วิชากฎหมายในชีวิตประจาวัน
รหสั ส 30203
ผู้สอน ครศู ุภลักษณ์ ศรีต่างวงศ์
หนว่ ยที่ 1 ความรเู้ บื้องต้นเกีย่ วกับกฎหมาย
บทที่ 1 เร่อื ง ความหมาย ลกั ษณะ และระบบของกฎหมาย
ในอดีตมนุษย์ต่างอยู่ร่วมกันโดยมิได้มีกฎเกณฑ์ใด ๆ มาใช้บังคับ
ต่อมาสังคมมีความสลับซับซ้อน ความสัมพันธ์ของบุคคลเกิดข้ึนในหลายมิติ
ปญั หาของการเพิ่มข้ึนของประชากรนามาซึง่ การขาดแคลนด้านปจั จัยส่ี และปัญหา
สังคม การไมเ่ คารพต่อหลกั ทางศีลธรรมที่เคยนับถือกันมา ก่อเกิดความขัดแย้งข้ึน
ในสงั คม รัฐจึงจาเป็นต้องหามาตรการที่มีความเข้มงวดกว่าหลักศีลธรรม น่ันก็คือ
การนากฎหมายเข้ามาบังคับใช้ เพื่อให้สังคมหรือชุมชนเกิดความสงบสุขขึ้น
และโดยหลักการแล้ว หากใครฝ่าฝืนก็จาต้องมีมาตรการเด็ดขาดในการปฏิบัติ
ต่อผู้ฝ่าฝืนน้ัน เมื่อรัฐเห็นว่าได้ผลดีและมีความจาเป็นขึ้นเรื่อย ๆ จึงเห็นได้ว่า
มีการบัญญัติและบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมดาในสังคมในสังคมปัจจุบัน
ดังสภุ าษิตบทหนึ่งทีก่ ล่าวว่า Ubisocietas, ibi jus ทีใ่ ดมีสังคม ทีน่ นั่ กม็ ีกาหมาย
ความหมายของกฎหมาย
“กฎหมาย” คือ คาส่ัง ข้อบังคับ หรือกฎแห่งความประพฤติของมนุษย์
ในสังคมซึ่งทาหน้าที่ควบคุมความประพฤติของมนุษย์และเป็นบรรทัด ฐาน
ความประพฤติสาหรับมนุษย์รุ่นต่อไปที่จะต้องปฏิบัติตาม โดยรัฐาธิปัตย์เป็นผู้บัญญัติ
ขึ้นเพื่อใช้กับพลเมืองที่อยู่ในดินแดนของตน หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามก็จะถือว่า
มีความผิดและจะต้องถกู ลงโทษ
ลักษณะของกฎหมาย
1. กฎหมายต้องมีลักษณะเป็นกฎเกณฑ์ หมายความว่า กฎหมายต้อง
เป็นข้อบังคับที่เป็นมาตรฐาน (standard) ที่ใช้วัดและใช้กาหนดความประพฤติ
ของสมาชิกของสังคมได้ว่าถกู หรือผิด ทาได้หรือทาไมไ่ ด้
ลกั ษณะของกฎหมาย (ต่อ)
2. กฎหมายต้องกาหนดความประพฤติของบุคคล หมายความว่า
กฎหมายต้องกาหนดถึงความประพฤติของบุคคล ได้แก่ การเคล่ือนไหวหรือไม่
เคลื่อนไหวร่างกาย ภายใต้การควบคุมของจติ ใจคน ความปะพฤติของมนุษย์ที่จะอยู่
ภายใต้การควบคุมของกฎหมายน้ันต้องประกอบไปดว้ ยเง่อื นไข 2 ประการ
ลักษณะของกฎหมาย (ต่อ)
2. กฎหมายต้องกาหนดความประพฤติของบุคคล ประกอบไปด้วย
เง่อื นไข 2 ประการ คือ
2.1 ต้องมีการเคลื่อนไหวหรือไมเ่ คลอ่ื นไหวร่างกาย
2.2 การเคล่อื นไหวหรือไม่เคล่อื นไหวน้ันกระทาภายใต้การควบคมุ ของจิตใจ
ลักษณะของกฎหมาย (ตอ่ )
3. กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ กฎหมายเป็นเกณฑ์ที่กาหนดความ
ประพฤติของบุคคล เพือ่ ให้บุคคลจาต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ จึงจาเป็นต้องมีสภาพ
บังคับในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย กฎเกณฑ์ข้อบังคับใดไม่มีสภาพบังคับไม่
เรียกว่าเปน็ “กฎหมาย”
ลกั ษณะของกฎหมาย (ต่อ)
สภาพบังคับของกฎหมายมีทั้งสภาพบังคับที่เป็นผลร้าย เช่นโทษอาญา
หรือสภาพบังคับที่เป็นผลดี เช่น เมื่อปฏิบัติตามกฎหมายจะได้ลดหย่อนภาษี
ส่วนใหญ่แล้วเราก็มักเขา้ ใจว่ากฎหมายมีสภาพบังคบั ทีเ่ ปน็ ผลร้ายเทา่ น้ัน
ลักษณะของกฎหมาย (ต่อ)
4. กฎหมายต้องมีกระบวนการท่ีแน่นอน กฎหมายน้ันมีสภาพบังคับ
แต่สภาพบงั คับของกฎหมายนั้นจะต้องมีกระบวนการที่แน่นอนโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐใน
การบังคบั การให้เปน็ ไปตามสภาพบังคบั
ระบบกฎหมาย
1. ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ (Civil Law) หรือ ระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์
อักษร จุดกาเนิดอยู่ที่อาณาจักรโรมัน ระบบกฎหมายนี้จะมีลักษณะเป็นการรวม
รวมเอาจารีตประเพณี หรือกฎหมายต่างๆหรือบัญญัติกฎหมายขึ้นใหม่ โดยบันทึก
เป็นลายลักษณ์อักษรและจัดไว้เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบ ซึ่งเรียกว่าประมวล
กฎหมาย ซึ่งแต่เดิมนั้นไม่มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ชนช้ันที่ถูกปกครอง
ในโรมันจึงมีการเรียกร้องให้ชนช้ันสูงทาการเขียนกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร
เพอ่ื ใหช้ นชั้นที่ถูกปกครองได้รู้กฎหมายดว้ ย ซึ่งระบบกฎหมายนี้ก็ได้มีการพัฒนาขึ้น
มาเรื่อยๆอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ในประเทศไทยก็ใช้ระบบกฎหมายซีวิล ลอว์
ตัวอย่างก็เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ
ระบบกฎหมาย (ตอ่ )
ตวั อย่างของประเทศทีใ่ ช้ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ เช่น อิตาลี เยอรมัน ฝร่ังเศส
สวิสเซอร์แลนด์ สเปน โปรตเุ กส และประเทศไทย เป็นต้น
ระบบกฎหมาย (ตอ่ )
2. ระบบกฎหมายคอมมอน ลอว(์ Common Law) หรือ “ระบบกฎหมายไม่เป็น
ลายลกั ษณ์อักษร” หรือ “ระบบกฎหมายจารีตประเพณี” จดุ กำเนิดอย่ทู ่ีองั กฤษ
เน่ืองจำกแตเ่ ดิมนนั้ ประเทศองั กฤษมีชนเผ่ำอยมู่ ำกมำยหลำยชนเผ่ำดว้ ยกนั ตอ่ มำไดม้ ี
กำรจัดตงั้ ศำลหลวงหรือศำลพระมหำกษัตริยข์ ึน้ โดยคดั เลือกผูพ้ ิพำกษำท่ีมีควำมรู้
จำกส่วนกลำงไปพิจำรณำคดีในแต่ละท้องถ่ิน ซ่ึงแต่ละชนเผ่ำก็มีจำรีตประเพณีท่ี
แตกตำ่ งกนั ออกไป ทำใหเ้ กิดปัญหำในกำรพจิ ำรณำคดีมำกมำย แตใ่ นภำยหลงั ปัญหำ
ก็คอ่ ยๆหมดไปเพรำะเร่มิ มจี ำรตี ประเพณีท่ีมีลกั ษณะเป็นสำมญั ขนึ้ โดยศำลหลวงไดใ้ ช้
จำรตี ประเพณีเหลำ่ นีใ้ นกำรพิจำรณำคดี
ระบบกฎหมาย (ตอ่ )
ในระบบคอมมอนลอว์แต่เดิมจะไม่มีการบัญญัติกฎหมายไว้เป็นลายลักษณ์
อักษร เมื่อศาลใช้จารีตประเพณีในการพิพากษาตัดสินคดีแล้ว ก็จะมีการบันทึก
คาพิพากษาน้ันเอาไว้ เพือ่ ใช้เปน็ บรรทัดฐานในการพิจารณาคดตี ่อๆไป หาข้อเท็จจริง
ในคดีต่อๆมาเหมือนกับคดีก่อน ศาลก็จะพิพากษาไปตามที่ได้มีการบันทึกไว้แล้ว
ถือได้ว่าคาพิพากษาของศาลก็คือกฎหมายน่ันเอง แต่ปัจจุบันนี้ในประเทศอังกฤษ
กใ็ ช้ทั้งระบบกฎหมายแบบซีวิลลอวแ์ ละคอมมอนลอว์ ควบคู่กนั ไป
ระบบกฎหมาย (ตอ่ )
ตัวอย่างของประเทศที่ใช้ระบบคอมมอนลอว์ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา
สหภาพแอฟริกาใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น
ระบบกฎหมาย (ต่อ)
ระบบกฎหมายประเทศสังคมนิยม (Socialist Law) เกิดขึ้นและใช้อยู่ใน
สหภาพโซเวียตและกลุ่มประเทศบริวาร เกิดจากความต้องการของนักกฎหมาย
ของประเทศสังคมนิยม ตามปรัชญาของลักทธิมาร์กซ์ ซึ่งความจริงก็คือกฎหมาย
ลายลักษณ์อักษรนน่ั เอง แต่กม็ สี ว่ นทีแ่ ตกต่างกนั ก็คือ กฎหมายระบบนี้ต้องการสร้าง
ความเท่าเทียมกันให้เกิดข้ึนในสังคม ให้ความสาคัญเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
โดยรัฐมีอานาจเข้าไปจัดการถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของประชาชนได้ และรัฐเป็น
ผู้จัดสวัสดิการให้ ประชาชนไม่มอี านาจต่อรองใด ๆ ทั้งสนิ้
ระบบกฎหมาย (ต่อ)
ระบบกฎหมายศาสนา (Religon Law) เกิดขึ้นในกลุ่มประเทศที่ใช้หลักทาง
ศาสนาเป็นแม่บทในการปกครอง เช่น กฎหมายศาสนาอิสลามซึ่งใช้อยู่ในกลุ่ม
ประเทศตะวันออกกลาง กฎหมายระบบนี้ให้ความสาคัญกับกฎเกณฑ์ ข้อบัญญัติ
ศาสนา การพิจารณาตดั สินคดคี วามก็จะใช้กฎแห่งศาสนาเป็นหลัก
ใหน้ กั เรียนตอบคาถามต่อไปนี้ใหถ้ กู ต้อง
1. กฎหมายหมายถึง
2. อธิบายลกั ษณะของกฎหมาย
3. กฎหมายมีกี่ระบบ อะไรบ้าง พร้อมอธิบายพอสงั เขป