The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือ วิถีไทย วิถีพุทธ2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sitthisak2519d, 2021-09-13 04:26:53

คู่มือ วิถีไทย วิถีพุทธ2

คู่มือ วิถีไทย วิถีพุทธ2

บันทึกความดี สัปดาหท์ ่ี
๑ ป�ดน้ำหลงั ใช้งาน
๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘
ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ ปฏิบตั ิ

ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้ ได้

๒ ป�ดไฟ/ป�ดแอร์ หลังใช้
งาน

๓ เกบ็ ทน่ี อนทำความ
สะอาดหอ้ งด้วยตวั เอง

๔ อา่ นหนงั สอื ไม่ต่ำกว่า ๑๐
หนา้ ต่อวัน

๕ มีเงนิ ออมทกุ วัน

๖ พูดคุย/ปรึกษาพอ่ -แม่
ทกุ คร้ังเม่อื มปี �ญหา

๗ ไมเ่ ล่นโทรศพั ท์พร่ำเพรือ่
นอกจากการเรยี นออนไลน์

๘ ชว่ ยเหลือเพ่ือน

๙ ไม่รังแกสัตว์

๑๐ ไมส่ ง่ เสียงรบกวนผู้อนื่

๑๑ พดู จาสุภาพ

๑๒ ไม่สบู บุหรี่/ไม่เสพสิ่งเสพ
ตดิ /ไมด่ ่มื สุรา

๑๓ ไมล่ ักทรพั ยห์ รือหยบิ ของ
คนอ่ืนโดยไม่ได้รบั
อนุญาต

๑๔ ช่วยพอ่ -แม่หรอื
ผปู้ กครองทำงานบ้าน

๑๕ อนื่ ๆ
........................................

ขอ้ ใดทีน่ กั เรยี นปฏิบตั ไิ ม่ได.้ ..................................................................................เหตผุ ล.........................................................................................................................................................
นกั เรยี นจะแกป้ ัญหานไี้ ดอ้ ยา่ งไร.............................................................................................................................................................................................................................................

แนวคิด
ศาสนาเปน� สิง่ จำเป�นแก่ชีวิต ศาสนาทำใหม้ นุษย์สามารถอยู่ไดต้ ามลำพงั โดยปราศจากความ

กลวั คำสอนในศาสนาต่างๆ มคี วามสำคัญอย่างย่ิงในการพัฒนาบุคคลใหม้ ีทศั นคติทด่ี งี ามมีคุณธรรม
ประจำตน และแนวทางปฏิบัติอันถูกต้อง ศาสนาจะชว่ ยพัฒนาปรับปรุงความคิดและการกระทำตา่ งๆ
ของบุคคลใหม้ คี ณุ ภาพมากยงิ่ ขนึ้ รวมถึงแก้ปญ� หาและขอ้ บกพรอ่ งของตนเองได้ จนสามารถบรรลุ
ความสำเรจ็ ในการดำเนินชวี ิต และพน้ จากความทกุ ข์ ผู้ทพ่ี ัฒนาตนเองแลว้ ย่อมมีศกั ยภาพและ
คุณภาพ มีหลกั การปฏบิ ตั อิ ันถูกตอ้ ง และมคี วามพร้อมในการสร้างประโยชน์สขุ แก่สังคมส่วนรวมคำ
สอนของศาสนาจึงมีเป้าหมายใหผ้ ้ศู กึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามสามารถพัฒนาตนเองและสังคมได้

หลกั คำสอนของทกุ ศาสนามีความสอดคลอ้ งหรือจุดร่วมเดยี วกนั คือ ทกุ คนปฏิบตั ติ ามคำสอน
ศาสนาแลว้ ย่อมเจริญก้าวหนา้ หรอื ชวี ิตมแี ต่สันตสิ ขุ

สาระการเรยี นรู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวงั

๑. ความนำ ๑. อธบิ ายความหมายและจดุ กำเนดิ ของศาสนาได้
๒. ความหมายของศาสนา ๒. อธิบายความสำคัญของศาสนาได้
๓. จุดกำเนดิ ของศาสนา ๓. อธบิ ายลักษณะของศาสนาได้ถูกต้อง
๔. ความสำคัญของศาสนา ๔. อธบิ ายหลักศาสนากบั การดำเนนิ ชีวติ ได้
๕. ลกั ษณะของศาสนา ๕. ระบุถงึ ศาสนาต่างๆได้
๖. ศาสนากบั การดำเนินชีวิต ๖. เขา้ ใจและระบหุ ลักธรรมของศาสนาตา่ งๆ ได้
๗. ศาสนาตา่ งๆ ๗. ยกตวั อยา่ งของหลักธรรมท่สี ามารถนำไปใชใ้ น
๘. หลกั ธรรมสำคญั ของพระพุทธศาสนา ชวี ิตประจำวนั
๙. หลกั คำสอนของศาสนาพราหมณ-์ ฮินดู
๑๐. หลกั คำสอนของศาสนาอสิ ลาม ได้
๑๑. หลกั คำสอนของศาสนาคริสต์
๑๒. หลักธรรมกับการนำไปใชใ้ นชวี ิตประวนั

ความนำ

โดยท่วั ไปมนุษย์ไมว่ ่าชาติใดภาษาใด ล้วนเป�นคนมีศาสนาแทบท้ังส้ิน และศาสนาทีค่ นเหล่านนั้
นบั ถือยอ่ มกำหนดไวแ้ ล้วต้ังแต่เกดิ มา พอ่ แม่ และปูย่ า่ ตายาย เคยนับถอื ศาสนาอะไรลกู ทเ่ี กิดมา
ในครอบครัวก็นบั ถอื ศาสนาไปตามนน้ั แมว้ ่าคนจำนวนหน่ึงอาจไม่มศี าสนา หรือนับถอื ศาสนาหนง่ึ มา
ต้งั แต่เกดิ อาจเปล่ยี นไปนับถอื ศาสนาหนึ่งก็ได้ แตอ่ ยา่ งนี้มีนอ้ ย คนจำนวนมากเกดิ ในศาสนาใดก็อยู่
ในศาสนาน้ัน และตามปรกตกิ ต็ ายอยู่ในศาสนานั้น

ศาสนาเปน� เรอื่ งของความเชอ่ื ไม่วา่ จะเปน� ศาสนาใด ล้วนมวี ตั ถปุ ระสงค์สง่ เสริมความเข้าใจดี
มสี ันติต่อกัน มุง่ ขจัดความแตกรา้ วระหวา่ งมนุษยชาติ ต้องการใหม้ ีสนั ติสขุ เกิดขนึ้ ในโลกทกุ ศาสนาจงึ มี
พธิ ี ศลิ ปะและประเพณเี กยี่ วกับศาสนาที่เปน� การแสดงออกแห่งความเช่ือตามแต่ศาสนาของตน

ทกุ ศาสนามีวตั ถุประสงค์ให้
มนษุ ย์ทำความดี
ละเวน้ ความช่วั

ความหมายของศาสนา

พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้นยิ ามคำว่า ศาสนา ดังนี้ ศาสนา น. ลทั ธิ
ความเชื่อถือของมนษุ ย์อนั มหี ลกั คือ แสดงกำเนดิ และความสนิ้ สดุ ของโลก เปน� ต้น อันเปน� ไปในฝ่าย
ปรมตั ถป์ ระการหนงึ่ แสดงหลักธรรมเกีย่ วกับ บญุ บาป อนั เปน� ไปในฝ่ายศีลธรรมประการหนง่ึ พร้อม
ทั้งลัทธิพิธที ี่กระทำตามความเหน็ หรือตามคำส่งั สอนในความเชอื่ ถือนนั้ ๆ (ส. (สนั สกฤต) ศาสน ว่า คำ
สอน, ข้อบังคบั , ป. (บาล)ี สาสน)

จดุ กำเนิดของศาสนา

ศาสนาเร่มิ มีข้ึนเมอ่ื ไร และอย่างไรไมม่ ีใครทราบแนช่ ดั แต่จากหลักฐานทางประวัตศิ าสตร์ เชน่
โครงกระดูก เคร่ืองใชต้ ่างๆ ทำให้นกั มานษุ ยวิทยาใช้เปน� หลักฐานนำมาวิเคราะห์ สันนิษฐานวา่ ความ
เชื่อเร่อื งผีเรอ่ื งวญิ ญาณ ตลอดจนสงิ่ เรน้ ลบั เหนือธรรมชาติ เป�นจุดเรมิ่ ตน้ ของศาสนา เป�นพ้นื เพแหง่
ความเช่ือเดมิ ของมนุษย์ ศาสนาต่างๆ มักกลา่ วถงึ เร่ืองเมอื งนรก เมอื งสวรรค์ ผู้มีอำนาจสงู สุด มเี รอื่ งรปู
เคารพบูชา มเี ร่ืองเซ่นสังเวย ตลอดจนการขอความคมุ้ ครองป้องกันอันตรายจากส่งิ ท่ีมองไมเ่ หน็
เรยี กวา่ เปน� คติความเช่ือเร่ืองผสี างเทวดากอ่ นต่อมาจงึ ได้เกิดพิธตี ่างๆ ตามมา

นักมานุษยวิทยาลงความเห็นว่า ในระยะแรกมนุษยม์ ชี ีวิตอยูโ่ ดดเดยี่ วตามลำพัง เรร่ อน
แสวงหาอาหาร ในระยะตอ่ มาจงึ เร่ิมพัฒนาสภาพความเป�นอยู่มาเป�นชีวิตมีครอบครัว ครอบครวั และ
ครอบครัวมารวมกันเป�นโคตร เป�นตระกูล เกิดมอี าชพี เล้ยี งสัตว์ และเพาะปลกู ข้ึนเป�นลำดับ
ความสำคญั ในอาชีพเลี้ยงสตั ว์ ทต่ี ้องอาศยั ป่าหญา้ และบอ่ นำ้ เหตุนผี้ สี างเทวดาท่ีเคยนบั ถือมาแต่เดมิ ก็
เปลีย่ นแปลงไปตามความสำคญั ซ่งึ เก่ยี วขอ้ งกับชีวติ ของคน ผีสางเทวดาตนใดทีเ่ กย่ี วกับธรรมชาติท่ี
เดน่ เชน่ เทพประจำฝนฟา้ และบอ่ นำ้ กก็ ลายเป�นเทพสำคัญไปตามลักษณะของชนชาติทีน่ บั ถอื เทพ
อน่ื ๆ ที่ไมส่ ำคญั กบั ความเปน� อยูก่ เ็ ส่อื มคลายจากความนับถือ และสาบสูญไปในท่ีสุด

จดุ กำเนิดของศาสนามกั เกีย่ วข้องกับการดำเนนิ ชวี ติ

ต่อมามนุษย์ไดพ้ ฒั นาจากอาชพี เล้ยี งสัตวเ์ รร่ ่อน มาเป�นอาชพี เพาะปลูกซึง่ ต้องอย่กู ับท่ีไม่
สามารถย้ายถนิ่ ไปท่ีอนื่ ไดง้ ่ายๆ ต้องพ่ึงดินฟ้ามากกว่าอาชีพเลยี้ งสตั ว์ เหตนุ ้ผี ีสางเทวดาตนไหนที่
เกย่ี วขอ้ งกับดินฟา้ อากาศ กย็ ่งิ มีความสำคญั แกช่ ีวิตกสิกร เมือ่ ถงึ ฤดเู พาะปลกู ถา้ ฝนไม่ตกกเ็ ฝา้ คอย
จนกวา่ เทวดาจะโปรดให้ฝนตก หรอื ไม่กห็ าอบุ ายตา่ งๆ บงั คับให้ฝนตกด้วยวิธไี สยศาสตร์

ตอ่ มาเมื่อมนุษยเ์ จริญถงึ ระยะหนง่ึ เหน็ ว่าไมส่ ามารถบังคับให้ฝนตกลงมา กเ็ ปล่ยี นวธิ มี าเปน�
ออ้ นวอนสิ่งศักดส์ิ ทิ ธ์ิ บนั ดาลให้ฝนตกลงมา มีการทำพลกี รรมซ่งึ ถอื ไดว้ ่าเปน� เหตุการณเ์ ร่ิมตน้ ท่ที ำให้
เกดิ ศาสนาขึน้ คนสมัยดกึ ดำบรรพ์จึงมพี ธิ ีพลีกรรม โดยฆา่ คนหรอื สัตวบ์ ชู ายญั และถวายพชื พันธ์ุ
ธญั ญาหารแก่ผสี างเทวดา เชน่ ถ้าบูชาเทพประจำแม่น้ำ กจ็ บั เอาผู้ท่ถี กู บชู ายัญโยนลงไปในน้ำใหจ้ มน้ำ
ตาย ถา้ บูชาเทพประจำแผน่ ดนิ ก็จบั เอาผ้ทู ถ่ี ูกบชู ายัญฝง� ดินทั้งเป�น ถา้ บชู าเทพประจำฟ้า กจ็ บั เอาผู้
ทีถ่ ูกบชู ายญั ไปฆา่ และเผาใหก้ ล่ินของเน้อื ที่ถูกเผาลอยขึน้ ไปบนฟา้ เป�นตน้

เมอื่ เกิดลทั ธิพธิ เี กยี่ วกับฤดูกาลข้นึ แล้ว ตอ่ มากเ็ กิดลัทธิพธิ เี กีย่ วกับระยะกาลแหง่ ชวี ิตของ
บุคคลข้นึ เชน่ พิธเี กีย่ วกบั การเกิด การยา่ งเขา้ วยั เปน� หนมุ่ -สาว การแตง่ งาน และการตาย เป�นต้น
จากหลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์ นกั มานุษยวิทยาพบว่ามนษุ ยใ์ นทีต่ ่างๆ มีพิธเี ก่ียวกบั ความตาย
แตกต่างกนั เชน่ หญงิ ชาวเกาะนิวกนิ ีนยิ มเกบ็ ศพสามีไว้ในกระทอ่ มของตน จนศพแห้ง และจัดหา
อาหารมาให้ศพกินทกุ วัน หรอื ในแถบทะเลทรายนิยมเกบ็ ศพด้วยวิธชี โลมยาใหศ้ พแหง้ ซึ่งเป�นการทำ
มัมมี่ (Mummy) ถ้าเปน� ศพกษัตรยิ ์ กจ็ ะบรรจไุ ว้ในพีระมดิ มกี ารใสส่ มบตั ผิ ตู้ ายลงไปดว้ ย โดยมคี วาม
เช่อื ว่าผู้ตายจะสามารถฟ�นกลับคนื ชวี ติ ขน้ึ มาอกี ครั้ง

ความเช่อื ในเรื่องเกยี่ วกับความตาย มหี ลากหลายรูปแบบทง้ั การฝ�ง และการเผา ในระยะแรก
เปน� การฝ�งศพโดยวิธขี ดุ หลุมใหล้ กึ เปน� เพราะส่วนใหญก่ ลวั วา่ คนตายหรือผี จะกลบั ฟ�นขน้ึ มารบกวน
คนเปน� ได้ เช่น ในประเทศอาหรับ เยอรมนี และสเปน ถ้าศพใดเป�นผตี ายโหง ผูใ้ ดเดินผ่านหลุมฝง� ศพก็
มักจะนำกอ้ นหนิ ไปทบั เพม่ิ จนเปน� กองโต ตอ่ มากลายเปน� การนำหินมาประดับหลุมฝง� ศพอย่างใน
ป�จจบุ นั

ในระยะตอ่ มาเมือ่ มกี ารเผาศพเกิดขน้ึ ความเชอ่ื เรื่องผกี ็ยังมีอยู่ เพราะผตู้ ายไปแล้วยงั มาเข้าฝน�
วา่ ได้รับความลำบาก อดอยาก ไมม่ ใี ครเซ่นไหว้ ดว้ ยเหตนุ ศ้ี าสนาตา่ งๆ จึงมพี ิธเี ก่ียวกับการศพเกดิ ข้ึน
แมบ้ างศาสนาจะปฏเิ สธเร่ืองแบบนี้แตใ่ นทางปฏบิ ตั ิก็ยังประพฤตกิ นั อยู่ อย่างไรกต็ าม เม่ือเกดิ พิธเี ผา
ศพขน้ึ แลว้ ความเช่อื ที่วา่ คนตายจะกลบั ขึ้นมาใหม่ในร่างเดิมกห็ มดไป กลายเป�นความเชอื่ เรอื่ ง
วญิ ญาณเป�นอมตะเข้ามาแทนท่ี การเผาศพเพอ่ื ทำลายซากใหส้ น้ิ ไปในระยะแรก จึงเปลี่ยนเป�นการ
แสดงไมตรจี ติ ต่อผ้ตู าย เพ่อื ชว่ ยให้วิญญาณหลดุ พน้ ไปจากรา่ งด้วยพิธีกรรมตามหลกั ที่ตนนบั ถอื ซึง่ ถือ
เปน� ขั้นตน้ ของศาสนา

กำเนิดเทพเจา้

ระยะก่อน “สรา้ งบ้านแบง่ เมอื ง”หรือก่อตงั้ เปน� ประเทศชาติ มนษุ ย์อย่รู ว่ มกนั เป�นครอบครัวและ
รวมกันเปน� โคตรเปน� ตระกลู โดยมี “หัวหนา้ ” หรอื “ประมขุ ” เปน� ผดู้ ูแลทกุ ขส์ ุขและควบคมุ คนในหมู่
ตลอดจนเปน� ผปู้ ระกอบพธิ ตี ามลัทธคิ วามเชอื่ เมอ่ื หัวหน้าตายลงก็มพี ิธเี คารพบูชาศพและเซ่นไหว้เพ่อื
ขอความคมุ้ ครอง จงึ เกดิ เป�นคติศาสนาทีเ่ รยี กว่า ลัทธิบชู าผบี รรพบรุ ษุ (Ancestor Worship) ข้ึน

ระยะ “สรา้ งบ้านแบง่ เมอื ง” หัวหน้าไดก้ ลายเปน� เจ้าบา้ นผา่ นเมอื งเป�นพระราชาขึ้น เมอื่ ตายลง
ประชาชนก็ยกยอ่ งนบั ถอื เป�นผีชัน้ หัวหน้าเลอ่ื นขึ้นเปน� ผีช้นั เทวดา ในระยะแรกท่มี นุษยเ์ รร่ อ่ น มนุษยก์ ็
อัญเชญิ ผีหรือเทวดาของตนท่นี บั ถอื และเช่อื ว่าสิงสถติ อยู่บนตน้ ไม้หรอื ยอดเขาลงมาสิงสถติ อยใู่ นศาล
หรือท่ที ีส่ ามารถเคล่ือนย้ายไดง้ า่ ย ตอ่ มาเม่ือมนษุ ย์เรมิ่ ต้ังถิน่ ฐานเปน� หลักแหลง่ เทพเจา้ ก็เปลยี่ นเปน�
เทพประจำถ่ิน

การท่ีมนุษยห์ ลายๆ โคตร หรือหลายๆ ตระกลู มาอยู่รว่ มกันทำใหเ้ กดิ การผสมผสานทาง
วฒั นธรรมขึ้น แมจ้ ะยังคงนับถือโคตรตระกลู ของตน กถ็ ูกเทพเจา้ ของตระกลู ท่ีมีอำนาจมากกว่ากลนื ไป
กลายเป�นนับถือเทพเจ้าประจำประเทศชาติ ซ่งึ เป�นเทพประจำโคตรตระกลู ของผทู้ ่ีไดม้ าเป�นใหญ่ใน
แผ่นดิน กลายเปน� เทวราชแหง่ ประเทศขนึ้

ความคิดเกีย่ วกับเทวราช เปน� ส่ิงช่วยให้ผูป้ ระพฤติชว่ั บรรเทาลง เพราะได้อาศยั ความคิดท่วี ่า
พระราชาธบิ ดีผูท้ รงปกครองแผ่นดินทรงลงโทษผกู้ ระทำชัว่ เมอ่ื จับตัวได้ฉันใด เทวราชกย็ ่อมลงโทษผู้
ประพฤตชิ ่ัวแตจ่ บั ตวั ไมไ่ ดฉ้ ันนั้น เขา้ ทำนองท่ีว่า “ผใู้ ดทำชว่ั ในทแี่ จง้ จะถกู มนุษย์ลงโทษ ผใู้ ดทำชั่วใน
ท่ลี ับจะถูกเทวดาลงโทษ”

ด้วยเหตผุ ลนี้คำว่า บุญ-บาป จึงเกิดขึ้นเป�นผลดีใหเ้ กิดการถอื ศลี ธรรมอนั เปน� ส่วนสำคญั ของ
ความเปน� ปรกติของสังคม

ความสำคญั ของศาสนา

ศาสนาทกุ ศาสนาต่างมจี ดุ หมายสำคัญรว่ มกนั คือ ตอ้ งการให้มนุษย์ทกุ คนเป�นคนดอี ยรู่ ่วมกั้น
อย่างสันติ เปรียบไดก้ บั กฎหมายท่ใี ชค้ วบคมุ สังคม หากสมาชิกไม่ปฏบิ ตั ิตามกจ็ ะไดร้ ับโทษตาม
ข้อกำหนด สว่ นทางศาสนาหากไมป่ ฏิบตั ติ ามหลกั คำสอนย่อมเกิดความเสอ่ื มแห่งชวี ิตหรอื ได้รับความ
ทุกขต์ ามเหตแุ ห่งการละเมิดคำสอนน้ันๆ

ศาสนามีความสำคญั ทงั้ ตอ่ บุคคลและสังคมมาก เชน่

• เป�นส่งิ ยึดเหนยี่ วจิตใจทที่ ำให้มนษุ ยม์ ีทพี่ งึ่ และสร้างความมน่ั ใจในการดำเนินชวี ติ

• เปน� เคร่ืองมอื ในการสานสร้างความสมานสามัคคีกันของสมาชกิ ในสังคมทำให้
สงั คมเป�นอันหนง่ึ อนั เดยี วกัน ชว่ ยลดความขัดแยง้ ทำให้เกิดสันตสิ ขุ

• เป�นบรรทดั ฐานในการประพฤติปฏิบตั ขิ องสมาชกิ ในสงั คม หากบคุ คลใดยึดม่นั ในหลกั
ธรรมคำสอนก็จะทำใหต้ นเองมีความสุขความเจริญ เพราะจะได้รับความเลื่อมใน ศรัทธาเคารพรกั จาก
บคุ คลอืน่ เมอ่ื จะกระทำกจิ กรรมใดๆ กจ็ ะไดร้ บั ความร่วมมอื ชว่ ยเหลือและส่งเสรมิ เป�นอนั ดี เปน� ผลดี
ตอ่ การประกอบอาชีพหรือหนา้ ทกี่ ารงาน

• เปน� เครอ่ื งมอื ในการอบรมขดั เกลา่ สมาชกิ ของสังคม ศาสนาเปน� ส่งิ ทีส่ รา้ งความเคารพ
ศรทั ธาขน้ึ ภายในจติ ใจของมนษุ ยใ์ ห้ยึดม่ันและปฏบิ ตั ิตามคำสอน ให้มนษุ ย์รู้จกั เกรงกลัวต่อบาปละอาย
ตอ่ การกระทำทไี่ ม่ถกู ตอ้ ง ปลูกฝง� ใหร้ ้จู กั การกระทำความดี เปน� ประโยชนแ์ ก่ตนเองและสังคม ใหร้ ู้จัก
สง่ิ ถกู ต้องดงี าม

• เป�นพ้ืนฐานของขนบธรรมเนียมประเพณี เพราะหลักธรรมคำสอนต่างๆ ของศาสนาที่
ประชาชนในสังคมถือปฏิบตั มิ าน้ัน มกี ารสบื ทอดกนั มายาวนาน กลายเปน� ขนบธรรมเนยี มและ
ประเพณีของสังคมทจี่ ะตอ้ งยึดถือปฏบิ ัติ เชน่ การทำบญุ ตกั บาตร การไหวพ้ ระ การเวยี นเทยี น ในวนั
สำคญั ทางศาสนาเป�นต้น

• เป�นเคร่อื งหมายของสังคมศาสนาจะเป�นสญั ลกั ษณท์ แี่ สดงให้เหน็ ถงึ ความเปน� อนั
หนึง่ อนั เดยี วกันของประชาชน เพราะแต่ละสังคมจะมีศาสนาหลักของสังคมทีท่ ำให้สังคมอน่ื รับรู้ เช่น
สังคมไทยแมจ้ ะมีประชนนับถอื ศาสนาอนื่ อกี มากมาย แตพ่ ระพุทธศาสนาเปน� ศาสนาท่มี ปี ระชาชนนับ
ถอื มากท่สี ุด สังคมอนื่ รับรูว้ า่ ไทยเปน� สงั คมของชาวพทุ ธ เป�นตน้

• เป�นมรดกของสังคมศาสนาถอื เปน� มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญยง่ิ ของสังคมโลก เพราะ
ทกุ ศาสนาจะมศี าสนวตั ถุ ศาสนกิ ชน หลักธรรมคำสอน
และศาสนพธิ ีต่างๆ มากมายที่เปน� เครอ่ื งบง่ ชถ้ี ึงความ
เจรญิ กา้ วหนา้ หรอื ความเส่อื มถอยของสงั คมไดเ้ ป�นอย่างดี

สงั คมไทยตระหนกั ถงึ ความสำคญั ของศาสนา
ต่อบคุ คลและสงั คม โดยไม่มีการกีดกันศาสนา
อื่นๆ ใหก้ ารสนบั สนนุ และส่งเสริมศาสนาต่างๆ มาชา้ นาน

ศาสนามศี าสนสถานและศาสนพธิ ีเป�นมรดกของสงั คม

ลักษณะของศาสนา

ในแต่ละศาสนาอาจมคี ำสอนคล้ายคลึงกนั หรือแตกต่างกันอยูบ่ า้ ง แต่โดยเนอื้ แทแ้ ล้วทกุ ศาสนา
ยอ่ มมีจดุ หมายอย่างเดียวกนั คือ มุง่ สั่งสอนใหส้ งั คมมนษุ ย์ไดอ้ ยูร่ ่วมกันอย่างสงบสขุ ตลอดจนเป�นทีร่ วม
ของพธิ กี รรม ศิลปกรรม ศิลปกรรม วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และสง่ิ ท่ีเคารพบชู าสามารถ
นำมาเป�นเครือ่ งยดึ เหนีย่ วเปน� ที่พ่งึ ทางจติ ใจได้ ประกอบดว้ ยลกั ษณะ ๔ ประการ คอื

๑. กลา่ วถึงเรื่องความเชื่อถอื ในอำนาจ ซึ่งเปน� นามธรรม เชน่ อำนาจของ บาป-บุญ อำนาจของ
ธรรมะอำนาจของสง่ิ ศกั ด์ิสทิ ธ์ิ และอำนาจของพระเจา้ เปน� ตน้

๒. กลา่ วถึงหลกั ศีลธรรมจรรยาและกฎเกณฑ์ ความประพฤติของศาสนิกชนในระดบั ต่างๆ เช่น
หลกั จรยิ ธรรมในครอบครัว หลักจริยธรรมระหวา่ งมิตร และหลกั จริยธรรมระหวา่ งบุคคลในสงั คม เป�น
ต้น

๓. กล่าวถงึ จดุ มงุ่ หมายสูงสดุ เชน่ การเขา้ ถงึ พระนิพพานของพระพทุ ธศาสนา การเข้าถงึ
ปรมาตมันในศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู การเครพ ภกั ดตี ่ออัลเลาะฮฺ (ซ.บ.) ของศาสนอิสลาม เป�นตน้

๔. กล่าวถงึ หลกั เกณฑ์ในการประกอบพธิ กี รรมทางศาสนา เช่น การสวดมนต์ไหว้พระใน
พระพุทธศาสนา การละหมาดในศาสนาอิสลาม การเข้าโบสถใ์ นนาคริสต์ เปน� ตน้

ศาสนากบั การดำเนนิ ชีวติ

ทกุ ศาสนาตา่ งกม็ ีหลักธรรมคำสอน มีพิธีกรรม และเคร่ืองหมายหรอื สญั ลักษณ์ทีบ่ ง่ บอกความเปน�
ศาสนานน้ั ๆ ศาสนาเปน� ท่พี ่ึงทางใจของมนษุ ย์ นำพาชวี ิตใหเ้ จรญิ รุง่ เรือง มุ่งอบรมสง่ั สอนให้สมาชิกใน
สังคมเปน� คนดี มีคณุ ธรรม มเี หตุผลและเช่ือม่นั ในความถูกตอ้ ง ไม่วา่ บุคคลนน้ั จะมีบทบาท หนา้ ที่
และฐานะอย่างไรในสงั คมก็สามารถใชห้ ลกั ธรรมคำสอนต่างๆ ในการประพฤติปฏิบัตติ นไดต้ ามความ
เหมาะสม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอย่หู ัวภมู พิ ลอดลุ ยเดช พระมหากษตั รยิ ์ ผ้ทู รงเป�นท่ีเคารพศรัทธา
ของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ ก็ทรงประพฤตติ ามหลักพระพุทธศาสนาเปน� แบบอยา่ งแก่ขา้ แผ่นดนิ ดงั
ตัวอยา่ งจากพระบรมราโชวาท ทค่ี ดั มาตอนหน่ึงวา่

๑. ให้มีความอดทน มงุ่ ม่ัน ยึดธรรมะ และความถูกตอ้ ง “การประกอบกจิ การงานรว่ มกับผู้อนื่
นัน้ จะให้เป�นไปโดยราบรื่นเรียบรอ้ ยท้ังหมดย่อมเปน� ไปได้ยาก เพราะคนจำนวนมากมคี วามคดิ ท่ี
แตกตา่ งกัน ตามพนื้ ฐานภมู ิรู้และภมู ิธรรมของแตล่ ะคน ป�ญหาขอ้ ขดั แยง้ ตา่ งๆ ในการทำงานกอ็ าจ

เกดิ ขน้ึ ไดเ้ สมอ เมือ่ มีปญ� หาเกิดขน้ึ ทุกคนชอบทจ่ี ะทำความคิดความเห็นให้สอดคล้องกันรว่ มกันหาทาง
เแทกยี่ ไ้ งขตดร้วงยเถหกู ตตุแ้อลงะแผลละตเาหมมคาวะาสมมเ”ป๑�นจรงิ บนพ้นื ฐานอันเดยี วกนั จะเหน็ แนวทางปฏิบตั ิแก้ใขไดอ้ ยา่ ง

๒. ให้มคี วามอ่อนน้อมถอ่ มตน เรยี บงา่ ย ประหยัด โดยพระราชทานข้อคิดว่า“ข้าราชการ
มีหน้าท่สี ำคัญส่วนหนง่ึ ทจ่ี ะต้องประพฤติปฏบิ ัตติ อ่ บคุ คลทั้งปวงด้วยความสจุ รติ จริงใจ วางตวั ให้
พอเหมาะพอสมกบั ฐานะตำแหนง่ พอกับรกั ษาความสภุ าพออ่ นโยนไว้ใหเ้ หนยี วแนน่ อย่างสมำ่ เสมอ
นอกจากนนั้ ยังต้องมีความเสียสละอดทน รจู้ ักเกรงใจ ใหอ้ ภยั กนั จะต้องหัดทำใจใหก้ ว้างขวางหนัก
แนน่ รจู้ ักฟ�งความคิดเห็นกระทง่ั คำวิพากษว์ ิจารณ์จากผ้อู น่ื อยา่ งฉลาด๒..”

๓. ใหร้ ูจ้ กั รับฟ�งความคดิ เห็น เคารพความคิดเห็นทีแ่ ตกต่าง คอื “....หากต่างคนต่างคิดต่าง
คนตา่ งอา้ งเหตผุ ลที่อาศยั พ้นื ฐานแตกตา่ งกันกอ็ าจเกิดถกเถยี ง โต้แยง้ กนั โดยไมม่ ขี ้อยตุ ิ ปญ� หาต่างๆ
กไ็ มม่ ที างออกโดยได้รับปฏิบัติแก้ไข เปน� ผลทท่ี ำให้งานตดิ ขัด ล่าชา้ หรอื ไมส่ ามารถจะดำเนนิ การ
ตอ่ ไปไดส้ ำเรจ็ เหตุและผลนจี้ ะเป�นประโยชน์โดยตรงในการพจิ ารณาแก้ไขปญ� หาตา่ งๆ เปน� สงิ่ ที่ตอ้ ง
ส่งเสริมความสามารถของบุคคลให้สงู ขนึ้ คอื สามารถทำงานท่ียาก ทีม่ ีความสำคญั สงู ได.้ ..๓”

จากตวั อย่างพระบรมราโชวาทแสดงใหเ้ ห็นวา่ การดำเนนิ ชวี ติ ของประชาชนควรจะต้องยึด
หลกั ธรรมะ ไมว่ า่ จะอยใู่ นฐานะและบทบาทใด เพราะธรรมะจะทำให้งานที่ทำอยสู่ ำเร็จตามความ
มุ่งหวงั ทง้ั ยังชว่ ยแก้ไขป�ญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ การปฏบิ ตั ิตามหลักธรระนัน้ มได้มเี พียงหลกั ธรรม
คำสอนในพระพทุ ธศาสนาเทา่ นน้ั ทุกศาสนาต่างก็มีคำสอนท่ีต้องการใหป้ ระชาชนทกุ คนเปน� คนดี อยู่
ด้วยกนั อย่างมคี วามสขุ และมนุษย์ทกุ คนต้องมที พี่ ึง่ ทางใจ เพ่ือสรา้ งความมน่ั ใจให้กบั ชีวติ

ศาสนาตา่ งๆ

ปจ� จุบนั มีศาสนาอยู่ ๑๐ ศาสนา ดงั นี้๔
๑. ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู
๒. ศาสนาเชน

.

๑.พระบรมราโชวาท ในวนั ขา้ ราชการพลเรือน พ.ศ.๒๕๓๕
๒.พระบรมราโชวาท ในวนั ขา้ ราชการพลเรอื น พ.ศ. ๒๕๓๖
๓.พระบรมราโชวาท ในพธิ ีพระราชทานปรญิ ญาบตั รของจฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั พ.ศ. ๒๕๓๗
๔.เสถียรโกเศศ, ศาสนาเปรยี บเทียบ หนา้ ๕๗

๓. พระพทุ ธศาสนา
๔. ศาสนาขงจ๊ือ
๕. ศาสนาเต๋า
๖. ศาสนาไซโรอสั เตอร์ หรือศาสนาชาวปารซี เกิดข้นึ ในประเทศเปอร์เซีย
๗. ศาสนายดู ายของชาวยิวหรือฮิบรู
๘. ศาสนาครสิ ต์
๙. ศาสนาอสิ ลาม
๑๐. ศาสนาซิกข์
ศาสนาท้งั ๑๐ นี้ล้วนเกิดขึน้ ในทวีปเอเชีย ในทีน่ ีจ้ ะกลา่ วถงึ หลกั ธรรมสำคญั ของ
พระพุทธศาสนาศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาอิสลาม และศาสนาครสิ ต์ ตามลำดับ

หลกั ธรรมสำคัญของพระพทุ ธสาสนา

คำสอนหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ การไม่ทำชั่วท้ังปวง ทำแต่ความดี และทำจิตใหบ้ รสิ ุทธิ์
การจะเป�นคนดีได้น้นั ก็จะต้องปฏิบตั ติ ามหลกั คำสัง่ สอน และหลกั ธรรมสำคัญของพระพุทธศาสนาซึ่ง
ปรากฎอยูใ่ นพระไตรปฎ� ก เชน่ ความเชือ่ เรอื่ งกรรม อริยสจั ๔ ไตรลกั ษณ์ เปน� ต้น หลกั ธรรมดงั กล่าว
จะไดก้ ลา่ วถึงในรายละเอยี ดตอ่ ไป

หลักคำสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

หลักธรรมคำสอนของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู มรี ากฐานคติศรัทธาความเชือ่ ทห่ี ลากหลายและ
พัฒนาการท่ยี าวนานหลายพนั ป� จงึ ยากทจ่ี ะสรปุ ใหเ้ ปน� อย่างใดอยา่ งหน่งึ รวบรัด แตพ่ อจะกลา่ ว
โดยทว่ั ๆไปดงั น้ี

๑. ยอมรับนบั ถอื คัมภรี พ์ ระเวท และคัมภรี ์อนื่ ตามความเชอ่ื ของตน
๒. ภักดตี อ่ เทพเจ้าสงู สดุ ไดแ้ ก่ พระพรหม พระวษิ ณุ พระศวิ ะ และสรรเสรญิ บชู าเทพเจา้ นั้นๆ
รวมไปถงึ สง่ิ ท่ีเนื่องดว้ ยเทพเจ้าองคน์ ้ัน ทั้งเชงิ สญั ลักษณแ์ ละทิพยภาวะ
๓. เชือ่ ถอื เรื่องกรรม และการเวยี นว่ายตายเกิด บนพน้ื ฐานของความมตี วั ตน ท่ีเรียกวา่ อาตมัน

๔. ปฏิบตั ิระเบียบประเพณพี ิธีกรรม ทงั้ ทีจ่ ำเพาะแกว่ รรณะของตน และทส่ี าธารณะแก่ฮินดชู นทง้ั
ปวง เช่น พธิ ีศราท (สังเวยดว้ ยกอ้ นข้าว) เป�นต้น
ในทน่ี ้จี ะขอกล่าวถึงข้อปฏบิ ตั แิ ละหลกั ธรรมสำคัญของศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู ซึง่ ไดแ้ ก่หลกั อาศรม ๔
หลักปุรษุ ารถะ (เปา้ หมายการดำเนินชวี ิตของมนษุ ย)์ หลกั ปรมาตมัน และโมกษะ ตามลำดบั ดงั นี้

หลักอาศรม ๔
อาศรม ๔ โดยทวั่ ไปหมายถงึ ทอ่ี ยู่ของนกั พรต ในทน่ี หี้ มายถึง ขั้นตอนของชวี ติ ในการปฏบิ ัติตน
ตามวัย เพ่อื ให้ชวี ติ ดขี ้ึน แบ่งเปน� ๔ ระยะ หรือ ๔ อาศรม คือ
๑. พรหมจารี ในช่วงเวลา๒๕ ปแ� รกของชวี ิต เป�นไปเพ่อื การศึกษาเลา่ เรียนวชิ าตามวรรณะ
ของตน จนจบการศึกษา โดยไมย่ ่งุ เก่ียวคบหาเพศตรงข้าม เดก็ ชายในตระกลู พราหมณท์ กุ คนจะไดร้ บั
การคล้องดา้ ยศกั ดิส์ ทิ ธิท์ ีเ่ รยี กวา่ สายธรุ ำ หรือยชั โญปวีตจากอาจารย์และประพฤติพรหมจรรย์
๒. คฤหสั ถ์ ชว่ ง ๒๕ ป�หลังจากสำเร็จการศกึ ษา จนถงึ อายุ ๕๐ ป� เปน� ระยะการครองเรือนช่วย
บิดามารดาประกอบอาชีพและปฏบิ ตั พิ ิธีกรรมตามหนา้ ที่ของตน
๓. วานปรัสถ์ ๒๕ ปต� ่อจากอายุ ๕๐ ป� จนถึงอายุ ๗๕ ป� ละชีวิตผู้ครองเรอื น ออกบำเพ็ญ
ตบะไปอยู่ทอ่ี าศรมในปา่ เป�น�ษี โยคี ดาบส ชฎลิ นักพรต มุนี สทิ ธา ตามแต่ลกั ษณะการประพฤติ
ปฏบิ ตั ิ แสวงหาความสงบตามลำพงั และฝ�กจิตใหบ้ ริสทุ ธิ์ สว่ นผู้ทไ่ี ม่ต้องการท้ิงชวี ติ ครองเรอื น ก็ต้อง
บำเพ็ญประโยชนเ์ พ่ือส่วนรวม มชี วี ิตเพ่อื ผู้อนื่
๔. สันยาสี ระยะ ๒๕ ปส� ุดทา้ ยของชวี ิต สำหรบั ผแู้ สวงหาโมกษะความหลดุ พ้นจาก
สังสารวฏั เพ่ือใหอ้ าตมนั ของตนรวมเป�นหนึง่ กับปรมาตมันหรือพรหมนั จะสละโลกภายนอกโดยสน้ิ เชิง
เลย้ี งชพี ด้วยภิกขาจาร บำเพญ็ โยคะต่างๆ ต่อไป

หลกั ปุรุษารถะ (เปา้ หมายการดำเนนิ ชีวิตของมนษุ ย)์
การดำเนนิ ชวี ิตที่ดีต้องยดึ ประโยชน์ หรือเป้าหมาย ๔ อย่าง ดงั นี้
๑. อรรถ คือ การแสวงหาทรัพย์สมบตั ิ สรา้ งฐานะให้มัน่ คง เพือ่ จะให้สามารถดำเนนิ ชวี ิตได้อยา่ ง
มีความสขุ
๒. กาม คือ การแสวงหาความสขุ ทางโลกตามภาวะของผู้ครองเรือน ให้ความสำคญั แกช่ วี ิต
ครอบครวั ตามแนวอาศรม
๓. ธรรม คอื การถึงพร้อมดว้ ยคุณธรรมที่ต่อเนอ่ื งกับประโยชน์ท้งั สองข้อแรก เพอ่ื ความเป�น
ระเบียบดีงาม

๔. โมกษะ เป�นอุดมคตสิ งู สดุ ในชีวิต หมายถงึ การหลุดพน้ จากความทกุ ข์ใหไ้ ด้ความสขุ อนั เปน�
นริ ันดร์ เพราะเป�นการกลับไปสูป่ รมาตมนั หนทางบรรลุโมกษะน้ันมหี ลายอย่าง เช่น

ก.) ชญานโยคะ บำเพญ็ ตบะจนได้ญาณชั้นสูง
ข.) กรรมโยคะ การลงมอื ปฏบิ ัตติ ามหลกั คำสอน
ค.) ภักติโยคะ การปฏิบัตดิ ้วยความภกั ดีต่อเทพเจ้าสงู สดุ

หลกั ปรมาตมนั และโมกษะ
ปรมาตมัน แปลว่า “อาตมนั สูงสดุ ” มีช่อื เรียกอย่างอนื่ อกี เช่น พรหมัน ปรุ ษุ ะ และ อาตมัน
สากล ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูถอื ว่าเปน� พลงั ธรรมชาติ หรือปฐมวิญญาณ ทเ่ี ป�นเหตุการณ์เกิดของทกุ ส่งิ
เป�นอมตะและไมส่ ้นิ สุด
ชวี าตมัน หรือ อาตมันสว่ นบคุ คล หมายถงึ ชวี ติ หรือวิญญาณของคนสัตว์ท่ีมาจากปรมาตมัน
มีการเวียนว่ายตายเกิด เม่อื ส้นิ ชวี ิต วิญญาณจะเข้าไปอยู่ในรา่ งอน่ื เหมือนคนถอดเสื้อเก่าไปสวมเสื้อ
ใหม่ ผปู้ ระพฤตดิ กี จ็ ะไปเกิดในวรรณะที่ดี ถา้ ประพฤตชิ วั่ กอ็ าจจะไปเกดิ เป�นสตั วเ์ ดรัจฉานได้ จึง
วนเวียนเปน� สงั สารวฏั อยรู่ ่ำไป จนกว่าชวี ิตจะได้บรรลุ โมกษะ หรอื นริ วาณ ปราศจากกรรมผกู พัน
เม่อื น้นั วิญญาณหรือชวี าตมันจะไปรวมกบั ปรมาตมนั กลมกลืนเปน� อันหนงึ่ อนั เดียวกัน หลุดพน้ จาก
ความทุกข์ทง้ั ปวง ไมม่ ีการเกิดอกี

หลกั คำสอนของศาสนาอสิ ลาม

หลักคำสอนของศาสนาอิสลามจะปรากฏอยูใ่ นพระมหาภัมภรี อ์ ัลกรุ อาน ซง่ึ ถอื เปน� วจนะของ
พระเจ้า คอื อัลเลาะฮฺ (ซ.บ.) และแบบคำสอนตลอดจนจริยวัตรของท่านศาสดามุฮมั มดั (ซ.ล.)
เรยี กวา่ ซนุ -นะห์

หลักคำสอนท่สี ำคญั แบง่ กว้างๆ ได้ ๒ ประการ คือ หลกั ศรทั ธา ๖ ประการ และหลัก
ปฏบิ ตั ิ ๕ ประการ

• หลักศรทั ธา ๖ ประการ ผทู้ เ่ี ปน� มุสลมิ ตอ้ งเชอื่ หรือศรทั ธาในหลกั ๖ ประการ ดังนี้
๑. ศรัทธาในอัลเลาะฮฺ (ซ.บ.) คือเช่ือวา่ ในสากลโลกนม้ี อี ลั เลาะฮฺ (ซ.บ.)พระองคเ์ ดียวเท่าน้ัน
๒. ศรทั ธาในบรรดามะลาอีกะห์ (ทูตสวรรค์) มะลาอกี ะห์ คอื ผู้รับใช้อัลเลาฮฺ (ซ.บ.) เป�น

วิญญาณทีม่ องไมเ่ ห็นและสามารถแปลงร่างได้ตามบญั ชาของอลั เลาะฮฺ (ซ.บ.) ทตู สวรรค์มีจำนวน
มากและมีหน้าท่ีต่างๆ กนั มสุ ลิมจะตอ้ งถือว่ามะลาอกี ะหม์ จี ริงจะไดป้ ระกอบแต่ความดลี ะเวน้ ความช่ัว

๓. ศรัทธาในคมั ภรี ์แห่งพระอัลเลาะฮฺ (ซ.บ.) ชาวมสุ ลมิ นับถือพระมหาคัมภีร์อลั กรุ อาน ซึ่งเป�น

คมั ภีรท์ ่เี ป�นถอ้ ยคำแทจ้ รงิ ของพระเจา้ เปน� โองการสวรรคท์ ี่ประทานใหแ้ ก่ทา่ นศาสดามฮุ ัมมัด (ซ.ล.)

ถอื เปน� คัมภรี ์สุดทา้ ยของโลก จะไม่มคี ัมภรี ์อนื่ ตอ่ ไป นอกจากพระมหาคัมภีรอ์ ลั กรุ อานแลว้ มุสลมิ

จะตอ้ งศรทั ธาในคัมภีร์เดิมวา่ ศาสดาก่อนหนา้ นี้ได้รับจากพระเจา้ จริง แตบ่ ดั นีค้ ัมภีรฉ์ บับนั้นๆ ได้สญู

หายไปแลว้ คงเหลือแตพ่ ระมหาคมั ภรี อ์ ัลกุรอานเทา่ นน้ั ยังคงอยใู่ นรูปเดมิ

๔. ศรัทธาในบรรดาศาสนทูต ศาสนทูตเปน� มนุษยท์ พ่ี ระเจ้าทรงเลอื กขึ้นมา เพ่อื ใหน้ ำคำสอน
ของพระองค์มาประกาศแกม่ นษุ ย์ มุสลิมเชอื่ วา่ ทา่ นศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล.) เปน� ศาสดาองคส์ ดุ ทา้ ย ซง่ึ
พระเจ้าได้ประทานคมั ภรี ์ทสี่ มบรู ณท์ ่สี ุด และเลม่ สดุ ทา้ ยมาให้ อย่างไรกต็ าม มสุ ลมิ ต้องศรทั ธาใน
ศาสดาทุกองค์ ซงึ่ พระมหาคมั ภีร์อับกรุ อานกลา่ วไวว้ ่าท้งั หมดมี ๒๕ องค์

๕. ศรทั ธาในวนั พิพากษาโลก ในวนั หนง่ึ โลกเราจะถงึ แก่กาลอวสาน มนุษย์ทง้ั ปวงรวมท้ัง
ผู้ตายแล้วจะกลบั ฟน� ขึ้นมาอีก เพื่อรับคำตดั สนิ ให้ไปสสู่ คุ ติ หรือทุคตใิ นวนั ส้ินโลก คือ ผ้ทู ที่ ำความดี
ยอ่ มไปสวรรค์ และผูท้ ำชัว่ ย่อมไปนรก

๖. ศรัทธาในกฎสภาวะของพระเจ้า เช่อื วา่ เหตกุ ารณท์ กุ ชนิดลว้ นเปน� ไปตามพระประสงคแ์ ม้
ชีวติ ของมนษุ ย์แตล่ ะคนกเ็ ป�นไปตามลิขติ ของอลั เลาะฮฺ (ซ.บ.) ท้ังสิ้น ในการกำหนดคณุ และโทษ

• หลักปฏบิ ัติ ๕ ประการ ศาสนาอสิ ลามมีหลกั ใหม้ ุสลมิ ปฏิบตั ิหลายประการ แต่ท่สี ำคญั ที่สุด
มี ๕ ประการคอื

๑. การปฏิญาณตน หวั ใจของศาสนาอิสลาม คอื การยอมรับวา่ มพี ระเจ้าองค์เดียว มสุ ลมิ
ต้องศรัทธาในเรอื่ งนี้ และตอ้ งกล่าวคำปฏญิ าณว่า ขา้ พเจ้าขอปฏญิ าณตนวา่ ไมม่ พี ระเจา้ อ่ืนใด
นอกจากอลั เลาะฮฺ (ซ.บ.) และแทจ้ รงิ มฮุ มั มดิ เปน� ศาสนทตู (รอซลู ) ของอัลเลาะฮฺ (ซ.บ.) ซึ่งตอ้ ง
ปฏิญาณออกมาจากจติ ใจดว้ ยความศรัทธาอยา่ งแทจ้ ริง และการปฏิญาณตนมใิ ช่ทำคร้งั เดียวแต่ต้อง
ทำเสมอเม่ือนมสั การพระเจา้ (ละหมาด)

๒. การละหมาด คือ การแสดงความเคารพต่อพระเจ้าท้งั ทางรา่ งกายและจติ ใจ เป�นสิ่งท่ี
มุสลิมจะต้องปฏิบตั ิ ผู้ใดละท้งิ กไ็ ม่ใช่มสุ ลิม การละหมาดเปน� การชว่ ยขัดเกลาจิตใจใหบ้ ริสทุ ธิ์ หนกั
แนน่ มัน่ คง และอดทนในการทำความดี การละหมาดนั้นปฏบิ ตั วิ ันละ ๕ เวลา คือ เวลายำ่ รุ่ง
เวลากลางวัน เวลาเย็น เวลาพลบค่ำ และเวลากลางคนื กอ่ นละหมาดจะต้องชำระรา่ งกายให้
สะอาดและสำรวมจิตใจใหส้ งบ

๓. การถือศลี อด หมายถึง การละเว้น การยบั ยง้ั ความชวั่ ตา่ งๆ ทเ่ี กดิ จากอารมณ์ฝา่ ยตำ่ ใน

ทางศาสนาหมายถงึ การละเวน้ จากการบรโิ ภคอาหาร เครื่องดื่ม การร่วมสังวาส การพดู ปดนนิ ทา

ยุยง พูดเหลวไหล ไรส้ าระ เวน้ จากการประพฤตทิ ้ังในทีล่ บั และท่แี จง้ ต้งั แต่พระอาทติ ยข์ ้ึนจนถงึ พระ
อาทติ ย์ตก เปน� การฝก� ใหร้ ่างกายและจติ ใจมคี วามอดทน ให้เห็นอกเห็นใจเพอื่ นมนษุ ยผ์ ู้ยากไร้ เป�น
การฝ�กควบคมุ ตนให้พ้นจากอำนาจฝ่ายต่ำ ทำจติ ใจบรสิ ทุ ธิ์ ซงึ่ ใน ๑ ป�จะถอื ศีลอด ๑ เดือน เรียกวา่
เดอื นรอมฎอน

๔. การบรจิ าคซากาต มสุ ลมิ ทม่ี ฐี านะพอสมควร จะต้องบรจิ าคทานแก่คนขดั สนย่งิ มีมากก็
ต้องบริจาคมาก คือ ประมาณร้อยละ ๒.๕ ของทรพั ย์สินและรายไดข้ องตน ทง้ั นเี้ พือ่ ขัดเกลาจิตใจ
ใหส้ ะอาดลดความตระหนีแ่ ละความเห็นแกต่ ัวลง

๕. การประกอบพิธีฮจั ญ์ มสุ ลิมท่ีมสี ุขภาพแขง็ แรง มีทุนรอนพอสมควร จะตอ้ งเดนิ ทางไป
ประกอบศาสนกจิ ทเี่ รียกว่าไปทำพธิ ีฮจั ญ์ ณ วิหารกะบะห์ ในนครเมกกะ ประเทศซาอดุ ีอาระเบีย
ซงึ่ จะมีพธิ ีฮัจญ์ปล� ะ ๑ คร้ัง

หลักคำสอนของศาสนาอิสลามทัง้ หลกั ศรทั ธาและหลักปฏบิ ัติ จะมคี วามสอดคล้องกนั เม่ือผู้ใดมี
ความศรทั ธาแล้วกน็ ำไปปฏิบัติ ไมม่ ผี ู้ใดปฏิบัตโิ ดยปราศจากความศรัทธา การนำไปปฏบิ ตั จิ ะมีคุณค่า
และมีประโยชนต์ อ่ ตนเอง และสังคมโดยสว่ นรวม

หลกั คำสอนของศาสนาครสิ ต์

หลกั ธรรมท่สี ำคญั ของศาสนาครสิ ตจ์ ะปรากฏอยู่ในคมั ภีร์ไบเบิล (Bible) ดังนี้
๑. บาปกำเนิด พระเจ้าซงึ่ มอี ยูพ่ ระองคเ์ ดียวได้สรา้ งโลกขน้ึ ทำใหม้ ีกลางวัน กลางคนื ได้
สร้างชายหญิงคหู่ น่งึ คือ อาดัม กบั อฟี (บ้างเรียกว่า อวี า) ใหค้ นคู่น้ีอยูอ่ ยา่ งมคี วามสขุ แต่ตอ่ มา
มนุษยไ์ ด้ทำผดิ กฎท่พี ระเจา้ ตง้ั ไว้ คือ ไปกนิ ผลไมต้ ้องห้าม พระเจ้าจงึ ขบั ใหอ้ าดัมกับอีฟออกจากสวน
ทัง้ คู่ ทำใหต้ ้องมาหากินด้วยความลำบาก ความผิดหรอื บาปทมี่ นุษยค์ ูน่ ที้ ำข้ึนจงึ ตกทอดมาถงึ มนษุ ย์
ทกุ คนดว้ ย บาปนเ้ี รียกวา่ บาปกำเนดิ (Original Sin)
แม้มนุษยจ์ ะทำบาปแต่พระเจ้ากท็ รงเมตตา ได้สง่ พระบตุ ร คอื พระเยซลู งมาเกดิ เปน� มนุษยเ์ พ่อื
ช่วยไถบ่ าปใหแ้ ก่มวลมนษุ ย์ การทพ่ี ระเยซทู รมานจนส้ินพระชนม์บนไมก้ างเขน แสดงใหเ้ ห็นถงึ การไถ่
บาปของพระองค์ มนุษยจ์ ะหลดุ พ้นจากบาปและความทุกข์เขญ็ ท้ังปวงได้โดยปฏิบัตติ นให้เป�นคนดี ทำ
ตามคำสอนของพระเจา้ และมีศรัทธาในพระเยซวู ่าจะทรงช่วยมนุษย์ได้ มนุษยไ์ ม่มกี ำลังใจเขม้ แข็งพอ
ในการทำความดี ตอ้ งพงึ่ พระบารมีของพระเจา้ และพระบตุ รของพระเจา้ คือ พระเยซู เพื่อชว่ ยให้มี
จิตใจหนกั แน่น

๒. ความรัก หลกั คำสอนในศาสนาครสิ ต์ คือ ความรัก ความเมตตา ซึ่งเป�นแกน่ แห่ง
จริยธรรมของศาสนาครสิ ต์ พระเยซมู ไิ ดท้ รงสอนเร่อื งความรักความเมตตาดว้ ยลำพงั พระวจนะเท่าน้นั

หากยงั ทรงปฏบิ ตั ิพระองค์ใหเ้ ปน� ตวั อย่างที่ชาวคริสตพ์ ึงยดึ ถอื ปฏบิ ตั ิตามดว้ ย เชน่ พระองค์รบั ส่ังวา่
จงรกั พระเจ้าอย่างสดุ ใจ สดุ ความคดิ และสดุ กำลัง และจงรกั เพอ่ื นมนษุ ยเ์ หมอื นรกั ตวั เอง ความรัก

ตามความหมายน้ีไม่ใชเ่ รอ่ื งของอารมณื ความรู้สกึ เชน่ ชาย-หญิงรักกนั แต่หมายความถงึ ความเมตตา
กรุณา เสียสละ และใหอ้ ภัย เมตตาจติ ของเราจะตอ้ งแผข่ ยายไปถงึ ศตั รูหรอื คนทีเ่ ราเกลยี ดด้วย จงึ

จะเปน� ความรักท่ีแทจ้ รงิ
นอกจากความรกั แล้วคำสอนที่เด่นชัดควบคูก่ ัน คือ การใหอ้ ภยั ทง้ั ชวี ติ ของพระเยซูครสิ ตเ์ ตม็

ไปดว้ ยความรักและการให้อภยั เพราะความรักจะเกดิ ขึ้นได้ถา้ เราไมม่ องคนในแงร่ ้าย อดทนต่อความ
ผิดพลาดของผู้อ่ืน และตอบแทนความชัว่ ด้วยความดี ดังคำสอนทร่ี ูจ้ ักกันดวี า่ ถ้าผ้ใู ดตบแก้มขวาของ

ท่าน ให้หันแกม้ ซ้ายใหเ้ ขาตบด้วย
๓. หลกั ตรีเอกานุภาพ ศาสนาคริสต์สอนว่า มีพระเจา้ องค์เดยี วแตม่ ี ๓ สว่ น หมายถึง พระ

บิดาพระบตุ ร และพระจติ มใิ ชแ่ ยกเปน� พระเจ้า ๓ องค์ แตเ่ ปน� พระเจ้าองค์เดยี วกัน อาจเปรยี บได้
กับรูปสามเหลย่ี ม ซึง่ เปน� รปู เดยี วกนั แตม่ ีสามมุมนนั่ เอง

พระบดิ า

พระบตุ ร พระจิต

พระบิดา คือ พระผสู้ ร้างโลกมนุษยแ์ ละสรรพสิง่ พระบุตร คือ พระเยซคู รสิ ต์ พระจิต คอื พระ

เจา้ ในฐานะทป่ี รากฎในจติ วญิ ญาณของมนุษย์ เพอ่ื เก้อื กูลให้มนุษยม์ คี ุณธรรมความดี

๔. อาณาจกั รพระเจ้า ความคดิ เรอื่ งอาณาจักรพระเจา้ นี้มมี าต้ังแตก่ ่อนสมัยพระเยซูพระเยซู

ทรงสั่งสอนประชาชนวา่ ให้ทกุ คนกลบั ใจเป�นคนดี ละเว้นการทำบาป เพราะอาณาจกั รแหง่ มนุษย์ไม่

สามารถมองเหน็ พระเจ้าได้ดว้ ยสายตา หรือเขา้ ถึงพระเจา้ ไดด้ ้วยสมั ผสั อน่ื ๆ แต่สามารถเปน� สมาชกิ

แห่งอาณาจกั รของพระองคโ์ ดยอาศัยใจเปน� สอ่ื ตอ่ มามีการอธบิ ายวา่ อาณาจกั รพระเจา้ (Kingdom

of God) คอื ศาสนจกั ร ท่กี ลุม่ ของชาวคริสตท์ ั่วโลกมีศรัทธาเป�นอันหน่งึ อันเดียวกนั พระศาสนจักร

น้ีเปน� จุดเรม่ิ ต้นทจี่ ะก้าวไปส่คู วามสมบรู ณเ์ ร่อื ย ๆ ขนึ้ ไป จนกระท่งั กลายเปน� อาณาจกั รพระเจา้ ในทีส่ ุด

บญั ญตั ิ ๑๐ ประการ เปน� หลกั ของศาสนาคริสต์ ซึ่งประวตั กิ ลา่ วว่า โมเสส ผนู้ ำชาวยวิ ซงึ่

อพยพมาจากอยี ปิ ต์ได้รับมาจากพระเจา้ โดยอย่ใู นคัมภรี เ์ ดมิ ของศาสนาคริสต์ และถือเป�นหลกั ปฏบิ ัติ

สำหรบั ชาวยิวที่นบั ถือศาสนายูดายและผู้นับถือศาสนาครสิ ต์

บญั ญัติ ๑๐ ประการ ดังกล่าวมีดงั นี้

(๑) จงนมสั การพระเจ้าแต่เพยี งพระองค์เดยี ว
(๒) อย่าออกนามพระเจ้าโดยไมส่ มควร
(๓) จงถือวันพระเจา้ เป�นวนั ศักด์ิสทิ ธิ์
(๔) จงนับถือบดิ ามารดา
(๕) อย่าฆ่าคน
(๖) อยา่ ผิดประเวณี
(๗) อยา่ ลักทรพั ย์
(๘) อย่านินทาวา่ ร้ายผู้อ่ืน
(๙) อยา่ คิดมชิ อบ
(๑๐) อย่ามคี วามโลภในส่งิ ของของผู้อ่นื

หลักธรรมของศาสนาคริสตด์ งั กล่าวจะเน้นเร่ืองพระเจา้ ความรัก และการให้อภยั ซงึ่ เป�น
การสร้างสรรคส์ งั คมมนุษย์ตลอดเวลา

หลกั ธรรมกับการนำไปใชใ้ นชีวติ ประจำวัน

ทกุ ศาสนามคี วามสอดคลอ้ งกันในเปา้ หมายสูงสุด ทีจ่ ะทำให้เราเข้าถึงความสุขอนั แทจ้ รงิ และ
วิถีดำเนินชีวิตเพ่อื ให้เขา้ ถึงสภาวะอนั เป้นท่ีสดุ นนั้ โดยการยึดม่ันและทำความดีตามหลักการของ
ศาสนา ความสอดคลอ้ งของหลกั ธรรมของแตล่ ะศาสนาทำให้มนุษย์เข้าใจกันและกนั สามารถท่จี ะอยู่
ร่วมกันในสงั คมอย่างสนั ตสิ ุขได้ ถงึ แมจ้ ะนบั ถอื ศาสนาต่างกนั เม่อื พจิ ารณาหลักธรรมของศาสนา
ดงั กล่าวข้างต้นแลว้ จะเห็นว่ามีความสอดคลอ้ งกนั ในการปลูกฝ�งความเปน� คนดี และศาสนิกชน
สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวนั ได้ คือ

๑. เวน้ จากการทำชัว่ และมุ่งทำความดี ทกุ ศาสนาสอนใหล้ ะเว้นการกระทำความชวั่ และทำแต่
ความดีทง้ั สิน้ เพอื่ ให้ศาสนกิ ชนท้ังหลายเปน� คนดนี นั่ เอง ถึงแมแ้ นวทางปฏบิ ตั ขิ องแตล่ ะศาสนาอาจมี
ข้อแตกต่างกนั ไป เชน่ พระพุทธศาสนามศี ลี คือ ขอ้ หา้ ม และ ธรรมะ คือ หลักสำหรับเป�นขอ้ ปฏบิ ตั ิ
ศาสนาครสิ ต์มีบัญญัติ ๑๐ ประการ ศาสนาอิสลามสอนให้ยึดหลกั ศรทั ธา ๖ ประการ และหลกั ปฏบิ ัติ
๕ ประการ เป�นต้น

๒. ความรกั ความเมตตา แตล่ ะศาสนากลา่ วถึงเรอ่ื งความรักความเมตตาไวม้ ากมายทัง้ หลัก
ธรรมคำสอนในคัมภรี ์ และคำสอนแทรกไว้ในแต่ละตอนของคำสอนนน้ั ๆ บางคร้งั กม็ คี ำสอนทำนอง
ภาษติ เตอื นใจ เชน่ พระพุทธศาสนามคี ติธรรมทยี่ ึดถอื เช่น เมตตาธรรมเป�นเคร่อื งคำ้ จนุ โลก และพงึ
เอาชนะความช่วั ด้วยความดี ในศาสนาครสิ ต์พระเยซูทรงสอนวา่ จงรกั พระเจา้ อย่างสดุ ใจสุดความคิด

และสุดกำลงั และจงรักเพ่ือนมนุษยเ์ หมอื นรกั ตวั เอง ศาสนาอิสลาม ทา่ นศาสดามฮุ ัมมดั (ซ.ล.)ก็ทรง
กล่าว ผู้ใดขาดความเมตตาเพ่ือนมนุษย์ผูน้ ัน้ ไมไ่ ด้รับเมตตาจิตเช่นกัน ดังนัน้ ทุกศาสนาจึงเน้นเรือ่ ง

ความรัก ความเมตตา เพราะหากมนษุ ย์ทุกคนมคี วามรกั ความเมตตาอยู่ในใจแล้ว กจ็ ะไมม่ ีการ
เบียดเบียนกนั ต่างให้ความชว่ ยเหลือซึง่ กนั และกนั

๓. การเสียสละหรอื การสงั คมสงเคราะห์ เม่ือมนุษยม์ คี วามรกั ความเมตตาแลว้ ก็จะมคี วาม
เสยี สละเอือ้ เฟ�อเผื่อแผ่และใหก้ ารสงเคราะห์ซึ่งกนั และกัน ศาสนาต่างๆ จงึ สนให้สงเคราะหก์ นั ด้วย

ความเมตตากรุณาไมใ่ ชห่ วังผลตอบแทน แตเ่ นน้ การเสียสละดว้ ยความบรสิ ทุ ธ์ิใจ เชน่ พระพุทธศาสนา
มหี ลกั ธรรมทีเ่ รยี กว่า สงั คหวัตถุ ๔ ซ่งึ ได้แก่ ทาน ป�ยวาจา อตั ถจรยิ า และสมานตั ตตา ศาสนา

อสิ ลามได้มีการกำหนดหลักการให้ชาวมสุ ลมิ มีการบริจาคทาน (ซากาด) แกผ่ ยู้ ากจนหรอื สมควรไดร้ บั
ความช่วยเหลอื ในอัตราร้อยละ ๒.๕ ของรายได้ ศาสนาคริสต์จะเนน้ ใหม้ นษุ ย์เสยี สละ ใหอ้ ภยั

เออื้ เฟ�อ โดยไมห่ ลังผลตอบแทน
๔. ความอตุ สาหะและพัฒนาตนเอง ศาสนาต่างๆ สอนให้คนมคี วามเพยี ร อดทน ขยันขันแขง็

และมีความอตุ สาหะ มีความพยายาม อันจะชว่ ยให้บุคคลประสบความสำเรจ็ และรู้จักพฒั นาตนเองอยู่
เสมอ เช่น พระพทุ ธศาสนาสอนใหค้ นเคารพในการศึกษา สรรเสรญิ ความเจริญกา้ วหน้า มีหลกั คำ

สอน อิทธิบาท ๔ อันไดแ้ ก่ ฉันทะ วิรยิ ะ จติ ตะ วมิ งั สา มีคตเิ ตอื นใจ เชน่ ความเพียรอยูท่ ไ่ี หน
ความสำเร็จอยทู่ นี่ ่ัน ศาสนาอิสลามสอนให้คนใฝห่ าความรู้ตง้ั แต่เกิดจนตายและมคี ำสอนวา่ ผูใ้ ดมี

ความพยายาม ผ้นู ้ันจะไดร้ บั ผลสำเร็จ หรือคำสอนในศาสนาครสิ ต์กม็ กี ล่าวไวว้ า่ เราทงั้ หลายภูมิใจใน
ความยากลำบาก เพราะรู้วา่ ความยากลำบากน้นั ทำใหเ้ กดิ ความอดทนและความอดทนนัน้ ทำใหเ้ กดิ

อุปนสิ ัยที่ดี เป�นต้น
๕. ความยุติธรรม คำสอนทุกศาสนาเน้นเรอ่ื งความยุตธิ รรม เพราะการที่สงั คมจะอย่รู ่วมกันโดย

สนั ติสุขน้ัน จำเปน� ตอ้ งมหี ลักแหง่ ความยุตธิ รรมเปน� แกนกลาง พระพุทธศาสนาสอนไมใ่ หอ้ ยภู่ ายใต้
อคติ ๔ ประการ คือ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ และภยาคติ ศาสนาคริสตม์ งุ่ เน้นในการรักษา

ความยุติธรรมในสังคมวา่ เจ้าท้งั หลายอย่าเห็นแก่หน้าผ้ใู ดในการพพิ ากษา จงฟง� ทา่ นผใู้ หญ่ ผู้นอ้ ย
เหมอื นกัน เจ้าท้งั หลายอยา่ กลวั ผูใ้ ด เพราะการพิพากษาน้ันเป�นการตัดสินของพระเจา้ หรือศาสนา

อสิ ลามสอนให้ดำรงความยตุ ิธรรม แมจ้ ะกระทบกระเทอื นต่อตวั เจ้าของตอ่ มารดา บดิ า หรอื วา่ ญาติ
ไม่ว่าเขาจะเปน� คนมหี รือคนจน และอยา่ ถอื ตามอารมณ์ใครใ่ นการรกั ษาความยตุ ธิ รรม เปน� ตน้

เม่ือศาสนกิ ชนทกุ คนยึดมน่ั ในหลักธรรมในศาสนาแล้ว ปญ� หาและอุปสรรคตา่ งๆ ทเ่ี กดิ ขนึ้ กจ็ ะ
แกไ้ ขได้ ปญ� หาต่างๆ จะลดน้อยลงและไมเ่ กิดขึ้น ไมว่ า่ จะเป�นการขดั แยง้ จนลกุ ลามเปน� สงครามหรอื

ขอ้ พพิ าทระหว่างสังคม ไมเ่ กิดการเอาเปรยี บในสังคม ไมเ่ กดิ การทำรา้ ยร่างกายจิตใจซง่ึ กนั และกนั ไม่
มีปญ� หาการทำลายสภาพแวดลอ้ มหรือกฎเกณฑ์ตา่ งๆ จนทำใหส้ ังคมท่ีตนอยู่อ่อนแอลง

คำชีแ้ จง ๑. ให้นกั เรยี นคน้ หาคำศพั ทจ์ ากคำทก่ี ำหนดให้ทง้ั แนวตง้ั และแนวนอน

๒. ทำเครื่องหมาย ล้อมรอบคำศัพท์ทีค่ ้นพบ

วิ ญ ญ มา ณ ฮิ ฟ เ บ ญ จ ศี ล

ศ รั ท ธ กา น โ ม ก ษ กะ พิ ธี

ภ ท อ ค ติ ดู ไ ต ร ลั ก ษ ณ์

ค ว กา ม เ ชื่ อ ต ค ฤ หั ส ถ์

ฤ ด ศ พุ ท ธ ศ อา ส น อา ศี ค

หั เ ร ศี พ ร อะ เ จั อา เ ล ว

ส ม ม ล เ อ ก อา นุ ภ อา พ อา

ถ์ ก ศ อ จ้ บุ บ ริ จ อา ค อ ม

เ ก พ ด กา ญ อา ธ ร ร ม ภั ดี

ล กะ ห ม กา ด ป สั น ติ บ ส ก

๑. เทพเจ้า แนวต้ัง ๑. วญิ ญาณ แนวนอน

๒. อาศรม ๙. ศพ ๒. บรจิ าค ๙. ความเช่ือ
๓. คฤหสั ถ์ ๑๐. ฮนิ ดู ๓. เบญจศีล ๑๐. พทุ ธศาสนา
๑๑. ความดี ๑๑. ละหมาด
๔. เมกกะ ๑๒. อภัย ๔.คฤหสั ถ์ ๑๒. อคติ
๕. ศลี อด ๑๓. ศลี ๕. ธรรม ๑๓. พระเจ้า
๑๔. เอกานภุ าพ
๖. เมตตา ๖. ศรทั ธา ๑๕. โมกษะ
๗. บาป ๗. สันติ ๑๖. ไตรลักษณ์

๘. บุญ ๘. พิธี

ตอนที่ ๑ จงตอบคำถามต่อไปน้ี ตอนที่๑ ขอ้ ละ
๑. อธิบายความหมายของคำว่า “ ศาสนา”
๒ คะแนน

................................................................................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................................................................................

๒. ศาสนาทกุ ๆ ศาสนามีลกั ษณะใดบา้ งทม่ี ีความสอดคล้องกนั

................................................................................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................................................................................

๓. เหตใุ ดจึงกล่าวว่า “ศาสนามคี วามเกีย่ วขอ้ งกับการดำเนินชวี ติ ”

................................................................................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................................................................................

๔. การนำหลกั ธรรมคำสอนของแตล่ ะศาสนาไปใช้ในการดำเนนิ ชวี ติ ประจำวนั จะสง่ ผลอยา่ งไรต่อ

สงั คม

................................................................................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................................................................................................

๕. ขณะนี้ทา่ นนับถอื ศาสนาใดอยู่ และทา่ นคดิ ว่าทา่ นเปน� ศาสนกิ ชนท่ีสมบรู ณ์หรือไม่ เพราะเหตุใด

................................................................................................................................................................................................................................................

................................................................................................................................................................................................................................................

..........................................................................................................................................................................................................................................

ตอนที่ ๒ จงเลือกคำตอบทถ่ี ูกต้องทีส่ ดุ ตอนที่ ๒ ขอ้ ละ
๐.๕ คะแนน
๑. วัตถปุ ระสงคห์ ลกั ของทกุ ๆ ศาสนาทเ่ี หมือนกันคอื สง่ิ ใด
ก. เพอ่ื ประเทศชาติมีความมน่ั คง เข้มแขง็

ข. เพอ่ื สร้างฐานอำนาจ พลงั และความเปน� ผู้นำ

ค. ส่งเสริมความเข้าใจอนั ดี มีสนั ติ ขจดั ความแตกรา้ วระหวา่ งมนุษยชาติ

ง. สง่ เสริมหลกั ประชาธิปไตย สทิ ธิ เสรภี าพ

๒. ขอ้ ใดใหค้ วามหมายของคำว่า “ศาสนา” ไมถ่ ูกตอ้ ง

ก. ลทั ธิความเชอ่ื ของมนษุ ย์ ค. ความเปน� ใหญใ่ นแผ่นดิน

ข. คำสอน ขอ้ บังคับ ง. บุญ บาป ปรมัตถ์

๓. ขอ้ ใดกลา่ วถงึ กำเนิดของศาสนา ไม่ถูกตอ้ ง

ก. ความเช่ือเรอื่ งผี วญิ ญาณ ค. ความแปรผันของธรรมชาติ

ข. ความเช่ือเรอ่ื งไสยศาสตร์ การบูชายญั ง. ความตอ้ งการเปน� ผู้นำในสงั คม

๔. จากคำกลา่ วทีว่ ่า “ผูใ้ ดทำช่วั ในทแี่ จง้ จะถกู มนษุ ยล์ งโทษ ผู้ใดทำช่วั ในทลี่ บั จะถกู เทวดา

ลงโทษ” ไม่มคี วามเก่ียวขอ้ งกบั ความเชอ่ื เรือ่ งใด

ก. นรก - สวรรค์ ค. เทวดา - ซาตาน

ข. บญุ - บาป ง. ภพปจ� จบุ นั - ภพในชาตหิ นา้

๕. “สงั คมไทยเปน� สงั คมแหง่ เมืองพทุ ธ”จากคำกล่าวนแ้ี สดงถึงความสำคญั ของศาสนาประการใด

ก. เป�นสง่ิ ยึดเหนยี่ วจติ ใจ ค. เปน� มรดกของสังคม

ข. เปน� เครื่องมือสร้างความสามัคคี ง. เป�นเคร่ืองหมายของสงั คม

๖. การทำบุญตกั บาตร ไหวพ้ ระ บรรพชา อปุ สมบท เปน� ตวั อย่างของความสำคัญทางศาสนา ใน

แง่ใด

ก. เป�นบรรทัดฐานของสังคม ค. เป�นมรดกของสงั คม

ข. เปน� พน้ื ฐานของขนบธรรมเนยี มประเพณี ง. เป�นเคร่ืองขัดเกลาสมาชิกของสังคม

๗. ศาสนามอี ทิ ธิพลในการก่อกำเนดิ ส่ิงใด

ก. พธิ กี รรม ค. ประเพณี

ข. ศิลปกรรม ง. ถูกทกุ ขอ้

๘. เหตุใดศาสนาทกุ ศาสนาเนน้ เรอ่ื งความยุติธรรม

ก. เพราะเป�นลักษณะของการพฒั นาตนเอง ค. เพราะเป�นแกนกลางของสันตสิ ุข

ข. เพราะเป�นลักษณะของความอุตสาหะ ง. เพราะเป�นลกั ษณะของการเสียสละ

๙. ข้อใดมิใชค่ วามสอดคล้องของหลักธรรมในแตล่ ะศาสนา

ก. ความยตุ ิธรรม ค. การทำความดี

ข. ความรัก ความเมตตา ง. การมุ่งสร้างชอื่ เสยี ง อำนาจ บารมี

๑๐. ใครใชห้ ลกั การของศาสนาในการดำเนินชีวิตดที สี่ ุด

ก. โสภาแบง่ เงนิ สว่ นหนงึ่ จากค่าขนมหยอดใสก่ ระปุกทกุ วัน

ข. โสภณบริจาคเงนิ ช่วยเหลอื ประสบอุทกภยั

ค. โสพศิ โตเ้ พยี งกับเพือ่ นรว่ มงานท่ีตกั เตือนเร่ืองทเี่ ธอมาทำงานสาย

ง. โสฬสแบง่ อาหารใส่ป�นโตไปกนิ ที่ทำงาน

๑๑. ทวีปใดเปน� แหลง่ กำเนิดของศาสนาต่างๆ มากทสี่ ดุ

ก. อเมริกา ค. ยุโรป

ข. เอเชีย ง. แอฟริกา

๑๒. หลกั คำสอนของศาสนาใดมีจุดเดน่ ในเรือ่ งของการกำหนดข้นั ตอนของชีวิตในการปฏิบตั ิตนตาม

วยั เพือ่ ให้ชวี ติ ดีขนึ้

ก. ศาสนาพุทธ ค. ศาสนาคริสต์

ข. ศาสนาพราหมณ์ - ฮนิ ดู ง. ศาสนาอิสลาม

๑๓. ศาสนาใดมีจุดเด่นในเร่ืองหลักธรรมคำสอนเกย่ี วกบั เรือ่ ง “ความรกั ”

ก. ศาสนาพุทธ ค. ศาสนาคริสต์

ข. ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ง. ศาสนาอสิ ลาม

๑๔. บัญญตั ิ ๑๐ ประการมีความเก่ยี วขอ้ งกับศาสนาใดมากทส่ี ดุ

ก. ศาสนาพุทธ ค. ศาสนาครสิ ต์

ข. ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ง. ศาสนาอิสลาม

๑๕. ชือ่ ใดมใิ ชช่ ่ือของคมั ภีร์ในศาสนา

ก. คมั ภรี พ์ ระเวท ค. คัมภรี อ์ ัลกุรอาน

ข. คัมภรี ์ไบเบลิ ง. คัมภีร์แห่งสจั จะ

๑๖. ศาสนาใดไม่มพี ระเจา้

ก. ศาสนาพุทธ ค. ศาสนาคริสต์

ข. ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ง. ศาสนาอสิ ลาม

๑๗. สง่ิ ใดไมม่ คี วามเกย่ี วขอ้ งกับศาสนาอิสลาม

ก. ละหมาด ค. พธิ ฮี จั ญ์

ข. ศลี อด ง. บูชายัญ

๑๘. ข้อใดไมส่ อดคลอ้ งกับคำกล่าวทว่ี า่ “เว้นจากการทำชัว่ และมุ่งทำความดี”

ก. มะลิปฏิบตั ติ นตามหลกั ศลี หา้ ค. โซเฟ�ยยึดหลกั ศรัทธา ๖ ประการ

ข. จอห์นปฏิบตั ิตามบญั ญัติ ๑๐ ประการ ง. ชาลปี ฏบิ ตั ิตามคำสัง่ สอนของยากูซ่า

๑๙. ใครนำหลักธรรมไปใช้ในชวี ติ ประจำวันน้อยทส่ี ดุ

ก. กจิ จานำอาหารไปเล้ียงสนุ ัขจรจดั แถวบา้ นเป�นประจำ พอใช้ ปรับปรุง
ข. เกศมณแี ขวนพระนางพญาติดตัวตลอดเวลา (๕-๖) (ต่ำกว่า๕)

ค. ไกรสรเลิกดื่มสุราและสบู บหุ ร่ี แล้วหันมาออกกำลงั กายแทน สรุปผลคะแนน

ง. กานตล์ ะหารดทกุ วันมไิ ดข้ าด รายการ คะแนนที่ได้

๒๐. หลักธรรมใดเกีย่ วขอ้ งกบั การเสยี สละ หรือการสงั คมสงเคราะห์ ตอนท่ี ๑ .........................
(ข้อละ ๒ คะแนน) ..........................
ก. สงั คหวัตถุ ๔ ค. อริยสัจ ๔
ตอนท่ี ๒
ข. อิทธิบาท ๔ ง. ไตรลกั ษณ์
(ขอ้ ละ ๐.๕ คะแนน)

เร่ือง จดุ กำเนดิ และความสำคัญของศาสนา

ช่อื -สกลุ มธั ยมศึกษาชน้ั ปท� ี่ ๒ / เลขท่ี........................................................................................................................................... ......................
................

ผลการเรียนรทู้ คี่ าดหวงั ๑. อธบิ ายความหมาย และจุดกำเนิดของศาสนาได้
๒. อธบิ ายความสำคญั ของศาสนาได้

คำชี้แจง ๑. ให้เรียนเขียนเครอื่ งหมาย X ทับขอ้ ความท่ไี ม่มีความสัมพนั ธก์ ับจดุ กำเนิดของศาสนา
๒. จงตอบคำถามสน้ั ๆ มาพอเข้าใจ

จดุ กำเนิดของศาสนา

วิญญาณ ผี ครอบครัว เพชร อาชพี ดนิ ฟา้ อากาศ
อาหาร เสื้อผา้ ความตาย ซาตาน
ปฏทิ นิ หลุมศพ ฤดกู าล ศพ
ทอง การแตง่ งาน
แมม่ ด การเกิด

๑. ศาสนา หมายถงึ .......................................................................................................................................................................................................................

.................................................................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................................................................

๒. ให้นกั เรียนอธิบายจดุ กำเนิดของศาสนามาส้นั ๆ พอเข้าใจ

........................................................................................................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................................................................................................
.......................................................................................................................................................................................................................................................................

๓. ความสำคัญของศาสนา.....................................................................................................................................................................................................

.......................................................................................................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................................................................................................................................................

เรื่อง ลักษณะของศาสนา

ชื่อ -สกลุ มัธยมศกึ ษาชนั้ ป�ท่ี ๒ / เลขท่ี............................................................................................................................................ ......................
................

ผลการเรยี นรทู้ ีค่ าดหวัง ๓. อธิบายลักษณะของศาสนาได้ถกู ตอ้ ง
๔. อธิบายหลักศาสนากบั การดำเนนิ ชีวติ ได้

คำชแ้ี จง ๑. ใหน้ ักเรียนเขียนอธิบายลักษณะของศาสนา
๒. จงใหเ้ หตผุ ลว่าศาสนามคี วามสำคญั ตอ่ การดำเนนิ ชีวติ อยา่ งไร ตอบมาสั้นๆ พอเขา้ ใจ

.............................................. ..............................................
.............................................. ..............................................

..............................................
..............................................

..............................................
..............................................

ศาสนามีความสำคัญตอ่ การดำเนนิ ชีวติ ดังนี้

..............................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................

เร่ือง คัมภรี ์และจุดหมายสงู สดุ ของศาสนา

ชื่อ -สกลุ มัธยมศึกษาชั้นป�ท่ี ๒ / เลขที่........................................................................................................................................... ......................
................

ผลการเรียนรทู้ ่ีคาดหวงั ๕. ระบถุ ึงศาสนาต่างๆ ได้
๖. เข้าใจและระบหุ ลักธรรมของศาสนาตา่ งๆ ได้
๗. ยกตวั อยา่ งของหลักธรรมทส่ี ามารถนำไปใชใ้ นชวี ิตประจำวนั ได้

คำชีแ้ จง ๑. ใหน้ กั เรยี นบอกชอื่ คัมภรี ์ของศาสนา และจุดมุง่ หมายสงู สุดของแตล่ ะศาสนา
๒. ให้นกั เรียนเขียนเล่าตวั อยา่ งเร่อื งการนำหลกั ธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวนั ของตนเอง

...............................................

คมั ภีร์ศาสนา
จุดมงุ่ หมายสงู สดุ ...............................................

คัมภรี ์ศาสนา ...............................................
จุดมงุ่ หมายสงู สดุ

...............................................

...............................................

คัมภรี ์ศาสนา
จดุ มุง่ หมายสูงสดุ

...............................................

...............................................

คัมภีรศ์ าสนา
จดุ มงุ่ หมายสูงสดุ

........................................

ความสำคญั ของพระพุทธศาสนา

แนวคิด

พระพุทธศาสนาเป�นศาสนาทอี่ ยปู่ ระจำชาติไทยมานาน เป�นรากฐานสำคัญของสงั คมไทย เปน�
ส่วนหนงึ่ ของการปกครองที่มีพระมหากษัตรยิ ไ์ ทยทรงใช้ในการปกครองบา้ นเมอื ง โดยอาศยั หลัก
“ธรรมราชา” หรอื “ทศพธิ ราชธรรม” การปฏิบตั ิตนตามหลักพระพุทธศาสนา จะเปน� ทางหน่งึ ท่จี ะ
ชว่ ยให้มนุษย์รู้จกั ใช้ปญ� ญาเปน� เครอื่ งมือสำคญั ในการพ่ึงตนเอง นอกจากนี้พระพทุ ธศาสนายังเปน�
ศาสนาทถี่ กู จัดให้เป�นศาสนาสากลเพราะเปน� ศาสนาท่ไี ม่มีเช้ือแหง่ สงครามแฝงอยู่ มหี ลกั ธรรมสากลอนั
เปน� หลกั การแหง่ เหตแุ ละผล

สาระการเรียนรู้

๑. ความสำคัญของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
๒. สถานภาพของพระพทุ ธศาสนา
๓. การพฒั นาศรทั ธาและป�ญญาทางพระพุทธศาสนา
๔. ทฤษฎแี ละวธิ กี ารท่ีเป�นสากลในพระพทุ ธศาสนา
๕. พระพทุ ธศาสนามขี อ้ ปฏิบัติที่เป�นทางสายกลาง

ผลการเรยี นรทู้ ่ีคาดหวงั

๑. อธบิ ายความสำคัญของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยได้
๒. อธิบายสถานภาพของพระพุทธศาสนาได้
๓. อธบิ ายการพัฒนาศรทั ธาและป�ญญาทางพระพทุ ธศาสนาได้
๔. อธิบายทฤษฎีและวธิ กี ารที่เป�นสากลในพระพุทธศาสนาได้
๕. อธบิ ายพระพทุ ธศาสนามีข้อปฏบิ ตั ิที่เปน� ทางสายกลาง

ความสำคญั ของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย

พระพุทธศาสนาเป�นศาสนาหน่งึ ท่ีสอนใหม้ นุษย์ทำความดลี ะเวน้ ความช่ัวเช่นเดียวกบั ศาสนา

อืน่ ๆ และหลักธรรมของพระพุทธศาสนากม็ งุ่ ให้สังคมสงบสุขเช่นเดียวกบั ศาสนาอืน่ แม้ว่าในประเทศ

ไทยจะมีคนทน่ี บั ถอื ศาสนาอนื่ ๆ นอกเหนอื จากพระพทุ ธศาสนาก็ตาม แต่พระพทุ ธศาสนากม็ ี

ความสำคัญยิ่งในประเทศไทย ด้วยเหตุผลสำคัญดงั ตอ่ ไปนี้

๑. พระพุทธศาสนาเปน� ศาสนาประจำชาตไิ ทย๑ ตง้ั แตเ่ ริ่มต้ังกรุงเทพฯ เปน� ราชธานพี ระบาท

สมเด็จพระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราชไดท้ รงมพี ระราชปณิธานปรากฏไว้เปน� หลักฐานความว่า

......ตงั้ ใจจะอปุ ถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา
จะป้องกันขอบขัณฑสีมา รกั ษาประชาชนแลมนตรี ๒

จะเห็นไดว้ ่าองคพ์ ระปฐมบรมราชจักรีวงศ์

พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราช ไดท้ รงให้

ความสำคญั ของพระพุทธศาสนาวา่ เป�นส่วนหนึ่งทตี่ อ้ ง ทำนุบำรุง

ควบคไู่ ปกบั การปอ้ งกนั ประเทศเพอื่ ความสงบสุข ของประชาชน

พระพุทธศาสนากับชาตไทยจึงมีความสำคัญควบคู่มาตลอด จน

กลายเป�นสัญลกั ษณ์ของชาติไทย

๒. พระพทุ ธศาสนาเป�นรากฐานของสังคมไทย จาก

การศึกษาประวตั ิศาสตร์ชาติไทย ไมว่ า่ จะเปน� ยคุ ใดสมยั ใดต้ังแต่

ก่อนกรงุ สโุ ขทยั กรุงศรีอยธุ ยา กรุงธนบุรี และกรุงรตั รโกสินทร์

จะพบรอ่ งรอยหลกั ฐานทป่ี รากฏในทุกยคุ ทกุ สมยั ทย่ี ืนยันได้ชดั เจน พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
ปฐมบรมราชจกั รวี งศ์
ว่าพระพุทธศาสนามีอิทธิพลตอ่ วิพีการดำเนินชวี ิตของคนไทย

ไมว่ า่ จะเปน� สถูป เจดีย์ วดั วาอาราม ตลอดจนขนบธรรมเนยี ม

ประเพณี ต่างๆ ล้วนแลว้ แตไ่ ด้รบั อิทธิพลจากพระพุทธศาสนาทง้ั ส้นิ

.

๑. พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั รัชกาลท่ี ๙ ไดต้ รัสตอ้ นรบั พระสนั ตะปาปาจอห์นปอลท่ี ๒ ณ พระทน่ี งั่ จกั รีมหาปราสาทในวนั ที่ ๑๐
พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ความวา่ “คนไทยเป็นศาสนิกชนทดี ีทว่ั กนั ส่วนใหญ่นบั ถือพระพุทธศาสนาอนั เป็นศาสนาประจาํ ชาต” : ทม่ี า
สญั ญาณอนั ตรายทค่ี นไทยชาวพุทธตอ้ งรู้. (เอกสารเผยแพร่).

๒. แนวพระราชดาํ ริเกา้ รัชกาล. หนา้ ๕.

แผนภาพตัวอย่างหลกั ฐานทางประวัติศาตร์
แสดงให้เห็นวา่ ประเทศไทยได้รบั อิทธิพลจากพระพุทธศาสนา

นา่ น นครพนม
สโุ ขทยั กาฬสนิ ธ์ุ

พระธาตแุ ช่แห้ง

พระธาตพุ นม

พระนครศรีอยธุ ยา
กรุงเทพมหานครฯ

สุราษฎรธ์ านี

วดั เจดยี เ์ จ็ดแถว ใบเสมาศิลาจำหลักภาพนางยโสธรา
ถวายความเคารพพระพุทธเจา้ พบท่ีวัด
โพธิ์ชัยเสมารามเมอื งฟ้าแดดสงู ยาง

พระบรมธาตไุ ชยา พระพทุ ธรปู ปางลลี า
ประดษิ ฐานอย่ทู ว่ี ดั เบญจมบพติ ร
หลวงพ่อโต วัดพนญั เชงิ

๓. ประเทศไทยเป�นประเทศทม่ี จี ำนวนผู้นบั ถอื พระพุทธศาสนามากที่สดุ ในโลก๑ หมายความ

วา่ สังคมไทยเป�นสงั คมพทุ ธทีใ่ หญท่ ีส่ ุดในหมู่ของสงั คมทน่ี บั ถอื พระพทุ ธศาสนาในโลก

๔. พระมหากษตั ริย์ ซง่ึ เปน� ทเ่ี คารพสกั การะบูชา เปน� ศนู ยร์ วมจติ ใจของคนไทย ทรงเป�น

พุทธมามกะ แต่เนอ่ื งด้วยพระพุทธศาสนาเชื่อใน

เสรีภาพในการตดั สนิ ใจของป�จเจกบุคคลและ

ยอมรับความแตกต่างทางความคดิ ของมนษุ ย์

สังคมไทยจงึ มีคนที่นบั ถือศาสนาอน่ื และตาม

บทบัญญตั ริ ัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย

พระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน� อัครรศาสนปู ถมั ภกดว้ ย

ในอดตี แม้พระมหากษัตริย์จะมพี ระราช- พระมหากษตั ริยไ์ ทยทรงเป็นพุทธมามกะ

อำนาจมากในการปกครองประเทศ แต่พระมหากษัตรยิ ์ไม่ได้ใชพ้ ระราชอำนาจที่มีไปในทางทีไ่ มถ่ กู ไม่

ควร หากแต่ทรงนำ “หลกั ธรรมราชา” หรือ “ทศพธิ ราชธรรม” ซ่งึ เปน� หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา

ไปใช้ในการปกครองบ้านเมือง ทำใหผ้ อู้ ยู่ใต้การปกครองร่มเยน็ เป�นสุข

ความสำคญั ของพระพทุ ธศาสนาจึงอยทู่ ี่การเปน� ส่วนหนึ่งของระบอบการปกครองท่ี

พระมหากษัตริย์ไทยใชใ้ นการปกครองบ้านเมืองมาชา้ นานก่อนที่จะมกี ารเปลยี่ นแปลงการปกครองเป�น

ระบอบประชาธิปไตย ภายใตพ้ ระมหากษตั ริยท์ รงเปน� ประมุข ดังเช่นปจ� จบุ นั

จะเหน็ ได้วา่ พระพุทธศาสนากบั สังคมไทยเปน� สงิ่ ที่ไมส่ ามารถแยกจากกันได้ การศกึ ษาเก่ียวกบั

หลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนาหรอื วถิ ีธรรม จงึ เปน� สิ่งจำเปน� เพราะจะทำใหเ้ ข้าใจพน้ื ฐานของ

สังคมไทยหรือ วถิ ไี ทย ไดช้ ัดเจนยิ่งข้นึ

สถานภาพของพระพทุ ธศาสนา ๒

ศาสนาทมี่ ีผ้นู บั ถอื ในโลกอาจจดั เป�น ๒ ประเภท ตามหลกั คำสอนดังน้ี

๑. ศาสนาประเภทเทวนิยม เชอ่ื ในความย่งิ ใหญ่ของเทพเจ้าองค์เดียว หรอื หลายองค์

.

๑คาํ แถลงโดย อคั รราชทตู นายวรวีร์ วรี ะสมั พนั ธ์ คณะผแู้ ทนแห่งประเทศไทยประจาํ องคก์ ารสหประชาชาติ ตอ่ ท่ีประชุมสหประชาชาติ
สมยั สามญั คร้งั ที่ ๔๕ นิวยอร์ก ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๔๒ : ทม่ี า พระธรรมปิ ฎก (ป.อ. ปยตุ ฺโต) , มองวันวิสาขบูชาหยัง่ ถงึ อารยธรรม
โลก, หนา้ ๒๓-๒๕

สาํ นกั งานเสริมสร้างเอกลกั ษณข์ องชาต, คาํ ถาม-คาํ ตอบ เก่ียวกบั พระพทุ ธศาสนา เล่ม ๒, หนา้ ๕

๒. ศาสนาประเภทอเทวนยิ ม ไมเ่ ชื่อในความยิง่ ใหญ่ของเทพเจา้ องคเ์ ดยี วหรอื หลายองค์
เม่อื พระพทุ ธศาสนาถือกำเนิดข้นึ พระพุทธเจา้ ได้ทรงปฏวิ ัตคิ วามเชอื่ ของคนในสงั คมยุคนนั้ ท่สี ่วนใหญ่
เชื่อถอื ในความย่งิ ใหญข่ องเทพเจ้า (เทวนยิ ม) ซงึ่ มที ัง้ เทพเจา้ องคเ์ ดียวและหลายองค์ แต่
พระพุทธศาสนากลับเนน้ ในเรอื่ งการพฒั นาตนเองเพ่อื ความหลดุ พน้ พระพทุ ธศาสนาไม่สอนใหเ้ ชื่อ
เรอื่ งเทพเจ้า พระพทุ ธศาสนาจึงจัดอยใู่ นประเภท อเทวนิยม นอกจากนี้ ยงั เป�ดโอกาสให้คนทกุ คนทกุ
ชนั้ วรรณะสามารถบวชได้ อีกทง้ั ในการเผยแผ่พระพทุ ธศาสนา พระพุทธเจา้ จะใช้ภาษามคธซ่ึงเปน�
ภาษาสามัญทใ่ี ชก้ นั อยูใ่ นแควน้ มคธขณะนนั้ เปรียบไดว้ า่ พระพทุ ธศาสนา คือ ทะเลทร่ี บั น้ำจาก
แม่นำ้ ทกุ สายรวมเขา้ เป�นอนั หน่งึ อนั เดียวกนั พระพุทธศาสนาจึงเจรญิ และแผข่ ยายไปท่ัวชมพทู วปี ใน
เวลาตอ่ มา

การพัฒนาศรทั ธาและป�ญญา
ทางพระพุทธศาสนา

การพัฒนาศรทั ธา
ศรัทธา แปลว่า ความเชือ่ ความเช่อื ท่ีประกอบดว้ ยเหตผุ ล หรอื ความเชอื่ ในส่งิ ทค่ี วรเชอื่ มกั

มาคู่กับคำวา่ ปสาทะ แปลว่า ความเล่อื มใน ทชี่ าวพุทธนิยมเรียกกันว่า มศี รทั ธาปสาทะ ซงึ่ หมายถึง
การมคี วามเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานั่นเอง แตอ่ ยา่ งไรกต็ ามพระพุทธศาสนาไม่ไดใ้ ห้
ความสำคญั แกศ่ รทั ธาเพียงอย่างเดียว ในทกุ ทที่ ม่ี ีการกล่าวถงึ ศรัทธามักพบว่า มกี ารกลา่ วถงึ ปญ� ญา
ไวด้ ้วยเสมอ ท้งั น้เี พอ่ื ใหจ้ ดุ เริ่มแหง่ ศรทั ธามาจบลงที่ปญ� ญา กล่าวคือมีความเชอื่ และมเี หตผุ ล หรือที่
กล่าววา่ เชื่ออยา่ งมเี หตมุ ผี ล

ขอ้ นเ้ี ห็นได้ชดั จากคำสอนในเรอ่ื งหลกั แหง่ ความเช่ือ ตามทีป่ รากฎในพระสูตร ชื่อเกสปตุ ตสิ ตู ร
หรอื มักเรยี กกันว่า กาลามสูตร๑ ซึง่ เนือ้ หาในพระสตู รนี้อธบิ ายวา่ ควรเชือ่ อยา่ งไรและไม่ควรเชื่อเพราะ
อะไรบ้าง โดยสาระแหง่ พระสตู รพระพุทธเจา้ สอนให้วางท่าทตี นเอง ตอ่ ข้อมูลข่าวสาร กล่าวคอื ให้
ดำรงตนเปน� ผมู้ ีปญ� ญา มีความเป�นผรู้ ู้ ผตู้ ืน่ ผเู้ บิกบาน ไม่ควรท่ีจะเชอ่ื ส่ิงใดๆ เพียงเพราะมเี หตผุ ล
สว่ นตวั ทรงวางไว้ ๑๐ ประการ คือ

.


พระไตรปิ ฎก ภาษาไทย ฉบบั มหาจุฬาลงกรณราชวทิ ยาลยั , องั คุตตรนิกายตกิ นิบาตร เล่มท่ี ๒๐ ขอ้ ๖๖, หนา้ ๒๕๕-๒๖๓

๑.) อยา่ ปลงใจเชอ่ื เพียงเพราะว่า.....ไดฟ้ �งตามกันมา

๒.) อย่าปลงใจเช่อื เพียงเพราะว่า.....ถอื ปฏบิ ัติกันสบื ต่อกันมา

๓.) อยา่ ปลงใจเชอื่ เพียงเพราะว่า.....การเล่าลอื กนั ต่อๆ มา

๔.) อยา่ ปลงใจเช่ือเพียงเพราะว่า.....การอา้ งอิงตำรา

๕.) อย่าปลงใจเชือ่ เพียงเพราะว่า.....ยดึ ตามหลักตรรกะ

๖.) อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะว่า.....การอนมุ านเอง

๗.) อย่าปลงใจเช่ือเพียงเพราะว่า.....อาศยั การตรกึ ตรอง

๘.) อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะว่า.....สอดคล้องกับทฤษฎขี องตน

๙.) อย่าปลงใจเช่ือเพียงเพราะว่า.....มีลกั ษณะท่นี ่าเช่ือถอื

๑๐.)อยา่ ปลงใจเชือ่ เพียงเพราะว่า.....ผูน้ ัน้ เป�นครูอาจารยข์ องเรา

พระสตู รนี้เตอื นสตวิ า่ กอ่ นจะเชื่ออะไรเช่อื

สิ่งใด เช่ือใคร จะตอ้ งพจิ ารณาอย่างรอบคอบดว้ ยสติ

ป�ญญาอย่างชดั แจง้ แล้วจึงเช่อื ความเชื่อนนั้ จึงไม่

กอ่ ให้เกดิ โทษ ไมน่ ำไปสู่ทางแหง่ อบาย คือความ

เส่อื มกลบั จะนำไปสคู่ วามสขุ และคุณประโยชนแ์ ก่

ตนเองและผู้อื่นหลกั ศรัทธาหรอื ความเชื่อท่ีประกอบ พระพุทธเจ้าสอนว่าก่อนจะเช่ืออะไร
ดว้ ยเหตุผลน้ันในทางพระพุทธศาสนามี ๔ อยา่ ง ต้องพจิ ารณาอย่างรอบคอบ

คือ

๑. กัมมสทั ธา คอื ความเช่อื ในเรื่องกรรมกฎแหง่ กรรม เชอื่ วา่ กรรมมอี ย่จู ริง คือ เชอื่ วา่ เมอ่ื ทำ

อะไรโดยมเี จตนา คือจงใจทำย่อมเปน� กรรม เป�นความดหี รอื ความชว่ั ท่ีเกิดข้ึนในตน และเป�นเหตุ

ป�จจยั กอ่ ให้เกิดผลดีและผลรา้ ยสบื เน่ืองตอ่ ไปไมม่ กี ารกระทำใดทวี่ า่ งเปล่า คอื ไม่เกิดผลและเชื่อว่าผล

ท่ตี อ้ งการนั้นจะสำเรจ็ ไดด้ ้วยการกระทำเทา่ นั้น

๒. วิปากสัทธา คอื ความเช่อื เรอ่ื งวบิ ากคอื ผลของกรรม เชือ่ วา่ ผลของกรรมมีจรงิ คือ เชอ่ื ว่า

กรรมทที่ ำแล้วตอ้ งมีผล และผลจะตอ้ งมาจากสาเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชว่ั เกิดจากกรรมช่วั

๓. กัมมัสสกตาสัทธา คอื เชอ่ื วา่ คนแต่ละคนมกี รรมเป�นของตนตามลกั ษณะทไี่ ด้กระทำลงไป ทกุ

คนเป�นเจา้ ของและจะตอ้ งรบั ผดิ ชอบผลกรรมอนั เกดิ ขน้ึ จากการกระทำของตน

๔. ตถาคตโพธสิ ทั ธาคือ ความเชื่อมน่ั ในพระพุทธเจ้าว่าเป�นผูไ้ ด้ตรัสรู้สจั ธรรมจรงิ และทรงเป�นผชู้ ้ี

ทางพน้ ทกุ ขใ์ หก้ ับมนษุ ยท์ กุ คน

ชาวพุทธที่ดีจะต้องมหี ลักศรทั ธาท่ีประกอบด้วยเหตุผล โดยใชป้ �ญญากำกบั ควบคูก่ นั อยู่เสมอ

การพฒั นาปญ� ญา
ป�ญญา แปลวา่ รทู้ วั่ คือรอบร้ใู นส่งิ ต่างๆ อยา่ งแจม่ แจ้งและชดั เจน ทุกแงท่ ุกมมุ ตามท่เี ปน� จริง
การรอบรหู้ รือการร้สู ่งิ ต่างๆ ตามทเี่ ป�นจริง เปน� เป้าหมายของพระพทุ ธศาสนา ส่งผลใหเ้ ราวินิจฉัย
ตัดสินใจไดถ้ กู ต้อง ป�ญญาเปรียบเหมือนกับแสงสวา่ งทสี่ ่องไปในทม่ี ืด
ป�ญญาเป�นสิ่งทเ่ี ราสามารถปลูกฝง� หรือสร้างใหม้ ใี นตนไดโ้ ดย ๓ วิธี คอื
๑. สุตมยปญ� ญา ป�ญญาเกดิ จากการฟง� การอ่าน การคน้ คว้าจากตำรา เป�นต้น
ผไู้ ดย้ ินได้ฟ�งมามาก อ่านมาก ย่อมไดช้ อื่ ว่าเป�นคลัง
แหง่ สรรพวชิ า มคี วามรู้มากประสบการณ์มาก
ในมงคลสูตรพระพทุ ธเจ้าตรัสว่าเป�นมงคลประการหนง่ึ
ป�ญญาประเภทนีถ้ ือว่าเปน� ระดับชนั้ ขอ้ มลู ในการดำเนนิ
ชีวติ ในสังคม ผูท้ ่ีมีข้อมลู มากกว่าย่อมได้เปรียบ
สุตมยปญ� ญาจดั เปน� ปรโตโฆสะ คือ ความรจู้ าก
ภายนอก
๒. จินตามยป�ญญา ป�ญญาเกดิ จากการคิด พนิ จิ พจิ ารณาไตร่ตรองโดยถูกวิธี เปน� หนทางทก่ี ่อให้
เกดิ ความรแู้ จม่ แจง้ ได้ ปญ� ญาประเภทนี้เกดิ จากการนำความรทู้ ่เี คยไดป้ ระสบมาทางสุตะ(ตามขอ้ ที่ ๑)
มาไตร่ตรอง ผู้ทำหนา้ ท่ไี ตร่ตรองคือ จิต วธิ กี ารนี้เรยี กวา่ โยนโิ สมนสิการ คอื การไตรต่ รองพิจารณา
อยา่ งรอบคอบ

๓. ภาวนามยป�ญญา ป�ญญาที่เปน� ผลจากการนำเอาปญ� ญาท้งั ๒ ระดับข้างตน้ (สุตะและจนิ ตะ)
มาวเิ คราะหแ์ ละสังเคราะห์ โดยการฝ�กปฏบิ ัตติ ามหลักไตรสกิ ขา จึงพูดอกี อย่างหนง่ึ ว่า เปน� ป�ญญาท่ี
เกดิ ขน้ึ จากข้นั ตอนของการปฏิบตั ิ หรอื เปน� ผลของการลงมือปฏบิ ตั จิ ริง

ปญ� ญาท้งั ๓ ระดับแสดงเปน� แผนภูมิไดด้ งั นี้

สตุ มปญ� ญา จนิ ตมยป�ญญา
องคค์ วามรเู้ กดิ จาก องค์ความรเู้ กิดจากการรับจาก
ภายนอก ผา่ นตา หู จมูก ลิ้น กาย ป�จจัยภายใน คือ “ใจ”

ภาวนามยป�ญญา
องคค์ วามรู้ทเี่ กดิ ข้ึนจากการปฏิบตั ติ ามไตรสกิ ขา

ลกั ษณะแหง่ ปญ� ญา

ลักษณะแหง่ ความรหู้ รือป�ญญาในทางพระพทุ ธศาสนา แบง่ ได้ ๓ ประเภท ดงั น้ี
๑. รู้จกั เหตุแห่งความเสือ่ ม (อปายโกศล) คอื รจู้ ักมองจากผล คือความเสือ่ มแลว้ สาวไปหา
เหตวุ า่ เกิดขึ้นมาจากอะไร เชน่ ความเส่ือมทรัพยเ์ กดิ จากการเล่นการพนัน หรอื การด่ืมสรุ าจนขาดสติ

๑๒

๓๔

การเล่นการพนนั เป็นเหตแุ ห่งความเสื่อม

ผ้ทู มี่ ีเช้ือแหง่ ปญ� ญาอยบู่ า้ ง เมอื่ ได้ยินหรอื ไดอ้ า่ นข้อความเชน่ น้ี กจ็ ะเหน็ ด้วยตนเองอยา่ งชัด
แจง้ ว่า ความเส่อื มนนั้ มจี ริง

๒. รู้จกั เหตุแห่งความเจริญ (อายโกศล) คือ การรู้จักมองจากผลแลว้ สาวไปหาเหตวุ า่ ความ
เจรญิ เช่น ความมสี ขุ ภาพแขง็ แรง การมที รพั ยส์ ินเงนิ ทอง การมสี ภาวะจติ ทป่ี ลอดโปร่งไมต่ อ้ งว่นุ วาย
เดือดรอ้ นหลบหนา้ ใคร มีสาเหตเุ กิดมาจากอะไร

๓. รู้จกั หนทางหลกี เล่ียงจากความเสอื่ มและสรรคส์ ร้างความเจรญิ (อปุ ายโกศล) ข้อนจี้ ะมี
ลักษณะแตกตา่ งจาก ๒ ขอ้ ขา้ งตน้ น้นั คือ ลกั ษณะของป�ญญา ๒ อย่างข้างต้นจะมลี กั ษณะรคู้ ือ รู้
ทางชั่ว (เสือ่ ม) รู้ทางดี (เจริญ) ส่วนข้อท่ี ๓ น้ี เปน� ลกั ษณะของป�ญญาทเ่ี กิดขึน้ จากการรวู้ ธิ ี (How
To) ดว้ ย
ซง่ึ ลักษณะนเ้ี ปน� เนือ้ แท้ของป�ญญาท่แี ท้ คือมใิ ชเ่ พียงแค่ “จำ” และ “เข้าใจ” เท่าน้นั แต่ตอ้ งสามารถ
นำไปปฏบิ ตั ไิ ด้อีกด้วย ลกั ษณะที่ ๓ น้ีเรียกว่า อบุ าย ซึ่งหมายถงึ มวี ิธกี ารจดั การเพอื่ ใหก้ ารปฏิบัติการ
ดำเนนิ ไปในทศิ ทางทตี่ อ้ งการ คอื “ละชวั่ ” และ “ทำดี” อาจเรยี กลกั ษณะของป�ญญาระดับนี้วา่
“ระดบั ปฏิบตั ิการ” กไ็ ด้



ทฤษฎแี ละวิธกี ารทเ่ี ปน� สากลในพระพทุ ธศาสนา

พระพุทธศาสนาเปน� ศาสนาหนึ่งที่ถกู จัดใหเ้ ป�นศาสนาสากล เพราะเปน� ศาสนาท่มี ีผ้นู บั ถือ
จำนวนมากกระจายกันอยู่ทว่ั โลก และสบื เน่อื งกนั มายาวนาน เปน� ศาสนาท่ีนกั ปราชญท์ ัว่ โลกยอมรบั
วา่ ไมม่ ีเชือ้ แห่งสงครามแฝงอยูใ่ นศาสนาเพราะยึดมั่นแนวทางสนั ติ โดยมหี ลักอันเปน� สัจธรรมสากล
อนั เปน� หลกั การแห่งเหตแุ ละผล ซึ่งมีชอ่ื วา่ อรสิ จั ๔

อรยิ สัจ๔

อรยิ สัจ ๔ คอื ความจริงทน่ี ำมาใชป้ ระโยชน์แก่ชีวิตได้ เปน� หลกั ธรรมทีส่ ามารถนำมาใชเ้ ปน�
วธิ ีการสำหรับแก้ปญ� หาของมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วย

๑. ทกุ ข์ คอื ปญ� หาตา่ งๆ ของมนุษย์ พระพุทธเจ้าทรงแสดงอรยิ สจั ๔ โดยตง้ั ตน้ ทที่ กุ ขน์ ั้น กเ็ ป�น
การสอนท่ีเรม่ิ จากป�ญหา นน่ั คอื การสอนใหร้ จู้ กั ทุกขละยอมรบั ความจริงเกย่ี วกบั ทกุ ข์ตามทเี่ ป�นอยู่

๒. สมุทยั คือ เหตุแหง่ ทกุ ข์ หรือ สาเหตขุ องป�ญหา ซงึ่ หากทราบแล้วจะตอ้ งหาทางกำจัดเสยี
๓. นโิ รธ คอื ความดบั ทกุ ข์ หรือ ภาวะหมดปญ� หา รู้ว่าสาเหตแุ หง่ ปญ� หานั้น เปน� ส่ิงทีก่ ำจดั หรอื
ทำให้หมดส้นิ ไปได้
๔. มรรค คือ รู้ทางดับทุกข์ หรอื วิธปี ฏบิ ัตเิ พือ่ กำจดั สาเหตแุ หง่ ปญ� หา

มีการเปรยี บเทียบหลกั อรยิ สจั ๔ ไวเ้ ปน� ขออ้ ุปมานยั ดังนี้

ทุกข์ เหมือนของหนกั นโิ รธ เหมือนการวางของหนกั ลงได้

สมทุ ยั เหมอื นการแบกของหนักไว้ มรรค เหมือนอบุ ายวิธที ี่วางของหนกั ลง

การเปรียบเทยี บหลักอริยสจั ๔ กับการแก้ปญ� หา

พระพุทธศาสนามีขอ้ ปฏิบตั ิทเ่ี ป�นทางสายกลาง

ขอ้ ปฏบิ ตั ทิ ี่เป�นทางสายกลางในพระพทุ ธศาสนา เรียกว่า มชั ฌมิ าปฏปิ ทา พระพุทธเจ้าทรง
แสดงวา่ มอี งค์ประกอบทั้งหมาดอยู่ ๘ ขอ้ คือ

๑. สมั มาทฏิ ฐิ เห็นชอบ (เหน็ ว่าคณุ ความดีตา่ งๆ มอี ยูจ่ รงิ ) เชน่ เหน็ ว่าทำดีไดด้ ี ทำชั่วไดช้ ัว่

๒. สัมมาสังกปั ปะดำริชอบ (คดิ ในทางที่ถกู ต้อง) เชน่ ไมค่ ิดเบยี ดเบียนผู้อน่ื ใหไ้ ด้รับความเดือดรอ้ น

๓. สมั มาวาจา วาจาชอบ (พดู ถอ้ ยคำทีไ่ ม่มีโทษ) เช่น ไม่พดู จากระทบกระเทกใคร ไมพ่ ูดเปรยี บ
เปรย ไม่พดู ส่อเสียด ไมพ่ ูดถึงความแตกแยก

๔. สัมมากมั มนั ตะ กระทำชอบ (ไม่เบยี ดเบยี ดตนเองและผ้อู น่ื ) เช่น การดูแลผู้สูงอายุ การรู้จกั
เสียสละเวลาจงู คนสงู อายุขา้ มถนน

๕. สัมมาอาชีวะ เลีย้ งชีพชอบ ประกอบอาชพี สจุ ริต) เช่นรู้จกั ทำงานทสี่ ุจริต แมจ้ ะมรี ายไดห้ รอื
เงินน้อยกด็ ีกว่าไปทำอาชีพผดิ กฎหมาย

๖. สมั มาวายามะ พยายามชอบ (มีความเพยี รพยายาม) เชน่ หากมสี ่ิงยั่วยุมาทำใหค้ วามต้งั ใจ
ทำความดแี ปรเปลีย่ นไปก็พยายามขม่ ใจตนเอง เอาชนะใจตนเอง ให้ทำความดีอย่างต่อเนื่องไมล่ ะเลย
ความพยายาม

๗. สมั มาสติ ระลึกชอบ (รูต้ วั อยเู่ สมอ) เช่น ในแต่ละวัน ฝก� ตนใหม้ ีสติระมัดระวงั กาย วาจา
ไมใ่ หไ้ ปกระทบหรือสร้างความเดอื ดรอ้ นแก่ผู้อ่ืน กล่าวโดยสรปุ คือ มสี ตคิ วบคมุ ตนใหค้ ิดดี พดู ดี ทำ
ดี คบเพื่อนดี และไปในสถานทีด่ ี ชีวิตกจ็ ะมีความสขุ

๘. สัมมาสมาธิ ต้งั จติ มั่นชอบ (มจี ติ ใจแน่วแน)่ เชน่ นักเรียนคิดว่าในการสอบครัง้ นีจ้ ะตอ้ งทำ
คะแนนวชิ าพระพทุ ธศาสนาใหไ้ ด้เกรด ๔ ในเวลาเรียนกม็ ีสมาธิ เอาใจใส่ในการเรยี น

คำช้แี จง ๑. ใหน้ ักเรียนคน้ หาคำศัพทจ์ ากคำทกี่ ำหนดให้ ท้ังแนวตงั้ และแนวนอน

๒. ทำเครือ่ งหมาย ล้อมรอบคำศัพท์ ทคี่ น้ พบ

บ น บ มา น ศ อา ล ก ล่ อา ว ท
พั ศ
ศั ก ย ภ กา พ บ ว ช ป ธ ฒ พิ
น ธ
กิ พุ ท ธ ม กา ม ก อะ ฏิ ร อา ร
เ ท ว นิ ย ม วั ด สั บั ร เ อา
ส ช
ล ธ เ จ ดี ย์ วิ ก ง ติ ม รี ธ
ภ ร
ส ศ รั ท ธ กา มุ ร ฆ ธ อา อา ร
พ ม
ก กา ล กา ม สู ต ร ก ร ธิ

ป ส กา ท อะ ป� ติ ม ร ร ป

แ น ส ถู ป ญ ส น ร ม ไ

ส กา มั ค คี ญ ง อา ม ก ต

อุ บ กา สิ ก กา ฆ์ ป� จ จั ย

แนวตัง้ แนวนอน

๑. พทุ ธศาสนา ๙. ปฏบิ ัตธิ รรม ๑. กามามสตู ร ๙. อุบาสิกา
๒. ทศพธิ ราชธรรม ๒. พทุ ธมามกะ
๓. วิมตุ ติ ๑๐. เสรีภาพ ๓. เทวนิยม ๑๐. ศกั ยภาพ
๔. ธรรมาธิปไตย ๑๑. สังฆกรรม ๔. ศรทั ธา ๑๑. บวช
๕. ปญ� ญา ๕. ปสาทะ
๖. กเิ ลส ๑๒. พฒั นา ๖. บนบานศาลกล่าว ๑๒. วดั
๗. สงฆ์ ๗. ปจ� จยั
๘. กรรม ๘. สามคั คี ๑๓. เจดีย์
๑๔. สถปู

ตอนท่ี ๑ จงตอบคำถามต่อไปนี้

๑. เหตุใดจึงกลา่ งไดว้ า่ “พระพทุ ธศาสนากับสังคมไทยเปน� สิ่งท่ไี มส่ ามารถแยกจากกนั ได้

............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................

๒. หลักกาลามสตู ร คอื อะไร

............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................

๓. ข้นั ตอนในการปฏิบตั ติ ามหลกั พระพุทธศาสนาให้เกดิ ปญ� ญาทำได้อย่างไร

............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................

๔. การบนบานศาลกล่าวเพ่ือขอความชว่ ยเหลือเก่ยี วกบั ผลการเรียนเปน� การปฏิบตั ติ ามหลกั
พระพุทธศาสนาหรือไม่ อยา่ งไร

............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................

๕. ศรัทธา หมายถงึ อะไร

............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................

๖. สุตมยป�ญญา คอื ป�ญญาท่ีเกิดจากสง่ิ ใด

............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................

๗. จนิ ตามยป�ญญา คือป�ญญาท่ีเกิดจากส่งิ ใด

............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................

๘. ภาวนามยป�ญญา คือปญ� ญาท่เี กิดจาก

............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................

๙. เพราะเหตใุ ด พระพทุ ธศาสนาจงึ เปน� ศาสนาทถี่ ูกจดั ใหเ้ ป�นศาสนาสากลและมีผูน้ บั ถอื จำนวน

มาก

............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................

๑๐. มชั ฌิมาปฏิปทา คืออะไร และขอ้ ปฏิบตั ขิ ้อใดในหลักมัชฌมิ าปฏปิ ทาทีน่ กั เรยี นสามารถปฏิบตั ิ

ไดอ้ ยา่ งสม่ำเสมอ บอกเหตุผลดว้ ย

............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................................................................................

ตอนท่ี ๒ จงเลือกคำตอบท่ถี ูกตอ้ งทีส่ ดุ

๑. ขอ้ ใด มใิ ช่ ความสำคัญของพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทย

ก. เปน� ศาสนาประจำชาติ ค. พระมหากษตั รยิ ท์ รงเป�นพุทธมามกะ

ข. เปน� รากฐานของสงั คม ง. เปน� สิ่งนำเงนิ ตราเขา้ ประเทศ

๒. หลักการของศาสนาพทุ ธทแี่ ตกต่างจากศาสนาอ่ืน คือสิง่ ใด

ก. ศรัทธาต่อการปฏบิ ัตติ ามคำสอน

ข. สง่ เสริมและพัฒนาป�ญญาเพ่อื อสิ รภาพ

ค. สง่ เสรมิ ความเปน� ผูน้ ำ และสร้างฐานอำนาจ

ง. เชือ่ ในเรื่องบญุ บาป กฎแหง่ กรรม

๓. ความเชอื่ ใด ไม่ถูกตอ้ ง ตามหลักพระพุทธศาสนา

ก. พรพรรณเช่ือในกฎธรรมชาติ คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย

ข. พรรณวี ่ายน้ำไมเ่ ป�นแตเ่ ชื่อว่าคนเราสามารถฝก� ฝนตนเองได้

ค. พฒั นาชำระรา่ งกายในแมน่ ำ้ โดยเช่ือวา่ ชำระบาปทต่ี นเองกระทำขน้ึ ได้

ง. พัชรีเชอื่ ว่าทเ่ี ขาตกต้นไมล้ งมาแขนหักเพราะเขาป�นข้นึ ไปขโมยมะมว่ งซงึ่ เปน� ไปตามผล

กรรม

๔. ความเช่อื ตามหลกั พระพุทธศาสนามีส่งิ ใดกำกบั

ก. สติ ค. สมาธิ

ข. ศรัทธา ง. ป�ญญา

๕. บคุ คลใดเกิดปญ� ญาจากทางภาวนามยป�ญญา

ก. อนงคอ์ ่านหนงั สอื ในห้องสมุด

ข. อรทยั คิดใคร่ครวญกอ่ นซื้อสินค้า

ค. อภิสทิ ธิ์สงั เกตความเจริญเตบิ โตของต้นไมท้ ป่ี ลกู ไว้

ง. อนชุ าซอ่ มเครือ่ งคอมพิวเตอร์ท่ีมีปญ� หา

๖. ขอ้ ใดแสดงถึงการเกดิ เหตปุ จ� จยั ได้ชดั เจนทสี่ ุด

ก. สมหมายมีคนมาขอหวยเต็มบา้ น เพราะบ้านของเขามลี ูกสุนัข ๕ ขา

ข. สมบรู ณ์ขบั รถผ่านศาลเจ้าจึงกดแตรเคารพเจา้ ที่

ค. สมชายยนื ยนั วา่ เขาโชคดีตัง้ แต่เขามลี ูกแฝด

ง. สมคิดเป�นคนขยนั สามารถขยายกิจการไดอ้ ย่างรวดเรว็

๗. การเชอื่ ว่ามนุษยแ์ ตล่ ะคนมกี รรมเปน� ของตนน้ันเป�นการเชอื่ ตามหลกั ศรทั ธาข้อใด

ก. กัมมสทั ธา ค. กมั มัสสกตาสทั ธา

ข. วิปากสัทธา ง. ตถาคตโพธิสทั ธา

๘. ความเช่ือตามหลกั พระพุทธศาสนามสี งิ่ ใดกำกับ

ก. สติ ข. สมาธิ ค. ปญ� ญา ง. ศรทั ธา

๙. ใครเป�นผู้รจู้ กั เหตุแหง่ ความเจรญิ (อายโกศล)

ก. สมศกั ดอิ์ ยากไดโ้ ทรศัพท์มือถือจึงขอเงนิ พอ่ ค. สมศรีซ้อื หวย เพราะอย่างรวย

ข. สมชายไม่กนิ เหลา้ ไมส่ บู บหุ ร่ี ง. สมภพขยันทำงานเก็บเงนิ เพือ่ ซ้ือรถยนต์

๑๐. ใครถอื หลกั ศรทั ธาท่ีถูกตอ้ งตามคำสอนของพระพุทธศาสนา

ก. สวุ ิทย์เชือ่ วา่ ห้ามกวาดบ้านตอนกลางคนื

ข. สวุ ัฒนเ์ ชือ่ วา่ ออกกำลงั กายทกุ วนั มีสุขภาพดี

ค. สพุ ลเชอ่ื ว่าถา้ จง้ิ จกทักจะมลี างรา้ ย

ง. สพุ รรษาเช่ือว่าอดข้าวแล้วจะผอม

๑๑. หลกั ปฏบิ ัตสิ ายกลางทพี่ ระพุทธเจา้ ค้นพบมชี อื่ ว่าอะไร

ก. อตั ตกิลมถานุโยค ค. ป�จจันตชนบท

ข. มัชฌมิ าปฏิปทา ง. จตยุ ามสงั วร

๑๒. ความเชือ่ แบบใดเป�นความเชื่อที่ถูกตอ้ ง

ก. ความเชอื่ ตามบรรพชนทไี่ ดจ้ ารกึ ไว้ ค. ความเช่ือตามผูร้ ูท้ ี่ไดค้ ้นควา้ สอบสวนมาดีแลว้

ข. ความเช่อื ตามท่ีพระศาสดาได้บญั ญัติไว้ ง. ความเช่ือท่ีไดใ้ ชส้ ติป�ญญาไตรต่ รองให้ถอ่ งแท้แล้ว

๑๓. ปญ� ญาท่ีเกดิ จากการศกึ ษาเล่าเรียน เรียกว่าอะไร

ก. สุตมยปญ� ญา ค. ภาวนามยป�ญญา

ข. จินตามยป�ญญา ง. ศรทั ธามยป�ญญา

๑๔. ปญ� ญาที่เกดิ จากการพิจารณาเหตุผล เรียกว่าอะไร

ก. สตุ มยป�ญญา ค. ภาวนามยป�ญญา

ข. จินตามยปญ� ญา ง. ศรัทธามยป�ญญา

๑๕. ปญ� ญาที่เกดิ จากการปฏบิ ัติ เรยี กว่าอะไร

ก. สตุ มยป�ญญา ค. ภาวนามยปญ� ญา

ข. จินตามยป�ญญา ง. ศรทั ธามยป�ญญา

๑๖. ศาสนาใดจัดอย่ใู นประเภทอเทวนยิ ม

ก. ศาสนาคริสต์ ค. พระพุทธศาสนา

ข. ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ง. ถูกทกุ ข้อ

๑๗. บุคคลใดมิไดเ้ กดิ ป�ญญาจากสุตมยปญ� ญา

ก. นนั ทฟ์ ง� ขา่ วจากวทิ ยุ ค. นกฟง� พระเทศนท์ วี่ ดั

ข. แนนคิดสูตรอาหารใหม่ ง. น้อยอ่านหนังสือสารานกุ รม

๑๘. ใครปฏิบตั ติ ามหลักสมั มาวายามะ

ก. สมานถูกจบั เพราะวง่ิ ราวกระชากสรอ้ ยผู้อื่น ค. สมรมอี าชีพคา้ อาวุธสงคราม

ข. สมยั ทำงานเปน� ยามรักษาความปลอดภัย ง. สมงิ มอี าชีพเปน� เอเยนตค์ า้ ยาเสพตดิ

๑๙. บุคคลใดเกิดป�ญญาจากทางภาวนามยปญ� ญา

ก. อดิศักดอิ์ า่ นหนงั สอื ในหอ้ งสมดุ ตอนที่ ๑ ตอนที่ ๒ ดมี าก
ข. อดศิ รคิดใครค่ รวญก่อนซ้ือสนิ ค้า (ข้อละ ๒ คะแนน) (ข้อละ ๐.๕ คะแนน) (๙-๑๐)

ค. อดพิ ลซ่อมเครือ่ งคอมพิวเตอรท์ ่ีมีป�ญหา

ง. อดฺลกั ษณส์ ังเกตความเจรญิ เตบิ โตของตน้ ไมท้ ป่ี ลูกไว้ ดี
๒๐. หากสอนเดก็ โดยวธิ กี ารหลอกใหเ้ ช่ือจะเกดิ ผลอยา่ งไร พอใช้ (๗-๘)
(๕-๖)
ก. เด็กจะกลายเป�นคนพดู ปด

ข. เด็กจะกลายเปน� คนขาดเหตผุ ล คะแนน ปรับปรุง
(ต่าํ กวา่ ๕)
ค. เด็กจะกลายเปน� คนหนา้ ไหวก้ ลงั หลอก ตอนท่ี ๑.............
ง. เดก็ ไมเ่ ชือ่ ถืออกี ตอ่ ไปหากทราบความจริง ตอนท่ี ๒ ............

เรื่อง จุดกำเนิดและความสำคญั ของศาสนา

ชื่อ -สกลุ มธั ยมศึกษาชนั้ ปท� ี่ ๒ / เลขที่...............................................................................................................................................
................ ......................

ผลการเรียนรูท้ ี่คาดหวัง ๑. อธิบายความสำคญั ของพระพทุ ธศาสนาในประเทศไทยได้
๒. อธิบายการพัฒนาศรทั ธาและป�ญญาทางพระพุทธศาสนาได้

คำช้แี จง ๑. ให้นกั เรยี นบอกความสำคัญของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย
๒.ใหน้ กั เรยี นบอกถงึ เนอื้ หาในกาลามสตู ร

ความสำคัญของพระพุทธศาสนาในประเทศไทย จงบอกถึงเนอ้ื หาในกาลามสูตร

............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................
............................................................................................................................................... ...............................................................................................................................................

เร่ือง สถานภาพของพระพุทธศาสนา

ชอื่ -สกุล มธั ยมศกึ ษาชั้นป�ที่ ๒ / เลขท่ี.............................................................................. ........................................................... ......................
................

ผลการเรียนรทู้ ค่ี าดหวัง ๒. อธิบายสถานภาพของพระพุทธศาสนาได้
คำชี้แจง ใหน้ ักเรียนเขยี นอธิบายสถานภาพของพระพทุ ธศาสนา

เทวนยิ ม ศาสนา

ลักษณะ อเทวนยิ ม

........................................................................................................... ลักษณะ
...........................................................................................................
........................................................................................................... ...........................................................................................................
........................................................................................................... ...........................................................................................................
........................................................................................................... ...........................................................................................................
........................................................................................................... ...........................................................................................................
........................................................................................................... ...........................................................................................................
........................................................................................................... ...........................................................................................................
........................................................................................................... ...........................................................................................................
........................................................................................................... ...........................................................................................................
........................................................................................................... ...........................................................................................................
........................................................................................................... ...........................................................................................................
...........................................................................................................
...........................................................................................................

พระพุทธศาสนาอยใู่ นประเภท.....................................................................................................................................
เหตุผล..........................................................................................................................................................................................

...................................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................................................................
.

เรื่อง สถานภาพของพระพุทธศาสนา

ชอื่ -สกุล มัธยมศึกษาชนั้ ปท� ี่ ๒ / เลขที่................................................................................. ...........................................................
................ ......................

ผลการเรยี นรู้ท่ีคาดหวัง ๓. อธิบายการพฒั นาศรัทธาและปญ� ญาทางพระพทุ ธศาสนาได้
๔. อธบิ ายทฤษฎีและวิธกี ารทเ่ี ป�นสากลในพระพทุ ธศาสนาได้

คำชแี้ จง ให้นักเรยี นอ่านเร่ืองย่อและวเิ คราะหว์ า่ นายสุรศักด์ิ ขาดการใชป้ �ญญาในเร่ืองนอี้ ยา่ งใด
จงแสดงเหตผุ ลตามหลกั ป�ญญา ซงึ่ พระพทุ ธเจา้ แสดงธรรมใหเ้ ห็นขอ้ ปฏบิ ตั ิ

เร่ืองยอ่

รักคดุ แค้นไมเ่ ลน่ ด้วยนำ้ มันสาด
เผาท้ังเปน� ม. ๖ ทุรนเสยี โฉม

น.ส.กนกวรรณ เคยเล่าให้ฟง� วา่ นายสรุ ศกั ดิ์
หรือ แจ๊ค พูลแย้ม อายุ ๒๔ หนุ่มคนงาน
ก่อสรา้ งหมูบ่ า้ นใกลเ้ คยี ง คอยตามจบี และ
ตือ๊ ขอแตง่ งานและพยายามชวยหนไี ปอยู่
ด้วย แต่ น.ส. กนกวรรณตอบปฏเิ สธ
เพราะยังเรยี นไม่จบ จนเกิดเหตุการณ์ขึน้

เหตผลในการใชป้ ัญญาวิเคราะหม์ ดี ังนี้

............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................

เรื่อง หลักการพฒั นาศรัทธาและป�ญญาทางพระพุทธศาสนา

ชอ่ื -สกลุ มธั ยมศกึ ษาชน้ั ปท� ี่ ๒ / เลขท่ี........................................................................................................................................ ......................
................

ผลการเรยี นรู้ท่ีคาดหวัง ๓. อธิบายการพฒั นาศรัทธาและปญ� ญาทางพระพทุ ธศาสนาได้

คำชีแ้ จง ให้นกั เรยี นเขยี นแสดงความคดิ เห็นวา่ ความเชอื่ น้ีสอดคล้องตามหลกั พระพทุ ธศาสนาใน

การพฒั นาศรัทธาและปญ� ญาหรือไม่ อยา่ งไร ให้เหตุผลประกอบด้วย

หนองคายแตกตื่น “ต้นหมากพญานาค” รับวนั หวยออก

เมื่อวนั ท่ี ๒๖ สงิ หาคม ผ้สู ่ือขา่ วรับแจ้งจากชาวบ้านวา่ มี ตน้ หมากแตกหน่อออกมาเปน� พญานาคสร้าง
ความแตกต่นื ให้กบั ชาวบา้ นทีพ่ บเห็นเป�นอยา่ งมาก จากการสอบถามทราบว่าต้นหมากดังกล่าวอยภู่ ายในวัดวาฬุ
กรมณีทา่ หรือวัดหาดคำทา่ ต.หาดคำ อ.เมอื ง จ.หนองคาย จึงเดนิ ทางไปตรวจสอบพบชาวบ้านจำนวนมาก พากนั
มงุ ดู และกราบไหว้ตน้ หมากตน้ หนึง่ ทอ่ี ยหู่ น้าพระอโุ บสถ เป�นตน้ หมากสูงประมาณ ๓.๕ เมตร อายุ ๓ ป� บรเิ วณ
กลางลำตน้ แตกหนอ่ ออกมามลี ักษณะคดงอ และมลี ูกหมากเปน� แผงยื่นออกมา มลี กั ษณะคลา้ ยกบั พญานาค

นางไพบลู ย์ อคั รไทย อายุ ๖๐ ป� อยู่
บา้ นเลขท่ี ๑๘๓ หมู่ที่ ๑๔ บ้านหาดคำ ต. หาด
คำ อ. เมอื งหนองคาย กลา่ ววา่ ต้นหมากต้นนี้
หลวงป่ลู อง เจ้าอาวาส นำมาปลกู ไว้เมอื ง ๓ ป�ท่ี
แล้ว และเมื่อ ๓ วนั ท่ีผา่ นมา มีชาวบา้ นมา
ทำบุญ และนำน้ำทก่ี รวดนำ้ อุทศิ สว่ นกศุ ลมาเท
บรเิ วณโคนตน้ หมาก สังเกตเหน็ บรเิ วณกลา่ งตน้ มี
หนอ่ ย่ืนออกมาสีขาว คล้ายกบั พญานาค จึงบอก
ให้เพ่อื นบา้ นคนอื่นรู้ ตนเองกม็ าดแู ละอธษิ ฐานว่าหากเป�นสงิ่ สิรมิ งคลจริง ขอให้เปล่ียนสีเปน� สสี วยงาม และ
ชว่ ยเหลืออุปถัมภค์ ำ้ จนุ ใหช้ าวบ้านหาดคำอยู่ดีกนิ ดี กระทง่ั ในวนั ที่ ๒๖ สิงหาคมนี้ ชาวบ้านพากนั มาดกู พ็ บว่าจาก
หนอ่ สีขาวเปลยี่ นเปน� สนี ้ำตาลตามท่ีได้อธิษฐานไว้ จึงพากนั มากราบไหว้ขอโชคลาภ

ที่มา : ขา่ วสด, ๒๗ สิงหาคม

ความคดิ เห็นที่ได้จากเรอ่ื งนี้

...........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................


Click to View FlipBook Version