The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโดยการเล่านิทาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ratree.mch, 2020-04-01 00:16:43

การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโดยการเล่านิทาน

การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโดยการเล่านิทาน

Keywords: ปฐม,วัย

รายงานการวิจยั ในชั้นเรยี น

เรื่อง การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวยั
ที่มคี วามบกพร่องทางการได้ยินโดยการเล่านทิ าน
ระดบั ช้ันอนุบาล 2 ประจาปีการศึกษา 2560

ผู้วจิ ยั
นางสาวราตรี มีชัย

ตาแหนง่ ครู

โรงเรยี นโสตศกึ ษาเทพรัตน์ จังหวดั ประจวบครี ีขนั ธ์
สังกดั สานกั บริหารงานการศกึ ษาพิเศษ

สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธกิ าร

ผลงานการวิจัยเร่ือง การพัฒนาความคดิ สรา้ งสรรค์ในเดก็ ปฐมวยั
ทม่ี คี วามบกพร่องทางการไดย้ ินโดยการเลา่ นทิ าน
ช่ือผู้วจิ ัย นางสาวราตรี มชี ัย ตาแหนง่ ครู
ปีทว่ี จิ ัย ปีการศกึ ษา 2560

บทคดั ยอ่

การวิจยั นมี้ จี ดุ หมายเพ่ือศกึ ษาการพฒั นาความคิดสรา้ งสรรคใ์ นเด็กปฐมวยั ท่ีมคี วามบกพรอ่ งทางการ
ไดย้ นิ โดยการเลา่ นทิ าน กลุม่ ตวั อย่างเปน็ เด็กระดับชั้นอนุบาล 2 โรงเรียนโสตศกึ ษาเทพรัตน์ จานวน 6 คน
เครื่องมอื ท่ีใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1)หนงั สอื นทิ าน 2)ภาพประกอบการเล่านทิ าน 3)แผนการจัด
ประสบการณ์การเล่านิทาน 4)แผนการจดั การศึกษาเฉพาะบคุ คล (IEP) 5)แผนการจดั การเรียนรเู้ ฉพาะบุคคล
(IIP) 6)แบบบันทึกพฤตกิ รรมการตอบคาถามของเด็ก 7)แบบทดสอบทางความคดิ สร้างสรรค์ (The Test for
Creative Thinking-Drawing Production) ผลวจิ ัยพบวา่ นกั เรียนทง้ั 6 คน หรอื รอ้ ยละ 100 มีความคดิ
สรา้ งสรรค์เพิ่มขน้ึ จากการเล่านิทาน และความคิดสร้างสรรค์ของเดก็ ปฐมวยั ในวยั ไล่เลย่ี กันจะไม่แตกต่างกัน
มาก เพราะเป็นวยั ท่ีต้องการรู้ ตอ้ งการลอง เป็นปกตินิสยั สาหรับเดก็ วยั น้อี ยแู่ ล้ว ฉะนัน้ การพัฒนาและการ
สง่ เสรมิ ความคิดสร้างสรรค์ จึงจาเปน็ ทต่ี อ้ งบม่ เพาะตัง้ แตเ่ ยาวว์ ยั เพ่ือเตรยี มพรอ้ มด้านทรัพยากรบุคคลของ
ชาติในอนาคต ความคดิ สรา้ งสรรคเ์ ป็นสมรรถภาพทางด้านสมองท่ีมอี ยู่ในมนษุ ย์ทุกคน เปน็ พลงั ทางความคิด
และพลังท่ีแสดงออกแลว้ มเี อกลักษณ์ทโ่ี ดดเด่น ผลผลิตของความคดิ สร้างสรรค์เป็นผลงานท่มี ีคุณค่าต่อการ
พฒั นาและแก้ปญั หาได้อย่างเหมาะสม

รายงานการวจิ ยั ในช้ันเรียน

เรอื่ ง การพฒั นาความคิดสร้างสรรคใ์ นเด็กปฐมวัยท่ีมีความบกพรอ่ งทางการไดย้ นิ โดยการเลา่ นทิ าน
ช่อื ผู้วิจยั นางสาวราตรี มชี ยั ตาแหน่ง ครู
ปที ี่วจิ ัย ปีการศึกษา 2560

1.ความเป็นมาและความสาคญั ของปัญหา
ความคิดสร้างสรรค์ เป็นกระบวนการคิดที่เกี่ยวข้องกับการคิดส่ิงใหม่ๆ ซึ่งขัดแย้งกับความคิดเดิมๆ

โดยดึงเอาประสบการณ์เก่าๆ ออกมาทั้งหมด และเลือกท่ีจะสร้างแบบแผนใหม่ๆ ออกมาให้ปรากฏ ซ่ึงการจัด
แบบแผนของการคิดใหม่นี้เป็นลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ความคิดคล่องตัว
(Fluency) เป็นความสามารถท่ีผลิตความคิดที่นุ่มนวลและรวดเร็วในการแก้ปัญหา และความคิดยืดหยุ่น
(Flexibility) เป็นความสามารถในการค้นพบลักษณะที่มีความหลากหลาย สมองมนุษย์ สามารถคิดเชื่อมโยง
ประสานสัมพันธ์กันระหว่างความรู้และประสบการณ์ ทาให้เกิดการต่อยอดความรู้เดิมและการต่อเติม
จนิ ตนาการออกไป

การพัฒนาและการส่งเสรมิ ความคิดสร้างสรรค์ จึงจาเป็นทตี่ อ้ งบ่มเพาะตั้งแต่เยาว์วัย เพ่ือเตรียมพร้อม
ด้านทรัพยากรบุคคลของชาติในอนาคต ความคิดสร้างสรรค์เป็นสมรรถภาพทางด้านสมองที่มีอยู่ในมนุษย์ทุก
คน เป็นพลังทางความคิดและพลังที่แสดงออกแล้วมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น ผลผลิตของความคิดสร้างสรรค์เป็น
ผลงานที่มคี ณุ คา่ ตอ่ การพัฒนาและแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสม

การเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัยเกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยมีแบบแผนท่ี
แตกต่างกันออกไปจากพัฒนาการด้านอื่นๆ Torrance ได้สรุปพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์เด็กทารก –
ก่อนวัยเรียน (อายุ 0-6 ปี) ว่าเด็กมีความสามารถพัฒนาจินตนาการได้ต้ังแต่ขวบปีแรก ด้วยการเรียนรู้จากส่ิง
เร้ารอบตวั เช่น เสียง จงั หวะ เมื่ออายุ 2 ขวบ ความกระตือรือร้นท่ีจะใช้ประสาทสัมผัสเริ่มมีมากขึ้นตามลาดับ
ช่วงอายุ 2-4 ปี เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากประสบการณ์ตรง และประสาทสัมผัสที่พร้อมสาหรับ
ส่ิงแปลกใหม่ตามธรรมชาติ เริ่มมีความรู้สึกเป็นตัวของตัวเอง มักทาในสิ่งที่เกินความสามารถของตนเอง
ชอบจินตนาการ จวบจนอายุช่วง 4-6 ปี เด็กเร่ิมสนุกสนานกับการวางแผน การเล่นและสามารถเชื่อมโยง
เหตุการณต์ ่างๆ แม้จะไมเ่ ขา้ ใจในเหตผุ ลมากนกั เด็กชอบทดลองเลน่ บทบาทสมมติต่างๆ โดยใช้จินตนาการของ
เดก็ เอง

เด็กท่ีมีความคิดสร้างสรรค์จะมีการแสดงออกทางพฤติกรรม ซ่ึงเราสามารถสังเกตและส่งเสริมให้เด็ก
ได้มีพัฒนาการทางความคิดให้เป็นบุคคลที่สร้างสรรค์สังคมและตนเองได้เป็นอย่างดี การส่งเสริมความคิด
สรา้ งสรรคจ์ ะเปน็ ทจี่ ะตอ้ งเรียนรู้และฝึกฝนโดยเน้นกระบวนการ เทคนิควิธีเป็นสาคัญ มากกว่าการเรียนรู้ที่ตัว
เนื้อหาสาระ เมื่อความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งดีที่แฝงเร้นภายในตัวตนของบุคคล การส่งเสริมและพัฒนาให้เกิด
ความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่เยาว์วัยจึงสามารถท่ีจะกระทาได้ โดยอาศัยเทคนิควิธีการต่างๆ อย่างหลากหลาย
มีความกระหายใคร่รู้อยู่เป็นนิจ กระตุ้นความคิดด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชอบสืบเสาะแสวงหา สารวจ
ศึกษา ค้นคว้าและทดลอง ชอบซักถาม พูดคุยและต้ังคาถามที่แปลกๆ ช่างสงสัยและแปลกประหลาดใจในสิ่งที่
พบเห็นอยู่เสมอ ช่างสังเกต จดจา และค้นพบส่ิงที่ขาดหายไปได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ชอบแสดงออก

มากกว่าเก็บกด ถ้าเกิดข้อสงสัยจะต้องรีบหาคาตอบโดยไม่ต้อรีรอ มีอารมณ์ขันเสมอ สร้างความสุขในโลก
ส่วนตัวด้วยมุมมองท่ีแปลก มีสมาธิในสิ่งที่ตนสนใจ พึงพอใจและสนุกสนานกับการใช้ความคิด สนใจส่ิงต่างๆ
อย่างกว้างขวาง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง เปิดกว้างทางความคิดเพ่ือพิจารณา มีความเป็นตัวของตัวเองสูง
มีความเชื่อม่ันทางความคิดและการกระทา มีความสามารถทางด้านการจินตนาการชอบคิดหาวิธีการที่
หลากหลายเพอ่ื ให้แกป้ ัญหา

สาหรับในงานวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาวิธีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยท่ี
ความบกพร่องทางการได้ยิน เน่ืองจากเด็กเป็นวัยที่มีจินตนาการและควรส่งเสริมให้มีความคิดสร้างสรรค์
สามารถพัฒนาได้ดีท่ีสุด โดยเลือกกิจกรรมการเล่านิทานมาใช้ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เน่ืองจาก
รปู ภาพและเรอื่ งราวของนทิ านจะชว่ ยเสริมสร้างจนิ ตนาการและเข้าใจสัญลักษณ์ และถ้อยคาภาษาจากการเล่า
นทิ านจะเปน็ การเปิดโลกกว้างทางด้านความคิดใหแ้ ก่เด็ก

2.วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
เพื่อศึกษาการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการได้ยินโดยการ

เล่านิทาน

3.ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ ับ
1. นกั เรยี นปฐมวยั ท่ีมคี วามบกพร่องทางการได้ยนิ มีการพัฒนาในเรื่องของความคดิ สร้างสรรค์
2. นกั เรียนปฐมวยั ท่ีมคี วามบกพร่องทางการไดย้ ินมีความสามารถในการสอ่ื สารจากการเลา่ นิทานได้

4.ขอบเขตการวิจยั
กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน โรงเรียนโสตศึกษาเทพรัตน์ ระดับช้ัน

อนุบาล 2 จานวน 6 คน
สถานทเี่ ปา้ หมาย ได้แก่ ห้องเรียนระดับช้ันอนุบาล 2 โรงเรียนโสตศึกษาเทพรัตน์ อาเภอบางสะพาน

จงั หวัดประจวบครี ีขนั ธ์
ด้านเน้ือหา การศึกษาคร้ังนี้ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็กปฐมวัยที่มีความ

บกพรอ่ งทางการไดย้ ินโดยการเล่านทิ าน

5.นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ
ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง กระบวนการคิดของสมองซ่ึงมีความสามารถในการคิดได้หลากหลาย

และแปลกใหม่จากเดิม เป็นความสามารถทางสมองในการคิดหลายทิศทางจนนาไปสู่การคิดค้นและสร้าง
ส่งิ ประดษิ ฐ์ทีแ่ ปลกใหมห่ รอื รปู แบบความคิดใหม่

ในท่นี ้หี มายถงึ ความสามารถของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ในการคิดแตกต่างแปลก
ไปจากเดมิ ด้วยการผสมผสานจากการใช้ความรู้ ความเข้าใจ ความคดิ ในหลายๆ แง่มมุ ดังนี้

- มีความคดิ ริเร่ิม หมายถึง มีความคิดทีแ่ ปลกใหม่ ไมซ่ า้ กบั ใคร และแตกตา่ งจากความคดิ ธรรมดา

- มีความคิดคล่องแคลว่ หมายถึง ความคิดท่ีเกิดข้ึนเปน็ ความคดิ ทีไ่ มซ่ า้ กนั ในเรือ่ งเดยี วกันในด้านต่างๆ
เชน่ การเลอื กใช้ถ้อยคา การเชอ่ื มโยงความสมั พนั ธ์

- มีความยืดหยุ่น หมายถึง มีรูปแบบการคิดท่ีอาจนาเสนอเรื่องราวเดียวกันในรูปแบบต่างๆ ท่ีไม่
ตายตัวหรือสามารถดัดแปลงความรู้หรือประสบการณ์ในเร่ืองต่างๆที่มีอยู่แล้วนามาเขียนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อ
ผูอ้ ่นื

- มีความคิดละเอียดลออ หมายถึง ในการคิดสามารถเก็บรายละเอียดของเรื่องต่างๆ อย่างมีขั้นตอน
สามารถอธิบายใหเ้ ห็นภาพไดอ้ ยา่ งชดั เจน สามารถจดั แตง่ ความคิดหลกั ให้นา่ สนใจยิง่ ขนึ้

เด็กปฐมวัย เด็กในวัยเริ่มแรกของชีวิต หรือท่ีเรียกว่า “เด็กปฐมวัย” คือ วัยต้ังแต่แรกเกิดจนถึง 8 ปี
จัดได้ว่าเป็นระยะท่ีสาคัญที่สุดของชีวิต ท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม บุคลิกภาพ โดยเฉพาะด้านสติปัญญา
จะเจรญิ มากท่สี ดุ ในช่วงน้ี และพัฒนาการใด ๆ ในวัยน้ีจะเป็นพ้ืนฐานท่ีมีความสาคัญต่อพัฒนาการในช่วงอื่น ๆ
ของชีวิตเปน็ อยา่ งมาก ดงั ทนี่ กั จติ วทิ ยาและนักการศึกษาไดก้ ล่าวถึงความสาคญั ของเด็กในวยั นดี้ ังนี้

ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud, 1949) นักจิตวิเคราะห์ได้ย้าให้เห็นว่า วัยเริ่มต้นของชีวิตมนุษย์
คือ ระยะ 5 ปีแรกของคนเรา ประสบการณ์ต่าง ๆ ท่ีได้รับในตอนต้น ๆ ของชีวิตจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนเรา
ตลอดจนถงึ วาระสุดทา้ ย เขาเช่ือว่าการอบรมเลีย้ งดูในระยะปฐมวัยนันจะมีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก
ในอนาคต

เบนจามิน เอส บลูม (Benjamin S. Bloom, 1964) ได้รายงานผลการวิจัยของเขาในหนังสือช่ือ
“ความม่ันคงและเปล่ียนแปลงในบุคลิกภาพของมนุษย์” (Stability and Change in Human
Characteristics) หนังสือเล่มน้ีได้ทาให้นักศึกษาหลาย ๆ ท่านท่ีมีข้อสงสัยในเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัยใน
ระยะเร่มิ แรกมีความเช่อื มั่นและเขา้ ใจวา่ เดก็ ตัง้ แต่แรกเกิดจนถงึ ขวบปแี รกจะพัฒนาร้อยละ 20 เมื่อมีอายุ 4 ปี
จะพัฒนาด้านสติปัญญาถึงร้อยละ 50 และจากช่วงอายุ 4 – 8 ปี จะพัฒนาเพิ่มข้ึนอีกร้อยละ 30 รวมเป็น 80
% และท่ีเหลืออีก 20 % จะอยู่ในช่วง 8 – 17 ปี ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าสติปัญญาของมนุษย์มากว่า 3 ใน 4 จะ
ได้รับการพัฒนาเมื่อเด็ก ซ่ึงถ้าหากว่าไม่ได้รับการพัฒนาในด้านสติปัญญาอย่างถูกต้อง ความสามารถในการ
เรียนรู้อาจจะถูกยับย้ัง บลูมยังพบอีกด้วยว่าส่ิวแวดล้อมมีส่วนสาคัญที่จะทาให้พัฒนาการของบุคคลชะงักงัน
หรือเพิ่มข้ึนได้ ซ่ึงแสดว่า สิ่งแวดล้อมมีผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กในระยะ 6 ปีแรกของชีวิต
มากกว่าในระยะอน่ื ๆ

อีริคสัน (Erikson, 1967) กล่าวว่า วัยทารกตอนปลายเป็นช่วงท่ีบุคคลเรียนรู้เจตคติของความม่ันใจ
หรอื ไม่ม่นั ใจ ซง่ึ ขน้ึ อย่กู บั การทพี่ อ่ แมใ่ ห้สิง่ ที่เด็กต้องการ สาหรับอาหาร การเอาใจใส่ และความรักอย่างช่ืนชม
เจตคติเหล่านี้ซ่ึงเด็กมีอยู่จะคงอยู่มากหรือตลอดชีวิตและสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจของคนท่ัวไปและ
สถานการณ์ของบคุ คลได้

โจ แอล ฟรอสท์ (Joe L. Frost, 1977) กล่าวว่า เด็กในช่วง 4 – 5 ปีแรกของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่
ความเจริญงอกงามทางด้านร่างกายและจติ ใจเกิดข้ึนอย่างรวดเร็วที่สุด นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกท่ีไวต่ออิทธิพล
ของส่ิงแวดลอ้ มภายนอก

อลิซาเบธ เฮอร์ล๊อค (Elizabeth Hurlock, 1959)กล่าวว่า วัยเด็กนับได้ว่าเป็นวัยแห่งวิกฤติการณ์ใน
การพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นระยะสร้างพื้นฐานของจิตใจในวัยผู้ใหญ่ต่อไป บุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่แม้จะมีความ

แตกต่างไปจากวัยเด็กมาเท่าใดก็ตาม แต่จะเป็นความแตกต่างท่ีถือกาเนินจากรากฐานในวัยเด็ก ซึ่งสอดคล้อง
กับริชาร์ด ซี สปินทอลล์ (Richard C. Spinthall, 1974) กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีแรกของมนุษย์เป็นช่วงวิกฤติ
ของชีวิต เป็นระยะที่สาคัญท่ีสุดในการวางรากฐานของบุคลิกภาพ ซึ่งการพัฒนาบุคลิกภาพนั้นเด็กจะต้องการ
เรยี นรเู้ พอ่ื เปลีย่ นแปลงและปรับปรุงพฤติกรรมท่ีตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ได้รับ โดยการตอบสนองน้ีมีผลมา
จากวุฒิภาวะทางร่างกาย สตปิ ัญญา และประสบการณท์ ไี่ ด้รับจากสภาพแวดลอ้ ม

จากความเห็นดังกล่าวพอสรุปได้ว่า ช่วงปฐมวัยเป็นช่วงท่ีสาคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ เพราะเป็นช่วงที่
พฒั นาการทกุ ดา้ นเจรญิ ข้ึนอย่างรวดเรว็ ท้งั ด้านร่างกาย อารมณ์ สงั คม และสตปิ ัญญา การพัฒนาเด็กในช่วงวัย
น้ีจะเป็นการวางพ้ืนฐานทางด้านจิตใจ อุปนิสัยและความสามารถ ซึ่งจะมีผลต่อไปในอนาคตของเด็กและของ
ชาตใิ นทส่ี ุด

ในท่ีน้ีหมายถึง เด็กปฐมวัยในระดับชั้นอนุบาล 2 จานวน 6 คน โรงเรียนโสตศึกษาเทพรัตน์ จังหวัด
ประจวบครี ขี นั ธ์

เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน คือ เด็กที่สูญเสียการได้ยิน ไม่สามารถรับฟังเสียงได้เหมือนเด็ก
ปกติท่วั ไป หรือเด็กที่ไมส่ ามารถได้ยนิ เสยี งได้เทียบเท่ากับบคุ คลท่ีมีความสามารถในการได้ยินปกติท่ีสามารถรับ
ฟงั เสยี งด้วยหทู ง้ั 2 ขา้ งต้ังแตร่ ะดับ 25 เดซิเบลขน้ึ ไป

ในท่ีน้ีหมายถึง เด็กท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยินในระดับช้ันอนุบาล 2 จานวน 6 คน โรงเรียนโสต
ศึกษาเทพรัตน์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่รวมกับเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญาและออทิสติกที่อยู่ในชั้นเรียน
เดยี วกนั

นิทาน ความหมายของนิทาน มหี น่วยงาน และนักวิชาการหลายท่าน ไดก้ ล่าวถงึ ความหมายของนิทาน
ไวไ้ ด้ ดงั น้ี

เกษลดา มานะจตุ ิและ อภญิ ญา มนญู ศิลป์ ได้ให้ความหมายของนิทานว่า หมายถึง เร่ืองเล่าต่อกัน มา
โดยใช้วาจาหรือเล่าโดยแสดงภาพประกอบ หรือการเล่าโดยวัสดุอุปกรณ์ ใช้ประเภทต่างๆประกอบก็ได้เช่น
หนังสือภาพ หุ่นหรือการใช้คนแสดงบทบาทลีลาเป็นไปตามเนื้อเรื่องของนิทานน้ันๆ แต่เดิมมานิทานถูกเล่าสู่
กันและกันด้วยปากสืบกันมาเพื่อ เป็นเคร่ืองบันเทิงใจในยามว่าง และเพื่อถ่ายทอดความเช่ือความศรัทธา
เลอ่ื มใสในส่ิงศักดส์ิ ิทธ์ทิ ่ีเป็นที่ยึดถือของคนแต่ละกล่มุ

วิไล มาศจรัส ได้กล่าวถึงความหมายของนิทานว่า นิทาน หมายถึง เรื่องท่ีเล่ากันมา เช่น นิทานอีสป
นิทานชาดก ในทางคติชนวิทยา ถือว่า นิทานเป็นเร่ืองเล่าสืบสานต่อๆ กันมา ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอย่า
งงหนง่ึ ในหลายอย่างของมนุษยเ์ ปน็ สิ่งที่มีความหมาย มีคุณค่าซึ่งนิทานน้ันจะมีท้ังนิทานเล่าปากเปล่า จดจากัน
มาแบบมุขปาฐะและนิทานท่ีมกี ารเขยี นการบันทกึ ไว้เป็นลายลกั ษณ์อักษร

ราชบณั ฑติ ยสถาน พุทธศักราช 2542 ได้ระบุความหมายของนิทานไว้ว่านิทาน หมายถึงเรื่องที่เล่ากัน
มา เช่น นทิ านชาดก นิทานอสี ป

เกริก ยุ้นพันธ์ ได้ให้ความหมายของนิทานไว้ว่าหมายถึง เร่ืองราวท่ีเล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ
เป็นการผูกเรอื่ งขนึ้ เพอื่ ใหผ้ ูฟ้ งั เกดิ ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และสอดแทรกคตสิ อนใจลงไป

ประคอง นิมมานเหมินทร์ ได้ให้ความหมายของนิทานว่า หมายถึง เร่ืองท่ีเล่ากันต่อๆ มาจากคนรุ่น
หนง่ึ สู่คนอีกรุ่นหนงึ่ โดยไม่ทราบวา่ ใครเป็นผู้แต่ง เช่น นิทานเรื่องสังข์ทองปลาบู่ทอง หรือโสนน้อยเรือนงาม มี
การเล่าสู่กันฟังจากปู่ย่าตายายของเรา พ่อแม่ของเรารวมท้ังตัวเราเอง ไปจนถึงลูกหลานเหลนโหลนของเรา
เปน็ ทอดๆ กันไปรนุ่ แล้วรุ่นเล่า บางครั้งก็แพร่กระจายจากท้องถิ่นหน่ึงไปสู่อีกท้องถ่ินหน่ึง เช่น นิทานเร่ืองสังข์
ทองอาจมีหลายสานวนแล้วแต่ความทรงจา ความเชื่อ อารมณ์ของผู้เล่าและวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นจาก
ความหมายของนิทานดังกล่าว

ในท่ีน้ีหมายถึง เรื่องเล่าจากครูและเพ่ือนที่เป็นตัวแทนเล่าเร่ืองในแต่ละวัน โดยนิทานจะเป็นเกี่ยวกับ
ตานานของอาเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบครี ขี นั ธ์ นิทานอสี ป นิทานพ้นื บ้าน เปน็ ตน้

การเล่านิทาน เป็นกิจกรรมที่จาเป็นอย่างย่ิงต่อการส่งเสริมภาษาของเด็กและขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง
ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในเด็กเล็กมาก ๆ เด็กต้องเรียนรู้ภาษาพูดก่อน และเมื่อมีความสามารถในภาษาพูด
พอสมควรแล้ว ความรู้ความเข้าใจในภาษาพูดก็จะเป็นฐานสาคัญให้สามารถเรียนรู้ภาษาเขียนหรือภาษา
หนงั สือต่อไป

ในที่น้ีหมายถงึ การเล่านิทานจากครูหรือเพื่อนนักเรียน มีการโต้ตอบกันโดยการถามคาถาม การแสดง
ละคร หรอื บทบาทสมมติ

6. แนวคดิ ทฤษฎี
ความคดิ สรา้ งสรรค์ หมายถงึ กระบวนการคิดของสมองซึง่ มคี วามสามารถในการคิดไดห้ ลากหลาย

และแปลกใหม่จากเดิม เปน็ ความสามารถทางสมองในการคิดหลายทิศทางจนนาไปสู่การคิดค้นและสร้าง
สิ่งประดิษฐท์ ่แี ปลกใหม่หรือรูปแบบความคิดใหม่

ความสามารถของเด็กปฐมวัยทมี่ ีความบกพรอ่ งทางการได้ยิน ในการคิดแตกต่างแปลกไปจากเดิม ด้วย
การผสมผสานจากการใช้ความรู้ ความเขา้ ใจ ความคดิ ในหลายๆ แงม่ มุ ดงั น้ี

- มคี วามคดิ รเิ ร่มิ หมายถงึ มีความคดิ ทแ่ี ปลกใหม่ ไมซ่ า้ กบั ใคร และแตกต่างจากความคิดธรรมดา
- มคี วามคดิ คลอ่ งแคล่ว หมายถึง ความคดิ ทเี่ กดิ ขึน้ เป็นความคิดท่ไี ม่ซา้ กนั ในเรอ่ื งเดียวกันในด้านต่างๆ
เช่น การเลอื กใช้ถอ้ ยคา การเชื่อมโยงความสมั พันธ์
- มีความยืดหยุ่น หมายถึง มีรูปแบบการคิดท่ีอาจนาเสนอเร่ืองราวเดียวกันในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่
ตายตัวหรือสามารถดัดแปลงความรู้หรือประสบการณ์ในเรื่องต่างๆท่ีมีอยู่แล้วนามาเขียนเพื่อเป็นประโยชน์ต่อ
ผู้อ่นื
- มีความคิดละเอียดลออ หมายถึง ในการคิดสามารถเก็บรายละเอียดของเรื่องต่างๆ อย่างมีขั้นตอน
สามารถอธบิ ายใหเ้ ห็นภาพไดอ้ ยา่ งชัดเจน สามารถจดั แต่งความคดิ หลกั ใหน้ ่าสนใจยง่ิ ขน้ึ
เด็กปฐมวัย เด็กในวัยเร่ิมแรกของชีวิต หรือท่ีเรียกว่า “เด็กปฐมวัย” คือ วัยตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 8 ปี
จัดได้ว่าเป็นระยะท่ีสาคัญที่สุดของชีวิต ท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม บุคลิกภาพ โดยเฉพาะด้านสติปัญญา
จะเจรญิ มากทสี่ ุดในชว่ งน้ี และพฒั นาการใด ๆ ในวัยน้ีจะเป็นพื้นฐานท่ีมีความสาคัญต่อพัฒนาการในช่วงอ่ืน ๆ
ของชีวิตเป็นอย่างมาก ดังท่ีนกั จิตวิทยาและนกั การศกึ ษาได้กล่าวถงึ ความสาคัญของเด็กในวยั นดี้ งั น้ี

ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud, 1949) นักจิตวิเคราะห์ได้ย้าให้เห็นว่า วัยเร่ิมต้นของชีวิตมนุษย์
คอื ระยะ 5 ปีแรกของคนเรา ประสบการณ์ต่าง ๆ ทีไ่ ด้รับในตอนต้น ๆ ของชีวิตจะมีอิทธิพลต่อชีวิตของคนเรา
ตลอดจนถึงวาระสดุ ทา้ ย เขาเชือ่ วา่ การอบรมเลย้ี งดใู นระยะปฐมวัยนันจะมีผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก
ในอนาคต

เบนจามิน เอส บลูม (Benjamin S. Bloom, 1964) ได้รายงานผลการวิจัยของเขาในหนังสือชื่อ
“ความม่ันคงและเปล่ียนแปลงในบุคลิกภาพของมนุษย์” (Stability and Change in Human
Characteristics) หนังสือเล่มน้ีได้ทาให้นักศึกษาหลาย ๆ ท่านท่ีมีข้อสงสัยในเรื่องการพัฒนาเด็กปฐมวัยใน
ระยะเรม่ิ แรกมคี วามเช่ือมั่นและเขา้ ใจว่า เดก็ ต้ังแต่แรกเกิดจนถึงขวบปีแรกจะพัฒนาร้อยละ 20 เม่ือมีอายุ 4 ปี
จะพัฒนาด้านสติปัญญาถึงร้อยละ 50 และจากช่วงอายุ 4 – 8 ปี จะพัฒนาเพิ่มข้ึนอีกร้อยละ 30 รวมเป็น 80
% และที่เหลืออีก 20 % จะอยู่ในช่วง 8 – 17 ปี ซ่ึงแสดงให้เห็นว่าสติปัญญาของมนุษย์มากว่า 3 ใน 4 จะ
ได้รับการพัฒนาเมื่อเด็ก ซึ่งถ้าหากว่าไม่ได้รับการพัฒนาในด้านสติปัญญาอย่างถูกต้อง ความสามารถในการ
เรียนรู้อาจจะถูกยับย้ัง บลูมยังพบอีกด้วยว่าสิ่วแวดล้อมมีส่วนสาคัญท่ีจะทาให้พัฒนาการของบุคคลชะงักงัน
หรือเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งแสดว่า สิ่งแวดล้อมมีผลต่อพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กในระยะ 6 ปีแรกของชีวิต
มากกวา่ ในระยะอ่นื ๆ

อีริคสัน (Erikson, 1967) กล่าวว่า วัยทารกตอนปลายเป็นช่วงท่ีบุคคลเรียนรู้เจตคติของความม่ันใจ
หรอื ไม่มนั่ ใจ ซึ่งขึ้นอยู่กบั การทีพ่ ่อแมใ่ หส้ ่ิงที่เด็กต้องการ สาหรับอาหาร การเอาใจใส่ และความรักอย่างช่ืนชม
เจตคติเหล่าน้ีซ่ึงเด็กมีอยู่จะคงอยู่มากหรือตลอดชีวิตและสามารถสร้างความรู้ความเข้าใจของคนทั่วไปและ
สถานการณ์ของบคุ คลได้

โจ แอล ฟรอสท์ (Joe L. Frost, 1977) กล่าวว่า เด็กในช่วง 4 – 5 ปีแรกของชีวิต เป็นช่วงเวลาที่
ความเจรญิ งอกงามทางด้านรา่ งกายและจติ ใจเกดิ ขึ้นอย่างรวดเร็วท่ีสุด นอกจากน้ียังมีความรู้สึกท่ีไวต่ออิทธิพล
ของสิ่งแวดลอ้ มภายนอก

อลิซาเบธ เฮอร์ล๊อค (Elizabeth Hurlock, 1959)กล่าวว่า วัยเด็กนับได้ว่าเป็นวัยแห่งวิกฤติการณ์ใน
การพัฒนาบุคลิกภาพ เป็นระยะสร้างพ้ืนฐานของจิตใจในวัยผู้ใหญ่ต่อไป บุคลิกภาพในวัยผู้ใหญ่แม้จะมีความ
แตกต่างไปจากวัยเด็กมาเท่าใดก็ตาม แต่จะเป็นความแตกต่างที่ถือกาเนินจากรากฐานในวัยเด็ก ซ่ึงสอดคล้อง
กับริชาร์ด ซี สปินทอลล์ (Richard C. Spinthall, 1974) กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีแรกของมนุษย์เป็นช่วงวิกฤติ
ของชีวิต เป็นระยะที่สาคัญที่สุดในการวางรากฐานของบุคลิกภาพ ซ่ึงการพัฒนาบุคลิกภาพน้ันเด็กจะต้องการ
เรยี นรูเ้ พ่ือเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ท่ีได้รับ โดยการตอบสนองน้ีมีผลมา
จากวฒุ ภิ าวะทางร่างกาย สตปิ ญั ญา และประสบการณท์ ่ีได้รบั จากสภาพแวดล้อม

จากความเห็นดังกล่าวพอสรุปได้ว่า ช่วงปฐมวัยเป็นช่วงท่ีสาคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ เพราะเป็นช่วงท่ี
พฒั นาการทุกด้านเจรญิ ข้นึ อย่างรวดเร็ว ทงั้ ด้านร่างกาย อารมณ์ สงั คม และสตปิ ัญญา การพฒั นาเด็กในช่วงวัย
นี้จะเป็นการวางพ้ืนฐานทางด้านจิตใจ อุปนิสัยและความสามารถ ซึ่งจะมีผลต่อไปในอนาคตของเด็กและของ
ชาตใิ นท่สี ุด

เด็กท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยิน คือ เด็กท่ีสูญเสียการได้ยิน ไม่สามารถรับฟังเสียงได้เหมือนเด็ก
ปกตทิ ว่ั ไป หรอื เดก็ ทไี่ ม่สามารถได้ยนิ เสยี งได้เทยี บเทา่ กบั บุคคลทีม่ ีความสามารถในการได้ยินปกติที่สามารถรับ
ฟงั เสยี งด้วยหูทัง้ 2 ข้างตงั้ แต่ระดับ 25 เดซเิ บลข้ึนไป

ความหมายและความสาคัญของนทิ าน
ความหมายของนิทาน มีหน่วยงาน และนักวิชาการหลายท่าน ได้กล่าวถึงความหมายของนิทานไว้ได้
ดังนี้
เกษลดา มานะจุติและ อภิญญา มนูญศิลป์ (2544 : 1) ได้ให้ความหมายของนิทานว่า หมายถึง เรื่อง
เล่าต่อกัน มาโดยใช้วาจาหรือเล่าโดยแสดงภาพประกอบ หรือการเล่าโดยวัสดุอุปกรณ์ ใช้ประเภทต่างๆ
ประกอบก็ได้เช่น หนังสือภาพ หุ่นหรือการใช้คนแสดงบทบาทลีลาเป็นไปตามเน้ือเร่ืองของนิทานน้ันๆ แต่เดิม
มานิทานถูกเล่าสู่กันและกันด้วยปากสืบกันมาเพื่อ เป็นเคร่ืองบันเทิงใจในยามว่าง และเพื่อถ่ายทอดความเช่ือ
ความศรัทธาเล่ือมใสในสิง่ ศักดิส์ ทิ ธ์ิที่เป็นท่ยี ดึ ถือของคนแต่ละกลมุ่
วิไล มาศจรัส (2545 : 12) ได้กล่าวถึงความหมายของนิทานว่า นิทาน หมายถึง เรื่องท่ีเล่ากันมา เช่น
นิทานอีสป นิทานชาดก ในทางคติชนวิทยา ถือว่า นิทานเป็นเรื่องเล่าสืบสานต่อๆ กันมา ถือเป็นมรดกทาง
วฒั นธรรมอย่างงหนง่ึ ในหลายอยา่ งของมนุษย์เป็นสิ่งที่มีความหมาย มีคุณค่าซ่ึงนิทานน้ันจะมีท้ังนิทานเล่าปาก
เปล่า จดจากัน มาแบบมุขปาฐะและนิทานท่ีมีการเขียนการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ราชบัณฑิตยสถาน
พุทธศกั ราช 2542(2546 : 588) ได้ระบคุ วามหมายของนิทานไว้ว่านิทาน หมายถึงเร่ืองที่เล่ากันมา เช่น นิทาน
ชาดก นทิ านอีสป
เกริก ยุ้นพันธ์(2547 : 8) ไดให้ความหมายของนิทานไว้ว่าหมายถึง เรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาต้ังแต่
สมัยโบราณ เป็นการผกู เร่ืองขึ้น เพอื่ ให้ผฟู้ งั เกิดความสนุกสนานเพลดิ เพลนิ และสอดแทรกคติสอนใจลงไป
ประคอง นมิ มานเหมินทร(์ 2550 : 9)ไดใ้ หค้ วามหมายของนิทานวา่ หมายถงึ เร่ืองที่เล่ากันต่อๆ มาจาก
คนรุน่ หน่ึงสคู่ นอกี รุน่ หน่ึงโดยไม่ทราบว่า ใครเป็นผู้แต่ง เช่น นิทานเร่ืองสังข์ทองปลาบู่ทอง หรือโสนน้อยเรือน
งาม มีการเล่าสู่กันฟังจากปู่ย่าตายายของเรา พ่อแม่ของเรารวมทั้งตัวเราเอง ไปจนถึงลูกหลานเหลนโหลนของ
เรา เป็นทอดๆ กนั ไปร่นุ แล้วรุน่ เล่า บางคร้ังก็แพร่กระจายจากท้องถ่ินหน่ึงไปสู่อีกท้องถ่ินหน่ึง เช่น นิทานเรื่อง
สงั ข์ทองอาจมหี ลายสานวนแล้วแตค่ วามทรงจา ความเชื่อ อารมณ์ของผู้เล่าและวัฒนธรรมในแต่ละท้องถ่ินจาก
ความหมายของนิทานดงั กลา่ ว
ความสาคัญของนทิ าน
นิทานเปน็ สงิ่ ท่ีสาคัญต่อชีวิตเด็ก ช่วยให้เด็กมีความสุขให้แง่คิดและคติสอนใจการจัดประสบการณ์ให้
เด็กโดยใช้นิทานเป็นสิ่งจา เป็นเพราะการเล่านิทาน สามารถใช้เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนาและเตรียมความ
พร้อมให้กับเดก็ ไดม้ นี กั วิชาการกล่าวถงึ ความสาคญั ของนทิ านไวห้ ลายท่านดงั ต่อไปน้ี
เกริก ยุ้นพนั ธ์ (2547 : 55 - 56)ได้กลา่ วถงึ ความสาคัญของการเล่านทิ าน ดังนี้
1. เด็กๆ หรือผฟู้ ังจะเกดิ ความรสู้ กึ อบอ่นุ และใกลช้ ิด เปน็ กันเองกับผเู้ ล่า
2. เด็กๆ หรอื ผู้ฟงั จะเกิดความรู้สกึ ร่วมในขณะฟัง ทา ใหเ้ ขาเกิดความเพลิดเพลินผ่อนคลายและสดชื่น
แจม่ ใส

3. เด็กๆ หรือผู้ฟังจะมีสมาธิหรือความต้ังใจท่ีมีระยะเวลานานขึ้นหรือยาวขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่าที่มี
ความสามารถในการตรึงให้ผฟู้ งั หรือกเด็กๆใจจดจ่ออยู่กับเรือ่ งราวท่ผี ู้เล่าเล่าเรอ่ื งทมี่ ขี นาดยาว

4. เด็กๆ หรือผู้ฟังจะถูกกล่อมเกลาด้วยนิทานท่ีมีเนื้อหาส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม ทาให้เด็กๆ
และผ้ฟู งั เข้าใจในความดีและความงามย่ิงขน้ึ

5. นทิ านจะทา ให้เด็กๆ หรือผู้ฟงั มคี วามละเอยี ดอ่อน รจู้ ักการรบั และการให้มองโลกในแงด่ ี
6. นิทานจะทาใหเ้ ด็กๆ หรือผ้ฟู ังใช้กระบวนการคดิ ในการพิจารณาแก้ปัญหาได้
7. นิทานสามารถสร้างความกล้าให้กับเด็กๆหรือผู้ฟังโดยการแสดงออกท่ีผ่านกระบวนการคิดที่มี
ประสทิ ธิภาพ
8. เดก็ ๆ ผูฟ้ งั จะไดค้ วามรูท้ ่ีเปน็ ประโยชน์และสามารถประยุกต์ใช้กบั ชวี ติ ประจาวนั ได้
9. นิทานชว่ ยสร้างเสรมิ จนิ ตนาการท่กี ว้างไกลไรข้ อบเขตใหก้ บั เด็กหรือผู้ฟัง
10. นิทานสามารถชว่ ยให้เด็กๆ และผู้ฟังได้รู้จักการใช้ภาษาที่ถูกต้อง การออกเสียง การกระดกล้ินตัว
ร เรอื และ ล สงิ ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งและเปน็ ธรรมชาติ
วเิ ชียร เกษประทมุ (2550 : 9-10)ได้กลา่ วถงึ ความสาคัญของนทิ านวามี่ คุณคา่ และมปี ระโยชน์ ดังน้ี
1.นทิ านให้ความสนุกสนานเพลดิ เพลนิ เป็นการผ่อนคลายความเครียดและช่วยให้เวลาผ่านไปอย่างไม่
นา่ เบ่ือหนา่ ย
2. นทิ านชว่ ยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวเด็กบางคนอาจมองผุ้ใหญ่ว่าเป็นบุคคลที่ข้ีบ่นชอบดุด่า
น่าเบ่ือหน่วยหรือน่าเกรงขาม แต่ถ้าผู้ใหญ่มีเวลาเล่านิทานให้เด็กฟังบ้าง นิทานที่สนุกๆ ก็จะช่วยให้เด็กอยาก
อยู่ใกล้ชดิ ผใู้ หญ่ความเกรงกลัวหรือเบอื่ หน่ายผ้ใู หญ่ลง17
3. นทิ านให้การศึกษาและเสริมสร้างจินตนาการ
4. นิทานให้ข้อคิดและคติเตือนใจ ช่วยปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ ที่สังคมพึงประสงค์ให้แก่ผู้ฟังเช่น ให้ซ่ือ
สัตวใ์ หเ้ ชื่อผูใ้ หญ่ ให้พดู จาไพเราะอ่อนหวาน ใหม้ ีความเอื้อเผ่ือเผอ่ื แผใ่ ห้ขยนั ขนั แข็ง เป็นตน้
5. นิทานช่วยสะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมในอดีตในหลายๆด้าน เช่น ลักษณะของสังคมวิถีชีวิตของ
ประชาชนในสังคมตลอดจนประเพณีค่านิยมและความเช่ือเป็นต้นสานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550 :
11-16) ได้ระบุถึงความสาคัญ ของนิทานว่านิทานเป็นสิ่งท่ีสาคัญ ต่อชีวิตท้ังและผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทาน
จะช่วยให้เด็กๆ มีความสุขสนุกหรรษาแล้ว ยังเป็นโลกแห่งจินตนาการท่ีสมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอสายใย
ความรกั ความฝัน สานสัมพนั ธ์อันอบอุ่น ความละมนุ ละไมในกลุ่มสมาชิกของครอบครัว อีกท้ังนิทานยังให้แง่คิด
คตสิ อนใจ และปรชั ญาชวี ิตอนั ลา ลกึ แกเ่ ดก็ นทิ านมคี วามสาคัญต่อพฒั นาการของเด็กดงั นี้
1. ช่วยพฒั นาเดก็ ทางด้านลักษณะชีวิต เด็กได้เรียนรู้ถึงลักษณะชีวิตที่ดีผ่านนิทานที่ปรารถนาให้เด็กมี
พฤติกรรมทด่ี เี ชน่ มคี ณุ ธรรมจริยธรรม มคี วามกล้าหาญ มคี วามยตุ ิธรรม
2. การพัฒนาเด็กด้านบุคลิกภาพ บุคลิกภาพเป็นองค์ประกอบที่มีอยู่มากในนิทานซึ่งเด็กจะได้รับรู้ถึง
บุคลิกภาพที่ดีที่จะช่วยให้อยู่ในสังคมได้อย่างดีเช่น ความเช่ือมั่นการรักษาตนความสุภาพอ่อนน้อม ความมี
มารยาททีด่ ีความเปน็ ผ้นู า
3. การพฒั นาเดก็ ด้านความรูแ้ ละสตปิ ัญญา

4. การพฒั นาเดก็ ในด้านทกั ษะและความสามารถ
5. การพัฒนาเด็กในด้านสุขภาพ นิทานเป็นกระบวนการหนึ่งท่ีกาหนดบทบาท ในด้านสุขภาพให้เกิด
แก่เด็ก เพราะเม่ือเด็ก ได้อ่านหรือ ฟังนิทานแล้วจะก่อให้เกิด การเรียนรู้ในการที่จะรักษาสุขภาพกายและ
สขุ ภาพจิตของตน
นอกจากนี้ บวรงามศิริอุดม (http://www.sk-hospital.com สืบค้นเม่ือวันที่10/05/2554) ได้
กลา่ วถงึ ความสาคญั ทไี่ ด้จากการเล่านทิ านวา่
1. ส่งเสริมพฒั นาการและการเรยี นรู้ของเดก็
2. ให้รจู้ ักคา เรียกช่ือสงิ่ ของตา่ งๆ จากรูปภาพในนิทาน
3. เปิดโอกาสให้เด็กไดแ้ สดงออก พัฒนาความคดิ จนิ ตนาการ
4. ให้ความรู้สึกทีด่ ีตอ่ เดก็
5. มีความตลกขบขันให้ความสนุกสนาน ช่วยแก้ปัญหาให้กับตัวเด็กเม่ือเปรียบเทียบ ตนเองกับตัว
ละคร18จาก
การเล่านิทาน เป็นกิจกรรมท่ีจาเป็นอย่างย่ิงต่อการส่งเสริมภาษาของเด็กและขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง
ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ในเด็กเล็กมาก ๆ เด็กต้องเรียนรู้ภาษาพูดก่อน และเม่ือมีความสามารถในภาษาพูด
พอสมควรแล้ว ความรู้ความเข้าใจในภาษาพูดก็จะเป็นฐานสาคัญให้สามารถเรียนรู้ภาษาเขียนหรือภาษา
หนงั สอื ต่อไป

7.วิธีดาเนินการวจิ ยั
7.1.ประชากรหรือกล่มุ ตัวอย่าง
ประชากรหรือกลุ่มตวั อย่างในการวิจัยในครงั้ น้ี คือ นกั เรยี นทีม่ ีความบกพร่องทางการได้ยิน โรงเรยี น

โสตศกึ ษาเทพรัตน์ ระดบั ช้ันอนบุ าล 2 จานวน 6 คน
7.2 เครื่องมือทใี่ ชว้ ิจัย
- หนงั สอื นิทาน
- ภาพประกอบการเลา่ นิทาน
- แผนการจัดประสบการณก์ ารเลา่ นิทาน
- แผนการจดั การศึกษาเฉพาะบคุ คล (IEP)
- แผนการจัดการเรียนรู้เฉพาะบคุ คล (IIP)
- แบบบนั ทกึ พฤติกรรมการตอบคาถามของเด็ก
- แบบทดสอบทางความคดิ สรา้ งสรรค์ (The Test for Creative Thinking-Drawing Production)

TCT-DP ของเจลเลนและเออรเ์ บน (Jrllen & Urban)
7.3วิธกี ารรวบรวมขอ้ มลู
ผู้วจิ ัยดาเนินการทดลองตามข้ันตอนดังนี้
1. สร้างความคุน้ เคยกบั เด็กซึง่ เป็นกล่มุ ทดลอง เปน็ ระยะเวลา 1 สัปดาห์

2. ทาการฝกึ การจดั กจิ กรรมแกผ่ ู้ชว่ ยผู้วจิ ยั เพ่อื ทาความเข้าใจถึงวตั ถุประสงคแ์ ละรปู แบบการจัด
กจิ กรรม และการบนั ทกึ พฤติกรรมเด็กในการตอบคาถาม เพ่ือให้การดาเนนิ กิจกรรมมคี วาม
สอดคลอ้ ง ใกล้เคยี งกนั มากท่ีสุด

3. ผูว้ จิ ยั ทาการทดสอบกอ่ นการทดลอง (Pre-test) โดยใชแ้ บบทดสอบความคดิ สรา้ งสรรค์
(The Test for Creative Thinking-Drawing Production) TCT-DP ของเจลเลนและเออร์เบน
(Jrllen & Urban) กับกลมุ่ ทดลองและกลมุ่ ควบคุม

4. ผวู้ จิ ัยดาเนนิ การทดลอง และมีผู้ชว่ ยผู้วจิ ัยทาหนา้ ที่ในการบนั ทกึ พฤตกิ รรมการตอบคาถามของ
เด็ก (มีการเล่านิทานทกุ วันจันทร์-ศุกร์ ชว่ งเวลา 08.30-09.00น. และชว่ งเวลา 12.30-13.00น.)

7.4 การวเิ คราะห์ข้อมลู
1. หาคา่ สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถ่ี คา่ เฉลี่ย
2. เปรยี บเทยี บคะแนนเฉลี่ยความคดิ สรา้ งสรรค์ก่อนการทดลอง (Pre-test)
3. เปรยี บเทยี บคะแนนเฉลยี่ ความคิดสรา้ งสรรค์หลงั การทดลอง (Post-test)

8.ผลการวิจัย

ผลก่อนการทดลอง (Pre-test)

นกั เรียนคนท่ี นิทานเรื่องที่ (คะแนน) 5 คะแนนเฉลีย่
1234

1 24.50 23 25 25 26 24.7

2 20.3 20 21.4 22 22 21.14

3 20 22 22 23 24 22.2

4 19 19 18 20 20 19.2

5 21 20 20 22 23 21.2

6 22 22 23 24 24 23

หมายเหตุ คะแนนเตม็ 30 คะแนน

ตารางท่ี 1 แสดงคะแนนผลก่อนการทดลอง(Pre-test)

ผลหลงั การทดลอง (Post-test)

นักเรียนคนท่ี 1 นิทานเร่ืองที่ (คะแนน) 5 คะแนนเฉลี่ย
234
1
2 26 26 25 27 28 26.4
3
4 22 22 23 25 25 23.4
5
6 23 23 24 24 25 23.8

24 24 26 26 28 25.6

22 23 23 25 26 23.8

25 25 27 27 28 26.4

หมายเหตุ คะแนนเต็ม 30 คะแนน
ตารางที่ 2 แสดงคะแนนผลผลหลังการทดลอง (Post-test)

9. สรุปผลการวจิ ัย

ตารางการเปรียบเทียบผลกอ่ น-หลงั การทดลอง

นกั เรียนคนที่ คะแนนเฉล่ีย คะแนนเฉลยี่ เพมิ่ /ลด
ก่อนทดลอง หลังทดลอง

1 24.7 26.4 เพม่ิ

2 21.14 23.4 เพม่ิ

3 22.2 23.8 เพิ่ม

4 19.2 25.6 เพม่ิ

5 21.2 23.8 เพิ่ม

6 23 26.4 เพมิ่

ตารางท่ี 3 แสดงการเปรียบเทียบผลก่อน-หลงั การทดลอง

จากตารางท่ี 3 จะเห็นไดว้ า่ คะแนนสูงสุดอยู่ท่ี 26.4 รองลงมาคือ 25.6 , 23.8 และ 23.4 ตามลาดบั
น่ันหมายถึง นักเรียนมคี วามคิดสร้างสรรค์เพ่มิ ข้นึ จากการเล่านิทาน และความคิดสรา้ งสรรค์ของเดก็ ปฐมวยั ใน
วัยไล่เลี่ยกันจะไม่แตกตา่ งกันมาก เพราะเปน็ วัยท่ตี ้องการรู้ ตอ้ งการลอง เป็นปกตนิ ิสัยสาหรบั เด็กวยั นีอ้ ยแู่ ลว้

30 26.4 25.6 26.4
24.7 23.8 23
25 23.4 23.8
21.14 22.2 21.2

20 19.2

15 ก่อน
หลงั
10

5

0

แผนภูมิแสดงการเปรยี บเทยี บผลกอ่ น-หลังการทดลอง

จากแผนภมู แิ สดงการเปรยี บเทยี บผลก่อน-หลงั การทดลอง จะเหน็ ไดว้ ่านักเรียนทงั้ 6 คน หรอื รอ้ ยละ
100 มคี วามคดิ สร้างสรรคเ์ พ่ิมข้นึ จากการเล่านทิ าน และความคิดสรา้ งสรรค์ของเด็กปฐมวัยในวัยไลเ่ ล่ียกนั จะ
ไมแ่ ตกต่างกันมาก เพราะเป็นวยั ท่ตี ้องการรู้ ต้องการลอง เปน็ ปกตนิ ิสยั สาหรับเดก็ วัยน้อี ยแู่ ล้ว

10.ข้อเสนอแนะ
จากผลการวิจัยจะเห็นได้ว่า เด็กปฐมวัยเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์จะมีการแสดงออกทางพฤติกรรม

ซง่ึ เราสามารถสงั เกตและสง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ ได้มพี ฒั นาการทางความคดิ ให้เป็นบุคคลท่ีสร้างสรรค์สังคมและตนเอง
ได้เป็นอย่างดี การสง่ เสรมิ ความคดิ สร้างสรรค์จะเป็นท่ีจะต้องเรียนรู้และฝึกฝนโดยเน้นกระบวนการ เทคนิควิธี
เป็นสาคัญ มากกว่าการเรียนรู้ท่ีตัวเนื้อหาสาระ เม่ือความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งดีท่ีแฝงเร้นภายในตัวตนของ
บุคคล การส่งเสริมและพัฒนาให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่เยาว์วัยจึงสามารถท่ีจะกระทาได้ โดยอาศัย
เทคนิควิธีการต่างๆ อย่างหลากหลาย มีความกระหายใคร่รู้อยู่เป็นนิจ กระตุ้นความคิดด้วยความอยากรู้
อยากเห็น ชอบสบื เสาะแสวงหา สารวจ ศึกษา คน้ คว้าและทดลอง ชอบซักถาม พูดคุยและต้ังคาถามที่แปลก ๆ
ช่างสงสัยและแปลกประหลาดใจในสิ่งที่พบเห็นอยู่เสมอ ช่างสังเกต จดจา และค้นพบส่ิงท่ีขาดหายไปได้อย่าง
ง่ายดายและรวดเร็ว ชอบแสดงออกมากกว่าเก็บกด ถ้าเกิดข้อสงสัยจะต้องรีบหาคาตอบโดยไม่ต้อรีรอ
มีอารมณ์ขันเสมอ สร้างความสุขในโลกส่วนตัวด้วยมุมมองท่ีแปลก มีสมาธิในสิ่งท่ีตนสนใจ พึงพอใจและ
สนุกสนานกับการใช้ความคิด สนใจสิ่งต่างๆ อย่างกว้างขวาง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง เปิดกว้างทาง
ความคิดเพื่อพิจารณา มคี วามเป็นตวั ของตวั เองสูง มคี วามเชื่อมั่นทางความคิดและการกระทา มีความสามารถ
ทางดา้ นการจินตนาการชอบคิดหาวิธกี ารท่หี ลากหลายเพ่ือให้แกป้ ัญหา

เอกสารอา้ งองิ
พชั รมณฑ์ ศภุ สุข(2558).การพัฒนาความคดิ สรา้ งสรรค์ในเดก็ ปฐมวยั โดยการเล่านิทานประกอบ
คาถามปลายปิดแบบมโี ครงสรา้ งควบคู่การเสริมแรงทางสงั คม.ปริญญานพิ นธ์,มหาวิทยาลยั
ศรีนครินวิโรฒ

ไพรสาณ ศรเี ชียงสา(2557).ความหมายและความสาคัญของนทิ าน.จาก
https://sites.google.com/site/phisan13bird/bthkhwam/khwam-hmay-laea-

khwam-sakhay-khxng-nithan

ศูนยร์ วมนิทาน(2559).นิทานคืออะไร.จาก http://obmko.com/fable-14.html

ทรงสดุ า ภ่สู วา่ ง.ความหมายและความสาคัญของเด็กปฐมวยั .จาก
http://www.human.cmu.ac.th/home/hc/ebook/006103/lesson3/01.htm


Click to View FlipBook Version