The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

e-book แก๊สและสมบัติของแก๊ส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แก๊สและสมบัติของแก๊ส

e-book แก๊สและสมบัติของแก๊ส

1 แก๊ส และ สมบัติของแก๊ส หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) รายวิชา เคมี ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5


ใส่เครื่องหมาย หน้าข้อความที่ถูกต้อง และเครื่องหมาย หน้าข้อความที่ไม่ถูกต้อง ❑ 1. แก๊สและของเหลวเปลี่ยนแปลงรูปร่างตาม มภาชนะที่บรรจุ แต่แตกต่างกัน ตรงที่ ปริมาตรของแก๊สเปลี่ยนแปลงตามภาชนะที่บรรจุได้ ❑ 2. ความดันของอากาศที่ระดับน้้าทะเลมีค่าเท่ากับ 1 บรรยากาศ ❑ 3. แก๊ล A 1.0 โมล ผสมกับแก๊ล B 4.0 โมล เศษส่วนโมลของแก๊ส A เท่ากับ 0.25 ❑ 4. ที่ STP แก๊สต่างชนิดกันมีปริมาตรเท่ากันเมื่อมีมวลเท่ากัน ❑ 5. แก๊สอีเลียม 2.00 กรัม มีจ้านวนโมลเท่ากับแก๊สออกซิเจน 16.00 กรัม ❑ 6. แก๊สคาร์บอนไดออกไชด์ 44.01 กรัม มีปริมาตร 22.4 ลิตรที่ STP ❑ 7. จากสมการ 2H2 (g)+O2 (g) → 2H2O(g) แสดงว่า แก๊สไฮโดรเจน 10 มิลลิกรัม ท้า ปฏิกิริยาพอดีกับแก๊สออกซิเจน 5 มิลลิกรัม เกิดเป็นไอน้้า 10 มิลลิกรัม ❑ 8. จากสมการ 2H2 (g)+O2 (g) → 2H2O(g) แสดงว่า ที่ความดันและอุณหภูมิคงที่ แก๊ส ไฮโดรเจน 10 มิลลิลิตร ท้าปฏิกิริยาพอดีกับแก๊สออกซิเจน 5 มิลลิลิตร เกิดเป็นไอน้้า 10 มิลลิลิตร ตรวจสอบความรู้ก่อนเรียน 2


3 สถานะของสาร รูปร่าง ปริมาตร ความหนาแน่น ตัวอย่าง ของแข็ง คงที่ คงที่ คงที่ เหล็ก, ไม้ ของเหลว ไม่คงที่ (เปลี่ยนแปลงไปตาม ภาชนะที่บรรจุ) คงที่ คงที่ น้้า, น้้ามัน แก๊ส ไม่คงที่ (เปลี่ยนแปลงไปตาม ภาชนะที่บรรจุ) ไม่คงที่ ไม่คงที่ อากาศ, แก๊ส คาร์บอนไดออก ไซด์ ➢ เมื่ออนุภาคของแก๊สเคลื่อนที่ชนผนังภาชนะจะท้าให้เกิดแรงกระท้าต่อพื้นผิวภายในของภาชนะที่ บรรจุ ซึ่งผลรวมของแรงทั้งหมดเรียกว่า ความดัน (pressure) และหน่วยของความดันในระบบ SI คือ ปาสคัล (Pa) ➢ หน่วยของความดันแก๊สที่นิยมใช้ คือ บรรยากาศ (atm) ซึ่งสัมพันธ์กับหน่วยอื่น ๆ ดังนี้ ➢ อุปกรณ์ที่ใช้วัดความดันแก๊ส ของแข็ง ของเหลว แก๊ส


4 ➢ แก๊สมีรูปร่างและปริมาตรไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับลักษณะของภาชนะที่บรรจุ ถ้าภาชนะมีรูปร่างและ ปริมาตรอย่างไร แก๊สจะมีรูปร่างและปริมาตรเป็นอย่างนั้น ➢ แก๊สมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลาโดยมีทิศทางการเคลื่อนที่ไม่แน่นอนกล่าวคือ แก๊สจะเคลื่อนที่ออก จากจุด ๆ หนึ่งอย่างไม่เป็นระเบียบหรืออย่างอิสระทุกทิศทาง ➢ แก๊สแพร่ได้เร็วกว่าของแข็ง ของเหลว เพราะแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคน้อยกว่าซึ่งเป็นเหตุให้ โมเลกุลของแก๊สแยกจากกันได้ง่าย ➢ ที่อุณหภูมิและความดันหนึ่ง ๆ แก๊สมีความหนาแน่นน้อยกว่าของเหลวและของแข็ง ➢ โดยทั่วไปแก๊สจะมีลักษณะโปร่งใสซึ่งมนุษย์สามารถมองทะลุผ่านไปได้อาจจะมีสมบัติเฉพาะตัว เช่น มีกลิ่น หรือสีที่ต่างจากแก๊ส เช่น แก๊ส F2 (สีเหลืองอ่อน) , SO2 (มีกลิ่นฉุนแสบจมูก) และ H2 S (มีกลิ่นแก๊สไข่เน่า) เป็นต้น ➢ ปริมาตรของแก๊สขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและความดัน ถ้าอุณหภูมิและความดันเปลี่ยนไปจะท้าให้ ปริมาตรเปลี่ยนไปด้วยแสดงว่าอุณหภูมิ ความดัน และปริมาตรเป็นสมบัติของแก๊สซี่งมีส่วน สัมพันธ์ซึ่งกันและกันอุณหภูมิและความดันจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาตรของแก๊สมากกว่า ของเหลวและของแข็ง นักวิทยาศาสตร์แบ่งแก๊สออกเป็น 2 ประเภทดังนี้ • แก๊สอุดมคติ ( ideal gas) หมายถึง แก๊สสมมติที่นักวิทยาศาสตร์ก้าหนดขึ้น เพื่ออธิบายพฤติกรรม บางอย่างของแก๊ส แก๊สอุดมคติไม่มีอยู่ในธรรมชาติ ซึ่งไม่มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล ไม่มี ปริมาตรโมเลกุล (ถือว่าเป็นเพียงจุดที่อยู่ในภาชนะที่บรรจุแก๊สเท่านั้น ซึ่งมีค่าน้อยมาก เมื่อ เปรียบเทียบกับขนากของภาชนะ ท้าให้สามารถตัดทิ้งได้และถือว่าไม่มีปริมาตร) แก๊สอุดมคติจะมี พฤติกรรมต่าง ๆ เป็นไปตามกฎของแก๊สอุดมคติ เช่น กฎของบอยล์ และกฎของชาร์ล • แก๊สจริง (real gas) หมายถึง แก๊สที่มีอยู่ในธรรมชาติจริง ๆ เช่น แก๊สไฮโดรเจน (H2 ) และ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 )มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล มีปริมาตรโมเลกุลมีพฤติกรรมที่ไม่ เป็นไปตามกฎของแก๊สอุดมคติ แก๊สจริงจะมีพฤติกรรมเป็นแก๊สอุดมคติ หรือคล้ายกับแก๊สอุดมคติ เมื่ออุณหภูมิสูง ๆ และเมื่อความดันต่้า ซึ่งอาจจะท้าให้โมเลกุลของแก๊สอยู่ห่างกันมาก ท้าให้มี จ้านวนโมเลกุลน้อย ซึ่งแก๊สจะมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลน้อยจนถือว่าไม่มีและจัดได้ว่าเป็น แก๊สอุดมคติ สมบัติทั่วไป และทฤษฎีจลน์ของแก๊ส มีสมบัติโดยทั่ว ๆ ไปดังนี้ ประเภทของแก๊ส


5 ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและความดันของแก๊ส กฎของบอยล์ “เมื่ออุณหภูมิและจ้านวนโมลของแก๊สคงที่ ปริมาตรของแก๊สจะแปรผกผันกับความดันของแก๊สนั้น” นั่นคือ P ∝ 1 V P = k 1 V PV = k ความสัมพันธ์ตามกฎของบอยล์ อาจเขียนในรูปที่สามารถใช้ค้านวณปริมาตรหรือความดันของแก๊สที่ สองสภาวะได้ ดังนี้ P1 V1 = P2 V2 P1 = ความดันตอนแรก V1 = ปริมาตรตอนแรก P2 = ความดันตอนหลัง V2 = ปริมาตรตอนหลัง **ข้อควรระวังในการใช้สูตร หน่วยตอนแรกและหน่วยตอนหลังต้องเป็นหน่วยเดียวกัน เมื่อ k คือค่าคงที่


6 ก๊าซจ้านวนหนึ่งมีปริมาตร 250 cm3 เมื่อความดัน 750 มิลลิเมตรปรอท ถ้าเปลี่ยน ความดันเป็น 560 มิลลิเมตรปรอท โดยให้อุณหภูมิคงที่แล้วปริมาตรของก๊าซจะเป็นเท่าไร ? ตรวจสอบความเข้าใจ ก๊าซไนโตรเจนมีปริมาตร 15.00 ลิตร ที่ความดัน 2.00 บรรยากาศ เมื่อต้องการให้ก๊าซ ไนโตรเจนมี ปริมาตร 2.50 ลิตร จะต้องใช้ความดันเท่าไร สมมุติว่า อุณหภูมิคงที่และก๊าซไนโตรเจนมีพฤติกรรม แบบก๊าซในอุดมคติ


กฎของชาร์ล “เมื่อความดันและจ้านวนโมลของแก๊สคงที่ ปริมาตรของแก๊สใด ๆ จะแปรผันตรงกับอุณภูมิ” นั่นคือ V ∝ T V = kT V T = k ความสัมพันธ์ตามกฎของชาร์ล อาจเขียนในรูปที่สามารถใช้ค้านวณปริมาตรหรืออุณหภูมิของแก๊สที่ สองสภาวะได้ ดังนี้ V1 T1 = V2 T2 V1 = ปริมาตรตอนแรก T1 = อุณหภูมิตอนแรก V2 = ปริมาตรตอนหลัง T2 = อุณหภูมิตอนหลัง **ข้อควรระวังในการใช้สูตร 1. หน่วยตอนแรกและหน่วยตอนหลังต้องเป็นหน่วยเดียวกัน 2. หน่วยของอุณหภูมิที่ใช้ต้องเป็นหน่วยเคลวิน (K) เท่านั้น โดยที่ 273 + ้C = K 7 ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและอุณหภูมิของแก๊ส เมื่อ k คือค่าคงที่


8 ปริมาตรของก๊าซ A ที่ 0 °C เท่ากับ 450 cm3 ปริมาตรของก๊าซ A จะเป็นเท่าไรที่ 20 °C ถ้าความดัน คงที่ ตรวจสอบความเข้าใจ กระบอกสูบอันหนึ่งบรรจุอากาศ 600 cm3 ที่ 20 °C ต้องเพิ่มอุณหภูมิอีกเท่าใด อากาศจึงจะมีปริมาตร เท่ากับ 641 cm3 ที่ความดันคงที่


กฎของเกย์-ลูสแซก “เมื่อปริมาตรและจ้านวนโมลของแก๊สคงที่ ความดันแปรผันตรงกับอุณหภูมิ” นั่นคือ P ∝ T P = kT P T = k ความสัมพันธ์ตามกฎของเกย์-ลูสแซก อาจเขียนในรูปที่สามารถใช้ค้านวณความดันหรืออุณหภูมิของ แก๊สที่สองสภาวะได้ ดังนี้ P1 T1 = P2 T2 P1 = ความดันตอนแรก T1 = อุณหภูมิตอนแรก P2 = ความดันตอนหลัง T2 = อุณหภูมิตอนหลัง **ข้อควรระวังในการใช้สูตร 1. หน่วยตอนแรกและหน่วยตอนหลังต้องเป็นหน่วยเดียวกัน 2. หน่วยของอุณหภูมิที่ใช้ต้องเป็นหน่วยเคลวิน (K) เท่านั้น โดยที่ 273 + ้C = K 9 ความสัมพันธ์ระหว่างความดันและอุณหภูมิของแก๊ส


10 แก๊สชนิดหนึ่งในถังใบหนึ่งมีความดัน 3.0 บรรยากาศ ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิเพิ่ม เป็น 30 องศาเซลเซียส ความดันของแก๊สจะเป็นเท่าใด ? ถังแก๊สออกซิเจนในถังใบหนึ่งมีความดัน 1.0 บรรยากาศ ที่อุณหภูมิ 273 เคลวิน เมื่อเพิ่มอุณหภูมิจนได้ความ ดันเป็น 2.0 บรรยากาศ อุณหภูมิสุดท้ายของถังแก๊สใบนี้เป็นกี่องศาเซลเซียส ? ตรวจสอบความเข้าใจ


11 เมื่อรวมกฎของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลูสแซก และให้จำนวนโมลคงที่จะได้ ความสัมพันธ์ดังนี้ V ∝ T P V = T P × k PV T = k ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร ความดัน และอุณหภูมินี้เรียกว่า กฎรวมแก๊ส (combined gas law) ซึ่งอาจเขียนอยู่ในรูปที่สามารถใช้คำนวณปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิของแก๊สที่สอง สภาวะได้ดังนี้ P1V1 T1 = P2V2 T2 P1 = ความดันตอนแรก T1 = อุณหภูมิตอนแรก V1 = ปริมาตรตอนแรก P2 = ความดันตอนหลัง T2 = อุณหภูมิตอนหลัง V2 = ปริมาตรตอนหลัง **ข้อควรระวังในการใช้สูตร 1. หน่วยตอนแรกและหน่วยตอนหลังต้องเป็นหน่วยเดียวกัน 2. หน่วยของอุณหภูมิที่ใช้ต้องเป็นหน่วยเคลวิน (K) เท่านั้น โดยที่ 273 + ้C = K จากกฎของบอยล์ V ∝ 1 P เมื่อ T และ n คงที่ จากกฎของชารล์ V ∝ T เมื่อ P และ n คงที่ จากกฎของเกย์-ลูสแซก P ∝ T เมื่อ V และ n คงที่


เมื่อปล่อยลูกโป่งที่มีปริมาตร 6.0 ลิตร ความดัน 1.0 บรรยากาศ และอุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส ขึ้น ไปสู่บรรยากาศชั้นบนซึ่งมีความดัน 0.5 บรรยากาศ และอุณหภูมิ -23 องศาเซลเซียส ลูกโป่งจะมี ปริมาตรเท่าใด 12 ลูกโป่งบรรจุแก๊สฮีเลียมปริมาตร 40 ลิตร ที่ความดัน 2.0 บรรยากาศ ณ อุณหภูมิ 323 เคลวิน เมื่อลดความดัน ลงให้เท่ากับ 1.0 บรรยากาศ และลดอุณหภูมิให้เท่ากับ 298 เคลวิน ปริมาตรของลูกโป่งจะเป็นเท่าใด ตรวจสอบความเข้าใจ


13 ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและจ้านวนโมลของแก๊ส กฎของอาโวกาโดร “เมื่อความดันและอุณหภูมิของแก๊สคงที่ปริมาตรจะแปรผันตรงกับจ้านวนโมล” นั่นคือ V ∝ n V = kn V n = k ความสัมพันธ์ตามกฎของอาโวกาโดร อาจเขียนในรูปที่สามารถใช้ค้านวณปริมาตรหรือจ้านวนโมลของ แก๊สที่สองสภาวะได้ ดังนี้ V1 n1 = V2 n2 V1 = ปริมาตรตอนแรก n1 = จ านวนโมลตอนแรก V2 = ปริมาตรตอนหลัง n2 = จ านวนโมลตอนหลัง **ข้อควรระวังในการใช้สูตร หน่วยตอนแรกและหน่วยตอนหลังต้องเป็นหน่วยเดียวกัน


14 แก๊สฮีเลียม (He) บรรจุในลูกโป่งจ้านวน 2 กรัม มีปริมาตร 150 ลูกบาศก์เซนติเมตร เมื่อน้าแก๊สฮีเลียม จ้านวน 4 กรัม ใส่ลงไปเพิ่มในลูกโป่งแล้วปิดสนิท จงหาปริมาตรของลูกโป่งหลังบรรจุแก๊ส เมื่ออุณหภูมิ และความดันคงที่ (ก้าหนดให้มวลโมเลกุลของแก๊สฮีเลียม = 4 g/mol) ตรวจสอบความเข้าใจ


15 แก๊สอุดมคติ ดังนั้น V ∝ nT P V = k nT P ก้าหนดให้ R เป็นค่าคงที่ของแก๊ส ดังนั้น V = R nT P โดยทั่วไปเขียนอยู่ในรูปสมการ ดังนี้ PV= nRT P = ความดันของแก๊ส V = ปริมาตรของแก๊ส n = จ้านวนโมลของแก๊ส R = ค่าคงที่ของแก๊ส (0.0821 L•atm•mol-1 •K -1 หรือ 8.314J• mol-1 •K -1 ) T = อุณหภูมิของแก๊ส กฎรวมแก๊ส V ∝ T P เมื่อ n คงที่ กฎอาโวการโดร V ∝ n เมื่อ P และ V คงที่ แก๊สที่มีสมบัติเป็นไปตามกฎรวมแก๊สและกฎอาโวกาโดร สามารถพิจารณา ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ และจ้านวนโมลของแก๊สได้ ดังนี้


16 ความดันย่อยของแก๊ส ความดันย่อยของแก๊ส (Partial pressure) คือความดันของแก๊สแต่ละชนิดที่อยู่ใน แก๊สผสม กฎความดันย่อยของดอลตัน (Dalton's law of partial pressure) กล่าวว่า "ความ ดันรวมของแก๊สผสมที่ไม่ท้าปฏิกิริยาเคมีต่อกันจะเท่ากับผลรวมของความดันย่อยของแก๊ส ต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของแก๊สผสมนั้นๆ" สมการ = 1+2+ 3+… โดยที่ = ความดันรวมของแก๊สผสม 1,2, 3= ความดันย่อยของแก๊สแต่ละชนิด ตัวอย่าง สมมติว่ามีแก๊ส A, B, C ผสมกันอยู่ในภาชนะปริมาตร V ที่อุณหภูมิ T ความดันย่อย ของแก๊ส A คือ 2 atm, ความดันย่อยของแก๊ส B คือ 3 atm และความดันย่อยของแก๊ส C คือ 4 atm ดังนั้นความดันรวมของแก๊สผสมจะเท่ากับ 2 + 3 + 4 = 9 atm การน้าไปใช้ กฎความดันย่อยของดอลตันมีการน้าไปใช้อย่างกว้างขวางในด้านต่างๆ เช่น • การค้านวณปริมาณแก๊ส • การค้านวณอัตราการท้าปฏิกิริยาเคมี • การค้านวณความดันสัมบูรณ์ของแก๊สผสม ข้อยกเว้น กฎความดันย่อยของดอลตันใช้ไม่ได้กับแก๊สที่สามารถท้าปฏิกิริยาเคมีต่อกันได้ เช่น แก๊สไฮโดรเจนและแก๊สออกซิเจน ซึ่งเมื่อผสมกันแล้วจะเกิดปฏิกิริยาเคมีเกิดเป็นน้้า ความ ดันรวมของแก๊สผสมจึงมากกว่าผลรวมของความดันย่อยของแก๊สไฮโดรเจนและแก๊ส ออกซิเจน


17 ทฤษฎีจลน์และการแพร่ของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส ทฤษฎีจลน์ของแก๊ส (Kinetic Theory of Gases) เป็นทฤษฎีที่อธิบายสมบัติของ แก๊ส โดยอาศัยการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของแก๊สเป็นหลัก ประกอบด้วยสมมติฐานหลัก ดังนี้ • แก๊สประกอบด้วยโมเลกุลขนาดเล็กจ้านวนมาก โมเลกุลเหล่านี้มีมวลและขนาดที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาตรของแก๊ส • โมเลกุลของแก๊สเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงตลอดเวลาด้วยอัตราเร็วคงที่ (แต่ไม่จ้าเป็นต้อง เท่ากัน) จนกระทั่งชนกันเองหรือชนผนังภาชนะที่บรรจุ จึงจะเปลี่ยนทิศทางและอาจเปลี่ยน อัตราเร็วด้วย • โมเลกุลของแก๊สมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างกันน้อยมากจนถือได้ว่าไม่มีแรงกระท้าต่อกัน • พลังงานจลน์ของโมเลกุลของแก๊สแปรผันตรงกับอุณหภูมิของแก๊ส สามารถอธิบายสมบัติของแก๊สได้ดังนี้ • ความดันของแก๊สเกิดจากแรงที่โมเลกุลของแก๊สกระท้าต่อผนังภาชนะ แรงนี้เกิดจากการ ชนกันระหว่างโมเลกุลของแก๊สกับผนังภาชนะ • ปริมาตรของแก๊สขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างโมเลกุลของแก๊ส โมเลกุลของแก๊สเคลื่อนที่ ตลอดเวลา ดังนั้นจึงมีระยะห่างระหว่างกันมาก ส่งผลให้แก๊สมีปริมาตรสูง • อุณหภูมิของแก๊สเป็นตัวก้าหนดพลังงานจลน์เฉลี่ยของโมเลกุลของแก๊ส เมื่ออุณหภูมิ สูงขึ้น พลังงานจลน์เฉลี่ยของโมเลกุลของแก๊สก็จะสูงขึ้นด้วย ท้าให้โมเลกุลของแก๊ส เคลื่อนที่เร็วขึ้น ส่งผลให้ความดันของแก๊สเพิ่มขึ้น ทฤษฎีจลน์ของแก๊สเป็นทฤษฎีที่มีประโยชน์ในการอธิบายสมบัติของแก๊สได้อย่าง ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ ทฤษฎีนี้ถูกน้ามาใช้อธิบายสมบัติของแก๊สในหลากหลาย สาขาวิชา เช่น ฟิสิกส์ เคมี วิศวกรรม เป็นต้น


18 การแพร่ของแก๊ส การแพร่ (diffusion) ของสารต่างๆ หมายถึง อนุภาคของสารนั้นเคลื่อนที่ไปจาก บริเวณที่มีความเข้มข้นสูงไปยังบริเวณความเข้มข้นต่้ากว่า ในกรณีของแก๊ส ก็หมายถึง การ ที่โมเลกุลของแก๊สชนิดหนึ่งเคลื่อนที่กระจายออกไปจากบริเวณที่มีความหนาแน่นมากไปหา บริเวณที่มีความหนาแน่นน้อยกว่าและหลังจากนั้นแก๊สก็จะกระจายตัวให้มีความเข้มข้นโดย เฉลี่ยทุกบริเวณเท่าๆกัน ค้าว่าอัตราการแพร่ (r) ก็คือดูแก๊สเดินทางจาก จุด A ไป B ด้วยอัตราเร็วเท่าไหร่ใน หนึ่งหน่วยเวลา เช่นเดียวกับการถามว่า รถเมล์สายนี้วิ่งเร็วเท่าไหร่ แต่ในกรณีของแก๊ส ระหว่างทางจะเกิดการชนกับโมเลกุลอื่นๆไปด้วย พร้อมกับเคลื่อนที่ไปพร้อมกับการชนกับ โมเลกุลอื่นพร้อมๆ กันลักษณะนี้จึงเรียกว่าการแพร่ (diffusion) อัตราการแพร่ = เมื่อ r = อัตราการแพร่ d = ความหนาแน่นของแก๊ส k = ค่าคงที่ของการแพรา ตัวอย่างการแพร่ของแก๊ส เช่น • การแพร่ของกลิ่นหอมออกจากน้้าหอม • การแพร่ของก๊าซออกซิเจนเข้าสู่เลือด • การแพร่ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเลือด การแพร่ของแก๊สเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและมีความส้าคัญต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม


19 การประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับแก๊สและสมบัติของแก๊ส ความรู้เกี่ยวกับแก๊สและสมบัติของแก๊สถูกน้ามาประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ มากมาย ดังนี้ • อุตสาหกรรม ความรู้เกี่ยวกับแก๊สและสมบัติของแก๊สถูกน้ามาประยุกต์ใช้ในด้านอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น พลาสติก ยางสังเคราะห์ ปุ๋ยเคมี เป็นต้น อุตสาหกรรมพลังงาน ใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า น้้ามันเชื้อเพลิง เป็นต้น • วิทยาศาสตร์ ความรู้เกี่ยวกับแก๊สและสมบัติของแก๊สถูกน้ามาประยุกต์ใช้ในด้านวิทยาศาสตร์ต่างๆ เช่น ดาราศาสตร์ ใช้ในการศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบของดวงดาวและกาแล็กซี อุตุนิยมวิทยา ใช้ในการพยากรณ์อากาศ


20 เคมี ใช้ในการศึกษาปฏิกิริยาเคมี •ชีวิตประจ้าวัน ความรู้เกี่ยวกับแก๊สและสมบัติของแก๊สถูกน้ามาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ้าวัน เช่น การหายใจ มนุษย์หายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายและขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกไป การปรุงอาหาร การใช้แก๊สหุงต้ม การดับเพลิง การใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ดับเพลิง ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับแก๊สและสมบัติของแก๊สที่เฉพาะเจาะจง เช่น • การใช้ทฤษฎีจลน์ของแก๊สเพื่ออธิบายปรากฏการณ์การแพร่ของแก๊ส เช่น การแพร่ของ กลิ่นหอมออกจากน้้าหอม การแพร่ของก๊าซออกซิเจนเข้าสู่เลือด เป็นต้น • การใช้สมการความดันของแก๊สเพื่อค้านวณความดันของแก๊ส ความรู้เกี่ยวกับสมการ ความดันของแก๊สสามารถน้ามาใช้ค้านวณความดันของแก๊สได้ เช่น การค้านวณความดัน ของก๊าซในถัง การค้านวณความดันของอากาศในท่อ เป็นต้น


21


Click to View FlipBook Version