The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โรงเรียนบ้านบกทุ่งเกลี้ยง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by banbok school, 2024-04-03 23:35:27

โครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย

โรงเรียนบ้านบกทุ่งเกลี้ยง
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2

1 โครงงานบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย เรื่อง มหัศจรรย์หวานเย็น นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ปีการศึกษา 2566 ครูที่ปรึกษา นางบัวสอน ถ้ำหิน โรงเรียนบ้านบกทุ่งเกลี้ยง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2


2 ชื่อโครงงาน มหัศจรรย์หวานเย็น ผู้จัดทำโครงงาน นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านบกทุ่งเกลี้ยง สพป.อุบลราชธานี เขต 2 ครูที่ปรึกษา นางบัวสอน ถ้ำหิน ระยะเวลาในการจัดทำ วันที่ 5 กุมภาพันธ์ – 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ที่มาของโครงงาน (วันที่ 5 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2567 ) ครูสนทนากับเด็ก ๆ ที่ได้ทำการทดลองเรื่องการละลายของน้ำตาล เด็กสังเกตเห็นว่าน้ำตาลจะละลายได้ดีใน น้ำ แต่น้ำตาลจะไม่ละลายในน้ำมัน และวันนี้ครูได้นำ แก้วน้ำใส น้ำตาลก้อน และช้อน มาเป็นสถานการณ์ให้ เด็ก ๆ ได้ดู เพื่อกระตุ้นให้เด็ก ๆ ตั้งคำถามที่อยากรู้ ขั้นที่ 1 ตั้งคำถามที่อยากรู้ จากการทดลองที่เราทำเรื่องการละลายของน้ำตาล ถ้าครูใส่น้ำตาลก้อนลงไปในแก้วน้ำที่มีน้ำอยู่เด็ก ๆ คิดว่า จะเกิดอะไรขึ้น พอใจ : น้ำตาลก้อนจะค่อย ๆ ละลายหายไปในน้ำค่ะ นิว : ถ้าใช้ช้อนคน น้ำตาลก้อนน่าจะละลายเร็วกว่าเดิมค่ะ ทอมมี่ : น้ำในแก้วสูงขึ้นครับ วินเทจ : น้ำในแก้วต้องหวานแน่ ๆ ครับ สไปรท์ : น้ำมันจะมีสีขุ่น ๆ ค่ะไม่ใสเหมือนเดิม ดังนั้น คุณครูจึงถามเด็ก ๆ ต่อเนื่องว่า “แล้วเด็ก ๆ มีข้อสงสัยหรือมีคำถามอะไรที่อยากรู้อีกหรือไม่ เด็ก ๆ จึงยกมือถามคำถามที่อยากรู้ว่า แม็ค : ถ้าใส่น้ำตาลก้อนลงในน้ำหลาย ๆ ก้อน แล้วไม่ใช้ช้อนคนน้ำตาลมันจะละลายเองไหมครับ (ครูบันทึกคำถามลงบนกระดาษชาร์ท) และเด็ก ๆ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า น้ำตาลมันจะละลายเองจนหมดแต่ จะใช้เวลานานกว่า ถ้าเราใช้ช้อนคนจะละลายเร็วกว่า อาเธอร์ : ครูครับ ถ้าเราใช้น้ำอย่างอื่น น้ำตาลก้อนมันจะละลายไหมครับ (ครูบันทึกคำถามลงบนกระดาษ ชาร์ท)แล้วเด็ก ๆ มีคำถามอะไรอีกไหมคะ สมาร์ท จึงถามว่า : ถ้าใส่น้ำตาลก้อนในน้ำเย็นกับน้ำร้อน จะละลายแตกต่างกันไหมครับ (ครูบันทึกคำถาม ลงบนกระดาษชาร์ท) พอใจ : ครูขา น้ำตาลก้อนกับน้ำตาลทรายมันจะละลายเหมือนกันไหม โชค : คุณครูครับ ถ้าเราใส่น้ำตาลก้อนเยอะ ๆ น้ำจะหวานมากไหมครับ แล้วเรากินได้ไหมครับ (ครูบันทึกคำถามลงบนกระดาษชาร์ท) มีตังค์: ครูครับ มีอะไรที่ละลายในน้ำได้ (ครูบันทึกคำถามลงบนกระดาษชาร์ท) ครู : เด็ก ๆ มีคำถามอะไรอีกไหมคะที่อยากรู้ เด็กตอบไม่มีแล้วค่ะ ครูจึงพาเด็ก ๆ สนทนาให้สรุปถึงคำถามที่ เด็กอยากรู้ โดยใช้ชาร์ทที่ครูจดไว้ ประกอบการสรุป ซึ่งได้คำถาม 5 คำถาม ดังนี้ คำถามที่ 1 มีอะไรบ้างที่ละลายในน้ำ คำถามที่ 2 การละลายน้ำตาลก้อนในน้ำร้อนกับน้ำเย็น แตกต่างกันอย่างไร


3 คำถามที่ 3 มีน้ำอะไรบ้างที่สามารถละลายน้ำตาลก้อนได้ คำถามที่ 4 น้ำตาลใช้ทำอะไรได้บ้าง คำถามที่ 5 น้ำตาลก้อนกับน้ำตาลทรายละลายเหมือนกันหรือไม่ อย่างไร จากคำถามที่เด็กสนใจ 5 คำถาม ครูและเด็กสนทนาร่วมกันเพื่อให้เด็กเลือกคำถามที่จะนำมาสำรวจ ตรวจสอบ จำนวน 3 คำถาม โดยการให้เหตุผลในการเลือกของแต่ละคำถามซึ่งเด็กๆ บอกว่าสนใจ 3 คำถาม ดังนี้ คำถามที่ 1 การละลายน้ำตาลก้อนในน้ำร้อนกับน้ำเย็นแตกต่างกันอย่างไร คำถามที่ 2 มีน้ำอะไรบ้างสามารถละลายน้ำตาลก้อนได้ คำถามที่ 3 น้ำตาลใช้ทำอะไรได้บ้าง โดยเด็กให้เหตุผลว่าเพราะไม่เคยรู้มาก่อนจึงอยากทดลอง เด็กๆแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการ ละลายของน้ำตาลและตั้งคำถามที่อยากรู้ ครูสนทนากับเด็ก ๆ เกี่ยวกับ การละลายของน้ำตาล


4 คำถามที่ 1 การละลายน้ำตาลก้อนในน้ำร้อนกับน้ำเย็นแตกต่างกันอย่างไร จุดประสงค์ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการละลายของน้ำตาลก้อนในน้ำร้อนและน้ำเย็นแตกต่างกันอย่างไร ขั้นที่ 2 รวบรวมความคิดและคาดคะเนคำตอบ (วันที่ 6 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2567) เด็กและครูสนทนาร่วมกัน โดยครูใช้คำถามกระตุ้นเพื่อให้ทราบถึงประสบการณ์เดิมของเด็กเกี่ยวกับการ ละลายของน้ำตาล เช่น ครู : เด็ก ๆ รู้อะไรเกี่ยวกับน้ำตาลก้อนบ้าง พอใจ : น้ำตาลก้อนละลายในน้ำค่ะ แม็ค : น้ำตาลก้อนไม่ละลายในน้ำมันพืชครับ นิว : น้ำตาลก้อนละลายในน้ำร้อนค่ะ หนูเห็นแม่ชงกาแฟใส่น้ำตาลก้อนด้วยค่ะ ทอมมี่ : น้ำตาลก้อนมันจะหวาน ๆ ครับ ครู : เด็ก ๆ อยากรู้อะไรเกี่ยวกับน้ำตาลก้อนอีกไหม สไปรท์: น้ำเย็น ๆ น้ำตาลก้อนมันจะละลายไหมคะ พอใจ : หนูอยากรู้ว่าน้ำอะไรละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุดค่ะ วินเทจ : ผมอยากรู้ว่าน้ำตาลก้อนจะละลายในน้ำอะไรช้าที่สุดครับ ครูรวบรวมคำถามที่เด็กอยากรู้ คือ น้ำตาลก้อนจะละลายในน้ำอะไรได้เร็วที่สุด “ระหว่างน้ำร้อน น้ำ (อุณหภูมิปกติ) และน้ำเย็น” ก่อนที่จะให้เด็ก ๆ คาดคะเนคำตอบ ครูแบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่มๆ ละ 4-5 คน และครู ใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กคาดคะเนคำตอบ โดยถามว่า “เด็ก ๆ คิดว่า น้ำอะไรจะละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด เพราะ เหตุใด” กลุ่ม 1 ตอบว่า น้ำร้อน เพราะน้ำร้อน ๆ น่าจะละลายน้ำตาลก้อนได้เร็ว กลุ่ม 2 ตอบว่า น้ำ (อุณหภูมิปกติ) เพราะน้ำพอดีไม่ร้อนไม่เย็นเกินไปน่าจะละลายน้ำตาลก้อนได้เร็ว กลุ่ม 3 ตอบว่า น้ำเย็น เพราะน้ำเย็น ๆ น่าจะละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด


5 ขั้นที่ 3 ดำเนินการสำรวจตรวจสอบ (วันที่ 7 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2567) ครูสนทนากับเด็กๆโดยใช้คำถามว่า “เด็กคิดว่าจะหาคำตอบโดยวิธีการใดที่จะทำให้ทราบว่า “น้ำตาลก้อนจะ ละลายในน้ำอะไรได้เร็วที่สุด” โดยให้แต่ละกลุ่มร่วมกันคิดและให้เหตุผล ได้คำตอบดังนี้ กลุ่ม 1 ตอบว่า ต้องทดลองค่ะ กลุ่ม 2 ตอบว่า ทดลองเหมือนกันครับ กลุ่ม 3 ตอบว่า ทดลองดูค่ะ ดังนั้นครูและเด็กร่วมกันสนทนา และเด็ก ๆ ตกลงร่วมกันว่าจะใช้วิธีการทดลองในการหาคำตอบเพราะว่าจะ ได้ทดลองด้วยตนเอง และจะรู้คำตอบ ครูใช้คำถาม ถามเด็กต่อว่า “เราจะใช้อะไรมาทำการทดลองบ้าง” เด็กตอบว่า “ใช้แก้วน้ำ น้ำตาลก้อน น้ำร้อน น้ำเย็น น้ำธรรมดา” ครูถามต่อว่า “แล้วเด็กๆจะมีขั้นตอนการทดลองอย่างไร” พอใจ ตอบว่า “เราก็เอาน้ำใส่แก้วแล้วก็ใส่น้ำตาลก้อน แล้วก็ดูว่าน้ำตาลก้อนในแก้วไหนละลายไว” นิว ตอบว่า “เราต้องใส่น้ำตาลก้อนในแก้วน้ำพร้อมกันทั้ง 3 ใบ” วินเทจ ตอบว่า “ใส่น้ำตาลก้อน แล้วปล่อยให้น้ำตาลก้อนละลายเอง ไม่ต้องใช้ช้อนคนครับ” ครูถามต่อว่า “ทำไมถึงไม่ให้ใช้ช้อนคน” เด็กๆตอบว่า “ ก็ใช้ช้อนคนไม่เหมือนกัน อาจจะคนช้า อาจจะคนเร็ว อาจจะคนแรง ๆ บางคนอาจจะคน ค่อย ๆ” ครูถามต่อว่า “แล้วเราจะใส่น้ำในแก้วแค่ไหนดีล่ะ” เด็กๆตอบว่า “ต้องใส่น้ำในแก้วให้เท่ากันทุกใบเลย จะได้เหมือนกัน และเปรียบเทียบกันได้” ครูถามย้ำอีกว่า “แล้วเด็ก ๆ คิดว่าจะใส่น้ำแค่ไหนคะ” เด็กจึงตกลงร่วมกันว่าจะใส่น้ำเกือบ ๆ เต็มแก้ว โดยตวงน้ำให้เท่ากัน และครูได้ถามเพิ่มเติมว่า แล้วน้ำที่เด็กนำมาใช้ทดลองต้องใช้น้ำอะไรบ้าง ทอมมี่ : ใช้น้ำร้อน น้ำเย็น และน้ำธรรมดาครับ ครูถามอีกว่า “แล้วเด็ก ๆ คิดว่าจะใส่น้ำตาลก้อนเท่าไร” เด็กตกลงร่วมกันว่า แก้วน้ำแต่ละใบ ใส่น้ำตาลก้อนเพียงก้อนเดียวก็พอ แต่ต้องใส่ให้พร้อม ๆ กัน ครูจึงถามต่อว่า “ใครมีอะไรจะถามเพิ่มเติมอีกไหมคะ” สไปรท์: ครูขาหนูอยากใช้แว่นขยายส่องดูด้วยค่ะ จะได้เห็นชัด ๆ เด็กและครูจึงตกลงร่วมกันว่าการสังเกตการละลายของน้ำตาลก้อน ให้สังเกตโดยใช้แว่นขยาย ครูจึงถามอีกว่า “ทดลองแล้วเด็ก ๆ จะบันทึกผลอย่างไร” เด็กๆตอบว่า “ จะวาดรูปครับ/ค่ะ” ครูถามอีกว่า “แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำแก้วไหนละลายน้ำตาลได้เร็วที่สุด”เด็ก ๆ ตอบว่าเขียนตัวเลขกำกับไว้ ถ้าแก้วไหนละลายเร็วที่สุดก็เขียนเลข 1 รองลงมาก็เลข 2 ส่วนแก้วที่ละลายช้าที่สุดก็เขียนเลข 3


6 ดังนั้นครูจึงให้เด็กๆร่วมกันสรุปขั้นตอนของการทดลอง และวิธีบันทึกผลตามที่เด็ก ๆ บอกไว้ ได้ดังนี้ โดย ครูเขียนขั้นตอนและวิธีบันทึกผลลงในกระดาษชาร์ทตามคำพูดของเด็ก ขั้นตอนการทดลอง 1. เตรียมแก้วเปล่าจำนวน 3 ใบ 2. เติมน้ำใส่แก้ว ทั้ง 3 ใบ 3. ใส่น้ำตาลก้อนลงในแก้ว ทั้ง 3 ใบ ให้พร้อม ๆ กัน 4. สังเกตการละลายของน้ำตาลก้อน วิธีบันทึกผล - วาดรูป - เขียนตัวเลข 1 2 3 ตามลำดับการละลายของน้ำตาล โดยเรียงจากเร็วที่สุด ถึงช้าที่สุด ขั้นที่ 4 สังเกตและบรรยาย (วันที่ 8 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2567) - เด็กแต่ละกลุ่มแบ่งหน้าที่ตวงน้ำร้อน น้ำ (อุณหภูมิปกติ) น้ำเย็น ใส่ในแก้วทั้ง 3 ใบ เท่า ๆ กัน - เติมน้ำตาลก้อนในแก้วทั้ง 3 ใบพร้อมกัน - เด็กๆใช้แว่นขยายช่วยในการสังเกตการละลายของน้ำตาล - ทดลองซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้ผลการทดลองมีความน่าเชื่อถือ


7 เด็กทำการทดลอง และสังเกตการละลายของน้ำตาล ขั้นที่ 5 บันทึกผล เด็กแต่ละกลุ่มบันทึกผลตามวิธีการที่ออกแบบไว้ คือ วาดรูป และเขียนตัวเลข 1 2 3 เรียงตามการละลาย ของน้ำตาลจากละลายเร็วที่สุดไปหาละลายช้าที่สุด เด็กบันทึกผลการทดลองโดยการวาดภาพ


8 ผลงานของเด็กแต่ละกลุ่ม


9 ขั้นที่ 6 สรุปและอภิปรายผล (วันที่ 9 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2567) เด็กแต่ละกลุ่มช่วยกันสรุป อภิปรายผลการทดลอง ดังนี้ น้ำร้อนจะละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด อันดับ ที่ 2 คือ น้ำ (อุณหภูมิปกติ) ส่วนน้ำเย็นละลายน้ำตาลก้อนได้ช้าที่สุด ผลการทดลองเป็นไปตามการคาดคะเนคำตอบ ของกลุ่มที่ 1 ส่วนกลุ่มที่ 2 และ กลุ่มที่ 3 คาดคะเนคำตอบไม่ถูกต้อง เด็กและครูร่วมกันสรุปและอภิปรายผลการทดลอง หลังจากนั้นเด็กและครูสรุปร่วมกัน จนได้คำตอบว่า “น้ำร้อนสามารถละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด ส่วนน้ำ เย็นละลายน้ำตาลก้อนได้ช้าที่สุด” ครูถามเด็กเพิ่มเติมว่า เด็ก ๆ อยากรู้อะไรอีกบ้าง ทอมมี่ : น้ำอย่างอื่นละลายน้ำตาลได้ไหม แม็ค : น้ำโค้กละลายน้ำตาลได้ไหม วินเทจ : มีน้ำอะไรอีกที่ละลายน้ำตาลได้


10 ผลจากการทำโครงงานคำถามที่ 1 เด็กเกิดการพัฒนาด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. การส่งเสริมพัฒนาการความสามารถพื้นฐาน 4 ด้าน 1. 1 ด้านการเรียนรู้ -เด็กรู้จักการตั้งคำถามในสิ่งที่ตนสงสัย -เด็กได้ลงมือทำและทดลองด้วยตนเอง -เด็กสามารถอธิบายถึงวิธีการเรียนรู้ของตนเอง ว่าเรียนรู้อย่างไร และได้พบคำตอบที่อยากรู้ -เด็กได้เรียนรู้เรื่องการละลายของน้ำตาล -เด็กสามารถสรุปและนำเสนอผลสรุปแก่คนอื่น ๆ ได้ 1.2. ด้านภาษา - เด็กบอกรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์การทดลอง โดยใช้คำพูดของตัวเอง - เด็กพูดอธิบายถึงสิ่งที่พวกเขาสังเกตเห็นจากการทดลอง - เด็กได้พูดนำเสนอข้อมูลที่ได้ค้นพบด้วยตนเอง 1.3. ด้านสังคม -เด็กสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ -เด็กสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเอง และยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น -เด็กเคารพกฎ กติกาของห้องเรียน 1.4. ด้านการเคลื่อนไหวและทักษะการรับรู้ของประสาทสัมผัส -เด็กสามารถเคลื่อนไหว หยิบ จับ และใช้อุปกรณ์การทดลองได้คล่องแคล่ว -เด็กสามารถใช้ประสาทสัมผัสในการสังเกตด้วยตนเองจนได้ข้อมูลที่ชัดเจน 2. การส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2.1 ทักษะการสังเกต -การหยิบ จับ สัมผัส วัสดุต่างๆ ที่ใช้ในการทดลอง คือ ก้อนน้ำตาล สังเกตการเปลี่ยนแปลงของ ก้อนน้ำตาลเมื่อละลายน้ำ สังเกตน้ำที่ใช้ละลายน้ำตาลก้อน 2.2 ทักษะการวัด -เด็กเลือก และใช้ถ้วยตวงในการตวงน้ำใส่ในแก้ว เพื่อให้มีระดับน้ำเท่ากัน 2.3 ทักษะการคำนวณ -เปรียบเทียบได้ว่า น้ำชนิดใดสามารถละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด น้ำชนิดใดละลายน้ำตาลก้อน ได้ช้าที่สุด 2.4 ทักษะการจำแนกประเภท -เปรียบเทียบการละลายของน้ำตาลก้อนในน้ำร้อน น้ำ และน้ำเย็น -เปรียบเทียบผลการทดลองของแต่ละกลุ่ม -เปรียบเทียบสิ่งที่คาดคะเนกับผลที่ทดลอง 2.5 ทักษะการพยากรณ์หรือการคาดคะเนคำตอบ


11 -เด็กสามารถคาดคะเนคำตอบได้ว่า น้ำตาลก้อนจะละลายในน้ำอะไรเร็วที่สุด ระหว่างน้ำร้อน น้ำ ปกติ และน้ำเย็น 2.6 ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา - เด็กสามารถบอกได้ว่าเมื่อนำน้ำตาลก้อนใส่ในน้ำเมื่อเวลาเปลี่ยนไป น้ำตาลจะเปลี่ยนจากที่เป็น ก้อนใหญ่ จะละลาย เป็นก้อนเล็กลง และจนไม่เป็นก้อน 2.7 ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร -เด็กสามารถบอกได้ว่าต้องใช้น้ำของแต่ละแก้วจำนวนเท่ากัน และใช้น้ำตาลก้อนใส่ในน้ำพร้อม ๆ กัน 2.8 ทักษะการทดลอง -เด็กสามารถออกแบบ (ร่วมกันกำหนดขั้นตอนการทดลอง) ได้ ว่าจะทดลองอย่างไร ทำอย่างไร ใช้ วัสดุอุปกรณ์อะไรบ้าง - เด็กสามารถปฏิบัติการทดลองตามขั้นตอนที่กำหนดได้ - เด็กสามารถบันทึกผลการทดลองได้ 2.9 ทักษะการจัดกระทำ และสื่อความหมายข้อมูล -เด็กสามารถสรุปผลสิ่งที่สังเกตและทดลองได้โดยการวาดภาพ และนำเสนอข้อมูลหน้าชั้นเรียนให้ ผู้อื่นเข้าใจได้ 2.10 ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล -เด็กสามารถแสดงความคิดเห็นหรือให้เหตุผลของตนเองเพิ่มเติมโดยใช้ประสบการณ์เดิมได้ คำถามที่ 2 มีน้ำอะไรบ้างสามารถละลายน้ำตาลก้อนได้ จุดประสงค์ เพื่อสำรวจน้ำอะไรบ้างสามารถละลายน้ำตาลก้อนได้ ขั้นที่ 2 รวบรวมความคิดและคาดคะเนคำตอบ (วันที่ 12 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2567) เด็กและครูสนทนาร่วมกัน โดยครูใช้คำถามกระตุ้นเพื่อให้ทราบถึงประสบการณ์เดิมของเด็กเกี่ยวกับการ ละลายของน้ำตาล เช่น ครู : เด็ก ๆ คิดว่านอกจากน้ำเปล่าแล้ว ยังมีน้ำอะไรที่สามารถละลายน้ำตาลก้อนได้ พอใจ : หนูคิดว่าน้ำโซดาค่ะ ครู : นักเรียนรู้ได้อย่างไรว่าน้ำตาลก้อนจะละลายในน้ำโซดา สไปรท์: อะไรที่เป็นน้ำๆ น่าจะละลายน้ำตาลก้อนได้ค่ะ ครู : นอกจากน้ำโซดาแล้ว ใครคิดว่ายังมีน้ำอะไรอีกบ้างที่สามารถละลายน้ำตาลก้อนได้ นิว : น้ำส้มค่ะ สมาร์ท : น้ำนมครับ แม็ค : น้ำอัดลมครับ อาเธอร์: น้ำผึ้งครับ


12 โชค : น้ำส้มสายชูครับ ทอมมี่ : นมจืดครับ มีตังค์: น้ำหวานครับ โบ๊ท : น้ำโค้กครับ นิวเยียร์: น้ำสไปรท์ครับ จูเนียร์: น้ำกะทิครับ ครู : เด็ก ๆ อยากรู้อะไรเกี่ยวกับน้ำที่ยกตัวอย่างมาบ้าง พอใจ : หนูอยากรู้ว่าน้ำอะไรละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุดค่ะ วินเทจ : น้ำตาลก้อนจะละลายเหมือนกันหรือไม่ ครูรวบรวมคำถามที่เด็กอยากรู้ คือ น้ำตาลก้อนจะละลายในน้ำอะไรได้เร็วที่สุด ก่อนที่จะให้เด็ก ๆ คาดคะเน คำตอบ ครูแบ่งเด็กออกเป็น 3 กลุ่มๆ ละ4 - 5 คน ให้แต่ละกลุ่มเลือกน้ำ 3 ชนิดและครูใช้คำถามกระตุ้นให้เด็ก คาดคะเนคำตอบ โดยถามว่า “เด็ก ๆ คิดว่า น้ำอะไรจะละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด เพราะเหตุใด” กลุ่ม 1 ( น้ำอัดลม(สไปรท์) น้ำหวาน นมถั่วเหลือง ) และคาดคะเนคำตอบว่าน้ำที่สามารถละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด คือ น้ำอัดลม เพราะน้ำอัดลมซู่ซ่าน่าจะละลาย น้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด กลุ่ม 2 ( น้ำส้มสายชู น้ำอัดลม(โค๊ก) นมจืด ) และคาดคะเนคำตอบว่าน้ำที่สามารถละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด คือ น้ำส้มสายชู เพราะน้ำส้มสายชูเปรี้ยวมาก น่าจะละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด


13 กลุ่ม 3 ( น้ำกะทิ น้ำโซดา น้ำอัดลม(เป็บซี่) ) และคาดคะเนคำตอบว่าน้ำที่สามารถละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด คือ น้ำโซดา เพราะน้ำโซดาซู่ซ่า มีฟอง น่าจะ ละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด


14 ขั้นที่ 3 ดำเนินการสำรวจตรวจสอบ ( วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2567 ) ครูสนทนากับเด็กๆโดยใช้คำถามว่า “เด็กคิดว่าจะหาคำตอบโดยวิธีการใดที่จะทำให้ทราบว่า “น้ำตาลก้อนจะ ละลายในน้ำอะไรได้เร็วที่สุด” โดยให้แต่ละกลุ่มร่วมกันคิดและให้เหตุผล ได้คำตอบดังนี้ กลุ่ม 1 ตอบว่า ต้องทดลองค่ะ กลุ่ม 2 ตอบว่า ทดลองเหมือนกันครับ กลุ่ม 3 ตอบว่า ทดสอบดูค่ะ ดังนั้นครูและเด็กร่วมกันสนทนา และเด็ก ๆ ตกลงร่วมกันว่าจะใช้วิธีการทดลองในการหาคำตอบเพราะว่าจะ ได้ทดลองด้วยตนเอง และจะรู้คำตอบ ครูใช้คำถาม ถามเด็กต่อว่า “เราจะใช้อะไรมาทำการทดลองบ้าง” เด็กตอบว่า “ใช้จาน น้ำตาลก้อน สีผสมอาหาร หลอดหยด ช้อน” ครูถามต่อว่า “แล้วเด็กๆจะใช้น้ำอะไรบ้างมาทดลอง” แบงค์ : น้ำ 3 อย่าง ของแต่ละกลุ่มครับ ครู : กลุ่มที่ 1 ใช้น้ำอะไรบ้าง เด็กตอบว่า น้ำสไปรท์ น้ำหวาน นมถั่วเหลือง ครู : กลุ่มที่ 2 ใช้น้ำอะไรบ้าง เด็กตอบว่า น้ำส้มสายชู น้ำโค๊ก นมจืด ครู : กลุ่มที่ 3 ใช้น้ำอะไรบ้าง เด็กตอบว่า น้ำกะทิ น้ำโซดา น้ำเป๊บซี่ ครูถามต่อว่า “แล้วเด็กๆจะมีขั้นตอนการทดลองอย่างไร” พอใจ : เทน้ำใส่จานก่อนค่ะ นิว : แล้วเราก็เอาน้ำตาลก้อนในช้อนใส่จานค่ะ อาเธอร์: เราต้องหยดสีลงในน้ำตาลก้อนด้วย แล้วค่อยเอาไปวางในจานครับ ครูถามต่อว่า : ต้องวางน้ำตาลก้อนอย่างไร โชค : วางใส่จานให้พร้อม ๆ กันครับ ทั้ง 3 ใบ โบ๊ท : วางห่างๆ กันครับ ใส่จานละ 2 ก้อนครับ สไปรท์: ทำเหมือนที่คุณครูเคยให้ทดลองค่ะ ครู : เด็กๆ มีอะไรเพิ่มเติมอีกไหม พอใจ : น้ำในจานต้องใส่เท่าไรคะ สมาร์ท : จาน 3 ใบ ใส่น้ำเท่ากันไหม มีตังค์: เอาแว่นขยายส่องดูน้ำตาลในจานได้ไหมครับ เด็กและครูร่วมกันสรุปได้ว่า น้ำแต่ละชนิด ต้องตวงให้เท่ากันก่อนแล้วค่อยเทใส่จาน หลังจากนั้นหยดสีลงใน น้ำตาลก้อน แล้วนำน้ำตาลก้อนใส่ในจานให้พร้อม ๆ กัน จานละ 2 ก้อน โดยวางห่าง ๆ กัน สังเกตการละลายของ น้ำตาลก้อนแต่ละจาน


15 ครูถามต่อว่า ใช้ช้อนหรือมือคนน้ำตาลในจานเพื่อให้น้ำตาลละลายเร็ว ๆ ได้หรือไม่ เด็ก ๆ ตอบว่า ไม่ได้ ครับ/ค่ะ ต้องปล่อยให้น้ำตาลละลายเองจะได้รู้ว่า จานใบไหนน้ำตาลละลายเร็วที่สุด ครูจึงถามต่อว่า “ใครมีอะไรจะถามเพิ่มเติมอีกไหมคะ” เด็กๆตอบว่า “ ไม่มีแล้วครับ/ค่ะ” ดังนั้นครูจึงให้เด็กๆร่วมกันสรุปขั้นตอนของการทดลองตามที่เด็ก ๆ บอกไว้ ได้ดังนี้และครูเขียนขั้นตอนลงใน กระดาษชาร์ทตามคำพูดของเด็ก 1. ใส่น้ำแต่ละชนิดลงในจาน ให้ปริมาณเท่ากัน 2. หยดสีใส่น้ำตาลก้อน 3. ใส่น้ำตาลก้อนในจาน ๆ ละ 2 ก้อน โดยวางห่าง ๆ กัน ( ใส่น้ำตาลก้อนให้พร้อมกันทุกจาน ) 4. สังเกตการละลายของน้ำตาลก้อนในจานแต่ละใบ เมื่อเข้าใจตรงกันแล้ว ครูจึงชวนเด็ก ๆ สนทนาต่อถึงวิธีการบันทึกผลการทดลอง ครู : แล้วเราจะมีวิธีการบันทึกผลการทดลองอย่างไร พอใจ : วาดรูปน้ำตาลค่ะ นิว : วาดรูปน้ำต่างๆ 3 รูปค่ะ ครู: ครูมีภาพน้ำต่างๆให้เด็กๆจะบันทึกผลอย่างไร โบ๊ท : เราจะใช้กรรไกรตัดรูปครับ แล้วค่อยทากาวนำไปติดในบอร์ดครับ ครู: เราจะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำอะไรละลายน้ำตาลได้เร็วที่สุด ทอมมี่ : เขียนตัวเลข 1 2 3 เหมือนตอนที่เราทดลองน้ำร้อน น้ำเย็นครับ วินเทจ : น้ำอะไรละลายน้ำตาลเร็วกว่าเพื่อนก็เขียนเลข 1 ครับ ครู: แล้วน้ำที่เหลืออีก 2 ชนิดจะทำอย่างไร สไปรท์: น้ำที่ละลายเป็นที่ 2 ก็เขียนเลข 2 ส่วนน้ำที่ละลายช้าที่สุด ก็เขียนเลข 3 ค่ะ เด็กและครูสนทนาร่วมกัน ครูเขียนขั้นตอนการทดลองและวิธีบันทึกผล


16 ขั้นที่ 4 สังเกตและการบรรยาย (วันที่ 14 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2567) ครูให้เด็กทบทวนขั้นตอนการทดลองอีกครั้งก่อนการทดลองจริงโดยใช้ชาร์ทขั้นตอนการทดลองที่เขียนไว้ ประกอบการทบทวน และครูแจกอุปกรณ์การทดลองให้เด็กแต่ละกลุ่ม เด็กๆ เริ่มดำเนินการทดลองตาม ขั้นตอนที่วางแผนไว้ โดยครูใช้คำถามกระตุ้นให้เด็กสังเกตและบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นตามที่เด็กๆเห็น ครู : เมื่อใส่น้ำตาลก้อนลงในน้ำ เด็กๆสังเกตเห็นอะไรบ้าง พอใจ : เห็นฟองลอยออกมาจากก้อนน้ำตาลค่ะ นิว : น้ำตาลก้อนเล็กลงค่ะ ครู: นักเรียนสังเกตเห็นอะไรอีกหรือไม่ โบ๊ท : สีมันกระจายหากันครับ ครู : นักเรียนสังเกตเห็นน้ำมีลักษณะอย่างไร มีตังค์: น้ำสไปรท์มันเป็นฟอง ซู่ๆ แล้วน้ำตาลก็ละลายครับ ทอมมี่ : มีฟองออกมาจากน้ำโซดา สไปรท์: น้ำหวานมันข้น ๆ เหนียวๆ น้ำตาลมันละลายช้าค่ะ โชค : น้ำตาลละลายในน้ำโซดาเร็วที่สุดเลยครับ ครูให้แต่ละกลุ่มดำเนินการทดลองต่อไป และสังเกตการละลายของน้ำตาลในน้ำ 3 ชนิด แตกต่างกันอย่างไร อุปกรณ์การทดลองของแต่ละกลุ่ม กลุ่มที่ 1 กลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ 3


17 เด็กแต่ละกลุ่มแบ่งหน้าที่กันทดลองและสังเกตผล


18 ขั้นที่ 5 บันทึกผล ( วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ) ครูแจกอุปกรณ์การบันทึกผลให้เด็กแต่ละกลุ่ม 1. เด็กแต่ละกลุ่มบันทึกผลการทดลองโดยการใช้กรรไกรตัดรูปน้ำชนิดต่างๆ 2. ครูให้เด็กแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการทดลองหน้าชั้นเรียน และนำแบบบันทึกผลไปติดที่บอร์ด หน้าห้องเรียนที่ครูเตรียมไว้เมื่อนำเสนอเสร็จแล้ว เด็กแต่ละกลุ่มบันทึกผลการทดลอง แต่ละกลุ่มนำเสนอผลงาน


19 หลังจากนั้นแต่ละกลุ่มนำผลงานติดโชว์ที่บอร์ด ขั้นที่ 6 สรุปและอภิปรายผล (วันที่ 16 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2567) ครูและเด็กสนทนาร่วมกันถึงคำถามที่เด็กอยากรู้ว่า “น้ำตาลก้อนจะละลายในน้ำอะไรได้เร็วที่สุด ” และครูให้เด็กๆ ทบทวนโดยการให้ตัวแทนกลุ่มออกมาเล่าถึงวิธีการทดลองว่าทำอย่างไรบ้าง และบอกผลการทดลอง ของแต่ละกลุ่มว่าได้ผลอย่างไร โดยใช้ชาร์ทใหญ่ที่เด็ก ๆ ช่วยกันทำ ประกอบการสนทนา ดังนี้ กลุ่ม 1 ( น้ำอัดลม(สไปรท์) น้ำหวาน นมถั่วเหลือง ) และคาดคะเนคำตอบว่าน้ำที่สามารถละลาย น้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด คือ น้ำอัดลม เพราะน้ำอัดลมซู่ซ่าน่าจะละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด ซึ่งจากการทดลองปรากฏว่า คาดคะเนคำตอบได้ถูกต้อง กลุ่ม 2 ( น้ำส้มสายชู น้ำอัดลม(โค๊ก) นมจืด ) และคาดคะเนคำตอบว่าน้ำที่สามารถละลายน้ำตาล ก้อนได้เร็วที่สุด คือ น้ำส้มสายชู เพราะน้ำส้มสายชูเปรี้ยวมากน่าจะละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด ซึ่งจากการทดลองปรากฏว่า คาดคะเนคำตอบได้ถูกต้อง กลุ่ม 3 ( น้ำกะทิ น้ำโซดา น้ำอัดลม(เป็บซี่) และคาดคะเนคำตอบว่าน้ำที่สามารถละลายน้ำตาลก้อน ได้เร็วที่สุด คือ น้ำโซดา เพราะน้ำโซดาซู่ซ่า มีฟอง น่าจะละลายน้ำตาลก้อนได้เร็วที่สุด ซึ่งจากการทดลองปรากฏว่า คาดคะเนคำตอบได้ถูกต้อง ดังนั้น ครูจึงสรุปร่วมกับเด็ก ๆ ว่า “น้ำตาลก้อนสามารถละลายได้ในน้ำ และน้ำแต่ละชนิดสามารถละลาย น้ำตาลได้ช้า – เร็ว แตกต่างกัน” ครูสนทนากับเด็กๆว่าจากการทดลองนี้เด็กๆ อยากรู้หรือสงสัยอะไรอีกไหม สมาร์ท : มีน้ำตาลอะไรอีกบ้าง นิว : ใช้น้ำตาลทำขนมได้ไหม พอใจ : น้ำหวานเพราะใส่น้ำตาลใช่ไหม มีตังค์: น้ำตาลเอาไปทำอะไร โบ๊ท : ผมเคยกินหวานเย็น แต่ไม่รู้ว่าหวานเย็นทำอย่างไร วินเทจ: ผมอยากทำหวานเย็นครับ ทอมมี่: ผมก็อยากทำหวานเย็นเหมือนกันครับ


20 เด็กแต่ละกลุ่มร่วมกันสรุปและอภิปรายผลการทดลอง ผลจากการทำโครงงานคำถามที่ 2 เด็กเกิดการพัฒนาด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. การส่งเสริมพัฒนาการความสามารถพื้นฐาน 4 ด้าน 1. 1 ด้านการเรียนรู้ -เด็กรู้จักการตั้งคำถามในสิ่งที่ตนสงสัย -เด็กได้ลงมือทำและทดลองด้วยตนเอง -เด็กสามารถอธิบายถึงวิธีการเรียนรู้ของตนเอง ว่าเรียนรู้อย่างไร และได้พบคำตอบที่อยากรู้ -เด็กได้เรียนรู้เรื่องการละลายของน้ำตาลก้อนในน้ำแต่ละชนิด -เด็กสามารถสรุปและนำเสนอผลสรุปแก่คนอื่น ๆ ได้ 1.2. ด้านภาษา - เด็กบอกรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์การทดลอง โดยใช้คำพูดของตัวเอง - เด็กพูดอธิบายถึงสิ่งที่สังเกตเห็นจากการทดลอง - เด็กได้พูดนำเสนอข้อมูลที่ได้ค้นพบด้วยตนเอง 1.3. ด้านสังคม -เด็กสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ -เด็กสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเอง และยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น


21 -เด็กเคารพกฎ กติกาของห้องเรียน 1.4. ด้านการเคลื่อนไหวและทักษะการรับรู้ของประสาทสัมผัส -เด็กสามารถเคลื่อนไหว หยิบ จับ และใช้อุปกรณ์การทดลองได้คล่องแคล่ว 2. การส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2.1 ทักษะการสังเกต -การหยิบ จับ สัมผัส วัสดุต่างๆ ที่ใช้ในการทดลอง สังเกตการเปลี่ยนแปลงของก้อนน้ำตาลเมื่อละลายน้ำ สังเกตน้ำที่ใช้ละลายน้ำตาลก้อน 2.2 ทักษะการวัด -เด็กตวงน้ำใส่ในจาน เพื่อให้มีน้ำเท่ากันได้ 2.3 ทักษะการคำนวณ -เปรียบเทียบการละลายน้ำตาล ช้า – เร็ว แตกต่างกันอย่างไร 2.4 ทักษะการจำแนกประเภท -เปรียบเทียบผลการทดลองของกลุ่ม -เปรียบเทียบสิ่งที่คาดคะเนกับผลที่ทดลอง 2.5 ทักษะการพยากรณ์หรือการคาดคะเนคำตอบ -เด็กสามารถคาดคะเนคำตอบที่ตนเองคิดว่าน้ำตาลก้อนจะละลายในน้ำชนิดใดเร็วที่สุด 2.6 ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา - เด็กสามารถบอกได้ว่าเมื่อนำน้ำตาลก้อนลงในน้ำ น้ำตาลจะค่อย ๆ ละลาย แต่จะละลายช้า – เร็ว แตกต่างกัน 2.7 ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร -เด็กสามารถบอกได้ว่าต้องใช้น้ำแต่ละจานจำนวนเท่ากัน และวางน้ำตาลก้อนใส่จานให้พร้อมๆ กัน 2.8 ทักษะการทดลอง -เด็กสามารถออกแบบ (ร่วมกันกำหนดขั้นตอนการทดลอง) ได้ ว่าจะทดลองอย่างไร ทำอย่างไร ใช้ วัสดุอุปกรณ์อะไรบ้าง - เด็กสามารถปฏิบัติการทดลองตามขั้นตอนที่กำหนดได้ - เด็กสามารถบันทึกผลการทดลองได้ 2.9 ทักษะการจัดกระทำ และสื่อความหมายข้อมูล -เด็กสามารถสรุปผลสิ่งที่สังเกตและทดลองได้โดยการตัดกระดาษรูปภาพ การทำแผนภูมิรูปภาพ (รูปการ ละลายของน้ำตาลก้อน) และนำเสนอข้อมูลหน้าชั้นเรียนให้ผู้อื่นเข้าใจได้ 2.10 ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล -เด็กสามารถแสดงความคิดเห็นหรือให้เหตุผลของตนเองเพิ่มเติมได้ เช่น ทำไมกลุ่มของตนเองจึงคาดคะเน คำตอบไม่ถูกต้อง


22 คำถามที่ 3 หวานเย็นทำอย่างไร จุดประสงค์ เพื่อทดลองทำหวานเย็น ขั้นที่ 2 รวบรวมความคิดและคาดคะเนคำตอบ (วันที่ 19 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2567) จากการที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้เรื่อง มีน้ำอะไรบ้างสามารถละลายน้ำตาลก้อนได้ และพบว่ามีน้ำหลายชนิด สามารถละลายน้ำตาลก้อนได้ แต่เวลาที่ใช้ละลายน้ำตาลก้อนช้า – เร็ว แตกต่างกัน และมีเด็กบางคนมีคำถามต่อเนื่อง ว่า สมาร์ท : มีน้ำตาลอะไรอีกบ้าง นิว : ใช้น้ำตาลทำขนมได้ไหม พอใจ : น้ำหวานเพราะใส่น้ำตาลใช่ไหม มีตังค์ : น้ำตาลเอาไปทำอะไร โบ๊ท : ผมเคยกินหวานเย็น แต่ไม่รู้ว่าหวานเย็นทำอย่างไร ครูจึงถามเด็ก ๆว่า มีใครอยากรู้อะไรอีกไหม เกี่ยวกับน้ำตาล เด็กส่วนใหญ่อยากรู้ว่าหวานเย็นทำอย่างไร เหมือนโบ๊ท ดังนั้นเด็กและครูจึงตกลงกันว่าจะทดลองทำหวานเย็น เด็กและครูสนทนาร่วมกัน โดยครูใช้คำถามกระตุ้นเพื่อให้ทราบถึงประสบการณ์เดิมของเด็กเกี่ยวกับการทำ หวานเย็น เช่น ครู : เด็ก ๆ คิดว่า หวานเย็นมีลักษณะอย่างไร พอใจ : ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ไม่เคยเห็น มีตังค์: ผมเคยกินครับ มันจะหวาน ๆ และเย็น ๆ ครู : เด็ก ๆ อยากรู้อะไรอีกบ้าง สไปรท์: หนูอยากรู้ว่าหวานเย็นทำอย่างไร วินเทจ : เค้าใส่อะไรบ้างในหวานเย็น โบ๊ท : ผมว่าใส่น้ำตาลครับ เพื่อให้หวานครับ ครู : นักเรียนรู้ได้อย่างไรว่าหวานเย็นต้องใส่น้ำตาล พอใจ : ก็น้ำตาลมีรสหวาน ครู : หวานเย็นนอกจากจะมีรสหวานแล้ว เด็ก ๆ คิดว่าหวานเย็นน่าจะมีลักษณะอย่างไร ทอมมี่ : กินแล้วน่าจะเย็น ๆ ครับ เขาจึงเรียกหวานเย็น ครูรวบรวมคำถามที่เด็กอยากรู้ คือ หวานเย็นทำอย่างไร ให้เด็กแต่ละกลุ่มคาดคะเนคำตอบ สรุปได้ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ทำน้ำหวานแล้วเอาไปแช่ในตู้เย็น กลุ่มที่ 2 ทำน้ำหวานแล้วเอาน้ำแข็งมาใส่ให้เย็น กลุ่มที่ 3 ทำน้ำหวานแล้วใส่ในถุงพลาสติกก่อนแล้วเอาไปแช่ในตู้เย็น ขั้นที่ 3 ดำเนินการสำรวจตรวจสอบ ( วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2567 ) ครูใช้คำถามกับเด็กว่า “ เด็ก ๆ จะทำอย่างไร จึงจะรู้ว่าหวานเย็นทำอย่างไร ” เด็ก ๆ ตอบว่า


23 1.จะกลับไปถามพ่อแม่ที่บ้าน 2. จะดูในยูทูฟ 3. ลองทำดู ครูถามต่อว่าถ้าที่บ้านเด็ก ๆ ไม่มีอินเตอร์เน็ตล่ะ จะดูยูทูฟได้อย่างไร เด็กส่วนใหญ่ตอบว่าจะดูที่โรงเรียน ของเรา เพราะโรงเรียนมีอินเตอร์เน็ต ครูบันทึกวิธีการหาคำตอบของเด็ก ดำเนินการสำรวจตรวจสอบ (ต่อ) ( วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ) ครูให้เด็กที่ไปถามพ่อแม่ผู้ปกครอง มาเล่าให้เพื่อนฟังหน้าชั้นเรียน หลังจากนั้นเด็กและครูสืบค้นข้อมูลจาก อินเตอร์เน็ต เด็กดูวิธีการทำหวานเย็นในยูทูฟ


24 หลังจากนั้นเด็กและครูร่วมกันสรุปวิธีการทำหวานเย็น ซึ่งสรุปได้ดังนี้ 1. ต้มน้ำใส่น้ำตาล 2. น้ำต้มสุกแล้วยกลง เติมนม และน้ำแต่งกลิ่น สี ตามใจชอบ 3. บรรจุน้ำใส่ถุงพลาสติก รัดยางให้แน่น 4. นำถุงน้ำหวานไปแช่ตู้เย็น ( ช่องทำน้ำแข็ง) เด็กและครูร่วมกันสรุปว่า การทำหวานเย็นใส่อะไรบ้าง ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันคิด โดยครูใช้คำถาม กระตุ้น“เด็ก ๆ คิดว่า การทำหวานเย็นใส่อะไรได้บ้าง เพื่อให้หวาน หอม สีสันน่ากิน” หลังจากนั้นครูให้เด็กแต่ละ กลุ่มร่วมกันออกแบบในการทำหวานเย็น สรุปได้ดังนี้ กลุ่ม 1 น้ำ น้ำตาล นม น้ำหวาน(เฮลซ์บลูบอย) สีแดง กลุ่ม 2 น้ำ น้ำตาล นม น้ำหวาน(เฮลซ์บลูบอย) สีเขียว กลุ่ม 3 น้ำ น้ำตาล นม น้ำหวาน(แคนดี้บอย) สีเหลือง ครูและเด็กสนทนาและบันทึกการออกแบบทำหวานเย็นในกระดาษชาร์ท หลังจากนั้น ครูจึงชวนเด็ก ๆ สนทนาต่อถึงวิธีการบันทึกผลการทดลอง เด็ก ๆ ตอบว่า จะวาดรูปหวานเย็น ชิมรสแล้วเล่าให้เพื่อนและครูฟังในห้องเรียน


25 ขั้นที่ 4 สังเกตและบรรยาย (วันที่ 22 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2567) ครูและเด็กร่วมกันสนทนา ทบทวน ขั้นตอนและวิธีการทำหวานเย็น หลังจากนั้นให้เด็กแต่ละกลุ่ม แบ่งหน้าที่กันทำหวานเย็น โดยมีผู้ใหญ่ดูแลอย่างใกล้ชิด วัสดุอุปกรณ์ในการทำหวานเย็น


26 เด็กทำหวานเย็นโดยมีผู้ใหญ่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด


27 ผลงานการทำหวานเย็นของเด็กแต่ละกลุ่ม ก่อนนำไปแช่ตู้เย็น ขั้นที่ 5 บันทึกผล เด็กแต่ละกลุ่มบันทึกผลตามวิธีการที่ออกแบบไว้ คือ วาดรูป ชิมหวานเย็นแล้วเล่าให้เพื่อนและครูฟัง แล้วนำ ผลงานติดโชว์ที่บอร์ด ผลงานการทำหวานเย็นของเด็ก


28 เด็กชิมรสชาติของหวานเย็น เด็กเล่าให้เพื่อนและครูฟังหลังจากได้ชิมหวานเย็นแล้ว


29 เด็กแต่ละกลุ่มบันทึกผลงานเพื่อนำเสนอ หลังจากนั้นเด็กนำผลงานติดโชว์ที่บอร์ดหน้าห้อง


30 ขั้นที่ 6 สรุปและอภิปรายผล (วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567) เด็กแต่ละกลุ่มช่วยกันสรุป อภิปรายผลการทดลอง “หวานเย็นทำอย่างไร” ว่า ต้องต้มน้ำใส่น้ำตาล ใส่นม น้ำหวานตามใจชอบ เสร็จแล้วนำน้ำหวานใส่ถุงรัดยางให้แน่น นำไปแช่ในตู้เย็น ประมาณ 1 วัน น้ำหวานจะ กลายเป็นก้อนน้ำแข็ง เรียกว่า “หวานเย็น” ซึ่งกลุ่มที่ 3 สามารถคาดคะเนวิธีทำหวานเย็นได้ถูกต้อง เพราะเด็กบางคน เคยกิน ส่วนกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 คาดคะเนคำตอบวิธีการทำหวานเย็นไม่ถูก เพราะไม่รู้จักและไม่เคยกิน แต่หลังจาก เด็กได้เรียนรู้วิธีทำหวานเย็นและได้ทดลองทำหวานเย็นแล้ว ปรากฏว่า ทุกกลุ่มสามารถทำหวานเย็นได้ รสชาติ หวาน เย็น หอมอร่อย แตกต่างกันเพียงสีดังนี้ กลุ่มที่ 1 หวานเย็น มีกลิ่นหอมจากน้ำหวานสีแดง กลุ่มที่ 2 หวานเย็น มีกลิ่นหอมจากน้ำหวานสีเขียว กลุ่มที่ 3 หวานเย็น มีกลิ่นหอมจากน้ำหวานสีเหลือง ครูถามเด็กเพิ่มเติมว่า หลังจากทำหวานเย็นแล้ว เด็ก ๆ อยากรู้อะไรอีกบ้าง พอใจ : น้ำตาลเอาไปทำอะไรบ้าง นิว : เอาไปทำขนมได้ไหม โบ๊ท : เอาน้ำตาลไปทำวุ้นได้ไหม ทอมมี่ : น้ำโค้กเอาไปทำหวานเย็นได้ไหม เด็กและครูร่วมกันสรุปอภิปรายผล


31 ผลจากการทำโครงงานคำถามที่ 3 เด็กเกิดการพัฒนาด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1. การส่งเสริมพัฒนาการความสามารถพื้นฐาน 4 ด้าน 1. 1 ด้านการเรียนรู้ -เด็กรู้จักการตั้งคำถามในสิ่งที่ตนสงสัย -เด็กได้ลงมือทำและทดลองด้วยตนเอง -เด็กสามารถอธิบายถึงวิธีการเรียนรู้ของตนเอง ว่าเรียนรู้อย่างไร และได้พบคำตอบที่อยากรู้ -เด็กได้เรียนรู้เรื่องหวานเย็นทำอย่างไร -เด็กสามารถสรุปและนำเสนอผลสรุปแก่คนอื่น ๆ ได้ 1.2. ด้านภาษา - เด็กบอกรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์การทดลอง โดยใช้คำพูดของตัวเอง - เด็กพูดอธิบายถึงสิ่งที่พวกเขาสังเกตเห็นจากการทดลอง - เด็กได้พูดนำเสนอข้อมูลที่ได้ค้นพบด้วยตนเอง 1.3. ด้านสังคม -เด็กสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ -เด็กสามารถแสดงความคิดเห็นของตนเอง และยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น -เด็กเคารพกฎ กติกาของห้องเรียน 1.4. ด้านการเคลื่อนไหวและทักษะการรับรู้ของประสาทสัมผัส -เด็กสามารถเคลื่อนไหว หยิบ จับ และใช้อุปกรณ์การทดลองได้คล่องแคล่ว -เด็กสามารถใช้ประสาทสัมผัสในการสังเกตด้วยตนเองจนได้ข้อมูลที่ชัดเจน 2. การส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 2.1 ทักษะการสังเกต -การหยิบ จับ สัมผัส วัสดุต่างๆ ที่ใช้ในการทำหวานเย็น คือ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของน้ำตาลเมื่อ ละลายน้ำ สังเกตน้ำที่เปลี่ยนสี 2.2 ทักษะการวัด -เด็กเลือก และใช้ถ้วยตวงในการตวงน้ำหวานใส่ถุง ให้รัดยางให้พอดี น้ำหวานไม่ล้นถุง 2.3 ทักษะการคำนวณ - เด็กรู้ว่าต้องใส่อะไรบ้าง จำนวนมากน้อยเพียงใด ในการทำหวานเย็น 2.4 ทักษะการจำแนกประเภท -เปรียบเทียบการทำหวานเย็นของแต่ละกลุ่ม 2.5 ทักษะการพยากรณ์หรือการคาดคะเนคำตอบ -เด็กสามารถคาดคะเนคำตอบได้ว่า ทำหวานเย็นให้มีกลิ่นหอมน่ากินได้อย่างไร 2.6 ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา


32 - เด็กสามารถบอกได้ว่าเมื่อนำน้ำหวานในถุง ไปแช่ในตู้เย็น ( ช่องทำน้ำแข็ง) น้ำหวานจะกลายเป็น ก้อนน้ำแข็ง 2.7 ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร -เด็กสามารถบอกได้ว่าต้องใช้อะไรในการทำให้หวานเย็นให้มีกลิ่นหอมน่ากิน 2.8 ทักษะการทดลอง -เด็กสามารถออกแบบ (ร่วมกันกำหนดขั้นตอนการทดลองทำหวานเย็น) ได้ ว่าจะทำอย่างไร ใช้วัสดุ อุปกรณ์อะไรบ้าง - เด็กสามารถปฏิบัติการทดลองตามขั้นตอนที่กำหนดได้ - เด็กสามารถบันทึกผลการทดลองได้ 2.9 ทักษะการจัดกระทำ และสื่อความหมายข้อมูล -เด็กสามารถสรุปผลสิ่งที่สังเกตและทดลองได้โดยการวาดภาพ และนำเสนอข้อมูลหน้าชั้นเรียนให้ ผู้อื่นเข้าใจได้ 2.10 ทักษะการลงความคิดเห็นจากข้อมูล -เด็กสามารถแสดงความคิดเห็นหรือให้เหตุผลของตนเองเพิ่มเติมโดยใช้ประสบการณ์เดิมได้


33 ภาคผนวก


34 รายชื่อนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่3 เลขที่ ชื่อ – สกุล 1 เด็กชายกิตติพันธ์ แสงชัย 2 เด็กชายอุดมทรัพย์ วิชัย 3 เด็กชายพุฒิพร สาเลิศ 4 เด็กชายนพกร จันทชาลี 5 เด็กชายปราชญ์ชญากานต์ ไชยมงคล 6 เด็กชายพุฒิพงศ์ น้อยพรหม 7 เด็กชายภาณุพงศ์ น้อยพรหม 8 เด็กชายกิตติชนม์ ธิมาชัย 9 เด็กชายพิพัฒน์พงษ์ อยู่ขอบเวียง 10 เด็กชายธนากร อินทนงค์ 11 เด็กชายธีรภัทร นามเสนา 12 เด็กหญิงธนภรณ์ อุ่นหล้า 13 เด็กหญิงวรัญญา ผิวขำ 14 เด็กหญิงพิชชาพร ป้องกัน


Click to View FlipBook Version