The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การเขียนเพื่อสื่อสาร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Ketwalee Nuammaipum, 2020-06-15 10:09:19

การเขียนเพื่อสื่อสาร

การเขียนเพื่อสื่อสาร

รายวิชา ท๓๓๑๐๑ ภาษาไทย ๕

การเขียนเพอ่ื สอื่ สาร

กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย

ภาษาไทย หลกั ภาษาและการใช้ภาษา

ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ ๖

รายวชิ า ท๓๓๑๐๑ ภาษาไทย ๕

การเขยี นเพื่อสอ่ื สาร

จดุดปปรระะสสงงคค์กาก์ ราเรียเรนียรนู้ รู้
๑. เขียนสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ได้ตรงตามวัตถุประสงค์

โดยใช้ภาษาเรียบเรียงถูกต้อง มีข้อมูลและสาระสาคัญ
ชดั เจนได้

กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย

ภาษาไทย หลกั ภาษาและการใชภ้ าษา

ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี ๖

การเขยี นเพอ่ื ส่ือสาร ๑

๑ การใชโ้ วหาร

การเขียน คือการเรียบเรียงเรื่องราว ความรู้ ประสบการณ์
ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นของผู้เขียนให้อยู่ในรูปแบบลายลักษณ์อักษร
เพอื่ ถา่ ยทอดและนาเสนอเร่ืองราวตา่ ง ๆ สผู่ ูอ้ า่ น

๑.๑ การเขยี นบรรยายโวหาร

บรรยายโวหาร หมายถงึ โวหารท่ีใชเ้ ล่าเรื่อง หรืออธิบายเรื่องราวต่าง ๆ อย่าง
ตรงไปตรงมาและชัดเจนสาหรับการใช้ภาษาในการนาเสนอจะไม่นาความรู้สึก
สว่ นตัวหรอื น้าเสียงของผเู้ ขียนเขา้ ไปเกยี่ วข้องหรอื อาจกล่าวได้ว่ามลี ักษณะคล้าย
กลอ้ งบนั ทึกภาพทีบ่ ันทึกผา่ นภาษาตามความเป็นจริง

โดยทั่วไปโวหารบรรยายมักใช้ในงานเขียนที่ต้องการนาเสนอข้อเท็จจริง สาระ
ทางวิชาการ หรือแนวทางปฏิบัติ เช่น ตาราวิชาการ งานเขียนด้านประวัติศาสตร์
หรือหากเป็นงานเขียน บันเทิงคดีมักใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ เรื่องราวให้ผู้อ่าน
สามารถทาความเข้าใจไดโ้ ดยง่าย

๑) แนวทางการเขียนบรรยาย
หลักส าคัญของการเขียนบรรยาย คือ การน าเสนอสาระอย่าง

ตรงไปตรงมา ดงั น้นั จึงควรนาเสนอแต่ประเด็นสาคัญให้ชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบาย
รายละเอียด เช่น การนาเสนอเฉพาะเหตุการณ์ สถานที่ วัตถุสิ่งของ ผู้เกี่ยวข้อง
ตามความจริงของแตล่ ะชว่ งเวลาซ่งึ อาจกาหนดเป็นแนวทางได้ ดงั น้ี

๑. เร่ืองท่ีจะเขยี นควรมีความชัดเจน แสดงข้อเทจ็ จริงอย่างถูกต้อง มีความ
ใกลเ้ คยี งกบั ความเปน็ จริงมากท่ีสุด

๒. วิธีเขียนต้องรวบรัด เขียนเฉพาะสาระสาคัญอย่างตรงไปตรงมา โดยมี
วิธกี ารจัดลาดับความคิดอยา่ งตอ่ เนื่อง

๓. ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ใช้คาน้อยแต่กินความมาก และเร้าความสนใจของ
ผ้อู ่านใหต้ ดิ ตามอ่านเรอ่ื งราวตงั้ แตต่ น้ จนจบ

การเขยี นเพอื่ ส่ือสาร ๒

๒) ตวั อย่างการเขียนบรรยายโวหาร

“สวัสดีบรัดเล่ย”์ เขาพดู เอง “สวสั ดที ุกคน” แลว้ เขาก็ตอบเอง เขาพูดกับ
ตุ๊กตาสัตว์ทั้งหลายที่มีอยู่ประมาณยี่สิบตัว มีสิงโตทองเหลืองที่เขาเก็บได้ใน
ถงั ขยะระหว่างเดนิ ทางไปโรงเรยี น ลาทาจากงาชา้ งทพ่ี อ่ แม่ของเขาซื้อมาฝากจาก
เมก็ ซโิ ก นกเคา้ แมวสองตัวที่เคยใช้ใส่เกลือกับพริกไทย ยูนิคอร์นเขาหักทาด้วย
แก้ว ครอบครัวสุนัขพนั ธ์ุคอ็ กเกอรส์ เปเนียลซ่ึงเกาะอยูร่ อบ ๆ ที่เขี่ยบุหรี่ แล้วก็
มแี ร็คคนู สุนัขจ้งิ จอก ช้าง จิงโจ้ และเศษของเล่นหัก ๆ ที่ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร
แต่ทุกตวั เปน็ เพือ่ นกัน และทกุ ตัวชอบบรดั เลย่ ์ด้วย

(บรดั เล่ย์ เด็กเกเรหลังห้องเรียน : ฤทัยรตั น์ จนั ทร์เพ็ญ [แปล] )

จากตัวอยา่ ง เป็นการเขียนบรรยายลักษณะการใช้ชีวิตของ “บรัดเล่ย์”
ซ่ึงผู้เขียนนาเสนอ ให้ผู้อ่านเข้าใจได้ว่าบรัดเลย์เป็นเด็กที่ค่อนข้างมีปัญหาใน
การเข้าสมาคมกับเด็กคนอื่น ๆ จึงใช้ชีวิตอยู่กับตุ๊กตาของเล่น มีบทสนทนา
โต้ตอบในลักษณะของการถามเองตอบเองกับตุ๊กตาสัตว์ โดย เนื้อความที่ใช้
โวหารบรรยายอยู่ที่วัตถุรูปสัตว์ที่เขาได้มาจากที่ต่าง ๆ เช่น สิงโตได้มาจาก
ถงั ขยะ ลาได้มาจากพ่อกับแม่ที่ซื้อมาฝาก นกเค้าแมวที่เคยเป็นที่ใส่เกลือกับ
พริกไทยมาก่อน นอกจากนี้ ผู้เขียนยังสร้างภาพให้วัตถุแต่ละชิ้น ชารุด
แตกหกั แต่สรปุ สดุ ทา้ ยว่าตุ๊กตาสัตว์เหลา่ นต้ี ่างก็ชอบ บรดั เล่ย์

การเขยี นเพอื่ สือ่ สาร ๓

๑.๒ การเขยี นพรรณนาโวหาร

พรรณนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มุ่งให้ความแจ่มแจ้ง ละเอียดลออ
เพื่อให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ซาบซึ้งเพลิดเพลินไปกับข้อความนั้น โดยการใช้การ
เล่นคา เล่นเสียง ใช้ภาพพจน์เพื่อสื่ออารมณ์ให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง
เกดิ อารมณ์คล้อยตาม และเกิดจนิ ตภาพในใจของผู้อ่านโดยหัวใจสาคัญคือการ
เลือกใช้ถ้อยคาที่สามารถก่อให้เกิดจินตภาพในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น
รูปร่าง ลกั ษณะ เสียง กลิ่น รส และสัมผัสทางกาย เป็นตน้

โดยทั่วไปพรรณนาโวหารมักใช้ในงานบันเทิงคดี วรรณคดีการ
แสดง วรรณคดียอพระเกียรติ เป็นต้น ด้วยการใช้ภาษาภาพพจน์
ถ่ายทอดอารมณ์สะเทือนใจของผู้แต่ง

๑) แนวทางการเขยี นพรรณนา
การเขียนพรรณนาที่ดีต้องใช้ภาษาที่ทาให้ผู้อ่านเห็นภาพ

ได้รับความซาบซึ้งประทับใจ สะเทือนอารมณ์ เกิดอารมณ์
ความรู้สึกคล้อยตามผู้เขยี นซง่ึ อาจกาหนดแนวทางได้ ดงั นี้

๑. เรือ่ งทจี่ ะเขียนอาจไมเ่ ครง่ ครดั ในเรอ่ื งของข้อเท็จจรงิ แต่
ต้องมคี วามสมจริง

๒. ผูเ้ ขียนใช้วิธีสร้างภาพให้ผู้อ่านมองเห็นและเกิดอารมณ์
ความร้สู ึกคล้อยตาม

๓. ผู้เขียนต้องเลือกถ้อยคาที่สามารถสื่อความหมาย
สือ่ ภาพ สื่ออารมณ์ได้อยา่ งชดั เจน มีความเหมาะสมกับเร่ืองราว

การเขียนเพอ่ื สื่อสาร ๔

๒) ตัวอยา่ งการเขยี นพรรณนาโวหาร

...อธิษฐานดังนี้แล้วจึงรับสรณคมน์ต่อพระอุปัชฌาย์ ขณะนั้น
แผ่นดินไหวทั่วทุกทิศเมืองสุโขทัย ครั้นผนวชแล้วเสด็จลงจากพระมหา
สุวรรณเหมปราสาททรงไม้เทา้ จรดจรดลด้วยพระบาทเสดจ็ พระราชดาเนิน
ไปป่ามะม่วง ขณะประดิษฐานฝ่าพระบาทลงยังพื้นธรณี ปฐพีก็หวั่นไหว
ใหญ่ยงิ่ ทั่วทิศทินสาธเข้าพรรษาวันนั้น จึงออกเสวยพระโชรส ขณะนั้นไม่
ควรเลยสรรพไมเ่ สบยเสพย์นานา อากาศดาษสุริยาเมฆา จันทรปราบต์กับ
ดาราฤกษ์ทง้ั ปวงยิง่ กว่าทุกวนั ดว้ ยฉะน้ี...

(ศิลาจารึกวดั ปา่ มะมว่ ง พ.ศ. ๑๘๙๐ : สมเดจ็ ฯ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ [แปล] )

จากตวั อยา่ งศิลาจารกึ วัดปา่ มะม่วงข้างต้น เนื้อความเดิมจารึกเป็นภาษา
เขมรและแปล เป็นภาษาไทยโดยสมเด็จฯ กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
กลา่ วความถงึ เมื่อครง้ั ท่ีพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พระยาลิไทย) เสด็จออกผนวช
ณ วัดป่ามะม่วง ข้อความดังกล่าวพรรณนาถึง พระบุญญาธิการของพระมหา-
ธรรมราชาที่ ๑ ว่าครั้งนั้นเกิดเหตุอันเป็นอัศจรรย์ไปทั่วทั้งแผ่นดิน และเบื้อง
บนอากาศ ซึ่งการพรรณนาความดังกล่าวเป็นการแสดงนัยคล้ายองค์
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อครั้งทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ทั้งนี้เพื่อแสดงคู่
เทียบระหว่างพระมหาธรรมราชาที่ ๑ ว่ามี บุญญาธิการเสมอองค์สมเด็จ-
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันย่อมเป็นการแสดงซึ่งความชอบธรรม และ สิทธิธรรม
ในการท่พี ระองค์จะครองสโุ ขทัย และรวบรวมแควน้ ตา่ ง ๆ ให้กลับมาขึ้นตรงต่อ
สโุ ขทยั อีกคร้งั

การเขียนเพื่อสอื่ สาร ๕

๑.๓ การเขยี นเทศนาโวหาร

เทศนาโวหาร หมายถึง โวหารที่มีจุดหมายแสดงความแจ่มแจ้งเพื่อให้
ผู้อ่านคล้อยตามหรืออาจกล่าวได้ว่ามุ่งชักจูงให้ผู้อ่านคิดเห็นหรือคล้อยตาม
ความคดิ เห็นของผูเ้ ขยี น อาจเป็นการชี้แนะ เสนอทรรศนะ หรือข้อสังเกตต่อเรื่อง
ใดเรื่องหนึ่ง โดยผู้เขียนอาจนาโวหารประเภทอื่น เช่น บรรยาย หรือพรรณนา
โวหารมาประกอบเพื่อให้ผู้อ่านคล้อยตามวัตถุประสงค์ของผู้เขียน ผู้เขียน
จาเป็นตอ้ งมีความเข้าใจประเดน็ ท่ตี ้องการนาเสนออยา่ งชดั เจน จึงจะทาให้สารที่
ส่งออกไปบรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งโวหารประเภทนี้ นิยมใช้ในงานเขียนที่ตอ้ งการ
เสนอหลกั ธรรม หลกั จริยธรรมโอวาท เป็นตน้

๑) แนวทางการเขียนเทศนาโวหาร
การเขียนเทศนาโวหารที่ดีต้องใช้ภาษาเพื่อชักจูงผู้อ่านไปใน

ทิศทางที่ดี ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเขียนเทศนาโวหาร
อาจกาหนดแนวทางได้ ดังน้ี

๑. เรื่องที่จะเขียนควรมีความชัดเจน สามารถอธิบายและหา
เหตผุ ลมาประกอบการเขยี นได้

๒. วิธเี ขียนชดั เจน รู้จักใช้เหตุผล ใช้หลักฐานอ้างอิงประกอบ
เพื่อให้เนื้อหามีน้าหนักน่าเชื่อถือ และมีการจัดลาดับการแสดง
เหตุผลอยา่ งเหมาะสม

๓. ภาษาเข้าใจง่าย กระชับ มีน้าหนัก แจ่มแจ้ง ชัดเจน และ
เรา้ ความสนใจของผอู้ า่ น

๔. ในการเขียนเทศนาโวหารใหไ้ ด้ตรงตามจดุ มุ่งหมาย ผู้เขียน
ตอ้ งใชโ้ วหารชนดิ อื่น เชน่ บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร บางครั้ง
อาจใช้สาธกโวหารและอุปมาโวหารรว่ มด้วย

การเขียนเพ่อื สื่อสาร ๖

๒) ตัวอยา่ งการเขียนเทศนาโวหาร

...พระธรรมที่ทรงประกาศคือ ธรรมอันให้เห็นแจ้งความจริงอย่างยิ่งสี่ประการ ส่ี
ประการนั้นคืออะไร? ได้แก่ ความจริงอย่างยิ่งเป็นทุกข์ ความจริงอย่างยิ่งคือเหตุของ
ทกุ ข์ ความจรงิ อยา่ งยิ่งคอื การดบั ทกุ ข์ทง้ั ส้ิน และความจริงอย่างยง่ิ คือทางทไ่ี ปถึงความ
ดบั ทกุ ข์ท้งั สนิ้ ดูก่อนภราดา ความจรงิ อยา่ งยง่ิ คอื ทกุ ขน์ ้ันอยา่ งไร? ได้แก่ ความเกิดมาน้ี
เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความอาลัย ความคร่าครวญความทนลาบาก ความเสียใจ
และความคบั ใจ ลว้ นเป็นทกุ ข์ ความพลัดพรากจากสง่ิ ทรี่ ักเปน็ ทุกข์ความประจวบกับสิ่ง
ทไ่ี มร่ กั เปน็ ทุกข์ ความที่ไม่ได้สมประสงค์เป็นทุกข์ รวมความบรรดาลักษณะต่างๆเพื่อ
ยดึ ถือผูกพนั ย่อมนาทุกขม์ าใหท้ ้ังนัน้ ดูกอ่ นภราดา นี่แหละความจริงอย่างยิ่งคือ ทกุ ข์...

(กามนิตวาสฏิ ฐี : เสฐียรโกเศศ นาคะประทปี [แปล] )

จากตัวอย่าง ผู้เขียนใช้บรรยายโวหารเป็นแกนหลักเพื่อสอดแทรกหลักธรรม
“อริยสจั ๔” คือ พระธรรมที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และเผยแผ่แก่โลก
ด้วยเทศนาโวหาร โดย ผู้เขียนจัดลาดับการนาเสนอ และอธิบายเป็นขั้นตอนในลักษณะ
คาถาม คาตอบ และอธบิ าย ขยายความแตล่ ะประเดน็ ดังนี้

๑. พระธรรมท่ปี ระกาศ คอื ธรรมอนั ใหเ้ หน็ แจง้ ความจริงอยา่ งยิง่ สปี่ ระการ (อริยสัจ ๔)

๒. อริยสจั ๔ คอื
• ความจริงอยา่ งย่ิงเป็นทกุ ข์ (ทุกข์)
• ความจรงิ อยา่ งยิ่งคอื เหตุของทุกข์ (สมุทยั )
• ความจริงอยา่ งย่งิ คอื การดับทกุ ขท์ งั้ สน้ิ (นิโรธ)
• ความจรงิ อย่างย่ิงคือทางทไ่ี ปถึงความดับทุกข์ทง้ั สน้ิ (มรรค)

๓. ความจรงิ อยา่ งยิง่ เปน็ ทกุ ข์ คือ
• ความเกิด • ความตาย • ความท่ไี มไ่ ด้สมประสงค์
• ความประจวบกับสิ่งทีไ่ มร่ กั • ความพลดั พรากจากสิ่งทร่ี ัก
• ความครา่ ครวญ ความทนลาบาก ความอาลยั ความเสยี ใจและความคับใจ

การเขยี นเพื่อสอ่ื สาร ๗

๑.๔ การเขียนอปุ มาโวหาร

อุปมาโวหาร หมายถึง โวหารเปรียบเทียบ โดยยกตัวอย่างสิ่งที่
คล้ายคลึงกันมาเปรียบเพื่อให้เกิดความชัดเจนด้านความหมาย ด้านภาพ
และเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากยิ่งขึ้น อุปมาโวหารใช้เป็นโวหารเสริม
บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร เพื่อให้ชัดเจนน่าอ่าน
โดยอาจเปรยี บเทียบอย่างสั้น ๆ หรือเปรียบเทียบอย่างละเอียดก็ได้ ทั้งน้ี
ข้นึ อยกู่ บั อุปมาโวหารนนั้ จะนาไปเสริมโวหารประเภทใด

แนวทางการเขียนอปุ มาโวหาร การเขยี นอุปมาท่ดี มี ีแนวทาง ดังนี้

๑. เปรียบเทยี บสง่ิ ทเ่ี หมือนกนั สองส่งิ มกั มีคาว่า เหมือน ดจุ
คลา้ ย เปรียบอยา่ งดัง เชอ่ื มคาหรือความให้สอดคล้องกัน เชน่

สายสมรนอนเถิดพ่ีจะกล่อม เจ้างามจรงิ พร้ิงพรอ้ มดังเลขา

นวลละอองผอ่ งพกั ตร์โสภา ดังจันทราทรงกลดหมดมลทิน

งามเนตรดงั เนตรมฤคมาศ งามขนงวงวาดดงั คันศิลป์

อรชรอ้อนแอ้นดงั กนิ ริน หวงั ถวลิ ไม่เวน้ วาย เอย ฯ

(บทละครเรือ่ งอิเหนา : พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหล้านภาลยั )

การเขยี นเพ่ือส่อื สาร ๘

๒. เปรยี บเทียบโดยการโยงความคดิ จากส่งิ หนึ่งไปยงั ส่ิงหน่งึ
เปน็ การเปรียบโดยนัยต้องอาศยั การตคี วามประกอบ เชน่

นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพี่แนบนวลสมรจนิ ตะหรา

จากพรากจบั จากจานรรจา เหมอื นจากนางสการะวาตี

แขกเต้าจบั เตา่ ร้างร้อง เหมือนร้างท้องมาหยารัศมี

นกแก้วจบั แกว้ พาที เหมือนแก้วพที่ ้งั สามส่ังความมา

ตระเวนไพรรอ่ นรอ้ งตระเวนไพร เหมอื นเวรใดใหน้ ิราศเสนห่ า

เคา้ โมงจบั โมงอยู่เอกา เหมือนพี่นบั โมงมาเมือ่ ไกลนาง

คบั แคจับแคสันโดษเดย่ี ว เหมือนเปล่าเปลย่ี วคับใจในไพรกว้าง

ชมวิหคนกไมไ้ ปตามทาง คะนงึ นางพลางรีบโยธีฯ

(บทละครเรือ่ งอิเหนา : พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย)

๓. เปรยี บเทยี บโดยการซ้าคา เชน่

แมจ่ ะมารักดงน่หี รือกวา่ เหย้า แมจ่ ะมารกั เหานห่ี รือกว่าผม
จะมารกั ลมนี่หรือกว่าน้า จะมารักถ้านีห่ รอื กว่าเรือน
จะมารักเดือนนห่ี รือกวา่ ตะวนั เออนี่แม่จะมารกั ออเจา้ นนั้ ยิง่ กวา่ ตวั เลา่

(เทศนม์ หาชาติ กณั ฑช์ ชู ก)

๔. เปรยี บเทยี บโดยการยกตวั อยา่ งประกอบ เชน่ พระราชา ๑
หญิง ๑ ไมเ้ ล้อื ย ๑ ย่อมรกั ผ้คู นและสิง่ ที่อยู่ใกล้ ๆ

การเขียนเพื่อสอ่ื สาร ๙

๑.๕ การเขียนสาธกโวหาร

สาธกโวหาร หมายถึง โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจน ยกตัวอย่างเพื่อ
อธิบายให้แจ่มแจ้งหรือสนับสนุนความคิดเห็นที่เสนอให้น่าเชื่อถือ สาธก
โวหารเปน็ โวหารเสรมิ บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร

๑) แนวทางการเขยี นสาธกโวหาร
๑. เรื่องที่ยกมาเป็นตัวอย่างประกอบต้องเป็นเหตุเป็นผลกับ

เนือ้ หาไม่ขดั แย้งกัน
๒. ภาษาที่ใช้ต้องมีความชัดเจนและเข้าใจง่ายและรวมถึง

เลือกใช้โวหารอื่นประกอบให้สอดคลอ้ งเหมาะสมกบั เน้ือหา

การเขยี นเพื่อสือ่ สาร ๑๐

๒) ตวั อย่างการเขียนสาธกโวหาร

สงั คมจะอยู่ร่มเย็นเป็นสุข หรือทุกข์เดือดร้อนก็ด้วยอาศัยครอบครัวแต่ละ
ครอบครวั ในสังคมนน้ั เป็นเคร่ืองบ่งชี้ เพราะครอบครัว คือ หน่วยเล็กเล็กที่สุดเป็น
แกนเป็นแก่น เมื่อนาแต่ละหน่วยมาประกอบเข้าด้วยกัน จึงมีสังคมเป็นหมู่บ้าน
ตาบล อาเภอ ประเทศชาติข้ึนได้การพัฒนาประเทศหรือคณุ ภาพชีวิตจะบรรลุไม่ได้
หากไม่เริ่มเจาะลึกลงไปที่คุณภาพของครอบครัวแต่ละครอบครัวสวัสดิภาพของ
ครอบครัวข้ึนอย่กู ับความซือ่ สตั ย์ไว้วางใจซึ่งกันและกัน เคารพในสิทธิเสรีภาพของ
กันและกันตามควร เพราะต่างคนต่างมาจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน จริตนิสัยไม่
เหมือนกนั อาจเปรยี บได้กบั นทิ านเรอ่ื งกบกบั หนู

ครั้งหนง่ึ มีกบกบั หนูเป็นเพื่อนรักกันมาก จนสาบานต่อกันว่าถ้าใครประสบ
อนั ตรายหรอื อะไร อกี ฝา่ ยยอมตายแทนได้ และเพื่อพิสูจน์ความเป็นเพื่อนร่วมเป็น
รว่ มตาย ทั้งคู่ก็ตกลงปลงใจผูกขาข้างหนึ่งของตนเข้าด้วยกัน เพื่อไปไหนจะได้ไม่มี
ทางพลัดพรากจากกันแมใ้ นยามนอนวันหนึ่งทั้งคู่เดินผ่านมาถึงสระใหญ่ น้าในสระ
ใส นา่ แหวกวา่ ย กบลมื ไปว่าขาข้างหนึ่งของตัวผูกติดอยู่กับหนู ก็กระโดดลงไปดา
ผุดดาว่ายด้วยความเบิกบานสาราญใจ หนูซึ่งว่ายน้าไม่เป็นพยายามร้องเรียกกบ
เทา่ ไหรๆ่ กไ็ มไ่ ดผ้ ล เพราะกบไม่ไดย้ ิน ผลทส่ี ุด หนกู ็สาลักน้าจนขาดใจตาย บังเอิญ
เหยี่ยวตัวหนึ่งบินผ่านมาเห็นซากหนูผลุบ ๆ โผล่ ๆ อยู่ที่ผิวน้า ก็โฉบลงมาคาบ
ข้ึนไป กบที่ยังดาผุดดาวา่ ยอยกู่ ็พลอยตดิ ข้ึนไปด้วย เลยเปน็ เหยื่อแก่เหยี่ยวไปสามี
ภรรยากเ็ ปรยี บได้กบั กบและหนู ต่างฝ่ายต่างมชี ีวติ จติ ใจและเอกลกั ษณ์ของตนเมื่อ
มาอยู่รว่ มกันก็ควรประพฤติตนดจุ ไม้สองต้นที่ขึ้นเคียงกัน แต่มีร่มเงาของตน ถ้อย
ทีถอ้ ยอาศัยเกือ้ หนุนจุนเจอื อาทรตอ่ กนั ไมใ่ ชฝ่ า่ ยใดฝ่ายหน่ึงดึงดันเอาแต่ใจตนเอง
บีบบงั คบั ใหอ้ กี ฝา่ ยตอ้ งผอ่ นปรนโอนออ่ นตาม จนไม่เหลือความเปน็ ตวั ของตวั

(ครอบครวั น้ันสาคญั ไฉน : อมรา มลิลา)

การเขียนเพื่อสอื่ สาร ๑๑

จากตัวอย่างข้างต้น ผู้เขียนนาเสนอให้เห็นความสาคัญของ
ครอบครัวที่จะต้องใช้ชีวิต อยู่ร่วมกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ต้องรู้จัก
การโอนอ่อนและเข้าใจในธรรมชาติของอีกฝ่ายหนึ่งจึงจะใช้ชีวิตอยู่
ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ซึ่งผู้เขียนได้อธิบายด้วยวิธีการยกตัวอย่าง
ประกอบ ซึ่งในที่นี้คือ นิทานเรื่อง “กบกับหนู” จึงทาให้ผู้อ่านเข้าใจ
เรื่องที่ผู้เขียนอธิบายมากขึ้น มองเห็นความต่างของบุคคล จากนั้น
ผเู้ ขยี นจึงได้เขยี นสรปุ เพือ่ อธบิ ายความเข้าใจอกี คร้ังหนึ่ง ซึ่งตัวอย่างท่ี
นามาแสดงนี้ สามารถนาไปปรับใช้กับชีวิตประจาวันได้ ไม่เฉพาะว่า
จะต้องเป็นคู่สามี-ภรรยา เพราะการคบมิตร ก็จาเป็นต้องยึดหลัก
ดังกลา่ ว ต้องให้เพือ่ นไดเ้ ปน็ ตวั ของตัวเอง การเข้าใจในธรรมชาติหรือ
ตวั ตนของเพอ่ื นนับเปน็ หนา้ ทีป่ ระการหนึง่ ของผ้ทู เี่ ปน็ กลั ยาณมิตร

กลวธิ ีในการเขยี นเพ่อื สอื่ สาร แบง่ เปน็ ๒ ประเภท คอื รอ้ ยแก้ว
และรอ้ ยกรอง ซึ่งจะมี กลวิธีการใช้ภาษาสื่อสารที่แตกต่างกันออกไป
ตามจุดมุ่งหมายของผู้เขียน นอกจากการเขียนสื่อสาร โดยใช้โวหาร
ได้แก่ บรรยาย พรรณนา เทศนา อุปมา และสาธกแล้ว ยังมีกลวิธีการ
เขยี นเพอ่ื สอ่ื สาร ท่ีเรียกวา่ โวหารภาพพจน์

การเขียนเพอ่ื สื่อสาร ๑๒

๒ โวหารภาพพจน์

กลวิธีการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย จากผู้เขียนไปยังผู้อ่านมี
หลายวิธี ซึ่งการเขียนโดยใชโ้ วหารภาพพจน์นับเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างภาพ
ในใจให้เกิดกับผู้อ่าน สามารถโน้มน้าวจิตใจ และอารมณ์ความรู้สึกของ
ให้มตี ่องานเขยี นได้

ภาพพจน์ หมายถึง กลวิธีการเรียบเรียงถ้อยคาในลักษณะต่าง ๆ ที่
ผเู้ ขยี นใชเ้ พ่ือสรา้ งจนิ ตภาพหรอื ทาใหผ้ ู้อา่ นเกิดความประทบั ใจ เข้าใจลึกซึ้ง
และเกิดอารมณ์สะเทอื นใจมากกวา่ ถ้อยคาทกี่ ล่าวอย่างตรงไปตรงมา ดังน้ี

๑. อปุ มา (Simile)

อุปมา คือ การนาสิ่งที่มีลักษณะเด่นร่วมกัน ๒ สิ่ง ต่างประเภทกัน
มาเปรียบเทียบกัน โดยใชค้ าเช่อื มแสดงความเปรยี บเทียบไว้อย่างชัดเจน เช่น
เหมือน เสมือน ดุจดัง ดังหนึ่ง ดั่ง ราว คล้าย เทียบ เปรียบ ปาน เป็นต้น
โดยมากมักใช้เพอ่ื อธบิ ายส่ิงที่เป็นนามธรรมให้เห็นเป็นรูปธรรม

พระกรรณเทียบเปรียบกลบี บษุ บง นาสกิ ทรงวงขอวเิ ชียรฉาย

ดาเนนิ เดินทอดระทวยกาย กรกรายคล้ายงวงเอราวัณ

(บทละครเรอื่ งพระลอนรลักษณ์ : สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ)

การเขียนเพือ่ สอ่ื สาร ๑๓

๒. อุปลักษณ์ (Metaphor)

อุปลักษณ์ คือ การนาของ ๒ สิ่งที่มีคุณสมบัติร่วมกันบาง
ประการมาเปรียบเทียบกัน โดยเปรียบสิ่งหนึ่ง เป็นอีกสิ่งหนึ่งโดยตรง
จะปรากฏคาว่า คือ เป็น

คือนา้ ผ้งึ คือนา้ ตาคือยาพิษ คอื หยาดนา้ อมฤตอนั ช่ืนชุ่ม

คอื เกสรดอกไม้คือไฟรุม คือความกลุม้ คอื ฝัน...นนั่ แหละรัก

(ไฟรัก ไฟลา ไฟชัง : รยงค์ เวนุรกั ษ์)

๓. บคุ คลวตั (Personification)

บุคคลวตั หรอื บคุ ลาธิษฐาน คอื การสมมติสตั ว์หรือสิ่งไม่มีชีวิต
ใหม้ ีสติปญั ญา ความคดิ หรอื แสดงอากัปกิรยิ า อารมณ์เหมอื นมนษุ ย์

นางแยม้ เหมอื นแม่แย้ม ยวนสมร
ใบโบกกลกวกั อร เรยี กไท้
ชอ้ งนางคล่สี าหรา่ ยขจร โบกเรียกพระฤๅ
เชิญราชชมไม้ไหล้ ก่งิ กม้ ถวายกร

(ลิลติ พระลอ)

การเขยี นเพอ่ื ส่ือสาร ๑๔

๔. นามนยั (Metonymy)

นามนัย คอื การนาคาหรือวลที ่ีบง่ บอกลกั ษณะ คณุ สมบตั ิของสิ่งใด
สิ่งหนึ่ง มากลา่ วแทนสง่ิ น้ันท้งั หมด

เมฆหมอก แทน อปุ สรรค
ตราชู แทน ความยุตธิ รรม

๕. อติพจน์ (Hyperbole)

อติพจน์ คือ การกลา่ วขอ้ ความทีเ่ กินความเป็นจรงิ เพ่ือแสดงการ
เน้นย้ากริ ยิ าอาการ ความร้สู ึก ม่งุ ผลทางดา้ นจติ ใจมากกวา่ ขอ้ เท็จจริง

เรยี มร่าชลเนตรถว้ ม ถงึ พรหม
พาหมู่สตั วจ์ อ่ มจม ชีพมว้ ย
พระสุเมรุเปอื่ ยเปน็ ตม ทบทา่ ว ลงแฮ
อกนิษฐม์ หาพรหมฉว้ ย พ่ีไวจ้ ึงคงฯ

(โคลงเบ็ดเตลด็ ตานานศรปี ราชญ์)

การเขียนเพื่อส่อื สาร ๑๕

๖. สทั พจน์ (Onomatopoeia)

สัทพจน์ คือ การใช้คาเลียนเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงสัตว์ เสียงดนตรี
เพ่อื ให้เกิดภาพขนึ้ ภายในใจของผอู้ ่าน สร้างบรรยากาศทเ่ี หมือนจรงิ

แอดออดออดแอดแอดออด ไผ่สอดพลอดซอพ้อส่ง

(บนพรมใบไผ่ : เนาวรตั น์ พงษ์ไพบูลย์)

๗. สญั ลักษณ์ (Symbol)

สญั ลักษณ์ คือการนาคาคาหนึ่งมากล่าวแทนความหมายของคาอีกคาหนึ่ง
โดยถอื วา่ คาทีน่ ามาใช้แทนกนั ไดน้ ั้นต้องเปน็ ทร่ี จู้ ักและเขา้ ใจกันทั่วไป

ดอกไม้ แทน ผหู้ ญงิ
แมลงภู่ ผ้ึง แทน ผ้ชู าย
สขี าว แทน ความสะอาด บรสิ ทุ ธิ์
นกพริ าบ แทน เสรภี าพ สนั ติภาพ

๘. ปฏพิ ากย์ (Paradox)

ปฏิพากย์ คือการใช้ถ้อยคาที่มีความหมายตรงกันข้ามหรือขัดแย้งกันมา
กล่าว อย่างกลมกลนื กันเพือ่ เพมิ่ ความหมายใหม้ ีนา้ หนักมากย่งิ ขนึ้

บาปบริสทุ ธิ์ สวยเป็นบ้า สวยอยา่ งร้ายกาจ
สวรรค์บนดนิ ยง่ิ รีบย่งิ ช้า แพเ้ ปน็ พระ ชนะเปน็ มาร

การเขียนเพือ่ สอ่ื สาร ๑๖

๓ การเขียนโครงการและรายงานโครงการ

โครงการเป็นส่วนหนึ่งในความสาเร็จขององค์กร ถ้าหน่วยงานใดให้
ความสาคัญแก่โครงการ จัดทาโครงการที่มีคุณภาพและพัฒนางานไปตามโครงการ
หลังจากปฏิบัติงานก็มีการรายงานผลให้ทราบถึงความสาเร็จหรือความล้มเหลวของ
โครงการ ชใี้ ห้เห็นปัญหาและอุปสรรคในการดาเนินการ เพื่อหาทางแก้ไขปรับปรุงใน
การดาเนินการครั้งต่อไปหรือยุติโครงการเมื่อเห็นว่าไม่เกิดประโยชน์ไม่สมควรจะให้
เปน็ โครงการตอ่ เน่อื ง การจัดทาโครงการและรายงานโครงการก็จะมีประสิทธิภาพช่วย
ให้หนว่ ยงานประสบความสาเร็จมคี วามเจรญิ ก้าวหน้าได้

๓.๑ การเขยี นโครงการ

โครงการ คือ การเขียนเพื่อนาเสนอแผนงานที่เรียบเรียงตามลาดับขั้นตอน
ให้เหน็ เค้าโครงการปฏิบตั ิงานอยา่ งเป็นระบบ เพื่อนาไปปฏิบัติให้บรรลุผลตามแผน
และตามความม่งุ หมายที่กาหนดโครงการมคี วามสาคญั ดงั นี้

๑. เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ โครงการจะช่วย
ทาให้มองเห็นขอบเขตและทิศทางในการพัฒนางาน สามารถติดตามผลและ
ประเมนิ ผลความสาเร็จไดอ้ ย่างเปน็ ระบบ

๒. เป็นส่วนหนึ่งในระบบบริหารจัดการในหน่วยงาน หน่วยงานที่ประสบ
ความสาเร็จจะต้องมีการวางแผน และกาหนดแผนงานที่ชัดเจนให้ทุกคน ทุกฝ่าย
สามารถปฏิบตั ิงานตามแผนงานจนบรรลวุ ัตถปุ ระสงค์ได้

๓. เป็นส่วนหนึ่งในการทาให้เกิดงานในลักษณะพิเศษของหน่วยงานหรือ
องค์กรต่าง ๆ เพราะโครงการไม่ใช่งานที่ปฏิบัติประจา เมื่อมีการปฏิบัติงานตาม
โครงการในหน่วยงานจึงมีการเคลื่อนไหว มีความร่วมมือกันปฏิบัติงานในเชิง
สรา้ งสรรค์เพือ่ ผลสาเร็จของโครงการ

การเขียนเพอ่ื สือ่ สาร ๑๗

๑) ลกั ษณะของโครงการ ที่สาคัญ มีดงั นี้
๑. เปน็ งานที่ทาเป็นกรณพี ิเศษ ทาเปน็ คร้ังคราวหรือทาเพยี งคร้ังเดยี ว
ไมใ่ ชง่ านประจา
๒. เป็นงานทต่ี อ้ งดาเนินตามแผนที่กาหนดไว้
๓. มีข้อจากดั บางอย่าง เช่น โครงการบางโครงการทาสาเร็จแล้วแต่ต้อง
ติดตามผลท่เี กี่ยวเน่ือง

๒) สว่ นประกอบของโครงการ ที่สาคัญ มดี ังนี้

(๑) ส่วนนา คือ ข้อความเบื้องต้นของโครงการ เป็นการให้พื้นฐานความรู้
กอ่ นท่ีจะนาเขา้ สู่รายละเอยี ดของโครงการ ได้แก่

(๑) ชือ่ โครงการ (๒) ชอ่ื แผนงาน
(๓) ลกั ษณะโครงการ (๔) สนองนโยบาย
(๕) หน่วยงานท่ีรับผดิ ชอบ (๖) ผ้รู ับผิดชอบ
(๗) ระยะเวลาดาเนินการ

(๒) สว่ นเน้ือหา เป็นสาระสาคญั ของโครงการ ไดแ้ ก่

(๑) ความเป็นมา/หลักการและเหตผุ ล (๒) วตั ถุประสงค์

(๓) เปา้ หมาย (๔) งบประมาณดาเนินงาน

(๕) วธิ ีดาเนินงาน/กจิ กรรมท่ีจะดาเนินการ

(๖) การประเมนิ ผลโครงการ

(๓) ส่วนขยายความ คือ ข้อความที่ขยายรายละเอียดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ

โครงการ ได้แก่

(๑) ตัวช้ีวดั ความสาเร็จ

(๒) เปา้ หมายตวั ชวี้ ดั

(๓) เครือ่ งมอื ทใี่ ชป้ ระเมนิ

(๔) ลงลายมอื ชอ่ื ผู้เสนอโครงการ ผู้เห็นชอบโครงการ ผู้อนุมตั โิ ครงการ

การเขียนเพ่ือสอ่ื สาร ๑๘

๓) แนวทางการเขยี นโครงการ
การเขียนโครงการไม่ได้กาหนดรูปแบบการเขียนที่แน่นอน

โดยท่ัวไปจะนิยมเขียนในรปู แบบตามตัวอยา่ ง ดงั ตอ่ ไปน้ี

การเขยี นเพ่อื สอ่ื สาร ๑๙

๓.๒ การเขยี นรายงานโครงการ

การเขียนรายงานโครงการเป็นการวิจัยรูปแบบหนึ่ง คือ การวิจัยเชิงประเมิน

รายงานโครงการแตกตา่ งจากการวิจยั ในส่วนทีก่ ารวจิ ัยเป็นการศึกษาค้นคว้าอย่างเป็น

ระบบ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เพอื่ แสวงหาองคค์ วามรู้ใหม่

โดยยึดหลกั การเขียนทจ่ี ะทาให้ผอู้ า่ นเข้าใจเรื่องด้วยตนเองได้อย่างรวดเร็วและ

กระจ่างชัดมากที่สุด รวมทั้งสามารถจับประเด็นผลของการศึกษาและข้อสรุปจาก

การศกึ ษาไดเ้ ป็นอย่างดี

๑) ลักษณะของการเขียนรายงานโครงการ คือ เขียนในเชิงวิชาการ

โดยยึดหลกั การเขยี นให้กระจ่างชัด ให้ผู้อา่ นสามารถเขา้ ใจเร่ืองด้วยตนเอง

๒) ส่วนประกอบของรายงานโครงการ ที่สาคัญมีอยู่ด้วยกัน ๓ ส่วน

คือ สว่ นนา สว่ นนอ้ื หา และสว่ นทา้ ย ดังนี้

๒.๑) สว่ นนา เปน็ ส่วนที่ประกอบดว้ ยรายละเอยี ดตา่ งๆ กอ่ นที่จะถึงเน้อื หา

ของรายงานโครงการ ส่วนนามีองคป์ ระกอบทส่ี าคญั ดงั ตอ่ ไปน้ี

(๑) ปกนอก (๒) ปกใน

(๓) คานา (๔) สารบญั

(๕) สารบัญตาราง (๖) สารบัญแผนภาพ

(๗) บทคดั ยอ่ หรอื บทสรุปสาหรบั ผู้บริหาร

๒.๒) ส่วนเนอ้ื หา ส่วนเนอ้ื หาจะเขียนแยกบท หรอื เขียนไมแ่ ยกเปน็

บทก็ได้แต่ต้องมหี ัวขอ้ ต่าง ๆ ครบถว้ น ดงั น้ี

(๑) บทนา

(๒) การตรวจเอกสาร

(๓) วิธศี ึกษาการดาเนนิ โครงการ

(๔) ผลการศึกษาการดาเนนิ งานโครงการ

(๕) สรปุ ผลศึกษาการดาเนินงานโครงการและข้อเสนอแนะ

๒.๓) สว่ นท้าย สว่ นทา้ ย ประกอบดว้ ยบรรณานุกรมและภาคผนวก

การเขียนเพ่ือสื่อสาร ๒๐

๓) แนวทางการเขียนรายงานโครงการ
การเขยี นรายงานโครงการสามารถทาไดห้ ลายวิธี บางหนว่ ยงานได้

กาหนดรูปแบบของตนขึ้นมาโดยเฉพาะ ตามความเหมาะสมกับระดับของ
นักเรียน แนวทางการเขยี นรายงานโครงการ มดี งั นี้

๓.๑) การเขียนสว่ นนา มแี นวทางการเขียน ดังนี้
(๑) ปกนอก ส่วนใหญ่จะระบุชื่อโครงการ เช่น รายงาน

โครงการ ชือ่ ผู้รายงาน และหรือหน่วยงานผรู้ ายงาน และปีที่รายงาน
(๒) ปกใน ส่วนใหญจ่ ะมีข้อความเหมอื นปกนอกทุกประการ
(๓) คานา จะกล่าวถึงที่มาของโครงการอย่างย่อและอาจ

กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ ลักษณะของรายงานว่าประกอบไป
ดว้ ยกีบ่ ท อะไรบ้าง รวมทั้งกล่าวขอบคุณบุคคลและหน่วยงานที่ช่วยให้
การประเมนิ โครงการดงั กล่าวสาเรจ็

(๔) สารบัญ จะระบุชือ่ บทและหวั ข้อสาคัญของรายงานว่า
อยูห่ นา้ ใด

(๕) สารบญั ตาราง จะระบุตาแหน่งหนา้ ของตารางทั้งหมด
ทมี่ ีอย่ใู นรายงานโครงการ

(๖) สารบัญแผนภาพ จะระบุตาแหน่งของแผนภาพ
ทง้ั หมดท่มี อี ยใู่ นรายงานโครงการ

(๗) บทคัดย่อ หรือบทสรุปสาหรับผู้บริหาร บทคัดย่อ
ประกอบด้วยหลักการและเหตุผลในการดาเนินงานตามโครงการ
วัตถุประสงค์ของโครงการ วิธีศึกษาการดาเนินโครงการผลการศึกษา
(ตอบวตั ถุประสงค์โครงการแต่ละข้อ) ส่วนที่เพิ่มเติมคือ ข้อเสนอแนะ
เพอื่ นาผลการรายงานโครงการไปส่กู ารปฏบิ ตั ิ

การเขียนเพื่อสือ่ สาร ๒๑

๓.๒) การเขยี นสว่ นเนื้อหา มีแนวทางการเขียน ดงั น้ี

(๑) บทนา ประกอบด้วย

๑. ความเป็นมาของรายงานโครงการเขียนรายละเอียดเกี่ยวกับ
โครงการ ว่าเป็นโครงการอะไร ทาอะไร แก่ใคร จากนั้นควรเขียนให้เห็นถึงความ
จาเปน็ ทจ่ี ะตอ้ งทารายงาน โครงการน้ันและสงิ่ ทคี่ าดหวงั จากรายงานโครงการ

๒. วัตถุประสงค์ของรายงานโครงการ การเขียนวัตถุประสงค์ของ
โครงการ ผู้รายงานต้องตอบคาถามว่าต้องการรายงานอะไรบ้างหรือต้องการรู้
อะไรบา้ งจากการดาเนิน โครงการน้นั

๓. ขอบเขตของรายงานโครงการ สว่ นใหญจ่ ะกาหนดขอบเขตไว้ ดงั น้ี

• ขอบเขตด้านประเดน็ ทีร่ ายงาน ผ้รู ายงานจะรายงานดา้ นใดบ้าง
หรอื ในเรอ่ื งใดบา้ ง

• ขอบเขตด้านแหลง่ ข้อมูลหรือกล่มุ ตัวอยา่ งผู้ให้ขอ้ มูลเป็นการ
ระบวุ า่ แหล่งข้อมูลได้แก่ใครบ้างหรือหน่วยงานใดบ้าง

• ขอบเขตด้านช่วงเวลาของการศึกษาโครงการ เช่น การศึกษา
โครงการครั้งนี้จะศึกษาทั้งระหว่างการดาเนินโครงการและเมื่อสิ้นสุดโครงการหรือ
ศกึ ษาในชว่ งเวลาใด

๔. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ในการเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะ
ไดร้ บั ผรู้ ายงานควรคดิ ว่าเมอื่ การศึกษาโครงการนเี้ สรจ็ สิน้ แล้วจะนาผลการศึกษาไป
ใช้อะไร จะเกิดประโยชน์แกใ่ คร อยา่ งไร

๕. นิยามศัพท์ คือ การให้ความหมายของคาสาคัญที่มีอยู่ใน
รายงานโครงการ โดยให้คานิยามในเชิงของนิยามเชิงปฏิบัติการ เช่น คาว่า
“ความคดิ เหน็ ” โดยทั่วไป

การเขียนเพอ่ื สอื่ สาร ๒๒

หมายถงึ ความรู้สึกนึกคิดต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่นิยามเชิงปฏิบัติการต้องระบุว่า
ความคิด หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดของนักเรียนต่อประโยชน์ที่ได้รับจากการเข้า
ร่วมโครงการ

(๒) การตรวจเอกสาร ประกอบด้วย
๑. แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการทาโครงการ ในการเขียนส่วน

ผู้รายงานจะต้องศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแนวคิดทฤษฎี ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับ
หัวขอ้ โครงการ นามาเขยี นอธิบายไว้ เพอื่ ใหค้ วามรูเ้ กย่ี วกับเรอ่ื งที่ศกึ ษา

๒. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับโครงการ การเขียนงานวิจัยที่เกี่ยวของ
เป็นการค้นคว้างานวิจัยที่ใกล้เคียงกับเรื่องที่ทาโครงการว่ามีใครทาโครงการ
ลักษณะนี้ไว้ ผลการวิจัยเป็น อย่างไร นามาเขียนไว้เพื่อเปรียบเทียบกับ
ผลการศึกษาการดาเนินการโครงการทน่ี าเสนอ

(๓) วิธศี กึ ษาการดาเนนิ โครงการ ประกอบด้วย
๑. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ในการเขยี นสว่ นนี้ ผู้รายงานจะต้อง

ให้รายละเอียดของกลุ่มประชากรในการศึกษาครั้งนี้ว่ามีกี่กลุ่ม ใครบ้าง ประชากร
อาจจะมีมากกว่า ๑ กลุ่มก็ได้ ผู้รายงานต้องอธบิ ายว่าได้กลุ่มตัวอย่างจากประชากร
แตล่ ะกลุ่มมาอยา่ งไร จานวนเท่าใด

๒. เครอ่ื งมือท่ีใช้ในการศึกษาการดาเนินงานโครงการ ในการเขียน
ส่วนน้ี ผูร้ ายงานให้รายละเอยี ดเกีย่ วกับเครื่องมือทใี่ ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูลว่ามี
กี่ประเภท อะไรบ้าง ในการประเมินเรื่องหนึ่งอาจมีเครื่องมือมากกว่า ๑ ชนิด เช่น
แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบบันทึกข้อมูล และแบบประเมินผลต่าง ๆ ควร
ระบวุ ่าเครื่องมอื ชนดิ ใดใชก้ ับกลุ่มตัวอย่างใด ควรอธิบายรายละเอียดของเครอื่ งมือ
แต่ละชนิด ว่ามีกี่ตอน แต่ละตอนเป็นข้อคาถามเกี่ยวกับ อะไร ลักษณะของข้อ
คาถามเปน็ แบบใด การให้ คา่ คะแนนเป็นอย่างไร เมื่ออธิบายรายละเอียดเครื่องมือ
แต่ละชนดิ แล้ว จงึ อธิบายขั้นตอนการ สร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ วา่ มี
ขนั้ ตอนในการหาคณุ ภาพของเคร่อื งมอื อยา่ งไรนาไปทดลองใช้กับกลุ่มใดและนาผล
การทดลองใชม้ าปรบั ปรงุ อยา่ งไร

การเขียนเพื่อสอ่ื สาร ๒๓

๓. การเกบ็ รวบรวม เรยี บร้อยแล้ว ควรมีการตรวจสอบความสมบูรณ์
ของขอ้ มูล ในการเขียนสว่ นนผ้ี รู้ ายงานควรเสนอ ขอ้ มลู เพื่อใหไ้ ดข้ อ้ มูลทม่ี ีคุณภาพ
รายละเอยี ดใหเ้ ห็นขั้นตอนของการเกบ็ รวบรวมข้อมูล ตั้งแต่การติดต่อประวานงาน
การขออนญุ าต การนัดหมายกลุ่มตัวอย่าง การอธิบายวิธีการตอบแก่กลุ่มตัวอย่าง
การนัดรับแบบสอบถามกลับคืน (กรณีแบบสอบถาม) รวมระยะเวลาในการเก็บ
รวบรวมขอ้ มลู ทง้ั หมด
. ๔. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการเขียนส่วนนี้ผู้รายงานควรอธิบายว่า
หลงั จากรวบรวมข้อมลู กลับมาแล้วไดด้ าเนนิ การอย่างไรบ้าง งเช่น ตรวจสอบความ
สมบูรณ์ของข้อมูล แยกข้อมูลตามกลุ่มตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูล ว่าส่วนใด
วเิ คราะห์อยา่ งไร ใชส้ ถิตอิ ะไรบ้าง เปน็ ตน้

(๔) ผลการศกึ ษาการดาเนินงานโครงการ ประกอบดว้ ย
๑. ผลการดาเนินงานโครงการ ผู้เขียนรายงานจะนาเสนอผลการ

วิเคราะห์ ในบางรายละเอียดเพื่อตอบวัตถุประสงค์ของการศึกษาแต่ละข้อ
การนาเสนอผลการวิเคราะห์ ข้อมูลจะยึดวัตถุประสงค์ของการประเมินเป็นหลัก
โดยจะเสนอผลตอบไปที่ละวัตถุประสงค์ จากข้อแรกถึงข้อสุดท้าย ภายใต้
วตั ถปุ ระสงคแ์ ตล่ ะขอ้ ข้อมูลอาจมาจากกลุ่มตวั อย่างมากกวา่ ๑ กลุ่มก็ได้

๒. อภิปรายผลการดาเนินงาน ส่วนนี้จะเป็นการอภิปรายผล
การศึกษา ว่าเหตุใดผลการดาเนินงานโครงการจึงเป็นเช่นนี้ สอดคล้องกับหลัก
ทฤษฎีใดบ้าง สอดคล้องหรือ ขัดแย้งกับผลการวิจัยของใครบ้างที่ได้รวบรวมไว้ใน
หัวข้อการทบทวนวรรณกรรมหรือการตรวจเอกสาร (ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในบทที่ ๒
ของรายงานการวิจยั ) รวมถงึ การทดสอบสมมตฐิ านวา่ ยอมรบั หรอื ปฏเิ สธสมมติฐาน

การเขียนเพือ่ สอ่ื สาร ๒๔

(๕) สรุปผลการศึกษาการดาเนินงานโครงการและข้อเสนอแนะ
ประกอบดว้ ย

๑. สรุปผลการศึกษาการดาเนินงานโครงการ ในส่วนสรุปการ
ดาเนนิ การศกึ ษากค็ ือการสรปุ บทท่ี ๓ นั่นเอง เพื่อให้ผู้อ่านทราบวัตถุประสงค์ของ
การศึกษา วิธีการประเมินว่ามีกลุ่มตัวอย่างเป็นใครบ้างหรือแหล่งข้อมูลจากท่ี
ใดบ้าง เครือ่ งมือคืออะไร เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลอยา่ งไร วิเคราะหข์ อ้ มลู อยา่ งไร

๒. ข้อเสนอแนะ ส่วนนี้จะเป็นข้อเสนอแนะของผู้ทาโครงการ
ควรจะเสนอแนะจากผลการดาเนินโครงการที่พบว่าจะนาไปใชป้ ระโยชน์ได้อยา่ งไร

๓.๓) การเขยี นส่วนทา้ ย ประกอบด้วย
(๑) การเขียนบรรณานุกรม หรือเอกสารอ้างอิง ใช้วิธีเขียน

เชน่ เดียวกนั การเขียนบรรณานุกรมในรายงานการศึกษา การเขียนบรรณานุกรมใน
รายงานโครงการประกอบ ด้วย รายการเอกสารทุกเล่มที่อ้างอิงไว้ในเนื้อหารายงาน
โครงการจะตอ้ งปรากฏอยใู่ นบรรณานุกรม ขอ้ มลู เกี่ยวกับหนังสือที่ต้องนามาเขียน
ในบรรณานุกรม คือ ชื่อผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ ชื่อหนังสือ ครั้งที่พิมพ์ (ในกรณีที่พิมพ์
หลายครง้ั ถ้าเป็นการพิมพค์ รัง้ แรกไม่ต้องแสดงไว)้ ชื่อเมืองที่พิมพ์ ชื่อสานักพิมพ์
การจดั ลาดบั รายการหนังสอื ในบรรณานุกรมจะจัดลาดับตามตัวอักษรชื่อผู้แต่ง ใน
ภาษาไทยจะเป็นชื่อตวั ถ้าเป็นภาษาตา่ งประเทศจะเป็นชื่อสกุลจัดลาดับภาษาไทย
กอ่ นแลว้ ตามดว้ ยภาษาต่างประเทศ

(๒) การเขียนภาคผนวก ภาคผนวก คือรายละเอียดต่าง ๆ ที่
เกี่ยวข้องกับ โครงการ ส่วนนี้เป็นส่วนที่ให้รายละเอียดของการวิเคราะห์ข้อมูล
เครื่องมือที่ใช้ในการดาเนินการ โครงการหรือเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล
เชน่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การตรวจสอบ คุณภาพของเครื่องมือ สูตรต่างๆ
ทใ่ี ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู รายละเอียดของการวิเคราะห์ข้อมูล ภาคผนวกนี้อาจจะ
ไมม่ กี ไ็ ด้ขึ้นอย่กู บั ความเหมาะสมของโครงการแต่ละโครงการ

การเขียนเพ่ือส่อื สาร ๒๕

๔ การเขยี นรายงานการประชมุ

การประชุมเป็นการสื่อสารที่มีความสาคัญและมีความจาเป็นในการทางาน
รว่ มกันใน ระบบกลุ่ม การที่บุคคลกลุ่มหนึ่งมาพบปะกัน โดยมีจุดประสงค์ร่วมกัน
ตามที่นัดหมายกันไว้ มีการ ระดมความคิดในการแก้ไขปัญหา เสนอแนะเพื่อการ
พฒั นา แลกเปล่ียนความรู้ความคดิ ทาให้เกดิ ความรว่ มมอื

การประชุมโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการประชุมของหน่วยงานทั้งภาครัฐและ
ภาคเอกชนแบ่งการประชุมออกเปน็ ๒ ประเภท คอื

(๑) การประชมุ สามัญ หมายถงึ การประชุมตามปกติซึ่งกระทาเป็นประจา
ตามขอ้ บังคบั หรือนโยบายของหน่วยงาน เช่น ประชุมประจาสัปดาห์ ประจาเดือน
ประจาปี เปน็ ต้น

(๒) การประชมุ วิสามัญ หมายถึง การประชมุ ท่ีจัดขึ้นเปน็ พิเศษ ในกรณีท่ี
มเี ร่อื งเร่งด่วนหรือเร่อื งสาคัญทต่ี อ้ งมกี ารประชุมพิจารณาขอความเห็นจากสมาชิก
หรอื จากคณะกรรมการในเร่ืองใดเรอ่ื งหนง่ึ นอกเหนือจากการประชมุ สามัญ

๔.๑ ลักษณะการเขยี นรายงานการประชุม
รายงานการประชุมเป็นข้อความที่เลขานุการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้

บนั ทกึ โดยท่วั ไป จะบันทึกวา่ เปน็ การประชุมคณะใด เมื่อใด ที่ใด มีใครเข้าประชุม
บา้ ง ทปี่ ระชมุ ไดพ้ ิจารณาเร่ืองใด อยา่ งไร ผลการประชมุ เปน็ ประการใด

๔.๒ แนวทางการเขยี นรายงานการประชุม
การเขยี นรายงานการประชุมของแต่ละหน่วยงานจะมีรูปแบบที่แตกต่าง

กนั ทัง้ นี้ข้นึ อยกู่ บั การพจิ ารณาขององค์กร รายงานการประชมุ โดยทั่วไปประกอบไป
ดว้ ยหวั ขอ้ ดังตอ่ ไปน้ี

การเขยี นเพ่อื ส่ือสาร ๒๖

๑) ชื่อหน่วยงาน หรือเรื่องที่จะประชุม เช่น รายงานการประชุมคณะกรรมการ
พจิ ารณานกั เรียนเขา้ รว่ มโครงการนกั กฬี าช้างเผือก

๒) ครัง้ ที่ ให้ลงครง้ั ที่ประชุมและปีทป่ี ระชุม เช่น ครัง้ ที่ ๑๑/๒๕๕๔
๓)วนั เดอื นปี ใหล้ งวันท่ี เดอื นและพ.ศ.ท่ีจะประชุมเชน่ วนั ท่ี ๓ มีนาคม ๒๕๕๔
๔)ณให้ลงชอื่ สถานท่ีประชุม เชน่ ณห้องประชมุ ศริ ิวัฒนานสุ รณ์ อาคาร ๔
๕) ผูม้ าประชุม ให้ลงชอ่ื ผูท้ ่ีเข้าร่วมประชมุ โดยเรียงตามลาดับตั้งแต่ประธาน รอง
ประธานกรรมการและเลขานุการหรือผชู้ ว่ ย เลขานุการในลาดับสุดทา้ ย
๖)ผไู้ ม่มาประชุม(ถา้ มี) ใหล้ งผทู้ ่ไี มส่ ามารถมาประชุมได้ พรอ้ มทั้งระบสุ าเหตทุ ี่ไม่
สามารถมาประชมุ ได้ โดยใสส่ าเหตไุ ว้ในวงเล็บทา้ ยชอ่ื เชน่ ลาปว่ ยลากิจไปราชการ เป็นต้น
๗) เรม่ิ ประชมุ เวลา ให้ลงเวลาทเี่ รม่ิ ประชมุ เช่น เริ่มประชมุ เวลา ๐๘.๓๐ น.
๘) ระเบียบวาระ ให้เขียนหัวเรื่องหรือญัตติที่จะประชุมเรียงตามลาดับไป ตาม
ระเบียบ สานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ ได้กาหนดระเบียบวาระโดยเรียง
ตามลาดบั ดังนี้

วาระท่ี ๑ เร่ืองทีป่ ระธานแจง้ ใหท้ ่ีประชุมทราบ
เรอ่ื งท่ี ๑ ..............................................................................................................
เรอ่ื งท่ี ๒ ............................................................................................................

วาระท่ี ๒ รับรองรายงานการประชมุ ครง้ั ท่ี
วาระท่ี ๓ เรอื่ งเสนอเพอื่ พิจารณา

เร่อื งที่ ๑ ......................................................................................................
เรือ่ งที่ ๒ ..........................................................................................................
วาระท่ี ๔ เรื่องอืน่ ๆ
เรือ่ งท่ี ๑ ..........................................................................................................
เรอื่ งที่ ๒ .........................................................................................................
๙) เลกิ ประชมุ เวลา ให้ลงเวลาที่เลิกประชมุ เช่น เลกิ ประชุมเวลา ๑๗.๓๐ น.
๑๐) ผู้จดรายงานการประชุม ให้ลงชื่อผู้จดรายงานการประชุม ซึ่งเป็น
เลขานุการ หรือผชู้ ว่ ยเลขานกุ ารหรอื ผทู้ ีไ่ ด้รบั มอบหมาย

การเขียนเพอื่ สือ่ สาร ๒๗

การเขียนรายงานการประชุมทางธุรกิจจะไม่มีรูปแบบที่กาหนด
แนน่ อน ส่วนมาก นิยมใช้รูปแบบตามราชการ บางหน่วยงานนารูปแบบตาม
ระเบียบสานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย งานสารบรรณมาปรับใช้ให้เหมาะกับ
หนว่ ยงานของตน ผ้เู ขียนรายงานการประชุมจะต้องศึกษา และทาความเข้าใจ
รปู แบบของการเขียนรายงานการประชุมของแต่ละหนว่ ยงาน

การเขียนรายงานการประชุมที่ดี ผู้บันทึกควรคานึงถึง ความ
ถูกต้อง ในการจดบันทึก จะต้องมีการเขียนสรุปต้นเรื่องที่เป็นวาระการ
ประชมุ เพ่ือให้ทราบวา่ เป็นเร่อื งเกี่ยวกับอะไร ท่ีประชุม ได้พจิ ารณาวา่ อย่างไร
ความเที่ยงตรง การเขียนรายงานการประชุมผู้บันทึกจะต้องบันทึกโดย
ปราศจากอคติเพื่อให้รายงานการประชุมนั้นมีข้อความตรงกับความเป็นจริง
ความชัดเจน รายงาน การประชุม คือ การบันทึกข้อความที่เป็นความคิดเห็น
ในที่ประชุมเพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง ยืนยัน ตรวจสอบ ติดตามงาน หรือ
ประเมินผลการปฏิบัติงาน ดงั นั้น ผู้บันทึกรายงานการประชุมจะต้อง บันทึก
โดยใช้ภาษาที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา มีความกระชับและสื่อความไดค้ รบถ้วน

การเขยี นเพ่อื สอ่ื สาร ๒๘

๔.๓ ตัวอย่างเขียนรายงานการประชุม

รายงานการประชุม...............................................................
ครงั้ ที่............................................................................
เม่ือ....................................................................
ณ .......................................................................

ผูม้ าประชมุ ๑.
๒.

ผูไ้ ม่มาประชมุ ๑.
๒.

เร่มิ ประชุมเวลา.............................................................

วาระที่ ๑ เรื่องท่ีประธานแจง้ ใหท้ ี่ประชุมทราบ.........................................................
...............................................................................................................................................................................

วาระท่ี ๒ รับรองรายงานการประชมุ ครงั้ ที่ .............................................................
มตทิ ี่ประชมุ .....................................................................................................

วาระที่ ๓ เรื่องเสนอเพือ่ พจิ ารณา ................................................................................
...............................................................................................................................................................................

มตทิ ่ปี ระชมุ .....................................................................................................
วาระที่ ๔ เรอ่ื งอ่ืน ๆ ...........................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
เลกิ ประชมุ เวลา.............................................................

........................................................
ผ้จู ดรายงานการประชมุ


Click to View FlipBook Version