50
เหมอื นแต่ก่อน ดงั นั้น วตั ถุประสงค์ใหม่ของธุรกิจจึงมุ่งสนองความต้องการของบุคลากรในองค์การ ลูกค้า และสังคม
ขณะเดยี วกนั กจ็ ะตอ้ งไดร้ บั ผลตอบแทนในรปู ของกำไร
กล่าวโดยสรุป จะเห็นว่าการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีความสำคัญในแง่ของการบริหารจัดการในรูป ของ
ทุนมนุษย์ดังตอ่ ไปน้ี
1. ช่วยสร้างความเจรญิ เตบิ โตม่ันคงให้แก่องคก์ าร ในฐานะที่งานด้านการบริหารทรัพยากรมนษุ ย์ จะทำให้
ไดบ้ ุคลากรท่มี คี วามรู้ ความสามารถ และมคี วามพรอ้ มเขา้ มาเชือ่ มโยงภารกิจตา่ ง ๆ ของแตล่ ะหน่วยงานในองค์การ
2. ชว่ ยสร้างขวัญ และกำลงั ใจในการปฏิบัตงิ าน เมอื่ บคุ ลากรได้ปฏบิ ตั ิงานท่ตี นเอง มคี วามรู้ ความสามารถ
และยังจะส่งผลทำให้เกิดการทุ่มเท เสียสละ จงรักภักดีต่อองค์การมากขึ้นช่วยกระตุ้นให้บุคลากรตื่นตัวที่จะเพ่ิม
ศกั ยภาพการปฏบิ ัติงานของตนเอง โดยอาศยั ความรู้ ความสามารถแบบหลากหลาย
3. ชว่ ยสร้างความม่ันคงให้แกส่ งั คมและประเทศชาติ โดยเฉพาะการบริหารทรพั ยากรมนุษย์ท่ีดีย่อมจะช่วย
เสริมให้บคุ ลากรมคี ณุ ภาพมงี านทำ สรา้ งผลผลติ ให้แก่องคก์ าร และเพม่ิ รายไดใ้ หแ้ กป่ ระเทศชาติได้อีกทางหน่ึง
หนา้ ทข่ี องการบริหารงานบคุ คล
การบริหารงานบุคคล เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับบุคลากร ให้มีการใช้บุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
หน้าที่ของการบริหารงานบุคคลประกอบไปด้วย การจัดหาคนที่มีความรู้ ความสามารถตรงตามความต้องการใช้
งานของหน่วยงานนั้น ให้มีคุณภาพ และปริมาณเพียงพอ โดยการสรรหาจากแหล่งภายในหรือภายนอกหน่วยงาน
โดยผ่านการคัดเลือกและทดสอบตามกระบวนการ ด้วยระบบคุณธรรม เพื่อกลั่นกรองบุคคลากรที่มีคุณสมบัติตรง
ตามความต้องการ จึงจะทำให้การบรรลุบุคคลนั้น เป็นพนักงานของหน่วยงานเมื่อบุคลากรได้ปฏิบัติหน้าที่ไป
ระยะเวลาหนึ่ง จึงสมควรได้รับการฝึกอบรม หรือพัฒนาพนักงานให้มีความสามารถ มีความชำนาญในหน้าที่ เพ่ิม
มากขึ้น ก็จะช่วยลดการสูญเสียลงได้มาก เมื่อได้ทำการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพมากขึ้น แล้วหน่วยงาน นาน
ที่สุด แล้วหน่วยงานจำเป็นต้องบำรุงรักษาพนักงานให้เกิดความพึงพอใจในการทำงานและอยู่ทำงานกับหน่วยงาน
นานที่สุด โดยสรา้ งแรงจงู ใจหรือเพมิ่ ความพึงพอใจให้แกพ่ นักงาน
ภาพท่ี 5.2 การบริหารงานบุคคล
51
กระบวนการบริหารงานบคุ คล
การบริหารงานบุคคลในภาคธุรกิจเน้นการใช้ประสิทธิภาพของบุคลากร ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
กระบวนการน้แี บง่ ได้ตามลำดบั ดงั นี้
1. การจดั หาบคุ ลากร (Procurement)
2. การพัฒนาบคุ ลากร (Development)
3. การกำหนดค่าตอบแทน (Remuneration)
4. การจูงใจ (Motivation)
5. การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal)
1. การจัดหาบุคลากร (Procurement) หมายถึง กระบวนการในการจัดทำขึ้นเพื่อให้ได้บุคคลเข้ามา
ทำงานในหนว่ ยงาน การจัดหาประกอบด้วย
- การวางแผนกำลงั คน (Manpower Planning)
- การสรรหาบคุ ลากร (Recruitment)
- การคดั เลือก (Selection)
- การทดสอบ (Employment Test)
1.1 การวางแผนกำลังคน (Manpower Planning) จุดประสงค์ของการวางแผนกำลังคน เพื่อเตรียม
บุคลากรในการรองรับงานที่ดำเนินอยู่และสำหรับอนาคต เพื่อทดแทนกำลังคนที่ขาดหายไป เน่ืองจากการลาออก
การเกษียณอายุ หรือถึงแก่กรรม เป็นเหตุให้ไม่มีบุคลากรปฏิบัติหน้าที่นั้น โดยเฉพาะหาก เป็นบุคลกรที่มีความ
ชำนาญและรอบรู้งานนั้นเป็นอย่างดี จะทำให้งานนั้นประสบปัญหาและมี อุปสรรค เนื่องจากบุคลากรใหม่จะต้อง
เรียนรู้งานใหม่ ทำให้งานไม่ต่อเนื่องและอาจหยุดชะงักลงได้ และเพื่อประโยชน์ขององค์การสำหรบั ในอนาคตในการ
ขยายธุรกิจต้องการบคุ ลากรท่มี คี ณุ สมบตั ิและปริมาณท่เี พยี งพอในการรองรับงานใหม่ ๆ ทอ่ี าจมขี ึ้นในอนาคต
1.2 การสรรหาบุคลากร (Recruitment) เมื่อหน่วยงานได้ทำการวางแผนบุคลกร ไว้เป็นที่แน่ชดั แล้ววา่
ต้องการบุคลากรที่มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง เพื่อมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใดแล้วก็จะดำเนินการใน ขั้นตอนต่อไป
คอื การสรรหาบุคลากรตามที่ต้องการ บางคร้ังหน้าท่ีในการสรรหาบคุ ลากรเป็นหน้าท่ีของผ้บู ริหารงานสำนักงาน ซ่ึง
จัดเป็นแผนกบุคคลหรือฝ่ายบุคคลรวมอยู่ภายในสำนักงานด้วย ดังนั้นผู้ปฏิบัตงิ านภายในสำนักงานจงึ ควรมีความรู้
ในดา้ นการบริหารงานบคุ คลด้วยเพื่อเป็นประโยชนใ์ นการชว่ ยให้หน่วยงานหลักทำงานได้อย่างคล่องตวั มากขึ้น การ
สรรหาบุคลากรมาจากภายในและภายนอก
1.3 การคัดเลือก (Selection) เมื่อได้รับสมัครบุคคลที่จะเข้ามาทำงานกับหน่วยงาน แล้วก็จะทำการปิด
รับสมัครแล้วทำการคัดเลือกที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดตามขั้นตอนที่เรียกว่าการกลั่นกรองผู้สมัครขั้นต้น ละ
กระบวนการคดั เลอื ก
1.4 การทดสอบ (Employment Test) การทดสอบเป็นกระบวนการขั้นหนึ่งที่จะทดสอบว่าบุคคลนี้มี
ความรู้ ความสามารถตามท่ตี อ้ งการและเหมาะสมจริงหรือไม่ การทดสอบแบง่ ออกเป็นประเภทตา่ ง ๆ ไดด้ งั น้ี
52
- การทดสอบเชาว์
- การทดสอบความถนดั
- การทดสอบความสมั ฤทธิ์ผล
- การทดสอบความสนใจในงานอาชีพ
- การทดสอบบคุ ลกิ ภาพ
2. การพัฒนาบุคลากร (Development) การพัฒนาบุคลากร เป็นหน้าที่ที่สองภายหลังจากได้บรรจุ
พนกั งานใหด้ ำรงตำแหน่งอย่างถาวร ผา่ นขนั้ ตอนการทดลองงานแลว้ เป็นพนักงานของหนว่ ยงาน
การพัฒนาบุคลากรคือ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านทักษะ ความชำนาญในการทำงาน ตลอดจนปรับเปลี่ยน
ทัศนคติของบุคลากรทุกระดับให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน การเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรสามารถทำได้ด้วยวิธีการ
ฝกึ อบรม ปฐมนเิ ทศ สง่ ไปดูงานตา่ งประเทศ รว่ มสัมมนาท้งั ในและนอกสถานท่ี ฯลฯ เพอ่ื บคุ ลากรนนั้ ๆ จะสามารถ
ปฏบิ ัติงานไดอ้ ยา่ งเต็มท่ี และมงุ่ ไปสู่ความสำเร็จตามเปา้ หมายขององค์กร
3.การกำหนดคา่ ตอบแทน (Remuneration) หมายถงึ การจา่ ยเงนิ ใหแ้ กพ่ นักงานเพ่อื ตอบแทนผลงานท่ี
ทำได้ ค่าตอบแทนทางตรงอยู่ในรูปของค่าจ้าง เงินเดือน ค่าตอบแทนยังสามารถจ่ายได้ในทางตรงอยู่ ในรูปของ
ค่าจ้าง เงินเดือน ค่าตอบแทนยังสามารถจ่ายได้ในทางตรงและทางอ้อม ค่าตอบแทนทางอ้อมยังรวมถึงสวัสดิการ
ประโยชนเ์ ก้อื กูลตา่ ง ๆ เช่น การประกนั สุขภาพ ประกันสงั คม ค่ารกั ษาพยาบาล
4. การจูงใจ (Motivation) การปฏิบัติงานของพนักงานในหนว่ ยงานใดจะทุม่ เทกำลังกายและสติปัญญา
ในการทำงานมากนอ้ ยเพียงใดข้ึนอยกู่ ับแรงจูงใจในการทำงานนน้ั ๆ ประเภทของแรงจงู ใจ คือ แรงจงู ใจภายในและ
แรงจงู ใจภายนอก
5. การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) ความหมาย การประเมินผลการ
ปฏิบัติงาน หมายถึง การประเมินการทำงานของพนักงานอย่างเป็นระบบในเรื่องของผลงานที่ปฏิบัติได้ โดย
เปรยี บเทียบกบั มาตรฐานการปฏบิ ตั งิ านทกี่ ำหนด
ภาพท่ี 5.3 การบรหิ ารงานบุคคล
53
การประเมินศกั ยภาพ (Competency)
การประเมินศักยภาพ หมายถึง การประเมินคุณลักษณะของพนกั งานอย่างเปน็ ระบบในเร่ืองของความคดิ
ความเป็นผู้นำ และความสามารถในการบริหาร ซึ่งมีขั้นตอนการดำเนินงาน แบบประเมินศักยภาพ ประกอบด้วย
ปัจจัยหลักในการประเมิน 3 ปัจจัย ซึ่งในการประเมินแต่ละปัจจัยนั้นให้พิจารณาจากรายละเอียดประกอบการ
พจิ ารณา
กฎระเบยี บเก่ียวกบั บคุ ลากร
การว่าจา้ ง
1. การรบั เขา้ ทำงาน
- ผ้สู มคั รงานต้องกรอกข้อความลงในใบสมคั รให้ครบถว้ น
- การตรวจร่างกายพนักงานใหม่
- การทำสญั ญาจา้ ง
- การทดลองงาน
2. การปรับปรงุ เปลย่ี นแปลงองค์กร การสับเปลี่ยนหนา้ ทก่ี ารงาน การแต่งตงั้ การโยกยา้ ยพนกั งาน
- บรษิ ทั มสี ทิ ธทิ ่จี ะปรบั ปรงุ เปลี่ยนแปลงองคก์ รของบริษัท
วัน เวลา ทำงาน และวนั หยดุ
1. ช่วั โมงการทำงานและวันทำงาน
- บรษิ ทั ฯ กำหนดวนั ทำงานปกติของพนักงานกะปกติ คอื วันจันทร์ถึงวนั เสาร์
- บริษัทฯ กำหนดวันทำงานของพนักงานกะ ให้เป็นไปตามตามรางทำกะตามความเหมาะสม - บริษัทฯ
กำหนดชว่ั โมงการทำงานไม่เกินวันละ 8 ชวั่ โมง และสัปดาห์ละไม่เกิน 48 ชวั่ โมง หรอื บริษทั ฯ และพนักงานอาจตก
ลงกันกำหนเวลาทำงานปกติในวนั หน่ึง ๆ เปน็ จำนวนกี่ชวั่ โมงกไ็ ด้แต่เม่ือรวมเวลาทำงานท้ังส้ินแล้วสัปดาห์หนึ่งต้อง
ไมเ่ กิน 48 ชวั่ โมง
2. เวลาทำงานเรม่ิ ทำงานเวลา 08.00 น. เลิกงานเวลา 17.00 น.
3. วนั หยุดงาน
- หยดุ งานประจำสัปดาหไ์ ด้แก่ วันอาทติ ย์ หรอื วันทบ่ี รษิ ัทฯ ประกาศให้เปน็ วันหยุดอยา่ งนอ้ ยสัปดาห์ละ 1
วนั
- วันหยุดตามประเพณี บริษัทฯ จะกำหนดให้มีวัดหยุดตามประเพณีไม่ต่ำกว่า 13 วัน โดยรวมวันแรงงาน
แห่งชาติด้วย โดยที่พนักงานจะได้รับค่าจ้างเท่ากับวันทำงานปกติ การกำหนดวันหยุดตามประเพณี บริษัทฯ จะ
ประกาศล่วงหนา้ เป็นปี ๆ ไป
- วนั หยุดพกั ผ่อนประจำปี
4. การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด
- พนกั งานทีม่ สี ิทธไิ ดร้ ับคา่ ลว่ งเวลา
54
- พนักงานทุกระดบั ทีม่ ตี ำแหนง่ ตำ่ กว่าผูจ้ ัดการฝา่ ยลงมา
- พนักงานรายเดือน ถ้ามาทำงานในวันหยุดจะได้รบั ค่าทำงานในวันหยุดเพิ่มขึน้ อีก 1 เท่าของค่าจ้างปกติ
ตามช่วั โมงทีท่ ำงานในวันหยุด
- พนักงานรายวัน ถ้ามาทำงานในวันหยุดจะได้รับค่าทำงานในวันหยุดเป็นจำนวน 2 เท่าของค่าจ้างปกติ
ตามจำนวนช่วั โมงทท่ี ำงานในวันหยุด
วนั และหลักเกณฑก์ ารทำงาน
1. การลาป่วย
- พนักงานมีสิทธิขอลาป่วยได้เท่ากับวันที่ลาป่วยจริง โดยได้รับค่าจ้างเท่ากับทำงานปกติปีละ ไม่เกิน 30
วัน
2. การลากจิ
- หลักเกณฑ์การลากิจ พนักงานมีสิทธิการลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างเท่ากับวันทำงานปกติได้ปีละ ไม่เกิน 4
วันทำงาน
หน้าท่แี ละวินัยของพนกั งาน
บริษทั ฯ ได้กำหนดหลกั เกณฑต์ า่ ง ๆ โดยมวี ัตถุประสงค์ดังน้ี
1. เพื่อเป็นแนวทางของผู้บังคับบัญชาในการพิจารณาส่งเสริมแก้ไขหรือปรับปรุงความประพฤติของ
ผู้ใตบ้ งั คับบญั ชา
2. เพอื่ ให้เกดิ ความเปน็ ธรรมต่อพนกั งานในเรอื่ งวนิ ยั และการปฏิบตั ขิ องบริษทั ฯ
3. เพอื่ เป็นแนวทางในการปฏิบัตเิ กย่ี วกับวนิ ัย อนั จะนำไปสูค่ วามเจรญิ ก้าวหน้าของพนกั งานและบริษัทฯ
4. เป็นส่วนช่วยส่งเสริมให้การดำเนินกิจกรรมของบริษัท บรรลุถึงวัตถุประสงค์ด้วยความมีระเบียบเป็น
ธรรมถกู ต้องตามกฎหมายและก่อใหเ้ กิดความสงบสขุ ในการทำงานร่วมกนั
ภาพท่ี 5.4 หนา้ ทแี่ ละวินัยของพนักงาน
55
วนิ ยั ทว่ั ไป
1. พนักงานจะตอ้ งประพฤตติ นเป็นคนดี อย่ใู นระเบยี บกฎเกณฑ์ของสงั คม
2. พนกั งานจะต้องเช่อื ฟังและปฏิบัตติ ามคำส่งั ของผบู้ งั คับบญั ชา
3. พนักงานจะต้องแจ้งการเปล่ียนแปลงสถานภาพของตนเองให้บริษัทฯ ทราบ
4. พนกั งานจะต้องปฏิบัตติ ามกฎระเบียบข้อบังคบั ของบรษิ ัทฯ
5. พนักงานจะต้องรกั ษาความสะอาดไมท่ ้ิงส่งิ ของปฏกิ ลู ใด ๆ นอกภาชนะที่บรษิ ทั จัดให้
6. พนกั งานจะตอ้ งช่วยกนั ดแู ลวัสดุ เครอ่ื งใช้ อุปกรณ์สำนักงาน
7. พนกั งานจะต้องไม่มาทำงานสาย กลบั กอ่ นเวลา หรือลาหยุดอันไม่มเี หตสุ มควร
8. พนักงานจะต้องแสดงกิรยิ า ใชว้ าจาที่สภุ าพ ไมส่ บประมาท
9. พนกั งานจะตอ้ งไมเ่ พิกเฉยต่อการกระทำผดิ ของพนักงานอ่ืน
10. พนักงานจะตอ้ งไมเ่ ปดิ เผยข้อมลู หรือปกปิดข้อเท็จจริงอนั อาจเปน็ สาเหตุให้บริษัทไดร้ ับความเสยี หาย
สรุป
หนา้ ทที่ างการบริหารงานบุคคล นับเปน็ หน้าทท่ี ีส่ ำคัญอย่างหนึง่ ของสำนักงาน และเป็นหนา้ ท่ที ่มี ีผล อย่าง
ตอ่ เน่ืองในระยะยาว เพราะหนว่ ยงานจะตอ้ งจดั จ้างบุคลากรในระยะยาวสำหรบั ตำแหนง่ งานน้ัน ดังนั้นการคดั เลือก
หรือรับสมัครบุคคลเข้ามาทำงานในสำนักงาน ควรมีมาตรฐานที่ถูกต้องเพื่อให้ได้คนที่ดีที่สุดในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะ
เป็นด้านความรู้ ความสามารถ ด้านมนุษยสัมพันธ์ ฯลฯ ผู้บริหารควรจะต้องมีการวางแผนเป็น ระยะ ๆ สำหรับ
ความต้องการพนักงานตำแหน่งต่าง ๆ ในอนาคตเมื่อได้รับสมัครและคัดเลือกพนักงาน เข้ามาแล้วสักระยะหนึ่ง
ตอ้ งมีการจงู ใจพนักงานใหเ้ กิดขวัญและกำลงั ใจทด่ี ใี นการทำงาน โดยมีการประเมินอยา่ งยุตธิ รรม มีการให้รางวัลส่ิง
ตอบแทน ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงินหากพนักงานมีความประพฤติดี มีผลทำงานที่ดี หน่วยงานควรมี
มาตรการในการธำรงรักษาบุคลากรไว้ใหอ้ ยกู่ ับหน่วยงาน ใหน้ านที่สุด
56
แหล่งอา้ งอิง
http://bitzaa55.blogspot.com/ ความหมายของสำนกั งาน [ระบบออนไลน์] แหล่งทม่ี า
http://bitzaa55.blogspot.com/2015/11/lewis-kelling-office-george-r.html (1 ตลุ าคม 2563)
https://mutcharin.wordpress.com/ การบริหารงานสำนักงานสมัยใหม่ [ระบบออนไลน์] แหลง่ ท่ีมา
https://mutcharin.wordpress.com/ (1 ตลุ าคม 2563)
http://www.apdi2002.com / กระบวนการบริหารงานบคุ คล [ระบบออนไลน์] แหล่งท่มี า
http://www.apdi2002.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_ (1 ตุลาคม 2563)
57
หนว่ ยท่ี 6
การมอบหมายงานและการควบคมุ งานในสำนักงาน
บทนำ
การมอบหมายงาน (Delegation) หมายถึง การกำหนดความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ (Assignment
of Responsibility and Authority) โดยตัวผู้บังคับบัญชาให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา = การกระจายงานในหน้าท่ี,
ความรับผิดชอบ (Responsibility) และอำนาจในการตัดสินใจ (Authority) ภายในขอบเขตที่กำหนดให้ผู้ร่วมงานหรือ
ผูใ้ ตบ้ ังคับบัญชาไปปฏิบัติ (ศริ ิพร พงศ์ศรโี รจน์, 2543) ผู้ที่ได้รับมอบหมายงานมาสามารถจะวางแผนกำหนดวิธีการ
ปฏิบัติการได้ตามที่เห็นสมควรรวมทั้งการตัดสินใจแก้ปัญหาต่าง ๆ ภายในส่วนงานหรือในส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่
รบั ผดิ ชอบอยู่
การควบคุมสำนักงาน หลักสำคัญของการควบคุมในสำนักงาน คือ ควรวางแผนให้เกิด Self Control
ภายในหน่วยงาน และระหว่างหน่วยงาน โดยกำหนดให้แต่ละหน้าท่ีงานที่เกี่ยวข้องกันมีการควบคุมซึ่งกันและกัน
นอกจากนี้ การควบคุมจะต้องเป็นพลวัต (Dynamics Control) โดยมีการปรับเปลี่ยนแผนการควบคุมให้ทันต่อ
เหตกุ ารณ์ และกำหนดใหม้ ขี ัน้ ตอนแยกยอ่ ยภายใต้สถานการณต์ ่าง ๆ ที่อาจเกดิ ข้ึน
ความหมายของการมอบหมายงาน
การมอบหมายงาน หมายถึง การกำหนดความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่ (Assignment of
Responsibility and Authority) โดยตัวผู้บังคับบัญชาให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา = การกระจายงานในหน้าที่, ความ
รับผิดชอบ (Responsibility) และอำนาจในการตัดสินใจ (Authority) ภายในขอบเขตที่กำหนดให้ผู้ร่วมงานหรือ
ผใู้ ต้บังคบั บญั ชาไปปฏิบัติ (ศริ ิพร พงศศ์ รโี รจน์, 2543)
การมอบหมายงาน คือ คือการกระจายงานในหน้าที่ ความรับผิดชอบ และอำนาจการตัดสินใจภายใน
ขอบเขตทก่ี ำหนด ให้ผอู้ ่ืนไปปฏบิ ัติ
กระบวนการมอบหมายงาน
ในการจัดองค์การจะเห็นได้ว่า ในการปฏิบัติงานในสายการบังคับบัญชาจะต้องมีการสั่งงานตามลำดับข้ัน
โดยมีการมอบหมายอำนาจหน้าที่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติ เพื่อให้งานนั้นมีประสิทธิภาพ การมอบหมายงาน
มักจะมีความยุ่งยากในการปฏิบัติเพราะการตัดสินใจมอบหมายงาน และอำนาจหน้าที่เป็นสิ่งที่ผู้บริหารชั้นสูง
จะต้องปฏิบัติ และคัดเลือกบุคคลท่ีตนคิดว่ามีความสามารถเข้ามาช่วยงาน การมอบหมายงานจะมีการมอบหมาย
งานตามลำดับข้นั เชน่ จากประธานกรรมการไปยังผ้จู ัดการ หวั หน้าหน่วยงาน ฯลฯ กระบวนการ ในการมอบหมาย
งาน มีลำดับข้นั ดงั ตอ่ ไปนี้
- การพจิ ารณาจะคิดถงึ ผลทีค่ าดวา่ จะไดร้ ับจากงาน
- การจัดแบ่งงานตามความเหมาะสม
58
- การมอบหมายอำนาจหนา้ ทใ่ี ห้แต่ละบคุ คล ทคี่ ดิ ว่าจะทำให้งานบรรลุวตั ถปุ ระสงคไ์ ด้
- พยายามจัดการให้ทุกคนทำงาน โดยมีความรับความรบั ผิดชอบต่องานที่ทำ เพื่อจะได้บรรลุ ความสำเรจ็
ของงานน้ัน
ขนาดของการมอบหมายงาน การที่ผู้บังคับบัญชาจะมีความเต็มใจที่จะมอบหมายอำนาจหน้าที่ในการ
ทำงานมากนอ้ ยเพยี งใดขึ้นอยู่กบั ปจั จัย เหล่าน้ี คอื
- สภาพบรรยากาศ หรือวัฒนธรรมขององค์การถ้าองค์การถือวิธีปฏิบัติงานในลักษณะที่เป็นประชาธิปไตย
มักมีการมอบหมาย งานให้ผู้ที่ทำงานระดับต่ำได้มีโอกาสตัดสินใจด้วยตนเองมาก ตรงข้ามกับองค์การที่ใช้วิธีการ
ควบคมุ อยา่ งมากจะมกี ารจำกดั การตัดสนิ ใจไว้ทผ่ี ู้บรหิ ารระดบั สงู เทา่ นนั้
- ลักษณะของงานที่ทำ งานบางอย่างที่ค่อนข้างยากและมีความสำคัญที่ต้องใช้ความรอบคอบ หรืองาน
บางอย่าง ถา้ มกี ารตัดสินใจที่ผดิ พลาดแล้วจะก่อความเสียหายมหาศาลให้แกก่ ิจการนั้นผู้บรหิ ารจะสงวนไว้ตัดสินใจ
เอง แต่หากงานนั้นมีลักษณะค่อนข้างง่าย เหมาะสมที่ผู้ใต้บังคับบัญชาจะทำแทนได้ ผู้บริหาร ก็จะมอบหมายให้
บคุ คลอ่นื ทำแทนได้
- ลักษณะพฤติกรรมของผู้บริหาร กรณีผู้บริหารเป็นบุคคลที่มีแนวความคิดสมัยใหม่ หรือสมัยเก่า ถ้าเป็น
ผบู้ ริหารสมยั เก่า การปฏิบัติงานจะยึดหลักของการรวมอำนาจ (Centralization) คือ จะยึดถอื แนวความคิดของตน
เป็นเรื่องสำคญั แต่ผู้บริหารสมัยใหม่จะใช้หลักของการกระจายอำนาจ (Decentralization) คือผู้บริหาร มีความ
เตม็ ใจที่จะยอมมอบอำนาจใหผ้ ู้อ่นื กระทำผิดได้บา้ ง และเปน็ ผู้บริหารทใ่ี จกวา้ งยอมรับฟงั ความคิดเห็น ของบุคคล
อื่นไดบ้ ้าง
ภาพที่ 6.1 กระบวนการมอบหมายงาน
ศิลปข์ องการมอบหมายงาน
ศิลป์ของการมอบหมายงาน ผู้บังคับบัญชาจะสามารถมอบหมายงานให้กับผู้ใต้บังคับบัญชา
ปฏิบัติ จะต้องมีศิลป์ของการมอบหมายงานโดยจะต้องพยายามทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ดังนั้นศิลป์ของการมอบหมายงานของผู้บังคับบัญชาแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับทัศนคติส่วนบุคคล
(Personal Attitudes) ของผบู้ ังคับบัญชาเอง อนั ได้แก่
59
- ยอมรับความคิดเหน็ ของผู้ใตบ้ งั คับบญั ชาเพยี งใด
- เต็มใจที่จะมอบหมายอำนาจในการตดั สินใจให้ผู้ใตบ้ ังคับบญั ชาเพียงใด
- เตม็ ใจท่จี ะเปิดโอกาสให้บุคคลอนื่ กระทำความผิดได้
- เตม็ ใจทจ่ี ะกำหนดขอบเขต ความรบั ผิดชอบและมีการควบคุมงานที่เหมาะสม
เทคนิคการมอบหมายงาน
ผู้บริหารไม่สามารถลงมือทำงานทุกอย่าง ภายในองค์กรได้เพียงคนเดียวได้แต่ทำให้งานสำเร็จได้เพราะ
ศิลปะในการมอบหมายงานให้ผู้อื่นทำแทน จึงต้องมีผู้ใต้บังคับบัญชา/ลูกน้องเพื่อรับมอบงาน การมอบหมายงาน
เป็นการมอบอำนาจหน้าที่ หรือการกระจายงานและสร้างภาระความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติงานให้แก่ผู้อื่น เพ่ือ
การทำงานใหส้ ำเร็จบรรลตุ ามวตั ถปุ ระสงคข์ ององค์กร
การมอบหมายหน้าที่การงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นศิลปะอันสำคัญ อีก
ประการหนึ่งของนักบริหาร เพราะการที่บุคคลได้ปฏิบัติงานที่ตนมีความสนใจและมีความถนัดหรือมีความรู้
ความสามารถอยู่ ย่อมเปน็ การจงู ใจใหแ้ กง่ านนั้น ๆ อยา่ งเตม็ ท่ี
หลกั การการมอบหมายงาน
การมอบหมายงานควรมีการประชุมในภาพรวมขององค์กร และมีการประชุมพูดคุยในหน่วยงาน
ย่อยเพื่อแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็นหาข้อตกลงร่วมกันและเพื่อให้ทุกคนในส่วนงานเข้าใจและรับทราบรวมถึง
ยอมรับหน้าที่และภาระงานของบุคลากรในส่วนงานทั้งหมด สร้างทัศนคติที่ดีในการแบ่งหน้าที่การทำงานหรือการ
มอบหมายงานอย่างยตุ ิธรรม
1. ประเมินงานที่จะมอบหมาย การวิเคราะห์งาน (Job Analysis) เป็นกระบวนการพิจารณา จำแนก
แยกแยะ ประเมินผล และจดั ขอ้ มลู ต่าง ๆ เกย่ี วกับงานอย่างเป็นระบบงานและควรคำนงึ ถงึ วิธีการหรือแนวทางท่ีจะ
ทำใหก้ ารทำงานเกิดผลลัพธต์ ามต้องการ
2. พิจารณาเลือกบุคคลเลือกคนให้ถูกงาน (put the right man on the right job) ประเมินความสามารถ
ของบุคลากรตามตำแหน่งงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ ความเหมาะ สมสอดคล้องกับความสามารถ ขอบเขตสิทธิ
อำนาจ โครงสรา้ งและสายงานบังคับบัญชาในองค์กร ประสบการณ์ ความรู้ และทักษะต่าง ๆ ท่จี ำเปน็ ภาระงานที่
ผูร้ บั มอบหมายมีอยใู่ นปัจจุบัน เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธภิ าพอีกปจั จัยหนึ่งที่ต้องพิจารณา คือ ความ
หลากหลายของทรัพยากรบคุ คลด้านอปุ นิสัยของบุคคลท่ีอาจมี
ผลกระทบตอ่ งาน เก่งแต่ ทำรว่ ม ทีมไมไ่ ด้ หวั หมอ ทำงาน ตามสั่ง ไม้แก่ดดั ยาก เฉื่อยแฉะ ตามไม่ทัน และส่ิงท่ีควร
คำนึงถึงที่หลายคร้ังผู้บริหารหรือหัวหน้าอาจมองขา้ ม การมอบงานให้คนๆเดียวเพราะเค้าทำงานได้ทุกอย่างสำเร็จ
จนลืมว่าเค้ามีงานเยอะอยู่แล้วฉะนั้น อย่ามอบให้คน ๆ เดียวทำงาน ต้องพยายามมอบหมายงานให้ทั่วถึงกระจาย
งาน อย่ามอบเกินกำลัง น้อยกว่ากำลัง เมื่อลูกน้องยังไม่พร้อม ซ้ำซ้อน อย่าเลือกที่รักมักที่ชัง มีอคติ อย่าก้าวก่าย
งานทม่ี อบไปแลว้
60
3. การเตรียมในการมอบหมายงาน เพื่อให้การมอบหมายงานสำเสร็จบรรลุตามวัตถุประสงค์ ต้องมีการ
ชแี้ จงและทำความเข้าใจรายละเอียดของงาน กำหนดเป้าหมาย กำหนดวัตถปุ ระสงค์ ขอบเขตงาน กำหนดระยะเวลา
รายละเอยี ดต่าง ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง ใหผ้ ู้รับมอบหมายงานเข้าใจในงานอย่างชัดเจน รวู้ า่ ผมู้ อบ ตอ้ งการผลงานอะไร โดย
การประยุกตใ์ ช้หลกั การ “SMARTER” ในหน่วยงาน
- Specific: เฉพาะเจาะจง มีการระบขุ อบเขตการท างานทชี่ ดั เจน หรือวตั ถุประสงค์ทีด่ ีต้องมีความเป็นไป
ได้และชัดเจน นั่นคือ ควรกำหนดวัตถุประสงค์ให้มีความเป็นไปได้ สามารถปฏิบัติได้จริง นอกจากน้ียังควรมีความ
ชัดเจน โดยผู้ปฏิบัติสามารถเข้าใจความหมายได้ตรงกัน และปฏิบัติได้อย่างสอดคล้องและเป็นไปในแนวทาง
เดยี วกนั
- Measurable: วัดผลได้ โดยมีการกำหนดตัวชี้วัดความคืบหน้าหรือความสำเร็จของงานได้นั่นหมายถึง
วัตถุประสงคน์ นั้ ต้องสามารถวดั ผลได้ คอื ในการกำหนดวตั ถปุ ระสงค์ควรพจิ ารณาถงึ ประเด็นเก่ยี วกบั การวัดผลด้วย
การกำหนดวัตถุประสงค์ที่สามารถวัดผลได้ทำให้สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าดำเนินการถึงขั้นตอนใด แล ะผลของการ
ดำเนินการในแต่ละขน้ั เป็นอย่างไร บรรลผุ ลสำเรจ็ หรอื ไม่
- Agreed: ยอมรับ งานทจี่ ะมอบหมายนนั้ ควรได้รับการยอมรบั จากผู้รบั มอบหมาย
- Realistic: เป็นงานท่สี ามารถบรรลผุ ลไดจ้ รงิ ในทางปฏิบตั ิ ไมใ่ ชง่ านทีย่ ากเกนิ ท่จี ะทำได้
- Time bound: มีการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการทำ
- Ethical: ตอ้ งเป็นงานทีถ่ ูกต้องตามหลักจริยธรรม ศลี ธรรม
- Recorded: สามารถบันทึกรวบรวมขอ้ มูลในการท างานไดอ้ ย่างชัดเจนและเป็นระบบ
4. ประเมินผลการทำงาน ผู้บริหารหรือหัวหน้างานต้องติดตามเรื่อง กำหนดจุดตรวจสอบเพื่อดู
ความก้าวหน้าและความสำเร็จของงาน เพื่อดูศักยภาพของบุคลากรในหน่วยงานและนำไปพิจารณาในการสั่งงาน
ปรับตำแหน่งงาน การปรับหน้าที่ตามความเหมาะสมกับความสามารถและความเชี่ยวชาญหรือประกอบการ
พิจารณาดา้ นอ่นื ๆ ต่อไป
ภาพที่ 6.2 การมอบหมายงาน
61
การมอบหมายงานที่ดตี ้องมีการวางแผน การเตรียมการแนวทางในการดำเนนิ งาน โดยคำนึงถงึ ความเสร็จ
และคุณภาพของงานทั้งนี้การพิจารณาตัวบุคคล ความสามารถและทักษะในการทำงานให้เหมาะกับงานคือโจทย์
สำคัญและยากยง่ิ การมอบหมายงานควรมีการพจิ ารณาความสำคัญของงานและประเมินความสามารถของบุคลากร
กำหนดหนา้ ท่ีความรบั ผดิ ชอบ จากนั้นจึงมอบหมายงานใหต้ รงกบั หน้าท่ีและความสามารถ เลือกคนให้ถูกงาน (put
the right man on the right job) การมอบหมายงานนั้นควรชี้แจงถึง วัตถุประสงค์อย่างชัดเจน อธิบาย
รายละเอียดของงาน ข้ันตอนและกำหนดระยะเวลาการดำเนินงาน บอกถึงผลกระทบ กำหนด อำนาจการตัดสินใจ
ในงานท่ีรับมอบหากเกิดปัญหาระหว่างปฏิบัติงาน ควรดำเนินการอย่างไรหรือปรึกษาผู้เกี่ยวข้องคนใดเพื่อให้การ
ทำงานดำเนินไปตามวัตถุประสงค์ มีการประเมินผลการดำเนินงานของบุคคลตามตำแหน่งงาน หากไม่เหมาะสม
ควรมกี ารประชุมเพือ่ ปรบั เปลย่ี น
การมอบหมายงานทีค่ าดหวงั ผลนน้ั ควรจะได้ปฏิบัติดงั นี้
1. ทำความรจู้ กั กับงานกอ่ นมอบ
2. ทำความรจู้ กั กับผูท้ ี่จะมอบ
3. บอกความสำคญั หรือความจำเปน็ และประโยชนท์ จ่ี ะได้รบั
4. มอบหมายงานด้วยความชดั เจน
5. กำหนดผลงานหรือเป้าหมายทต่ี อ้ งการ
6. จัดทำแผนการมอบหมาย
7. สนบั สนนุ ทรัพยากรที่จำเป็น
8. จดั ระบบควบคุมและติดตามผลงาน
9. ตรวจตราแกไ้ ขและใหก้ ำลังใจ
10. จดั ผลประโยชน์ตอบทน
ขอ้ พงึ พจิ ารณาในการมอบหมายงาน
ถงึ แมก้ ารมอบหมายงานจะมปี ระโยชน์ แตค่ วรคำนงึ ถงึ ปัจจัยบางประการท่ีสำคัญกับความสำเร็จในงาน ที่
มอบหมาย ไดแ้ ก่
1. ใครเหมาะสมกับงานที่จะมอบหมายนี้ กล่าวคือต้องใส่ใจและคำนึงว่าควรเลือกคนที่เหมาะสม มา
รับผิดชอบงานเพื่อประกันความสำเร็จ และลดความเสี่ยง ซึ่งคำที่คุ้นเคยกันคือ Put the right man to the right
job นน่ั เอง
2. งานที่มอบหมายบางงานต้องมีผู้ปฏิบัติร่วมกันหลายคนควรคำนงึ ถึงหลักการทำงานเปน็ ทีมกล่าวคือควร
พิจารณาคนทสี่ ามารถทำงานรว่ มกนั ได้
3. การติดตามและประเมินผลเปน็ ส่ิงที่สำคัญเพราะเปน็ การลดความเส่ียงหรือความเสยี หายท่ีเกิดข้ึนหากผู้
ที่ไดร้ ับมอบหมายมคี วามสามารถไม่พอ ไมต่ ัง้ ใจ หรือไม่มคี วามรับผิดชอบ
62
4. ช่วยลดภาระของผู้บริหารระดับสูงทำให้ผู้บริหารมีเวลามากข้ึน โดยสามารถนำเวลาไปทำกิจกรรมงาน
อ่นื ๆ ได้ เช่น การแกป้ ญั หางาน หรือคิดสร้างสรรคส์ ิง่ ใหม่
5. ชว่ ยในการพัฒนาผู้อยู่ใต้บงั คับบัญชาเป็นการเปิดโอกาส ให้พนักงานได้ใช้ความรู้ ความสามารถ ในการ
ทำงาน ซง่ึ ถือวา่ เป็นการพฒั นาทรัพยากรบุคคลทางหนึ่ง
6. เป็นการสร้างขวัญที่ดีให้แก่ผู้ปฏบิ ัติงานเปน็ การเตรียมความพรอ้ มสำหรับผู้ใต้บังคับบัญชาเพือ่ การเป็น
หัวหนา้ งานในอนาคต ซง่ึ อาจถอื วา่ เปน็ การประเมินศกั ยภาพของเขาไป
ขัน้ ตอนของการมอบหมายงาน
1. กำหนดงานและวัตถุประสงค์ในการมอบหมายงาน งานใดที่จะมอบหมายให้ ผู้ใต้บังคับบัญชา ทำแทน
ได้นั้นต้องพิจารณาให้ดีว่า งานนั้นเหมาะสมหรือไม่ ตัวอย่างเช่น งานบางอย่างเกี่ยวข้องกับความลับ ขององค์การ
หรือสิ่งที่เป็นงานเชิงนโยบายที่ต้องอาศัยการตัดสินใจและความรับผิดชอบสูงอย่างยิ่งก็คงไม่อาจมอบหมายได้ แต่
งานที่เป็นงานประจำ (Routine) ก็คงมอบหมายได้ อีกทั้งเมื่อเลือกงานแล้ว ต้องกำหนดวัตถุประสงค์ในการ
มอบหมายนั้นให้ชดั วา่ ต้องการให้ลกู น้องได้พัฒนาตนเอง หรือเพื่อประเมินศกั ยภาพเพอ่ื เตรยี มความพรอ้ ม
2. กำหนดขอบเขตหน้าที่และอำนาจตัดสินใจ ในการทำงานบางงานต้องมีการตัดสินใจ เช่น ในเรื่องที่
เกี่ยวข้องกับการเงิน หรือ กระทบภาพลักษณ์ (Image) ขององค์กรหรือหน่วยงาน คงต้องพิจารณาว่าผู้รับ
มอบหมายงานจะมีอำนาจตัดสนิ ใจได้หรือไม่ หรืออาจตอ้ งมาปรกึ ษาหารือกนั ก่อนทีจ่ ะดำเนินการ
3. พจิ ารณาบคุ คลทเ่ี หมาะสม สืบเน่ืองจากการกำหนดวตั ถปุ ระสงค์ ซ่งึ การเลอื กคนทีม่ ารับผดิ ชอบงานนั้น
คงต้องคำนึงวา่ ถ้าต้องการให้งานน้ันสำเร็จอย่างมีคุณภาพ ควรเลือกคนท่มี คี วามรู้ ความสามารถมปี ระสบการณ์ ถ้า
จะเพื่อพัฒนาลูกน้องก็ตอ้ งดวู ่าใครท่ียงั ไมม่ ีความสามารถในเรื่องนั้น แตถ่ า้ ต้องการจะประเมินศักยภาพความพร้อม
คงตอ้ งเลือกคนทมี่ ีโอกาสเล่ือนตำแหนง่ ในอนาคต
4. ทำความเข้าใจกับผู้รับมอบงาน สิ่งที่สำคัญยิ่งในการมอบหมายงานคือ ต้องมีการทำความเข้าใจ กับตัว
ผู้ใตบ้ ังคับบัญชาทเ่ี ลือกมาแล้ว กลา่ วคือต้องสอบถามความพร้อม บอกวตั ถุประสงค์ การมอบหมายงาน และแนะนำ
วิธีการขั้นตอนพร้อมทั้งให้ผู้ที่จะรับมอบหมายได้เสนอแนวทางการดำเนินการ หรือแผนงานที่จะทำ เพ่ือเป็นการ
ประกนั โอกาสความสำเร็จ
5. กระตุ้น จูงใจ ให้กำลังใจและสนับสนุน เมื่อผู้รับมอบงานได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่ทำความเข้าใจกัน
แลว้ สงิ่ ท่สี ำคญั คอื ต้องมีการกระตุ้นให้กำลงั ใจและสนบั สนุนอปุ กรณ์ เครื่องมอื ความสะดวก และการชี้แนะหรือให้
คำปรกึ ษา เป็นระยะ เพอื่ สร้างขวญั และกำลงั ใจ และความสัมพันธอ์ ันดี
6. ตดิ ตามและประเมินผลงาน ขนั้ ตอนสุดท้ายของการมอบหมายงาน คือ ตอ้ งตดิ ตามความคืบหน้าระหว่าง
ดำเนนิ การว่าเปน็ ไปตามแผนหรือแนวทางทกี่ ำหนด หรือไม่มปี ัญหาอปุ สรรคอย่างไร ซ่งึ จะได้มกี ารแก้ไขปรับปรุงได้
ทันท่วงที ก่อนความเสียหายเกิดขึ้น และเมื่องานนั้นแล้วเสร็จก็ต้องประเมินคุณค่าว่าดีเพียงใด และควรมีการให้
รางวลั เชน่ คำชม หรอื ของรางวลั ก็ดี
63
การมอบหมายงานเป็นสิ่งทีจ่ ะช่วยให้ท่านบริหารได้ทั้งสองสิ่งควบคู่กันกล่าวคือ ได้ทั้งงานที่ท่านไม่ต้องทำ
เอง และยังได้คนคอื ลกู น้องทีเ่ กง่ ข้นึ อีกด้วย ดังนน้ั ควรถามตนเองวา่ “วันนเี้ รามอบหมายงานแลว้ หรือยัง”
การควบคุมงานในสำนักงาน
ความหมายการควบคุมงานในสำนักงาน
“การควบคุม” หมายถึง การตรวจสอบการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนด
เอาไว้หรอื ไม่ และการปฏิบัติงานน้ันมีมาตรฐานในการทำงานหรือไม่
การควบคุมการบริหารในสำนักงาน การควบคุมในสำนักงาน คือ การประเมินผลการปฏิบัติงานและการ
แกไ้ ขข้อบกพร่องท่เี กิดขึ้น เพื่อพฒั นาวธิ ีการปฏบิ ตั งิ านให้บรรลผุ ลสำเร็จตามวตั ถปุ ระสงคท์ ตี่ ัง้ ไว้
วตั ถุประสงคข์ องการควบคุมงาน
การควบคุมในสำนักงาน คือ การประเมินผลการปฏิบัติงานและการแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นเพื่อพัฒนา
วธิ กี ารปฏบิ ัตงิ านให้บรรลผุ ลสำเร็จตามวัตถปุ ระสงค์ท่ตี ั้งไว้
การวางแผนควบคุมระบบเพื่อเป็นการวัดและประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยที่ผู้บริหารสำนักงานจะต้อง
เข้าใจและรู้จักเลือกใช้เครื่องมือท่ีใช้ในการควบคุม ให้เหมาะสมกับระบบการปฏิบัติงานในสำนักงาน บทบาทของ
การควบคมุ ในสำนักงาน คือ การควบคุมจะเปน็ เครื่องมือที่ช่วยให้ผู้บริหารมองเห็น ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
ของการปฏิบตั งิ าน
วัตถุประสงค์สำคญั ของการควบคุมในสำนกั งาน มดี งั น้ี คือ
1. เพือ่ สรา้ งมาตรฐานของการทำงาน (Standard of Work)
2. เพ่ือชว่ ยป้องกนั ทรัพย์สิน และ อุปกรณส์ ำนักงาน
3. เพ่ือสามารถวดั ผลการปฏิบัติงาน ในแง่ของประสิทธิภาพและประสิทธิผล
4. เพื่อสร้างขวัญและกำลงั ใจให้พนักงาน รวมทัง้ กระตุ้นให้พนกั งานปฏบิ ัตหิ น้าท่อี ย่างครบถ้วนถูกต้อง
5. เพื่อกอ่ ใหเ้ กดิ ความเป็นธรรมกบั ทกุ ฝา่ ยงาน
6. เพื่อสร้างมาตรการเช็คสอบและตรวจตราการบริหารสำนักงาน ที่ช่วยปรับปรุงข้อผิดพลาด ที่เกิดขึ้น
อยา่ งทนั ตอ่ เหตกุ ารณ์
กระบวนการควบคมุ ในสำนกั งาน
กระบวนการควบคมุ ในสำนกั งาน มขี ้ันตอนดังน้ี คอื
1. ผู้บริหารกำหนดเป้าหมายของการควบคุม ที่สอดคล้องกับ ภารกิจ เป้าหมาย จัดเป็นการกำหนด
แผนงานนน้ั ๆ
2. กำหนดมาตรฐานสำนักงาน (Office Standard) โดยมีรายละเอียดปลีกย่อย ที่ครอบคลุม การ
ปฏิบตั งิ านของทุกสว่ นงานโดยทีม่ าตรฐานสำนกั งานจะตอ้ งมีคุณสมบตั ิดังน้ี
- มีความชดั เจน โดยระบเุ ปน็ ลายลักษณอ์ ักษร
64
- สามารถวดั ไดท้ ัง้ ในเชิงปริมาณ และ เชิงคุณภาพ
- มคี วามถกู ตอ้ ง และเชอื่ ถอื ได้
- มลี กั ษณะเป็นกลาง และสามารถยืดหยุน่ ได้
- มีความทนั สมยั และสอดคล้องกับความเปน็ จริง
- มรี ายละเอยี ดทส่ี ามารถระบเุ ป็นแนวทางปฏบิ ตั ไิ ด้
ภาพที่ 6.3 การควบคมุ งาน
3. ปฏิบัติการวัดงานและผลของการปฏิบัติงาน โดยทำการวัดงาน (Work Measurement) ที่เป็นผลลัพธ์
จากการปฏิบัติงาน และสภาพแวดล้อมของการทำงาน ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการกระจายงานอย่างยุติธรรม
และชว่ ยให้ขอ้ มลู ที่ใช้ในการประเมนิ ผลการทำงานของพนักงาน โดยอาศัยข้อมลู ในอดีต (Historical data) รวมทั้ง
ข้อมูลจากตารางการทำงาน (Time log) การสุ่มตัวอย่างงาน (Sampling) การศึกษาเวลา (Time Study) และ
การศกึ ษาความเคล่ือนไหว (Motion Study)
4. ดำเนนิ การปรบั ปรงุ แก้ไข โดยอาศัยข้อมลู ซ่งึ เปน็ ผลลพั ธ์ ในขอ้ 4 โดยใชห้ ลกั การดงั น้ี
• พจิ ารณาถงึ สาเหตุทีแ่ ทจ้ รงิ และแกไ้ ขให้ตรงประเดน็
• รบี ดำเนินการแก้ไขทนั ที เพอ่ื ป้องกนั ความเสยี หาย รวมทั้งปัญหาทเ่ี กิดขนึ้ ซ้ำซอ้ น
• มีการปรึกษาหารือระหวา่ งผบู้ ริหารกับผทู้ ่ีเกี่ยวขอ้ ง เพือ่ วางแนวทางปฏบิ ตั งิ านใหม่
• ทำการปรับปรุงระบบงานใหมข่ ึน้ โดยเลอื กใช้เทคนิคการปรับปรงุ งาน
• การควบคมุ คณุ ภาพ หรือ Total Quality Management (TQM)
• การปรบั โครงสร้างองค์กร หรอื Re-Engineering
กระบวนการในการควบคุม
1. ศึกษานโยบายและแนวทางขององค์กรเกีย่ วกับการควบคุม
2. ศึกษาแผนงานและโครงการทอ่ี งค์กรจะจดั ทำ
3. ศกึ ษาข้ันตอนและรายละเอียดของงาน
65
4. กำหนดมาตรฐานของงาน
5. การดำเนินการประเมินผลการปฏบิ ัตงิ าน
6. การรายงานผลการประเมนิ ผล
7. เทคนคิ และวิธีการควบคมุ งาน
มาตรฐานการควบคมุ งาน มี 2 ประเภท คือ
1. มาตรฐานในเชิงคุณภาพ กำหนดเอาไว้โดยพิจารณาจากความยุ่งยากซับซ้อน ความรับผิดชอบ การ
ตดั สินใจ ผลกระทบของงาน ถอื เปน็ มาตรฐานในเชงิ คณุ ภาพ
2. มาตรฐานในเชงิ ปริมาณ กำหนดโดยพิจารณาจากจำนวนผลงานที่ทำได้ สามารถที่จะนับจำนวนชิ้นงาน
ออกมาได้ เช่น พิมพด์ ดี 8 หน้าต่อ 1 วัน เปน็ ตน้
การควบคุม มี 4 ประเภท ไดแ้ ก่
การควบคุมคุณภาพของงาน การควบคมุ ปริมาณของงาน การควบคมุ ด้านเวลา และการควบคุมด้านค่าใช้จา่ ย
การควบคุมสำนกั งานมี 3 ชนิด
1. การควบคมุ โดยรวม
2. กรควบคมุ เฉพาะ
3. การควบคมุ ตามหน้าที่งาน
เคร่อื งมือในการควบคุมสำนกั งาน
1. งบประมาณ ( Budget )
2. การสร้างกิจกรรม
3. Gantt Chart เป็นตารางกำหนดเวลาและงานที่ต้องทำ
4. คู่มือ ( Manual )
5. แบบฟอร์ม (Form)
6. รายงาน (Report)
หลักในการควบคุม
1. มีความเหมาะสมกบั งาน
2. มีความสอดคล้องกบั ความต้องการของงาน
3. มคี วามยดื หยนุ่
4. บ่งบอกขอ้ บกพร่องหรอื ปญั หาอุปสรรคท่เี กดิ ข้นึ ได้
5. สามารถคาดการณ์ล่วงหนา้ ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง
66
ประโยชนใ์ นการควบคุมสำนกั งาน
1. ประโยชน์ของการควบคุมต่อองค์กร เป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าขององค์กร ทำให้องค์กรมี
เกณฑม์ าตรฐานในการปฏบิ ตั ิงานของบคุ ลากร ทำใหอ้ งคก์ รเป็นท่ียอมรบั
2. ประโยชน์ของการควบคุมต่องาน ทำให้รู้ว่างานที่ทำเป็นไปตามแผนงานหรือโครงการหรือ
นโยบายท่ีกำหนดเอาไวห้ รือไม่ ทำให้ร้คู วามก้าวหน้าของงานท่ีทำ ทำใหร้ วู้ า่ วธิ ีการทีใ่ ช้ในการปฏิบัติงานนั้น ๆ เป็น
วธิ กี าร ที่ถกู ต้องหรอื ไม่ และทำให้ร้วู า่ งานทีท่ ำมอี ปุ สรรคอะไร
3. ประโยชน์ของการควบคุมต่อบุคคล เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการ
ตรวจสอบการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐาน ส่วนในด้านผู้ปฏิบัติการควบคุมทำให้ผู้ปฏิบัติตระหนักถึงความรู้
ความสามารถของตนเอง
มาตรฐานงานสำนักงาน
การกำหนดเป้าหมายและมาตรฐานงาน
มาตรฐานสำนกั งาน ( Office Standard )
1. เป็นสิ่งที่จัดตั้งหรือกำหนดขึ้นโดยธรรมเนียมนิยม หรือ ตามหน้าที่เพื่อวัดสิ่งต่าง ๆ เช่น คุณภาพ, ผล
ปฏิบตั งิ าน
2. เป็นปัจจัยสำคัญในการบริหารสำนักงานที่สะท้อน ความสัมพันธ์ของการควบคุมและบทบาทหน้าท่ี
ทางการบรหิ าร
ประโยชนข์ องการมีมาตรฐานสำนักงาน มีดงั นี้
1. อำนวยความสะดวกในการทำงาน
2. ส่งเสริมการใช้ประโยชนท์ รัพยากรมนุษย์ไดส้ ูงสุด
3. สรา้ งความเขา้ ใจพ้นื ฐานภายในสำนักงาน
4. ชว่ ยในการประสานงานด้านความปลอดภยั
5. ลดการสูญเสยี หรือส้ินเปลือง
6. เกิดความสัมพนั ธ์อันดภี ายในสำนักงาน
7. สร้างแรงจูงใจในการทำงาน
หลกั ในการควบคมุ งานสำนกั งาน
หลักสำคัญของการควบคุมงานในสำนักงาน คือ ควรวางแผนให้เกิด Self Control ภายในหน่วยงาน และ
ระหวา่ งหน่วยงาน โดยกำหนดให้แตล่ ะหน้าท่งี านที่เกี่ยวข้องกันมีการควบคุมซ่ึงกนั และกัน นอกจากน้ี การควบคุม
จะตอ้ งเปน็ พลวัต (Dynamics Control) โดยมีการปรับเปลยี่ นแผนการควบคุมให้ทนั ต่อเหตกุ ารณ์ และกำหนดให้มี
ขนั้ ตอนแยกยอ่ ยภายใตส้ ถานการณ์ตา่ ง ๆ ท่ีอาจเกิดขึน้
67
หลกั ในการควบคุม
- มคี วามเหมาะสมกบั งาน
- มีความสอดคล้องกับความต้องการของงาน
- มคี วามยดื หยนุ่
- บ่งบอกข้อบกพร่องหรือปญั หาอุปสรรคทเี่ กดิ ขึ้นได้
- สามารถคาดการณ์ล่วงหนา้ ได้อย่างถูกตอ้ ง
ประโยชน์ของการควบคุมต่อองค์กร เป็นเครื่องชี้วัดความก้าวหน้าขององค์กร ทำให้องค์กรมีเกณฑ์
มาตรฐานในการปฏบิ ัตงิ านของบคุ ลากร ทำใหอ้ งคก์ รเปน็ ท่ยี อมรับ
ประโยชน์ของการควบคุมต่องาน ทำให้รู้ว่างานที่ทำเป็นไปตามแผนงานหรือโครงการหรือนโยบาย ท่ี
กำหนดเอาไว้หรือไม่ ทำให้รู้ความก้าวหน้าของงานที่ทำ ทำให้รู้ว่าวิธีการที่ใช้ในการปฏิบตั ิงานน้ัน ๆ เป็นวิธีการ ที่
ถกู ต้องหรอื ไม่ และทำใหร้ ู้วา่ งานท่ที ำมอี ปุ สรรคอะไร
ประโยชน์ของการควบคุมต่อบุคคล เป็นประโยชน์ต่อผู้บริหารเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบการ
ทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐาน ส่วนในด้านผู้ปฏบิ ตั ิการควบคุม ทำให้ผู้ปฏบิ ตั ิตระหนักถึงความรู้ความสามารถของ
ตนเอง
ภาพท่ี 6.4 การควบคมุ งาน
เทคนิคและวิธีการควบคมุ งาน
- การควบคุมโดยกำหนดมาตรฐานของงาน เป็นวิธีการควบคุมที่มีรูปแบบกำหนดเอาไว้อย่างมีขั้นตอน
สามารถตรวจสอบได้
- การควบคมุ โดยงบประมาณ เป็นการควบคุมโดยพิจารณาจากการใช้งบประมาณเพื่อดำเนินตามแผนงาน
หรือโครงการ
- การควบคุมโดยวธิ ตี รวจเยยี่ ม เปน็ วิธีการควบคุมงานท่ีไม่เป็นทางการ ไม่มรี ูปแบบตายตวั ดำเนินการโดย
ผบู้ รหิ ารอาจเดนิ ดหู รือทกั ทายผปู้ ฏิบัติงาน
68
- การควบคุมโดยเรียงลำดับผลงาน วิธีการควบคุมงานวิธีนี้จะใช้หลักการในการพิจารณาปริมาณ และ
คุณภาพของงานจดั เรียงลำดบั ตัง้ แต่ระดบั สูงจนถึงระดบั ต่ำสุด
- การควบคมุ โดยบุคลากรทีเ่ กีย่ วขอ้ งในองค์กร การประเมนิ วิธีนจี้ ะต้องประเมนิ โดยใช้เพือ่ นร่วมงาน เพ่ือ
ประเมินผลการปฏิบัติงานกนั เอง
ปญั หาทเ่ี กดิ จากการควบคุมงานสำนักงาน
- มคี วามเขา้ ใจเก่ียวกับความเสี่ยงไมต่ รงกัน
- มีทศั นคติในทางลบ-ต่อต้าน
- เหน็ ดว้ ยแตไ่ มใ่ ห้ความรว่ มมือ
- อยากจะให้มีระบบการควบคุมภายในหรือการบริหารความเสี่ยงในองค์กร แต่ไม่รู้บทบาทและความ
รบั ผิดชอบท่ชี ัดเจน
- ไม่รแู้ นวทาง เป้าหมายและวธิ ีปฏบิ ตั ทิ ชี่ ดั เจน
สรปุ
การควบคุมเป็นกระบวนการขั้นสุดท้ายในกระบวนการจัดการบริหารงานในสำนักงาน ก็ต้องมีการอาศัย
การควบคมุ ด้วยเชน่ กนั เพื่อใหผ้ ลงานออกสูบ่ ุคคลอยา่ งถูกต้องเหมาะสม น่าประทบั ใจ จะชว่ ยใหผ้ รู้ ับการตดิ ต่อเกิด
ความรู้สึกที่ดี เกิดภาพพจน์ที่ดีต่อหน่วยงาน ช่วยให้ผลงานมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตามการควบคุมควรตั้งอยู่บน
พื้นฐานของการมุ่งมั่น ที่จะกระทำเพื่อให้เกิดความถูกต้อง ยุติธรรมมี่มาตรฐานให้มากที่สุดโดยไม่กระทำเพื่อ
ประโยชน์แก่บุคคลใดหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือเป็นการหาข้อผิดพลาดของฝ่ายอื่น ๆ จะช่วยให้ผลการปฏิบัติงาน
ไดร้ ับการแก้ไข ปรบั ปรงุ ให้เปน็ ไปในทางท่ีดีได้ ส่งผลตอ่ ประสทิ ธภิ าพของหน่วยงาน
69
แหลง่ อ้างองิ
http://bitzaa55.blogspot.com/ การมอบหมายงาน (Delegation) [ระบบออนไลน์] แหลง่ ที่มา
https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/organization/11.html (1 ตลุ าคม 2563)
https://www.gotoknow.org/ การมอบหมายงาน [ระบบออนไลน์] แหล่งท่ีมา
https://www.gotoknow.org/posts/293972 (1 ตลุ าคม 2563)
http://panrawee-tik.blogspot.com/ การควบคมุ สำนักงาน [ระบบออนไลน์] แหล่งทม่ี า
http://panrawee-tik.blogspot.com/ (1 ตุลาคม 2563)
http://nampang.blogspot.com/ การควบคุมบรหิ ารสำนกั งาน [ระบบออนไลน์] แหลง่ ท่ีมา
http://nampang.blogspot.com/2007/08/blog-post.html (1 ตลุ าคม 2563)
https://sites.google.com/ หลักการจัดการ [ระบบออนไลน์] แหลง่ ที่มา
https://sites.google.com/site/hlakkarcadkar32001003/hnwy-thi-9-kar (1 ตลุ าคม 2563)
https://www.baanjomyut.com/ การมอบหมายงาน (Delegation) [ระบบออนไลน์] แหล่งท่ีมา
https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/organization/11.html (1 ตุลาคม 2563)
https://www.hrcenter.co.th/ การมอบหมายงาน (Delegation) [ระบบออนไลน์] แหลง่ ที่มา
https://www.hrcenter.co.th/file/columns/hr_f_20170510_172037.pdf (1 ตุลาคม 2563)
http://www.cpc.ac.th/ เทคนคิ การมอบหมายงาน (Delegation) [ระบบออนไลน์] แหลง่ ที่มา
http://www.cpc.ac.th/pagun/myfile/2.pdf (1 ตลุ าคม 2563)
https://sites.google.com/ หลักการจดั การ [ระบบออนไลน์] แหล่งท่ีมา
https://sites.google.com/site/hlakkarcadkar32001003/hnwy-thi-9-kar (1 ตลุ าคม 2563)
70
หน่วยท่ี 7
สถานทต่ี ง้ั และสภาพแวดลอ้ มของสำนักงาน
บทนำ
การพิจารณาสถานที่ตั้งของสำนักงาน เป็นสิ่งที่ผู้บริหารสำนักงาน ควรให้ความสำคัญพิจารณาอย่าง
รอบคอบก่อนตัดสินใจ สำนักงานแต่ละแห่ง มีความจำเป็นและมีข้อพิจารณาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ ลักษณะของ
กิจการและลกั ษณะของธุรกจิ แตล่ ะแหง่ ซึง่ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คอื
1. ธรุ กจิ ทำหน้าท่ีในการผลิตสนิ คา้ ธรุ กิจประเภทนอ้ี าจมกี ารจัดตั้งสำนักงานแยกออกไปจากส่วนท่ีทำการ
ผลิต เนอ่ื งจากการทำงานสำนักงานต้องการความเงียบสงบ ปราศจากเสียงรบกวน
2. ธุรกิจท่ีทำหน้าที่ในการใหบ้ รกิ าร ธุรกิจประเภทนี้ควรเลอื กสถานที่ตั้งสำนกั งานที่มีความสะดวกในการ
เดนิ ทางตดิ ตอ่ อย่ใู นท่ีชมุ ชน สะดวกสบาย
การเลอื กสถานท่ีต้ังสำนกั งานนับเป็นการตัดสินใจเบื้องต้นทมี่ ผี ลกระทบต่อความสำเรจ็ ของธรุ กิจ และมีผล
ในระยะยาว การพิจารณา จึงต้องกระทำอย่างรอบคอบและเปรียบเทียบผลดีและผลเสียที่จะเกิดขึ้นจากการ
ตัดสินใจ
ความหมายของการเลือกทำเลทตี่ ั้ง
การเลอื กทำเลท่ีตงั้ สถานประกอบธุรกจิ หมายถึง การจัดหาหรือสรรหาสถานท่ี สำหรับประกอบธรุ กิจ ให้มี
ประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึง กำไร ค่าใช้จ่าย พนักงาน ความสัมพันธ์กับลูกค้าความสะดวก ตลอดจน
สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ท่ดี ตี ลอดระยะเวลาท่ีประกอบธุรกจิ น้นั
ความสำคญั ในการเลือกทำเลท่ีต้ังสถานประกอบธุรกิจ
การเลือกทำเลทีต่ ้ังสถานประกอบธรุ กจิ มีความสำคญั ตอ่ ความสำเรจ็ ขององค์การธรุ กจิ กลา่ วคือหากเลือก
ทำเลที่ไม่เหมาะสม จะทำให้องค์การธุรกิจ ประสบปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ค่าขนส่งสูง เนื่องจากสถานประกอบ
ธุรกิจอยู่ไกลจากแหล่งวัตถุดิบ และตลาด นอกจากนี้ อาจขาดแคลนแรงงานที่มคี ุณภาพ ขาดแคลนวตั ถุดบิ รวมไป
ถึงปัจจยั อ่ืน ๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการผลิต และการปฏิบตั งิ านขององค์การธุรกจิ โดยทวั่ ไปลักษณะของทำเล จะไม่
มีลักษณะใด ที่ดีกว่ากันอย่างชัดเจน แต่จะเกิดจากการพิจารณาลักษณะดีของแต่ละทำเล นำมาประกอบกัน เพื่อ
การตัดสินใจเลือกที่ใช้ตั้ง สถานประกอบธุรกิจ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต ให้น้อยที่สุด การเลือกทำเลที่ต้ัง
สถานประกอบธุรกิจต่าง ๆ โดยทั่วไปมักจะพยายามหาแหล่ง หรือทำเลที่ทำให้ต้นทุนรวม ของการผลิตสินค้าและ
บรกิ ารทตี่ ่ำทสี่ ุดเท่าทจ่ี ะเปน็ ไปได้แต่ลักษณะของการประกอบธรุ กิจและสถานที่ประกอบกิจการย่อมแตกต่างกันใน
เรื่องของชนิดสินค้า ค่าใช้จ่ายและการลงทุน ดังนั้นการพิจารณาเลือกทำเลจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ หลาย
ประการเพราะการเลือกทำเลทีต่ ั้ง มีความสำคญั ตอ่ การ ดำเนนิ งานขององค์การธรุ กจิ ตา่ ง ๆ เช่น การวางแผนระบบ
การผลติ การวางผังโรงงาน การลงทนุ และรายได้ เปน็ ตน้
71
หลักการพิจารณาสถานทีต่ งั้ สำนกั งาน (Location of The Office)
1. การเดินทาง
2. การพิจารณาด้านพนกั งาน
3. สถานท่จี อดรถ
4. ส่งิ อำนวยความสะดวกนอกสถานทดี่ า้ นบริการ
5. ความสะดวกในการตดิ ตอ่ กบั ธรุ กจิ อื่น ๆ
ภาพท่ี 7.1 การพจิ ารณาสถานทตี่ ้งั สำนกั งาน
ขอ้ พจิ ารณาในการซ้อื และการเช่าพนื้ ทีอ่ าคารสำนกั งาน
การซ้ือพ้ืนท่ี
การพิจารณาว่าควรซื้อพื้นที่อาคารสำนักงานดีกว่าการเช่าพื้นที่สามารถเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียความ
ต้องการได้ดังน้ี
ขอ้ ดขี องการซอ้ื พนื้ ทีอ่ าคารสำนักงาน
1. สามารถดัดแปลงต่อเติมได้อยา่ งครบถว้ น ตามความต้องการ ใช้วัสดอุ ย่างดใี นการตอ่ เติมได้ ยดื หยุ่นได้
2. ไดร้ ับการเป็นเจ้าของกรรมสทิ ธิ์ได้อยา่ งเตม็ ท่ี สามารถตัดสินใจใด ๆ ไดภ้ ายในขอบเขตพ้ืนท่ี
3. สร้างความภูมฐิ านสง่างามน่าเชือ่ ถอื และเสรมิ ภาพพจน์ทด่ี แี กห่ น่วยงาน
ข้อเสียของการซ้อื พน้ื ทีอ่ าคารสำนกั งาน
1. เสียคา่ ใชจ้ ่ายสงู ซ่งึ เป็นค่าใชจ้ า่ ยคงทเ่ี ป็นต้นทนุ ในการดำเนินงาน อาจทำให้มีกำไรน้อยลง
2. หากเป็นพื้นที่ในย่านธุรกิจจะมีราคาสูงมาและมีจำกัด ทำให้ไม่สามารถซื้อพื้นที่ทั้งหมดได้ อาจซื้อได้
เพียงบางสว่ น
การเช่าพน้ื ที่
ข้อดขี องการเช่าพื้นท่อี าคารสำนักงาน
1. สามารถเปลย่ี นแปลงได้ตามต้องการ
72
2. สามารถเลอื กทำเลที่ตัง้ เหมาะสมใกลแ้ หล่งอำนวยความสะดวกได้
3. สามารถผลักภาระภาษไี ด้
4. ค่าใช้จ่ายนอ้ ยกว่าซือ้ พนื้ ท่ี
ข้อเสียของการเชา่ พื้นทอ่ี าคารสำนกั งาน
1. การลงทุนตอ่ เติมดัดแปลงปรับปรุง ไมส่ ามารถทำได้อย่างถาวร เนื่องจากไม่มีกรรมสิทธิ์ครองตลอดไป
2. ทำใหภ้ าพพจนข์ องกจิ การใหค้ วามรูส้ กึ ไมม่ ั่นคง รู้สกึ ไมภ่ ูมิฐาน ไม่นา่ เช่ือถือ
การออกแบบสำนักงาน
สำนักงานทั่วไปมวี ธิ ีการจัดวางโต๊ะ เก้าอ้ี อุปกรณ์ เครื่องมอื เครื่องใชต้ ่าง ๆ ได้มากมายหลายวิธี ตามพ้ืนท่ี
ที่มีอยู่ การออกแบบสำนกั งานโดยท่ัวไปทีน่ ิยมใช้ มดี ังน้ี คอื
1. สำนกั งานแบบเปดิ The Open Office
2. สำนักงานแบบสว่ นตัว (The Private Office)
3. สำนักงานแบบเปดิ กวา้ ง (The Panoramic Office)
การจดั แผนผงั สำนกั งาน (Planning a Layout)
การวางแผนทำแผนผังสำนกั งานจะตอ้ งทำเปน็ ข้ันตอน สามารถทำได้ดงั ตอ่ ไปนี้
1. วัดระยะความกว้างของพื้นท่ีของสำนกั งาน
2. การกำหนดจุดบนโครงรา่ ง การเปิดประตูทงั้ หมด หน้าต่าง และสิ่งกีดขวาง
3. วัดระยะพื้นทวี่ ่าจะใชว้ างเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิน้ และอปุ กรณใ์ ห้เหมาะสม และกำหนดลงไปในกระดาษ ท่ี
ทำในอตั ราสว่ นที่เท่ากัน
4. วาดภาพเคา้ โครงทัง้ หมดทว่ี างไว้ โดยคำนึงถงึ สายทางเดนิ ของงานและตำแหนง่ ที่วา่ งที่ต้องการ
5. ตรวจสอบแผนผังที่ผลิตและทำการแกไ้ ขส่งิ ทจ่ี ำเป็นให้เหมาะสม
6. ตดิ ต้งั จดั วางตามแผนผงั ที่วางไวแ้ ละสงั เกตการณป์ ฏบิ ตั วิ ่าเป็นไปอยา่ งราบร่นื และคล่องตวั
การวางแผนผังสำนกั งาน สามารถยดื หยุ่นไดต้ ามแผนที่วางไว้
ภาพที่ 7.2 การจัดแผนผังสำนักงาน
73
การตกแต่งสำนักงานแบบโมดูลาร์
ในปัจจุบันได้มีการนำเฟอร์นิเจอร์รูปแบบใหม่สวยงามทันสมัยเข้ามาใช้ในสำนักงาน เรียกว่า โมดูลาร์
เฟอร์นิเจอร์ ประกอบด้วยอุปกรณ์ในการตกแต่งสำนักงานแบบต่าง ๆ ได้แก่ พาร์ดิชั่น โต๊ะ เก้าอี้ สามารถจัดให้มี
รูปแบบต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ เป็นการจัดสำนักงานรูปแบบต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ เป็นการจัดสำนักงาน
รูปแบบใหม่ที่ใช้เครื่องตกแต่งสำนักงานแบบเป็นชุด สำหรับตำแหน่งต่าง ๆ ชุดตกแต่งสำนักงานแบบนี้จะมีตู้เก็บ
เอกสาร โต๊ะทำงาน โต๊ะวางอุปกรณ์อยู่เบ็ดเสร็จในตัวเอง สามารถออกแบบและจัดวางได้ตามต้องการและความ
จำเปน็ ในการใชง้ าน การออกแบบการจัดสำนักงานแบบ โมดลู าร์
โต๊ะ โดยปกติจะมมี ีขนาดกว้าง 45x65 ลึก 24x30 สูง 29x30 ซม. ซึง่ จะแบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คือ ฐาน
เดยี่ วและฐานคู่
สิ่งแวดล้อมทางกายภาพภายในสำนกั งาน
สิ่งแวดล้อมการทำงาน หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัวผู้ปฏิบัติงานในขณะที่ทำงาน เช่น มีเพื่อน
ร่วมงานเครื่องจักร อุปกรณ์ต่าง ๆ อากาศที่หายใจ เสียง แสงสว่าง ความร้อน สารเคมี และรวมถึงเชื้อโรคต่าง ๆ
อกี ด้วย
ภาพท่ี 7.3 ส่งิ แวดล้อมทางกายภาพภายในสำนกั งาน
สงิ่ แวดล้อมทางกายภาพ (Physical Environment)
สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวผู้ปฏิบัติงานในขณะที่มีการทำงาน ได้แก่ การมีเสียงดัง การมีความร้อน ความ
ส่นั สะเทอื น แสงสว่าง ความกดดันบรรยากาศ ตลอดจนเครื่องมือ เครือ่ งจักร อปุ กรณต์ า่ ง ๆ รวมทงั้ บริเวณสถานที่
ทำงาน สิ่งแวดล้อมการทำงาน เป็นปจั จัยที่มคี วามสำคัญซึ่งอยู่รอบตวั ผปู้ ระกอบอาชีพ หรือคนงานในขณะทำงาน
ได้แก่ เครื่องจักรกล อุปกรณ์อากาศที่หายใจ แสงสว่าง ฝุ่นละออง สารเคมี อื่น ๆ เชื้อโรค และสัตว์ต่าง ๆ
นอกจากนี้ยังรวมถึงสภาพการทำงานที่ซ้ำซาก การทำงานที่เร่งรีบ เป็นต้น อีกทั้งเกิดความไม่เหมาะสมของ
สิ่งแวดล้อมการทำงาน นับว่าเป็นปัจจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการก่อให้เกิดการประสบอันตราย จากการประกอบ
อาชีพเช่นเดียวกัน ลักษณะของการเกิดการประสบอันตรายจากการประกอบอาชีพนั้น ส่วนมากจะสืบเนื่องมาจาก
74
การ ท่ีผปู้ ระกอบอาชีพหรือคนงานต้องปฏิบัตงิ าน เพ่ือให้ไดผ้ ลผลติ ออกมาซ่ึงการทำงานนั้น ผู้ประกอบอาชีพจะอยู่
ภายในแวดวงของสิ่งแวดล้อมการทำงานแล้ว ปัจจัยทั้งสองจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ดังนั้น ถ้าหากปัจจัยทั้งสองมี
ความเหมาะสมกันคือ ผู้ประกอบอาชีพมีทัศนคติที่ปลอดภัย มีความรู้ ความเข้าใจและมีการปฏิบัติตนเหมาะสม
และสิ่งแวดล้อมการทำงานมีความปกติ และเหมาะสมก็ย่อมแน่ใจว่าไม่มีภัยจากการประกอบอาชีพ แต่หากปัจจัย
หนึ่งหรือทั้งสองปัจจัยมีความบกพร่องหรือไม่เหมาะสมก็อาจคาดหมายได้ว่าอาจมีการประสบอันตรายจากการ
ประกอบอาชีพขึ้นได้ อาจเป็นผลให้เกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคจากการทำงาน หรือได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ จาก
การทำงาน อย่างไรก็ตามเมื่อเกิดการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บขึ้น คนงานนั้นอาจจะได้รับการตรวจวินิจฉัย การ
รกั ษาพยาบาลหรือการฟนื้ ฟูสมรรถภาพรา่ งกายด้านการแพทย์ใหห้ ายได้ แต่เม่อื บุคคลนนั้ กลบั เข้าทำงาน ในสภาพ
ของสิ่งแวดล้อมการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่นเดิมอีก ในที่สุดบุคคลนั้น ก็อาจได้รับอันตรายเช่นเดียวกับที่เคย
เกดิ ข้ึนอกี ไม่มที ส่ี ิ้นสดุ
การจัดแสงสว่างในที่ทำงาน
1. การจดั แสงสวา่ งอยา่ งเหมาะสมในสถานทที่ ำงาน ตอ้ งคำนงึ ถึงปจั จยั ทีส่ ำคญั ในเรอ่ื ง
- การเลอื กระบบแสงสว่างและแหลง่ กำเนิดแสงสว่าง
- ลักษณะห้องหรอื พน้ื ท่ีใชง้ าน
- คุณภาพและปรมิ าณของแสงสว่าง
- การดแู ลบำรุงรกั ษาระบบแสงสวา่ ง
สำหรับสถานประกอบการที่ต้องปรับปรุงระบบแสงสว่างในบริเวณการทำงาน หรือมีแสงสว่างในสถานที่
ทำงานไม่เพียงพอสามารถเลอื กพิจารณาแก้ไขตามความเหมาะสม ได้แก่
- ติดดวงไฟเพ่ิมเตมิ
- ติดตั้งดวงไฟเพิ่มเฉพาะจุดที่มีการทำงาน เปิดไฟเมื่อการทำงานนั้นต้องการแสงสว่างเพิ่มเป็นพิเศษ เช่น
งานเยบ็ ผ้า เยบ็ หนัง และปดิ ไฟเมื่อไมใ่ ช้งาน
- ลดระดบั ความสงู ของดวงไฟลงมาอยู่ในระยะที่สามารถใหป้ รมิ าณแสงสวา่ งเพียงพอ
- ใช้โคมไฟที่ทาด้วยสีเงินหรือสีขาว ซึ่งมีประสิทธิภาพในการสะท้อนแสงได้ดี ช่วยเพิ่มแสงสว่างในบริเวณ
การทำงาน
- เปลี่ยนตำแหน่งการทำงานไม่ใหอ้ ย่ใู นตำแหน่งที่มีเงา หรือเกิดเงาจากตวั ผู้ปฏบิ ัติงาน
- ใช้แสงสวา่ งจากธรรมชาตชิ ่วยในการเพม่ิ แสงสว่าง
- สีของผนัง ฝ้าเพดานทมี่ สี ีอ่อนจะสะท้อนแสงได้ดีกว่าสีมดื ทบึ
- ทำความสะอาดดวงไฟ ผนัง เพดาน และพน้ื ท่/ี บริเวณที่มีผลกระทบทำให้แสงสว่างลดลง
2. โคมไฟแสงสว่างกับการอ่านหนังสือ อ่านหนังสือไปแล้วรู้สึกเคืองตา บางครั้งก็รู้สึกว่าตาพร่า รู้สึก
หนงั สือตรงหน้าชา่ งเจดิ จ้าเหลอื เกิน สาเหตุหนึง่ ทเี่ ป็นตัวการกค็ อื แสงสวา่ งในบริเวณที่เราใชอ้ ่านหนังสอื นนั่ เอง
75
ซง่ึ บางครั้งเราอาจจะคิดวา่ แสงที่มอี ยกู่ ็สวา่ งพอแล้ว เหน็ ตวั หนังสอื ปกติดี แต่จริง ๆ แลว้ แสงสว่าง ขนาดไหนถึงจะ
เหมาะสมและปลอดภยั มาดกู ัน
- แสงสว่างที่เหมาะต่อการอ่านหนังสือโดยความเข้มแสงทเี่ หมาะกบั การอา่ นหนังสือจะอยู่ที่ 300-500 lux
แต่เราจะเอาอะไรมาวดั ใช่ไหม ดงั นั้น เวลาอ่านหนังสือในแสงสว่างปกติ ทีไ่ ม่มืดหรอื สวา่ งจนเกนิ ไปจะดที สี่ ุด
- โดยแสงไฟจากโคมไฟทีใ่ ช้ ไม่ควรเลือกแสงสีขาว หรือสีเหลืองจนเกินไป ควรใช้หลอดตะเกยี บ ที่มีแสงสี
นวล (warm white)
- หลักการทีส่ ำคัญในการตัดต้ังโคมอ่านหนังสือ คอื จะต้องวางอยู่มุมซ้ายของหวั โต๊ะ เพ่ือที่จะไม่ให้แสงตก
กระทบมาแยงสายตา และเป็นการลบเงาทเี่ กิดขน้ึ ระหวา่ ง อ่านหรอื เขียนหนงั สอื ด้วย
3. การป้องกันแสงสีฟา้ จากหนา้ จอ
- ปรบั แสงสว่างและความคมชัดของหน้าจอใหร้ ู้สึกสบายตา ภายใตร้ ะดับความสวา่ งที่ 300-500 ลักซ์ หรือ
สังเกตได้งา่ ย ๆ จากการที่เราไมต่ ้องหรี่ตาเวลามองหน้าจอ รวมทั้งพยายามลดแสงสว่างบริเวณรอบ ๆ เช่น ปิดไฟ
ดวงทส่ี ะทอ้ นลงบนหนา้ จออุปกรณ์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
- ติดแผ่นกรองรังสีไว้ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แม้ว่าจะช่วยลดการกระจายรังสี จากจอคอมพิวเตอร์ ได้บ้าง
ไม่ได้บ้าง แล้วแต่คุณภาพของสินค้า แต่อย่างน้อย ๆ ก็ช่วยลดแสงจ้า จากจอคอมพิวเตอร์ลงได้ในส่วนของสมาร์ท
โฟน และแทบ็ เลต็ สามารถตดิ ฟิล์มกรองแสงได้ด้วยเชน่ กนั
- ตำแหน่งของจอภาพควรหา่ งจากดวงตาประมาณ 18-24 นว้ิ หรือประมาณชว่ งแขนเอ้ือม และปรับให้ต่ำ
กว่าระดับสายตาประมาณ 15-20 องศา เพราะหากระยะห่างระหว่างตากับจอภาพไม่สัมพันธ์กัน จะทำให้เกิด
อาการเมอ่ื ยล้าและปวดตาไดง้ า่ ย
- กะพริบตาบ่อย ๆ ควรกะพริบตาให้ได้ 1-2 ครั้งต่อ 10 วินาที เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดวงตาอยู่เสมอ วิธีน้ี
จะชว่ ยลดความออ่ นลา้ ของสายตาไดม้ าก
- ใช้สูตร 20-20-20 คือ ทุก ๆ 20 นาที ควรละสายตาจากหน้าจอไปมองบริเวณอื่น ๆ โดยให้มองห่างจาก
บริเวณที่นั่งอยู่ประมาณ 20 เมตร เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อรีเฟรชสายตาให้ได้ปรับตัวใหม่ และเป็นการออกกำลัง
กายสายตาไปในตวั
- ปรับขนาดตัวอักษรให้ใหญ่พออ่านสบายตา การปรับขนาดตัวอักษรให้มองเห็นได้ชัดเจน จะช่วยลด
อาการเกร็งของกล้ามเนื้อดวงตาได้เป็นอย่างดี พูดง่าย ๆ คือเราไม่จำเป็นต้องเพ่งสายตาอ่านตัวหนังสือมากเกิน
ความจำเป็น
- สวมแว่นกรองรังสีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อถนอมสายตาไม่ให้ปะทะกับแสงสีฟ้าบนหน้าจอโดยตรง
วิธีนี้จะชว่ ยปกป้องดวงตาเราจากแสงสฟี า้ ได้พอสมควร
- ความสะอาดหน้าจอ โดยเฉพาะฝุ่นละอองและรอยเปื้อนบนจอทั้งหลาย หากทำความสะอาดหน้าจอได้
หมดจดจะช่วยลดทอนการเปล่งแสงสฟี ้าได้ด้วยนะ
76
- จำกัดเวลาอยูห่ น้าจอ ไม่ควรจ้องหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทกุ ชนิดนานเกิน 2 ช่ัวโมงต่อครั้ง เพราะ
หากเลน่ นานเกินกว่า 2 ช่วั โมง อาจทำใหส้ ายตาอ่อนล้าและปวดเกรง็ ได้
- วางต้นกระบองเพชรไว้ข้าง ๆ คอมพิวเตอร์ ผลวิจัยของสถาบัน Recherches en Geobiologie ของ
สวติ เซอร์แลนด์ และนักวิจยั ในอเมริกาพบว่า หนามของตน้ กระบองเพชรเปน็ สื่อดูดรงั สี จากทีวี และคอมพิวเตอร์
ได้ รวมทั้งกระบองเพชรยังอาจดูดรังสี UV ที่เปล่งออกมาจากอุปกรณ์ไฮเทคไว้สังเคราะห์แสงแทนแสงแดดด้วยใน
ตวั การทำงานหนา้ จอคอมพวิ เตอร์
การจดั สภาพแวดล้อมดา้ นเสียงภายในสำนกั งาน
เสียงเป็นสิ่งแวดล้อมทางกายภาพอีกอย่างหนึ่งที่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสำนักงาน ต้องการ
ความสงบเงียบ สง่ิ ที่จะทำความรบกวนให้กับพนักงานอีกอยา่ งหน่ึงคือ เสยี งเปน็ ปัญหาทส่ี ำคญั ถ้าเสียงนั้นมีปริมาณ
ที่เพิ่มขึ้นย่อมทำให้พนักงานเกิดความรู้สกึ รำคาญ หนวกหู สูญเสียการได้ยินชั่วขณะ ทำลายสมาธิในการทำงานทำ
ให้ผลงานท่ีได้มีคุณภาพและปรมิ าณงานท่ีต่ำลง และยังส่งผลถึงระบบการทำงานอื่น ๆ ของร่างกายอีกดว้ ย จึงเป็น
หนา้ ที่ของผ้บู ริหารสำนักงานทจ่ี ะต้องหาทางแก้ไขและขจัดเสียงรบกวนน้นั ๆ ออกไปจากสำนกั งาน
เสยี งท่ีหขู องคนเราสามารถรบั ฟงั ไดโ้ ดยไม่เป็นอันตรายนั้น ผลการศกึ ษาวิจยั พบว่า เสยี งท่ีมีระดับความดัง
ของเสียงไม่เกิน 85 เดซิเบล มีการกำหนดมาตรฐานสากลขึ้นในเรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับ
สภาพแวดล้อมกำหนดให้ระดับความดังของเสยี งไม่เกิน 90 เดซิเบล หากทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง และไม่เกิน
80 เดซเิ บล หากทำงานเกนิ วนั ละ 8 ช่วั โมง
ภาพท่ี 7.4 การจดั สภาพแวดล้อมภายในสำนกั งาน
เสยี งรบกวนจากภายนอก (External Noise)
นอกจากเสยี งภายในแลว้ ผู้บรหิ ารสำนกั งานยงั จะตอ้ งควบคมุ เสียงทเ่ี กิดขนึ้ จากภายนอกสำนักงานอีก เช่น
เสียเรือ เสยี งรถ เสยี งเครือ่ งบิน การแก้ปญั หาเสียงนี้คือ จะต้องหาสถานทที่ ี่เหมาะสมก่อนการก่อสร้างสำนักงาน
77
เสยี งอึกทกึ ภายใน (Internal Noise)
ปญั หาส่วนใหญใ่ นสำนักงานจะเปน็ ปญั หาท่ีเกยี่ วกบั เสียงอกึ ทกึ แต่ก็ยังอยภู่ ายใตก้ ารควบคุม ของผู้จัดการ
สำนักงาน และถ้าเรารู้แหลง่ ทม่ี าของเสียงและรู้จักวธิ กี ารปฏบิ ตั ิเกี่ยวกบั เสยี งน้ันก็อาจเกิดประโยชนไ์ ด้
เครือ่ งมอื เคร่อื งใชส้ ำนกั งานท่ีมเี สยี งดงั (Noisy Machines)
ในที่นี้รวมถึงเครื่องพิมพ์ดีด เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โทรพิมพ์และอื่น ๆ อีกมากมาย ควรแยก
เครื่องใช้ทม่ี ีเสยี งดงั เหลา่ น้ไี ปไว้แยกออกจากท่ีที่มีคนทำงานอยมู่ าก
การใชส้ ตี กแต่งสำนักงาน
สที ่มี ผี ลตอ่ จติ ใจและการทำงานของพนักงานมีผลกระทบต่อผลิผลิต ทศั นคติและขวญั กำลงั ใจของพนักงาน
และมีผลต่อความรู้สึกของผู้มาติดต่อ สีที่ควรใช้ในสำนักงานควรเป็นสีเย็นตา เช่น สีฟ้า สีเหลือง สีน้ำตาลอ่อน สี
แทน สีชมพู สีเบส สีนวล สีเหลืองอ่อน ในสำนักงานขนาดใหญ่มักใช้สีขาวทาภายนอก และใช้สีสว่างให้ทาภายใน
สว่ นทีเทาไม่ควรใช้ในสำนักงานเพราะจะทำใหบ้ รรยากาศมืดสลัว
การใช้สีในสำนักงานควรคำนึงถึงแสงสว่างที่มากระทบทำให้เกิดเงาสะท้อนทำให้เกิดเงาสะท้อนทำให้
สายตาเมอ่ื ยลา้ การใช้สโี ทนสว่างมากเกนิ ไปทำให้เครียดและปวดศีรษะได้ง่าย นอกจากนสี้ ยี งั สามารถเปลี่ยนแปลง
มิติเกี่ยวกับความกว้างยาวของห้องได้ หรือช่วยให้ห้องกว้างหรือแคบลงโดยการใช้สีอ่อน สีเข้ม การใช้สีนอกจาก
เพอื่ ความสวยงามแลว้ ยงั เพ่อื ดงึ ดดู ใจและชว่ ยสรา้ งบรรยากาศในการทำงานให้ดีขึ้น การทาสีในสำนกั งาน ยงั ขึ้นอยู่
กบั ความพอใจของพนักงานโดยพิจารณาข้อแนะนำต่อไปน้ี
1. วตั ถปุ ระสงคใ์ นการที การใช้สใี นสำนกั งานมีวตั ถปุ ระสงค์ต่อไปนี้
1.1 สรา้ งความสวยงาม ประทบั ใจแก่ผ้พู บเห็น
1.2 สรา้ งบรรยากาศในการทำงาน การใช้สที ่เี หมาะสมจะชว่ ยใหผ้ ู้ทำงานมีอารมณ์ทำงาน และทำ
ใหก้ ารทำงานมปี ระสทิ ธภิ าพเพ่ิมขึน้
1.3. การใชส้ ีเพ่ือใหเ้ กดิ ผลทางจิตวิทยา กล่าว คอื การใช้สมี ผี ลกระทบตอ่ อารมณ์ ความรสู้ กึ นึกคิด
และขวัญของผู้ปฏิบัตงิ าน
2. ข้อแนะนำในการใช้สีในสำนักงาน การใชส้ ีในสำนกั งานควรพจิ ารณาถึงส่งิ ตอ่ ไปน้ี
2.1 พจิ ารณาถึงความกลมกลืนกนั ของสี
2.2 พิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างสีและแสงสว่าง สีอ่อนจะทำให้ห้องสว่างขึ้นสีทึบจะทำให้
สวา่ งลดนอ้ ยลง เพราะสีอ่อนสามารถสะท้อนแสงได้ดีกว่าสีทบึ และสะทอ้ นของสตี า่ ง ๆ
การปรบั อากาศภายในสำนกั งาน
ในระบบเครอ่ื งปรับอากาศ ท่ีเราใชใ้ นสำนกั งานมีจำนวนมาก ควรมีการทำความสะอาด อันเน่อื งมาจากฝุ่น
ละออง หรอื กล่ิน ทำให้สำนกั งานดสู กปรก และอากาศในสำนักงานมีควนั บุหรี่ ควรให้มกี ารงดสบู บุหรี่ในสำนักงาน
หรือจัดสถานที่เฉพาะสำหรับการสูบบุหรี่ให้อยู่ในที่มิดชิดห่างไกลจากผู้อื่นควรมีเครื่องดับกลิ่น เช่น น้ำหอม หรือ
นำ้ ยาดับกลนิ่ ในสถานทีม่ บี ุคคลมาก
78
การปรับอากาศในสำนักงาน
อากาศเปน็ สิ่งแวดลอ้ มในสำนกั งาน ทีม่ อี ทิ ธิพลตอ่ การทำงาน การกำหนดสภาพอากาศในสำนกั งานจะต้อง
พิจารณา 4 ประการ คือ อณุ หภูมิ การถา่ ยเท ความช่มุ ชื้น และความสะอาดของอากาศ
ขอ้ ควรพจิ ารณาเกยี่ วกบั อากาศภายในสำนักงาน
1. การติดตั้งเครื่องปรับอากาศจะแก้ปัญหาร้อนในสำนักงาน ทำให้เกิดความสบาย ร่างกาย และเพิ่ม
ผลผลิตในการทำงาน ต้องพจิ ารณาคา่ ใช้จ่ายในดา้ นต้นทนุ เครื่องปรับอากาศ ค่าไฟฟ้า คา่ ซอ่ มแซมบำรุงรกั ษาด้วย
2. การถ่ายเทของอากาศ อากาศไม่ถ่ายเทจะมีผลให้ร้อน อึดอัด ง่วง และเหนื่อยง่าย หายใจไม่สะอาด
สำนักงานควรออกแบบสำนกั งานใหอ้ ากาศถ่ายเทเข้าออกได้สะดวก เชน่ มชี อ่ งลม ประตู และหนา้ ต่าง ให้เพยี งพอง
บางทตี อ้ งมีพัดลมช่วยในกรณที ไ่ี ม่สามารถใชเ้ คร่ืองปรบั อากาศจะชว่ ยใหก้ ารถ่ายเทไดด้ ีข้นึ
3. ความชื้นของอากาศ ปริมาณความชื้น ในอากาศจะมีผลกระทบต่อสภาพร่างกายของมนุษย์ในกรณีท่ี
อุณหภมู เิ ท่ากนั ถา้ อากาศชุ่มชื้นมากจะรูส้ ึกร้อนและเหง่ือออก ถ้าอากาศแห้งมากผิวอาจแตก สำนักงานท่ีมีอากาศ
ชุ่มชื้นหรือแห้งแล้งมากเกินไปจะทำให้ร่างกายไม่สบายหงุดหงิดและไม่มีสมาธิในการทำงาน ประมาณความชื้นที่
เหมาะสมคือ 40-60%
4. ความสะอาดของอากาศ ความสะอาดของอากาศพิจารณาจากความแออัดในสำนักงาน กลิ่นฝุ่นละออง
และเชือ้ โรคในอากาศ ดงั นน้ั จึงควรมีการทำความสะอาดสำนกั งานและเคร่ืองใช้ต่าง ๆ อย่าสมำ่ เสมอและจัดจำนวน
พนักงานให้เหมาะสมกบั หอ้ งตดิ ตง้ั เคร่ืองฟอกอากาศ
ความปลอดภัยในสำนกั งาน
ความปลอดภัยของบุคคลในสำนักงาน คือ ลักษณะทางกายภาพของการทำงานได้แก่ ไฟฟ้า ไฟฟ้าจะมี
อันตรายซ่อนแฝงไวก้ ับพนักงาน เมื่อมีการใช้เคร่ืองจักรก็จะตอ้ งมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึน้ ในสำนักงานส่วนใหญ่จะ
วางระบบสายไฟก่อนลงพื้น เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบไม่เกะกะ รุงรัง สะดวกในการปฏิบัติงานโดยให้ปลั๊กไฟ
ออกตามจุดตา่ ง ๆ ทตี่ ้องการ
การใช้กิจกรรม 5 ส ในสำนกั งาน
กจิ กรรม 5 ส เปน็ กจิ กรรมอย่างหนึ่งท่ีจะชว่ ยใหส้ ถานทที่ ่ที ำงานมสี ภาพแวดล้อมทีด่ ี การทำกจิ กรรม 5 ส
มิได้จำกัดแต่เฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ในสำนักงานทั่วไปก็สามารถจัดกิจกรรม 5 ส ได้เช่นเดียวกันเพ่ือ
สภาพแวดล้อมของสำนกั งานทด่ี ี เสรมิ สร้างบรรยากาศในการทำงาน
กจิ กรรม 5 ส ในสำนักงานประกอบด้วย
1. ส - สะสาง (SEIRI = เซริ) คือ จัดนำสิ่งของหรือเอกสารมาจัดระบบ มีการนำไปทำลายเมื่อหมดอายุ
พจิ ารณาเฉพาะสิ่งของและเอกสารท่ีจำเปน็ ส่ิงของทีไ่ มใ่ ช้แล้วควรนำไปทำลายท้งิ ไมค่ วรนำมาไว้ ในสำนักงาน
2. ส - สะดวก (SEITONI = เซตง) คือ การจัดหมวดหมู่สิ่งของเครื่องใช้ ให้เป็นระเบียบ ง่ายแก่การหยิบ
ใช้ไดท้ ันทที ี่ตอ้ งการ มีเทคนคิ ในการจดั วางท่ดี ี
79
3. ส – สะอาด (SEISO = เซโซ) ความสะอาดในสำนักงานเปน็ ส่ิงสำคัญ เพราะอาจทำให้สำนักงานนั้นน่าดู
ดสู ะอาดตา
4. ส – สุขลักษณะ (SEIKETSU = เซเคทซึ) สภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการทำงานถูกต้อง ตาม
สขุ ลักษณะที่ดี ปรบั ปรงุ ตกแต่งสถานทที่ ำงานให้เป็นระเบียบเรียบรอ้ ย นา่ อยู่
5. ส – สร้างนิสัย (SHISUKE = ซิทซึเคะ) หมายถึง การเปลี่ยนพฤติกรรมพนักงานให้ทุกคนมีระเบียบวนิ ัย
มีความรบั ผิดชอบในการทำงาน
การพจิ ารณาความเปน็ ระเบยี บเรียบร้อยของสำนักงาน ได้แก่สง่ิ ต่อไปน้ี
1. ฝาผนงั กำแพง
2. หนา้ ต่าง
3. พื้นหอ้ ง
4. โต๊ะทำงาน
5. ชั้นวางของหรือต้เู กบ็ เอกสาร
การปฏบิ ัติใหเ้ กิดสุขลกั ษณะในทีท่ ำงาน
1. สภาพและบรรยากาศทีท่ ำงาน
2. มลภาวะ
สขุ ลกั ษณะของสำนักงานตามหลักการ 5 ส สามารถตรวจสอบดูไดจ้ าก
1. สภาพแวดล้อมปราศจากมลภาวะ เม่อื เข้าไปในสถานท่ีอาคารสำนกั งานน้ัน
2. สถานท่ีทำงานมีบรรยากาศดี
การกำหนดมาตรฐาน 5 ส
มาตรฐาน 5 ส หมายถึง สิ่งที่พนักงานหรือสมาชิกแต่ละพื้นท่ีจะต้องปฏิบัติเหมือนกันในเร่ืองเกี่ยวกับการ
สะสาง สะดวก สะอาด โดยจัดทำเปน็ ข้อกำหนดหรือข้อตกลงร่วมกัน กำหนดจำนวนเคร่ืองใช้สำนักงาน วัสดุอุปกรณ์ท่ี
ทุกคนต้องใช้ การรักษาความสะอาด การดูแลรักษาเครื่องใช้ในการปฏิบัติ การรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ของสิง่ ของเครือ่ งใช้
วัตถุประสงค์ของการกำหนดมาตรฐาน 5 ส เพื่อให้สมาชิกในแต่ละพื้นที่ได้ร่วมกันคิดและกำหนดร่วมกัน
เพอ่ื ถือปฏบิ ตั ิในแนวทางเดยี วกัน ยกระดับการทำกจิ กรรม 5 ส ในแต่ละพืน้ ที่
80
แหลง่ อ้างองิ
https://sites.google.com / สภาพแวดล้อมและความปลอดภัย [ระบบออนไลน์] แหล่งท่ีมา
https://sites.google.com/site/suxkarreiynkhwamplxdphay/2 (1 ตลุ าคม 2563)
https://sites.google.com/ การจัดการแสงสวา่ ง [ระบบออนไลน์] แหล่งท่ีมา
https://sites.google.com/site/rightlightbcnlp/kar-cadkar-saeng-swang (1 ตุลาคม 2563)
https://www.novabizz.com/ การจัดสภาพแวดล้อมด้านเสยี งภายในสำนักงาน [ระบบออนไลน์] แหลง่ ท่มี า
https://www.novabizz.com/Business/%E0%B8% (1 ตลุ าคม 2563)
https://sites.google.com/ สภาพแวดล้อมและความปลอดภัย [ระบบออนไลน์] แหล่งท่ีมา
https://sites.google.com/site/suxkarreiynkhwamplxdphay/2 (1 ตลุ าคม 2563)
จัดทำโดย
นางสาวปรยี า ปนั ธิยะ
แผนกวิชาเลขานกุ าร