The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สารัตถะพุทธปรัชญาในพระไตรปิฏก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

สารัตถะพุทธปรัชญาในพระไตรปิฏก

สารัตถะพุทธปรัชญาในพระไตรปิฏก

 8. ความคับแคน้ ใจ (อุปายาสะ)
◦ การทจ่ี ติ ใจถูกบบี บงั คนั้ อย่างแรง จากความโลภ โกรธ
หลง

 9. ความตอ้ งประสบกับส่ิงอันไม่เป็ นทรี่ ัก
◦ การไดพ้ บกับสิ่งทไ่ี ม่ชอบ ไม่พอใจ

 10. ความพลัดพรากจากสงิ่ ทต่ี นเองรัก
◦ การสูญเสียในสง่ิ ทต่ี นรัก

 11. ความปรารถนาส่ิงใดแล้วไม่ได้

ตามทใ่ี จปรารถนา

 สมุทยั หมายถึง เหตุของทุกขห์ รือสาเหตุของปญั หา การ

เกดิ ข้ึนของความทกุ ข์
 สาเหตขุ องความทกุ ขท์ ่แี ทจ้ รงิ คอื กาม ซ่ึงมี 2 ประการ คอื

◦กามวตั ถุ หมายถงึ กามตณั หา
◦กเิ ลสกาม หมายถงึ ภวตณั หาและวภิ วตณั หา
 ทง้ั 2 ประการน้ี เรยี กว่า “ตณั หา” คอื ความด้ินรน ทะยาน

อยาก 3 ประการ คอื กามตณั หา ภวตณั หา วภิ วตณั หา

 กามตณั หา

◦ หมายถงึ ความอยากได้ อยากเสพเสวย ปรารถนายนิ ดพี อใจ ความตดิ ใจใน

กามคณุ 5 คอื
 รูป
 เสยี ง
 กลน่ิ
 รส
 สมั ผสั ทางกาย

 ภวตณั หา
◦ ความอยากเป็น อยากคงอยูต่ ลอดไป อยากมีชีวติ นิรนั ดร์

 วภิ วตณั หา
◦ ความอยากท่จี ะไม่เป็ นอย่างน้นั อย่างน้ี เป็ นความปรารถนาภาวะส้นิ

สูญ เป็นความอยากท่ที าใหร้ ูส้ กึ อดึ อดั หรอื เบ่อื หน่าย

กำมตณั หำ

สมุทยั

วภิ วตณั หา ภวตณั หำ

 นิโรธ คือ ความดบั ทุกข์ หรือภาวะหมดปญั หา เพราะความส้นิ
ไปของตณั หา

 นิโรธหรอื ความดบั ทกุ ขม์ ี 5 ประการ คอื
◦ตทงั คนิโรธ คือ การดบั กิเลสท่ีเกิดข้ึนเป็ นครง้ั คราว ดว้ ย
การใชค้ ณุ ธรรมควบคมุ จติ ใจ
◦วิกขัมภนนิโรธ คือ การดับกิเลสดว้ ยการข่มไว้ โดยทา
จติ ใจใหสงบ ดว้ ยวิธีการทาสมาธิ โดยเฉพาะสมาธิในระดบั
ฌานท่เี กดิ จากการปฏบิ ตั กิ รรมฐาน

◦สมจุ เฉทนิโรธ คอื การดบั กเิ ลสอย่างเดด็ ขาด ดว้ ยการ
ปฏบิ ตั ติ ามมรรค 8
◦ปฏปิ สั สทั ธินิโรธ คอื การดบั กเิ ลสอยา่ งสงบระงบั ดว้ ยผลของ
มรรค 8
◦นิสสรณนิโรธ คอื การดบั กเิ ลสดว้ ยการสลดั ออกได้ เป็ น
ภาวะท่เี ป็นอสิ ระปลดโปร่งอยา่ งแทจ้ รงิ และโดยสมบูรณ์ คอื
นิพพาน

 นิพพาน แปลว่า ความดับกิเลสและทุกข์ และ
นิพพานเป็ นช่ือเรียกหนึ่งของนิโรธ ดังนั้น นิพพาน
กับนิโรธจงึ เป็ นส่งิ เดยี วกัน

 เป็ นความจริงสูงสุดเป็ นสภาวะสมบูรณ์ เป็ นความดี
ขัน้ สูงสุด เป็ นสภาวะทเ่ี ทย่ี งแทเ้ ป็ นสุขนิรันดร์

 มรรค 8 คือ แนวทางเพ่ือแกป้ ัญหาความทุกข์ ประกอบด้วย

รายละเอยี ด คอื
◦ สมั มาทฐิ ิ คอื ความเหน็ ชอบ หมายถงึ ความเหน็ ท่ถี กู ตอ้ งมี 2 ระดบั

คือ
 ระดบั โลกยี ะ เป็นเร่อื งของศีลธรรม
 ระดบั โลกตุ ตรธรรม เป็นความเหน็ ถกู ถว้ นในอรยิ สจั 4
◦ สมั มาทิฐหิ รอื ความเหน็ ท่ถี กู ตอ้ งเกดิ จากปจั จยั 2 ประการ คอื
 การอยู่ในสง่ิ แวดลอ้ มท่ดี ี
 การรูจ้ กั ใชป้ ญั ญาคดิ หาเหตผุ ล

สมั มาสงั กปั ปะ คือ ความดาริชอบ หมายถึง ความคิด
ความตง้ั ใจท่ถี กู ตอ้ ง 3 ประการ คือ

◦เนกขมั มสงั กปั ปะ คือ ความคิดท่อี อกจากกาม

◦อพยาปาทสงั กปั ปะ คือ ความคิดในการไม่พยาบาท

◦อวหิ งิ สาสงั กปั ปะ คอื ความคดิ ในการไม่เบียดเบียน

 สมั มาวาจา คอื การเจรจาชอบ ประกอบดว้ ยลกั ษณะการพดู 4

ประการ คอื
◦เวน้ จากการพดู ปด และพูดคาจรงิ
◦เวน้ จากการพดู สอ่ เสยี ด และใชค้ าพดู ท่กี อ่ ใหเ้ กิดความ

สามคั คี
◦เวน้ จากการพดู คาหยาบ และพูดจาออ่ นหวาน
◦เวน้ จากการพดู เพอ้ เจอ้ และพดู คาท่กี ่อใหเ้ กดิ ประโยชน์

 สมั มากมั มนั ตะ คอื การกระทาชอบ
◦ งดเวน้ จากการฆ่าสตั ว์
◦ งดเวน้ จากการถอื เอาสง่ิ ของท่เี ขามิไดใ้ ห้
◦ งดเวน้ จากการประพฤตผิ ิดในกาม

 สมั มาอาชีวะ คอื การเล้ยี งชีพชอบ หมายถงึ อาชีพท่ไี ม่เป็นภยั แกผ่ ูอ้ น่ื
◦ เวน้ จากการคา้ ขายอาวธุ
◦ เวน้ จากการคา้ ขายมนุษย์
◦ เวน้ จากการคา้ ขายเน้ือสตั ว์
◦ เวน้ จากการคา้ ขายน้าเมา
◦ เวน้ จากการคา้ ขายยาพษิ

 สมั มาวายามะ คอื ความเพยี รชอบ หมายถงึ การตง้ั ใจกระทา 4

ประการ คอื
◦ สงั วรปธาน ระวงั บาปอกศุ ลท่ยี งั ไม่เกดิ ไม่เกดิ ข้ึน
◦ ปหานปธาน ละบาปอกศุ ลเกดิ ข้ึนแลว้
◦ ภาวนาปธาน ตง้ั ใจกระทากศุ ลท่ยี งั ไม่เกดิ ใหเ้ กดิ ข้ึน
◦ อนุรกั ขนาปธาน ตง้ั ใจกระทากศุ ลท่เี กดิ ข้ึนแลว้ ไม่ใหเ้ สอ่ื มและ

กระทาใหด้ ยี ่งิ ข้ึน

 สมั มาสติ คือ ความระลกึ ชอบ หมายถงึ การรูต้ วั ในสง่ิ ท่อี ยูร่ อบขา้ ง
และตนเอง 4 ประการ คอื
◦ กายานุปสั สนา การระลกึ ถงึ สภาพรา่ งกาย
◦ เวทนานุปสั สนา การระลกึ ถงึ สขุ ทกุ ข์ ไม่สขุ ไม่ทกุ ข์
◦ จติ ตานุปสั สนา การระลกึ ถงึ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ท่ีมี

ในตนเอง
◦ ธมั มานุปสั สนา การระลกึ ถงึ สง่ิ ท่คี วรละเวน้
◦ และควรปฏบิ ตั ิ

สมั มาสมาธิ คือ ความตง้ั ใจมนั่ หมายถงึ การกระทา
จติ ใจใหม้ นั่ คง ไม่หวนั่ ไหว ไม่ฟ้ งุ ซ่าน มอี ยู่ 3 ระดบั

◦ขณิกสมาธิ คอื สมาธิชวั่ ขณะ

◦อปุ จารสมาธิ คอื สมาธใิ กลไ้ ดฌ้ าน

◦อปั ปนาสมาธิ คอื สมาธิในฌาน

 อริยสัจ 4 วิเครำะห์ว่ำปัญหำที่แท้จริงของมนุษย์มีอะไรบ้ำง ซ่ึงก็คือ
ควำมทุกข์ต่ำงๆ จำกน้ันจึงหำสำเหตุของปัญหำ และกำหนดจุดประสงค์
ของกำรแก้ปัญหำ รวมท้ังวิธีกำรแก้ปัญหำให้สำเร็จ เป็ นกำรใช้เหตุผล
แบบกำรวิเครำะห์ผลย้อนไปหำเหตุ เมื่ออยู่ในรูปปฏิบัติสำมำรถแบ่ง
ออกเป็ น 3ส่วน คือ

◦ หมวดศีล ประกอบด้วย กำรพูดชอบ กำรกระทำชอบ และกำรปะกอบ
อำชีพชอบ

◦ หมวดสมำธิ ประกอบด้วยควำมเพียรชอบ กำรระลึกชอบ และกำร
ต้ังใจม่นั ชอบ

◦ หมวดปัญญำ ประกอบด้วย ควำมเห็นชอบ และควำมคดิ ชอบ

เร่ือง เกยี่ วข้องกบั ชีวติ เหตุและผล

ทกุ ข์ ชีวติ คอื อะไร มีลกั ษณะ การรูป้ ญั หา(ผล)
อย่างไร

สมทุ ยั ชีวติ เป็นอยา่ งไร สาเหตขุ องปญั หา

นิโรธ เป้ าหมายของชีวติ การพน้ จากปญั หา(ผล)

มรรค ชีวติ ควรดาเนินอย่างไร การแกป้ ญั หา



ไตรลกั ษณ์ หมายถงึ ลกั ษณะทวั่ ไปของสรรพสง่ิ ท่ตี อ้ ง
ดาเนินไปตามกฎแหง่ ธรรมชาติ หรอื สามญั ลกั ษณ์ 3
ประการคอื
›อนิจจตา ความเป็นของไม่เท่ยี ง
›ทกุ ขตา ความทกุ ข์
›อนตั ตตา ความเป็นของไม่ใช่ตน



 ไตรลกั ษณ์ท่ีพระพุทธเจา้ สอนไวน้ ้ันใหพ้ ิจารณารูป อนั หมายถึงร่างกายท่ี
ประกอบดว้ ยธาตุ 4 คอื ดิน น้า ลม ไฟ
› อนิจจาตา คอื ความไม่เท่ยี ง ไม่คงท่ี เกดิ ข้ึนและตอ้ งเส่อื มสลายไป อนิจจตา
น้ันเป็ นพ้ืนฐานรองรบั ความจริงของสรรพส่ิงว่าไม่เท่ียง สรรพส่ิงน้ันมี

ลกั ษณะ 4 ประการ คอื
 อปุ ฺปาทวยปฺปวตฺติโต คือ เป็ นไปโดยการเกิดและการสลาย เกิดดบั ๆ มี

แลว้ ไม่มี
 วปิ รณิ ามโต คอื เป็นสง่ิ ท่อี ยู่ไดช้ วั่ คราว
 ตาวกาลกิ โต คอื เป็นสง่ิ ท่อี ยู่ไดช้ วั่ คราว
 นิจฺจปฏกิ เฺ ขปโต คอื ปฏเิ สธความเท่ยี งแท้

อนิจจำตำ

อุปฺปำทวยปฺปวตฺติโต วปิ ริณำมโต ตำวกำลกิ โต นิจฺจปฏิกฺเขปโต

 ทกุ ขตา คือ ความเป็ นภาวะไม่คงทน ถูกกดดนั ใหเ้ ปล่ยี นแปลงทกุ ขณะ มี
การเกดิ ข้ึน และแตกสลาย ในทกุ ขตาน้ีมีทกุ ขท์ ่เี กดิ ข้ึน 3 ประการ คอื
› ทกุ ขทกุ ข์ คอื ทกุ ขท์ ่เี ป็ นความรูส้ กึ ทกุ ข์ หมายถงึ ทกุ ขท์ างกาย และทกุ ข์
ทางใจ
› วิปรณิ ามทกุ ข์ คือ ทกุ ขเ์ น่ืองดว้ ยความผนั แปร หมายถงึ ความรูส้ กึ ท่เี รา
เรยี กว่าสขุ น้นั ท่จี รงิ คอื การเปลย่ี นแปลงระดบั ของทกุ ขเ์ ท่าน้นั
› สงั ขารทกุ ข์ คือ ทุกขต์ ามสภาพสงั ขาร หมายถึง ส่งิ ท่ีปรุงแต่งทง้ั หลายท่ี
เกดิ จากเหตปุ จั จยั ไดแ้ ก่ ขนั ธ์ 5 ทง้ั หมดเป็นทกุ ข์

ทุกขทุกข์

ทุกขตำ

สังขำร วปิ ริณำม
ทุกข์ ทุกข์

 อนัตตตา คือ ความไม่มีตวั ตน ไม่มีเจา้ ของ ไม่อยู่ในอานาจ ไม่มี
ใครบงั คบั ควบคมุ ได้ แต่ข้ึนอยู่กบั เหตปุ จั จยั ซ่ึงลกั ษณะของอนัตต
ตาน้นั มี 4 ประการ คอื
› สญุ ฺญโต หมายถงึ ว่างเปลา่ จากความเป็ นสตั ว์ บคุ คล ตวั ตน เรา
เขา จากความเป็นนนั่ เป็นน่ี ท่กี าหนดหมายกนั ข้ึน
› อสฺสามิกโต หมายถึง ไม่มีตวั ตนของใคร และไม่เป็ นของตนใดๆ
คอื ไม่มใี ครเป็นเจา้ ของ ไม่เป็นของใครจรงิ ไม่มตี วั ตนของใคร

›อวสวตตนโต หมายถึง ไม่อยู่ในอานาจของใคร ไม่
ข้ึนต่อต่อใคร ไม่มีใครบงั คบั ได้ ไม่มีใครเป็ นใหญ่
เหนือใคร จะสงั่ ใหบ้ งั คบั เป็ นไปตามความปรารถนา
ไม่ได้ แต่ข้ึนต่อเหตปุ จั จยั

›อตฺตปฏกิ เฺ ขปโต หมายถึง ขดั แยง้ ต่ออตั ตา ดาเนิน
ไปตามเหตุปจั จยั ท่ีสมั พนั ธก์ นั ไม่มีตวั ตนต่างหาก
แทรกแซงบงการอนั ใด



หลักไตรลักษณ์เป็ นการใช้เหตุและผล
วเิ คราะหถ์ ึงสภาพความเป็ นจริงของธรรมชาติ
และสรรพส่ิงว่ามีการเปล่ียนแปลงอยู่เสมอ
ไม่มีส่ิงใดมนั่ คง ไม่มีส่ิงใดท่ีมนุษยค์ วรยึด
มนั่ ถอื มนั่ แต่ตนเอง





ควำมรู้เบื้องต้น
เกยี่ วกบั พระไตรปิ ฎก

พระมหำวรี ศักด์ิ สุรเมธี, ผศ.ดร.

81

ภาพน้ีคืออะไร

• ตูพ้ ระไตรปิ ฎก
• หนงั สือพระไตรปิ ฎก

มีความสาคญั อยา่ งไร

• เป็นคมั ภีร์ที่สาคญั ที่สุด 82
ของพระพทุ ธศาสนา

• เป็นคมั ภีร์ท่ีรวบรวมและบนั ทึก
คาส่งั สอนของพระพทุ ธศาสนา
ท้งั หมดไว้

๒. พระไตรปิ ฎก

๒.๑ ความหมายและความสาคญั ของพระไตรปิ ฎก

• พระไตรปิ ฎกเป็ นคัมภีร์ท่ีสำคัญท่ีสุดในพระพุทธศำสนำ ซ่ึงได้รวบรวม
และบันทึกคำสั่งสอนของพระพุทธศำสนำไว้ท้ังหมด ทำให้ชำวพุทธทุกคน
รวมท้ังคนในศำสนำอ่ืน ๆ ได้ศึกษำควำมเป็ นมำของพระพุทธศำสนำ
ได้อย่ำงกว้ำงขวำงและเข้ำใจดยี งิ่ ขนึ้

• พระไตรปิ ฎกถือเป็ นแม่แบบในกำรพิจำรณำตีควำมหรืออธิบำยควำม
ธรรมะ ธรรมะใด ๆ ท่ีขัดแย้งไปจำกข้อควำมในพระไตรปิ ฎกจะถือเป็ น
โมฆะ

83

๒.๑ ควำมหมำยและควำมสำคญั ของพระไตรปิ ฎก

พระไตรปิ ฎก สาคญั คมั ภรี ์ไบเบิล
เปรียบเสมือน เหมือนกบั คมั ภีร์อลั กรุ อำน

รัฐธรรมนูญ

84

๒.๒ โครงสร้างและสาระสงั เขปของพระไตรปิ ฎก

• พระไตรปิ ฎกได้รวบรวมและบนั ทกึ คำสั่งสอนของพระพุทธศำสนำไว้
๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

• ปัจจุบันมกี ำรจดั พมิ พ์เป็ นเล่มย่อยท้งั หมด ๔๕ เล่ม ตำมจำนวนปี
ทพ่ี ระพุทธเจ้ำเสดจ็ เทศนำส่ังสอนประชำชน

• โดยแบ่งเป็ นหมวดหมู่ได้ ๓ หมวดหมู่

พระวนิ ัยปิ ฎก

พระอภิธรรมปิ ฎก พระไตรปิ ฎก พระสุตตนั ตปิ ฎก

85

พระไตรปิ ฏก

วนิ ัยปิ ฏก สุตตนั ตปิ ฏก อภธิ รรมปิ ฏก

คมั ภรี ์ว่ำ คมั ภีร์ว่ำด้วย คมั ภรี ์ว่ำด้วยข้อ
ด้วยระเบยี บวนิ ัย พระธรรมเทศนำท่วั ไป ธรรมล้วนๆ ไม่มี
มีประวตั แิ ละท้องเร่ือง
ประวตั แิ ละ
ประกอบ
ท้องเรื่อง

๒.๒ โครงสร้างและสาระสงั เขปของพระไตรปิ ฎก
พระวินยั ปิ ฎก

⚫ เป็นคมั ภีร์ท่ีรวบรวมคาสง่ั สอนส่วนที่เป็นกฎระเบียบ ขอ้ บงั คบั ขอ้ หา้ ม หรือคาสงั่
เรียกส้ัน ๆ วา่ “พระวนิ ัย” มีสภาพบงั คบั ใหป้ ฏิบตั ิตาม ถา้ ไม่ปฏิบตั ิตามถือวา่
ละเมิดจะตอ้ งอาบตั ิ คือ ตอ้ งไดร้ ับโทษทนั ทีในขณะที่ล่วงละเมิด

⚫ เป็นคมั ภีร์ท่ีรวบรวมคาสั่งสอนท่ีเป็นระเบียบปฏิบตั ิต่าง ๆ เช่น ระเบียบปฏิบตั ิหนา้ ท่ี
ตอ่ กนั พธิ ีกรรมการบวช กฐิน การผกู พทั ธสีมา

87

๒.๒ โครงสร้างและสาระสงั เขปของพระไตรปิ ฎก

พระวนิ ยั ปิ ฎก
พระวนิ ยั ปิ ฎก ไดแ้ ก่ พระไตรปิ ฎกเล่มที่ ๑ ถึงเล่มที่ ๘ มีเน้ือหาแบ่งเป็น ๕ หมวด

พระวนิ ยั ปิ ฎก

มหาวภิ งั ค์ ปริวาร

มหาวรรค

ภิกขนุ ีวภิ งั ค์ จุลวรรค

88

๒.๒ โครงสร้างและสาระสงั เขปของพระไตรปิ ฎก
พระวินยั ปิ ฎก

พระวินยั ปิ ฎก

มหาวภิ งั ค์ ปริวาร
จุลวรรค
มหาวรรค

ภิกขนุ ีวภิ งั ค์

มหำวภิ ังค์ มีชื่อเรียกอีกช่ือหน่ึงวา่ ภิกขวุ ภิ งั ค์

หมวดน้ีวา่ ดว้ ยขอ้ หา้ มหรือวนิ ยั ท่ีเป็นหลกั ปฏิบตั ิ
ของพระภิกษสุ งฆ์ คือ ศีล ๒๒๗ ขอ้

89

เร่ืองน่ำรู้ ส่วนหน่ึงของศีล ๒๒๗ ข้อทเี่ ป็ นวนิ ัยของสงฆ์

▪ ห้ำมเล่นซ่อนบริขำรของภกิ ษุอื่น
▪ ห้ำมรับนิมนต์แล้วไปฉันอำหำรทอ่ี ่ืน
▪ ห้ำมไปดูกองทพั ทย่ี กไป
▪ ห้ำมว่ำยนำ้ เล่น
▪ ห้ำมแอบฟังควำมของภกิ ษุผ้ทู ะเลำะกนั
▪ ห้ำมชวนนำงภิกษุณเี ดินทำงเรือร่วมกนั
▪ ห้ำมทงิ้ เตียงตัง่ ของสงฆ์ไว้กลำงแจ้ง

90

๒.๒ โครงสร้างและสาระสงั เขปของพระไตรปิ ฎก

พระวินยั ปิ ฎก

พระวนิ ยั ปิ ฎก

มหาวิภงั ค์ ปริวาร
จุลวรรค
มหาวรรค

ภิกขนุ ีวิภงั ค์

ภกิ ขุนีวภิ งั ค์ วา่ ดว้ ยขอ้ หา้ มหรือวนิ ยั ของ
ภิกษุณีสงฆ์ คือ ศีล ๓๑๑ ขอ้

91

๒.๒. โครงสร้างและสาระสังเขปของพระไตรปิ ฎก ปริวาร
พระวินยั ปิ ฎก จุลวรรค
พระวินยั ปิ ฎก
มหาวภิ งั ค์

มหาวรรค

ภิกขนุ ีวภิ งั ค์

มหำวรรค วา่ ดว้ ยพทุ ธประวตั ิและ
พิธีกรรมทางพระวนิ ยั

92

๒.๒. โครงสร้างและสาระสงั เขปของพระไตรปิ ฎก
พระวนิ ยั ปิ ฎก

พระวนิ ยั ปิ ฎก

มหาวภิ งั ค์ ปริวาร
จุลวรรค
มหาวรรค

ภิกขนุ ีวิภงั ค์

จุลวรรค วา่ ดว้ ยพิธีกรรมทางพระวนิ ยั และ
ความเป็นมาของภิกษณุ ีสงฆแ์ ละ
ประวตั ิการสงั คายนาพระธรรมวนิ ยั

93

๒.๒. โครงสร้างและสาระสังเขปของพระไตรปิ ฎก

พระวนิ ยั ปิ ฎก พระวินยั ปิ ฎก
มหาวภิ งั ค์
ปริวาร
มหาวรรค จุลวรรค

ภิกขนุ ีวภิ งั ค์

ปริวำร วา่ ดว้ ยขอ้ เบด็ เตลด็ ทางพระวนิ ยั

94

เตมิ คำตอบลงในช่องว่ำงให้ถูกต้อง ปริวำร

มหำวภิ งั ค์ ภกิ ขุนีวภิ งั ค์ มหำวรรค จุลวรรค

๑. มหำวภิ ังค์ ว่ำด้วยข้อห้ำมหรือวนิ ัยของพระภกิ ษุ
๒. คมั ภรี ์ทว่ี ่ำด้วยพทุ ธประวตั แิ ละพธิ ีกรรมทำงพระวนิ ัย คือ มหำวรรค
๓. ศีล ๓๑๑ ข้อของภกิ ษุณสี ำมำรถค้นคว้ำได้จำก ภกิ ขุนีวภิ งั ค์
๔. ข้อเบด็ เตลด็ ทำงพระวนิ ัยจดั อยู่ในพระวนิ ัยปิ ฎกหมวด ปริวำร
๕. ศีล ๒๒๗ ข้อของพระภกิ ษุอยู่ในพระวนิ ัยปิ ฎกหมวด มหำวภิ ังค์

๖. กำรศึกษำมหำวรรคและ จุลวรรค ทำให้ทรำบระเบยี บพธิ ีกรรมทำงพระวนิ ัย

95










Click to View FlipBook Version