1.ความหมายของศิลปะ
ความหมายของ “ศิลปะ”ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “ART” หมายถึง สิ่งท่ีมนุษย์สร้างข้ึนเพื่อแสดงออกซึ่งอารมณ์ ความรู้สึก
ปัญญา ความคิด และความงาม ซ่ึงมีความหมายท่ีกว้างขวางทาให้การทาความเข้าใจในความหมายของคาว่าศิลปะเป็นเรื่องท่ียาก
เพราะศิลปะเป็นส่ิงท่ีเก่ียวข้องกับการสร้าง และการแสดงอารมณ์ความรู้สึกภายใจของมนุษย์ท่ีเก่ียวข้องกับความงามความพอใจ
ของแต่ละคน บางคนอาจมีความช่ืนชมในความงามแตกตา่ งกนั และยงั คงเป็นเร่ืองท่เี ขา้ ใจยากสาหรับผ้ทู ่ไี ม่ได้ศกึ ษาศิลปะ
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้นิยามของศิลปะว่า “ศิลปะ คือ ฝีมือ ฝีมือทางการช่าง การแสดงซึ่ง
อารมณ์ สะเทอื นใจ ให้ประจกั ษ์เหน็ ”
พจนานกุ รมไทย ฉบับราชบณั ฑิตยสถาน ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2530 ได้อธิบายไว้ว่า “ศิลปะ เป็นภาษาสันกฤต หมายถึง งาน
ฝมี อื ทางการช่าง การแสดงออกมาให้ปรากฏขน้ึ ไดอ้ ย่างงดงามนา่ ฟัง ชม และเกิดอารมณ์สะเทอื นใจ”
อริสโตเติล (Aristotle, 384-322 B.C.)นกั ปราชญช์ าวกรกี ไดใ้ ห้นิยามไว้ว่า “งานศิลปะเป็นการลอกเลียนแบบธรรมชาติ ” (
The imitation of nature ) ต่อมาได้มีนักปราชญ์ กวี ศิลปิน และนักการศึกษาหลายท่านได้ให้นิยามตามแนวคิดของแต่ละท่าน
ดังตอ่ ไปน้ี
ฌัง เดอ ลา ฟงแตน ( Jean de La Fontaine, 1621-95 ) กวีและนักเขียนนิทานชาวฝรั่งเศสได้กล่าวว่า “ ศิลปะคือบุตร
แห่งความจาเปน็ “
เกอเท ( Goethe, 1749-1832 ) กวีชาวเยอรมันกล่าวว่า “ ศิลปะ ก็เป็นเพียงศิลปะ เพราะศิลปะไม่ใช่ธรรมชาติ” ( Art is
art only because it is not nature )
เฟรเดริค เจมส์ เกร๊ก (Frederik Willem de Klerk) ได้เขียนไว้ในคานาสูจิบัตรการแสดง Armory show ในอเมริกาเม่ือ
ค.ศ. 1913 ตอนหน่ึงกลา่ วว่า “ ศลิ ปะ คือ เครื่องหมายแหง่ ชวี ติ “ ( Art is sign of life)
เฮอเบิร์ต รีด ( Herbert Read, 1893-1968 ) นักวิจารณ์ศิลปะช้ันนาชาวอังกฤษได้ให้นิยามความหมายของศิลปะไว้ว่า
“ศิลปะคือการแสดงออก” ( Art is expression ) โดยยึดหลักว่า อารมณ์และความรู้สึกเป็นส่ิงผลักดันให้เกิดการแสดงออกมาทาง
ศลิ ปะ
เฮนร่ี มัวร์ ( Henry Moore, 1989 ) ประติมากรรมสมัยใหม่ชาวอังกฤษได้ให้ความหมายของศิลปะว่า “ศิลปะ คือ กิจกรรม
อนั ตอ่ เน่อื งแห่งสากลทปี่ ราศจากการแบง่ แยกระหว่างอดีตและปัจจุบัน”
เลโอตอลสตอย (Leo Tolstoy) กล่าวไว้ว่า“ศิลปะ คือการส่ือสารของอารมณ์ที่เกิดขึ้นแก่บุคคลหน่ึงให้แก่บุคคลอื่นๆ ท่ีมี
อารมณอ์ ย่างเดยี วกัน โดยการใช้เส้น สี เสียง การเคล่อื นไหว หรือคาพูด อารมณ์ยงิ่ รุนแรงเพียงใด ศลิ ปะก็ย่ิงดีเพยี งนน้ั ”
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ( C. Feroei, พ.ศ. 2435-2505 ) ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ให้ความหมายของศิลปะไว้ว่า
“ศิลปะ หมายถึง งานอันเป็นความพากเพยี รของมนษุ ย์ ซ่งึ จะตอ้ งใชค้ วามพยายามด้วยมือและด้วยความคิด”
ชลูด น่ิมเสมอ นิยามคาไว้ว่า ศิลปะ คือ สิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เพ่ือแสดงออกซ่ึงอารมณ์ ความรู้สึก สติปัญญา ความคิด
และความงาม
วิรตั น์ พิชญไ์ พบูลย์ ได้ให้นิยามคาว่าศิลปะไว้ว่า เป็นผลงานที่เกิดจากการแสดงออกของอารมณ์ ปัญญา และทัศนคติ รวมท้ัง
ทักษะความชานิ ชานาญของมนุษย์การสร้างสรรค์งานศิลปะในปัจจุบันมีแนวโน้มไปในทางการสร้างสรรค์ และการแสดงออกของ
อารมณ์และความคดิ
จากความคิดเห็นดงั กลา่ วน้ี จึงอาจสรปุ ไดว้ า่ “ศลิ ปะ” เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจากอารมณ์ความรู้สึกและความคิดสร้างสรรค์
เพ่ือให้เกิดความงาม และเกิดความพึงพอใจในภาพลักษณ์ของงานศิลปะท่ีเกิดจากจินตนาการไปตราบนานเท่านานโดยมีการ
สร้างสรรค์ พฒั นารปู แบบตา่ ง ๆ ออกไปอย่างมากมายไมม่ ที ่สี ิน้ สุด ดงั นัน้ ผลงานทม่ี นษุ ยส์ ร้างสรรค์ข้นึ จงึ กลายเปน็ มรดกตกทอดทาง
วัฒนธรรม (Cultural Heritage) ท่ีล้าคา่ ของมนษุ ย์สบื ต่อกันมา โดยถือว่าเป็นผลงานท่ีมีความหมายในหน้าที่หรือประโยชน์และการ
สรา้ งสรรค์ ตามความตอ้ งการอย่างเหมาะสมของสงั คม ( Social needs ) ของแต่ละยคุ แตล่ ะสมยั
2.ประเภทของศลิ ปะ (Classification of art)
ศิลปะสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท ดงั น้ี
2.1 วจิ ติ รศลิ ป์ (Fine art) บางทเ่ี ราก็เรียกวา่ ประณตี ศิลป์ หมายถึง ศลิ ปะทต่ี อบสนองความตอ้ งการของมนุษย์ด้านจิตใจและ
อารมณแ์ บง่ ออกไดเ้ ปน็ 5 แขนง คือ
2.1.1 จติ รกรรม หมายถึง การวาดภาพโดยใช้วัสดุการเขียนลงบนพน้ื ระนาบ
2.1.2 ประตมิ ากรรม หมายถึง การป้นั การแกะสลัก และการหล่อ
2.1.3 สถาปตั ยกรรม หมายถึง การออกแบบสง่ิ ก่อสรา้ งและท่อี ยู่อาศัย
2.1.4 วรรณกรรม หมายถงึ การประพนั ธ์ต่างๆ
2.1.5 นาฏศิลปแ์ ละดุริยางคศลิ ป์ หมายถึง ศิลปะทแ่ี สดงออกทางทา่ ทางและทางเสียงทม่ี จี งั หวะ
2.2 ประยกุ ต์ศิลป์ (Applied art) หมายถงึ ศิลปะท่ตี อบสนอง
ความต้องการทางรา่ งกาย จิตใจ ได้แก่
2.2.1 พาณิชยศิลป์ หรอื ศิลปเ์ พื่อการค้า
2.2.2 อตุ สาหกรรมศิลป์ หมายถึง ศลิ ป์ท่เี ป็นผลผลติ
ด้านอุตสาหกรรม
2.2.3 มัณฑนศลิ ป์ หมายถึง ศลิ ปะการออกแบบตกแตง่
ภายใน – ภายนอก
2.2.4 ศิลปหตั ถกรรม หมายถึง ศลิ ปะทีท่ าดว้ ยมอื
เปน็ สว่ นใหญ่ หรอื เรียกอีกอยา่ งหน่ึงวา่ “หัตถศลิ ป”์
ภาพท่ี 1.1 การแสดงโขนนาฏศลิ ป์(สถาบันบณั ฑติ พัฒนศิลป์, 2015)
3.ทัศนศิลป์ (Visual Art)
ทัศนศิลป์ หมายถึง ศิลปะท่ีมีตัวตน กินเน้ือท่ีในอากาศ สามารถจับต้องได้และสนองประสาทสัมผัสทางตา สามารถแบ่ง
ออกได้เปน็ แขนงตา่ ง ๆ คือ
จิตรกรรม (Painting) คือการเขียนภาพโดยใช้สี ส่วนมากผู้เขียนใช้พู่กัน ซึ่งเป็นการถ่ายทอดรูปแบบที่เห็นจากธรรมชาติ
หรอื สง่ิ แวดลอ้ มที่มนุษยส์ ร้างขึ้นตามแนวความคดิ สร้างสรรค์ ผู้ทีท่ างานจิตรกรรม เรยี กวา่ “จิตรกร(Artist)”
0ภาพท่ี 1.2ผลงานภาพวาดจิตรกรรม “Starry Night” (วนิ เซนต์ แวน โกะ๊ , 1889)
ประติมากรรม (Sculpture)มีลกั ษณะเปน็ สามมติ ิ คอื มคี วามกว้าง ความยาว ความหนา หรือความสูง มวี ธิ ีทาไดห้ ลาย
วธิ ี เชน่ ปั้น แกะสลกั ทบุ และหลอ่ เปน็ ตน้
ภาพที่ 1.3 ผลงานประติมากรรม “ชีวิตทเี่ สยี สมดุล” (ประสทิ ธิ์ วชิ ายะ, 2559)
สถาปัตยกรรม(Architecture)เป็นงานที่รวมจิตรกรรมและประติมากรรมมาประกอบด้วยมีขนาดใหญ่กว่าศิลปะแขนง
อื่น ๆ เป็นทัศนศิลป์ที่เก่ียวข้องกับการออกแบบก่อสร้างเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ เป็นการกาหนดขอบเขตบริเวณว่างเพื่อให้
เกดิ ประโยชน์ ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรม เรียกว่า สถาปนิก (Architect)
ภาพที่ 1.4 ผลงานสถาปตั ยกรรมวัดรอ่ งขนุ่ จ.เชียงราย (เฉลิมชยั โฆษติ พพิ ฒั น์, 2540)
3.1 ทัศนธาต(ุ visual elements)
ทัศนธาต(ุ visual elements) หมายถึง สิง่ ที่เป็นปจั จยั ของการมองเห็นเป็นสว่ นตา่ ง ๆ ท่ปี ระกอบกันเปน็ ภาพ เป็น
องคป์ ระกอบสาคญั ของงานศิลป์ ไดแ้ ก่ จดุ เส้น นา้ หนกั พน้ื ทว่ี ่าง รูปร่างและรูปทรง สี และลกั ษณะพนื้ ผวิ
1.)จุด (Dot)
จดุ (Dot) ในทางทศั นศิลป์ หมายถงึ อนภุ าคทีเ่ ล็กท่สี ุด เป็นส่วนประกอบที่เป็นพน้ื ฐานเบือ้ งต้นที่มองเหน็ ได้ในงาน
ออกแบบ เมื่อนาจุดมาเรยี งต่อกนั ในตาแหน่งทเี่ หมาะสมและซ้าๆ กนั ทาใหเ้ กิดเป็นเสน้ รปู ร่าง รูปทรง ลักษณะผิว เปน็ ตน้
จุดปรากฏได้ 2 ลักษณะคอื
- เกดิ ขน้ึ เองตามธรรมชาติ เช่น จดุ ในลายของสตั ว์ เปลือกหอย ผีเสื้อ แมลง พืช เปลือกไม้ เป็นตน้
ภาพท่ี 1.5 แสดงจุดท่เี กดิ ขึ้นเองตามธรรมชาติบนปกี ผเี สื้อ (Nandhu Kumar, 2016)
- เกิดจากมนุษย์สร้างข้ึน คือ การใช้วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ได้แก่ ปากกา ดินสอ พู่กัน นามาจ้ิม กด ทาให้เกิดจุดในทาง
ศลิ ปะ สามารถนาจุดมาสรา้ งสรรคป์ ระกอบรวมกบั องค์ประกอบอนื่ ๆ เพ่ือสรา้ งเปน็ ผลงานศิลปะที่มคี วามหมาย
ภาพที่ 1.6แสดงผลงานศลิ ปะที่มนุษย์สรา้ งสรรคข์ น้ึ จากจดุ (Toru kn, 2016)
2.) เส้น (Line)
เส้น(Line)หมายถงึ จุดหลายๆจดุ ต่อกันเป็นสาย
เป็นแถวแนวไปในทิศทางเดียวกนั และเคลอ่ื นทีไ่ ปใน
ทศิ ทางเดยี วกนั ดว้ ยแรงผลักดันหรอื รอยขดู ขดี เขียน
ของวตั ถเุ ป็นรอยยาว เส้นพ้นื ฐานแบง่ ออกเปน็ 2 ลักษณะ
คือ เส้นตรง(Straight Line) และเส้นโคง้ (Curve Line)
เส้น คือส่วนประกอบท่ีสาคัญของภาพ เส้นแต่ละ
ชนิดมีความหมายในตัวของมัน ทาให้แต่ละบุคคล
สามารถจินตนาการได้แตกต่างกนั ตามความคดิ สรา้ งสรรค์
ของแต่ละคน ลักษณะของเส้นแต่ละชนิดให้ความรู้สึกและ
ความหมายต่างกนั ดังปรากฏในตารางตอ่ ไปน้ี
ตารางที่ 1.1 แสดงลกั ษณะของเสน้ ตรง(Straight Line)
เส้นในงานศิลปะคือเส้นในจิตนาการมองไม่เห็น
ด้วยสายตา เป็นเส้นในความรู้สึกนึกคิดคานึงจากภาพ
ที่มองเห็น เป็นเส้นภายนอกของวัตถุลากจากจุดหนึ่ง
ไปยังอีกจุดหนึ่ง เป็นเส้นโครงสร้างภายนอกของวัตถุ
ส่ิงของต่างๆ เช่น เส้นภายนอก เส้นภายใน เส้นแกน
เป็นต้นตัวอย่างเช่น เส้นรอบนอกของภูเขาต้นไม้
รปู ทรงของคน เสน้ ภายในทวี่ า่ งของพุ่มไม้ คนสัตว์ เส้น
แกนของตน้ ไมเ้ ป็นต้น
นอกจากน้ียังมีเส้นขีดเขียนลากตวัดของพู่กัน
ปากกา ดินสอ หรือวัตถุอื่นๆ ไปตามอารมณ์ของ
ผู้เขียนเปน็ สัญลกั ษณเ์ ฉพาะของแต่ละบคุ คล
ตารางท่ี 1.2 แสดงลักษณะของเส้นโคง้ (Curve Line)
3.) นา้ หนัก (Value)
น้าหนกั (Value) หมายถงึ ความเข้มความออ่ นของสี หรือแสงเงาตามทป่ี ระสาทตารบั ร้ทู ี่นามาใช้ในการเขยี นภาพ
น้าหนักทาให้รปู ทรงมี ปริมาตร และให้เกดิ มิติระยะใกล้ไกลแก่ภาพ
ภาพที่ 1.7แสดงผลงานภาพวาดทีม่ อี งคป์ ระกอบของนา้ หนกั (Will Kemp, 2014)
แสงและเงา(Light & Shade)เป็นองค์ประกอบที่อยู่คู่กัน “แสง” เมื่อส่องกระทบกับวัตถุจะทาให้เกิด “เงา” แสงและ
เงา เป็นตัวกาหนดระดับของค่าน้าหนัก ความเข้มของเงาจะขึ้นอยู่กับความเข้มของแสง ในที่ท่ีมีแสงสว่างมากเงาจะเข้มขึ้น
และในท่ีทม่ี แี สงสว่างนอ้ ย เงาจะไม่ชดั เจน ในที่ท่ีไม่มแี สงสวา่ งจะไม่มเี งา และเงาจะอยู่ในทางตรงข้ามกับแสงเสมอค่าน้าหนัก
ของแสงและเงาท่เี กิดบนวตั ถุ สามารถจาแนกเป็นลกั ษณะตา่ ง ๆ ได้ดังน้ี
- บรเิ วณแสงสวา่ งจดั (Hi-light) เป็นบรเิ วณทีอ่ ยู่ใกล้แหลง่ กาเนดิ แสงมากทสี่ ุด จะมคี วามสว่างมากทส่ี ุด ในวตั ถุท่มี ี
ผิวมันวาวจะสะทอ้ นแหลง่ กาเนดิ แสงออกมาใหเ้ ห็นได้ชัด
- บรเิ วณแสงสวา่ ง (Light) เปน็ บรเิ วณท่ไี ดร้ ับแสงสว่าง รองลงมาจากบริเวณแสงสวา่ งจัด เนอ่ื งจากอยู่หา่ งจาก
แหลง่ กาเนิดแสงออกมา และเรม่ิ มคี ่านา้ หนักอ่อน ๆ
- บริเวณเงา (Shade) เปน็ บรเิ วณท่ีไม่ไดร้ บั แสงสวา่ ง เปน็ บรเิ วณที่ถกู บดบงั จาก แสงสว่าง ซึ่งจะมีค่าน้าหนักเขม้ มาก
ขน้ึ กว่าบรเิ วณแสงสวา่ ง
-บรเิ วณเงาเข้มจัด (Hi-Shade) เปน็ บริเวณท่อี ยู่หา่ งจากแหลง่ กาเนดิ แสงมากท่สี ุด หรอื เปน็ บรเิ วณทีถ่ ูกบดบังมาก
หลาย ๆ ชน้ั จะมคี า่ นา้ หนักทีเ่ ขม้ มากไปจนถึงเขม้ ทสี่ ุด
-บริเวณเงาตกทอด เปน็ บรเิ วณของพ้ืนหลงั ที่เงาของวตั ถุทาบลงไป เปน็ บริเวณเงาทอี่ ยู่ ภายนอกวตั ถุ และจะมคี วาม
เขม้ ของคา่ น้าหนักขน้ึ อยกู่ บั ความเขม้ ของเงา นา้ หนักของพืน้ หลงั ทิศทางและระยะของเงา
ภาพที่ 1.8แสดงผลงานภาพถ่าย
ที่มอี งคป์ ระกอบของนา้ หนัก
(George Becker, 2016)
4.) พนื ทีว่ า่ ง (Space)
พื้นท่ีว่าง (Space) หรือ ช่องไฟ หมายถึง บริเวณว่างโดยรอบวัตถุ (Object) เรียกว่า พ้ืนที่ว่างทางลบ (Negative
Space) และบริเวณว่างท่ีตัวของวัตถุเรียกว่า พ้ืนที่ว่างทางบวก (Positive Space) ในการออกแบบงานต่างๆ จะต้องคานึงถึง
ช่วงระยะ ให้มีความสัมพันธก์ ัน พ้นื ทว่ี ่างมีได้หลายลักษณะ ดังน้ี
-อากาศที่โอบลอ้ มรูปทรง
-ระยะห่างระหว่างรปู ทรง
ภาพท่ี 1.9 แสดงตวั อย่างภาพทีอ่ ากาศทีโ่ อบลอ้ มรปู ทรง (Monicore, 2016) ภาพท่ี 1.10 แสดงภาพชอ่ งไฟในการจดั วางองคป์ ระกอบของสแี ต่ละแทง่
-บรเิ วณภายในรปู ทรงท่ีมีลักษณะกลวงหรอื ทะลเุ ป็นช่องที่มอี ากาศผา่ นเขา้ ไปได้
-บริเวณวา่ งของภาพเขยี นหรอื ภาพวาด ที่มองดูเป็นชอ่ งลกึ เขา้ ไปในภาพ เรียกวา่ บรเิ วณวา่ งลวงตา
ภาพท่ี 1.1 แสดงภาพที่มอี งคป์ ระกอบทวี่ ่าง (คมกรชิ ทรงสริ ิวิทย,์ 2557)
5.) รปู รา่ งและรูปทรง (Shape and Form)
รูปร่าง หมายถึง เส้นรอบนอกทางกายภาพของวัตถุ ท่ีแสดงพ้ืนที่ขอบเขต ของรูปต่างๆ เช่น รูปวงกลม ส่ีเหล่ียม
รูปรา่ งของเคร่ืองใช้ คน สัตว์ พืช เปน็ ต้น ทม่ี ีลักษณะ 2 มิติ คือ มีความกวา้ ง และความยาว
ภาพท่ี 1.12 แสดงภาพรปู รา่ งสีเ่ หลยี่ ม สามเหลี่ยม และวงกลม
รูปทรง หมายถึง โครงสร้างของวัตถุท่ีปรากฏในลักษณะ 3 มิติ คือ มีส่วนกว้าง ยาว และหนาหรือลึก จะให้ความรู้สึก
เปน็ ปริมาตร มเี นือ้ ท่ภี ายในและมนี า้ หนัก รูปร่างและรูปทรง แบ่งตามลกั ษณะท่ีแสดงออกเปน็ 3 ลักษณะ คือ
- รปู ร่างรปู ทรงธรรมชาติ หมายถึง รปู ทเ่ี กดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาติไดแ้ ก่ คน สตั ว์ พืช
- รูปทรงเลขาคณติ หมายถงึ รปู ทีม่ นุษย์สร้างข้นึ มีโครงสร้างแน่นอน ได้แก่ รูปสามเหลยี่ ม รปู สีเ่ หลี่ยม และรูปวงกลม
- รปู ทรงอิสระ หมายถงึ รูปทเี่ กดิ ขึ้นตามความต้องการของผู้สร้างสรรค์ ให้ความร้สู ึกท่ีเป็นอสิ ระไม่แน่นอน เช่น รูปร่าง
ของกอ้ นเมฆ ควัน เป็นตน้
ภาพท่ี 1.13 แสดงภาพรูปรา่ งสีเ่ หลี่ยม สามเหลยี่ ม และวงกลมในลักษณะสามมติ ิ ภาพท่ี 1.14 แสดงภาพรูปทรงอิสระ
6.)สี (Color)
สี (Color) คือลกั ษณะของแสงสวา่ ง ปรากฏแก่ตาใหเ้ ห็นหรอื สิง่ ทที่ าใหต้ าเห็นเป็น ขาว ดา แดง เขยี ว เปน็ ตน้ เชน่ สี
ทาบา้ น สีย้อมผ้า สีวาดภาพ (พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน, 2554)
สี ทีป่ รากฏในธรรมชาติ เกิดจากการสะท้อนของแสงสว่างตกกระทบกับวัตถุแล้วเกิดการหักเหของแสง (Spectrum) สี
เปน็ คลื่นแสงชนิดหนึ่ง ซึ่งปรากฏให้เห็นเม่ือแสงผ่านละอองไอน้าในอากาศ หรือ แท่งแก้วปริซึม ปรากฏเป็นสีต่างๆ รวม 7 สี
ได้แก่ สแี ดง มว่ ง สม้ เหลอื ง นา้ เงนิ คราม และเขียว เรียกว่า สรี ้งุ ทีป่ รากฏบนทอ้ งฟา้
ตามธรรมชาติในแสงน้นั มสี ีต่างๆรวมกันอยู่อย่างสมดลุ เปน็ แสงสขี าวใสเมอื่ แสงกระทบกับสขี องวตั ถุ ก็จะสะทอ้ นสีวตั ถุ
นนั้ ออกมาเข้าตาเรา วัตถุสีขาวจะสะท้อนได้ทกุ สี ส่วนวัตถุสีดานนั้ จะดดู กลืนแสงไว้ไม่สะทอ้ นสใี ดออกมาเลย
ภาพที่ 1.15 สีรุง้ ท่ีปรากฏในธรรมชาติ
ประเภทของสี
สี มอี ยูท่ ัว่ ไปในส่งิ แวดลอ้ มรอบๆตวั เรา สีที่ปรากฏอยูใ่ นโลกสามารถแบง่ ออกได้เป็น 2 ประเภทใหญๆ่ ดังน้ี
1.)สีทีเ่ กิดในธรรมชาติ มีอยู่ 2 ชนดิ คอื
ก. สีทีเ่ ปน็ แสง (Spectrum) คือ สที ่ีเกิดจากการหักเหของแสง เชน่ สีรงุ้ สจี ากแทง่ แกว้ ปรซิ ึม
ข. สที อี่ ยใู่ นวตั ถุ หรอื เนอ้ื สี ( Pigment ) คอื สีทีม่ ีอยู่ในวัตถธุ รรมชาติทว่ั ไป เชน่ สขี องพชื สัตว์ หรอื แรธ่ าตุตา่ งๆ
2.)สที ม่ี นุษย์สรา้ งขนึ้ คอื สีที่ได้จากการสงั เคราะห์ เพอื่ ใช้ประโยชน์ในงานตา่ งๆ เช่น งานศลิ ปะ อตุ สาหกรรม การพาณิชย์
และในชีวิตประจาวัน โดยสังเคราะห์จากวัสดุธรรมชาติ และจากสารเคมี ที่เรียกว่า สีวิทยาศาสตร์ ซึ่งสีท่ีได้จากการสังเคราะห์
สามารถนามาผสมกัน ให้เกดิ เปน็ สตี า่ งๆอีกมากมาย
ภาพที่ 1.16 สี (Color)
สีกับอารมณ์ความร้สู กึ
ในดา้ นจิตวิทยา “ส”ี เปน็ ตัวกระตุ้นความรสู้ ึกและมผี ลตอ่ จิตใจของมนุษย์ สตี า่ งๆจะให้ความร้สู กึ ทแ่ี ตกต่างกนั ดังนน้ั
เราจึงมกั ใชส้ ีเพือ่ สอื่ ความร้สู กึ และความหมายตา่ งๆ ดังนี้
สีแดง : ให้ความรสู้ ึกเรา่ รอ้ น รนุ แรง อันตราย ตืน่ เต้น
สีเหลือง : ให้ความรู้สกึ สว่าง อบอ่นุ แจม่ แจง้ รา่ เริง ศรัทธา มั่งคงั่
สเี ขียว : ใหค้ วามรู้สกึ สดใส สดชืน่ เยน็ ปลอดภัย สบายตา มุ่งหวงั
สีฟา้ : ให้ความรสู้ กึ ปลอดโปลง่ แจม่ ใส กว้าง ปราดเปรื่อง
สีม่วง : ใหค้ วามรสู้ กึ เศรา้ หม่นหมอง ลึกลบั
สีแสด : ให้ความรสู้ ึก สดใส รอ้ นแรง เจิดจ้า มีพลงั อานาจ
สเี ทา : ให้ความรู้สึก เศรา้ เงียบขรมึ สงบ แก่ชรา
สนี ้าเงนิ : ใหค้ วามรู้สกึ เงียบขรึม สงบสุข จรงิ จงั มสี มาธิ
สนี ้าตาล :ใหค้ วามร้สู ึก แห้งแล้ง ไมส่ ดชื่น นา่ เบือ่
สีชมพู : ให้ความรู้สึก ออ่ นหวาน เปน็ ผู้หญงิ ประณตี รา่ เรงิ
สีดา : ใหค้ วามรู้สึก มดื มดิ เศร้า น่ากลวั หนักแน่น
สีขาว : ใหค้ วามรู้สกึ บรสิ ทุ ธิ์ ผดุ ผอ่ ง ว่างเปล่า จดื ชืด
แม่สี (Primary Color)
แมส่ ีศลิ ปะ(Primary Color)หรือบางครัง้ เรียกว่า “แม่สวี ตั ถุธาต”ุ หมายถงึ สที ใี่ ช้ในการวาดภาพ หรือสรา้ งสรรคผ์ ลงาน
ทางศิลปะท่วั ๆ ไปซ่ึงเมอื่ นามาผสมกันในปรมิ าณท่ีต่างอตั ราส่วนกันจะเกิดสีสนั ตา่ งๆมากมายใหเ้ ราไดเ้ ลอื กหรอื นามาใชใ้ นการ
สรา้ งสรรค์ผลงานทีส่ วยงามได้ สที ี่ใชใ้ นงานศลิ ปะเราเรยี กว่า แม่สชี ่างเขยี น (ARTIST) มี 3 สี คอื สแี ดง สเี หลือง และสีน้าเงิน
แมส่ ี มีอยู่ 2 ชนดิ ดังนี้
-แม่สขี องแสง เกดิ จากการหักเหของแสงผา่ นแทง่ แก้วปริซึม มี 3 สี คือ สีแดงสีเหลือง และสีนา้ เงินอยใู่ นรูปของแสงรงั สี
ซง่ึ เป็นพลงั งานชนิดเดียวทีม่ ีสี คณุ สมบัติของแสงสามารถนามาใช้ในการถา่ ยภาพภาพโทรทัศน์การจัดแสงสีในการแสดงต่าง ๆ
เป็นตน้
-แมส่ ีวัตถธุ าตุ เป็นสที ่ไี ด้มาจากธรรมชาติ และจากการสังเคราะห์โดยกระบวนทางเคมี มี 3 สี คือ สแี ดง สีเหลืองและสี
น้าเงิน แม่สวี ตั ถธุ าตเุ ป็นแม่สที น่ี ามาใชง้ านกันอย่างกวา้ งขวาในวงการศิลปะ วงการอตุ สาหกรรม ฯลฯ
ภาพท่ี 1.17 แมส่ ี
การผสมของแมส่ ชี า่ งเขียนนัน้ สามารถผสมใหเ้ ปน็ สีต่างๆ ได้มากมายตามหลกั ของทฤษฎสี ีนน้ั กลา่ วไดว้ ่า
วัตถุสใี ดๆ ก็ตามยอ่ มสะทอ้ นสตี วั ของมนั ออกมาให้เหน็ ขณะเดียวกันกด็ งึ ดูดเอาสขี องแม่สไี ม่ปรากฏเขา้ มาด้วย
เชน่
- สแี ดง (CRIMSION LAKE) สะท้อนรงั สขี องสีแดงออกมาแล้วดึงดูดเอาสีน้าเงินกับสีเหลืองซ่ึงต่างผสม
กนั ในตัวแล้วกลายเปน็ สีเขยี ว อนั เป็นคูส่ ขี องสีแดง
- สเี หลอื ง (GAMBOGE YELLOW) สะทอ้ นรงั สขี องสเี หลอื งออกมาแลว้ ดึงดดู เอาสีแดงกบั สนี ้าเงนิ ซ่งึ
ผสมกัน ในตวั แลว้ กลายเปน็ สีม่วง อนั เปน็ คสู่ ขี องสเี หลือง
- สีน้าเงิน (PRESSION BLUE) สะท้อนรังสีของสนี ้าเงินออกมาแล้วดึงดูดเอาสีแดงกบั สเี หลอื งเข้า
มาแลว้ ผสมกนั ก็จะกลายเปน็ สีสม้ ซึง่ เป็นค่สู ีของสีนา้ เงิน
7.) พืนผิว (Texture)
มผี ู้ใหค้ วามหมายของพน้ื ผิว (Texture) ในทัศนะทีม่ ีทิศทางเดยี วกนั ดงั นี้
ผิวสมั ผสั เปน็ ลกั ษณะพนื้ ผิวของรปู ร่างหรือรูปทรงต่างๆ ซ่ึงมีลักษณะเฉพาะและแตกต่างกันไป มีท้ังผิวละเอียด ผิวหยาบ ผิว
ขรุขระ หรือผวิ มัน เราสังเกตเหน็ ไดด้ ว้ ยตาและจากประสบการณทเ่ี คยสมั ผัส (เลอสม สถาปติ านนท์. 2537: 70)
ลักษณะผิว หมายถึง ลักษณะของบริเวณพ้ืนผิวของส่ิงตางๆ ที่เม่ือสัมผัสจับต้องหรือเม่ือเห็นแล้วรู้สึกได้ว่าหยาบ
ละเอยี ดมนั ดา้ นขรขุ ระเป็นจดุ เปน็ กามะหย่ี (ชลดู นมิ่ เสมอ. 2539: 62)
วฒั นาพร เขื่อนสุวรรณ ไดใ้ หค้ วามหมายของคาว่า “พืน้ ผิว”ไว้วา่ หมายถึง บริเวณผิวนอกของสิ่งต่างๆ ท่ีปรากฏให้เห็น
รับรู้ได้ด้วยการ รับสัมผัสทางตาและกายสัมผัส ก่อให้เกิดความรู้สึกในลักษณะต่างๆ กัน เช่น หยาบ ละเอียด มันวาว ด้าน
และขรขุ ระ (วฒั นาพร เขอื่ นสุวรรณ.ม.ป.ป. 111)
จากทัศนะข้างต้นจึงพอจะสรุปได้ว่า พ้ืนผิว (Texture) หมายถึง ลักษณะภายนอกของวัตถุที่เรามองเห็นและสัมผัสได้
เกดิ จากธรรมชาติและมนษุ ยส์ ร้างสรรคข์ น้ึ ภาพท่ีมีลกั ษณะพ้ืนผวิ ท่แี ตกตา่ งกนั จะใหค้ วามรสู้ กึ สนุกสนานตน่ื เต้นและมีชีวิตชีวา
พื้นผวิ สามารถกอ่ ให้เกดิ ความร้สู กึ ทีแ่ ตกต่างกันเชน่ หยาบ ละเอียด มันวาว ด้าน และขรุขระ เป็นตน้
ภาพที่ 1.18 แสดงพื้นผวิ ทราย
ที่มคี วามละเอยี ด (Pixabay, 2016)
ภาพท่ี 1.19 แสดงภาพถ่ายพื้นผวิ ที่มลี ักษณะพรว้ิ ไหวและละเอยี ด ภาพที่ 1.20 แสดงภาพถา่ ยพน้ื ผิวของหินท่มี ีลกั ษณะขรขุ ระ
(Paul IJsendoorn, 2009) (Paula, 2016)
4. องคป์ ระกอบศลิ ป์(Composition)
องค์ประกอบศิลป์ หมายถึง การนาส่วนประกอบต่าง ๆ ของทัศนธาตุต่าง ๆ เช่น จุด เส้นรูปร่างรูปทรง ขนาด
สดั สว่ น แสงเงา สี ช่องว่าง และลักษณะพนื้ ผิว มาสร้างสรรค์เป็นผลงาน การเรียนรู้องค์ประกอบศิลป์จึงเป็นพื้นฐานสาคัญใน
การสรา้ งสรรค์ผลงานศลิ ปะทกุ แขนงเพือ่ ใหเ้ กดิ ความงามหรือส่อื ความหมายทางศิลปะได้ โดยยดึ หลกั การจดั ดังนี้
4.1 เอกภาพ (Unity)
เอกภาพ (Unity) หมายถึง ความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน ความสอดคล้องกลมกลืนเป็นหน่วยเดียวกันด้วยการจัด
องคป์ ระกอบใหม้ ีความสัมพนั ธเ์ กี่ยวข้องกันเป็นกล่มุ ก้อนไมก่ ระจัดกระจายโดยการจดั ระเบียบของรูปทรงจังหวะเน้ือหาให้เกิด
ดลุ ยภาพจะไดส้ ื่ออารมณ์ความรู้สึกความหมายไดง้ ่ายและรวดเรว็
ภาพที่ 1.21 ภาพวาดท่ีมคี วามเปน็ อนั หนึ่งอนั เดียวกนั (Leon Zernitsky, 2017)
4.2 ความสมดลุ (Balance)
ความสมดลุ หรอื ดุลยภาพ(Balance) หมายถึง ความเท่ากันเสมอกนั มีนา้ หนักหรอื ความกลมกลืนพอเหมาะพอดีโดยมีแกน
สมมติทาหน้าที่แบ่งภาพให้ซ้ายขวา บน ล่าง ให้เท่ากัน การเท่ากันอาจไม่เท่ากันจริง ๆก็ได้ แต่จะเท่ากันในความรู้สึกตามท่ีตา
มองเห็นความสมดุลแบ่งเปน็ 2 ประเภท
- ความสมดุล 2 ข้างเท่ากัน (Symmetrical Balance) หมายถึง การจัดวางองค์ประกอบต่าง ๆ ของศิลปะให้ทั้ง 2 ข้าง
แกนสมมตมิ ีขนาด สดั สว่ น และน้าหนักเทา่ กนั หรอื มีรูปแบบเหมอื นกนั คล้ายกัน เช่น การวาดภาพหรือถ่ายภาพที่มีองค์ประกอบ
ดา้ นซ้ายและขวาเหมือนกันมาก
- ความสมดลุ 2 ขา้ งไม่เทา่ กัน (Asymmetrical Balance) หมายถึง การจัดองค์ประกอบของศิลปะ ท้ัง 2 ข้างแกนสมมติมี
ขนาดสัดสว่ นนา้ หนักไม่เทา่ กัน ไมเ่ หมอื นกนั ไมเ่ สมอกนั แต่สมดุลกันในความรู้สึก
ภาพที่ 1.22 แสดงภาพถ่ายทีม่ ีองค์ประกอบความสมดุลแบบ 2 ข้างเทา่ กนั ภาพท่ี 1.23แสดงภาพถ่ายท่ีมอี งคป์ ระกอบความสมดุลแบบ 2 ข้างไม่เท่ากนั
(Guido Borelli, 2010)
(Adam Romanowicz, 2008)
4.3 จังหวะ จดุ เดน่ (Dominance)
จุดเด่นหรือจุดสนใจหมายถึง ส่วนสาคัญที่ปรากฏชัดสะดุดตาท่ีสุดในงานศิลปะ จุดเด่นจะช่วยสร้างความน่าสนใจใน
ผลงานให้ภาพเขียนมีความสวยงามมีชีวิตชีวาย่ิงขึ้น จุดเด่นเกิดจากการจัดวางท่ีเหมาะสมและรู้จักการเน้นภาพ (Emphasis)
ทีด่ ี จดุ เด่นมี 2 แบบคือ
- จุดเด่นหลกั เป็นภาพทีม่ คี วามสาคัญมากท่ีสุดในเร่อื งทจี่ ะเขยี นแสดงออกถงึ เร่ืองราวทช่ี ัดเจนเดน่ ชัดทส่ี ดุ ในภาพ
- จดุ เด่นรอง เป็นภาพประกอบของจุดเด่นหลัก ทาหน้าท่ีสนับสนุนจุดเด่นหลักให้ภาพมีความสวยงามย่ิงขึ้น เช่น ภาพ
เรือด้านล่างท่ีมีจุดเด่นของภาพอยู่ที่เรือลาใหญ่ด้านซ้าย และมีจุดเด่นรองคือเรือด้านขวาทาหน้าท่ีสนับสนุนให้ภาพมีความ
สมบูรณ์มากยิง่ ขึ้น
ภาพท่ี 1.24แสดงภาพถ่ายทมี่ ีจดุ เดน่ หลกั เพียงจดุ เดียว ภาพที่ 1.25แสดงภาพถ่ายทม่ี จี ุดเดน่ รองทาหน้าทสี่ นับสนุนจุดเดน่ หลกั
(Sandy Taylor, 2017) (William Bradford, 2012)
4.4 ความกลมกลนื (Harmony)
ความกลมกลืน(Harmony)หมายถึงการประสานเข้าสนิทกัน กลมกลืน ปรองดอง สามัคคี ลงรอย ในทางทัศนศิลป์
ความกลมกลนื หมายถงึ การรวมกันของหน่วยย่อยต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ส่วนประกอบมูลฐานของศิลปะ คือ จุด เส้น รูปร่างรูปทรง
ท่ีว่าง สี พื้นผิว น้าหนัก อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง และการจัดวางองค์ประกอบทาให้เกิดเป็นการประสานเข้ากันได้
อย่างสนิท โดยไม่มคี วามขัดแยง้ ทาให้ผลงานการออกแบบ ทศั นศลิ ป์ มีความเปน็ อันหน่ึงอนั เดียวกนั หรือความมเี อกภาพ
ภาพด้านล่างเป็นความกลมกลืนด้านเร่ืองราวท่ีสอดคล้องเป็นเร่ืองราวเก่ียวกับธรรมชาติ และเป็นความกลมกลืนใน
เรื่องสวี รรณะเดียวกนั
ภาพที่ 1.26แสดงภาพที่มีความกลมกลนื ในสว่ นของสีทไ่ี ปในทิศทางเดียวกนั ภาพที่ 1.27แสดงภาพทมี่ อี งค์ประกอบของความกลมกลนื
(Hardibudi, 2016) (Chuck Pinson, 2013)
4.5 ความขดั แย้ง (Contrast)
ความขัดแย้ง (Contrast) หมายถึง ความไม่ลงรอยกัน ไม่เข้ากันขององค์ประกอบต่างๆ ของงานศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น
รูปทรงขนาดเส้นพ้ืนผิว สี และถูกจัดวางเพ่ือให้เกิดความงามทางศิลปะเช่น รูปทรงที่ต่างกัน สีตรงกันข้ามกัน ลักษณะผิว วิธี
ลดปรมิ าณให้เหลอื น้อยลงประมาณร้อยละ 20หรือการเพิ่มลักษระของรูปร่าง รูปทรง ให้เกิดความกลมกลืนขึ้น แต่ยังมีความ
ขัดแย้งอยบู่ ้างเล็กนอ้ ยเพ่ือแก้ความเบอ่ื หน่ายอันเกิดจากความกลมกลนื ที่มากเกนิ ไป ซ่ึงจะทาใหง้ านออกแบบนัน้ นา่ สนใจ
ภาพที่ 1.28แสดงภาพท่ีมคี วามขดั แยง้ ระหวา่ งสีของพืน้ หญา้ ภาพท่ี 1.29แสดงภาพที่มีความขดั แยง้ ระหว่างสขี าวและดาทาใหภ้ าพดนู ่าสนใจ
(Richard Thomas, 2013) (Jim DeLillo, 2008)
4.6 ขนาด สดั ส่วน (Size Proportion)
ในการวาดภาพขนาดและสัดส่วนมีความสาคัญมาก ทุกส่วนของภาพวาดจะต้องมีความสอดคล้องกันของขนาดและ
สัดสว่ น จะผิดเพีย้ นไมไ่ ด้
ความหมายของขนาด (Size) และสดั สว่ น ((Proportion)) ในทางทศั นศลิ ป์
ขนาด (Size หรือ Scale) สัดส่วน (Proportion) เป็นคาที่มีความหมายทั้งคล้ายกัน และ แตกต่างกัน เล็กน้อย แต่มีความ
ความสัมพันธ์กันตลอดเวลา คอื เป็นความสมั พนั ธ์ (Relative)ของสว่ นยอ่ ย (Detail) กบั ส่วนรวม (Mass) กล่าวคอื
ขนาดเป็นส่วนย่อย หมายถึง ขนาดความใหญ่ ความเล็ก ความกว้าง ความยาว หรือความลึก ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซ่ึงวัดได้ตาม
มาตรา ทม่ี นษุ ยไ์ ดก้ าหนดหนว่ ยวัดขน้ึ มา เพอื่ เปน็ มาตรฐานใชเ้ รยี กกัน
สัดส่วนเป็นส่วนรวมหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งสองส่ิง ท่ีมีขนาดต่างกัน เช่นการท่ีจะระบุว่าขนาดนั้นมีความใหญ่ เล็ก
หรือมคี วามเหมาะเจาะพอดีแค่ใหนน้ัน ต้องนาไปเปรยี บกบั ขนาดโดยส่วนรวม (Mass) ทเ่ี รยี กวา่ สัดสว่ น (Proportion)
ยกตัวอย่างเช่นภาพด้านล่างน้ี ขนาดของคนตกปลาและ ปลา คือส่วนย่อย (Detail) แต่เมื่อมีความสัมพันธ์กันเป็น
ส่วนรวมกจ็ ะเกิดสดั ส่วนทีไ่ ม่เหมาะสม
ภาพท่ี 1.30 ภาพ "The Fisherman"
แสดงสัดส่วนทแี่ ตกต่างกัน
(Saul Steinberg)
สรปุ
“ศิลปะ” เป็นส่ิงที่มนุษย์สร้างข้ึนจากอารมณ์ความรู้สึกและความคิดสร้างสรรค์เพ่ือให้เกิดความงาม และเกิดความพึง
พอใจในภาพลักษณ์ของงานศิลปะที่เกิดจากจินตนาการไปตราบนานเท่านานโดยมีการสร้างสรรค์ พัฒนารูปแบบต่าง ๆ
ออกไปอย่างมากมายไม่มีที่สิ้นสุด ดังน้ันผลงานที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นจึงกลายเป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรม (Cultural
Heritage) ทีล่ า้ ค่าของมนุษย์สืบต่อกันมา โดยถอื วา่ เป็นผลงานทีม่ คี วามหมายในหน้าท่ีหรือประโยชน์และการสร้างสรรค์ ตาม
ความต้องการอยา่ งเหมาะสมของสงั คม (Social needs) ของแตล่ ะยคุ แต่ละสมยั
ศิลปะสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท คือ 1.) วิจิตรศิลป์ (Fine art) บางที่เราก็เรียกว่าประณีตศิลป์ หมายถึง ศิลปะท่ี
ตอบสนองความต้องการของมนษุ ยด์ า้ นจติ ใจและอารมณแ์ บง่ ออกได้เปน็ 5 แขนง คือจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม
วรรณกรรม และนาฏศิลป์และดุริยางคศิลป์และ 2.) ประยุกต์ศิลป์ (Applied art) หมายถึง ศิลปะท่ีตอบสนองความต้องการ
ทางรา่ งกาย จิตใจ ไดแ้ ก่ พาณิชยศลิ ป์ อตุ สาหกรรมศิลป์ มัณฑนศลิ ป์ และศลิ ปหัตถกรรม
ทัศนธาตุ(visual elements) หมายถึง สิ่งที่เป็นปัจจัยของการมองเห็นเป็นส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นภาพ เป็น
องค์ประกอบสาคญั ของงานศลิ ป์ ไดแ้ ก่ จุด เสน้ นา้ หนัก พืน้ ทว่ี า่ ง รปู รา่ งและรปู ทรง สี และลกั ษณะพนื้ ผิว
องค์ประกอบศิลป์ (Composition) หมายถึง การนาส่วนประกอบต่าง ๆ ของทัศนธาตุ เช่น จุด เส้นรูปร่างรูปทรง
ขนาด สัดส่วน แสงเงา สี ช่องว่าง และลักษณะพื้นผิว มาสร้างสรรค์เป็นผลงาน องค์ประกอบศิลป์แบ่งออกเป็น 6 ส่วน คือ
เอกภาพความสมดลุ จังหวะและจุดเด่นความกลมกลนื ความขัดแย้งและขนาดและสัดสว่ น
ค้าถามท้ายบท
1. คาว่า “ศิลปะ” หมายถึงอะไร
2. ศิลปะมีกี่ประเภท ประกอบดว้ ยอะไรบ้างจงอธิบาย
3. ทัศนศลิ ป์(Visual Art)หมายถึงอะไร
4. ผลงานศิลปะท่ีมีลักษณะเป็นสามมิติ และใช้วิธีทาโดยการป้ัน แกะสลัก ทุบ และหล่อ
คอื ศิลปะประเภทใด
5. ทัศนธาตุ(Visual Elements) ประกอบด้วยอะไรบ้างจงอธิบาย
6. เส้นฟันปลาในทางศลิ ปะให้ความรูส้ กึ อย่างไร
7. จงบอกความหมายของสี (Color) และอธบิ ายว่าเกดิ ขึ้นไดอ้ ย่างไร
8. จงอธบิ ายวา่ “รปู ร่าง” และ “รูปทรง” มคี วามแตกต่างกนั อย่างไร
9. องค์ประกอบศลิ ปห์ มายถงึ อะไร ประกอบด้วยอะไรบา้ ง จงอธิบาย
10. ให้นกั ศึกษายกตวั อยา่ งผลงานศลิ ปะทตี่ นเองชนื่ ชอบพร้อมอธิบายเหตุผล