The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pataporn659, 2024-06-23 10:49:48

นาฏศิลป์​ตะวันออก​

,,

นาฏศิลป์ตะวันออก หมายถึงศิลปะการ ร่ายรำ ในรูปแบบของระบำ รำ ฟ้อ ฟ้ น และ การแสดงที่เป็นเรื่องราวเรียกว่า ละคร ของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มี ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมการแสดง โดยเฉพาะ ที่เกี่ยวข้องกับนาฏศิลป์ไทย ได้แก่ นาฏศิลป์อินเดีย นาฏศิลป์ญี่ปุ่น ปุ่ นาฏศิลป์จีน นาฏศิลป์อินโดนีเซีย นาฏศิลป์เขมร นาฏศิลป์พม่า นาฏศิลป์ตะวันออก


ชาวอินเดียมีความเชื่อและนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกี่ยว กับศาสนาเทพเจ้า จึงเกิดเป็นตำ นานต่างๆขึ้น นาฏศิลป์ของอินเดียนั้นเกี่ยวข้องกับพระพรม ซึ่ง เป็นผู้สร้างนาฏยเวทขึ้นตามข้อสันนิษฐานว่าพระ ภรตฤาษีเป็นผู้แต่ง แต่เขียนในลักษณะผู้เล่า เรื่องนาฏยเวทที่ได้เรียนมาจากพระพรม นาฏศิลป์อินเดีย นาฏศิลป์อินเดียที่มีชื่อเสียงเป็นที่แพร่หลาย เช่น 3 การแสดงนี้


ภารตะนาฏยัม ภารตะนาฏยัม เป็นนาฏศิลป์ที่เก่าแก่ที่สุดในอินเดีย มีส่วนสำ คัญ ในพิธีของศาสนาฮินดูสมัยโบราณ สตรีฮินดูจะถวายตัวรับใช้ศาสนา เป็น “ เทวทาสี ” ร่ายรำ ขับร้อง บูชาเทพในเทวาลัย ซึ่งจะเริ่มฝึก ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ศึกษาพระเวท วรรณกรรม ดนตรี การขับร้องของ เทวทาสีเปรียบประดุจนางอัปสรที่ทำ หน้าที่ร่ายรำ บนสวรรค์


กถัก กถัก เป็นนาฏศิลป์ของอินเดียตอนเหนือ นิยมแสดง เดี่ยว ผู้แสดงอาจเป็นหญิงหรือชายก็ได้ เป็นการผสม ระหว่างวัฒนธรรมฮินดูและมุสลิม มีบทร้องเกี่ยวกับ เทพเจ้าของฮินดูและเรื่องราวจากวรรณคดี การแต่งกาย ผู้ หญิงสวมเสื้อคอกว้าง แขนสั้น เอวลอย ห่มสาหรี เกล้า มวยผม ใช้สาหรีคลุมผม ผู้ชายแต่งกายคล้ายกัน ใช้ผ้า โพกศีรษะ


มณีปุรี คือ การแสดงนาฏศิลป์ของชาวมณีปุร ปุ ะ ลีลาการ แสดงที่ค่อนข้างช้ากว่าการแสดงนาฏศิลป์ประเภทอื่นที่กล่าวมาแล้ว ลักษณะการแสดงมณีปุร ปุ ะมัก แสดงเป็นหมู่มากกว่าแสดงเดี่ยว ผู้แสดงใช้ทั้ง ผู้ชายและผู้หญิง แต่งกายคล้ายชาวยุโรป คือ นุ่ง นุ่ กระโปรงสุ่มที่มีลวดลายมากและมีการนำ กระจกสี ต่างๆ มาประดับกระโปรงเพื่อความสวยงาม


นาฏศิลป์ญี่ปุ่น ประวัติของละครญี่ปุ่นเริ่มต้นประมาณศตวรรษที่ 7 แบบแผนการแสดงต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในครั้งยังมีเหลือ อยู่ และปรากฏชัดเจนแสดงสมัยปัจจุบันนี้ ได้แก่ ละคร โนะ ละครคาบูกิ บุงะกุ ละครหุ่นบุนระกุ การกำ าเนิด ของละครญี่ปุ่นกล่าวกันว่ามีกำ าเนิดมาจากพื้นเมืองเป็น ปฐมกล่าวคือ วิวัฒนาการมาจากกการ แสดงระบำ าบูชา เทพเจ้า แห่งภูเขาไฟ และต่อมาญี่ปุ่นได้รับแบบแผนการแสดง มาจากประเทศจีน โดยได้รับผ่านประเทศเกาหลีช่วง หนึ่ง ยกตัวอย่างการแสดงเช่น


เป็นศิลปะการแสดงของญี่ปุ่น โดยมีการแต่งหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ มี การเคลื่อนไหวที่กระฉับกระเฉง แสดงออกซึ่งท่าทางที่มีความหมาย เช่น ร้องไห้ เสียใจ โดยมีเนื้อเรื่อง 2 ประเภท คือเรื่องเกี่ยวกับสังคม ซามูไรและเรื่องราวชีวิตของชาวเมือง คาบูกิเริ่มต้นในตอนต้นของศตวรรษที่ 17 โดยมีการเปิดการแสดงในเกียว โต โดยคณะละครที่ประกอบด้วยผู้ร่ายรำ สตรีที่นำ โดยผู้ดูแลศาลเจ้าอิซูโมะ แต่หลังจากนั้นปี ค.ศ. 1629 ได้มีประกาศรัฐบาลห้ามสตรีแสดงด้วยมีจุด ประสงค์ที่จะรักษาศีลธรรมของประชาชน ดังนั้นคะบุกิจึงแสดงโดยผู้ชายและ เมื่อรัฐบาลห้ามมิให้ผู้หญิงแสดง คาบูกิจึงแสดงโดยผู้ชาย เช่น ผู้ร้ายหน้า สีน้ำ เงิน พระเอกหน้าสีขาว เวทีละครสร้างอย่างวิจิตรงดงาม ละครคาบูกิ


บุงะกุ ละครรำ เก่าแก่ เข้าใจว่าเป็นมาในญี่ปุ่นพร้อมวัฒนธรรม จากจีนและเกาหลีในช่วงศตวรรษที่ ๗ มีแบบแผนร่ายรำ ตายตัว ไม่มีเนื้อหาแบบละครทั่วไป ใช้เวทียกพื้น ตั้งอยู่กลางแจ้งเป็น ส่วนใหญ่ ใส่หน้ากากแสดง อนุรักษ์ต่อเนื่องมานานเกือบ ๑๕๐๐ ปี สำ นักราชวังมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลและจัดแสดง บุงะกุ


ละครโนะ ละครโนะ เป็นละครที่เก่าแก่ที่สุด แต่เดิมจัดแสดงตามวิหาร มีกฎข้อบังคับ เคร่งครัดมาก แสดงเรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้า การแต่งกายงดงาม ผู้แสดงจะสวม หน้ากาก ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่าทางการเคลื่อนไหวล้วนมีความหมาย ทั้งสิ้นแต่เดิมแสดงใต้ร่มไม้ ต่อมาทำ เวทีอย่างง่ายๆ เป็นเวทีสี่เหลี่ยมคนดูดู ได้รอบ จัดฉากง่ายๆ เขียนรูปต้นสนและไม้ไผ่ไว้ห่างๆ และมีสนสามกิ่งยื่น ออกมาเพื่อรักษาสภาพเดิมที่เคยแสดงใต้ร่มไม้ ถือว่าเป็นการแสดงชั้นสูง


นาฏศิลป์จีนมีประวัติความเป็นมาเหมือนทุกชาติ ในตะวันออก คือ เกิดจากการประกอบพิธีทาง ไสยศาสตร์ จนพัฒนามาเป็นละครแบบต่างๆ ใน ราชสำ นัก จนท้ายที่สุดเกิดเป็นอุปรากรจีน (งิ้ว) นับเป็นศิลปะที่มีแบบแผนระดับชาติที่ชาวจีนได้ พัฒนา และอนุรักษ์มาเป็นเวลาหลายร้อยปี จนมี ลักษณะเป็นศิลปะประจำ ชาติ นาฏศิลป์ของจีนมี มากมาย นาฏศิลป์จีน ยกตัวอย่างการแสดงดังนี้


ระบำ นางฟ้าพัดมงคล นำ เสนอการแสดงอันหรูหรา และเป็นมงคล ด้วยศิลปะการร่าย รำ พัดของจีน เพลิดเพลินด้วยความพร้อมเพรียงของนักแสดง พร้อมกับชุดการแสดงสีแดงสด ซึ่งคนจีนถือเป็นสีแห่งความ สมบูรณ์มั่งคั่ง และโชคดี เสนอการแสดงรูปแบบ นางฟ้ามงคล พร้อมท่าทางร่ายรำ รื่นเริง เสมือนมอบความสุข และรอยยิ้มกับผู้ ที่ได้ชม ให้อิ่มเอิบความสุขตลอดปี ตลอดไป ทั้งนี้การแสดงโชว์ ยังสามารถเพิ่มเติมรายละเอียดพิเศษเข้าไปได้ อาทิ เสริมตอน จบการแสดง ด้วยการนำ ของมงคลทั้ง5ไปมอบให้กับประธาน ถือเป็นเคล็ดมงคลของคนจีน เสมือนนางฟ้านำ ของอายุวัฒนะ มาเสริมความเป็นมงคลแก่ผู้ที่ได้รับ


ระบำ นกยูง ระบำ นกยูงชุดนี้แสดงออกถึงท่วงท่าอันงดงาม ของนกยูง อาทิ ท่วงท่าการเยื้องย่างในป่าใหญ่ การดื่มน้ำ และเล่นน้ำ ในสายธาร ทั้งยังสื่อถึง ความงามของธรรมชาติอีกด้วย


งิ้วปักกิ่งเป็นศิลปะการแสดงสมบูรณ์แบบที่รวมศิลปะ “ การขับร้อง ” “ การพูด ” “ การแสดง ลีลา ” “ การแสดงศิลปะการต่อสู้ ” และ “ระบำ รำ ฟ้อน ” เข้าไว้ด้วยกัน ตัวละครของงิ้วปักกิ่งที่ สำ คัญแบ่งเป็น “ เซิง ” (เพศชาย) “ ตั้น ” (เพศหญิง) “ จิ้ง ” (เพศชาย) และ “โฉว ” (มี ทั้งเพศชายและเพศหญิง) นอกจากนั้นยังมีตัวละครประกอบอีกจำ นวนหนึ่ง รูปแบบการแต่งหน้าเป็นศิลปะที่มีเอกลักษณ์ที่สุดของงิ้วปักกิ่ง ความซื่อสัตย์กับความคดโกง ความงามกับความขี้เหร่ ความดีกับความชั่วและความสูงศักดิ์กับความต่ำ ต้อย เป็นต้น ต่างก็ แสดงให้เห็นได้โดยผ่านลวดลายในการแต่งหน้า เช่น สีแดงใช้กับบุคคลที่มีความซื่อสัตย์ สี ม่วงเป็นสัญลักษณ์แห่งความชาญฉลาด ความกล้าหาญและความมีน้ำ ใจ สีดำ สะท้อนถึง อุปนิสัยใจคอสูงส่งที่ซื่อตรง สีขาวบ่งบอกถึงความคดโกงและความโหดเหี้ยมของคนร้าย สีน้ำ เงินแฝงไว้ซึ่งความหมายที่มีใจนักสู้และกล้าหาญ สีเหลืองใช้กับตัวละครที่โหดร้าย ทารุณ ส่วนสีทองกับสีเงิน มักจะใช้กับตัวละครที่เป็นเทวดาและภูตผีปีศาจ งิ้วปักกิ่ง


นาฏศิลป์อินโดนีเซีย อินโดนีเซียมีความหลากหลาย เนื่องจากมีเกาะมากมายและแต่ละเกาะ มีการแสดงของตนเอง มีเอกลักษณ์ เฉพาะตัวที่โดดเด่นศิลประการแสดงที่ เก่าแก่ที่สุด


นาฏศิลป์บาหลี นาฏศิลป์บาหลี การร่ายรำ เพื่อบวงสรวงและ บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นส่วนใหญ่ มีการแสดงละคร เป็นเรื่องราว ลักษณะการแสดงมีชีวิตชีวา จุดเด่นคือ การยักย้ายสะโพก การใช้ดวงตา เครื่องดนตรี จะคล้ายคลึงกับดนตรีชวา เช่น มหาภารตะ รามายนะ และละครพื้นบ้าน การแต่งกาย ผู้หญิง นุ่งผ้าถุงพันตัว ตัวเอกจะพันผ้าถุงชายยาว จากพื้นปัดไปด้าน หลัง มีเครื่องประดับศีรษะลวดลายทอง หรือกระบังหน้า ถ้าเป็นการแสดงพื้นบ้านก็จะ เกล้าผมมวยต่ำ ประดับด้วยดอกลั่นทม


นาฏศิลป์ชวา เป็นการแสดงที่มีพื้นฐานมาจากการรำ ในราชสำ นัก มีลีลาร่ายรำ ที่นุ่มนวล ประณีต จังหวะที่ใช้ในการร่ายรำ จะช้า มีผ้า สไบเป็นส่วนประกอบสำ คัญในการร่ายรำ เวลาแสดงตาจะตก ตลอดเวลา ไม่ใช้สายตาไปยังคนดู วงดนตรีประกอบการแสดง เป็น วงดนตรีประจำ ราชสำ นักสมัยโบราณ ปัจจุบันใช้วงดนตรี สำ หรับฟ้อนรำ เรียกว่า ภารมวลัน นาฏศิลป์ชวา


นาฏศิลป์สุมาตรา นาฏศิลป์สุมาตรา ลักษณะการแสดงจะแสดงเป็นเรื่องราวของ นิทานพื้นบ้านและเรื่องราวในราชสำ นัก จะไม่แสดงเรื่องรา มายณะและมหาภารตะ การแต่งกาย ผ้านุ่งที่ใช้มักเป็นลาย หยกทอง และหยกเงิน ใส่เสื้อกำ มะหยี่แขนยาว ตัวยาว ผม เกล้ามวยผมต่ำ ใช่ปิ่นหรือเครื่องประดับศีรษะสีทอง


การแสดงของเขมรดั้งเดิมใช้ผู้หญิงแสดง เพราะ เป็นการแสดงภายในราชสำ นักเท่านั้น การแสดง มาตรฐานของเขมรจะแสดงเรื่องเรียมเลอ ซึ่งมี รากฐานมาจากรามายณะของอินเดีย การแสดงของเขมรจะมีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล สง่า ย่อเข่ามากกว่าไทยและไม่อ่อนช้อยเท่าของ ไทย มีทั้งการแสดงละครนอกเรื่อง พระอภัยมณีละครในเรื่องอิเหนา โขนเรื่อง รามเกียรติ์ ลักษณะการแต่งกาย มีความใกล้ เคียงกับไทยมาก นาฏศิลป์เขมร


เป็นละครพูดมีเนื้อเรื่องเกี่ยวกับความรัก ซึ่งละคร ชนิดนี้ได้รับอิทธิพลจากเวียดนาม การแสดงของ เขมรจะมีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล สง่า ย่อเข่า มากกว่าไทยและไม่อ่อนช้อยเท่าของไทย มีทั้งการแสดงละครนอกเรื่อง ละครบาสลัก


ละครโขล เป็นนาฏกรรมสวมหน้ากากอย่างหนึ่งในประเทศ กัมพูชา มีลักษณะใกล้เคียงกับการแสดงโขนของ ประเทศไทย เนื่องจากได้รับการถ่ายทอดไป ปัจจุบันมีละโคนโขลในกัมพูชาสองรูปแบบได้แก่ ละโคนโขลวัดสวายอัณแดต และละโคนโขลคณะ ระบำ หลวงกัมพูชา


เกิดจากภาพจำ หลักของนางอัปสรทั้งหลายที่ปรากฏบน ปราสาทหินในประเทศกัมพูชา โดยเฉพาะภาพจำ หลัก นางอัปสรที่นครวัด โดยภาพจำ หลักรอบๆปราสาทนครวัดเป็นรูปนางอัปสรร่ายรำ ในท่าทางที่ต่างๆกันไป ย่อม แสดงให้เห็นถึงศิลปการร่ายรำ ของเขมรนั้นมีมายาวนาน เคียงคู่อยู่กับตัวปราสาทที่สง่างามนั้นเอง ระบำ อัปสรา


การแสดงของชาวพม่า จะแสดงในงานพิธีการต่างๆ เกี่ยวกับศาสนา และประเพณี นาฎศิลป์ ที่เก่าแก่พม่าได้แก่ ระบวงสวรงเทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนการแสดงประเภทโขน ละคร ปรากฏใน สมัยพระเจ้ามังระ เมื่อไทยเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า นาฏศิลป์ไทยได้ถูกกวาดต้อนไปด้วยพระเจ้ามังระโปรดให้สอนโขนและละครไทยในพม่า เล่นเรื่องรามเกียรติ์และอิเหนา พม่า เรียกว่า อินทรวงศ์ เป็นละครในราชสำ นัก นอกจากนี้ยังมีการเล่นละครนอกเรื่องสังข์ทองและสังข์ศิลป์ชัย พระเจ้ามังระโปรดมากทรงให้รวมพวกละครและปี่พาทย์ไว้ในราชสำ นักและ พระราชทานบ้านเรือนให้เรียกว่า “ ตำ บลโยธาราช” และพวกละครไทยที่แสดงเรียกว่า “โยธยาสัตคยี ” ต่อเมื่อละครไทยในราชสำ นักได้เสื่อมความนิยมลง “ ละครนิพัตขิ่น ” กลับเฟื่องฟูขึ้นเป็นละครที่ผูกเป็นเรื่อง มีท่าทางและบทเจรจาประกอบ ภายหลังได้เพิ่มบทตลกลงไปด้วย การแต่งกาย ชายใส่เสื้อแขนยาว นุ่งโสร่งหรือกางเกงคลุมเข่า ประดับด้วยเลื่อม ดิ้นคล้ายของ ไทย ส่วนหญิงใส่เสื้อรัดอก สวมเสื้อแขนยาวไม่มีกระดุม เปิดให้เห็นเสื้อตัวใน ชายเสื้อโค้ง งอน นุ่งผ้าถุงกรอมเท้าเกล้ามวยสูงปล่อยชายผมยาวมาด้านขวา ถ้าเป็นตัวเอกจะสวมเครื่อง ประดับศีรษะ นาฏศิลป์พม่า


โย่วเต ไทยเราเรียก หุ่นสาย เพราะหุ่นจะถูกเชิดด้วยสายต่างๆ เป็นหุ่น เชิดโบราณของพม่า เดิมทีเป็นการแสดงของเด็กที่เชิดหุ่นรูปสัตว์ ต่างๆ ต่อมาเริ่มมีตัวละครที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับคน โดยได้แรง บันดาลใจจากละครหลวง ในสมัยกษัตริย์พม่า หุ่นเหล่านี้ถูกเรียกว่า Ah-Hyint-Tha-Bin ซึ่งแปลว่า การแสดงระดับสูง การแสดง หุ่นชักของพม่ามีเอกลักษณ์และลีลาพริ้วไหว ใช้เทคนิคการชักที่ ซับซ้อน หุ่นบางตัวมีสายสำ หรับชักกำ กับมากถึง ๖๐ เส้น


ความเป็นมา เนื้อเรื่องส่วนหนึ่งที่ซะปแวนำ มา แสดงไม่ต่างไปจากหุ่นชัก คือมาจากนิทาน ชาดก ที่ต่างกันอยู่ตรงผู้แสดงระหว่างคนกับหุ่น ชัก ซะปแว


ระบำ หน้ากาก เป็นการแสดงที่ เป็นนาฏศิลป์พื้นเมืองของพม่ามาผสมผสานกับ ลีลาท่าทางของหุ่นกระบอกพม่าซึ่งเป็นการแสดงที่สร้างสรรค์จาก จินตนาการของพื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยใหญ่รวมถึงพม่า ซึ่ง ท่ารำ นั้นเป็นแบบพม่าไทยใหญ่ดั้งเดิมและได้นำ มาเล่าเรื่องแสดง ถึงการเกี้ยวพาราสี ชายและหญิงซึ่งเลียนแบบอากัปกิริยาของคน เชิด


ขอบคุณที่เข้ามารับชมผลงาน


Click to View FlipBook Version