The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Jutamanee Chompomat, 2023-03-03 11:25:42

รายงาน

รายงาน

รายงาน เรื่อง บูเช็คเทียน จัดท าโดย นางสาว จุฑามณี ชมภูมาตร เลขที่ ๑๕ ช้นัมธัยมศึกษาปี่ที่๕/๕ เสนอ ครู พิสมัย สืบเลย รายงานฉบบัน้ีเป็นส่วนหน่ึงของการเรียนรายวิชาภาษาไทย ท๓๒๑๐๒ ภาคเรียนที่ ๒ ปี การศึกษา พ.ศ.๒๕๖๕ โรงเรียน สีชมพูศึกษา อา เภอสีชมพูจงัหวดัขอนแก่น


ค ำน ำ คา นา ฉบบัน้ีเป็นส่วนหน่ึงของรายวิชาภาษาไทย (ท๓๒๑๐๒) ช้นัมธัยมศึกษาปีที่๕ โดยมีจุดประสงค์ เพื่อการศึกษาประวัติศาสตร์ของจีน(บูเช็คเทียน) โดยได้ศึกษาจากแหล่งต่างๆอาทิ เช่น Youtube Googie โดย รายงานเล่มน้ีต้องมีเน้ือหาเกี่ยวกับ การข้ึนสู่อา นาจของบูเช็คเทียน ในแต่ละสมยัและการเปลี่ยนแปลงของ ราชวงศ์ ผูจ้ดัทา คาดหวงัเป็นอย่างยิ่งว่าการจดัทา เอกสารฉบบัน้ีจะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผูท้ ี่สนใจด้าน ประวัติศาสตร์ของประเทศจีนเป็ นอย่างดี


สำรบัญ เรื่อง หน้ำ บทน า ๑ ประวัติของบูเช็คเทียน ๒ การข้ึนสู่อา นาจของบูเช็คเทียน ๓ การแบ่งฝ่ ายของราชส านัก ๔ อ านาจของบูเช็คเทียน ๕ อ านาจลดน้อยลง ๖


บทน ำ จักรพรรดินีบูเช็กเทียน เป็นอีกหน่ึงสตรีที่ไต่เตา้จนกา้วข้ึนสู่บลัลงัก์อา นาจของจีน และกลายเป็ นบุคคลในหน้า ประวตัิศาสตร์ซ่ึงถูกคนรุ่นหลงัพูดถึงและหยบิยกมาศึกษาจนถึงวนัน้ี หากเล่าเส้นทางโดยคร่าว อาจต้องย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ภายหลังจากการสวรรคตของพระเจ้าถังเกาจงในปี ค.ศ. 683อู่เม่ยเหนียงอดีตนางสนมช้นั ปลายแถวของพระเจา้ถงัไท่จงจกัรพรรดิองคก์ ่อนและเป็นพระมเหสีเอก ของพระเจ้ำถังเกำจงกลายเป็ นผู้ดูแลราชส านักโดยปลดพระเจ้ำจงจง (หลีเสี่ยน)ลงจากตา แหน่งแลว้แต่งต้งัให้ พระเจ้ำลุ่ยจง (หลตี่ ้ัง)ข้ึนเป็นจกัรพรรดิที่อยู่เพียงแค่ในตา หนกัไม่อาจที่จะเขา้ร่วมกิจการของรัฐ มีเพียงพระนาง ที่เป็ นผู้ส าเร็จราชการแทนพระสวามีที่จากไปในฐานะอู่ไทเฮา (พระมารดาขององค์จักรพรรดิ) กระทงั่ในอีก7 ปีต่อมาอู่ไทเฮาข้ึนครองราชสมบตัิเป็นจักรพรรดินีอู่เจอเทียน (บูเช็กเทียน) พร้อมกับสถาปนา ราชวงศข์ ้ึนใหม่จากเดิมคือราชวงศถ์งัเป็นราชวงศ์โจวในวันที่ 9 เดือน 9 นบัเป็นการข้ึนสู่อา นาจสูงสุดอยา่งเป็น ทางการของจกัรพรรดินีพระองคแ์รกและองคเ์ดียวแห่งประวตัิศาสตร์แดนมงักร ถือเป็นจุดเริ่มตน้การปกครอง แผ่นดินโดยราชวงศ์โจว การข้ึนสู่อา นาจของพระนางในฐานะองค์จกัรพรรดินีในแง่หน่ึงพระนางได้ทา นุบา รุงพุทธศาสนาและให้ ความส าคัญมากกว่าลัทธิเต๋า ให้ความส าคัญในราชกิจโดยการคัดเลือกผู้ที่มีความสามารถเข้ารับราชการมากกว่า การรับบุตรหลานในตระกูลขนุนางเก่า ส่งผลใหเ้ศรษฐกิจการเมืองในรัชสมยัของพระนางนบัวา่พฒันาไปมาก ทรงเปิ ดโอกาสให้ผู้คนได้แสดงความคิดเห็นหรือพูดกันอย่างกว้างขวาง พร้อมกบัรับฟังในความคิดเห็นเหล่าน้นั ใหค้วามสา คญั ในการพฒันาการเกษตร ท้งัยงัสืบสานนโยบายจากรัชกาลก่อนโดยการลดความเขม้งวดการเกณฑ์ แรงงาน การเก็บภาษีรวมท้งัการดา เนินนโยบายผ่อนปรนให้กบัราษฎรทา ให้แผ่นดินในรัชสมยัของพระนางมี ความก้าวหน้าและเข้มแข็ง


พระนำม สมเด็จพระจักรพรรดินีนาถ อู่ เจ๋อเทียน หรือ บูเช็คเทียน มีพระนามเดิมว่าอู่จ้ำว(Wu Zhao)[9] (บางคร้ัง ใช้ตัวอักษรจีนว่า "武曌" หากว่าตัวอักษรที่ใช้จริงไม่เป็ นที่ปรากฏชัด อย่างไรก็ตามค าว่า "จ้าว" ไม่ได้ใช้ ตัวอักษร "瞾" เนื่องจากตวัอกัษรน้ีเป็นอกัษรที่มีการประดิษฐ์ข้ึนใหม่ในสมยัของพระนางเอง ส่วนแซ่หรือราช สกุลของพระนางคือ "อู่" ซึ่งยังคงใช้อยู่แม้ว่าจะทรงอภิเษกสมรสกับ จักรพรรดิถังเกาจง ซึ่งใช้ราชสกุล หลี่ ต่อมาจกัรพรรดิถงัไท่จง พระราชทานพระนามให้แก่พระนางใหม่ว่า "เม่ย"์ (媚) [15] ท าให้ในปัจจุบัน ประชาชนจีนมักเอ่ยพระนามของพระนางว่าอู่เม่ย์หรืออู่เม่ย์เหนียง (武媚娘) เมื่อกล่าวถึงชีวิตในวัยเยาว์ ของพระองค์ และจะใช้ชื่อเรียกพระนามว่า อู่โฮ่ว เมื่อกล่าวถึงพระนางในช่วงที่ได้รับการแต่งต้งัให้เป็นพระ มเหสี (หรือฮองเฮา) และพระพันปี (หรือไทเฮา) แล้ว ส่วนการใช้ค าว่า อู่ เจ๋อเทียน (จีน: 武則天) จะใช้เมื่อ กล่าวถึงพระองค์ในขณะด ารงพระยศเป็ นจักรพรรดินี(ฮ่องเต้)แห่งราชวงศ์อู่โจวของจีน


ประวัติ ตระกูลอู่มีต้นก าเนิดในเมืองเหวินสุ่ย (จีน: 文水) มณฑลปิ้งโจว (จีน: 并州) (ปัจจุบันคือ ต าบลเห วินสุ่ยในมณฑลซานซี) บูเช็กเทียนเกิดในเมืองลี่โจว(จีน: 利州) (ปัจจุบันคือ เมืองก่วงหยวน (จีน: 广元) ในมณฑลเสฉวน) [ต้องการอ้างอิง] หรือมิฉะน้ันอาจเป็นที่เมืองฉางอาน (ปัจจุบันคือเมืองซีอาน) ในช่วงรัชสมัยของ สมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจู่ ประสูติเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 624[6][16]และสวรรคตในวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 705[6][8] จักรพรรดินีอู่ประสูติในปี ที่ 7 แห่งรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจู่โดยปีน้ันเป็นปีที่เกิด สุริยุปราคาเต็มดวง (total eclipse of the Sun) ซึ่งสามารถมองเห็นได้ในประเทศจีน บิดาของพระนางคือ อู่ ซึ่อ ฮั่ว (อังกฤษ: Wu Shihuo; จีนตัวย่อ: 武士彟;จีนตัวเต็ม: 武士彠; พินอิน: Wǔ Shìhuò; 559-635 CE) มี อาชีพเกี่ยวกับการค้าไม้ ซึ่งเป็ นเพียงพ่อค้าสามัญชนธรรมดาที่มีฐานะคนหนึ่ง ส่วนมารดาของพระนางน้นัมาจาก ตระกูลหยางซ่ึงเป็นตระกูลที่มีอา นาจมากในสมยัน้ัน ในช่วงปีสุดทา้ยของรัชสมยัสมเด็จพระจักรพรรดิสุย หยาง หลี่หยวน (อังกฤษ: Li Yuan; จีน: 李淵) ผู้มีต าแหน่งแม่ทัพขุนนางในราชวงศ์สุย ซึ่งภายหลังกลายเป็ น จกัรพรรดิถงัเกาจู่แห่งราชวงศถ์งัไดเ้ขา้พกัอาศยัอยู่ในบา้นของตระกูลอู่(หรือบู) หลายคร้ังจนมีความสนิทสนม กบัตระกูลน้ีหลังจากหลี่หยวนล้มล้างอ านาจของสมเด็จพระจักรพรรดิสุยหยางได้แล้ว พระองค์ได้ตอบแทน ตระกูลอู่ดว้ยเงินทอง เมล็ดพนัธุ์พืช ที่ดิน และแพรพรรณเน้ือดีต่าง ๆ เป็นอนัมาก และเมื่อสถาปนาราชวงศ์ถงั ส าเร็จอู่ซี่อฮั่วได้รับต าแหน่งเสนาบดีอาวุโสและต าแหน่งผู้ครองเมืองหยางโจวลี่โจว และจิงโจว (อังกฤษ: Jingzhou;จีน: 荊州) ปัจจุบันคือ เขตเจียงหลิง (อังกฤษ: Jiangling County; จีน: 江陵县) ในมณฑลหู เป่ ย์ต่อมาสมเด็จพระจักรพรรดิเกาจู่ได้สละราชสมบัติ พระราชโอรสของพระองค์ คือ เจ้าชายหลี่ซื่อห มิน (อังกฤษ: Li Shi Min; จีน: 李世民; พินอิน: Lǐ shì min) จึงข้ึนครองราชยต์ ่อเป็นสมเด็จพระจกัรพรรดิ ถังไท่จงนนั่เอง พระราชมารดาของจกัรพรรดินีอู่เจ๋อเทียนน้ันเดิมทรงเป็นเช้ือสายพระราชวงศ์สุย (隋朝) ที่ปกครอง ประเทศจีนมาก่อนราชวงศ์ถงัซ่ึงท่านหญิงหยาง พระราชมารดาของพระนางน้ันเดิมเป็นพระนัดดาของกวน หวัง (จีน: 关王; พินอิน: Guān wáng) หรือพระนามเดิม หยางสง ซึ่ งเป็ นพระญาติสนิทของสมเด็จพระ


จักรพรรดิสุยหยางต้ี(พระนามจริงว่า หยางกว่าง) จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์สุย จึงนับได้ว่าท่านหญิงห ยางเป็ นผู้เกิดในชาติตระกูลสูง หากราชวงศส์ุยมิไดล้่มสลายลงไปเสีย อู่ซื่อฮวั่คงมิไดม้ีโอกาสพบองคห์ญิงหยาง แต่เมื่อราชวงศส์ุยล่มสลายไป องคห์ญิงหยางจึงจา ตอ้งหาที่พ่ึงพิง สตรีในยุคน้นัมีทางเลือกไม่มากนกัเนื่องจาก ขณะน้นัพระองคเ์ป็นเพียงสมาชิกราชวงศท์ ี่ตกยาก ซ่ึงอู่ซื่อฮวั่เองก็ตอ้งการที่หาภริยาที่จะมาส่งเสริมเชิดชูเกียรติ ของตนเองเช่นกัน โดยเฉพาะในยามที่ต้องออกสังคมกับพวกขุนนาง ซึ่งก็มักจะเป็ นผู้เกิดในตระกูลสูงเสียเป็ น ส่วนใหญ่ดงัน้ันองค์หญิงเช้ือสายราชวงศ์สุยอย่างองค์หญิงหยางจึงเป็นที่หมายปองของอู่ซื่อฮวั่เป็นอย่างมาก เมื่อความตอ้งการของท้งัสองฝ่ายตรงกนัองคห์ญิงหยางจึงทรงสมรสกบัอู๋ซื่อฮวั่(โดยมีฐานะเป็นภริยาคนที่สอง เนื่องจากอู่ซื่อฮวั่มีภริยาคนแรกอยู่แลว้เป็นหญิงสามญัชน)และถูกเรียกขานนามว่าท่านหญิงหยาง นบัแต่น้นัมา แม้จะเป็ นภริยาคนที่ 2 แต่ว่าเป็นเช้ือพระวงศเ์ก่ามาก่อนท่านหญิงหยางจึงเป็นที่รักและยกย่องของอู๋ซื่อฮวั่อย่าง มาก ท าให้ภริยาคนแรกกับบุตรชายท้ัง 2 ที่เกิดกับภริ ยาคนแรกไม่ชอบใจท่านหญิงหยางและเกิดเหตุ กระทบกระทงั่ทา ร้ายจิตใจกนัตลอดมา [17] คร้ันต่อมาเมื่อท่านหญิงหยางไดใ้ห้กา เนิดทารกน้อยบูเช็กเทียน (อู่เจ๋อเทียน) ไดม้ีเรื่องเล่ากนัว่ามีโหร ใหญ่คนหน่ึงชื่อหยวนเทียนกงัมาเห็นทารกนอ้ยที่น่ารักคนน้ีและนึกวา่เป็นเด็กชายจึงออกปากทกัไปวา่เด็กคนน้ี ถา้หากเป็นหญิงล่ะก็ต่อไปจะไดเ้ป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินจีนเป็นแน่ยิ่งกว่าน้นัเมื่อบูเช็กเทียนไดเ้ขา้วงัไปแลว้ โหราจารยแ์ห่งราชสา นกัยงัไดพ้ยากรณ์สา ทบัอีกวา่ต่อไปสตรีแซ่อู่จะมีอา นาจข้ึนลม้ราชวงศถ์งั


วัยพระเยำว์ จักรพรรดินีอู่ประสูติในตระกูลร ่ารวย มีคนรับใช้ที่คอยช่วยเหลือเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตประจ าวัน ท าให้ไม่ เคยเรียนรู้งานในบ้านใด ๆ พระราชบิดาของพระนางจึงสนับสนุนให้พระนางอ่านหนังสือและศึกษาเล่าเรียน หนังสือแทน ซึ่งแตกต่างจากบิดาที่มีบุตรสตรีคนอื่น ๆ ในยุคน้นัเป็นอย่างมาก และพระนางเองก็มิไดเ้ป็นสตรี ประเภทที่สามารถนั่งเงียบ ๆ ทา งานเย็บปักถกัร้อย หรือดื่มชาท้งัวนั ได้พระนางจึงต้งัใจเล่าเรียนวิชาต่าง ๆ มากมายอาทิวิชาดา้นการเมืองและการปกครองการเขียน วรรณกรรม และดนตรีพระนางเติบโตข้ึนพร้อมกบั การเรียนรู้มากมายที่พระราชบิดาของพระนางเป็ นผู้สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เมื่ออายุได้ 14 พรรษา พระนางจึงถูก ส่งเข้าถวายตัวเป็ นนางสนมของสมเด็จพระจักรพรรดิถังไท่จง เมื่อพระนางอายุได้ 14 พรรษา ได้ถูกส่งเข้าถวายตัวเป็ นพระสนมของจักรพรรดิถังไท่จง และที่นี่เองที่ พระนางเริ่มรับหนา้ที่ฝ่ายในในตา แหน่งคลา้ยเลขานุการ ซ่ึงทา ใหพ้ระนางไดส้านต่อดา้นการศึกษาอีกคร้ัง ในรัชสมยัของสมเด็จพระจกัรพรรดิถงัไท่จงน้นัพระอคัรมเหสีหรือ พระจกัรพรรดินีหรือ หวงโฮ่ว (จีน: 皇后; พินอิน: Huánghòu)คือสมเด็จพระจักรพรรดินีจ่างซุน (จีน: 长勋皇后; พินอิน: Zhǎng xūn huánghòu; พระนางทรงมีแซ่ 2 พยางค์คือ ฉางซุน หรือ จ่างซุน ส่วนพระนามคือ อู่เต๋อ) เป็ นพระชนนีของพระ ราชโอรสท้งั 3 พระองค์ของจักรพรรดิถังไท่จง ในเวลาต่อมาองค์ชายหลี่เฉิงเฉียน พระราชโอรสพระองค์แรกผู้ ด ารงต าแหน่งรัชทายาท (จีน: 皇太子; พินอิน: Huáng tàizǐ)กับพระราชโอรสองค์ต่อมาคือ องค์ชายหลี่ไท่ ซึ่งมีความขัดแย้งต่อกันมานาน เนื่องจากองค์ชายหลี่ไท่ทรงมีความต้องการที่จะเป็ นรัชทายาท แต่ด้วยความที่ พระองค์มิได้เป็ นพระราชโอรสองค์แรก พระองคย์งัทรงทราบดว้ยอีกว่าองคร์ัชทายาท องคช์ายหลี่เฉีงเฉียนน้นั เป็นพวกรักร่วมเพศ จึงทรงพยายามทุกทางที่จะกา จดัพระเชษฐาของพระองค์เองให้ได้โดยมีอยู่คร้ังหน่ึงที่องค์ ชายหลี่เฉิงเฉียนองค์รัชทายาทเกือบจะถูกจกัรพรรดิถงัไท่จงพระบิดาจะจบัไดแ้ลว้ว่าพระองค์น้นัทรงเป็ นพวก รักร่วมเพศ หากแต่หลักฐานไม่เพียงพอ จักรพรรดิถังไท่จงจึงทรงเลือกที่จะเชื่อพระราชโอรสของพระองค์ มากกว่า และโปรดให้ประหารชีวิตขันทีคนสนิทซึ่งเป็ นคู่รักขององค์รัชทายาทเสีย แต่ไม่ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ ปลดองค์ชายหลี่เฉิงเฉียนจากรัชทายาทแต่อย่างใด ต่อมาองค์รัชทายาทวางแผนกบฏเพื่อรวบอ านาจมาไว้ที่ ตนเองแต่ผูเ้ดียวเพื่อเป็นการกา จดัองคช์ายหลี่ไท่พระอนุชาดว้ยแต่แผนการรั่วไหลเสียก่อน ในคร้ังน้ีจกัรพรรดิ ถงัไท่จงไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป พระองค์จึงโปรดเกลา้ฯ ให้ปลดองค์ชายหลี่เฉิงเฉียน จากตา แหน่งองค์รัช ทายาทเป็ นสามัญชน แลว้จึงเนรเทศไปอยู่ตา บลในเขตชายแดน หลี่เฉิงเฉียนอยู่ไดไ้ม่นานก็ถึงแก่กรรมที่ตา บล ชายแดนน้ันเอง ส่วนองค์ชายหลี่ไท่พระราชโอรสองค์ต่อมาก็พลาดหวงัจากตา แหน่งรัชทายาท โดยตา แหน่ง องค์รัชทายาทกลบั ไปตกอยู่กับองค์ชายหลี่จ้ือ (องักฤษ: Li Zhi; จีน: 李治; พินอิน: Lǐ zhì) พระราชโอรส


พระองคเ์ลก็ของสมเด็จพระจกัรพรรดิถงัไท่จง และเป็นพระอนุชาขององคช์ายหลี่ไท่นนั่เอง ดว้ยจกัรพรรดิไท่จง มีพระราชดา ริเองว่าพระราชโอรสพระองคร์องน้นัเป็นผูท้ี่มีจิตใจโหดเห้ียม แมจ้ะมีความสามารถเหนือกว่าแต่ก็ ไม่สมควรได้ครองแผ่นดิน ส่วนพระราชโอรสพระองคเ์ลก็น้นัแมจ้ะไม่เขม้แขง็เด็ดขาด แต่ก็มีพ้ืนฐานจิตใจค่อน ไปทางฝ่ายดีงาม การตดัสินพระทยัของสมเด็จพระจกัรพรรดิถงัไท่จงคร้ังน้ีเป็นการพลิกโฉมประวตัิศาสตร์จีน ในอีกไม่นานนบัจากน้นั ต่อมาไม่นานใน ปี ค.ศ. 649 สมเด็จพระจักรพรรดิถังไท่จงเสด็จสวรรคต องค์ชายหลี่จ้ือซ่ึงเป็นองค์รัช ทายาทไดเ้สด็จข้ึนครองราชยแ์ทน และทรงพระนามว่าสมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจง (จีน: 唐高宗皇帝 ; พินอิน: Tánggāozōng huángdì; ครองราชย์ปี ค.ศ. 649 - 683) เป็ นรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์ถังนับจากองค์ปฐม จักรพรรดิถังเกาจู่เป็ นต้นมา โดยทรงมีอัครชายาที่พระราชบิดาพระราชทานอภิเษกสมรสให้มาแต่เดิม พระอัคร ชายาพระองคน์ ้ีจึงไดค้รองพระราชอิสริยยศสมเด็จพระอคัรมเหสีออกพระนามว่าจกัรพรรดินีหวงั (จีน: 王皇 后; พินอิน: Wáng huánghòu) ด้วยพระนางมีพระนามเดิมว่า หวัง (王姓) [17]


นำงสนมของสมเด็จพระจักรพรรดิถังไท่จง เมื่อพระนางบูเช็กเทียนเข้ามาเป็ นนางสนมโดยการอยู่กินด้วยกันโดยไม่ได้สมรส ของสมเด็จพระ จักรพรรดิถังไท่จง (ราวปี ค.ศ. 636 ถึง 638) และได้รับยศเป็ น "ไฉเหริน" (อังกฤษ: cairen; จีน: 才 人; พินอิน: Cái rén) ซึ่งเป็ นต าแหน่งนางสนมระดับที่ 5 ในระบบ 9 ข้นัของขา้ราชการ ชนช้นัสูงและ นางสนม ในราชส านักแห่งราชวงศ์ถัง (Tang's nine-rank system)[15][18] โดยคร้ังเมื่อพระ นางถูกส่งตวัเขา้วงัน้นัท่านหญิงหยางผเู้ป็ นมารดาร้องไห้คร ่าครวญอย่างขมขื่นกับโชคชะตาของพระนาง หากแต่บูเช็กเทียนไดก้ล่าวกบัมารดาของพระนางวา่"ท่านรู้ไดอ้ยา่งไรวา่น้ีมิใช่โชคของขา้พเจา้ที่ไดพ้บกบั พระโอรสแห่งสวรรค์(Son of Heaven)" เมื่อได้เข้าใจในความทะเยอทะยานของพระนาง ท่าน หญิงหยางจึงได้หยุดร้องไห้ อย่างไรก็ตามพระนางบูเช็กเทียนมิได้เป็ นที่โปรดปรานขององค์จักรพรรดิไท่จงนัก แม้ว่าพระนางจะเคย ได้เข้ารับใช้พระองค์ในฐานะนางสนม (มีความสัมพันธ์ทางเพศ)[19] ในช่วงที่พระนางบูเช็กเทียนเป็ นนางสนม อยนู่้นั ไดแ้สดงนิสัยอนัเด็ดเดี่ยวกลา้หาญจนทา ให้จกัรพรรดิไท่จงเกิดความประทบั ใจในเวลาน้นัจกัรพรรดิ ถังไท่จงทรงมีม้าชื่อ "สิงโตป่ า (Lion Stallion)" ที่มีลกัษณะดุดนัและแขง็แรงมากไม่มีผใู้ดสามารถข้ึน นงั่ฝึกมา้ตวัน้ีได้พระนางบูเช็กเทียนซ่ึงเขา้รับใชเ้ป็นนางสนองพระโอษฐ์อยู่ได้เสนอกับจักรพรรดิถังไท่จงว่าตน สามารถปราบมา้ตวัน้ีได้โดยใชข้องสามสิ่งคือแส้เหลก็คอ้น และกริช โดยจะใชแ้ส้เหลก็เฆี่ยนมนัก่อน ถา้มา้ น้นั ไม่ยอมเชื่อฟังก็จะใชค้อ้นตีหวัมา้หากยงัไม่ยอมอีกก็จะเอากริชเชือกคอมนั ให้ตายลงเสีย [20] องค์ จักรพรรดิถังไท่จงได้สดับฟังค าแนะน าของพระนางแล้วชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของบูเช็กเทียนมาก[20] หากแต่ พระองคก์ ็รู้สึกตกใจมากและมีความรู้สึกลึก ๆ กวา่นางสนมที่เคร่งครัดถือตวัไม่ควรพูดจาแบบน้ีแต่เจา้ชายห ลี่จ้ือ(องักฤษ: Li Zhi; จีน: 李治; พินอิน: Lǐ zhì) ซ่ึงเป็นองคร์ัชทายาทในขณะน้นักลบัติดใจและหลง รักบูเช็กเทียนที่มีอายุมากกว่าเขา 4 ปี ในระหวา่งน้ีบูเช็กเทียนก็ได้แอบลักลอบมีความสัมพันธ์กับองค์รัชทายาท ซึ่งเป็ นพระโอรสองค์สุดท้าย ของจักรพรรดิไท่จง คือ เจา้ชายหลี่จ้ือ แต่ความสัมพนัธ์น้ีมีอนัตอ้งหยดุลงเมื่อจกัรพรรดิไท่จงสิ้นพระชนมล์ง ในปี ค.ศ. 649 เจา้ชายหลี่จ้ือ ซ่ึงมีพระมารดาพระนามวา่"เหวินเต๋อ(Wende)" เป็ นพระมเหสีเอกของ จักรพรรดิไท่จง ได้สืบทอดพระราชบัลลังก์ต่อโดยมีพระนามว่า สมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจง (อังกฤษ: Emperor Tanggaozong; จีน: 唐高宗皇帝; พินอิน: Tánggāozōng huángdì; ครองราชย์ปี ค.ศ. 649 - 683)


บวชเป็นภิกษุณี จกัรพรรดิไท่จงมีพระโอรสท้งัหมด 14 พระองค์ โดยมี 3 พระองค์เป็ นพระโอรสในพระมเหสีเอก คือ พระ นางเหวิ๋นเต๋อ(อังกฤษ: Empress Wende;จีน: 文德皇后; พินอิน: Wén dé huánghòu; 601–636) แต่พระองค์ มิได้มีพระโอรสกับพระสนมบูเช็กเทียน[21] ตามพระราชประเพณีโบราณของราชส านัก หากพระมเหสีหรือนาง สนมคนใดไม่มีพระโอรสหรือพระธิดากบัพระมหากษตัริย์และเมื่อพระองคส์ ิ้นพระชนมล์ง พระมเหสีและนาง สนมเหล่าน้นัจะตอ้งออกจากราชส านกัและบวชเขา้ส านกัสงฆ์ตลอดชีวิต พระนางบูเช็กเทียนจึงถูกส่งตวัไปยงั วดัก่านเย่(อังกฤษ: Ganye Temple; จีน: 感業寺) เพื่อบวชเป็ นภิกษุณีจนกว่าชีวิตจะหาไม่ (บางส่วนอ้างว่า เป็ นเพราะจักรพรรดิไท่จงทรงทราบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบูเช็กเทียนกับพระราชโอรสของพระองค์แต่ด้วย ความเสน่หาในความงามของบูเช็กเทียน พระองคจ์ึงไม่ทรงสั่งประหารชีวิต แต่หากให้บูเช็กเทียนไปบวชแทน) พระนางบูเช็กเทียนต้องพลัดพรากจากวังไปนานถึงสองปี จึงได้มีโอกาสได้พบกับสมเด็จพระจักรพรรดิ ถงัเกาจงอีกคร้ังหน่ึง เมื่อพระองค์ทรงเดินทางไปยงัวดัก่านเย่ที่พระนางบูเช็กเทียนบวชอยู่ในช่วงเวลาน้ีเองที่ พระมเหสีของจักรพรรดิถงัเกาจงทรงแอบเห็นวา่ท้งัสองมีความผูกพนัต่อกนัจึงชกัชวนให้บูเช็กเทียนเขา้มาเป็น นางสนมเอกแทนที่นางสนมเอกแซ่เซียว ซึ่ งมีความขัดเคืองกันอยู่และไม่ต้องพระทัยของพระมเหสีของ จักรพรรดิถังเกาจงนัก


กำรขึน้สู่อำ นำจ ในราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 650 พระนางบูเช็กเทียนไดก้ลบัเขา้วงัอีกคร้ังในฐานะพระสนมของสมเด็จ พระจักรพรรดิถังเกาจง พระราชโอรสของจักรพรรดิถังไท่จง ได้รับยศเป็ น เจาหยี(อังกฤษ: Zhaoyi;จีน: 昭儀 ) ซ่ึงเป็นตา แหน่งสูงสุดในบรรดาศกัด์ิเกา้ช้นัของนางสนม ท าให้พระนางมีอ านาจและอิทธิพลในการบริหาร ราชการเป็ นอย่างมากในช่วงตลอดรัชสมัยของจักรพรรดิถังเกาจง และได้รับการกล่าวถึงว่าเป็ นผู้มีความทะเยอ ทยานในอ านาจเป็ นอย่างมาก มีนักประวัติศาสตร์จีนโบราณบางคนเชื่อว่าพระนางบูเช็กเทียนเป็ นผู้สังหาร พระธิดาของพระนางเองเพื่อใส่ร้ายและโยนความผิดให้แก่จกัรพรรดินีหวงั (องักฤษ: Empress Wang; จีน: 王 皇后; พินอิน: Wáng huánghòu) (ผู้เป็นพระอัครมเหสีในสมเด็จพระจกัรพรรดิถงัเกาจง) ในการก้าวข้ึนสู่ อ านาจด้วย จำกส ำนักภิกษุณีกลบัมำเป็นนำงสนมอกีคร้ัง[แก้] สมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจงเสด็จข้ึนครองราชย์ในขณะที่มีพระชนมายุเพียง 21 ปี ทรงเป็ นผู้ด้อย ประสบการณ์และความสามารถ ประกอบกับมีสุขภาพที่อ่อนแเอ[12] หากทรงไดร้ับการแต่งต้งัจากพระราชบิดา จกัรพรรดิถงัเกาจงใหท้รงเป็นองคร์ัชทายาทเนื่องจากความอปัยศของพระเชษฐาท้งัสองของพระองค์ [21] สมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจงน้ันทรงเป็นผูท้ ี่มีร่างกายอ่อนแอหากแต่มีจิตใจที่ดีแม้ว่าพระองค์จะ ค่อนข้างไปทางหูเบาและฝักใฝ่ ในกามารมณ์ ไม่นานหลังจากข้ึนครองราชยพ์ระองค์ทรงหลงใหลและโปรด ปรานในตัวพระสนมเซียว(แซ่เซียว นามว่าฮุ่ยจือ ซึ่งเดิมเป็ นสตรีสามัญชน) (อังกฤษ: Consort Xiao; จีน: 宵 恕妃; พินอิน: Xiāo shù fēi) อย่างมากจนต่อมาในภายหลงัถึงกบั โปรดเกลา้ฯให้สถาปนานางข้ึนเป็นพระ มเหสีล าดับที่ 3 ออกพระนามว่า พระมเหสีเซียว จักรพรรดินีหวังทรงตระหนักดีว่าพระราชสวามีโปรดปรานพระสนมเซียวมาก จนทรงกลัวว่าจะส่งผลถึง ฐานะของพระนาง ซึ่งก็เป็ นความจริงดังที่องค์จักรพรรดินีทรงกังวล เพราะไม่นานต่อมาพระสนมเซียวก็ทรง พระครรภ์และให้พระประสูติการพระราชกุมารพระองค์น้อยที่มีสุขภาพแข็งแรง ทรงพระนามว่า เจ้าฟ้าชายหลี่ซู่ เจี๋ย (Li Sujie) และธิดา 2 พระองค์ คือ เจ้าหญิงยี่หยาง (Yiyang) และเจ้าหญิงซวนเฉิง (Xuancheng) แก่ถงัเกาจง องคจ์กัรพรรดิทรงปีติยินดีอยา่งยงิ่ถึงกบัโปรดเกลา้ฯใหส้ถาปนาพระราชโอรสพระองคน์อ้ยข้ึนเป็นกษตัริยแ์ห่ง รัฐสี่ (喜王) ต้งัแต่แรกประสูติทีเดียว และยงัมีพระราชปรารภว่าจะให้ดา รงตา แหน่งรัชทายาทอีกดว้ย พระ อัครมเหสีหวังทรงตื่นตกใจมากและได้พยายามใช้กุศโลบายทุกทางจนสามารถเปลี่ยนพระทัยถังเกาจงให้ สถาปนาพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในบรรดาพระราชโอรสท้งัหมด คือ พระองค์เจา้ชายหลี่จง กษตัริยแ์ห่ง


รัฐเอ้ียน (燕王) ซึ่งมีพระมารดาเป็ นเพียงพระสนม คือพระสนมหลิว ซึ่งเป็ นพระญาติกับพระจักรพรรดินีหวัง ทางฝ่ายพระมารดาใหเ้ป็นองคร์ัชทายาทแทนไดส้า เร็จ ทา ใหพ้ระสนมเซียวโกรธแคน้อยา่งยงิ่ ในระหว่างพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระจกัรพรรดิถงัไท่จงถงัเกาจงทรงเขา้ออกวดัก่านเย่ (Ganye Temple) เพื่อทรงจุดธูปบูชาพระบรมศพพระราชบิดา ทา ให้พระองค์ไดพ้บกบัพระนางบูเช็กเทียนอีกคร้ัง ซ่ึง ความสัมพันธ์ระหว่างถังเกาจงและพระนางบูเช็กเทียนผู้เคยเป็ นที่ทรงปฏิพัทธ์มาต้งัแต่คร้ังรัชกาลก่อนน้นัอยู่ใน สายพระเนตรของพระจักรพรรดินีหวังพระจักรพรรดินีหวังผู้ซึ่งไม่ได้เป็ นที่โปรดปรานแห่งองค์จักรพรรดินัก ดว้ยพระองค์ทรงโปรดพระสนมเซียวมากกว่า ดงัน้ันเมื่อจกัรพรรดินีหวงัเห็นว่าถงัเกาจงยงัมีความสนใจและ ประทับใจในความงามของบูเช็กเทียนอยู่ จักรพรรดินีหวังจึงวางแผนให้รับพระนางบูเช็กเทียนกลับเข้าสู่ราช สา นกัอีกคร้ังในฐานะพระสนมอีกคนหน่ึง ท้งัน้ีเพื่อดึงความสนใจของถงัเกาจงจากพระสนมเซียวเสีย หลังจากพระนางบูเช็กเทียนออกจากวัดเพื่อกลับเข้าสู่ราชส านักในฐานะของพระสนมของถังเกาจงอีก คร้ัง (แมว้่าถงัเกาจงจะมีฐานะเป็นลูกเล้ียงของพระนาง นอกจากน้ันยงัมีผูเ้ชื่อว่าพระนางเคยมีเพศสัมพนัธ์กบั จักรพรรดิไท่จงผู้วายชนม์แล้ว จึงกล่าวได้ว่าเป็ นการร่วมประเวณีกับญาติสนิท พระจักรพรรดินีหวงัทรงคิดว่าเพียงแต่จะชกันา พระนางบูเช็กเทียนเขา้มาสู่ราชสา นกัอีกคร้ังเพื่อดึงความ สนพระทยัของถงัเกาจงออกจากพระมเหสีเซียวเท่าน้ัน พอกา จดัพระมเหสีเซียวไปไดแ้ลว้ก็จะค่อยกา จดับูเช็ก เทียนในภายหลัง จึงไม่ทรงขัดขวางเมื่อพระราชสวามีมีพระราชด าริจะรับพระนางบูเช็กเทียนเขา้วงัในอีกคร้ัง ซ่ึง ในคร้ังน้ีพระนางบูเช็กเทียนไม่ไดด้า รงฐานะเป็นเพียงพระสนมธรรมดาเหมือนในรัชกาลก่อน หากแต่ไดร้ับการ โปรดเกล้าฯให้เป็ นถึง "เจาหยี" หรือ พระสนมเอกล าดับ 1 (จีน: 昭宜; พินอิน: Zhāo yí)จากบรรดาพระสนม เอกของจีนซ่ึงมีท้งัหมด 9 ช้นันบัวา่เป็นที่3 ในวังรองจากสมเด็จพระจักรพรรดินีหวัง และพระสนมเซียวทีเดียว ซ่ึงพระนางบูเช็กเทียนพระสนมเอกก็ไม่ทา ให้องคจ์กัรพรรดินีหวงัทรงผิดหวงัเพราะหลงัจากน้นั ไม่นานถงัเกา จงก็ทรงลืมพระมเหสีเซียวไปเสียสนิท


ข้อกล่ำวหำ เมื่อมีโอกาสพระสนมบูเช็กเทียนก็ไม่รอช้าที่จะก าจัดพระจกัรพรรดินีหวงัออกไปเสียก่อนที่ตนเองจะเป็น ฝ่ ายถูกก าจัดออกไปแทน โดยมีเรื่องที่บันทึกไว้มีว่า ในปี ค.ศ. 654 พระสนมบูเช็กเทียนมีพระประสูติกาลพระ ราชธิดาพระองค์หนึ่ง เมื่อพระจักรพรรดินีหวังเสด็จไปทรงเยี่ยมเจ้าหญิงพระราชธิดาองค์น้อยซึ่งยังมีพระชนม์ ไม่ถึงเดือน นยัว่าเสด็จไปทรงเยี่ยมตามราชประเพณีในฐานะที่เป็นพระมารดาเล้ียง และเพื่อแสดงว่ามีพระมหา กรุณาต่อเจ้าหญิงน้อยดุจพระมารดาแท้ๆ แต่กลับเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด คือเจ้าหญิงพระองค์ นอ้ยเสด็จสิ้นพระชนมอ์ย่างกระทนัหนั ในวนัเดียวกนัน้นัเอง ซ่ึงพระสนมบูเช็กเทียนได้กล่าวหาพระจักรพรรดินี หวงัว่าเป็นสาเหตุที่พระราชธิดานอ้ยสิ้นพระชนม์ [12]ขอ้กล่าวหาในคร้ังน้ีพระจกัรพรรดินีหวงัไม่อาจแกต้วัใด ๆ ได้เนื่องจากพระจกัรพรรดินีเป็นผูท้ี่อยู่กบัเจา้หญิงน้อยเป็นพระองคส์ุดทา้ยก่อนที่เจา้หญิงน้อยจะสิ้นพระชนม์ นับว่าพระจักรพรรดินีทรงชักศึกเข้าบ้านโดยแท้[17] ถังเกาจงทรงเชื่อในข้อกล่าวหาว่าพระจักรพรรดินีหวังเป็ นผู้ปลงพระชนม์พระราชธิดาองค์น้อยเนื่องจาก ความอิจฉาริษยาโดยพระจกัรพรรดินีหวงัก็ไม่อาจหาหลกัฐานใด ๆ มาแกข้อ้กล่าวหาน้ีได้พระจกัรพรรดิถงัเกา จงจึงทรงพระพิโรธและรับสั่งให้ถอดยศและขบั ไล่พระจกัรพรรดินีหวงัออกจากราชส านักโดยจะทรงแต่งต้งั พระสนมบูเช็กเทียนข้ึนเป็นพระจกัรพรรดินีแทน แต่พระองคต์อ้งการให้คณะเสนาบดีเห็นชอบกบัรับสั่งในคร้ัง น้ีด้วย พระถงัเกาจงพร้อมด้วยพระสนมบูเช็กเทียนจึงได้เสด็จไปเยี่ยมบา้นของพระมาตุลาของพระถงัเกาจง คือ ฉางซุนอู๋จ้ี(Zhangsun Wuji) มหาเสนาบดีท้งัไดพ้ระราชทานทรัพยส์มบตัิให้แก่ฉางซุนอู๋จ้ีเป็นอนัมาก และ เมื่อพระถงัเกาจงทรงนา เรื่องที่อดีตพระจกัรพรรดินีหวงัไม่มีพระราชโอรสธิดาให้แก่พระองคม์าเป็นขอ้อา้งใน การขบัไล่พระนาง ฉางซุนอู๋จ้ีก็บ่ายเบี่ยงที่จะตอบสนองพระราชดา รัสน้นัต่อมามารดาของพระสนมบูเช็กเทียน สตรีสกุลหยาง พร้อมท้งัซูจิงจง (Xu Jingzong) ผูเ้ป็นฝ่ายเดียวกบัพระสนมบูเช็กเทียนไดเ้ยี่ยมฉางซุนอู๋จ้ีอีกคร้ัง เพื่อให้ขอเขาสนับสนุนการตัดสินพระทัยของพระถังเกาจง แต่ก็ยังไม่เป็ นผล[25] อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าพระจักรพรรดินีหวังหรือพระสนมบูเช็กเทียนเป็ นผู้ท าร้ายพระราชธิดา พระองค์น้อย เนื่องจากไม่สามารถหาหลกัฐานที่ชดัเจนมายนืยนัไดว้า่พระราชธิดาสิ้นพระชนมด์ว้ยสาเหตุใดแน่ มีความเป็ นไปได้ว่าพระสนมบูเช็กเทียนอาจเป็ นผู้สังหารพระราชธิดาของตัวเองแล้วใส่ร้ายพระจักรพรรดินนี หวัง แต่ก็อาจเป็ นไปได้เช่นกันว่าพระจักรพรรดินีหวังเป็ นผู้สังหารพระราชธิดาเองเนื่องจากความอิจฉาริษยาที่ พระถังเกาจงทรงโปรดปรานพระสนมบูเช็กเทียนมาก หรื ออาจไม่มีผู้ใดเป็ นผู้ท าร้ายพระราชธิดา แต่ สิ้นพระชนม์จากการสาเหตุธรรมชาติอื่น ๆ เช่น กลุ่มอาการทารกตายกะทันหัน (asphyxiation) อาหารเป็ นพิษ ส าลักอาหาร เป็ นต้น


ถอดยศพระมเหสีและขึ้นเป็ นพระมเหสี ช่วงฤดูร้อน ปี ค.ศ. 655 พระสนมบูเช็กเทียนได้ใส่ร้ายพระจักรพรรดินีหวังและ พระมารดาของพระ จักรพรรดินีคือหลิวฮูหยินอีกคร้ังว่าท้งัสองใชค้าถาอาคมไสยศาสตร์พระถงัเกาจงจึงมีรับสั่งให้ห้ามหลิวฮูหยนิ ไม่ให้เข้าวังอีกต่อไป และยังปลด หลิวซื่อ (Liu Shi) พระมาตุลาของพระมเหสีหวังด้วย[25]ในขณะเดียวกันเหล่า ขา้ราชการในราชสา นกัก็เริ่มเขา้เป็นพวกกบัพระสนมบูเช็กเทียนมากข้ึน มีท้งั ซู จิงจง (Xu Jingzong) หลี่ ยีฟู(Li Yifu) ซุยอ้ีสวน (อังกฤษ: Cui Yixuan; จีน: 崔義玄; พินอิน: Cuī Yìxuán) และหยวน กงหยู๋(อังกฤษ: Yuan Gongyu ; จีน: 袁公瑜; พินอิน: Yuán gōngyú) เมื่อถึงฤดูใบไมร้่วงในปีน้นัพระถงัเกาจงทรงเรียกประชุมเสนาบดีอนัมีอคัรมหาเสนาบดีฉางซุนอู๋จ้ีและ เสนาบดีหลี่จี(Li Ji) หยู๋ จือหนิง (Yu Zhining) และ ฉู่ ซุ่ยเหลียง (Chu Suiliang) เข้าประชุม โดยฉู่ซุ่ยเหลียงคาด เดาไว้ว่าจะเป็ นเรื่องการถอดพระอิสริยยศพระจักรพรรดินีหวัง หลี่จีปฏิเสธการเข้าร่วมโดยอ้างอาการป่ วย ในที่ ประชุม ฉู่ซุ่ยเหลียงน้นัทกัทว้งการถอดพระอิสริยยศคร้ังน้ีอย่างรุนแรง ในขณะที่ฉางซุนอู๋จ้ีและหยู๋จือหนิง น้นั ไม่เห็นด้วยกับพระถังเกาจงด้วยการไม่แสดงความเห็น ในขณะเดียวกัน ฮานหยวน (Han Yuan) และไหลจี(Lai Ji) ต่างก็ไม่เห็นดว้ยกบัการถอดพระอิสริยยศน้ีทา ให้พระถงัเกาจงรับสั่งถามไปยงัหลี่จีอีกคร้ังหน่ึง โดยหลี่จี ตอบว่า "สิ่งน้ีเป็นเรื่องในบา้นของพระองค์เอง ใยจึงถามบุคคลภายนอก" เมื่อไดย้ินดงัน้ัน พระถงัเกาจงจึงได้ ข้อสรุปที่จะท าตามพระประสงค์ของพระองค์เอง และทรงปลดเสนาบดีฉู่ซุ่ยเหลียงจากราชส านัก ไปเป็ นผู้ว่า มณฑลถนั่(ปัจจุบนัคือบริเวณฉางชาในมณฑลหูหนาน) [25] เมื่อทรงถอดพระยศพระจักรพรรดินีหวังลงเป็ น สามัญชน ให้เรียกว่านางหวัง (王氏) พร้อมกนัน้ีก็โปรดให้ถอดยศพระมเหสีเซียวซูเฟยลงเป็นนางเซียว(宵 氏) แลว้ทรงยงัสั่งให้คุมขงัท้งัสองคนไว้แลว้มีพระราชโองการสั่งให้แต่งต้งัพระสนมบูเช็กเทียนข้ึนเป็นพระ จกัรพรรดินีแทน ภายหลงัต่อมาพระจกัรพรรดินีบูเช็กเทียนก็สั่งให้สังหารนางหวงัและนางเซียวเสมือนถูก ฆาตกรรมอย่างโหดร้ายและเงียบเชียบเนื่องจากทรงเห็นว่าพระถงัเกาจงมีพระราชประสงคใ์ห้ปล่อยตวันางท้งั สองโดยต่อมาพระจกัรพรรดินีบูเช็กเทียนก็ทรงฝันร้ายวา่ถูกหลอกหลอนโดยนางท้งัสองอยหู่ลายคร้ัง ต่อมาในช่วงปลายปี ค.ศ. 655 พระนางบูเช็กเทียนไดร้ับการแต่งต้งัข้ึนเป็นพระอัครมเหสี หรือ หฺวังโฮ่ว(ตามส าเนียงจีนกลาง) หรือฮองเฮา (ตามสา เนียงฮกเก้ียน)


กำรประชวรของพระเจ้ำถังเกำจงและกำรขับไล่บูเช็คเทียน ในปี ค.ศ. 660 ถังเกาจงและจักรพรรดินีบูเช็กเทียนได้เสด็จไปยังบริเวณเบียน (Bian Prefecture; ปัจจุบันคือไท่ หยวน (Taiyuan)) ซ่ึงในคร้ังน้ีพระนางบูเช็กเทียนมีโอกาสไดเ้ชิญเพื่อนบา้นและญาติพี่นอ้งเขา้ร่วมงานฉลอง ของราชส านักด้วย[26] ปลายปีน้นัถงัเกาจงทรงเริ่มมีอาการพระประชวรมากข้ึน โดยทรงมีอาการปวดพระเศียร อย่างหนักและสูญเสียการมองเห็นด้วย โดยคาดว่าเกิดจากโรคความดันสูง (hypertension-related)[27] หากนัก ประวตัิศาสตร์บางคนมีความเห็นวา่อาการพระประชวรน้นัเป็นผลจากการที่พระนางบูเช็กเทียนพยายามลอบ วางยาพิษแก่สมเด็จพระจกัรพรรดิถงัเกาจงทีละนอ้ย [28] ดงัน้นัพระองคจ์ึงเริ่มใหจ้กัรพรรดินีบูเช็กเทียนออกวา่ ราชการแทนมากข้ึน ท้งัน้ีพระนางก็ไดแ้สดงความสามารถและสติปัญญาท้งัในดา้นวรรณกรรมและ ประวตัิศาสตร์รวมท้งัการบริหารราชการอยา่งถูกตอ้งจนพระนางสามารถรวบอา นาจของสมเด็จพระจกัรพรรดิ ถงัเกาจงมาไดท้ ้งัหมด กล่าวกันว่าในปี ค.ศ. 664 สมเด็จพระจักรพรรดินีบูเช็กเทียนได้เข้าแทรกแซงการบริหารราชการในราช ส านกัมากข้ึนจนทา ให้ถงัเกาจงไม่พอพระทยันอกจากน้นัพระนางยงัไดใ้ห้กวัสิงเจิน (องักฤษ: Guo Xingzhen; จีน: 郭行真; พินอิน:Guōxíngzhēn) ผู้เป็ นหมอผีลัทธิเต๋ามาทา พิธีคาถาอาคม ซ่ึงเป็นสิ่งตอ้งห้ามในราช ส านัก อันเคยเป็ นสาเหตุให้อดีตพระอัครมเหสีหวังถูกปลดและขับไล่ออกจากราชส านักไป ขันทีหวงัฝูเชิ่ง (อังกฤษ:Wang Fusheng; จีน: 王伏勝 ; พินอิน: Wángfúshèng) จึงไดร้ายงานแก่ถงัเกาจงให้ทรงทราบ ยิ่งทา ให้พระองค์ไม่พอพระทยัมากยิ่งข้ึน พระองค์จึงไดป้รึกษากบัเสนาบดีซั่งกวนอี๋(อังกฤษ: Shangguan Yi; จีน: 上官儀; พินอิน: Shàngguān Yí) ซึ่งได้แนะน าให้ถังเกาจงทรงปลดจักรพรรดินีบูเช็กเทียนและขับไล่จาก ราชสา นกัเสีย พระองคจ์ึงมีรับสั่งใหซ้งั่กวนร่างพระบญัชาข้ึน ในขณะเดียวกนัน้นัจกัรพรรดินีบูเช็กเทียนก็ได้รับ ข่าวการขับไล่พระองค์ พระนางจึงเสด็จเข้าเฝ้าถังเกาจงเพื่ออ้อนวอนขอให้พระองค์พระราชทานอภัยโทษ ท าให้ ถงัเกาจงทรงพระทยัอ่อนลงและกล่าวหาวา่เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนเป็นเพราะคา แนะนา จากซงั่กวนอี๋ เนื่องจากท้งัซงั่กวนอี๋และหวงัฝเูชิ่ง ต่างก็เป็นผทู้ี่ทา งานใหก้บัเจา้ชายหลี่จง พระนางบูเช็กเทียนจึงสั่งให้ซู จิงจงวางแผนใส่ร้ายบุคคลท้งัสาม คือเจา้ชายหลี่จง ซงั่กวนอี๋และหวงัฝเูชิ่งว่าก่อการกบฏ ทา ใหซ้งั่กวนอี๋หวงัฝู เชิ่ง และบุตรชายของซั่งกวนอี๋คือ ซั่งกวนถิงจ้ือ (อังกฤษ: Shangguan Tingzhi; จีน: 上官庭芝; พินอิน: Shàngguān tíng zhī) ถูกลงโทษประหารชีวิต ในขณะที่เจ้าชายหลี่จงน้ันก็ถูกกดดันให้ทรงฆ่าตวัตายในเวลา ต่อมา[29] ส่วนภรรยาของซั่งกวนถิงจ้ือและบุตรสาวคือ ซั่งกวนหว่านเอ๋อ(อังกฤษ: Shangguan Wan'er; จีน: 上 官婉兒; พินอิน: Shàngguān wǎn er) ซ่ึงขณะน้ันยงัเป็นทารกอยู่ถูกจับมาเป็นทาสรับใช้ในราชส านัก


(ต่อมาเมื่อซั่งกวนหว่านเอ๋อโตข้ึน นางไดร้ับความไวว้างใจจนไดเ้ป็นราชเลขาส่วนพระองค์ในพระนางบูเช็ก เทียน ต่อมาเมื่อองค์รัชทายาทหลี่เสียน ข้ึนครองราชยส์ืบต่อมาเป็นจกัรพรรดิถงัจงจง ซงั่กวนหวา่นเอ๋อจึงไดเ้ป็น พระสนมในพระองค์) หลงัจากน้นัสมเด็จพระจกัรพรรดินีบูเช็กเทียนทรงนงั่ว่าราชการหลงัม่านดา้นหลงัขององคส์มเด็จพระ จกัรพรรดิถงัเกาจง ทา ให้ท้งัสองพระองค์น้ันไดร้ับการเรียกขานจากประชาชนว่า "2ธีรราช" หรือ "ผู้วิเศษคู่" (อังกฤษ: Er Sheng หรือ "Two Holy Ones"; จีนตัวเต็ม: 二聖; พินอิน: Èr shèng)[29] สมเด็จพระจักรพรรดิถัง เกาจงมีพระราชโองการให้ออกพระนามพระองค์ในฐานะสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งสวรรค์ (天皇) ส่วน สมเด็จพระจกัรพรรดินีบูน้นั ใหอ้อกพระนามในฐานะสมเด็จพระจกัรพรรดินีแห่งสวรรค์(天后) เช่นเดียวกัน


ขึน้สู่ต ำแหน่งส ำเร็จรำชกำรและตั้งองค์รัชทำยำท ในปี ค.ศ. 675 พระอาการประชวรของถงัเกาจงหนกัข้ึน พระองคจ์ึงมีพระราชปรารภใหแ้ต่งต้งัจกัรพรรดินีบูเช็ก เทียนเป็ นผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ แต่เสนาบดีฮ่าวฉู้จิ้น (อังกฤษ: Hao Chujun; จีน: 郝處俊; พินอิน: Hǎochùjùn; ค.ศ. 607–681) และข้าราชการชื่อ หลีอ้ีหยา่น (อังกฤษ: Li Yiyan; จีน: 李義琰; พินอิน: Lǐyìyǎn; เสียชีวิตในปี ค.ศ. 688) คดัคา้นพระองคใ์นเรื่องน้ีถงัเกาจงจึงยงัมิไดแ้ต่งต้งัจกัรพรรดินีบูเช็กเทียนเป็น ผู้ส าเร็จราชการแทนพระองค์ หลังจากการเนรเทศเจ้าชายหลี่เสียน (อังกฤษ: Li Xian; จีน: 李賢; พินอิน: Li Xián; ค.ศ. 653–684) เจ้าชายหลี่เสี่ยน (อังกฤษ: Li Zian; จีน: 李顯; พินอิน: Lǐ xiǎn; 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 656 – 3 กรกฎาคม ค.ศ. 710) ผู้ซึงภายหลังเปลี่ยนพระนามเป็ น หลี่เจ๋อ (อังกฤษ: Li Zhe; จีน: 李哲; พินอิน: Lǐ zhé) ได้รับ พระราชทานตา แหน่งเจา้ชายรัชทายาทแทนเจา้ชายหลี่เสียน แลภายหลงัไดท้รงไดข้้ึนครองราชยเ์ป็นกษตัริยอ์งค์ ที่ 4 แห่งราชวงศ์ถัง ทรงพระนามว่าสมเด็จพระจักรพรรดิจงจง (อังกฤษ: Emperor Zhongzong of Tang; จีน: 唐 中宗; พินอิน: Tángzhōngzōng) ทรงครองราชยใ์นระยะเวลาส้ัน ๆ ในปีค.ศ. 684 และอีกคร้ังตงัแต่ปีค.ศ. 705 ถึงปี ค.ศ. 710[31]


พระเจ้ำถังเกำจงสวรรคตและบูเช็คเทียนป็นพระพนั ปี ในช่วงปลายรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจง พระองค์และจักรพรรดินีบูเช็กเทียนทรงมักเสด็จ พระราชด าเนินไปประทับที่เมืองหลวงทางตะวันออก คือ เมืองลกเอี๋ยง เป็ นเวลานาน ท าให้พระองค์มักไม่ค่อย ประทับที่อยู่ในเมืองฉางอานเท่าใดนัก[26] ปลายปี ค.ศ. 683 ถงัเกาจงสิ้นพระชนมล์งในขณะที่ประทบัอยใู่นเมืองลวั่หยาง (Luoyang) เนื่องจากถัง เกาจงน้นัเป็นผทู้ี่มีสุขภาพร่างกายไม่แขง็แรงนกัพระนางบูเช็กเทียนจึงเป็นผดูู้แลการบริหารงานภารกิจของราช สา นกัอยเู่บ้ืองหลงัพระองคใ์นช่วงเวลาตลอด 20 ปี ที่พระองค์ทรงครองราชย์[32] เจ้าชายหลี่เจ๋อ (อังกฤษ: Li Zhe; จีน: 李哲; พินอิน: Lǐ zhé; ค.ศ. 656–710) หรือพระนามเดิม หลี่เสี่ยน (จีน: 李顯; พินอิน: Lǐ xiǎn) ทรงข้ึนครองราชยเ์ป็นสมเด็จพระจกัรพรรดิถงัจงจง (องักฤษ: Emperor Zhongzong of Tang; จีน: 唐中宗; พินอิน: Táng zhōng zōng) สืบต่อจากจักรพรรดิถังเกาจง แต่ผู้มีอ านาจ ในการบริหารราชการที่แท้จริงคือพระนางบูเช็กเทียนซึ่งทรงด ารงต าแหน่งอยู่ในฐานะ "พระพันปี" หรือ "หฺ วังไท่โฮ่ว" ตามส าเนียงกลาง หรือ"ฮองไทเฮา" ตามสา เนียงฮกเก้ียน (องักฤษ: empress dowager; จีน:皇太 后; พินอิน:húangtàihòu) และผู้ส าเร็จราชการแผ่นดิน[33] หลงัจากที่พระสวามีสมเด็จพระจกัรพรรดิถงัเกาจงสิ้นพระชนม์ลง พระนางบูเช็กเทียนทรงด ารง ตา แหน่งพระพนั ปี(หรือฮองไทเฮา)และยงัเป็นผสู้า เร็จราชการแผน่ดิน พระนางไดม้ีรับส้ังใหว้างยาพิษพระราช โอรสหลี่หง (อังกฤษ: Li Hong; จีน:李弘; พินอิน: Lǐ hóng; ค.ศ. 652 – 25 พฤษภาคม ค.ศ. 675) ผู้ด ารง ต าแหน่งมกุฎราชกุมารและทรงให้เนรเทศพระราชโอรสองค์อื่นๆ เพื่อให้พระโอรสองค์ที่สามของพระนาง คือ เจา้ชายหลี่เจอ้ ไดเ้ป็นรัชทายาทแทน นอกจากน้ีพินยักรรมของถงัเกาจงยงัไดร้ะบุไวใ้หพ้ระโอรสคือเจา้ชายหลี่ เจ้อเป็ นผู้สืบทอดพระราชบังลังก์ต่อจากพระองค์ โดยให้มีพระนางบูเช็กเทียนเป็ นที่ปรึกษาของพระองค์ใน ราชการสา คญัต่างๆ ท้งัดา้นการทหารและกิจการพลเรือน


สมัยจักรพรรดิถังจงจง ในเดือนที่สองของปี ค.ศ. 684 เจ้าชายหลี่เจ๋อ รัชทายาทและพระราชโอรสในสมเด็จพระจักรพรรดินีบูเช็ก เทียนทรงข้ึนครองราชย์ออกพระนามวา่สมเด็จพระจกัรพรรดิถงัจงจง ดว้ยเวลาที่ทรงครองราชยเ์พียง 6 สัปดาห์ เท่าน้นั (ขอ้มูลบางแหล่งแจง้วา่ทรงครองราชยน์านนอ้ยกวา่ 1 ปี ) หลงัการข้ึนครองราชยจ์กัรพรรดิจงจงทรงแสดงออกถึงการไม่เชื่อฟังพระนางบูเช็กเทียนในทนัทีดว้ย ทรงเชื่อพระมเหสีของพระองค์ คือ จักรพรรดินีเว่ย (empress Wei) เป็นอยา่งมากและยงัแต่งต้งัใหพ้ระสัสสุระ (พ่อตา) เว่ยส่วนเจิน (อังกฤษ: Wei Xuanzhen; จีนตัวเต็ม: 韋玄貞; พินอิน: Wéixuánzhēn) เป็ นอัครมหา เสนาบดี (หรือเทียบเท่าตา แหน่งนายกรัฐมนตรีในปัจจุบนั ) นอกจากน้นัพระองคย์งัมีความพยายามแต่งต้งัให้ พระสัสสุระของพระองค์เป็ นจ้ือจง (อังกฤษ: Shizhong; จีนตัวเต็ม: 侍中; พินอิน: Shì zhōng) ซึ่งเป็ น ต าแหน่งหัวหน้าส านักงานตรวจสอบของราชส านัก หรือ เหมินเซี่ยเซิ่ง (องักฤษ: the examination bureau of government หรือ Menxia Sheng; จีนตัวเต็ม: 門下省; พินอิน: Ménxià shěng) และแต่งต้งัใหบุ้ตรชายของ แม่นมของพระองค์เป็ นข้าราชการในระดับกลาง แม้ว่าเผยหยาน (Pei Yan) จะคัดค้านอย่างรุนแรงก็ตาม และ จนถึงจุดหนึ่งที่พระองค์มีพระราชด ารัสกับเผยหยานไปว่า[33] จะผิดอะไรแมว้า่ฉนัจะให้อาณาจกัรท้งัหมดแก่เวย่ส่วนเจิน อยา่งน้นัแลว้ท่านจะสนใจอะไรกบัตา แหน่งจ้ือจงล่ะ เผยหยานจึงไดถ้วายรายงานแก่พระนางบูเช็กเทียน ซ่ึงขณะน้นัมีพระอิสริยยศเป็นพระพนั ปีทา ใหพ้ระ พันปี บูเช็กเทียนทรงวางแผนกับเผยหยาน หลิวยี่จือ(อังกฤษ: Liu Yizh; จีน: 劉禕之; พินอิน: Liú yī zhī) และเหล่านายพล คือเฉิงอู้ที่ง (อังกฤษ: Cheng Wuting; จีน: 程務挺; พินอิน:Chéng wùtǐng) และจางเฉียนฉู่ (อังกฤษ: Zhang Qianxu; จีน: 張虔勖; พินอิน: Zhāng qián xù) ปลดพระองค์ออกจากต าแหน่งและให้ พระโอรสองคส์ุดทอ้งของพระนางคือเจา้ชายหลี่ต้นั (องักฤษ: Li Dan หรือ Prince of Yu; จีน: 李旦; พินอิน: Lǐ dàn) ข้ึนครองราชยแ์ทน โดยออกพระนามวา่สมเด็จพระจักรพรรดิถังรุ่ยจง (จีน:唐睿宗, ค.ศ. 662-716) พระพนั ปีบูเช็กเทียนทรงต้งัขอ้หาแก่พระสัสสุระของจกัพรรดิจงจงวา่คิดก่อการกบฏโดยใหจ้บักุมชงัไว้ส่วน พระจกัรพรรดิจงจงน้นัทรงลดตา แหน่งของพระองคเ์หลื่อเป็นเพียงอ๋องแห่งลู่หลิง (Prince of Luling) พร้อมท้งั ใหถู้กเนรเทศออกไป ในขณะเดียวกนัน้นัพระพนั ปีบูเช็กเทียนยงัไดส้ ่งนายพล ชิวเฉินจี(อังกฤษ: Qiu Shenji; จีน: 丘神勣; พินอิน: Qiū shénjī) ไปยังวังของเจ้าชายหลี่เสียน (Li Xián) ที่อยู่ในระหว่างการเนรเทศและ พระราชทานผ้าแพรสีขาวเพื่อให้ทรงท าอัตวิบากกรรม (ฆ่าตัวตาย)


สมัยพระเจ้ำถังรุ่ยจง แมว้า่พระโอรสองคส์ุดทา้ยของพระพนั ปีบูเช็กเทียน เจา้ชายหลี่ต้นัจะทรงข้ึนครองราชยเ์ป็นสมเด็จ พระจกัรพรรดิถงัรุ่ยจงแลว้ก็ตาม พระนางบูเช็กเทียนก็ยงัเป็นผบู้ริหารราชการที่แทจ้ริงท้งัในดา้นสาระการ ท างานและภาพลักษณ์ที่ปรากฏ พระนางมิได้ปรารถนาจะด าเนินตามขนบธรรมเนียมด้งัเดิมที่จะตอ้งบริหารงาน ผา่นหลงัม่านโดยการกระซิบบอกกล่าวแก่ผปู้กครองพระองคจ์ริงที่จะเป็นผมู้ีพระราชดา รัสแจง้แก่คณะขนุนาง อย่างเป็ นทางการต่อ จักรพรรดิรุ่งจงทรงมิเคยได้เสด็จประทับในเขตที่ประทับขององค์จักรพรรดิ (imperial quarters) หรือปรากฏกายในงานพระราชพิธีของราชส านักแม้แต่น้อย แต่กลับถูกกักบริเวณอยู่เพียงที่ประทับฝ่ าย ในเท่าน้นั [35]ข้าราชการในราชส านักมิเคยได้รับพระราชานุญาตให้เข้าเฝ้าจักรพรรดิรุ่ยจงเลยแม้แต่น้อย และ พระองค์ก็ไม่ได้รับราชานุญาตจากพระนางบูเช็กเทียนให้ว่าราชการใด ๆ เนื่องจากพระนางเป็ นผู้บริหารราชการ ต่าง ๆ ดว้ยพระองคเ์องท้งัสิ้น นอกจากน้นัดว้ยคา แนะนา ของพระราชนดัดาของพระนางคืออู่เฉิงซื่อ(องักฤษ: Wu Chengsi; จีน: 武承嗣; พินอิน: Wǔ Chéngsì) พระนางจึงบูชาบรรพบุรุษโดยทรงยกย่องเกียรติภูมิของ ตระกูลอู๋ซ่ึงเป็นบรรพบุรุษของพระนางใหสู้งส่งมากข้ึน [33] ในปี ค.ศ. 686 พระพนั ปีบูเช็กเทียนไดเ้สนอที่จะคืนพระราชอา นาจในการบริหารราชการใหแ้ก่สมเด็จ พระจกัรพรรดิรุ่ยจงแต่จกัรพรรดิรุ่ยจงทรงทราบดีวา่พระนางมิไดม้ีพระราชประสงคเ์ช่นน้นั โดยแท้พระองคจ์ึง ทรงปฏิเสธพระพันปี บูเช็กเทียนไป พระนางจึงบริหารราชการแผ่นดินต่อไปแม้ว่าจะทรงอยู่ในฐานะพระพันปี ในปี ค.ศ. 690 พระนางบูเช็กเทียนทรงบังคับให้จักรพรรดิรุ่ยจงสละราชบลัลงักใ์หแ้ก่พระนางและต้งัเป็น ราชวงศ์ใหม่ คือราชวงศ์โจวโดยพระนางบูเช็กเทียนทรงเป็นผคู้รองราชบลัลงักเ์องในฐานะกษตัริย์(หวงต้ี หรือhuangdi) ช่วงตน้ของการข้ึนครองราชยข์องสมเด็จพระจกัรพรรดินีบูเช็กเทียนน้นัเริ่มตน้ดว้ยความหวนั่กลวัของ เหล่าขา้ราชการในหน่วยสืบสวนลบัที่ทรงต้งัข้ึนในระยะเวลาหลายปีอยา่งไรก็ตามพระนางก็ไดร้ับการยอมรับ และยกย่องจากนักประวัติศาสตร์ที่ชื่นชอบพระองค์ว่าเป็ นผู้ปกครองที่บริหารราชการด้วยพระปรีชาสามารถและ เอาใจใส่ในการบริหารราชการ นอกจากน้นัพระนางยงัทรงไดร้ับการยกยอ่งในเรื่องการจดัระบบการคดัเลือก ข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถเพื่อเข้ารับราชการในราชส านัก (การสอบขุนนาง) ในตลอดช่วงเวลาของ ราชวงศ์ถังและส่งผลในราชวงศ์ต่อมาอีกหลายราชวงศ์[36]


15 ปี ต่อมา ในปี ค.ศ. 705 พระนางบูเช็กเทียนทรงถูกท ารัฐประหารโดยอดีตจักรพรรดิถังจงจง หลังการ ทา รัฐประหารสา เร็จพระองคท์รงข้ึนครองราชบลัลงักเ์ป็นอีกคร้ัง หากพระนางบูเช็กเทียนก็ยงัคงใชพ้ระอิสริยยศ "จกัรพรรดิ" หรือ"หวงต้ี" หรือ"emperor" ต่อจนกระทงั่สวรรคตในปีเดียวกนัน้นัเอง กำรจลำจลในปี ค.ศ. 684[แก้] ไม่นานหลังจากน้นัหลี่จิ่งเย่(จีน: 李敬業; พินอิน: Lǐ jìngyè) หรือผู้มีต าแหน่งเป็ นอินเจินอู่กง (英 貞武公) ผู้เป็ นหลานชายของหลี่ซื่อจี (อังกฤษ: Li Shiji; จีน: 李世勣; พินอิน: Lǐshìjī) ซึ่งเขาไม่พอใจที่ ตนเองถูกเนรเทศจึงเริ่มก่อการกบฏข้ึนที่หยางโจว(จีน: 揚州; พินอิน: Yángzhōu, หรือในปัจจุบัยคือเมืองห ยางโจว ในมณฑลเจียงซู) ในช่วงแรกน้นั ไดร้ับการสนบัสนุนเป็นอยา่งมากจากผคู้นในถิ่นน้นัแต่หลี่จิ่งเย่ ดา เนินการไปอยา่งเชื่องชา้และยงัมิไดใ้ชป้ระโยชน์จากมวลชนที่สนบัสนุนการกบฏน้ีนกั ในขณะเดียวกนัน้นั เผยหยานไดก้ราบทุลเสนอใหพ้ระนางบูเช็กเทียนคืนอา นาจในราชสา นกัใหแ้ก่จกัรพรรดิรุ่ยจงเสียโดยกล่าววา่ การกระทา เช่นน้ีจะทา ใหก้ารก่อการกบฏน้นัยตุิลงไปไดเ้อง ซ่ึงสิ่งที่เผยหยานกล่าวมาน้นัทา ใหพ้ระนางไม่พอ พระทยัเป็นอนัมาก พระนางจึงต้งัขอ้กล่าวหาแก่เผยหยานวา่มีส่วนร่วมรู้เป็นกบัหลี่จิ่งเยแ่ละสั่งประหารชีวิต เผยหยานทนัทีนอกจากน้นัพระนางยงัทรงสั่งปลด เนรเทศและประหารชีวิตเจา้หนา้ที่ที่พยายามแกต้่างใหแ้ก่ เผยหยานอีกดว้ย ต่อจากน้นัพระนางไดส้ ่งหลี่เส้ียวอ้ี(องักฤษ: Li Xiaoyi; จีน:李孝逸; พินอิน: Lǐxiàoyì) ไป โจมตีหลี่จิ่งเย่ซ่ึงในคร้ังแรกน้นัหลี่เส้ียวอ้ีดา เนินการไม่สา เร็จจึงใหผ้ชู้่วยของเขาคือเว่ยเหยียนจง (Wei Yuanzhong; จีน: 魏元忠; พินอิน: Wèi yuánzhōng) เขา้โจมตีจนสา เร็จในที่สุด ส่วนหลี่จิ่งเยน่้นัถูกสังหาร ในระหวา่งการต่อสู้น้ีเอง [33]


กษัตริย์รำชวงโจว ในปี ค.ศ. 690 ขณะที่พระนางบูเช็กเทียนมีพระชนมายุได้ 67 พรรษา พระนางไดท้รงดา เนินการข้นั สุดทา้ยในการข้ึนครองราชยเ์ป็นสมเด็จพระจกัรพรรดินีหรือ หวงต้ีพร้อมท้งัแผนการต้งัราชวงศใ์หม่คือ ราชวงศ์โจว เนื่องจากกฏมณเฑียรบาลจีนในสมยัน้นั ไม่อนุญาตใหผู้ห้ญิงสืบทอดต าแหน่งในราชบัลลังก์ (คล้าย กับกฎหมายแซลิกในประเทศทางยุโรป) แต่พระนางบูเช็กเทียนน้นัทรงต้งัใจที่จะลม้ลา้งประเพณีน้ีนอกจากน้นั การใช้วิธีสืบสวนลับก็ยังคงด าเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ระบบการรับข้าราชการพลเรือนในยุคของพระนาง น้นัมีความบกพร่องและหละหลวมมากในการเลื่อนข้นัและปรับตา แหน่งอยา่งไรก็ตามพระนางบูเช็กเทียนน้นั ถือว่ามีความสามารถในการประเมิณความสามารถของเหล่าขุนนางและข้าราชการได้เป็ นอย่างดีเมื่อบุคคล เหล่าน้ีไดเ้ขา้มารับใชพ้ระองค์ดงัที่ซือหม่ากวง (อังกฤษ: Sima Guang; จีนตัวย่อ:司马光;จีนตัวเต็ม:司 馬光; พินอิน: Sīmǎ Guāng;ค.ศ. 1019 – 1086) นักประวัติศาสตร์ในยุคราชวงศ์ซ่งได้ระบุไว้ในหนังสือ จือจ้ือทงเจ้ียน (อังกฤษ: Zizhi Tongjian หรือ Tzu-chih Tung-chien; จีนตัวย่อ: 资治通鉴;จีนตัวเต็ม:資 治通鑑; พินอิน:ZīzhìTōngjiàn; แปลตามตัวอักษรว่า "กระจกที่ครอบคลุมเพื่อช่วยร้ฐบาล (Comprehensive Mirror to Aid in Government)") ที่เขาเขียนไว้ โดยมีข้อความว่า[38] แม้ว่าพระพันปี หรือฮองไทเฮา[40]จะทรงใชย้ศฐาบรรดาศกัด์ิและตา แหน่งทางราชการเพื่อใหเ้หล่าเช้ือพระวงศ์ ขนุนางขา้ราชการยอมเป็นพวกรับใชใ้หก้บัพระนางแต่หากพระนางเห็นบุคคลใดไร้ความสามารถจะทรงสั่ง ปลดหรือแมก้ระทงั่ประหารชีวิตโดยทนัทีพระนางทรงรักษาไวซ้่ึงอา นาจในการควบคุมราชส านักและ อาณาจกัรดว้ยการให้รางวลัและบทลงโทษไปพร้อม ๆ กนัท้งัยงัใชว้ิจารณญาณของพระนางเองในการตดัสินใจ และกา หนดนโยบายต่าง ๆ ดว้ยการสังเกตและตดัสินอยา่งรอบคอบ ดงัน้นัขา้ราชการผูม้ีความสามารถจึงยอม เป็ นข้ารับใช้พระนางอย่างเต็มใจ ขุนนางคนใกล้ชิดของพระนางบูเช็กเทียนถวายคมัภรีร์ตา้อวิ๋นจิง ให้แก่พระนางและกล่าววา่พระนางบู เช็กเทียนทรงเป็นสังขจายจุตติมาประสูติจึงควรที่จะไดเ้ป็นใหญ่ในแผน่ดิน ต่อมาฟูโหยวอ้ีขนุนางตา แหน่ง ซื่ออว้ีสื่อ พาผคู้นจา นวน 900 คนมาเสนอเปลี่ยนราชวงศ์จากชื่อราชวงศ์ถังเป็ นราชวงศ์โจว ในคร้ังแรกพระนาง บูเช็กเทียนทรงทา ทีไม่อนุญาต แต่ก็ตอบแทนแก่ฟูโหยวอ้ีโดยการเลื่อนตา แหน่งให้แก่เขา หลงัจากน้นัจึงมีเช้ือ พระวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการในราชส านัก และประชาชนจ านวนกว่า 60,000 คน พากันมาขอให้พระนางทรง เปลี่ยนราชวงศอ์ีกคร้ังหน่ึง ในวนัที่เดือน พระนางบูเช็กเทียนจึงประกาศให้เปลี่ยนจากราชวงศ์ถังมาเป็ นราชวงศ์


โจวและจดัพระราชพิธีสถาปนาราชวงศใ์หม่อยา่งยงิ่ใหญ่ใหต้้งัเมืองลวั่หยางเป็นเมืองหลวงและเมืองฉางอนั เป็นเมืองหลวงรอง รวมท้งัยกยอ่งบรรพบุรุษตระกูลอู่(หรือบูในสา เนียงฮกเก้ียน) ของพระนางเป็ นตระกูลแห่ง จักรพรรดิ[39] เส้นทางการข้ึนสู่พระราชอา นาจและราชบลัลงักข์องพระนางบูเช็กเทียน หรือสมเด็จพระจักรพรรดินีบู เช็กเทียนเพื่อเป็นกษตัริยห์ญิงพระองคแ์รกและพระองคเ์ดียวแห่งแผน่ดินจีนน้นัผา่นอุปสรรคขวากหนามและ ท้งัยงัเตม็ไปดว้ยเล่ห์กลอุบายการใส่ร้ายป้ายสีลอบทา ร้ายลอบสังหารอยหู่ลายคราก่อนที่พระนางจะสามารถ สถาปนาราชวงศ์โจวของพระองคไ์ด้เรื่องราวประวตัิศาสตร์น้ีหลินยู่ถัง (อังกฤษ: Lin Yutang; พ.ศ. 2438-2519) นักประพันธ์ชื่อดังของจีน ได้ระบุไว้ในหนังสือ “ประวัติบูเช็กเทียน” ถึงสถิติการวางแผนการสังหารบุคคลที่ ขัดขวางเส้นทางของพระนางว่า ทรงสังหารลูก หลาน และเช้ือพระวงศท์ ี่ใกลช้ิดรวม 23 พระองค์ สังหารเจ้าชาย ในรางวงศ์ถังแซ่หลี่ 50 พระองค์ เสนาบดีและขุนผลฝี มือดีอีก 36 คน รวมท้งัหมด 109 คน


ช่วงปลำย เนื่องจากพระนางบูเช็กเทียนมีพระชนมายสุ ูงข้ึน ทา ใหเ้สนาบดีจางอ้ีจรีอและจางชางจงมีอา นาจมากข้ึน ท้งัเจา้ชายต่าง ๆ ในราชสกุลอู่ก็ยงัสนบัสนุนและชื่นชมพวกเขา พระนางบูเช็กเทียนก็ยงิ่มอบหมายใหจ้างอ้ีจรีอ และจางชางดูแลราชการแทนพระนางมากยงิ่ข้ึน ทา ใหม้ีการวิพากยว์ิจารณ์อยา่งลบัๆ โดยพระนดัดาของพระ นางบูเช็กเทียน หลี่ฉงรุ่น (อังกฤษ: Li Chongrun; จีน: :李重潤; พินอิน:Lǐzhòngrùn) หรือ อ๋องแห่งเชา (Prince of Shao) (บุตรของเจ้าชายหลี่เสี่ยน) หลี่เซียนฮุ่ย (อังกฤษ: Li Xianhui; จีน: 李仙蕙 ; พินอิน: Lǐxiānhuì) หรือเจ้าหญิงแห่งย่งไท่ (Lady of Yongtai) (พี่สาวของหลี่ฉงรุ่น) และสามีของหลี่เซียนฮุ่ย คือ อู่ห ยานจี (อังกฤษ: Wu Yanji ; จีน: 武延基; พินอิน: Wǔyán jī) หรืออ๋องแห่งเว่ย (Prince of Wei) (พระปนัดดา แห่งพระนางบูเช็กเทียนและบุตรชายของเจา้ชายอู่เฉิงซื่อ) หากการสนทนาน้ีไดเ้ลด็ลอดออกไปจนทา ใหจ้างอ้ี จรือเขา้ถวายรายงานต่อพระนางบูเช็กเทียน พระนางจึงมีรับสั่งใหเ้จา้ชายเจา้หญิงท้งัสามพระองคท์า อตันิบาต กรรมจนเสียชีวิตในที่สุด[45][46] และแมว้า่พระนางจะแก่ชราลงมากแต่ยงัคงใหค้วามสนใจในการคดัเลือกและเลื่อนตา แหน่งขา้ราชการผู้ มีความสามารถโดดเด่น โดยมีผทู้ี่ไดร้ับการเลื่อนตา แหน่งในช่วงน้ีไดแ้ก่ซุยสวนเหวย่ (องักฤษ: Cui Xuanwei; จีน:崔玄暐; พินอิน: Cuīxuánwěi) and จางเจียเจิน (อังกฤษ: อังกฤษ: Zhang Jiazhen; จีน:張嘉貞; พิน อิน: Zhāngjiāzhēn) เป็ นต้น[43] ปี ค.ศ. 703 อ้ีจรีอและจางชางจงเกิดความรู้สึกไม่พอใจเวย่หยวนผซู้่ึงขณะน้นัอยใู่นตา แหน่งมหาเสนาบดี อาวุโส เนื่องจากเขาได้ปลดพี่น้องแซ่จาง คือ จางชางหยี (Zhang Changyi; จีน: 張昌儀; พินอิน: Zhāngchāngyí) และยงัปฏิเสธที่จะเลื่อนตา แหน่งใหแ้ก่พี่นอ้งแซ่จางอีกคน คือจางชางชี(Zhang Changqi; จีน: 張昌期; พินอิน: Zhāngchāngqī) ด้วย นอกจากน้นัก็มีความหวาดกลวัวา่หากพระนางบูเช็กเทียนสิ้นพระชนมล์ง เวย่หยวนอาจหาทางกา จดั (ฆ่า) พวกเขา พวกเขาจึงวางแผนใส่ร้ายเว่ยหยวนและเกาเจี่ยน (อังกฤษ: Gao Jian; จีน: 高戩; พินอิน: Gāo jiǎn) ข้าราชการอีกคนหนึ่งผู้เป็ นที่โปรดปรานและได้รับการสนับสนุนจากองค์หญิงไท่ผิง โดยได้ช้กชวนจางเยว่ (อังกฤษ: Zhang Yue; จีน: 张说; พินอิน: Zhāng Yuè[47]) ผอู้ยใู่ตบ้งัคบับญัชาของเวย่หยวนให้ร่วมมือในคร้ัง น้ีหากแต่เมื่องจางเยวถู่กนา ตวัไปสืบสวนต่อหนา้พระนางบูเช็กเทียนน้นัเขากลบัคา ใหก้ารวา่จางอ้ีจรีอและจาง ชางจงไดบ้งัคบั ใหเ้ขาเป็นพยานใส่ร้ายท้งัเวย่หยวน เกาเจี่ยน และจางเยวจ่ ึงถูกเนรเทศแทนการถูกประหารชีวิต [43]


สวรรคต ในฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 705 พระนางบูเช็กเทียนในวัย 82 พรรษาทรงพระประชวรหนกัอีกคร้ังอคัร มหาเสนาบดีจาง เจี่ยนจือและพวกจึงร่วมกนัก่อรัฐประหารและวางแผนสังหารพี่นอ้งตระกูลจางอนัมีจางเจี่ย นจือจิ้งฮุย(องักฤษ: Jing Hui; จีน: 敬暉; พินอิน: Jìng huī) และ หยวนซู่จี่ (อังกฤษ: Yuan Shuji; จีน: 袁恕 己; พินอิน: Yuánshùjǐ) อีกท้งัยงัชกัชวนใหน้ายพลหลี่ตวัจ้วั (องักฤษ: Li Duozuo; จีน: 李多祚; พินอิน: Lǐ Duōzuò) หลี่จ้าน (อังกฤษ: Li Dan; จีน: 李湛; พินอิน: Lǐ zhàn; หมายเหตุ 李湛, ใช้ตัวอักษรต่างจากพระ นามของเจ้าชายหลี่ต้านหรือสมเด็จพระจักรพรรดิถังรุ่ยจง) และ หยางหยวนหย่าน (อังกฤษ: Yang Yuanyan; จีน: 楊元琰; พินอิน: Yángyuányǎn) รวมถึงเสนาบดีอีกคนหนึ่งคือ เหยาฉง (อังกฤษ: Yao Yuanzhi; จีน: 姚 崇; พินอิน: Yáo Chóng) เข้าร่วมด้วย และได้กระท าการในวันที่ 20 กุมภาพันธ์[3] โดยเริ่มจากการสังหารจางอ้ีจรีอและจางชางจง ต่อจากน้นัจึงนา กา ลงัเขา้ลอ้มพระตา หนกัฉางเชิงเต้ียน (อังกฤษ: Changsheng Hall; จีน: 長生殿; พินอิน: Chángshēng diàn) อันเป็ นที่ประทับของพระนางบูเช็ก เทียน และเพด็ทูลแก่พระนางบูเช็กเทียนวา่พี่นอ้งตระกูลจางไดก้่อการกบฏ จึงเสนอให้พระนางมอบพระราช บลัลงักแ์ก่เจา้ชายหลี่เจ๋อ(หรือพระนามเดิมคือ หลี่เสี่ยน) ในวนัที่21 กุมภาพันธ์ จึงมีการประกาศพระบรมราช โองการแต่งต้งัใหเ้จา้ชายหลี่เจ๋อเป็นผสู้า เร็จราชการแทนพระนางและภายในวันต่อมาคือในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ไดม้ีพระบรมราชโองการอีกคร้ังโดยมอบพระราชบลัลงักใ์หแ้ก่เจา้ชายหลี่เจ๋อ ในวันที่ 23 กุมภาพนัธ์เจา้ชายหลี่เจ๋อจึงทรงข้ึนครองพระราชบลัลงักต์ ่อเป็นสมเด็จพระจกัรพรรดิถงัจง จง ส่วนพระนางบูเช็กเทียนน้นัทรงถูกควบคุมตวัไปยงัพระต าหนักรอง คือพระต าหนักซ่างหยางกง (อังกฤษ: Shangyang Palace; จีน: 上陽宮; พินอิน: Shàngyáng gōng) แต่พระนางก็ยังคงได้รับการยกย่องในฐานะ “Empress Regnant Zetian Dasheng (則天大聖皇帝) ”[43] ต่อมาในวันที่ 3 มีนาคม[48] พระองคท์รงร้ือฟ้ืน ราชวงศถ์งัข้ึนใหม่และใหก้ลบัมาใชช้ื่อราชวงศถ์งัดงัเดิม ราชวงศโ์จวที่พระนางทรงก่อต้งัข้ึนมานาน 14 ปี จึง เป็นอนัสิ้นสุดลง [42] ส่วนพระนางบูเช็กเทียนสิ้นพระชนมใ์นวนัที่16 ธันวาคม ค.ศ. 705[8] [39]


Click to View FlipBook Version