The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเรื่องการวัดสัญญาณชีพ01

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nickky pattharaphong, 2023-08-28 12:25:36

รายงานเรื่องการวัดสัญญาณชีพ01

รายงานเรื่องการวัดสัญญาณชีพ01

รายงาน เรื่อง การวัดสัญญาณชีพ จัดท าโดย นางสาวพรชนก ทองหลาย รหัสนักศึกษา 6501110800119 นางสาวพลอยชมพู พรมลา รหัสนักศึกษา 6501110800120 นางสาวพิชชาพร ธงศรี รหัสนักศึกษา 6501110800121 นายพีรพงศ์ จ านงค์ผล รหัสนักศึกษา 6501110800122 นางสาววรรณภา มูลทา รหัสนักศึกษา 6501110800123 นางสาววรรลดา จงกลาง รหัสนักศึกษา 6501110800124 นายวรัญญ์ ภุมรา รหัสนักศึกษา 6501110800125 นางสาววิลาสิรินทร์ ฮ่อธิวงศ์ รหัสนักศึกษา 6501110800127 เสนอ อาจารย์ ดร. ผุสดี ชูชีพ รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาหลักการพยาบาล รหัสวิชา NS1202 นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยปทุมธานี


ก ค าน า รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาหลักการพยาบาล รหัสวิชา NS1202 นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยปทุมธานี โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่องการวัดสัญญาณชีพ ซึ่งรายงานนี้มีเนื้อหา เกี่ยวกับความรู้จากการพยาบาลผู้ป่วยที่มีไข้ การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาทางเดินหายใจ และปัจจัยที่มีผลต่อการ หายใจ ขั้นตอนการจับชีพจร และปัจจัยที่มีผลต่อการเต้นของชีพจร การพยาบาลผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูง และ ปัจจัยที่มีผลต่อความดันโลหิตสูง ผู้จัดท าได้เลือกหัวข้อนี้ในการท ารายงาน เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจและ ต้องขอขอบคุณอาจารย์ที่ ปรึกษาประจ ารายวิชา ผู้ให้ความรู้และแนวทางการศึกษา เพื่อน ๆ ทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอดผู้จัดท า หวังว่ารายงานฉบับนี้จะให้ความรู้ และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน คณะผู้จัดท า


สารบัญ เรื่อง หน้า ค าน า ก การพยาบาลผู้ป่วยมีไข้ 1 ความเป็นมาและความส าคัญ 1 การปฐมพยาบาลผู้ที่มีไข้ 2 การเช็ดตัวเพื่อลดไข้ผู้ป่วย Tepid Sponge 4 ระบบทางเดินหายใจ 6 การหายใจ (Respiration) 6 วิธีการวัดการหายใจ 7 การประเมินทางระบบหายใจ 7 ปัจจัยที่มีผลต่อการหายใจ 10 ขั้นตอนการจับชีพจร 12 ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเต้นของชีพจร 16 การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาความดันโลหิตสูงและปัจจัยที่มีผลต่อความดันโลหิต 18 ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ส าหรับผู้ป่วยนอก 18 ข้อมูลสนับสนุน 18 เป้าหมายการพยาบาล 18 เกณฑ์การประเมิน 18 กิจกรรมการพยาบาล 19 ปัจจัยที่มีผลต่อความดันโลหิต 20 กรณีศึกษา 21 กรณีศึกษาที่ 1 21 กรณีศึกษาที่ 2 24 เอกสารอ้างอิง 25


1 การพยาบาลผู้ป่วยมีไข้ ความเป็นมาและความส าคัญ ภาวะไข้เป็นอาการที่พบบ่อยมากที่สุดอาการหนึ่ง ของผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บ เกิดจากการที่อุณหภูมิของ ร่างกายสูงเกินปกติ เนื่องจากความเจ็บป่วย การติดเชื้อ หรือการบาดเจ็บของอวัยวะภายในร่างกาย ก่อให้เกิด กลไกการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ท าให้ผู้ป่วยมีอาการ รุนแรงขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดทุพพลภาพหรือเสีย ชีวิตได้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นจะส่งผลให้ร่างกายต้องการพลังงานเพิ่มขึ้น มีการท าลายของเซลล์สมอง และอาจมีอันตรายถึงชีวิต เช่น ในราย ที่มีการบาดเจ็บที่สมอง ท าให้เกิดภาวะไข้ได้เนื่องจาก เซลล์สมองได้รับการ กระทบกระเทือน และกระตุ้น การหลั่งสารก่อให้เกิดไข้จากภายใน คือ กรดอะราคิโดนิก (arachidonic acid) เมื่อ ถูกเผาผลาญจะได้โปรสตา แกลนดิน อีสอง (prostaglandin E2) ที่มีผลต่อระบบ ประสาทรับความรู้สึกเกี่ยวกับ อุณหภูมิร่างกายส่วน ไฮโปทาลามัส (hypothalamus) ท าให้มีการปรับตั้ง อุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ2 จากข้อมูลสถิติ ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงมีนาคม ปี พ.ศ. 2560 พบว่า ผู้ป่วยอุบัติเหตุมีไข้ จ านวน 1,080 ครั้ง และพบว่าใน 3 วันแรกมีไข้สูงกว่า 38.5 c° จ านวน 121 ราย3 ซึ่งภาวะ ไข้สูง ท าให้การเผาผลาญใน ร่างกายสูงขึ้น เกิดผลเสีย ต่อเซลล์เป็นอย่างมากโดยทุกๆ 1 c° ของอุณหภูมิร่างกายที่เพิ่มขึ้น ท าให้อัตราการเผา ผลาญในร่างกาย เพิ่มขึ้น ร้อยละ104 ท าให้เกิดความร้อนเพิ่มขึ้นซึ่งจะ ส่งผลให้อัตราการเสียน ้าของร่างกายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ท าให้เนื้อเยื่อของร่างกายต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น ประมาณร้อยละ 13 ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ส่วน hypothalamus ลดลง ท าให้ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิไม่ สามารถควบคุมความสมดุลของการผลิตความร้อน และการระบายความร้อนได้ ท าให้อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 41 c° ส่วน parenchyma ของเซลล์จะถูกท าลาย เกิดเป็นวงจรต่อเนื่องก่อให้เกิด การ ท าลายเซลล์อย่างต่อเนื่องด้วย และถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 43 c° เซลล์ของระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) จะถูกท าลาย ซึ่งเป็นอันตรายท าให้หมดสติได้5 ดังนั้นการลดอุณหภูมิของร ่างกายให้อยู ่ใน เกณฑ์ปกติ จะสามารถลดความรุนแรงของการท าลายเซลล์สมอง และอันตรายที่คุกคามถึงแก่ชีวิต ซึ่งการปฏิบัติ การพยาบาลเพื่อลดไข้ในผู้ป่วยบาดเจ็บแต่เดิม มีวิธีที่ แตกต่างกัน ต่างคนต่างปฏิบัติ มีความหลากหลาย ไม่มีการ ระบุอุณหภูมิที่ชัดเจนในการจัดการภาวะไข้ ซึ่งการ เลือกวิธีการลดไข้วิธีใดนั้น ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ ของผู้ใช้ แนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเพื ่อการลดไข้ดังนั้นการที ่ไม ่มีเกณฑ์ในการระบุอุณหภูมิที ่ชัดเจนใน การ ปฏิบัติการพยาบาลเพื่อการลดไข้ในผู้ป่วยบาดเจ็บ เช่น ผู้ป่วยที่มีไข้ ≥ 38 c° พยาบาลอาจจัดการลดไข้โดยให้ยา ลดไข้อย่างเดียว หรือในบางคนอาจให้ยาลดไข้ร่วมกับการประคบเย็น จึงมีผลท าให้ไข้ไม่ลดลง หรือ บางคนมี อาการสั่น (shivering) ตามมา ดังนั้น เพื่อ ให้มีแนวปฏิบัติที่ใช้เป็นแนวทางการดูแลร่วมกัน การวัดอุณหภูมิร่างกาย


2 การวัดอุณหภูมิร่างกายเป็นการใช้เทอร์โมมิเตอร์ส าหรับวัดอุณหภูมิใส่เข้าไปส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เพื่อประเมินระดับอุณภูมิ ซึ่งเกิดจากความสมดุลระหว่างความร้อนที่ร่างกายผลิตขึ้นกับความร้อนที่เสียไปจาก ร่างกาย ค่าปกติ อุณหภูมิร่างกายแต่ละวัยมีความแตกต่างกัน ดังนี้ ทารก (Infant) 36.8-37.2 c° (98.24-98.96 °F) เด็ก (Child) 37-37.6 c° (98.6-99.6 °F) ผู้ใหญ่ (Adult) 36.5-37.5 c° (97.7-99.5 °F) ผู้สูงอายุ (Older adult) 36-36.9 c° (96.9-98.3 °F) การแปลผลการวัดอุณหภูมิร่างกาย อุณหภูมิระหว่าง 37.6 c°-38.4 c° แสดงว่ามีไข้ต ่า ๆ (Low grade fever) อุณหภูมิระหว่าง 38.5 c°-39.4 c° แสดงว่ามีไข้ปานกลาง (Moderate grade fever) อุณหภูมิระหว่าง 39.5 c°-40.4 c° แสดงว่ามีไข้สูง (Hight grade fever ) อุณหภูมิสูงเกิน 40.5 c° แสดงว่ามีไข้สูงมาก ๆ (Hyperpyrexia) การปฐมพยาบาลผู้ที่มีไข้ การปฐมพยาบาล ควรปฏิบัติดังนี้ 1. เช็ดตัวลดไข้ เพื่อเป็นการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย ถ้ามีอาการปวดศีรษะร่วมกับการใช้กระเป๋า น ้าแข็งประคบบริเวณศีรษะและหน้าผาก 2. ให้ยาลดไข้ตามความเหมาะสม เช่น ในเด็กให้ยาพาราเซตามอล น ้าเชื่อมขนาดตามอายุของเด็ก ผู้ใหญ่ให้ยา พาราเซตามอลชนิดเม็ด (500 มิลลิกรัม) 1-2 เม็ด 3. ให้ดื่มน ้ามากๆ ประมาณ 2,500-3,000 มิลลิลิตร ต่อวัน ยกเว้นในรายที่เป็นโรคไต โรคหัวใจ 4. ให้นอนพักมาก ๆ ในห้องที่มีอุณหภูมิไม่สูง อากาศถ่ายเทได้สะดวกและอากาศบริสุทธิ์ เพื่อให้ร่างกาย ได้ พักผ่อน ลดกิจกรรมในการใช้พลังงานลง เป็นการลดการใช้ออกซิเจน การเผาผลาญอาหารของร่างกาย 5. ให้อาหารที่มีประโยชน์ย่อยง่าย มีประโยชน์ต่อร่างกายและให้พลังงานสูง เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก เป็นต้น


3 6. สังเกตความผิดปกติ เช่น สีผิวหนัง อาการหนาวสั่น อาการเพ้อ ชัก เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือทันน ้าที่ใช้ในการ เช็ดตัวลดไข้ การเช็ดตัวลดไข้ ช่วยลดอุณหภูมิของร่างกายโดยใช้หลักการน าความร้อน น ้าที่ใช้แบ่งเป็น 4 ชนิดคือ 1.น ้าธรรมดา อุณหภูมิ 30-37 องศาเซนเซียส ใช้ในการเช็ดตัวลดไข้ทั่วไปและไม่มีอาการหนาวสั่น 2. น ้าเย็น อุณหภูมิประมาณ 5 องศาเซนเซียส มักใช้เช็ดตัวลดไข้ในกรณีที่มีไข้สูงๆ 3.น ้าผสมแอลกอฮอล์ โดยใช้แอลกอฮอล์ 70% 1 ส่วน ผสมกับน ้าธรรมดาหรือน ้าแข็ง 3 ส่วน ใช้เช็ดตัวลดไข้ ในกรณีที่มีไข้สูงมาก ๆ และอาจเกิดอาการชักได้ง่าย 4.น ้าอุ่น อุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซนเซียส ใช้เช็ดตัวลดไข้ในกรณีที่เป็นเด็ก หรือผู้ที่มีไข้ร่วมกับอาการ หนาวสั่น วิธีการเช็ดตัวลดไข้ 1. เตรียมน ้าส าหรับเช็ดตัว ควรเตรียมผ้าอย่างน้อย 2 ผืน พร้อมแจ้งผู้ป่วยทราบ 2. ห่มผ้าให้ผู้ป่วย ถอดเสื้อผ้าออก 3. ใช้ผ้าชุบน ้าบิดหมาดๆ ลูบที่ใบหน้าให้ทั่ว วางพักที่ซอกคอ เปลี่ยนผ้าถูตัวชุบน ้าบ่อยๆ ลูบซ ้า ๆ 3-4 ครั้ง เพราะบริเวณคอเป็นที่รวมของหลอดเลือดและความร้อน ช่วยให้ความร้อนถ่ายเทได้ดี ถ้ามีอาการหนาวสั่นควร หยุดเช็ดตัว 4. ในเด็กโต จะวางกระเป๋าน ้าแข็งที่ศีรษะ เพื่อให้เกิดความสบายและลดความร้อน 5. ใช้ผ้าชุบน ้าลูบบริเวณอก พักไว้สักครู่ แล้วเปลี่ยนผ้าใหม่ เพื่อให้ความร้อนถ่ายเทได้ดี 6. ใช้ผ้าชุบน ้าลูบแขนทีละข้าง โดยลูบจากปลายแขนเข้าหาหัวใจ พักไว้ที่ข้อพับ รักแร้ สักครู่และให้ผู้ป่วยก า ผ้าไว้ ท าซ ้า 2-3 ครั้ง 7. ลูบบริเวณขาทีละข้าง โดยลูบจากปลายขาเข้าหาหัวใจ พักไว้ที่ข้อพับใต้เข่า ฝ่าเท้า ซอกขาหนีบ ท าซ ้า 2-3 ครั้ง 8. ลูบตัวบริเวณด้านหลัง โดยให้ผู้ป่วยตะแคงตัว เริ่มจากบริเวณต้นคอ เข้าหาหัวใจ แล้วเช็ดตัวให้แห้ง ทาแป้ง เพื่อความสุขสบาย ใส่เสื้อผ้าที่ไม่หนา หลังจากนั้น 20-30 นาที วัดอุณหภูมิของร่างกายว่าลดลงหรือไม่


4 การเช็ดตัวเพื่อลดไข้ผู้ป่วย Tepid Sponge การเช็ดตัวเพื่อลดไข้ในเด็กเป็นหัตถการที่ใช้บ่อยมาก โดยเฉพาะในเด็กอายุระหว่าง 6 เดือน ถึง 6 ปี ซึ่งมี โอกาสชักจากภาวะไข้สูงได้ การเช็ดตัวเด็กจะช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย โดยใช้น ้าเป็นตัวน าความร้อนออกจาก ร่างกาย ข้อบ่งชี้ 1. ผู้ป่วย อุณหภูมิ > 38.2 C 2. เด็กที่มีประวัติการชักไข้ > 38 C อุปกรณ์ 1. กะละมังเช็ดตัว จ านวน 1-2 ใบใส่น ้าอุ่นประมาก 1/2 ของกะละมัง 2. ผ้าขนหนูผืนเล็ก จ านวน 2-4 ผืน 3. ผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่ ขั้นตอนปฏิบัติ 1. เตรียมสถานที่ ที่จะเช็ดตัวเด็กและควรปิดแอร์ 2. ถอดเสื้อผ้าผู้ป่วย 3. ปูผ้าเช็ดตัวรองส่วนที่เช็ด เพื่อป้องกันน ้าเปียกที่นอน 4. ใช้ผ้าขนหนูชุบน ้าอุ่นบิดน ้าให้หมาดพอควร เริ่มเช็ดบริเวณใบหน้า และพักไว้ที่หน้าผาก ซอกคอ ท าซ ้า 3-4 ครั้ง 5. เช็ดบริเวณหน้าอกและล าตัว 6. เช็ดแขนด้านไกลตัว จากปลายแขนเข้าหาต้นแขน และรักแร้เป็นการเช็ดในลักษณะย้อนรูขุมขน เพื่อระบาย ความร้อนท าซ ้า 3-4 ครั้ง และพักผ้าไว้บริเวณข้อพับแขน และรักแร้ 7. เช็ดแขนด้านใกล้ตัว โดยท าเช่นเดียวกัน 8. เช็ดขาด้านไกลตัว จากปลายขาเข้าหาต้นขา และขาหนีบ 3-4 ครั้ง และพักผ้าบริเวณใต้เข่า ขาหนีบ 9. เช็ดขาด้านใกล้ตัว โดยท าเช่นเดียวกัน


5 10. นอนตะแคงเช็ดบริเวณหลัง ตั้งแต่ก้นกบขึ้นบริเวณคอท าซ ้า 3-4 ครั้ง 11. เช็ดตัวให้แห้ง แล้วใส่เสื้อผ้าผู้ป่วยให้เรียบร้อย หมายเหตุ - ผู้ป่วยเด็กมีไข้หมายถึง ผู้ป่วยเด็กมีอุณหภูมิร่างกายมากกว่า 37.8 C - การเช็ดตัวลดไข้ ควรท านานประมาณ 10-20 นาที หรือตามความเหมาะสม ควรเปลี่ยนน ้าในอ่างบ่อยๆ เพื่อ รักษาอุณหภูมิของน ้าให้อุ่นคงที่ตลอดเวลา หลังการเช็ดตัวลดไข้ประมาณ 15 นาทีให้วัดอุณหภูมิผู้ป่วยซ ้า


6 ระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินหายใจแบ่งตามโครงสร้างได้ดังนี้ 1.ระบบทางเดินหายใจส่วนบน (Upper respiratory tract, URI) : ประกอบด้วยอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการ หายใจเหนือกล่องเสียงขึ้นไป ได้แก่ จมูก, คอหอย เป็นต้น 2.ระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง (Lower respiratory tract, LRI) : ประกอบด้วย กล่องเสียง,หลอดคอ, หลอดลมใหญ่ และปอด ระบบทางเดินการหายใจแบ่งตามหน้าที่ได้ ดังนี้ 1.ท าหน้าที่เป็นการล าเลียงอากาศ : มีหน้าที่น าอากาศจากภายนอกเข้าสู่ปอด เป็นทางผ่านเข้าออกของ อากาศเท่านั้น ไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการแลกเปลี่ยนแก๊ส ได้แก่ จมูก, คอหอย, กล่องเสียง, หลอดคอ,หลอดลม ใหญ่, หลอดลมฝอย, และปลายหลอดลมฝอย 2.ท าหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊ส : เป็นบริเวณที่แลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สออกซิเจนกับ เนื้อเยื่อ ได้แก่ หลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแก๊ส การหายใจ (Respiration) เป็นการแสดงการสูดออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านจมูก หลอดลม และปอด ที่เรียกว่า การหายใจเข้า และเป็นการแสดงการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายโดยผ่านปอด หลอดลม และจมูก ที่เรียกว่า การ หายใจออก การตรวจนับการหายใจเป็นการสังเกตว่ามีการหายใจที่ผิดปกติหรือไม่ ในจังหวะและจ านวนครั้งต่อ นาที การหายใจ (respiration) เป็นการน าอากาศเข้าและออกจากร่างกาย ส่งผลให้แก๊สออกซิเจนท าปฏิกิริยากับ สารอาหาร ได้พลังงานน ้าและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ กระบวนการหายใจเกิดขึ้นกับทุกเซลล์ตลอดเวลา โดย จ าเป็นต้องอาศัยโครงสร้าง 2 ชนิดคือ กล้ามเนื้อกะบังลม และกระดูกซี่โครง ซึ่งมีกลไกการท างานของระบบหายใจ ดังนี้ การหายใจเข้า (INSPIRATION) กะบังลมจะเลื่อนต ่าลง กระดูกซี่โครงจะเลื่อนสูงขึ้น ท าให้ปริมาตรของช่องอกเพิ่มขึ้น ความดันอากาศ ในบริเวณรอบ ๆ ปอดลดต ่าลงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายนอกจึงเคลื่อนเข้าสู่จมูก หลอดลมและไปยังถุงลม ปอด


7 การหายใจออก (EXPIRATION) กะบังลมจะเลื่อนสูง กระดูกซี่โครงจะเลื่อนต ่าลง ท าให้ปริมาตรของช่องอกลดน้อยลง ความดันอากาศใน บริเวณรอบ ๆ ปอดสูงกว่าอากาศภายนอก อากาศภายในถุงลมปอดจึงเคลื่อนที่จากถุงลมปอดไปสู่หลอดลมและ ออกทางจมูก วิธีการวัดอัตราการหายใจ อัตราที่เราหายใจคือสัญญาณชีพอย่างหนึ่งของเราเมื่อเราหายใจเข้า เรา จะได้รับออกซิเจน และเมื่อเราหายใจออก เราจะขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา การตรวจวัดอัตราการหายใจเป็น วิธีหนึ่งที่ส าคัญในการท าให้แน่ใจว ่า ทางเดินหายใจของบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นมีสภาพสมบูรณ์และท างานได้ ตามปกติ วิธีการวัดการหายใจ 1.เตรียมความพร้อมให้ผู้สูงอายุนอนหงายหรือนอนตะแคงหรือนั่งในท่าที่สบาย หากมีกิจกรรมก่อนการวัด ให้พักอย่างน้อย 15 – 30 นาที 2.สังเกตการณ์หายใจเข้าโดยดูหน้าอกที่พองขึ้น และการหายใจออกโดยดูหน้าอกที่ยุบลง นับเป็นการ หายใจ1 ครั้ง 3.นับจ านวนครั้งการหายใจใน 1 นาที จะได้ค่าของการหายใจ การประเมินทางระบบหายใจ 1. การดูทรวงอก 1.1 รูปร่างของทรวงอก รูปร่างของทรวงอกมีหลายลักษณะ ดูได้จากความสัมพันธ์ของทรวงอก ระหว่างเส้นผ่าศูนย์กลางด้านหน้าหลังกับด้านขวาง (Anterior Posterior Diameter กับ(Transverse Diameter) ทรวงอกที่ผิดปกติมีหลังโกงจากอายุมากหรือโค้งจากการยุบของกระดูกสันหลังจากวัณโรคท าให้กระดูกผุ ท าให้ หลังโค้งหลังแอ่น หลังคดที่เป็นโดยก าเนิด อกนูนในคนที่เป็นโรคกระดูกอ่อน อกถังเบียร์จากการเกิดโรคถุงลมโป่ง พอง หรือโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ทรวงอกแฟบจากการมีพังผืดที่เยื่อหุ้มปอด หนองในปอด 1.2 การเคลื่อนไหวของทรวงอก มีความส าคัญมากในขณะที่วัดอัตราการ หายใจจะต้องสังเกตดู การเคลื่อนไหวของทรวงอกด้วย ลักษณะการหายใจจะช่วยบอกพยาธิสภาพของโรคได้ และช่วยเหลือผู้ป่วยได้ ทันท่วงที การดูจะต้องดูอัตราจังหวะและลักษณะ ดูการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ คอ ไหล่ ทรวงอกประกอบด้วย อัตราการหายใจ ปกติประมาณ 18-20 ครั้ง/นาที การหายใจออกกินเวลา 2 เท่าของการ หายใจเข้า ผู้ที่หายใจออกกินเวลานาน ได้แก่ ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหอบลักษณะการหายใจที่ผิดปกติ ได้แก่


8 1.2.1 หายใจเร็ว (Tachypnea) จังหวะการหายใจปกติ แต่มีอัตราเพิ่มขึ้น ปกติในผู้ใหญ่หายใจ 16-20 ครั้ง/นาทีเด็กเกิดใหม่44 ครั้ง/นาที ภาวะที่ หายใจเร็ว ได้แก่ ภาวะที่มีไข้ คอพอก เป็นพิษ ขาดออกซิเจน โรคของเนื้อปอด 1.2.2 หายใจช้า (Bradypnea) มักเกิดจากศูนย์การหายใจถูกกด จากยา หรือสารพิษหรือความดันในสมองเพิ่มขึ้น 1.2.3 หายใจลึก (Kussmual Respiration) หายใจลึก สม ่าเสมอ อัตราการหายใจอาจจะปกติ ช้าหรือเร็วก็ได้ มักพบในภาวะกรดจากเมแทบอลิซึม 1.2.4 หายใจแบบถอนหายใจ (Sighing Respiration) การหายใจที่มีความสม ่าเสมอ แต่มีการถอนหายใจลึกๆ เป็นระยะๆ มักพบในโรคทางระบบประสาทในคนปกติก็มี การถอนหายใจได้ แต่ไม่สม ่าเสมอ 1.2.5 การหายใจไม่สม ่าเสมอ (Cheyne-Strokes Respiration) การหายใจที่มีความผิดปกติทั้งอัตราการหายใจและจังหวะการหายใจมีช่วงหยุดหายใจ(Apnea) เป็นพักๆ และ อาจจะมีการหายใจเร็วสลับไป ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดต ่าไม่สูงพอที่จะกระตุ้นศูนย์ การหายใจได้ แต่เมื่อหยุดหายใจก็จะสะสมให้คาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น จนกระตุ้นให้มีการหายใจขึ้นได้อีก ใน 1 นาที อาจมีการหยุดหายใจ 1-2 ครั้ง แต่ละครั้งนาน 5-20วินาที พบได้ในโรคทางสมอง โรคหัวใจซีกซ้ายล้มเหลว เป็นต้น 2. การฟังปอด การฟังปอดใช้หูฟัง (Stethoscope) ซึ่งมี 2 ด้านคือ ด้านไดอะแฟรม (Dia phragm) กว้างขนาด 1 ½ นิ้ว ใช้ฟัง เสียงปอดได้ดี ส่วนด้านเบล(Bell) กว้างขนาด 1 นิ้ว ใช้ฟังเสียงหัวใจได้ดี ขณะที่ฟังปอดจะให้ผู้ป่วยหายใจเข้าออก ช้าๆ และลึกๆ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะหายใจหอบถี่(Hyperventrilation) และวิงเวียนศีรษะได้ เปรียบเทียบปอด ทั้ง 2 ข้าง และเปรียบเทียบกับเสียงหายใจปกติ ถ้าผู้ป่วยมีขนบริเวณหน้าอก ต้องท าให้เปียกเพื่อจะลดเสียงรบกวน 2.1 บริเวณที่ฟังเสียงปอด 2.1.1 ฟังปอดด้านหน้าทรวงอก ต้องหายอดกระดูกกลางอก (Sternal Notch หรือ Top of Sternum) แล้วหากระดูกซี ่โครงที ่ 2 หากึ ่งกลางกระดูกไหปลาร้าลากเส้นลงมา (MidClavicular Lines =


9 MCLS) เพื่อที่จะใช้เป็นแนวแบ่งกลีบปอดได้ ปอดกลีบบนขวาและปอดกลีบกลางขวาจะแบ่งที่กระดูกซี่โครงที่ 4 ปอดกลีบล่างซ้ายและขวาจะเริ่มที่กระดูกซี่โครงที่ 6 และเส้นกึ่งกลางกระดูกไหปลาร้าไปทางข้างล าตัว 2.1.2 ฟังปอดด้านหลังทรวงอก ต้องหากระดูกต้นคอ (Cervical) ที่ 7 ซึ่งถ้าก้มศีรษะจะ เป็นปมกระดูกที่ยื่นมากที่สุดบริเวณล าคอด้านหลัง แล้วเลื่อนลงมาเป็นกระดูกสันหลังส่วนอก (Thoracic) ที่1 ลง มาจนถึง 10 จะเริ่มฟังปอดที่ T3 10 และ T3 จะเป็นตัวแยกระหว่างปอดกลีบบนและกลีบล่าง 2.2 เสียงหายใจปกติ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ตามบริเวณที่ฟังคือ 2.2.1 Bronchial Breath Sounds เสียงดังและแหลม เสียงเข้าสั้น เสียงออกยาว เป็นเสียงผ่านทางเดินหายใจขนาดใหญ่ คือหลอดลมคอ (Trachea) 2.2.2 Bronchovesicular Breath Sounds เสียงหายใจเข้าและออกนานเท ่ากัน ได้ยินบริเวณเหนือแขนงใหญ ่ (Mainstem) ของหลอดลม (Bronchi) ฟัง ระหว่างกระดูกสะบัก (Scapular) ที่ T4-T7 ที่ด้านหลัง และมุมของกระดูกกลางอก (Sternal Angle) ถึงกระดูก ซี่โครงที่ 4 ของทรวงอกด้านหน้า 2.2.3 Vesicular Breath Sounds เสียงลมที่ผ่านทางเดินหายใจเล็กๆ บริเวณเนื้อปอดส ่วนปลาย เสียงจะเบาเป็นลมเบาๆ หายใจเข้าจะยาวกว่า หายใจออก ถ้าปอดแข็งตัวจะมีเสียงดังกว่าปกติ ถ้ามีหนอง น ้า หรืออากาศในช่องอกจะท าให้เสียงหายใจค่อยกว่า ปกติ ถ้ามีการอุดกั้นของทางเดินหายใจส่วนต้นจะไม่ได้ยินเสียงนี้เลย 2.3 เสียงหายใจผิดปกติ (Adventitious Sounds) แบ ่งออกเป็นกลุ ่มได้ 2 กลุ ่ม คือ พวกเสียงที ่ไม ่มีของเหลว (Dry Sounds) ได้แก ่ เสียงพวกStidor, Rhonchi, Pleural friction rub อีกกลุ่มเป็นเสียงที่มี ความชื้นจากของเหลว(Moist Sounds) เช่น เสียง Rales, Crepitation ในที่นี้จะกล่าวถึงเสียงที่พบบ่อย ๆ ได้แก่ 2.3.1 Rales (Crackles) เป็นเสียงอากาศผ่านของเหลว ได้ยินตอนหายใจเข้า ระดับของเสียงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือเสียงเล็ก (fine) เสียง ปานกลาง (medium) และเสียงหยาบ (coarse) 2.3.1.1 Fine rales


10 เป็นเสียงเล็กเกิดจากอากาศผ่านไปในทางเดินหายใจเล็กๆ ที่มีของเหลวอยู่ได้ยินเมื่อใกล้สิ้นสุดการหายใจเข้า เสียง คล้ายขยี้ผมใกล้หู ได้ยินในคนที่เป็นหัวใจล้มเหลว เป็นนิวโมเนีย 2.3.1.2 Medium rales เสียงที่เกิดจากอากาศผ่านไปในทางเดินหายใจที่โตกว่า เช่น ที่หลอดลมฝอย(Bronchioles) ได้ยินตอนกลางหรือ ตอนปลาย ของการหายใจเข้า จะได้ยินไม่ชัดถ้าผู้ป่วยหายใจลึกหรือไอ 2.3.1.3 Coarse rales เป็นเสียงของอากาศที่ผ่านของเหลว หรือหนองจ านวนมากที่หลอดลมใหญ่ๆ ได้ยินทั้งหายใจเข้าและออก ถ้าหายใจ ลึกๆ จะได้ยินไม่ชัด จะได้ยินเพิ่มขึ้นถ้ามีน ้าคั่งในปอด (PulmonaryCongestion) 2.3.2 Rhonchi (gurgles) เกิดจากสิ่งคัดหลั่ง หนาตัวแล้วท าให้มีการอุดกั้นบางส่วน ท าให้อากาศเข้าออกไม่สะดวกในทางเดินหายใจส่วนบน เสียงจะเป็นเสียงต ่า ดัง และหยาบ คล้ายเสียงกรน ส่วนใหญ่จะได้ยินขณะหายใจออก และบางครั้งในตอนหายใจ เข้า ถ้าไอเสียงอาจจะทุเลาลง 2.3.3 Wheezing เสียงคล้าย Rhonchi แต่เป็นเสียงแหลมสูงจะต่อเนื่องกันเป็นเสียงอากาศผ่านช่องแคบ ๆ พบทั้งหายใจเข้าและ ออก พบในคนที่เป็นโรคหืด มีก้อนเนื้องอก หรือสิ่งแปลกปลอม 2.3.4 Pleural friction rub เสียงเหมือนขยี้หนัง เกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มปอด ท าให้เยื่อหุ้มปอดที่ติดกับเนื้อปอดและที่บุอยู่ในช่องอกเกิด การเสียดสีกัน ปัจจัยที่มีผลต่อการหายใจ -การหายใจเพิ่มลึกขึ้นในผู้ที่ออกก าลังกาย -มีภาวะเครียด -อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเพื่อระบายความร้อน -การอยู่ในที่สูงที่มีความเข้มข้นของออกซิเจนต ่า ร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้น -จ านวนการหายใจอาจลดลงในผู้ที่ได้ยายนอนหลับ ยาแก้ปวด.


11 -มีความดันในสมองสูงมีผลไปกดศูนย์ควบคุมการหายใจท าให้หายใจช้าลง ปัจจัยที่มีผลต่อการก าหนดอัตราการหายใจเข้าและการหายใจออกที่ส าคัญประการหนึ่ง คือ ความเข้มข้น ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด เช่น ในขณะ ที่เรากลั้นหายใจ ความเข้มข้นของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ใน เลือดจะสูงขึ้น ซึ่งความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้นนี้จะไปกระตุ้นการท างานของร่างกายให้เกิดการหายใจขึ้นจนได้ ในขณะที่ นอนหลับร่างกายจะถูกกระตุ้นน้อยลง จึงท าให้การหายใจเป็นไปอย่างช้าความเข้มข้น ของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ในเลือดที่มีมากเกินไป เป็นอีกสาเหตุ หนึ่งที่ท าให้เกิดอาการหาวซึ่งการหาวที่เกิดขึ้นนั้นก็เพื่อ เป็นการขับเอาแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ ที่สะสมอยู่มากเกินไปออกจากร่างกาย


12 ขั้นตอนการจับชีพจร สัญญาณชีพ (Vital signs) หมายถึง ค่าความดันโลหิต (Blood pressure) อุณหภูมิ (Temperature) ชีพ จร (Pulse) และการหายใจ (Respiration) ใช้ตัวย่อค าว่า T,P,R และ BP สัญญาณชีพเป็นสิ่งบ่งชี้การท างานของ ร่างกาย ถ้าเปลี่ยนแปลงไปแสดงถึงภาวะสุขภาพมีการเปลี่ยนแปลง สัญญาณชีพมีช่วงของค่าปกติที่ก าหนดไว้ แต่ในการประเมินชีพจรและความดันเลือดซึ่งเป็นสัญญาณชีพที่ เปลี ่ยนแปลงเร็ว โดยที ่แต ่ละคนมีค ่าที ่เป็นปกติแตกต ่างกัน จึงต้องเปรียบเทียบกับค ่าปกติของแต ่ละคนด้วย สัญญาณชีพประกอบด้วย 1. ความดันโลหิต (Blood pressure) คือ แรงหรือความดันของเลือดที่ส่งออกจากหัวใจห้องล่าง ซ้ายเข้าสู่ระบบหลอดเลือดแดง ประกอบด้วย 2 ค่า คือ 1. Systolic blood pressure (SBP) เป็นความดันของเลือดสูงสุดขณะหัวใจห้องล่างบีบตัว 2. Diastolic blood pressure (DBP) เป็นความดันเลือดที่ต ่าสุดขณะหัวใจห้องล่างคลายตัว ค่าความดันโลหิตในผู้สูงอายุขึ้นอยู่แต่ละบุคคล และเปลี่ยนแปลงได้จากกิจกรรม อิริยาบถในขณะนั้นสามารถสรุป สาระส าคัญได้ดังนี้ 1. ค่าความดันโลหิตปกติของผู้สูงอายุ โดยทั่วไป ถือว่าค่าความดันตัวบนไม่เกิน 140 มิลลิเมตรปรอท และ ค่าความดันตัวล่างไม่เกิน 90 มิลลิเมตรปรอท 2. ความดันโลหิตที่ “อยู่ในเกณฑ์ปกติ” คือ ต ่ากว่า 130/85 มม.ปรอท 
 ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย แต่ ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ คือ 130-139 / 85-89 มม.ปรอท 
 ความดันโลหิตสูงเมื่อ ความดันโลหิตตัวบนมากกว่า (หรือเท่ากับ) 140 และตัวล่างมากกว่า (หรือเท่ากับ) 90 มม.ปรอท 3. ก่อนที่จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูง แพทย์จะต้องวัดซ ้าหลาย ๆ ครั้ง หลังจากให้ผู้ป่วยพักแล้ว วัดซ ้าจนกว่าจะแน่ใจว่าสูงจริง และเทคนิคการวัดความดันโลหิตต้องกระท าให้ถูกต้องครบถ้วน 4. ความดันโลหิตเป็นค่าไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทุกวินาที การวัดซ ้าในเวลาที่ใกล้เคียงกัน อาจได้คนละค่า แต่ก็จะไม่ควรจะแตกต่างกันนัก 5. ความดันโลหิตขึ้นกับท่าของผู้ถูกวัดด้วย ท่านอนความดันโลหิตมักจะสูงกว่าท่ายืน 6. นอกจากนั้นยังขึ้นกับสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ เช่น อาหาร บุหรี่ อากาศ กิจกรรมที่กระท าอยู่ในขณะนั้นรวมทั้ง สภาพจิตใจด้วย


13 วิธีการวัดความดันโลหิต (เครื่องวัดแบบอัตโนมัติ) 1. ประเมินสภาพผู้ป่วยและแจ้งให้ทราบว่าจะวัดอุณหภูมิร่างกายให้บอกวัตถุประสงค์และแจ้งรายละเอียดการวัด 2. เตรียมความพร้อมจัดท่าให้ผู้ป่วยสุขสบาย หากมีกิจกรรมก่อนการวัดให้พักอย่างน้อย 15 – 30 นาที 3. น าเครื่องวัดความดันวางในแนวระดับเดียวกับหัวใจ 4. น าผ้าพันแขน (cuff) พันที่ต้นแขนเหนือข้อพับแขนประมาณ 2 นิ้ว โดยพันไม่แน่นจนเกินไป 5. วางแขนให้นิ่งและกดปุ่มเปิดเครื่อง (start) รอเครื่องอ่านผล 6. สามารถอ่านค่าความดันโลหิตตามที่หน้าจอแสดงผลตามภาพ


14 2. อุณหภูมิ (Temperature) ใช้เทอร์โมมิเตอร์ส าหรับอุณหภูมิร่างกาย ในผู้ใหญ่นิยมวัดทางปาก ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกและแม่นย าดีพอ ถ้าวัดทางปากไม่ได้ เช่น ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว ผู้สูงอายุที่มีอาการเกร็งสั่น แนะน าให้ วัดทางรักแร้ วิธีการวัดอุณหภูมิร่างกาย (เทอร์โมมิเตอร์แบบธรรมดา) 1. ประเมินสภาพผู้ป่วยและแจ้งให้ทราบว่าจะวัดอุณหภูมิร่างกายให้บอกวัตถุประสงค์และแจ้งรายละเอียดการวัด 2. เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และจัดท่าให้ผู้ป่วยสุขสบาย 3. ก่อนวัดให้สลัดปรอทให้ลงไปอยู่ในกระเปาะ 4. กรณีวัดทางปากน าเทอร์โมมิเตอร์วางไว้ใต้ลิ้นผู้ป่วยแล้วให้ผู้ป่วยอมไว้นานอย่างน้อย 2 นาที ค่าที่ได้จากปรอท เป็นค่าอุณหภูมิร่างกาย 5. กรณีวัดทางรักแร้สอดไว้บริเวณกึ่งกลางรักแร้ ถ้ารักแร้เปียกเหงื่อให้เช็ดให้แห้ง และหนีบไว้นานอย่างน้อย 3-5 นาที ค่าที่ได้ทางรักแร้จะต้องบวกเพิ่ม 0.5°C ถึงจะได้เป็นค่าอุณหภูมิร่างกาย วิธีการวัดอุณหภูมิร่างกาย (เทอร์โมมิเตอร์แบบดิจิตอล) 1. ประเมินสภาพผู้ป่วยและแจ้งให้ทราบว่าจะวัดอุณหภูมิร่างกายให้บอกวัตถุประสงค์และแจ้งรายละเอียดการวัด 2. เตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และจัดท่าให้ผู้ป่วยสุขสบาย 3. กดปุ่มเปิดและสอดเทอร์โมมิเตอร์บริเวณกึ่งกลางรักแร้ 4. รอให้เครื่องอ่านอุณหภูมิร่างกาย จะมีเสียงเตือนเมื่อเทอร์มิเตอร์อ่านค่าได้แล้ว 5. น าเทอร์โมมิเตอร์ขึ้นมาอ่านค่าตามเครื่องที่แสดงจะเป็นค่าของอุณหภูมิร่างกาย


15 3. ชีพจร (Pulse) ชีพจรเป็นแรงสะเทือนของกระแสเลือด ซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจห้องล่าง ด้านซ้าย ท าให้ผนังของหลอดเลือดแดงขยายออกเป็นจังหวะ เป็นผลให้สามารถจับชีพจรได้ตลอดเวลา ในผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุอัตราการเต้นของชีพจร 60-100 (เฉลี่ย 80 ครั้ง/นาที) วิธีการวัดชีพจร 1. ประเมินสภาพผู้ป่วยและแจ้งให้ทราบว่าจะวัดชีพจรให้บอกวัตถุประสงค์และรายละเอียดการวัด 2. เตรียมความพร้อมจัดท่าให้ผู้ป่วยสุขสบาย หากมีกิจกรรมก่อนการวัดให้พักอย่างน้อย 15 – 30 นาที 3. ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลางคล าที่หลอดเลือด โดยปกติจุดที่ใช้คล าชีพจรอยู่ที่บริเวณข้อมือด้านหน้าที่ร่องด้านนิ้วหัวแม่มือ หรือคล าชีพจรอยู่ที่บริเวณข้อศอกด้านนิ้วก้อย เป็นจุดที่สะดวกเพราะเป็นที่ที่จับได้ง่ายและไม่รบกวนผู้ป่วย 4. การนับชีพจรให้นับจังหวะการเต้นของหลอดเลือดที่กระทบนิ้วในเวลา 1 นาที จะได้ค่าของชีพจร 4. การหายใจ (Respiration) เป็นการแสดงการสูดออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านจมูก หลอดลม และปอด ที่เรียกว่า การหายใจเข้า และเป็นการแสดงการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายโดยผ่านปอด หลอดลม และจมูก ที่เรียกว่า การหายใจออก การตรวจนับการหายใจเป็นการสังเกตว่ามีการหายใจที่ผิดปกติ หรือไม่ ในจังหวะและจ านวนครั้งต่อนาที


16 วิธีการวัดการหายใจ 1. เตรียมความพร้อมให้ผู้สูงอายุนอนหงายหรือนอนตะแคงหรือนั่งในท่าที่สบาย หากมีกิจกรรมก่อนการวัดให้พัก อย่างน้อย 15 – 30 นาที 2. สังเกตการณ์หายใจเข้าโดยดูหน้าอกที่พองขึ้น และการหายใจออกโดยดูหน้าอกที่ยุบลง นับเป็นการหายใจ 1 ครั้ง 3. นับจ านวนครั้งการหายใจใน 1 นาที จะได้ค่าของการหายใจ ข้อควรระวัง ผู้ดูแลต้องสังเกตโดยไม่ให้ผู้สูงอายุรู้ตัว เพราะอาจท าให้ขัดเขินหายใจเร็วขึ้นหรือช้าลงได้ ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเต้นของชีพจร ปัจจัยที่มีผลต่อค่าอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate : HR) หรืออัตราชีพจร (Pulse Rate : PR)โดย ปกติแล้วค่าอัตราการเต้นของหัวใจในผู้ใหญ่ขณะพักประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที แต่ อาจขึ้นกับอายุ หรือการมี กิจกรรมต่าง ๆ เช่น ในเด็กจะมีอัตราการเต้นของหัวใจสูงกว่าในวัยผู้ใหญ่ หรือในขณะหลับอัตราการเต้นของหัวใจ อาจจะลดลงประมาณ 10-20 ครั้งต่อนาทีค่าอัตราการเต้น ของหัวใจแสดงถึงคุณสมบัติทางไฟฟ้าของหัวใจ ดังนั้น ปัจจัยที ่มีผลทาให้เกิดการเปลี ่ยนแปลงของ อัตราการเต้นของหัวใจต้องเป็นปัจจัยที ่มีผลต ่อการสร้างการ เปลี่ยนแปลงศักย์ไฟฟ้าภายในเซลล์ (Action potential)ของตาแหน่งการเกิดไฟฟ้าในหัวใจ(SA node) ซึ่งในภาวะ ปกติถือว ่าเป็น ตัวกาหนดอัตราการเต้นของ ซึ ่งโดยปกติอัตราการเต้นหัวใจขณะพักในผู้ใหญ ่เฉลี ่ยจะมีค ่าอยู่ ระหว่าง 60-100 ครั้งต่อนาที ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่าการเต้นของหัวใจมีดังนี้ 1. อายุเมื่ออายุเพิ่มขึ้นอัตราการเต้นของหัวใจจะลดลงในผู้ใหญ่อัตราการเต้นชีพจรจะ เท่ากับ 60-100 (เฉลี่ย 80 ครั้งต่อนาที) 2. เพศ หลังวัยรุ่นค่าเฉลี่ยของอัตราการเต้นของหัวใจของผู้ชายจะต ่ากว่าหญิงเล็กน้อย 3. การออกกาลังกาย อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้นเมื่อออกกาลังกายซึ่งถูกกระตุ้นโดย การตอบสนองของเค โมรีเซปเตอร์ (Chemoreceptor)กับการขาดเลือด (ischemia) ของกล้ามเนื้อ ทาให้มีการเพิ่มความดันเลือดและ จังหวะการเต้นของหัวใจ 4. ไข้ อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้นเพื่อปรับตัวให้เข้ากับความดันเลือดที่ต ่าลงซึ่งเป็น ผลมาจากเส้นเลือดส่วน ปลายขยายตัวทาให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน (Metabolic rate) 5. ยา ยาบางชนิดลดอัตราการเต้นของหัวใจ เช่น ยาโรคหัวใจ (Digitalis) ซึ่งมีผลไปลดการ นากระแสไฟฟ้าผ ่าน ทางเดินของกระแสผ่านในหัวใจ (Conducting system) ผ่านทางเอ-วี โนด (AV node) และมีผลในการลดอัตรา


17 การเต้นของหัวใจ แต่ยาจะมีผลในการเพิ่มการบีบตัวของหัวใจ ซึ่งมี ผลในการเพิ่มปริมาณเลือดที่ออกจากหัวในใน 1นาที(cardiac output) นอกจากนี้ยังมีผลทาให้ ระบบไหลเวียน (circulation) และเลือดที่ไหลไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ (tissue perfusion) ได้ดีขึ้นส่วนยาที่มี ผลกระตุ้นหัวใจได้แก่ยาที่มีส่วนผสมของคอฟฟี่ (coffee, caffeind) และโท แบคโค (tobacco) 6. ภาวะเลือดออก (Hemorrhage) การสูญเสียเลือดจะมีผลทาให้เพิ่มการกระตุ้นระบบ ประสาทพาราซิมพาเทติก ทาให้อัตราการเต้นของหัวใจสูงขึ้น โดยปกติในผู้ใหญ่มีเลือดประมาณ 5 ลิตร การสูญเสียเลือดไปน้อยกว่า 10% จึง จะไม่มีผลข้างเคียง


18 การพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาความดันโลหิตสูงและปัจจัยที่มีผลต่อความดันโลหิต ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ส าหรับผู้ป่วย นอก การดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้พยาบาลต้องใช้กระบวนการพยาบาลใน การแก้ปัญหาของผู้ป ่วยรายบุคคลโดยเน้นการดูแลแบบองค์รวมมีการก าหนดข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลซึ่ง ครอบคลุมการประเมินเป้าหมายการดูแลและระบุแผนกิจกรรมการดูแลที่ชัดเจนเพื่อท าให้ผู้ป่วยเกิดความตระหนัก ต่อโรคความดันโลหิตสูงน าไปสู่การปฏิบัติและมีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีขึ้นสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ลดอัตรา การเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลมีดังนี้ ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาลที่1 ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง เช่นเส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบตัน จากภาวะความดันโลหิตสูง ข้อมูลสนับสนุน 1. ผู้ป่วยมีความดันโลหิตซิสโตลิกมากกว่าหรือเท่ากับ 140 มม. ปรอทความดันโลหิตไดแอสโตลิกมากกว่าหรือ เท่ากับ 90 มม.ปรอท 2. ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะ 3. ผู้ป่วยมีประวัติรับการรักษาไม่ต่อเนื่อง 4. ผู้ป่วยรับประทานยาไม่สม ่าเสมอหรือรับประทานยาเฉพาะเมื่อมีอาการ 5. ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงร่วมอื่นๆ ได้แก่ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความอ้วน สูบบุหรี่ร่วมด้วย เป้าหมายการพยาบาล ผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมอง สามารถควบคุมระดับความดันโลหิต ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เกณฑ์การประเมิน 1. ผู้ป่วยสามารถควบคุมระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติความดันโลหิตซิสโตลิก 140-90 มม. ปรอทความ ดันโลหิตไดเเอสโตลิก 90-60 มม.ปรอท 2. ผู้ป่วยไม่มีอาการปวด ศีรษะหรือเวียนศีรษะ


19 กิจกรรมการพยาบาล 1. ตรวจวัดความดันโลหิตและอัตราการหายใจเพื่อประเมินภาวะความดันโลหิต 2. หากผู้ป่วยวัดความดันโลหิตได้ระหว่าง 140/90 และ 180/100 มม. ปรอทให้ผู้ป่วยพักและผ่อนคลายหรือหาก วัดความดันโลหิตได้ระหว่าง 180/100 และ 200/110 มม.ปรอทให้ผู้ป่วยนอนพักในสิ่งแวดล้อมที่สงบ วัดความดัน โลหิตหลังพัก 15 นาทีเพื ่อประเมินความระดับความรุนแรงของภาวะความดันโลหิตสูงและให้การพยาบาลที่ เหมาะสม 3. ประเมินอาการที่แสดงถึงการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคหลอดเลือดสมองเช่นอาการปวดศีรษะมองเห็นภาพ ซ้อนปากเบี้ยวพูดไม่ชัดแขนขาอ่อนแรงเป็นต้นหากพบอาการดังกล่าวให้การดูแลตามแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง (stroke, fast track) 4 สอบถามและแนะน าการรับประทานยาตามแผนการรักษาดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยาลดความดันโลหิตตามแผนการ รักษา 5. สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับโรคและวิธีการดูแลเพื่อประเมินความรู้ของผู้ป่วย 6. สร้างความตระหนักให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับอาการเตือนอาการและอาการแสดงที่ส าคัญของ โรคหลอดเลือด สมองให้ผู้ป่วยเห็นความส าคัญของอาการเตือนการใช้บริการการแพทย์ฉุกเฉินหมายเลขโทรศัพท์ 1669 แนะน าให้ ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเมื่อเกิดอาการ 7. อธิบายแหล่งประโยชน์ของสถานพยาบาลที่สามารถให้การรักษาได้เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาที่เป็น มาตรฐาน 8. ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติเสริมทักษะการดูแลตนเองเพื่อควบคุมความดันโลหิตการลดน ้าหนักในผู้ป่วยที่มี น ้าหนักเกินหรืออ้วนการปรับรูปแบบของการบริโภคอาหารลดอาหารเค็มและอาหารที่มีไขมันสูงเลิกสูบบุหรี่งด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และออกก าลังกายอย่างน้อย 30 นาที4-6ครั้งต่อสัปดาห์ 9. เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ซักถามเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมอง


20 ปัจจัยที่มีผลต่อความดันโลหิต 1. ปัจจัยด้านบุคคล ได้แก่เพศ อายุอาชีพ การศึกษา และรายได้ครอบครัว 2. ความรู้เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง 3. ความเชื่อด้านสุขภาพ 4. แรงสนับสนุนทางสังคม 5. การรับรู้สมรรถนะแห่งตน พฤติกรรมสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ที่ควบคุมไม่ได้ และสามารถควบคุมได้ ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ ได้แก่ -ประวัติครอบครัว ถ้าปู่ บิดา มารดาเป็นความดันโลหิตสูง โอกาสที่บุตรจะมีความดันโลหิตสูงมีมาก อายุ และเพศ วัยก่อนหมดประจ าเดือนผู้ชายจะเป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้หญิงเมื่อวัยหมดประจ าเดือนผู้หญิงจะ เป็นความดันโลหิตมากกว่าผู้ชาย ส่านในคนแก่พบความดันโลหิตสูงพอๆกัน โดยมากมักพบความดันในช่วงอายุ 35-50 ปี -เชื้อชาติ พบความดันโลหิตสูงในผิวด ามากกว่าผิวขาว ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ ได้แก่ -น ้าหนัก คนอ้วนพบความดันโลหิตสูงมากกว่าคนผอม โดยเฉพาะคนที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 -เกลือ ทานเค็มมีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูง -การขาดการออกก าลังกาย -ความเครียด -ความดันโลหิตสูง -การสูบบุหรี่ -ไขมันในเลือดสูง -เบาหวาน


21 กรณีศึกษา กรณีศึกษาที่ 1 ผู้ป่วยชายไทยอายุ 48 ปี มีการเหนื่อยหอบ มีอาการ dyspnea ประวัติเคยเป็นโรคปอดอักเสบ หายใจ 28 ครั้ง/นาที ชีพจร 90ครั้ง/นาที ความดัน 120/80mmHg ไม่มีไข้ -สาเหตุ • อาการหายใจล าบาก คือ อาการที่ผู้ป่วยรู้สึกถึงหายใจล าบาก ซึ่งความล าบากในการหายใจจะมี ลักษณะจ าเพาะและระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล อาการหายใจล าบากไม่จัดว่าเป็นโรค แต่จัดเป็น อาการที่แสดงถึงภาวะของโรคที่อยู่ภายในร่างกายของผู้ป่วยเสีย ที่มีความเกี่ยวข้องกับการท างานของระบบหัวใจ ปอดที่เกิดความผิดปกติซึ่งผู้ป่วยในกรณีศึกษาที่ 1 เคยมีประวัติโรคปอดอักเสบ(pneumonia)ร่วมด้วย ท าให้มีการ เหนื่อยหอบ อาการไอเสมหะ อ่อนเพลีย เหงื่อออกมากและหนาวสั่น โดยเฉพาะในผู้ป่วยสูงอายุ และโรค -การให้ดูแล • การซักประวัติควรเลือกประเด็นที่เหมาะสมจึงจะหาสาเหตุได้ โดยการให้ผู้ป่วยท าการบรรยาย ออกคร่าวๆ ถึงกลไกลการเกิดอาการ โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยกลับสู่สภาวะปกติแล้ว เช่น หายใจแล้วรู้สึกแน่น ( tighness ) มีความจ าเพาะกับภาวะหลอดลมตีบ ( bronchoconstriction ) หายใจแล้วรู้สึกหิวอากาศ ( air hunger ) หรือหายใจไม่พอ • การตรวจร่างกายและประเมินการหายใจ เพื่อยืนยันข้อสันนิฐานจากการซักประวัติ ท าให้ สามารถดูแลและลดความรุนแรงของอาการหายใจล าบาก ซึ่งการตรวจมีดังนี้ 1.ตรวจการหายใจ การตรวจการหายใจว่ามีการหายใจเร็วกว่าอัตราปกติ (18-20 ครั้งต่อนาที)tachypnea 2.ตรวจภาวะเขียว ( cyanosis ) 3.ตรวจโรคนิ้วปุ้ม ( clubbing finger ) 4.หายใจแบบ pursed lip 5.ตรวจภาวะอ้วนที่พบร่วมกับ obstructive sleep apnea-OSA หรือภาวะผอมแบบ cachexia ภาวซีด 6.ตรวจในช่องคอ ( pharynx )


22 7.ตรวจปัจจัยเสี่ยงทางกายวิภาคโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น ( Obstructive Sleep Apnea: OSA ) คือ 7.1 ฟังการหายใจ หายใจเสียงดัง ( stridor ) ที่บ่งชี้ว่าทางเดินหายใจส่วนบนมีการตีบแคบ เกิดขึ้น เช่น laryngospasm tumor vocal cord paralysis 7.2 ฟังเสียงปอดที่บ่งชี้ถึงความผิดปกติของการหายใจ เช่น 1.เสียง wheeze 2.เสียงกรอบแกรบขณะหายใจเข้า ( crackles ) หรือเสียงอึ๊ดในขณะหายใจเข้าและออก ( rhonchi 3.เสียงสียงเหมือนขยี้หนัง เกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มปอด ( pleural friction rub ) คือ อาการแสดง ของ pleurisy หรือ pulmonary infarction • ให้ออกซิเจนให้เหมาะสมกับการที่ได้จากการประเมินอาการของผู้ป่วย มีระดับการให้ออกซิเจน ดังนี้ 1.nasal cannula หรือสายออกซิเจนแบบผ่านจมูก คุณลักษณะ ใช้ส าหรับอัตราการไหลของออกซิเจน 1-6 ลิตร/นาที สายเล็กๆ ที่น าออกซิเจนควรอยู่ลึกในจมูกประมาณ 1 ซม. ข้อดีคือผู้ป่วยจะรู้สึกสบายกว่าอุปกรณ์แบบอื่นและมีราคาถูก ข้อจ ากัดและอาการแทรกซ้อน ความเข้มข้นของออกซิเจนที่ผู้ป่วยได้รับแปรผันตามการหายใจ ถ้าหายใจเร็ว หอบอยู่สัดส่วนของอากาศ ปกติก็จะมาก ท าให้ความเข้มข้นลดลง และถ้าเปิดออกซิเจนแรง จะท าให้ระคายเคืองเยื่อบุจมูก 2. Simple Oxygen Mask หรือหน้ากากออกซิเจน คุณลักษณะ ใช้ส าหรับอัตราการไหลของออกซิเจน 5-8 ลิตร/นาทีการใช้ต้องครอบให้แนบสนิทกับหน้า ข้อจ ากัดและอาการแทรกซ้อน ห้ามเปิดออกซิเจน น้อยกว่า 5 L/min เพราะจะท าให้ลมหายใจเดิมค้างในหน้ากาก ผู้ป่วยจะหายใจเอา อากาศเดิมเข้าไปใหม่ได้ บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยจะรู้สึกอึดอัด ไม่สบาย


23 3. High Concentration Oxygen Re breathing Mask with Bag หรือหน้ากากออกซิเจนมีถุง คุณลักษณะ ใช้ส าหรับอัตราการไหลของออกซิเจน 6-10 ลิตร/นาทีการใช้ต้องครอบให้แนบสนิทกับหน้า สังเกตว่าถุง มีการยุบพอง ตามจังหวะการหายใจของคนไข้ ข้อจ ากัดและอาการแทรกซ้อน ห้ามเปิดออกซิเจน น้อยกว่า 6 L/min อื่นๆ เช่นเดียวกับ simple mask --ควรให้สุขศึกษาผู้ป่วย • ให้ผู้ป่วยอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก ปลอดโปร่ง • แนะน าให้ผู้ป่วย ไม่ท ากิจกรรมที่ท าให้หอบเหนื่อย


24 กรณีศึกษาที่ 2 ผู้ป่วยหญิงไทย อายุ 52ปี มาด้วยอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด นั่งพักสักครู่อาการดีขึ้นมีปัญหาสัญญาณชีพ เรื่องความดันโลหิต -สาเหตุ • สาเหตุส่วนใหญ่ของภาวะความดันโลหิตต ่า คือ ภาวะขาดสารอาหาร โดนเฉพาะโปรตีน วิตามิน ซี วิตามินบี จึงท าให้เนื้อเยื่อรอบๆ ผนังหลอดเลือดแดงไม่แข็งแรงและคลายตัวมากเกินไป เกิดจากการสูญเสีย โลหิตแบบกะทันหัน เช่น อุบัติเหตุ หรือการสูญเสียโลหิตแบบเรื้อรัง เช่น บาดแผลในกระเพาะอาหาร ล าไส้ หรือไต การลุกนั่งกะทันหัน หรือก้มเงยศีรษะอย่างรวดเร็ว ท าให้ความดันที่จะไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างรวดเร็ว มีการใช้ยา เช่น ยาความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ หรือยากล่อมประสาท มีโรคประจ าตัว หรืออยู่ในภาวะที่ความดันร่างกาย ผิดปกติ เช่น โรคโลหิตจาง โรคหัวใจ โรคพาร์กินสัน ภาวะขาดน ้า เช่น อาเจียน ท้องเสีย -การให้ดูเเล • พักผ่อนให้เพียงพอ หากนอนหลับไม่เพียงพอท าให้ความดันโลหิตต ่าลง ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการ นอนดึก และไม่ควรนอนหมอนที่ต ่าเกินไป หลีกเลี่ยงการยืนนานๆ หรือการเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็วเกินไป ออกก าลังกายอย่างสม ่าเสมอ จะช่วยให้ระบบประสาทเกิดความสมดุล หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง และช่วยรักษา ความดันต ่าให้ดีขึ้น รับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้ครบ 5 หมู่ -ควรให้สุขศึกษาผู้ป่วย • ระมัดระวังในการใช้ยา หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเอง • ดื่มน ้าให้เพียงพอต่อวันอย่างน้อยวันละประมาณ 6 – 8 แก้ว เป็นประจ าสม ่าเสมอ • เปลี่ยนท่าหรืออิริยาบถต่างๆ ให้ช้าลง • ออกก าลังกายเป็นประจ าอย่างสม ่าเสมอ และเลือกประเภทการออกก าลังกายให้เหมาะสมแก่ ร่างกายตนเอง


25 เอกสารอ้างอิง พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์.(2561).การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาลทางคลินิกเพื่อลด ไข้ในผู้ป่วยบาดเจ็บ, สืบค้นเมื่อ 24 มีนาคม 2566. จาก.https://he02.tci-thaijo.org Khon Kaen University.(2545).คู่มือการปฏิบัติการพยาบาล, สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2566. จาก. https://www.nurse.kku.ac.th Naresuan University.(2565).การปฐมพยาบาลผู้ที่มีไข้, สืบค้นเมื่อ 27 มีนาคม 2566. จาก. http://www.nurse.nu.ac.th/web11/E-learning/FirstAid/cai/firstaid026.html โรงพยาบาลวิภาวดี.(2565).การเช็ดตัวเพื่อลดไข้ผู้ป่วย Tepid Sponge, สืบค้นเมื่อ 24 มีนาคม 2566. จาก.https://www.vibhavadi.com/Health-expert/detail/496 Naturebiotec.(2566).ระบบทางเดินหายใจ, สืบค้นเมื่อ 24 มีนาคม 2566. จาก.shorturl.at/htX58 Healthathome.(2561).การวัดสัญญาณชีพ ทักษะพื้นฐานที่คุณควรรู้, สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2566. จาก.shorturl.at/iQR67 Wkihow.(2566).ตรวจวัดอัตราการหายใจ, สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2566. จาก.shorturl.at/enpH0 Healthcarethai.(2566).ระบบหายใจผู้ป่วย, สืบค้นเมื่อ 25 มีนาคม 2566. จาก.shorturl.at/nprxB Pibulsongkram Rajabhat University.(2565).โครงสร้างของหัวใจ, สืบค้นเมื่อ 24 มีนาคม 2566. จาก.https://research.psru.ac.th/files/res_che2553/resche_files/234_chapter2.pdf อาจารย์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล.(2565).บทความวิจัย, สืบค้นเมื่อ 29 มีนาคม 2566. จาก.https://he02.tci-thaijo.org/index.php/nur-psu/article/download/163941/118750/455241 ส านักงานสาธารณะสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี.(2564).ปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูง., สืบค้น เมื่อ 29 มีนาคม 2566. จาก. https://srth.go.th/socialmed/ht5.html


Click to View FlipBook Version