจารณาข้อกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีความผิดทางอาญา
ตามพระราชบัญญัติประกอบรฐั ธรรมนูญว่าด้วยการป้องกนั และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙๗
และอาจทาให้การตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานอัยการและคณะกรรมการ ป.ป.ช. สูญเสียไปด้วย
ดังนั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙2
วรรคสอง จึงเป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อให้การดาเนินการทางวินัยซึ่งเป็นส่วนหน่ึงของการบริหาร
งานบุคคลของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ข้าราชการตุลาการศาลปกครอง และข้าราชการอัยการ
มีความเป็นอิสระตามลักษณะของภารกิจดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซ่ึงไม่มีลักษณะขัดต่อหลักความเสมอภาค
หรอื เปน็ การเลอื กปฏิบตั โิ ดยไมเ่ ป็นธรรมต่อบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓0 แต่อย่างใด

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙๒ วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐

คำสั่งศำลรฐั ธรรมนูญท่ี 51/2561 เรื่องพิจำรณำท่ี 4/2560
ผู้ร้อง (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๒๑0 วรรคหนึ่ง (๑) ว่าพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒
มาตรา 9 เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองท่ีกระทบถึงหน้าท่ีและอานาจของผู้ร้องในการไต่สวน
ความผิดเจ้าหน้าท่ีของรัฐตามรัฐธรรมนูญและเป็นการใช้อานาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
มาตรา ๑97 วรรคสาม หรือไม่ ปัญหาเก่ียวกับหน้าท่ีและอานาจของผู้ร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑0
วรรคหนึ่ง (๒) ว่าการวินิจฉัยช้ีมูลความผิดเจ้าหน้าท่ีของรัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๔ วรรคหนึ่ง (๒)


๑๓๕

เป็นการวินิจฉัยช้ีขาดซ่ึงเป็นการใช้อานาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญของผู้ร้อง หรือไม่ และผู้ร้องมีหน้าที่และ
อานาจที่จะวนิ จิ ฉยั ชี้มูลความผดิ ทางวนิ ยั เจ้าหน้าท่ขี องรัฐไดท้ กุ ฐานความผดิ ทเ่ี กี่ยวข้อง หรือไม่

ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ขึ้นใช้บังคับ โดยมาตรา 91 บัญญัติว่า
"เม่อื คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแลว้ มีมตวิ ินจิ ฉยั วา่ เจ้าหน้าท่ขี องรัฐกระทาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือ
กระทาความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ีราชการ หรือความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือความผิด
ที่เกี่ยวข้องกัน ให้ดาเนินการดังต่อไปนี้ (๑) ถ้ามีมูลความผิดทางอาญาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งรายงาน
สานวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สาเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคาวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดภายในสามสิบวัน
เพ่ือใหอ้ ัยการสูงสดุ ยน่ื ฟอ้ งคดีตอ่ ไป (๒) ถา้ มีมลู ความผิดทางวินัย ใหค้ ณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งรายงาน สานวน
การไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคาวินิฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งตั้งถอดถอนภายในสามสิบวัน
เพ่ือให้ดาเนินการทางวินัยต่อไป" และมาตรา 101 วรรคหน่ึง บัญญัติว่า "ผู้ซ่ึงถูกลงโทษตามมาตรา 98
ที่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ถูกลงโทษโดยไม่ต้อง
อทุ ธรณต์ ามกฎหมาย ระเบยี บ หรือข้อบงั คับวา่ ด้วยการบริหารงานบคุ คลของผถู้ ูกลงโทษน้ัน หรือจะดาเนินการ
อุทธรณ์ดุลพินิจในการกาหนดโทษของผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วย
การบริหารงานบุคคลของผู้ถูกลงโทษนั้นก่อนก็ได้" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ถูกลงโทษนาคดี
ไปฟ้องต่อศาลปกครองโดยมิไดฟ้ ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ศาลปกครองแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ
และให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีสิทธิขอเข้ามาเป็นคู่กรณีในคดีด้วยได้" จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว
กรณีจึงมีความชัดเจนในประเด็นที่ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหน้าท่ีและอานาจของ คณะกรรมการ
ป.ป.ช. แล้ว จึงไม่มีเหตุท่ีจะต้องวินิจฉัยคดีน้ีอีกต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
วิธีพจิ ารณาของศาลรฐั ธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๕๑

อาศัยเหตุผลดังกลา่ วข้างต้น จงึ มคี าส่ังให้จาหน่ายคดี

คำสง่ั ศำลรัฐธรรมนญู ท่ี 41/2563 เร่อื งพจิ ำรณำที่ 9/2563
ผู้ร้อง (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) จะใช้หน้าที่และอานาจในการไต่สวนและวินิจฉัยชี้มูลความผิด
ที่เกี่ยวข้องกันตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้จะต้องเป็นกรณีท่ีเจ้าหน้าท่ีของรัฐ
กระทาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ี หรือกระทาความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ี
ในการยุติธรรม อันเป็นความผิดมูลฐานตามที่รัฐธรรมนูญกาหนดไว้เสียก่อน หากมีความผิดที่เก่ียวข้องอื่นกับ
ความผิดมูลฐานดังกล่าวผู้ร้องจึงจะมีหน้าท่ีและอานาจชี้มูลความผิดทางวินัยอันเป็นความผิดที่เก่ียวข้องกันได้
นอกจากนี้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑
บัญญัติชัดเจนในบทเฉพาะกาล มาตรา ๑๙๒ วรรคหนึ่ง ว่า ในการดาเนินการตรวจรับคากล่าวหา แสวงหาข้อเท็จจริง
และรวบรวมพยานหลักฐาน ไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัย และการดาเนินการให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน
เพราะร่ารวยผิดปกติหรอื มที รัพยส์ ินเพม่ิ ขึ้นผิดปกติ บรรดาท่ีดาเนินการไปโดยชอบอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพ่ิมเติม ในวันก่อน
วันท่ีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ ให้เป็นอันใช้ได้ และให้ดาเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติ


๑๓๖

ประกอบรัฐธรรมนูญว่าดว้ ยการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพิ่มเติม .... เว้นแต่
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจะมีมติให้ดาเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญน้ี และวรรคสี่ บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาและพิพากษาของศาลสาหรับคดี
ที่ย่ืนฟ้องหรือย่ืนคาร้องต่อศาลไว้แล้วก่อนวันท่ีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญน้ีใช้บังคับ ให้ถือว่า
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ และที่แก้ไขเพ่ิมเติม
ยังมีผลใช้บังคับอยู่จนกว่าคดีจะถึงท่ีสุด ดังน้ัน หากเจ้าหน้าท่ีของรัฐกระทาการใดที่รัฐธรรมนูญและกฎหมาย
กาหนดให้เป็นความผิดและผู้ร้องดาเนินการไปโดยชอบอยู่แล้วตามกฎหมายก่อนที่พระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ใช้บังคับ ให้ผู้ร้องดาเนินการต่อไป
เว้นแต่ผู้ร้องจะมีมติให้ดาเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม
การทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ ประกอบกับประเด็นปัญหาท่ีผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาดังกล่าวมีประเด็น
ปัญหาเป็นประเด็นเดียวกันกับประเด็นท่ีศาลรัฐธรรมนูญเคยพิจารณาวินิจฉัยแล้วในคาส่ังศาลรัฐธรรมนูญ
ที่ ๕๑/๒๕๖๑ ซึ่งวินิจฉัยไว้ว่า "พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม
การทจุ รติ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๙1 บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนแล้วมีมติวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่
ของรัฐกระทาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ี หรือกระทาความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิด
ต่อตาแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรมหรือความผิดท่ีเก่ียวข้องกัน ให้ดาเนินการดังต่อไปน้ี (๑) ถ้ามีมูลความผิด
ทางอาญา ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งรายงาน สานวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สาเนาอิเล็กทรอนิกส์
และคาวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดภายในสามสิบวัน เพื่อให้อัยการสูงสุดย่ืนฟ้องคดีต่อไป (๒) ถ้ามีมูลความผิด
ทางวินัย ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งรายงาน สานวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคาวินิจฉัย
ไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งตั้งถอดถอนภายในสามสิบวัน เพื่อให้ดาเนินการทางวินัยต่อไป และ
มาตรา ๑0๑ วรรคหน่ึง บัญญัติว่า ผู้ซึ่งถูกลงโทษตามมาตรา ๙๘ ท่ีมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง จะฟ้องคดี
ต่อศาลปกครองภายในเก้าสิบวันนับแต่วันท่ีถูกลงโทษโดยไม่ต้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ
ว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกลงโทษนั้น หรือจะดาเนินการอุทธรณ์ดุลพินิจในการกาหนดโทษ
ของผบู้ งั คบั บัญชาตามกฎหมาย ระเบียบ หรอื ขอ้ บงั คบั วา่ ดว้ ยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกลงโทษน้ันก่อนก็ได้
และวรรคสอง บญั ญตั ิว่า ในกรณีท่ีผู้ถูกลงโทษนาคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองโดยมิได้ฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ให้ศาลปกครองแจ้งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ และให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีสิทธิขอเข้ามาเป็นคู่กรณี
ในคดดี ว้ ยได้ จากบทบัญญัตแิ หง่ กฎหมายดงั กลา่ วกรณีจงึ มีความชัดเจนในประเด็นท่ผี ู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ
พิจารณาแล้ว" กรณีของผู้ร้องในคาร้องนี้จึงไม่มีปัญหาเก่ียวกับหน้าท่ีและอานาจของผู้ร้องที่จะขอให้
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑0 วรรคหน่ึง (๒) ประกอบพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนญู วา่ ด้วยวิธีพจิ ารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗ (๒) และมาตรา ๔๔ ไดอ้ กี

อาศัยเหตผุ ลดังกลา่ วขา้ งต้น จงึ มีคาสัง่ ไม่รับคาร้องไวพ้ ิจารณาวินิจฉัย


๑๓๗

คำวนิ ิจฉยั ศำลรฐั ธรรมนูญที่ 23/2564 เรื่องพิจำรณำที่ 5/2564
การแสวงหาข้อเท็จจริงในระบบไต่สวน ศาลมีบทบาทสาคัญในการพิจารณาพิพากษาคดี
โดยสามารถแสวงหาข้อเท็จจริงได้เอง ไม่ถูกจากัดการรับฟังพยานหลักฐานเพียงท่ีคู่ความนามาแสดงต่อศาล
บทบัญญัติแห่งวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกาหนดให้ศาลนารายงานและสานวนการสอบสวนหรือ
สานวนการไต่สวนขอ้ เท็จจรงิ ของโจทกม์ าเป็นหลัก นัน้ ศาลเพียงนาเค้าโครงเร่ืองท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือ
พนักงานอัยการเรียบเรียงในชั้นไต่สวนหรือสอบสวนมาพิจารณาว่าพยานหลักฐ านที่คู่ความทั้งสองฝ่ายเสนอ
มีน้าหนักน่าเช่ือถือตามท่ีฝ่ายโจทก์กล่าวอ้างและฝ่ายจาเลยคัดค้านโต้แย้งหรือไม่ โดยไต่สวนตามสานวน
การสอบสวนหรือคาฟ้องของโจทก์ เนื่องจากเอกสารดังกล่าวผ่านกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริงมาแล้ว
ช้นั หนึง่ จึงมปี ระโยชน์ตอ่ ศาลในการพจิ ารณาคดี แตม่ ไิ ด้เปน็ การผกู มดั ศาลให้ถือข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน
ตามเอกสารเหล่าน้ัน ท้ังน้ี ศาลมีอานาจไต่สวนข้อเท็จจริงจากพยานบุคคล พยานเอกสาร พยานวัตถุ หรือ
พยานอ่ืนใดจากจาเลยหรือหน่วยงานหรือบุคคลใดท่ีเกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามที่ศาลเห็นสมควร ซึ่งเป็นไป
ตามหลักการของระบบไต่สวนที่ศาลมีบทบาทและหน้าท่ีเรียกพยานหลักฐานใด ๆ ที่เก่ียวข้องเพ่ือค้นหา
ความจริง และให้โอกาสจาเลยมีสิทธิในการต่อสู้คดี เสนอพยานหลักฐาน รวมท้ังโต้แย้งและหักล้าง
พยานหลักฐานของคู่ความอีกฝ่ายหน่ึงอย่างเต็มที่ในคดีอาญาที่ศาลดาเนินการพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวน
ไม่อาจจะละเลยสิทธิพ้ืนฐานของจาเลยได้ การนาสานวนคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาเป็นหลักมิได้เป็นการสันนิษฐาน
ไว้ก่อนว่าจาเลยกระทาความผิด ไม่ได้เป็นบทบังคับให้ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นที่ยุติ
ตามรายงานและสานวนการสอบสวนหรอื สานวนการไต่สวนข้อเทจ็ จริงของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่ฝ่ายเดียว
ดงั น้นั พระราชบัญญตั ิวิธพี จิ ารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๙ มาตรา ๒๒ ไม่ได้เป็นบทสันนิษฐาน
ว่าจาเลยกระทาความผิด ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม และไม่กระทบต่อศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ขัดหรือแย้ง
ตอ่ รัฐธรรมนญู มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๙ วรรคสอง
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและ
ประพฤติมิชอบ พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๒๑ วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕ วรรคสาม
มาตรา ๒๖ วรรคหนึ่ง และมาตรา ๒๙ วรรคส่ี และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
พ.ศ. ๒๕๕9 มาตรา ๒๒ ไมข่ ัดหรอื แยง้ ต่อรฐั ธรรมนญู มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๒๙ วรรคสอง


๑๓๘

คำสงั่ ศำลปกครองสงู สุดท่ี คบ. 257/2563
มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติว่า
“การพิจารณาทางปกครอง” หมายความว่า การเตรียมการและการดาเนินการของเจ้าหน้าท่ีเพ่ือจัดให้มีคาส่ัง
ทางปกครอง คดีน้ีเมื่อนายกเทศมนตรีเมืองวิเชียรบุรีได้มีหนังสือ ลับ ที่ พช 52201/5 ลงวันที่ 3 กรกฎาคม
2562 ถึงผถู้ ูกฟอ้ งคดี (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เพ่อื ขอให้พิจารณาทบทวนมตชิ ้ีมลู ความผิดทางวินัยแก่ผู้ฟ้องคดี
เน่ืองจากเทศบาลเมืองวิเชียรบุรีได้ให้โอกาสผู้ฟ้องคดีได้แสดงพยานหลักฐานใหม่เพื่อเสนอต่อผู้ถูกฟ้องคดี
พจิ ารณาทบทวน จึงเป็นกรณีท่ีผู้ถูกฟ้องคดีต้องพิจารณาทบทวนพยานหลักฐานที่เทศบาลเมืองวิเชียรบุรีเสนอ
มาว่าพยานหลักฐานดังกล่าวมีน้าหนักเพียงพอที่จะหักล้างคาวินิจฉัยตามมติเดิมของผู้ถูกฟ้องคดีได้หรือไม่
มติดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้ันตอนการพิจารณาทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ. 2539

คำส่งั ศำลปกครองสูงสดุ ท่ี คบ. 68/2564
มาตรา ๑0๑ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๖๑ บัญญัติว่า ผู้ซึ่งถูกลงโทษตามมาตรา ๙๘ ที่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
จะฟอ้ งคดตี อ่ ศาลปกครองภายในเกา้ สิบวันนบั แต่วนั ทถ่ี กู ลงโทษโดยไม่ต้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ระเบียบ หรือ
ขอ้ บงั คบั วา่ ด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกลงโทษน้ัน หรือจะดาเนินการอุทธรณ์ดุลพินิจในการกาหนดโทษ
ของผบู้ งั คับบัญชาตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบงั คบั วา่ ด้วยการบริหารงานบคุ คลของผู้ถูกลงโทษนั้นก่อนก็ได้
เมื่อปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีเลือกใช้สิทธิโดยการอุทธรณ์ดุลพินิจในการกาหนดโทษของผู้ถูก ฟ้องคดีท่ี ๑
(นายกองคก์ ารบริหารส่วนตาบลวังจันทร์) ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ (คณะกรรมการพนักงานส่วนตาบลจังหวัดตาก)
ก่อนนาคดีมาฟ้องต่อศาลแล้ว จึงต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการพิจารณาอุทธรณ์ท่ีกาหนดไว้โดยเฉพาะ
ตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตาบลจังหวัดตาก เรื่อง หลักเกณฑ์และเง่ือนไขเกี่ยวกับสิทธิ
การอุทธรณ์ การพิจารณาอุทธรณ์และการร้องทุกข์ พ.ศ. ๒5๕๘ ให้ครบขั้นตอนก่อน โดยข้อ ๑0 กาหนดให้
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันท่ีเลขานุการคณะกรรมการ
พนักงานสว่ นตาบลไดร้ ับหนังสืออุทธรณ์และเอกสารหลักฐาน เมื่อพิจารณาอุทธรณ์แล้วเสร็จภายในระยะเวลา
ดังกล่าวผ้ฟู ้องคดจี งึ จะสามารถใช้สทิ ธฟิ ้องคดตี ่อศาลปกครองไดภ้ ายในเก้าสบิ วันนบั แต่วันทไ่ี ด้รับแจ้งคาวินิจฉัย
อทุ ธรณ์ หรือนับแต่วันท่ีครบกาหนดระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์แล้วไม่ได้รับแจ้งคาวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามมาตรา ๔๙
แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒5๔๒ และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า
ผถู้ ูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้รับหนังสืออทุ ธรณ์เม่ือวนั ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๓ ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๒ จะต้องพิจารณาอุทธรณ์
ให้แลว้ เสรจ็ ภายในวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ การที่ผฟู้ ้องคดีย่ืนฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้นทางไปรษณีย์
ลงทะเบียนเมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๓ โดยไม่รอคาวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ หรือรอให้ครบ
กาหนดระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นกรณีมิได้ดาเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหาย
ตามที่กฎหมายกาหนดไว้โดยเฉพาะก่อนนาคดีมาฟ้องต่อศาล ผู้ฟ้องคดีจึงไม่สามารถใช้สิทธิยื่นฟ้องคดีนี้ต่อ
ศาลปกครอง ตามมาตรา ๔2 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. ๒๕๔๒ ศาลปกครองจึงไม่มอี านาจรับคาฟอ้ งคดีนีไ้ ว้พจิ ารณาพิพากษา


๑๓๙

คำพพิ ำกษำศำลปกครองสูงสุด คดหี มำยเลขแดงที่ ฟ. 30/2557
การท่ศี าลรฐั ธรรมนญู ไดม้ คี าวินจิ ฉยั ที่ 2/2546 ลงวนั ที่ 6 กมุ ภาพันธ์ 2546 ว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดี
ที่ 2 (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ได้ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐกระทาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ี
จึงเป็นอันยุติ องค์กรท่ีมีอานาจพิจารณาอุทธรณ์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงฐานความผิดทางวินัยตามท่ีผู้ถูกฟ้องคดี
ท่ี 2 วนิ จิ ฉัยและยุติแล้วใหเ้ ปน็ ประการอืน่ ได้อีก นนั้ เหน็ วา่ คาวินิจฉัยของผถู้ กู ฟอ้ งคดที ี่ 2 ดังกล่าวมีผลผูกพัน
องค์กรท่ีมีอานาจพิจารณาอุทธรณ์ท่ีไม่อาจเปล่ียนแปลงฐานความผิดตามที่ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 2 วินิจฉัยแล้ว
ให้เป็นประการอ่ืนได้อีก เป็นการวินิจฉัยปัญหาระหว่างอานาจของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 2 กับผู้มีอานาจพิจารณาอุทธรณ์
การลงโทษทางวินัยในคดีนี้ คือ ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 1 (คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม) แต่ไม่มีผลผูกพันศาล
ซ่ึงเป็นองค์กรที่ใช้อานาจตุลาการ ที่มีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีและสามารถตรวจสอบและ
แสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม ในการนี้ศาลปกครองจะรับฟังพยานบุ คคล พยานเอกสาร
พยานผู้เช่ียวชาญ หรือพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากพยานหลักฐานของคู่กรณีได้ตามที่เห็นสมควร
ตามบทบัญญัติมาตรา 197 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และมาตรา 55 วรรคสาม
แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2552 ดังนั้น ศาลปกครองย่อมมี
อานาจดุลพินิจอย่างอิสระที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้ตามรูปคดีโดยไม่จาต้องยึดถือพยานหลักฐานจาก
สานวนคดีของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 2 แต่อย่างใด เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งห้าเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย
จากคาส่ังลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 4 (ปลัดกระทรวงสาธารณสุข) ฐานทุจริตต่อหน้าท่ี
ราชการ ตามคาสั่งท่ี 1827/2554 ที่ 1828/2554 ท่ี 1004/2554 ที่ 1830/2554 ที่ 1831/2554
ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ให้ปลดผู้ฟ้องคดีทั้งห้าออกจากราชการตามท่ีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ได้ชี้มูลความผิด
ทางวินัย ผู้ฟ้องคดีท้ังห้าจึงนาคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง ขอให้เพิกถอนคาส่ังของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 4 และ
คาวินิจฉยั อทุ ธรณ์ของผู้ถูกฟอ้ งคดีที่ 1 หากศาลเห็นว่าคาส่ังลงโทษทางวินัยที่สั่งตามฐานความผิดท่ีเป็นไปตาม
มติของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี 2 และคาวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลย่อมมีอานาจเพิกถอน
คาสั่งลงโทษและคาวินิจฉยั อุทธรณน์ น้ั ได้

คำพพิ ำกษำศำลปกครองสงู สุด คดหี มำยเลขแดงท่ี อ. 157 - 158/2557
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ หมวด ๑๑ อันเป็นหมวดท่ีว่าด้วย
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ได้บัญญัติแยกเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนท่ี ๑ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญประกอบด้วย
คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงิน
แผ่นดิน และส่วนที่ ๒ องค์กรอ่ืนตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย องค์กรอัยการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
แห่งชาติ สภาท่ีปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซ่ึงองค์กรเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ก็ดี ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ดี หรือผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ ก็ดี ล้วนเป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญกาหนดให้มีทั้งอานาจและ
หน้าที่หรือมีเฉพาะหน้าท่ีไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น โดยมีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญกาหนด
รายละเอียดในการดาเนินการ เช่น องค์กรคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา 6 บัญญัติให้มีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน


๑๔๐

คณะหนึ่ง ประกอบด้วย... ส่วนองค์กรผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็ทานองเดียวกัน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ หมวด ๑ คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจรติ แห่งชาติ มาตรา 6 บัญญัติให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า
“คณะกรรมการ ป.ป.ช.” ประกอบด้วย... หมวด ๒ บัญญัติเกี่ยวกับอานาจหน้าท่ีของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓
ไว้ตามมาตรา ๑๙ หลายประการ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าการดาเนินการใด ๆ ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
เหล่านี้เป็นการใช้อานาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญน้ันหรือไม่ จึงต้องพิจารณา
จากถ้อยคาทั้งท่ีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยองค์กรน้ัน ๆ เป็นสาคัญ
เม่ือมาตรา ๒๒๓ วรรคหน่ึง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บัญญัติให้ศาลปกครอง
มีอานาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครอง
สว่ นทอ้ งถนิ่ หรือองค์กรตามรัฐธรรมนญู หรอื เจา้ หน้าทีข่ องรฐั กบั เอกชน หรอื ระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงาน
ของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน
อันเนื่องมาจากการใช้อานาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเน่ืองมาจากการดาเนินกิจการทางปกครองของ
หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
หรือเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ท้ังนี้ ตามท่ีกฎหมายบัญญัติ รวมท้ังมีอานาจพิจารณาพิพากษาเร่ืองท่ีรัฐธรรมนูญ
หรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอานาจของศาลปกครอง และบัญญัติเป็นข้อยกเว้นอานาจของศาลปกครอง
ในวรรคสอง ความว่า ไม่รวมถึง “การวินิจฉัยช้ีขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการใช้อานาจโดยตรง
ตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น" การพิจารณาว่าเรื่องใดถือเป็น “การวินิจฉัยช้ีขาดขององค์กร
ตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการใช้อานาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญน้ัน” จึงต้องพิจารณาจากอานาจหน้าที่
ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายจัดตั้งของแต่ละองค์กรกาหนดให้ไว้ รวมท้ัง
ลักษณะของการกระทาตามอานาจหน้าท่ีประกอบกัน ในส่วนอานาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ประการหน่ึง
ตามมาตรา ๒๕๐ วรรคหน่ึง (๓) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ คือ ไต่สวนและ
วินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการซ่ึงดารงตาแหน่งต้ังแต่ผู้อานวยการกอง
หรือเทียบเท่าข้ึนไปว่าร่ารวยผิดปกติ กระทาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ีหรือกระทาความผิดต่อตาแหน่ง
หน้าท่ีราชการ หรือความผิดต่อหน้าที่ในการยุติธรรม... ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซ่ึงตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ
ปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๙ (๓) ก็ได้บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ มีอานาจหน้าท่ีไต่สวนและ
วินจิ ฉยั ว่าเจา้ หนา้ ท่ีของรัฐร่ารวยผิดปกติ กระทาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ี หรือกระทาความผิดต่อตาแหน่ง
หน้าท่ีราชการ หรือความผิดต่อตาแหน่งหน้าท่ีในการยุติธรรม เม่ือพิจารณาความตามบทบัญญัติดังกล่าว
ประกอบมาตรา ๒๕๐ วรรคหน่ึง (๓) ของรัฐธรรมนูญแล้วจะเห็นได้ว่า มีเนื้อหาสาระเป็นอย่างเดียวกัน อานาจ
ของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ ในสว่ นท่ีเกี่ยวกับการไต่สวนและวินิจฉัยตามมาตรา ๒๕๐ วรรคหนึ่ง (๓) ของรัฐธรรมนูญ
จึงเป็นอานาจตามกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติเท่าน้ัน และเมื่อพิจารณาต่อไปในมาตรา ๙๑ แห่งพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ท่ีบัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วมีมติว่าข้อกล่าวหาใดไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหาน้ันเป็นอันตกไป ข้อกล่าวหาใดที่คณะกรรมการ


๑๔๑

ป.ป.ช. มมี ติว่ามีมูลความผิดให้ดาเนินการดังต่อไปน้ี (๑) ถ้ามีมูลความผิดทางวินัย ให้ดาเนินการตามมาตรา ๙๒ (๒)
ถ้ามีมูลความผิดทางอาญาให้ดาเนินการตามมาตรา 9๗ ซ่ึงในส่วนที่เกี่ยวกับวินัยนั้นมาตรา ๙๒ วรรคหนึ่ง
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า ในกรณีมีมูลความผิดทางวินัย เม่ือคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณา
พฤติการณ์แห่งการกระทาความผิดแล้วมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาผู้ใดได้กระทาความผิดวินัย ให้ประธานกรรมการ
ส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่ พร้อมท้ังความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอานาจแต่งตั้งถอดถอน
ผู้ถกู กล่าวหาผูน้ ้นั เพือ่ พจิ ารณาโทษทางวินัยตามฐานความผดิ ทีค่ ณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติโดยไม่ต้องแต่งต้ัง
คณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก ในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถือว่ารายงานเอกสารและ
ความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสานวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย
ตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้น ๆ แล้วแต่กรณี
มาตรา 9๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า ผู้ถูกกล่าวหาท่ีถูกลงโทษตามมาตรา ๙๓ จะใช้สิทธิ
อุทธรณ์ดุลพินิจในการส่ังลงโทษของผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงาน
บุคคลสาหรับผู้ถูกกล่าวหานั้น ๆ ก็ได้... ในส่วนที่เกี่ยวกับความผิดทางอาญา มาตรา 9๗ วรรคหนึ่ง
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติว่า ในกรณีท่ีข้อกล่าวหาใดท่ีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีความผิด
ทางอาญา ให้ประธานกรรมการส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดหรือฟ้องคดีต่อศาลกรณี
ผู้ถูกกล่าวหาเป็นอัยการสูงสุด เพ่ือดาเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอานาจพิจารณาพิพากษาคดี โดยให้ถือว่า
รายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นสานวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและ
ใหศ้ าลประทบั ฟอ้ งไว้พจิ ารณาโดยไมต่ ้องไตส่ วนมูลฟอ้ ง

จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายท่ีให้อานาจผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ กระทาการดังกล่าว ย่อมเห็นได้ว่า
ยังไม่ถึงกับเป็นที่สุด เพราะถ้าหากรัฐธรรมนูญต้องการให้เป็นที่สุดก็ควรจะบัญญัติไว้ทานองเดียวกับอานาจ
ในการปฏิบัติหน้าท่ีของคณะกรรมการการเลือกต้ังที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๖ วรรคหนึ่ง (๕) บัญญัติให้
คณะกรรมการการเลือกต้ังมีอานาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนเพ่ือหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา
หรือข้อโตแ้ ยง้ ที่เกิดข้ึนตามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง และมาตรา ๒๓๙ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ
บัญญัติในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกต้ังวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
กอ่ นการประกาศผลการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ให้คาวินิจฉัยของคณะกรรมการ
การเลือกต้ังเป็นที่สุด และโดยที่ถ้อยคาตามมาตรา ๒๒๓ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศกั ราช ๒๕๕0 ว่าอานาจศาลปกครองตามวรรคหนง่ึ ไม่รวมถงึ การวนิ ิจฉยั ชขี้ าดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ซึ่งเป็นการใช้อานาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญน้ัน เป็นการจากัดสิทธิของบุคคล
ในการฟ้องคดีต่อศาลตามท่ีได้รับการรับรองไว้ในมาตรา ๒๘ วรรคสอง และมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง
ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว และเป็นบทบัญญัติท่ีจากัดขอบเขตอานาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง
เช่นกัน จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่า การใช้อานาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ไม่อยู่ในอานาจพิจารณา
พพิ ากษาคดขี องศาลปกครองนั้น นอกจากจะตอ้ งเป็นการใชอ้ านาจโดยตรงตามรฐั ธรรมนูญแล้ว ยังต้องเป็นการ
ใช้อานาจในการวินิจฉัยชี้ขาดอีกด้วย ซ่ึงคาว่าวินิจฉัยช้ีขาดย่อมมีความหมายว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา
เม่ือข้อเท็จจริงในส่วนน้ีฟังยุติว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นคณะบุคคลที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช


๑๔๒

๒๕๕๐ กาหนดแตเ่ พียงเปน็ องคก์ รตามรัฐธรรมนูญ ประเภทองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และในขณะเดียวกัน
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ก็เป็นคณะบุคคล ซึ่งมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติให้อานาจในการออกกฎ คาส่ังหรือมติใด ๆ
ท่ีมีผลกระทบต่อบุคคล จึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าท่ีของรัฐด้วย เม่ือฐานอานาจที่นาไปสู่การปฏิบัติหน้าท่ี
ของผู้ถกู ฟอ้ งคดีท่ี ๓ มาจากพระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญ ซ่งึ พระราชบัญญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็บัญญัติให้อานาจผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ ในการไต่สวนและ
วินิจฉัยชี้มูลความผิดของผู้ถูกกล่าวหาและให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหามีอานาจดุลพินิจในการส่ั งลงโทษ
ตามฐานความผิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ มีมติ และสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการอุทธรณ์คาส่ังลงโทษทางวินัย
ก็ถูกจากัดเพียงว่าจะอุทธรณ์ได้เฉพาะดุลพินิจในการสั่งลงโทษของผู้บังคับบัญชาเท่าน้ัน โดยมิได้มีบทบัญญัติ
มาตราใดทมี่ ีลักษณะเป็นการจากัดสิทธิของบุคคลที่ได้รับการรับรองตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งสิทธิของบุคคลผู้ถูกลงโทษทางวินัยในการฟ้องคดีต่อศาล อีกประการหนึ่ง หากจะถือว่ากระบวนการ
ต้ังแต่การไต่สวนและวินิจฉัยมูลความผิดผู้ถูกกล่าวหาของผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ จนกระท่ังมีการออกคาส่ังลงโทษ
ทางวินัยโดยผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาเป็นกระบวนการที่ไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย
จากองค์กรใด ๆ แล้ว ย่อมแตกต่างกับกรณีท่ีการดาเนินการทางวินัยเริ่มข้ึนและแล้วเสร็จโดยผู้บังคับบัญชา
ซึ่งกรณีดังกล่าวผู้ถูกลงโทษทางวินัยมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง อีกทั้งกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ช้ีมูลความผิด
ทางอาญา แม้กฎหมายจะบังคับให้ถือว่ารายงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ เป็นสานวนการสอบสวนตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม แต่ก่อนที่
จะมีการลงโทษทางอาญาแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจาเลยย่อมต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาพิพากษาคดีของ
ศาลยุติธรรม ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙๗ อันเป็นหลักประกันความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจาเลย อีกทั้งเม่ือพิจารณา
คาวนิ ิจฉยั ของศาลรัฐธรรมนูญท่ี ๒/๒๕๔๖ ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยแต่เพียงว่าเมื่อผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ ได้ไต่สวน
และวินิจฉัยแล้วว่าเจ้าหน้าท่ีของรัฐกระทาความผิดฐานทุจริตต่อหน้าท่ีเป็นอันยุติ องค์กรท่ีมีอานาจพิจารณา
อุทธรณ์จึงพิจารณาเปล่ียนแปลงฐานความผิดทางวินัยตามท่ีผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ วินิจฉัยแล้วไม่ได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญ
มิได้วินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐท่ีถูกคาสั่งลงโทษทางวินัยไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพ่ือขอให้เพิกถอน
คาส่ังดังกล่าว ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีท่ี ๓ มีมติชี้มูลความผิดของผู้ฟ้องคดีทั้งสองว่าเป็นความผิดวินัย
จึงเป็นเพียงการชี้มูลความผิดทางวินัยท่ีจะต้องมีการพิจารณาสั่งลงโทษทางวินัยต่อไปโดยผู้บังคับบัญชา
ซ่ึงเป็นการใช้อานาจทางปกครอง มิใช่เป็นการวินิจฉัยช้ีขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการใช้อานาจ
โดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญน้ัน อันจะเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา ๒๒๓ วรรคสอง
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และเมื่อคดีนี้ผู้ฟ้องคดีท้ังสองฟ้องขอให้ศาล
พิพากษาเพิกถอนคาสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีท้ังสองออกจากราชการ และคาส่ังยกอุทธรณ์ ศาลปกครอง
จึงมอี านาจพจิ ารณาพิพากษาคดีน้ี


Click to View FlipBook Version