มารยาทต่างๆในอสิ ลาม
ความหมายมารยาทในอิสลาม
จริยธรรมและมารยาทเป็ นสิ่งที่สาคญั ในอิสลามเป็นอย่างย่ิง การมีมารยาทคือการที่มสุ ลิมมี
อปุ นสิ ยั ที่ดีงามตดิ ตวั เป็นเคร่ืองประดบั ประจากายของเขา เป็นการสร้างความรู้สกึ ชื่นชอบแก่ผ้อู ่ืน
และไมท่ าให้ผ้อู ่ืนได้รับความเดือดร้อน
ท่านรอซลู ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสลั ลมั ได้กล่าวไว้มีความวา่ “แท้จริงแล้ว ฉนั ถกู สง่ มาเพ่อื สร้าง
ความสมบรู ณ์ให้กบั มารยาทที่ดี” (รายงานโดยอะหฺมดั )
ทา่ นได้กาชบั ให้มสุ ลมิ นนั้ เป็นคนท่ีมีมารยาทต่อผ้อู ื่น เช่นการพดู ด้วยดี การให้สลาม การยมิ ้ แย้มให้
กนั การเห็นอกเห็นใจ การเคารพความคดิ เห็น การให้เกียรติ ไมเ่ หยียดหยาม ไม่ตฉิ ินนินทา ไม่ด่า
ไมส่ าปแชง่ ตอ่ กนั เป็นต้น
ทา่ นได้กล่าวไว้มีความว่า “ทา่ นจงยาเกรงตอ่ อลั ลอฮฺตลอดเวลาไม่ว่าจะอยทู่ ี่ไหน และจงทาความดี
ลบล้างความชวั่ และจงคลกุ คลีกบั ผ้อู ่ืนด้วยมารยาทที่ดี” (รายงานโดย อตั -ตริ มซิ ยี ์)
ทา่ นยงั ได้กลา่ วอีกมีความวา่ “มสุ ลมิ กบั มสุ ลิมเป็นพนี่ ้องกนั จะต้องไมร่ ังแก(ก่อความอธรรม)แก่
เขา ไม่ย่ายีเขา และไม่เหยียดหยามเขา” (รายงานโดย มสุ ลิม)
“รอยยมิ ้ ท่ีปรากฏให้เหน็ แก่พน่ี ้องของทา่ นนนั้ เป็นเศาะดะเกาะฮฺ” (รายงานโดย อบิ นุ หิบบาน)
“ห้าประการท่ีเป็ นหน้าท่ีของมสุ ลมิ ที่พงึ ปฏบิ ตั ิต่อมสุ ลิม คือการตอบรับสลาม การกลา่ วรับผ้ทู ี่จาม
การตอบรับคาเชญิ การเย่ียมผ้ปู ่ วย และการสง่ ศพไปสสุ าน” (รายงานโดย มสุ ลมิ )
“ความดีนนั้ คือการมีมารยาทท่ีดี” (รายงานโดย มสุ ลมิ )
“ไมใ่ ช่พวกเรา ผ้ทู ่ีไม่เมตตาและเอ็นดเู ดก็ ๆ และผ้ทู ี่ไมใ่ ห้เกียรตผิ ้ใู หญ่” (รายงานโดย อตั -ตริ มิซีย์)
การมีมารยาทท่ีดีนนั้ จะต้องแสดงกบั ทกุ คนไมเ่ พยี งเฉพาะกบั มสุ ลิมเพียงอยา่ งเดียวเทา่ นนั้ กบั
ผ้อู ่ืนท่ีไม่ใชม่ สุ ลมิ ก็ต้องแสดงมารยาทท่ีดีด้วยเชน่ กนั เพราะมสุ ลมิ เป็นผ้นู าแหง่ ความดีงาม จงึ
สมควรต้องเป็นตวั อย่างให้ผ้อู ่ืนได้สมั ผสั ถึงมารยาทและจริยธรรมความดีงามของตน
ครัง้ หนงึ่ ได้มีชาวยวิ เข้ามาหาท่านรอซลู ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสลั ลมั และกล่าววา่ “ขอความตาย
ประสบแก่ทา่ น” แทนที่พวกเขาจะกล่าวสลาม ทา่ นอาอิชะฮฺภรรยาของท่านรอซลู ได้ยินดงั นนั้ จึง
ตอบไปว่า “ความตายจะประสบกบั พวกเจ้านนั่ แหละ” เม่ือท่านรอซลู ศอ็ ลลลั ลอฮฺ อะลยั ฮิ
วะสลั ลมั ได้ยนิ เช่นนนั้ ก็ได้ห้ามอาอิชะฮฺและได้กลา่ ววา่ “แท้จริงแล้วอลั ลอฮฺเป็นผ้นู ่มุ นวล และทรง
รักความน่มุ นวลในทกุ ๆ สง่ิ ” ท่าน อาอิชะฮฺได้ถามว่า “ทา่ นไมไ่ ด้ยินท่ีพวกเขากล่าวอย่างนนั้
หรือ?” ท่านรอซลู ได้ตอบนางวา่ “ก็ฉนั ได้กลา่ วแล้ววา่ ‘พวกท่านก็เช่นกนั ’ เพียงเทา่
นนั้ เอง” (รายงานโดย อลั บคุ อรีย์ และมสุ ลมิ )
มารยาทท่ีดีคือส่ิงที่ทาให้มสุ ลิมมีเกียรติ และได้รับผลตอบแทนใหญ่หลวงในวนั อาคิเราะฮฺ ทา่ นรอ
ซลู ศ็อลลลั ลอฮฺ อะลยั ฮิ วะสลั ลมั ได้กล่าวไว้มีความว่า “แท้จริงผ้ศู รัทธานนั้ จะได้รับผลตอบแทน
ถงึ ขนั้ ผ้ถู ือศีลอดในเวลากลางวนั และละหมาดในยามค่าคืน เพราะการมีมารยาทท่ีดีของ
เขา” (รายงานโดย อะหฺมดั )
มารยาทในการนอน
ทมี่ าของรูปภาพ : https://board.postjung.com/848232
การนอนเป็ นสถานีสดุ ท้ายปลายทางท่ีผ้เู ดินทางต้องหยดุ และสิน้ สดุ การเดนิ ทางประจาวนั
หลงั จากได้ตระเวนเดนิ ทางมาตลอดวนั ต้องกลบั เข้าบ้านอนั เป็ นสถานที่สงบท่ีเหมาะแก่การ
พกั ผอ่ นหลบั นอน เพอื่ เตรียมกาลงั ไว้สาหรับเดนิ ทางตอ่ ส้กู บั ชีวิตในวนั รุ่งขนึ ้ อย่างสดช่ืน
อลั ลอฮฺ ตรัสในอลั กรุ อาน บทอลั กอศอร โองการที่ 7 3ความวา่
“และความเมตตาบางอยา่ งของพระองค์ท่ีพระองค์ทรงบนั ดาลแก่พวกเจ้าให้มีกลางคืนและ
กลางวนั เพอ่ื พวกเจ้าพกั ผอ่ น(ในเวลากลางคืน)นนั้
และพวกเจ้าจะได้แสวงหาความโปรดปรานของพระองค์ (ในเวลากลางวนั ด้วยการประกอบอาชีพ)
หวงั ว่าพวกเจ้าจกั ได้ขอบคณุ พระองค์”
(28/73)
การนอน เป็นสญั ลกั ษณ์แสดงบง่ ชีใ้ ห้เห็นถงึ ความยิ่งใหญ่ของอลั ลอฮ์ และความอ่อแอของ
มนษุ ย์ หาไมแ่ ล้วมนษุ ย์ท่ีเม่ือยามหลบั นอนร่างกายต้องหยดุ ความเคลื่อนไหว ต้องไมอ่ าจต่ืนมาอีก
และเคล่ือนไหวอย่างปกติ
การนอน เป็นญาติกบั ความตาย เหมือนจะบอกว่า มนษุ ย์ต้องตายด้วยกนั ทกุ คน
การนอนจงึ เป็นการ “ตายเล็ก” เพอื่ เตรียมการในการ “ตายใหญ่” คือ ตายจริง ๆ
เมื่อการนอน เป็นธรรมชาตขิ องสตั ว์รวมทงั้ มนษุ ย์ด้วย ศาสนาอิสลามซงึ่ เป็นวถิ ีของชีวิตก็ต้อง
มีการกาหนดระเบียบวนิ ยั ไว้ด้วยเช่นกนั และนีเ้ป็ นบางสว่ นมารยาทอสิ ลามเกี่ยวกบั การนอน คือ
1. ก่อนนอน ควรอาบนา้ ละหมาด แล้วละหมาดสนุ ตั กลางคืน (กิยามลุ ลยั น์) ละหมาดสดุ ท้าย
ของกลางคืนควรเป็นละหมาดวิตริ และให้นอนพร้อมกบั มีนา้ ละหมาด
2.ก่อนนอน ควรตรวจสอบตนเองวา่ ในวนั ที่ผ่านมาได้ทาอะไรและไมท่ าอะไรบ้าง และรีบขอ
อภยั โทษต่ออลั ลอฮ์ หากในวนั ท่ีผ่านมาได้กระทาการส่ิงที่ผดิ พลาดและเป็นบาป
3. ก่อนนอน ควรอ่าน อายะฮฺกรุ ซีย์ กลุ ฮวุ ลั ลอฮอุ ะหดั กลุ อะอซู บุ ริ อบบิลฟาลกั๊ และกลุ อะอซู ุ
บิรอบบินนาส
4. ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าในที่นอนและผ้าห่มไม่มีสง่ิ แปลกปลอม เช่น แมลงอยู่ เพ่อื จะได้
นอนโดยสงบและปลอดภยั จากนนั้ ให้นอนตะแคงขวา ยืดเท้าไปยงั ทิศที่มิใช่กิบลตั แล้วควรขอพร
ก่อนนอนวา่ “บิสมิกะ รอบบี วะฏออฺต้ยุ มั บี วะบกิ ะอรั ฟะอฮุ ู อินอมั ซกั ตะนฟั ซี ฟัรฮมั ฮา วะอินอรั ซลั
ตะฮา ฟะหฺฟัซฮา บมิ าตะหฺฟะซบุ ิฮีอบิ าดะกศั ศอลฮิ ีน”
5. ต้องไม่ฝื นการนอน และไม่ล้มตวั ลงนอนก่อนจะรู้สกึ งว่ ง
6. ฝึกนอนแตห่ วั ค่า จะได้ต่ืนเช้าอย่างสดชื่น เพ่อื การทาศาสนกิจและทาละหมาด
หมายความว่าให้รักษากฎแห่งการนอน ดง่ั สภุ าษิตอาหรับท่ีวา่ “นอนพร้อมอฐู และต่ืนพร้อม
นกกระจอก”
7. สวมชดุ นอนที่บางเบาและหลวม จะได้สบายในขณะนอน ควรเลือกสถานท่ีนอนท่ีสงบและ
เป็นห้องหบั ที่มิดชดิ
8. ผ้ชู าย ผ้หู ญิง ต้องแยกนอนในที่นอนและห้องนอนคนละท่ี
9. ห้ามนอนคว่า เพราะจะเป็นอนั ตรายตอ่ สขุ ภาพทางร่างกายและจิตใจ
10. ควรซกิ รุลลอฮฺ (ราลกึ ถึงอลั ลอฮฺ) ในทกุ ครัง้ ท่ีต่ืนกลางคืน
11. นอนให้เพยี งพอ แตต่ ้องไม่มากเกินวนั ละ 8 ชว่ั โมง
12. ก่อนนอน ต้องปิ ดประตหู น้าตา่ ง ปิดนา้ ปิดไฟ และปิดภาชนะอาหารให้เรียบร้อย
13. เมื่อนอนฝันดี ให้ขอพรต่ออลั ลอฮฺให้ได้สิ่งดี ๆ และควรเลา่ ความฝันให้ผ้อู ื่นฟัง แตถ่ ้าฝัน
ร้าย ให้ขอค้มุ ครองตอ่ อลั ลอฮฺให้พ้นจากสง่ิ ร้าย ๆ และอย่าแก้ฝันให้คนอื่นรับรู้
14. ให้อาบนา้ ละหมาดและทาการละหมาด หากนอนไม่หลบั จากนนั้ ให้ขอค้มุ ครองจากอลั ลอ
ฮฺให้พ้นจากความกริว้ ของพระองค์และให้พ้นจากส่ิงชว่ั ร้ายจากชยั ฏอน (ซาตาน) แล้วให้ขอพรที่
ท่านนบี สอนไว้คือ “อลั ลอฮมุ มะ ฆอรอตนิ ้ นญุ มู วะฮะดะตลิ ้ อยุ นู วะอนั ตะหยั ยนุ กอยยมู ลาตะอฺ
คซุ กุ ะ ซนิ ะตนุ วะลาเนามนุ ยาหยั ยยุ ากอยยมู อะฮฺดอิ ฺ ลยั ละตี วะอะนมั อยั นี”
การแต่งกาย ผหู้ ญิงมุสลิมมะฮ์ และผชู้ ายมุสลิม ตามหลกั อิสลาม
ท่มี าของรูปภาพ : https://www.muslimdressshop.com
การแตง่ กายของมสุ ลิม และมสุ ลมิ มะห์ การแตง่ กาย ผ้หู ญิงมสุ ลิม และผ้ชู ายมสุ ลมิ ตามหลกั
อสิ ลามในอิสลาม วตั ถปุ ระสงค์สาคญั ของการแตง่ กายคือ การปกปิดสงิ่ พงึ ละอายของร่างกาย
โดยเฉพาะร่างกายของ ผ้หู ญิงมสุ ลิม ทงั้ นี ้เพอื่ ที่จะไม่ให้ส่วนหนงึ่ ส่วนใด ของเรือนร่างเพศหญิง
กระต้นุ อารมณ์ทางเพศ ของผ้ชู าย ซง่ึ จะก่อให้เกิด ความเสียหาย ขนึ ้ มาในสงั คม จงึ ได้วาง
หลกั เกณฑ์ดงั นี ้
1.เสือ้ ผ้าของทงั้ ผ้ชู ายมสุ ลิม และ ผ้หู ญิงมสุ ลิม จะต้องสะอาด ประณีต เรียบร้อย ดูสวยงาม
เหมาะสมกบั บคุ ลกิ ภาพของ ผ้หู ญิงมสุ ลมิ และ ผ้ชู ายมสุ ลมิ การดารงตนสมถะ หรือการเคร่งครัด
ในศาสนา ไม่จาเป็นต้องหมายถงึ การใสเ่ สือ้ ผ้าเก่าๆ ดซู อมซอ่ เพื่อให้คนอ่ืนดวู ่าตวั เอง ไม่ใสใ่ จใยดี
ต่อโลก อยา่ แตง่ กาย ให้คนอ่ืนดถู กู หรือมองเหน็ เรา เป็นตวั ตลก
2. อิสลาม ไมห่ ้ามการแตง่ กาย ด้วยเสือ้ ผ้าท่ีดีมีราคา ถ้าหากว่าฐานะทางเศรษฐกิจ เอือ้ อานวย
และต้องการแสดงออก ให้เห็นวา่ ตน ได้รับความโปรดปรานจากพระเจ้า แต่ในขณะเดียวกนั
อิสลามก็ห้ามการแต่งกาย โดยมีเจตนา ที่จะโอ้อวด ถงึ ความมงั่ คงั่ และความทนงตน ว่าเหนือกว่า
คนอื่น
3. เสือ้ ผ้าของทงั้ ผ้หู ญิงมสุ ลมิ และ ผ้ชู ายมสุ ลิม ต้องปกปิด สงิ่ พงึ ละอายของผ้สู วมใส่ โดยเฉพาะ
สาหรับ ผ้หู ญิงมสุ ลิม นนั้ ส่งิ ที่พงึ ปกปิด (เอาเราะฮ) ก็คือทกุ ส่วนของร่างกาย ยกเว้นใบหน้า และฝ่ า
มือ ส่วนเอาเราะฮ ของผ้ชู ายนนั้ คือบริเวณตงั้ แตส่ ะดือถงึ หวั เข่า
4. ผ้หู ญิงมสุ ลิม จะต้องไมแ่ ตง่ กาย ด้วยเสือ้ ผ้าที่รัดรูป แนบเนือ้ หรือเสือ้ ผ้าที่โปร่งบาง หรือมีรูท่ีทา
ให้มองเห็นผิวหนงั หรือเรือนร่างภายใน
5. ผ้ชู ายมสุ ลมิ จะต้องไมใ่ ส่เสือ้ ผ้า หรือแตง่ กายเลียนแบบผ้หู ญิง และผ้หู ญิงจะต้องไม่ใส่เสือ้ ผ้า
หรือแต่งกายเลียนแบบผ้ชู าย ทงั้ นีเ้พื่อดารงรักษาบคุ ลกิ และเอกลกั ษณ์แห่งเพศของตวั เองไว้ ทา่ น
ศาสดามฮุ มั มดั ได้สาปแช่งคน ท่ีแต่งกายเลียนแบบ ของเพศตรงข้าม
6. อสิ ลามห้ามมสุ ลมิ ชาย สวมใส่เสือ้ ผ้า ท่ีตดั มาจากผ้าไหม และสวมใสเ่ คร่ืองประดบั ทองคา ทงั้ นี ้
เพราะว่า สิ่งเหล่านีเ้หมาะสม ท่ีจะเป็นอาภรณ์ และเครื่องประดบั ของ ผ้หู ญิง
7. อิสลามห้าม ผ้หู ญิงมสุ ลมิ ใสน่ า้ หอมออกนอกบ้าน เพราะไมต่ ้องการให้กลน่ิ นา้ หอม ไปกระต้นุ
ความรู้สกึ ของเพศตรงข้าม แต่ขณะเดียวกนั ก็สนบั สนนุ ให้ผ้หู ญิง โดยเฉพาะภรรยาใสน่ า้ หอม และ
แต่งกายให้สะอาดสวยงามเม่ืออยกู่ บั สามี
8. ผ้ชู ายหวีผมให้เรียบร้อย และอยา่ ปล่อยให้ผมกระเซงิ
9. ก่อนจะสวมใส่เสือ้ ผ้า และรองเท้า ให้สะบดั หรือเคาะเสียก่อน ทงั้ นีเ้พ่อื ให้แมลง หรือสตั ว์
อนั ตราย ท่ีอาจอาศยั หรือตดิ อยใู่ นเสือ้ ผ้า และรองเท้าหลดุ ไป และเม่ือสวมใสเ่ สือ้ ผ้าหรือรองเท้า
ให้เริ่มใสท่ างข้างขวาก่อน
10. หลีกเลี่ยงการแตง่ กาย ด้วยเสือ้ ผ้าสีฉดู ฉาด หรือแตง่ กาย เลียนแบบนกั บวชหรือนกั พรต
11. ให้เสือ้ ผ้าแก่คนยากจนบ้าง เพื่อเป็นการขอบคณุ ต่ออลั ลอฮ ที่ทรงโปรดปราน ให้เราได้มีเสือ้ ผ้า
สวมใส่ ทา่ นศาสดามฮุ มั มดั ได้กล่าววา่ "ใครที่ให้เสือ้ ผ้าแก่มสุ ลิม สวมใส่ร่างกายของเขา อลั ลอฮ
จะให้เขาได้สวมใสเ่ สือ้ ผ้าสีเขียว แห่งสวรรค์ ในวนั แห่งการพพิ ากษา"
12. ให้เสือ้ ผ้าที่ดี ตามสถานภาพของท่านเอง แก่คนรับใช้ หรือบา่ วที่ทาหน้าที่รับใช้ท่านมาตลอด
ทงั้ วนั ฮิญาบ เป็นชดุ ท่ีจะทาให้ผ้หู ญิงมสุ ลิม ปลอดภยั จากการลวนลาม และแทะโลม ทกุ วนั นี ้ผู้
แตง่ ชดุ ฮญิ าบ ไมใ่ ชส่ ่ิงแปลกใหม่ ในสายตาสงั คม แตค่ ือความงดงาม ความสภุ าพ และความล่มุ
ลกึ ในความรู้สกึ ท่ีสงบของผ้สู วมใส่ และผ้พู บเหน็ เป็นความเยน็ ตาเยน็ ใจ ด้วยสายตา ของผ้มู ี
ศรัทธาในอิสลาม ยอ่ มเห็นว่า หญิงท่ีสวมใสช่ ดุ หิญาบนา่ เล่ือมใสและนา่ ให้เกียรติ
มารยาทผเู้ รียนต่อครูผสู้ อน
ทีม่ าของรูปภาพ : https://www.google.com
1. ต้องมีสมั มาคารวะต่อครูผ้สู อน ครูคนนนั้ จะมีอายนุ ้อยกว่าก็ตาม เพราะไม่เป็นการเสียหายแต่
อยา่ งใดท่ีจะเรียนกบั ครูผ้สู อนที่มีอายนุ ้อยกว่า
2. ต้องให้เกียรตยิ กยอ่ งครูผ้สู อนและมองครูด้วยสายตาชื่นชมและนา่ เกรงขาม
3. เมื่อครูเดินเข้ามา ควรยืนเพ่อื แสดงความเคารพ และสลามพร้อมจบู มือครูเพ่อื ให้เกียรติและเอา
ความสิริมงคล (บารอกะฮฺ)
4. ต้องรักษากิริยามารยาทความเป็นลกู ศิษย์ที่ดีในขณะครูกาลงั สอน ด้วยการน่ิงฟังอยา่ งสงบ และ
สอบถามเมื่อจาเป็ น
5. ต้องไมอ่ อกไปจากสถานที่สอนหรือห้องเรียน จนกวา่ จะได้รับอนญุ าตจากครู เม่ือครูอนญุ าต จง
ขออภยั จากอลั ลอฮฺ เพราะที่ดีแล้วต้องไมอ่ อกจากห้องเรียนจนกว่าจะสนิ ้ สดุ ชว่ั โมงเรียนเทา่ นนั้
6. ต้องมีวนิ ยั และเช่ือฟังปฏิบตั ติ ามคาสงั่ ของครูทกุ อย่าง หากคาสงั่ นนั้ ไมผ่ ิดต่อหลกั ศาสนา
เพราะหลกั การมีอย่วู า่ “ต้องไม่เชื่อฟังคนอ่ืนในเรื่องท่ีบาปตอ่ อลั ลอฮฺ”
7. ต้องปฏิบตั หิ น้าที่ของศษิ ย์ต่อครูผ้สู อนโดยเตม็ ใจ บรรดานกั วชิ าการ (อลุ ะมาอฺ) ได้แนะนาหน้าที่
ของศิษย์ท่ีพงึ มีต่อครูบางส่วน ดงั นี ้
- เร่ิมให้สลามและแสดงความเคารพ
- ให้เกียรติ ยกยอ่ งและนอบน้อมถ่อมตนตอ่ ผ้เู ป็นครู
- พดู ให้น้อยเมื่ออย่ตู อ่ หน้าครู
- ไม่พดู ในสิ่งที่ครูไมไ่ ด้ถาม
- ไม่ถามจนกวา่ ครูจะอนญุ าต
- ไม่โต้แย้งคาพดู ของครู
- ไม่ขนึ ้ เสียงดงั กลบเสียงของครู
- ไม่หนั ซ้ายหนั ขวาเมื่ออยตู่ อ่ หน้าครู แตต่ ้องนงั่ อยา่ งเรียบร้องและฟังอย่างสงบ
- ต้องไม่นาคากลา่ วของคนอ่ืนท่ีเป็ นการแย้งกบั คาพดู ของครูมากลา่ วตอ่ หน้าครู
- ต้องไมค่ ิดในแงร่ ้าย ในพฤติกรรมภายนอกท่ีดไู ม่ดีของครู
- ก่อนเข้าพบครูหรือลาจากครู ต้องได้รับอนญุ าตจากครูก่อน
- ต้องขอพรตอ่ อลั ลอฮฺให้แก่ครูตลอดชีวติ เหมือนกบั ขอพรให้พอ่ แม่
มารยาทในการรับประทานอาหารการดื่มในอิสลาม
ท่ีมาของรูปภาพ : http://soleehahn.blogspot.com
อสิ ลามเป็นอีกหนงึ่ ศาสนาท่ีวางแบบแนวทางการดาลงชีวิตไว้หมดทกุ อยา่ ง ในการใช้
ชีวติ ประจาวนั ทงั้ การ ขบั ถ่าย ทงั้ การนอน และการกินและด่ืม นีก้ ็เป็นอีกหน่ึงผลประโยชน์ของ
อิสลามที่มีตอ่ มวลมนษุ ย์
1. อาหารของมสุ ลมิ : ต้องดีและเป็นที่อนมุ ตั ิ
อลั ลอฮฺได้กลา่ ววา่ ความวา่ : โอ้ บรรดาผ้ศู รัทธาเอย๋ สเู จ้าจงบริโภคสิ่งที่ดีจากส่งิ ที่เราได้
ประทานแก่สเู จ้า และจงขอบคณุ ต่ออลั ลอฮฺ หากสเู จ้าเคารพสกั การะแตเ่ พียงตอ่ พระองค์ (อลั บะ
เกาะเราะฮฺ : 172)
และอลั ลอฮฺได้กลา่ ววา่ ความว่า : คือ บรรดาผ้ปู ฏิบตั ติ ามเราะซลู ผ้เู ป็นนบีที่เขียนอา่ นไม่
เป็นดงั ท่ีพวกเขาพบเขา (นบี) ถกู จารึกไว้ ณ.ท่ีพวกเขา ทงั้ ในอลั -เตารอต และในอลั -อินญีล โดยที่
เขา (นบี) จะใช้พวกเขาให้กระทาในสงิ่ ที่ชอบและห้ามพวกเขามใิ ห้กระทาในสิง่ ที่ไม่ชอบและจะ
อนมุ ตั ิสิ่งที่ดี ๆให้แก่พวกเขา และจะให้เป็ นที่ต้องห้ามแก่พวกเขาซงึ่ ส่งิ ที่เลวทงั้ หลาย และจะปลด
เปลือ้ งออกจากพวกเขาซงึ่ ภาระหนกั ของพวกเขาและหว่ งคอที่ปรากฏอย่บู นพวกเขา ดงั นนั้ บรรดา
ผ้ทู ่ีศรัทธาตอ่ เขา ยกยอ่ งเชิดชแู ละช่วยเหลือเขา อีกทงั้ ยงั ปฏิบตั ิตามแสงสวา่ งท่ีถกู ประทานลงมา
แก่เขาแล้วไซร้ ชนเหล่านีแ้ หละคือบรรดาผ้ทู ี่สาเร็จ (อลั -อะอฺรอฟ : 157)
2. การกล่าวบสิ มลิ ลาฮฺก่อนทานอาหารและเร่ิมรับประทานส่ิงที่อยใู่ กล้ตวั ก่อน
จากอมุ รั บนิ อบีสะละมะฮฺกล่าววา่ ความว่า : ฉนั เคยเป็นเดก็ อยใู่ นบ้านของท่านเราะสู
ลลุ ลอฮฺ ศอ็ ลลลั ลอฮอุ ะลยั ฮิวะสลั ลมั และ (ในตอนกินอาหาร) มือของฉนั คลาแตะทว่ั ถาด ทา่ นเราะ
สลู ลุ ลอฮฺจงึ บอกกบั ฉนั วา่ “โอ้ เดก็ เอ๋ย จงกล่าวบสิ มิลลาฮฺ และจงทานด้วยมือขวาของเจ้า และจง
ทานส่ิงที่อยใู่ กล้ตวั เจ้าก่อน” แล้วหลงั จากนนั้ มนั ก็กลายเป็นความเคยชินของฉนั ตลอดมา (อลั บุ
คอรีย์ ตามสานวนนี ้หมายเลข 5376 และมสุ ลิม หมายเลข 2022)
3. การกินและดื่มด้วยมือขวา
มีรายงานจากอิบนอุ มุ รั วา่ ท่านเราะสลู ลุ ลอฮฺ ศ็อลลลั ลอฮอุ ะลยั ฮิวะสลั ลมั ได้กล่าวว่า
ความว่า : เมื่อผ้ใู ดในพวกท่านจะกินก็จงกินด้วยมือขวา และเมื่อจะด่ืมก็จงด่ืมด้วยมือขวา เพราะ
แท้จริงแล้วชยั ฏอนนนั้ จะกินด้วยมือซ้ายและจะด่ืมด้วยมือซ้าย (บนั ทกึ โดยมสุ ลิม หมายเลข 2020
4. การหายใจนอกภาชนะในตอนดื่ม
จากอนสั กล่าวว่า ความวา่ : ท่านเราะสลู ลุ ลอฮฺ ศ็อลลลั ลอฮอุ ะลยั ฮวิ ะสลั ลมั จะหยดุ เพ่อื
หายใจสามครัง้ เม่ือด่ืมเคร่ืองด่ืม โดยทา่ นกลา่ ววา่ “มนั ทาให้อมิ่ กวา่ ปลอดภยั กว่า และน่าดกู ว่า”
อนสั กล่าววา่ ฉนั เองจงึ หยดุ เพ่อื หายใจสามครัง้ เม่ือฉนั ดื่ม (มตุ ตะฟัก อะลยั ฮฺ บนั ทกึ โดยอัลบคุ อรีย์
หมายเลข 5631 และมสุ ลมิ ตามสานวนนี ้หมายเลข 2028)
5. ไมด่ ื่มพลางยืน
มีรายงานจากอบีสะอีด อลั คดุ รียฺ วา่ ความว่า : ทา่ นนบี ศ็อลลลั ลอฮอุ ะลยั ฮิวะสลั ลมั ได้
ห้ามการดื่มพลางยืน (บนั ทกึ โดยมสุ ลิม หมายเลข 2025)
มีรายงานจากอบีฮรุ ็อยเราะฮฺ ว่า ความวา่ : ทา่ นนบี ศอ็ ลลลั ลอฮอุ ะลยั ฮวิ ะสลั ลมั ได้เหน็
ชายคนหนง่ึ กาลงั ยืนด่ืม ท่านเลยกลา่ วกบั เขาวา่ “จงอาเจียนออกซะ” เขาถามว่า “ทาไม่หละ่ ?
ทา่ นตอบว่า “ทา่ นชอบหรือที่จะให้แมวด่ืมพร้อมกบั ท่าน ? เขาตอบว่า “ไม”่ ท่านกลา่ วว่า “ เพราะ
แท้จริงแล้ว มีตวั ท่ีเลวกวา่ มนั อีกที่ร่วมด่ืมพร้อมกบั ทา่ น มนั คือชยั ฏอนอยา่ งไรละ่ ” (เศาะฮี
หฺ บนั ทกึ โดยอะห์มดั หมายเลข 7990 และบนั ทกึ โดยอลั ดาริมีย์ หมายเลข 2052 ดู อลั สิลสิละฮฺ
อลั เศาะฮีหฺะฮฺ หมายเลข 175)
6. ไม่ทานและด่ืมในภาชนะทองคาและเงิน
จากหซุ ยั ฟะฮฺ กล่าววา่ ความวา่ : ฉนั ได้ยนิ ทา่ นนบี ศอ็ ลลลั ลอฮอุ ะลยั ฮวิ ะสลั ลมั กลา่ วว่า “พวก
ทา่ นจงอย่าสวมใสผ่ ้าไหมหรือ และจงอยา่ ด่ืมในภาชนะทองคาหรือเงิน และจงอย่าทานในจานของ
มนั (ทองและเงนิ ) เพราะมนั เป็นของพวกเขา(ผ้ปู ฏิเสธศรัทธา)ในโลกดนุ ยาและเป็นของพวกเราใน
วนั อาคิเราะฮฺ” (มตุ ตะฟัก อะลยั ฮฺ บนั ทกึ โดยอลั บคุ อรีย์ ตามสานวนนี ้หมายเลข 5426 และมสุ ลมิ
หมายเลข 2067
มารยาทการพดู
ทีม่ าของรูปภาพ : http://405845052.blogspot.com
อลั ลอฮฺ ทรงสร้างมนษุ ย์มาในรูปลกั ษณ์ที่สวยงาม และให้มีอวยั วะท่ีสามารถสมั ผสั เพื่อการรับรู้สง่ิ
รอบตวั ได้ เช่น ให้มีหู เพือ่ การได้ยนิ ให้มีตามเพ่ือการมองเหน็ ให้มีลิน้ เพ่ือการเจรจาสื่อสารได้ และ
ท่ีน่ามหศั จรรย์อย่างย่ิง คือ ให้มีปัญญาสามารถคดิ ค้น และสงั่ การทกุ ส่วนของร่างกายได้
อลั ลอฮฺ ตรัสในอลั กรุ อาน บทอลั มลุ กฺ โองการท่ี 23 ความวา่
“จงประกาศเถิดว่า พระองค์ (อลั ลอฮฺ) ทรงให้พวกเจ้าบงั เกิดมา แล้วทรงประทาน หู ตา และจติ ใจ
แก่พวกเจ้า (เพ่อื ได้ตริตรอง)
มีน้อยเหลือเกินท่ีพวกเจ้าจะกตญั ญ”ู
(67/23)
และทรงตรัสในบทอลั ละลดั๊ โองการท่ี 8-9 อีกความวา่
“เรามิได้สร้างสองดวงตาไว้แก่เขาดอกหรือ รวมทงั้ ลิน้ และสองริมฝี ปากด้วย”
(90/8-9)
อลั ลอฮฺ ให้มีการควบคมุ การใช้งานของอวยั วะต่าง ๆ วา่ เป็นไปตามท่ีพระองค์กาหนดหรือไม่
โดยเฉพาะปากหรือลนิ ้ ท่ีใช้ในการสื่อสาร ซง่ึ ถือวา่ มีความสาคญั เป็นอย่างมาก เพราะลนิ ้ นีเ้องอาจ
นาร่างกายส่สู วรรค์หรือนรกได้
อลั ลอฮฺ ตรัสให้มีการควบคมุ คาพดู ไว้ในอลั กรุ อานบท ก๊อฟ โองการที่ 18 ความวา่
“ไม่ว่าถ้อยคาใดท่ีมนษุ ย์ได้พดู ไปล้วนมีผ้บู นั ทกึ ประจาเสมอทางเบือ้ งขวามีทงั้ ร่อกี๊บ เป็นผ้บู นั ทกึ
ความดี และทางเบือ้ งซ้ายมีอะต๊ีด เป็นผ้บู นั ทกึ ความชว่ั ”
(50/18)
การใช้คาพดู ยอ่ มมีความสาคญั มาก ๆ จนท่านศาสดา นาไปผกู พนั กนั เรื่องของการศรัทธา โดย
ทา่ นกล่าวความวา่
“ผ้ใู ดที่ศรัทธาตอ่ อลั ลอฮฺและวนั ปรภพ (อาคเิ ราะฮฺ) จงพดู แตส่ ิ่งท่ีดี หรือไม่ก็จงน่ิงเสีย”
(บนั ทกึ หะดีษโดย บคุ อรีและมสุ ลมิ )
เพอ่ื ให้การพดู จาได้อยใู่ นกรอบที่อลั ลอฮฺกาหนดไว้ จงึ ควรมีมารยาทในการใช้คาพดู ดงั นี ้
1. เลือกสรรคาพดู ที่ดีในการสนทนาเหมือนกบั เลือกอาหารที่ดีในการรับประทานอาหาร และ
การตอบโต้ก็ต้องโต้ตอบด้วยเหตผุ ลและด้วยสขุ มุ รอบคอบ
2. พดู จาอยา่ งชดั ถ้อยชดั คา อย่าพดู เร็วจนฟังไมเ่ ข้าใจในเนือ้ ความและเจตนา
3. พดู กบั บคุ คลตามพนื ้ ฐานด้านความรู้ของผ้ฟู ัง โดยเลือกใช้ข้อความที่เหมาะสมกับสภาพ
ของผ้ฟู ัง
4. ควรพดู ให้น้อยแต่ฟังให้มาก ๆ นอกจากจาเป็นต้องตอบคาถาม หรือการตกั เตือน หรือการ
ใช้ให้ทาความดีและห้ามทาความชวั่ และหรือเชิญชวนสอู่ ลั ลอฮฺ
5. ห้ามมใิ ห้แสดงความคดิ เห็นหรือพดู จาในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ หรือไม่แน่ใจในความถกู ต้องใน
ข้อมลู เพราะเพียงการคาดคะเน อาจนาสกู่ ารโกหกได้
6. ห้ามพดู ในสิง่ ไร้สาระหรือก่อให้เกิดความสบั สนแก่ผ้รู ับฟัง โดยเฉพาะในเรื่องที่เก่ียวข้องกบั
หลกั การศาสนา
7. ควรคดิ ก่อนพดู อย่าพดู ก่อนคดิ เพราะคาพดู เมื่อพดู ไปแล้ว มิอาจเรียกกลบั คืนได้ และ
จะต้องรับผิดชอบในคาพดู นนั้ ๆ
8. ควรนง่ิ ฟังผ้ทู ี่อาวโุ สกวา่ ผ้ทู ่ีมีเกียรติกวา่ และผ้ทู ่ีมีความรู้ในประเด็นนนั้ ๆ มากกวา่
9. ไมค่ วรพดู แซงในขณะท่ีคนหนง่ึ ยงั พดู ไมจ่ บ เพราะในสถานท่ีผ้เู จริญแล้วนนั้ จะไมม่ ีการพดู
พร้อมกนั สองคน
10. ต้องไมพ่ ดู สวนหรือขดั คอ หรือตาหนิ และหรือล้อเลียนคาพดู ของผ้อู ื่น
11. ควรพดู เสียงเบา ๆ ไมค่ วรขนึ ้ เสียงเกินความจาเป็น
12. พร้อมกบั การพดู ควรมีใบหน้ายมิ ้ แย้มแจม่ ใส และไมแ่ สดงกิริยาโอหงั หรืออวดโต
13. ต้องไม่ใช้คาพดู เพอื่ เชือดเฉือนหรือเป็นการทาร้ายคนอื่นทงั้ ทางใจและศกั ดศ์ิ รี
14. ต้องไม่พลอ่ ยในเร่ืองการสาบาน นอกจากวาระจาเป็นเท่านนั้
15. ต้องไมส่ าบานกบั ส่ิงอื่นนอกจากอลั ลอฮฺเทา่ นนั้ เช่น สาบานกบั ศาสดา กบั บยั ตลุ ลอฮฺ กบั
มลาอกิ ะฮฺ และกบั ส่งิ ต่าง ๆ
16. ควรมีการกลา่ วขออภยั โทษ (อิสตฆิ ฟาร) อย่เู สมอ โดยเฉพาะเม่ือพดู ส่งิ ต้องห้ามหรือเกิด
ความผดิ พลาดในคาพดู
17. ต้องรักษาลนิ ้ ด้วยการไม่พดู สงิ่ ต่อไปนี ้
* พดู โกหดมดเท็จ เพราะถือเป็นโทษใหญ่
* พดู นินทาให้ร้ายป้ ายสี ทาให้คนอื่นเกิดความเสียหายหรืออบั อาย
* พดู ยแุ หย่ให้คนอื่นทะเลาะกนั
* พดู โต้เถียงในสง่ิ ท่ีไร้ประโยชน์หรือพดู เร่ืองทานอง “เขาเลา่ วา่ ข้าเลา่ ตอ่ ”
* พดู เอาดีใส่ตวั เอาชว่ั ให้คนอื่นหรือพดู ในทานองยกตนข่มทา่ น
* พดู หยาบคาย ด่าประจาน หรือจาบจ้วงคนอื่น
* พดู ล้อเลียนคนอ่ืนโดยเฉพาะกบั บคุ คลท่ีด้อยโอกาสทางสงั คม
* พดู หยอกล้อเกินความพอดี หวั เราะทานองเยาะเย้ยทาให้คนอื่นอบั อาย
* พดู จาชมและยกย่องคนอื่นเกินเหตุ ทาให้ดเู หมือนขาดความจริงใจ
การอยรู่ ่วมกนั ในสงั คมของชนต่างศาสนิกในมมุ มองของอิสลาม
ทีม่ าของรูปภาพ : https://www.google.com
อสิ ลามได้วางกฎระเบียบท่ีชดั เจนในการพทิ กั ษ์สงั คมของมนษุ ยชาติ ทงั้ นีเ้พ่อื ให้สงั คมได้ออกห่าง
จากทกุ ส่ิงทกุ อยา่ งท่ีก่อให้เกิดความหายนะวนุ่ วาย ท่ีมาจากการมีแนวคดิ สดุ โต่งในสงั คม ดงั ที่
อสิ ลามได้ประกาศอย่างชดั เจนจากแกนคาสอนหลกั ของอิสลามท่ีว่า แท้จริงแล้วมนษุ ย์ทงั้ หลาย
ต่างก็ถกู สร้างมาจากชีวติ เดียวกนั เพอ่ื เป็นการส่ือให้รู้วา่ ต้นกาเนิดของมนษุ ย์ทงั้ หมด มาจากสง่ิ
เดียวกนั
ดงั ที่พระองค์อลั ลอฮฺได้ตรสั ไว้ว่า
“มนษุ ย์ชาติทงั้ หลาย จงยาเกรงต่อพระผ้อู ภิบาลของพวกเจ้าที่ได้ทรงบงั เกิดพวกเจ้ามาจาก
ชีวิตหนงึ่
และได้ทรงบงั เกิดจากชีวติ นนั้ ซงึ่ ค่คู รองของเขา และได้ทรงทาให้แพร่หลายไปจากทงั้ สอง
นนั้ ซงึ่ บรรดาชาย และบรรดาหญิงอนั มากมาย
และจงยาเกรงอลั ลอฮฺท่ีพวกเจ้าต่างวิงวรขอตอ่ พระองค์ และพงึ รักษาเครือญาติ แท้
จริงอลั ลอฮฺทรงสอดส่องดพู วกเจ้าอย่เู สมอ”
( ซเู ราะฮฺอนั นิสาอฺ โองการท่ี 2 )
ดงั นนั้ มนษุ ย์ท่ีอย่บู นโลกนีท้ งั้ หมดตา่ งก็มีส่วนร่วมในความเป็นมนษุ ย์ด้วยกนั นอกจากนนั้
อสิ ลามได้ให้หลกั ประกนั กบั พวกเขาถึงสทิ ธิในการมีชีวติ อย่อู ยา่ งมีเกียรติ โดยมไิ ด้แบ่งแยกใน
ระหวา่ งพวกเขา ตามหลกั การขนั้ พืน้ ฐานของอิสลามคือ มนษุ ย์มีเกียรติและศกั ดิศ์ รีในพนื ้ ฐานของ
การเป็นมนษุ ย์ตงั้ แต่ต้นกาเนดิ โดยไมไ่ ด้มองไปยงั ความแตกต่างของศาสนา ลทั ธิ ความเช่ือ ชาติ
พนั ธ์ุ สีผวิ และแหล่งกาเนิด ดงั นนั้ ทกุ คนตา่ งก็เป็นสมาชิกของสงั คมที่เป็นครอบครัวเดียวกนั โดย
แต่ละคนตา่ งก็มีสิทธิและหน้าที่ด้วยกนั ทงั้ หมด พระองค์อลั ลอฮฺได้ตรัสวา่
“และโดยแน่นอน เราได้ให้เกียรติแก่ลกู หลานของอาดมั (หมายถงึ มนษุ ย์) และเราได้บรรทกุ
พวกเขาทงั้ ทางบกและทางทะเล และเราได้ประทานปัจจยั ยงั ชีพท่ีดีแก่พวกขา และเราได้เทอด
เกียรตพิ วกเขาเหนือส่ิงอื่นๆอีกมากมายจากบรรดาสรรพสงิ่ ต่างๆท่ีเราได้สร้างขนึ ้ มา”
( ซเู ราะห์อลั อสิ รออฺ โองการท่ี 70)
สาหรับความแตกตา่ งของมนษุ ย์ด้านภายนอก เช่น ความแตกตา่ งด้านรูปร่าง หน้าตา
ผิวพรรณ สีผิว เชือ้ ชาติ ภาษา ซงึ่ ทงั้ หมดมิใช่อ่ินใดนอกจากมนั คือ สีสนั แห่งการสร้างสรรค์ ท่ีแสดง
ถงึ ความยง่ิ ใหญ่ของอลั ลอฮฺ พระผ้ทู รงสร้างอนั วจิ ิตร และพระผ้ทู รงเดชานภุ าพย่งิ พระองค์อลั ลอฮฺ
ได้ตรัสไว้ในอลั กรุ อานว่า
“และหนงึ่ จากสญั ญาณทงั้ หลายของพระองค์คือ การสร้างชนั้ ฟ้ าทงั้ หลายและแผน่ ดิน และ
ความแตกต่างทางด้านภาษาของพวกเจ้า และทางด้านผวิ พรรณของพวกเจ้า แท้จริงสงิ่ ต่างๆ
เหลา่ นี ้แน่นอนย่อมเป็นสญั ญาณสาหรับบรรดาผ้มู ีความรู้”
(ซเู ราะห์อรั รูม โองการที่ 22)
ดงั นนั้ เม่ือมีความแตกต่างในสงั คมของมนษุ ย์ ก็ควรท่ีจะนบั วา่ มนั คือความแตกตา่ งด้าน
กายภาพ ตามธรรมชาตปิ กติ และไมค่ วรที่กลมุ่ ชนหนงึ่ กลมุ่ ชนใด จะกระทาการละเมิด ต่ออีกกล่มุ
ชนหนงึ่ เพราะการกระทาดงั กลา่ วก่อให้เกิดความเป็นศตั รู ความกริว้ โกรธในระหวา่ งสมาชกิ ของ
สงั คม หรือเป็นการกระต้นุ กระแสความเป็นชาตนิ ิยม ชาติพนั ธ์นยิ ม ที่สดุ โตง่ ในสงั คม
แตค่ วรให้ความแตกต่างดงั กลา่ ว เป็นสาเหตขุ องการสร้างความรัก ความเมตตา การทา
ความรู้จกั ซงึ่ กนั และกนั ในระหวา่ งสมาชิกของสงั คมเดียวกนั เพ่อื เป็นแรงผลกั ดนั ที่จะสร้าง
ผลประโยชน์ร่วมกนั พระองค์อลั ลอฮฺ(ซบุ ฮานะฮวู ะตะอาลา)ได้ตรัสว่า
“โอ้มนษุ ย์ชาติทงั้ หลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชายและเพศหญิง และเราได้ทา
ให้พวกเจ้าแยกเป็นเผา่ และตระกลู เพื่อที่จะได้รู้จกั กนั
แท้จริงผ้ทู ี่มีเกียรติมากท่ีสดุ ในหมสู่ เู จ้า ณ ที่อลั ลอฮฺนนั้ คือผ้ทู ี่มีความยาเกรงต่อพระเจ้า
มากที่สดุ ในหม่สู เู จ้า แท้จริงอลั ลอฮฺนนั้ เป็นผ้ทู รงรอบรู้อย่างละเอียดถ่ีถ้วน”
( ซเู ราะฮฺอลั หญุ รุ อต โองการที่ 13)
จากโองการดงั กล่าว พระองค์อลั ลอฮฺได้ทรงชีใ้ ห้รู้ว่า มนษุ ย์ไมม่ ีความเลอเลศิ ในระหวา่ ง
พวกเขาด้วยกนั ยกเว้นบนพนื ้ ฐานของความศรัทธา ความยาเกรงและการเข้าใกล้ชดิ พระผ้เู ป็นเจ้า
เทา่ นนั้ อนั เป็ นผลมาจากการปฏบิ ตั ติ ามคาสอนและบทบญั ญตั ิต่างๆ ท่ีทา่ นศาสนทตู ได้นามาจาก
พระองค์ ดงั นนั้ อลั ลอฮฺจงึ ได้ตรัสวา่
“แท้จริงผ้ทู ี่มีเกียรติมากท่ีสดุ ในหม่สู เู จ้า ณ ท่ีอลั ลอฮฺนนั้ คือผ้ทู ี่มีความยาเกรงตอ่ พระเจ้ามาก
ท่ีสดุ ”
สาหรับบคุ คลท่ีไม่ได้นบั ถือศาสนาอสิ ลาม หรือผ้ศู รัทธาในศาสนาอื่น ซงึ่ เป็นศาสนาท่ีมา
จากอลั ลอฮฺ ก่อนการมาของอสิ ลาม และเขาไม่ได้ศรัทธาตอ่ อิสลาม แท้จริงอลั กรุ อานไมไ่ ด้มอง
พวกเขาในเชงิ ลดรอนทางคณุ ค่าของการเป็นมนษุ ย์ หรือในเชงิ ประหนงึ่ ว่าพวกเขาเหล่านนั้ ไมใ่ ช่
มนษุ ย์ หรือพวกเขาไมม่ ีสิทธ์ิเยี่ยงเดียวกบั มสุ ลมิ แต่อลั กรุ อานมองพวกเขาในเชงิ ผอ่ นปรน และ
ออ่ นโยน
ดงั นนั้ จงึ ไม่บงั ควรสาหรับมสุ ลมิ ที่มีหลกั ความเช่ือต่ออสิ ลาม จะต้องไปเผชิญหน้ากบั ผ้ทู ่ีมี
หลกั ความเช่ือท่ีตรงกนั ข้ามกบั เขา หรือผ้ทู ี่ไมใ่ ชม่ สุ ลมิ ยกเว้นจะต้องอย่ใู นรูปของการชกั ชวน
เผยแพร่ ตามแนวทางของการตกั เตือนที่ดี หากพวกเขาเชื่อฟังและยอมรับ ก็เป็นสิ่งท่ีดีสาหรับพวก
เขา แต่หากพวกเขาปฏเิ สธ และพวกเขาเลือกที่จะคงอย่ใู นหลกั ความเช่ือเดิมของพวกเขา ก็ไมม่ ี
การบงั คบั ในเร่ืองของการนบั ถือศาสนา ตราบใดที่พวกเขาเหล่านนั้ ไมไ่ ด้ทาตวั เป็นปฏปิ ักษ์และทา
สงครามกบั ศาสนาของอลั ลอฮฺ พระองค์อลั ลอฮฺได้ตรัสไว้วา่
“อลั ลอฮไมไ่ ด้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกบั บรรดาผ้ทู ่ีมไิ ด้ตอ่ ส้(ู สงคราม)กบั พวกเจ้าในเร่ืองของ
ศาสนา และพวกเขาก็มิได้ขบั ไลพ่ วกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า ในการท่ีพวกเจ้าจะทา
ความดีแก่พวกเขา และให้ความยตุ ธิ รรมแก่พวกเขา แท้จริงอลั ลอฮฺทรงรักผ้ทู ี่มีความยตุ ิธรรม”
( ซเู ราะฮฺอลั มมุ ตะฮินะฮฺ โองการที่ 8)
แต่ในลกั ษณะเดียวกนั อิสลามก็ให้ความสาคญั ในการคานงึ ถงึ สทิ ธิของชนตา่ งศาสนิกท่ีอยู่
ภายใต้การทาสญั ญาไมร่ ุกรานกนั (มอุ าฮดั )หรือชนตา่ งศาสนกิ ที่อยภู่ ายใต้การปกครองของรัฐบาล
อิสลาม(ซมิ มีย์) โดยที่อสิ ลามห้ามละเมิดต่อชนตา่ งศาสนกิ ท่ีอย่ภู ายใต้พนั ธสญั ญา หรือชนตา่ งศา
สนิกท่ีอย่ใู นรัฐอิสลามอย่างเดด็ ขาด ท่านศาสนทตู มฮู มั มดั (ซ้อลลลั ลอฮอุ ลยั ฮิวะซลั ลมั ) ได้กล่าว
วา่
“ผ้ใู ดได้สงั หารชนต่างศาสนิกท่ีอยภู่ ายใต้สญั ญา (มอุ าฮดั ) เขาจะไม่ได้รับกลน่ิ ไอของสวน
สวรรค์ ซงึ่ กล่นิ ไอของมนั จะกระจายไปถงึ ระยะทางส่ีสบิ ปี ”
(บนั ทกึ โดยอลั บคุ คอรีย์ หมายเลข 3166)
ดงั นนั้ ความปลอดภยั ของชนต่างศาสนกิ ที่มิใชค่ สู่ งครามจงึ ได้รับการประกนั จากคาสง่ั ของ
ท่านศาสนทตู มฮู มั มดั (ซ้อลลลั ลอฮอุ ลยั ฮิวะซลั ลมั ) และ การละเมดิ ต่อพวกเขาถือเป็น
อาชญากรรมท่ีมีบทลงโทษตามบทบญั ญตั ิของอสิ ลาม
อ้างองิ
ช่ือเร่ือง : มารยาทต่างๆในอิสลาม
ผ้เู รียบเรียง : สะอดั วารีย์
ปี ท่ีจดั ทา : 12 / 9 / 2013
การอา้ งอิง
สะอดั วารีย.์ (12/9/2013). มารยาทต่างๆในอิสลาม,จาก https://islamhouse.com/th/author/440172/