รายงาน การนํานิทานและวรรณกรรมไปใช้ในการจดัการเรียนรู้ และการปรบัพฤติกรรมเดก็ปฐมวยั จดัทาํ โดย นางสาววรญัญา โชคดี รหสันักศึกษาŞŝŘŞřřŘŘřš ชันปี ทีÊ Éř สาขาวิชาการศึกษาปฐมวยั คณะศึกษาศาสตร์ วิทยาลยัพิชญบณัฑิต เสนอ อาจารย์ดร.กลัยารตัน์หสัโรด์ รายงานนีÊเป็ นส่วนหนึÉงของรายวิชาระบบสารสนเทศเพืÉอการค้นคว้ารหสัวิชา GESC101
ก คาํนํา รายงานเล่มนีÊจดัทําขÊนเพื ึ Éอให้ได้ศกึษาหาความรู้ในเรÉอืงนิทานสําหรบัเดก็และได้ศกึษาอย่าง เข้าใจเกีÉยวกบั ประวตัคิวามเป็นมา ประเภท ประโยชน์ นิทานและวรรณกรรมต่างๆในประเทศ ไทย ผู้จดัทําหวงัว่า รายงานเล่มนÊีจะเป็นประโยชน์กบัผู้อ่าน หรอืนักเรยีน นักศกึษา ทกÉีําลงั หาขอ้มูลเกÉยีวกบัเรÉองนี ืÊอยู่หากมขีอ้แนะนําหรอืข้อผดิพลาดประการใด ผู้จดัทําขอน้อมรบัไว้ และขออภยัมา ณ ทนีีÉ Êดว้ย. วรญัญา โชคดี
ข สารบญั เรืÉอง หน้า คาํนํา ก สารบญั ข ความหมายของนิทาน 1 ความหมายของวรรณกรรม 2 ความสาํคญัของนิทาน 3 ความสาํคญัของวรรณกรรม 5 ประเภทของนิทาน 6 ประเภทของวรรณกรรม 10 การนํานิทานไปใช้ในการจดัการเรียนร้ 10 ู การนํานิทานและวรรณกรรมไปใช้ในการจดัการเรียนร้ 12 ู การนํานิทานและวรรณกรรมไปใช้ในการปรบัพฤติกรรม 14 ภาคผนวก 16 อ้างอิง Śş
1 ความหมายของนิทาน นิทาน หมายถงึเรÉอืงเล่าสบืต่อกนัมาเป็นมรดกทางวฒันธรรม ส่วนใหญ่ถ่ายทอดดว้ยวธิมีุขปาฐะ แต่กม็อียู่ส่วนมากทบÉีนัทกึเป็นลายลกัษณ์อกัษรไว้และนอกจากนÊียงัอธบิายว่านิทานเป็นเรÉองเล่าทั ื วไป É มไิด้จงใจแสดงประวตัคิวามเป็นมา จุดใหญ่เล่าเพÉอความสนุกสนาน บางครั ืงÊกจ็ะแทรกคติเพÉอสอนใจ ื ไปดว้ย นิทานมใิช่เรÉอืงเฉพาะเดก็นิทานสาํหรบัผใู้หญ่กม็จีํานวนมาก และเหมาะสําหรบัผใู้หญ่เท่านันÊ กหุลาบ มลัลิกะมาส กล่าวถึง “นิทาน” ไว้ในหนังสอืคติชาวบ้านว่า นิทานเป็นวรรณกรรมมุข ปาฐะทีเÉล่าสบืต่อกนัมาหลายชวอายุคน เพื ัÉ Éอความสนุกสนานเบิกบานใจ ผ่อนคลายความตงึเครยีด เพÉอื เสรมิศรทัธาในศาสนา เทพเจา้สงิÉศกัดสิÍทิธิÍเป็นคตเิตอืนใจ ช่วยอบรมบ่มนิสยัช่วยใหเ้ขา้ใจสงิÉแวดลอ้ม และปรากฏการณ์ธรรมชาติเนÊือเรืÉองของนิทานเป็นเรืÉองนานาชนิด อาจเป็นเรืÉองเกีÉยวกบัการผจญภยั ความรกัความโกรธ เกลียด รษิยา อาฆาต ตลกขบขนัหรอืเรÉอืงแปลกประหลาดผดิ ปกตธิรรมดา ตวัละครในเรÉอืงกม็ลีกัษณะต่างๆ กนัอาจเป็นคน สตัว์เจา้หญงิเจา้ชาย อมนุษย์แม่มด นางฟ้า แต่ใหม้ ี ความรูส้กึนึกคดิพฤตกิรรมต่างๆ เหมอืนคนทวัÉ ไปหรอือาจจะเหมอืนทÉเราอยากจะเป็น เมื ีÉอนิทานตกไป อยู่ในทอ้งถนิÉ ใดกม็กัมกีารปรบัเนÊือเรืÉองใหเ้ขา้กบัสงิÉแวดลอ้มของถนนั ิÉนÊนิทานในแต่ละทอ้งถนิÉจงึมเีนÊือ เรืÉองส่วนใหญ่คล้ายคลงึกนัคือ สภาพความเป็นมนุษย์อารมณ์ความรู้สกึรกัเกลียด ความโง่ฉลาด ขบขนัอาฆาตแคน้หรอืทุกข์สุข สว่นรายละเอยีดจะแตกต่างไปบ้างตามสภาพแวดลอ้มและอทิธพิลของ วฒันธรรมความเชÉอืของ แต่ละทอ้งถนิÉ เกษลดา มานะจุติและ อภิญญา มนูญศิลป์ (ŚŝŜŜ : ř) ได้ใหค้วามหมายของนิทานว่า หมายถงึ เรืÉองเล่าต่อกนัมาโดยใชว้าจาหรอืเล่าโดยแสดงภาพประกอบ หรอืการเล่าโดยวสัดุอุปกรณ์ใชป้ระเภท ต่างๆประกอบกไ็ดเ้ช่น หนังสอืภาพ หุ่นหรอืการใชค้นแสดงบทบาทลลีาเป็นไปตามเนืÊอเรืÉองของนิทาน นันÊๆ แต่เดมิมานิทานถูกเล่าสกู่นัและกนัดว้ยปากสบืกนัมาเพอ เป็นเครืÉืÉองบนัเทงิใจในยามว่าง และเพÉอื ถ่ายทอดความเชืÉอความศรทัธาเลÉอมใสในสิ ืงÉศกัดสิÍทิธทีิÍ เป็นทีÉยÉดึถอืของคนแต่ละกลุ่ม วิไล มาศจรสั(ŚŝŜŝ : řŚ) ได้กล่าวถงึความหมายของนิทานว่า นิทาน หมายถงึเรÉองที ืเÉล่ากนัมา เช่นนิทานอีสป นิทานชาดก ในทางคตชินวทิยา ถอืว่า นิทานเป็นเรÉอืงเล่าสบืสานต่อๆ กนัมา ถือเป็น มรดกทางวฒันธรรมอย่างงหนึÉงในหลายอย่างของมนุษยเ์ป็นสงที ิÉมÉคีวามหมาย มคีุณค่าซึÉงนิทานนันจะมีÊ ทังÊนิทานเล่าปากเปล่า จดจากนัมาแบบมุขปาฐะและนิทานทีÉมกีารเขยีนการบนัทกึไว้เป็นลายลกัษณ์ อกัษร ราชบณัฑติยสถาน พุทธศักราช ŚŝŜŚ(ŚŝŜŞ : ŝŠŠ) ได้ระบุความหมายของนิทานไว้ว่านิทาน หมายถงึเรÉองที ืเÉล่ากนัมา เช่น นิทานชาดก นิทานอสีป นิทานเป็นคาํศพัท์ภาษาบาลีหมายถงึคําเล่าเรÉอง ไม่ว่าเป็นเรื ืÉองประเภทใด แต่อยู่ทลÉีกัษณะ การเล่าทีÉเป็นกนัเอง แม้จะเป็นขอ้เขยีนก็มลีกัษณะคล้ายกบัการเล่าทÉเีป็นวาจา โดยใช้ภาษาพูดหรอื ภาษาปากในการเล่า
2 กล่าวโดยสรปุนิทาน คอืเรÉองเล่าที ื มนุษย์ผูกเรื É ÉองขึÊนดว้ยภูมปิัญญา โดยส่วนใหญ่จะถ่ายทอด ดว้ยวธิมีุขปาฐะ เนÊือเรืÉองมหีลากหลายและใชเ้ล่าเพอÉืจุดประสงคต์ ่างๆกนัตามโอกาสและสภาพแวดลอ้ม ของแต่ละทอ้งถนิÉ คาํทใÉีชเ้รยีกนิทานมตี่างๆ กนัไป เช่น นิทานชาวบา้น นิทานพนบ้Êื าน นิทานพืนÊเมอืง วรรณกรรม มุขปาฐะ เป็นตน้ ในทนีÉีÊจะใชว้่านิทานพนÊืบา้น ความหมายของวรรณกรรม วรรณกรรม (Literature) หมายถงึงานเขยีนทแต่งขึ ÉีนÊหรอืงานศลิปะ ทเÉีป็นผลงานอนัเกดิจากการ คิด และจินตนาการ แล้วเรียบเรียง นํามาบอกเล่า บันทึก ขบัร้อง หรือสืÉอออกมาด้วยกลวิธีต่างๆ โดยทัวÉ ไปแลว้จะแบ่งวรรณกรรมเป็น Ś ประเภท คอืวรรณกรรมลายลกัษณ์คอืวรรณกรรมทบีÉนัทกึเป็น ตวัหนังสอืและวรรณกรรมมุขปาฐะ อนัได้แก่วรรณกรรมทÉเีล่าด้วยปาก ไม่ได้จดบนัทกึอาทิตํานาน พืนÊบา้น วรรณกรรม (Literature) หมายถึง วรรณคดีหรือศิลปะ ทีÉเป็นผลงานอันเกิดจากการคดิและ จนิตนาการ แลว้เรยีบเรยีง นํามาบอกเล่า บนัทกึขบัรอ้ง หรอืสอÉืออกมาดว้ยกลวธิตี่างๆ วรรณกรรมมีความหมายตามนัยยะ หมายถงึกรรม ทเกิดขึ Éี นต่างคน ต่างวรรณะ หมายความว่า Ê วรรณะหรอืชนชนต่างกันก็จะใช้คําต่างกัน คําคํานี ัÊ ÊมปีรากฏขÊึนครังแรกในพระราชบัญญัติคุ้มครอง Ê วรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2475 คําว่า วรรณกรรม อาจเทียบเคียงได้กับคําภาษาอังกฤษว่า Literary work หรือ general literature ความหมายแปลตามรูปศัพท์ว่า ทําให้เป็นหนังสือ ซึÉงดูตาม ความหมายนีÊแลว้จะเหน็ว่ากว้างขวางมาก นันÉกค็อืการเขยีนหนังสอืจะเป็นขอ้ความสนัÊๆ หรอืเรÉองราวื สมบูรณ์กไ็ด้เช่น ขอ้ความทเÉีขยีนตามใบปลวิ ป้ายโฆษณาต่าง ๆ ตลอดไปจนถงึบทความ หรอืหนงัสอื ทีพÉมิพเ์ป็นเล่มทุกชนิด เช่น ตํารบัตําราต่าง ๆ นวนิยาย กาพย์กลอนต่าง ๆ กถ็อืเป็นวรรณกรรมทงสิ ัÊ Êน จากลกัษณะกว้าง ๆ ของวรรณกรรม สามารถทําให้ทราบถึงคุณค่ามากน้อยของวรรณกรรมได้โดย ขึÊนอยู่กบัวรรณศิลป์คอืศิลปะในการแต่งหนังสอืนันÊเป็นสําคญัถ้าวรรณกรรมเรÉองใดมีคุณค่าทาง ื วรรณศลิป์สงูเป็นทยÉีอมรบักนัโดยทวัÉ ไปว่าเป็นหนงัสอืดีวรรณกรรมกอ็าจไดร้บัยกย่องว่าเป็น วรรณคดี อย่างไรก็ตามการทีจะกําหนดว่า วรรณกรรมเรืÉ Éองใดควรเป็นวรรณคดหีรอืไม่นันÊต้องคํานึงถงึระยะเวลา ทีแÉต่งหนงัสอืนนัÊยาวนานพอควรดว้ย เพอÉืพสิจูน์ว่าคุณค่าของวรรณกรรมนนเป็นอมตะ เป็นที ัÊยÉอมรบักนั ทุกยุคทุกสมยัหรอืไม่เพราะอาจมวีรรณกรรมบางเรÉองที ืÉดเีหมาะสมกบัระยะเวลาเพยีงบางช่วงเท่านัน Ê ดงันันÊอาจสรุปไดว้่า วรรณคดนีันÊกค็อืวรรณกรรมชนิดหนึÉงนันÉเอง กล่าวคอืเป็นวรรณกรรมทกลัÉีนกรองÉ และตกแต่งใหป้ระณีต มคีวามเหมาะสมในด้านต่าง ๆ อนัเป็นคุณค่าของการประพนัธ์หรอืจะกล่าวอกี นยัหนÉงึวรรณคดนีนัÊเป็นวรรณกรรม วรรณกรรมไมจ่ ําเป็นต้องเป็นวรรณคดเีสมอไป
3 ดว้ยเหตุนÊีวรรณกรรมจงึมคีวามหมายครอบคลุมกว้าง ถงึประวตัินิทาน ตํานาน เรÉอืงเล่า ขาํขนั เรืÉองสันÊนวนิยาย บทเพลง คาํคม เป็นตน้ วรรณกรรมเป็นผลงานศลิปะทแีÉสดงออกด้วยการใชภ้าษา เพÉอการสื ืÉอสารเรืÉองราวใหเ้ขา้ใจระหว่าง มนุษย์ ภาษาเป็นสิงทีÉ Éมนุษย์คดิค้น และสร้างสรรค์ขÊนเพื ึ Éอใช้สืÉอความหมาย เรืÉองราวต่าง ๆ ภาษาทีÉ มนุษยใ์ช้ในการสอÉืสารไดแ้ก่ 1. ภาษาพูด โดยการใชเ้สยีง 2. ภาษาเขยีน โดยการใชต้วัอกัษร ตวัเลข สญัลกัษณ์และภาพ 3. ภาษาท่าทาง โดยการใชก้ริยิาท่าทาง หรอืประกอบวสัดุอย่างอÉนื ความงามหรอืศลิปะในการใช้ภาษาขนÊึอย่กูบัการใชภ้าษาใหถู้กต้อง ชดัเจน และ เหมาะสมกบัเวลา โอกาส และบุคคล นอกจากนีÊภาษาแต่ละภาษายงัสามารถปรุงแต่ง ใหเ้กดิความเหมาะสม ไพเราะ หรอื สวยงามได้ นอกจากนีÊยงัมกีารบญัญตัิคําราชาศพัท์คําสุภาพ ขนÊึมาใชไ้ด้อย่างเหมาะสม แสดงใหเ้หน็ วฒันธรรมทÉเป็นเลิศทางการใช้ภาษาที ีÉควรดํารงและยดึถอืต่อไป ผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรม เรียกว่า นกัเขยีน นกัประพนัธ์หรอืกวี(Writer or Poet) วรรณกรรมไทย แบ่งออกได้Ś ชนิด คอื ř .รอ้ยแกว้เป็นขอ้ความเรยีงทแสดงเนื ีÉ Êอหา เรืÉองราวต่าง ๆ 2. รอ้ยกรอง เป็นขอ้ความทÉมีกีารใชค้ ําทสÉีมัผสัคลอ้งจอง ทําใหส้มัผสัไดถ้งึความงามของภาษาไทย รอ้ยกรองมหีลายแบบ คอื โคลง ฉนัท์กาพย์กลอน และร่าย ความสาํคญัของนิทาน นิทานเป็น สิÉงทีÉสําคัญต่อชีวิตเด็ก ช่วยให้เด็กมีความสุขให้แง่คิดและคติสอนใจการจัด ประสบการณ์ให้เด็กโดยใช้นิทานเป็นสิÉงจา เป็นเพราะการเล่านิทาน สามารถใช้เป็นเครืÉองมอืในการ พฒันาและเตรยีมความพร้อมให้กบัเด็ก ได้มนีักวชิาการกล่าวถึงความสําคญัของนิทานไว้หลายท่าน ดงัต่อไปนÊี เกริก ยุ้นพนัธ์(ŚŝŜş : ŝŝ- ŝŞ) ไดก้ล่าวถงึความสําคญัของการเล่านิทาน ดงันÊี ř. เดก็ๆ หรอืผฟู้ ังจะเกดิความรสู้กึอบอุ่นและใกลช้ดิเป็นกนัเองกบัผเู้ล่า Ś. เดก็ๆ หรอืผูฟ้ ังจะเกดิความรูส้กึร่วมในขณะฟัง ทา ใหเ้ขาเกดิความเพลดิเพลนิผ่อนคลายและ สดชืÉนแจ่มใส ś. เดก็ๆ หรอืผูฟ้ ังจะมสีมาธหิรอืความตงใจที ัÊมÉรีะยะเวลานานขนÊึหรอืยาวขÊนึ โดยเฉพาะผูเ้ล่าทมีÉี ความสามารถในการตรงึใหผู้ฟ้ ังหรอืกเดก็ๆใจจดจ่ออยู่กบัเรÉองราวที ืผÉเู้ล่าเล่าเรÉองที ืมÉขีนาดยาว Ŝ. เด็กๆ หรอืผู้ฟังจะถูกกล่อมเกลาด้วยนิทานทÉีมเีนÊือหาส่งเสรมิคุณธรรมและจรยิธรรม ทําให้ เดก็ๆ และผฟู้ ังเขา้ใจในความดแีละความงามยงขึ ิÉนÊ ŝ. นิทานจะทา ใหเ้ดก็ๆ หรอืผูฟ้ ังมคีวามละเอยีดอ่อน รจู้กัการรบัและการใหม้องโลกในแงด่ ี Ş. นิทานจะทําใหเ้ดก็ๆ หรอืผฟู้ ังใชก้ระบวนการคดิในการพจิารณาแก้ปัญหาได้
4 ş. นิทานสามารถสร้างความกล้าใหก้บัเดก็ๆหรอืผู้ฟังโดยการแสดงออกทÉผ่านกระบวนการคิดที ีÉมี ประสทิธภิาพ Š. เดก็ๆ ผฟู้ ังจะไดค้วามรทู้เีÉป็นประโยชน์และสามารถประยุกตใ์ชก้บัชวีติประจําวนัได้ š. นิทานช่วยสรา้งเสรมิจนิตนาการทกีÉวา้งไกลไรข้อบเขตใหก้บัเดก็หรอืผูฟ้ ัง řŘ. นิทานสามารถช่วยใหเ้ดก็ๆ และผู้ฟังได้รู้จกัการใชภ้าษาทถีÉูกตอ้ง การออกเสยีง การกระดกลÊนิ ตวัร เรอืและ ล สงิไดอ้ย่างถูกตอ้งและเป็นธรรมชาติ วิเชียรเกษประทุม (ŚŝŝŘ : š-řŘ) ไดก้ล่าวถงึความสําคญัของนิทานว่า คุณค่าและมปีระโยชน์ดงันÊี ř.นิทานใหค้วามสนุกสนานเพลดิเพลนิเป็นการผ่อนคลายความเครยีดและช่วยให้เวลาผ่านไปอย่าง ไม่น่าเบืÉอหน่าย Ś. นิทานช่วยกระชบัความสมัพนัธ์ในครอบครวัเดก็บางคนอาจมองผุใ้หญ่ว่าเป็นบุคคลทขีีÉบ่นชอบดุÊ ด่า น่าเบืÉอหน่วยหรอืน่าเกรงขาม แต่ถา้ผใู้หญ่มเีวลาเล่านิทานใหเ้ด็กฟังบา้ง นิทานทสีÉนุกๆ กจ็ะช่วยให้ เดก็อยากอย่ใูกลช้ดิผใู้หญ่ความเกรงกลวัหรอืเบÉอืหน่ายผูใ้หญ่ลงřş ś. นิทานใหก้ารศกึษาและเสรมิสรา้งจนิตนาการ Ŝ. นิทานใหข้อ้คดิและคตเิตอืนใจ ช่วยปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ ทสีÉงัคมพงึประสงคใ์หแ้ก่ผฟู้ ังเช่น ใหซ้Éอื สตัวใ์หเ้ชÉอืผูใ้หญ่ ใหพ้ดูจาไพเราะอ่อนหวาน ใหม้คีวามเออเผืÊืÉอเผืÉอแผ่ใหข้ยนัขนัแขง็เป็นตน้ ŝ. นิทานช่วยสะทอ้นใหเ้หน็สภาพของสงัคมในอดตีในหลายๆดา้น เช่น ลกัษณะของสงัคมวถิชีวีติของ ประชาชนในสงัคมตลอดจนประเพณีค่านิยมและความเชÉอเป็นต้นสํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ื (ŚŝŝŘ : řř-řŞ) ไดร้ะบุถงึความสําคญัของนิทานว่านิทานเป็นสงที ิÉสÉําคญัต่อชวีติทงและผู้ใหญ่ เพราะ ัÊ นอกจากนิทาน จะช่วยใหเ้ดก็ๆ มคีวามสุขสนุกหรรษาแล้ว ยงัเป็นโลกแห่งจนิตนาการทสมบูรณ์แบบที ีÉ É คอยช่วยถักทอสายใยความรกัความฝัน สานสมัพนัธ์อนัอบอุ่น ความละมุนละไมในกลุ่มสมาชิกของ ครอบครวัอกีทงัÊนิทานยงัให้แง่คดิคตสิอนใจ และปรชัญาชวีติอนัลํา ลกึแก่เดก็นิทานมคีวามสําคญัต่อ พฒันาการของเดก็ดงันÊี ř. ช่วยพฒันาเดก็ทางด้านลกัษณะชวีติเดก็ ได้เรยีนรู้ถงึลกัษณะชีวติทีÉดผี่านนิทานทÉปรารถนาให้ ี เดก็มพีฤตกิรรมทดÉีเีช่น มคีุณธรรมจรยิธรรม มคีวามกลา้หาญ มคีวามยุตธิรรม Ś. การพฒันาเดก็ดา้นบุคลกิภาพ บุคลกิภาพเป็นองคป์ระกอบทมีÉอีย่มูากในนิทานซÉงึเดก็จะไดร้บัรูถ้งึ บุคลิกภาพทีÉดีทีÉจะช่วยให้อยู่ในสงัคมได้อย่างดีเช่น ความเชÉือมันÉการรกัษาตนความสุภาพอ่อนน้อม ความมมีารยาททดÉีคีวามเป็นผูน้ ํา ś. การพฒันาเดก็ดา้นความรูแ้ละสตปิัญญา Ŝ. การพฒันาเดก็ในดา้นทกัษะและความสามารถ ŝ. การพฒันาเดก็ ในดา้นสุขภาพ นิทานเป็นกระบวนการหนึÉงทีกÉําหนดบทบาท ในด้านสุขภาพให้เกดิ แก่เดก็เพราะเมÉอืเดก็ ได้อ่านหรอื ฟังนิทานแล้วจะก่อให้เกิด การเรยีนรู้ในการทÉจีะรกัษาสุขภาพกาย และสุขภาพจติของตน
5 นอกจากนีÊบวรงามศิริอุดม (http://www.sk-hospital.com สืบค้นเมืÉอวนัทีÉřŘ/Řŝ/ŚŝŝŜ) ได้ กล่าวถงึความสําคญัทไÉีดจ้ากการเล่านิทานว่า ř. ส่งเสรมิพฒันาการและการเรยีนรูข้องเดก็ Ś. ใหร้จู้กัคํา เรยีกชÉอสิ ื งของต่างๆ จากรูปภาพในนิทาน É ś. เปิดโอกาสใหเ้ดก็ไดแ้สดงออก พฒันาความคดิจนิตนาการ Ŝ. ใหค้วามรสู้กึทดÉีตี่อเดก็ ŝ. มคีวามตลกขบขนัใหค้วามสนุกสนาน ช่วยแก้ปัญหาให้กบัตวัเดก็เมÉอืเปรยีบเทยีบ ตนเองกบัตวั ละครřŠจาก ความสาํคญัของนิทานดงักล่าวสรปุได้ว่า นิทานให้ความเพลดิเพลนิสนุกสนานและผ่อนคลาย ความเครียด สร้างเสริมจินตนาการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม กระชบัความสมัพันธ์ในครอบครัว สะท้อนให้เห็นสภาพของสงัคมในอดีตในหลายๆด้าน ช่วยพัฒนาเด็กทางคุณลักษณะชีวิต พฒันา บุคลกิภาพของเดก็พฒันาดา้นความรูแ้ละสตปิัญญา ทกัษะและความสามารถทางภาษา ความสาํคญัของวรรณกรรม วรรณกรรมมใิช่เป็นแต่เพยีงสÉอือย่างเดยีว หากสงที ิÉ Éแฝงลกึลงไปในช่องไฟระหว่างตวัอกัษร ยงั สะทอ้นใหเ้หน็ถงึความตÊนืลกึหนาบางทางภูมปิัญญาของผูเ้ขยีน และลกึลงไปในภูมปิัญญานันÊกค็อืความ จรงิใจทผÉีูเ้ขยีนสะทอ้นต่อตวัเองและต่อผูอ้่าน (พทิยา ว่องกุล. ŚŝŜŘ : ř) วรรณกรรมเป็นส่วนหนึÉงของ ชวีติมนุษย์ชาตทิเÉีจรญิแลว้ทุกชาตจิะตอ้งมวีรรณกรรมเป็นของตวัเอง และวรรณกรรมจะมมีากหรอืน้อย ดีหรอืเลว ก็แล้วแต่ความเจรญิงอกงามแห่งจติใจของชนในชาตินัน ๆ วรรณกรรมเป็นเครืÊ ÉองชีÊให้รู้ว่า ชาติใดมคีวามเจรญิทางวฒันธรรมสูงแค่ไหนและยุคใดมคีวามเจรญิสูงสุด ยุคใดมคีวามเสÉอมทรามลง ื เพราะฉะนันÊวรรณกรรมแต่ละชาติจงึเป็นเครÉองชี ืÊวดัไดว้่า ยุคใดจติใจของประชาชนในชาติมคีวามเจรญิ หรอืเสอมอย่างไร Éื ดว้ยเหตุนÊี วรรณกรรมจึงเป็นเครืÉองมอืสÉอสารความรู้สึ ืกนึกคดิถ่ายทอดจตินาการและแสดงออก ซึÉงศิลปะอนั ประณีตงดงาม การศึกษาหรอือ่านวรรณกรรมแต่ละเรÉอืงทําให้ผู้อ่านมองเห็นภาพสงัคม วฒันธรรม การเมือง และเศรษฐกิจ ของยุคสมยัทÉีผู้ประพนัธ์ได้สะท้อนผ่านมุมมองของตนออกมา รวมทังÊทาํ ใหผ้อู้่านเขา้ใจความรสู้กึนึกคดิของผคู้นทมีÉตี่อสภาพการณ์เหล่านันÊดว้ย ดงันนัÊวรรณกรรมจงึมคีวามสําคญัต่อมนุษยแ์ทบทุกดา้นอาจกล่าวไดว้่า สงัคมมนุษยท์เีÉจรญิมอีารย ธรรม และเทคโนโลยใีนปัจจุบนันÊี ตังอยู่บนพืÊนฐานของวรรณกรรมทัÊงสิÊน วรรณกรรมต่างมีÊ บทบาท ความสําคญัและอทิธพิลไม่มากกน็ ้อย ซÉงคุณค่าเหล่านี ึ Êไดม้ผีูแ้สดงความคดิเหน็ ไวห้ลากหลาย ดงันÊี เอร์มเชอร์ (Irmscher 1975 : 6-7 อ้างถงึในสทิธา พนิิจภูวดล และนิตยา กาญจนะวรรณ. ŚŝŚŘ : ş-Š) ไดก้ล่าวถงึอทิธพิลของวรรณกรรมทมÉีตี่อมนุษยด์งันÊี
6 ř. จากตวัละครทปรากฏในว Éีรรณกรรม ไดเ้ปิดเผยให้ผู้อ่านเหน็ความคดิจติใจของมนุษย์ด้วยกัน ทังทีÊเÉหมอืนกบัคนทว ๆ ไป และทั ัÉงทีÊแÉตกต่างและมปีฏกิรยิาต่อคนอÉนื Ś. จากการสรา้งพฤตกิารณ์และสถานการณ์ในวรรณกรรม ทําใหผู้อ้่านไดเ้รยีนรวู้่า พฤตกิรรมของ คน ๆ หนึÉงย่อมเกีÉยวโยงไปถงึคนอÉน ๆ ด้วย บางครั ืงÊพฤตกิรรมของคนเพยีงคนเดยีว ก็มพีลงัอํานาจ ผลกัดนัให้เกดิเหตุการณ์ทเÉีหลอืวสิยัทจÉีะควบคุมได้มผีลต่อตนเองและคนอÉนืๆ อกีหลายคน ซÉงใคร ๆ ึ ก็ควบคุมสถานการณ์ไม่ได้นอกจากนีÊยงัทําให้ผู้อ่านแลเห็นพฤติกรรมต่าง ๆ ทีÉต่อต้านและขดัแย้ง ตามมาดว้ย ś. จากการสร้างฉากในวรรณกรรม โดยเฉพาะเมืÉอผู้เขียนวาดภาพความเป็นไปในโลกซึÉงมแีต่ ความกดดนัจะทําให้ผู้อ่านได้แลเห็นรายละเอยีดต่าง ๆ ของชีวติผู้เขยีนจะเลือกคดัจดัประเภทของ ประสบการณ์มาแยกแยะพิจารณาในวรรณกรรมของเขาเพืÉอให้ผู้อ่านมีโอกาสนําประสบการณ์ของ ตนเองมาเทยีบเคยีงร่วมพจิารณาดว้ย Ŝ. จากรูปแบบและโครงสรา้งของวรรณกรรม ซึÉงเป็นทียÉอมรบักนัในสากลว่าเป็นศลิปะนัน ผู้อ่านÊ ไม่ว่าจะอ่านวรรณกรรมในรูปนวนิยาย บทละคร หรอืบทประพนัธอ์ Éนืๆ กจ็ะพบลกัษณะของวรรณกรรม นันÊๆ ลกัษณะเฉพาะเหล่านันÊจะปรุงแต่งความคดิของผู้อ่านและกระตุ้นเตือนให้เกดิความรู้สกึนึกคดิ อย่างลึกซึÊง เป็นความรู้สึกนึกคิดของผู้อ่านจากวรรณกรรมทีÉผู้แต่งสร้างขึÊนในรูปแบบต่าง ๆ และ โครงสรา้งต่าง ๆ กนั ŝ. จากภาษา สญัลกัษณ์และมโนภาพ ของวรรณกรรมได้สร้างความงามและความน่าเกลยีดให้ เกดิขÊนเพื ึ Éอเทยีบเคยีงกนัวรรณกรรมจะกระตุ้นจนิตนาการของผู้อ่านให้หวนัÉ ไหวและมกีารตอบสนอง นกัเขยีนทใีÉชภ้าษาไดก้ระจ่างชดัจะถ่ายทอดความรสู้กึนึกคดิในสว่นลกึของจติใจมายงัผอู้่านไดอ้ย่างยอด เยียÉม ความงดงามของภาษาของกวหีรอืนักเขยีน จะเขย่าอารมณ์และความคดิของผอู้่านใหไ้หวสะเทอืน ความหมายทีÉลกึซÊงึของกวีความผสมกลมกลนืของการใช้สญัญลกัษณ์และการวาดมโนภาพล้วนแต่มี สว่นช่วยจรรโลงใจผอู้่านไดเ้ป็นอย่างดี Ş. จากท่วงทํานองเขยีนในวรรณกรรม ซÉงึทําให้ผูอ้ ่านรู้จกัลกัษณะเฉพาะของกวหีรอืนักเขยีน แต่ ละคนนันÊจะทําใหผ้อู้่านเกดิความสนุกตÉนืเตน้ ไปกบับุคลกิลกัาณะของกวหีรอืนกัเขยีนซงไม่ซํ ึÉ Êาแบบกนั ş. จากความคดิในวรรณกรรม ผอู้่านจะไดพ้บกระจกเงาใบมหมึาสะทอ้นภาพประสบการณ์ความ ฉลาดหลกัแหลม และย่อโลกอนักวา้งขวางมาวางไว้ตรงหน้า จะชÊใีหผู้อ้ ่านเหน็สาเหตุของปัญหาต่าง ๆ และการพยายามคน้หาวธิทีดีÉทีสุดมาแก้ปัญหาเหล่านัÉีนÊ การแบง่ ประเภทนิทาน การแบ่งนิทานมวีธิกีารแบ่งและใช้คําแตกต่างกนัไปบ้าง ในทÉนีีÊจะได้จดัจําแนกประเภทนิทาน ตามรูปแบบของนิทานออกเป็น řŜ ประเภท ดงันÊี
7 ř. นิทานปรมัปราหรอืนิทานทรงเครืÉอง (fairy tale) ลกัษณะทเÉีหน็เด่นชดัคอืเป็นเรÉอืงค่อนขา้ง ยาว มีเหตุการณ์ทีÉเป็นจุดขัดแย้งประกอบอยู่หลายเหตุการณ์ หรือหลายอนุภาค เนืÊอเรืÉองจะ ประกอบด้วยอทิธฤิทธปิÍาฏหิารยิ์ต่างๆซÉึงพ้นวสิยัมนุษย์สถานทÉเีกดิเหตุไม่แน่ชดัว่ามอียู่ทÉใด ตัวเอก ี ของเรืÉองเป็นผูม้คีุณสมบตัพิเิศษ เช่น มบีุญบารมีมขีองวเิศษทสÉีามารถต่อสอูุ้ปสรรคขวากหนามทําให้ ศัตรูพ่ายแพไ้ปในทÉสีุด และจบลงดว้ยความสุข เช่น เรÉอืงโสนน้อยเรอืนงาม ปลาบู่ทอง นางสบิสอง สงัขท์อง เป็นต้น (กุหลาบ มลัลกิะมาส, ŚŝřŠ, หน้า řŘŞ) เนืÊอหาของนิทานประเภทนีÊสนุกสนานตืÉนเตน้ การดําเนินเรืÉองอยู่ในโลกของจนิตนาการ มคีวามมหศัจรรย์จากอทิธฤิทธปิÍาฏหิารยิ์ของตวัละครทÉีเป็น อมนุษย์เช่น ยกัษ์เทวดา หรอืพญานาค เขา้มาเกÉยีวขอ้งในบางแห่งจงึเรยีกนิทานประเภทนÊีว่า “นิทาน มหศัจรรย”์และ ดว้ยเนÊือเรืÉองสนุกสนานดงักล่าว ปัจจบุนัจงึมผีู้นํามาดดัแปลงสําหรบัใช้แสดงลเิก ละคร ภาพยนตร์และการแสดงอÉนๆ ื Ś. นิทานท้องถิÉนหรือนิทานประจาํท้องถิÉน (legend) นิทานประเภทนีÊผู้เล่าจะเล่าดว้ยความเชÉอื ว่า เหตุการณ์หรอืปรากฏการณ์ทเีÉกดิขนเป็นเรืÊึ Éองจรงิและมกัมหีลกัฐาน อา้งองิประกอบเรÉอืง มตีวับคุคล จรงิๆ มสีถานทจÉีรงิๆกําหนดไวแ้น่นอนกว่าในนิทานปรมัปรา เช่น พระร่วง เจา้แม่สรอ้ยดอกหมาก ทา้ว แสนปม เมอืงลบัแล พระยากงพระยาพาน เป็นตน้ ś. นิทานประเภทอธิบายหรือนิทานอธิบายเหตุ(explanatory tale) เป็นเรืÉองทีÉตอบคําถามว่า ทําไม เพือÉอธบิายความเป็นมาของบุคคล สตัว์ปรากฏการณ์ต่างๆของธรรมชาตอิธบิายชÉอสถานที ื ต่างๆÉ สาเหตุของความเชืÉอบางประการ รวมทังเรืÊ ÉองเกียÉวกบัสมบตัทิ ฝÉีังไว้นิทานประเภทนÊีของไทยไดแ้ก่เหตุ ใดกาจงึมสีดีํา ทําไมมดตะนอยจงึเอวคอด ทําไมจงึห้ามนํานÊําสม้สายชูเขา้เมอืงลพบุรีปู่โสมเฝ้าทรพัย์ นิทานทีÉพบมากคือ เรืÉองเกีÉยวกับสถานทีÉเช่น เกาะหนูเกาะแมว ในจงัหวดัสงขลา ถํÊาผานางคอย จงัหวดัแพร่เขาตามอ่งล่าย เป็นตน้ Ŝ. นิทานชีวิต (novella or romantic tales) เป็นเรืÉองค่อนข้างยาว ประกอบด้วยหลายอนุภาค หลายตอน (กิงÉแกว้อตัถากร, Śŝřš, หน้า řŝ) เนืÊอหาของนิทานคลา้ยชวีติจรงิมากขนÊึตวัละครในนิทาน ประเภทนีÊจะมลีักษณะเป็นคนธรรมดาสามญัมากกว่า ท้าวพระยามหากษัตริย์มีบทบาท การใช้ชีวติ เหมอืนมนุษย์ปุถุชนทวไป แก่นของเรื ัÉ Éองเป็นเรืÉองเกีÉยวกบัความรกัความโกรธ ความหลง ความกลวั การผจญภัย สะเทือนอารมณ์มากกว่านิทานปรัมปรา ตัวเอกของเรืÉองต้องใช้ภูมิปัญญา และ ความสามารถในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ซึÉงเป็นอุปสรรคของชวีติแสดงความกล้าหาญ อดทน อดกลน ัÊ เอาชนะอุปสรรค ศตัรูจนบรรลุจุดหมายไว้ฉากและบรรยากาศของนิทานชนิดนีÊมลีกัษณะสมจรงิมากขÊน ึ นิทานชวีติของไทยทรÉีูจ้กักนัทวัÉ ไปกค็อืเรÉอืงขุนชา้งขนุแผน พระลอ ไกรทอง ของตะวนัตก ไดแ้ก่นิทาน ชุดเดคาเมรอน ของตะวนัออก ไดแ้ก่นิทานอาหรบัราตรี ŝ. นิทานเรืÉองผี (ghost tales) เป็นนิทานทีÉมีตัวละครเป็นผีวญิญาณ มเีหตุการณ์เกÉยวกับผี ี ผหีลอก ผสีงิเนÊือเรืÉองตืÉนเต้นเขย่าขวญัทงัÊผู้เล่าและผู้ฟังค่อนขา้งเชÉอว่าเป็นเรื ืÉองจรงินิทานเรÉองผีนี ืÊ
8 สะท้อนใหเ้หน็ถงึความเชÉอของคนไทยในเรื ืÉองวญิญาณ และภูตผิตี่างๆ อย่างชดัเจน ผหีรอืวญิญาณใน นิทานจะมาปรากฏร่างหรอืการกระทํากเ็พอÉืใหค้วาม ช่วยเหลอืเพอÉืแกแ้คน้และเพอÉืแสดงอทิธฤิทธิÍ Ş. นิทานวีรบุรุษ (hero tale) เป็นนิทานทีÉกล่าวถงึคุณธรรม ความสามารถ ฉลาดเฉลยีว ความ กล้าหาญของบุคคล ส่วนมากเป็นวรีบุรุษของชาติหรอืบ้านเมือง นิทานประเภทนÊีคล้ายคลงึกบันิทาน ปรมัปรา คอืตวัเอกเป็นวรีบุรุษเหมอืนกนัแต่มขีอ้แตกต่างกนัคอืนิทานวรีบุรุษมกักําหนดสถานท และีÉ เวลาในเรืÉองแน่ชดัขน แก่นเรืÊึ Éองของนิทานวรีบุรุษเป็นเรÉอง วี ืรกรรมของตวัเอกซÉงึเกดิจากการต่อสูเ้พÉอื คนส่วนใหญ่การผจญภยัต่างๆทÉเีก่งกลา้เกนิกว่า คนทวัÉ ไป นิทานวรีบุรุษของภาคตะวนัตก เช่น โรบนิ ฮู้ด เฮอรค์วิลสิของไทย เช่น ไกรทอง เจ้าสายนÊําผึงÊพระร่วงวาจาสทิธ เป็นต้น ชื ิÍ Éอบุคคล ชืÉอบ้านเมอืง เหตุการณ์หรอืเคา้เรÉองมี ืสว่นทเÉีป็นความจรงิอย่ดูว้ย แต่เล่าตกแต่งเพมิÉเตมิเสรมิขนÊึจนเป็นรปูนิทานไป ş. นิทานคติสอนใจหรือนิทานประเภทคาํสอน (fable) เป็นเรืÉองสันÊๆไม่สมจรงิมเีนÊือหาในเชงิ สอนใจให้แนวทางในการดําเนินชวีติทÉถูกต้องทํานองคลองธรรม บางเรื ีÉองสอนโดยวธิบีอกตรงๆ บาง เรืÉองใหเ้ป็นแนวเปรยีบเทยีบเป็นอุทาหรณ์ในบางแห่งจงึเรยีกนิทานประเภทนÊีว่า นิทานอุทาหรณ์บ้าง หรอืนิทานสุภาษิตบ้าง ตวัละครในเรÉอืงอาจจะเป็นคน สตัว์หรอืเทพยดา เป็นตวัดําเนินเรÉอืง สมมตวิ่า เป็นเรืÉองจรงิทเÉีกดิขนÊึในอดตีเช่น เรÉอืงหนูกดัเหลก็นิทานอสีป นิทานจากปัญจตนัตระ เป็นตน้ Š. นิทานศาสนา (religious tale) เป็นนิทานเกีÉยวกับศาสนา พระเจ้า นักบวชต่างๆ มปีระวตัิ อภนิิหารหรอือทิธฤิทธ เรื ิÍ ÉองลกัษณะนÊีของชาวตะวนัตกมมีาก เช่น เรÉองพระเยซู และนักบุญต่างๆ ื ของไทยกม็บีา้งทเกีÉียÉวกบัอภนิิหารของนักบวชทเÉีจรญิภาวนามฌีาณแก่กลา้มอีทิธฤิทธพิÍเิศษ เช่น เรÉองื หลวงพอ่ทวด สมเดจ็เจา้แตงโม เป็นตน้ š. นิทานชาดก (jataka tales) ชาดก หมายถึง เรืÉองพระพุทธเจ้าทีÉมีมาในชาติก่อนๆ (ราชบณัฑติยสถาน, ŚŝŜŞ, หน้า śŝš) เนืÊอเรืÉองจะกล่าวถงึประวตัแิละพระจรยิวตัร ของพระพุทธเจา้เมÉอื ครังÊยงัเป็นพระโพธสิตัวเ์สวยพระชาตใินภพภูมติ่างๆ เป็นคนบา้ง เป็น สตัวบ์า้ง ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะไป เสวยพระชาตเิป็นอะไรก็ตาม จะมคีุณสมบตัิแตกต่างจากผูอ้Éนที ืเÉหน็ ได้ชดัอยู่Ś ประการ คอืรูปสมบตัิ จะมรี่างกายสมบูรณ์ถา้เป็นสตัวจ์ะเป็นเพศผู้ถ้าเป็นคนจะเป็นเพศบุรุษ มคีวามสง่างามเป็นทีÉประทบัตา ประทบัใจแก่ผูพ้บเหน็และมนีÊําเสยีงไพเราะ และธรรมสมบตัิคอืจะมคีุณธรรมสูง โดยเฉพาะทศบารมี (พสิฐิเจรญิสุข, Śŝśš, หน้า ś-Ŝ) ไดแ้ก่ทาน ศลีเนกขมัม์ปัญญา วริยิะ ขนัติสจัจะ อธษิฐาน เมตตา และอุเบกขาแทรกคตธิรรมคําสอนไว้ในเนÊือเรืÉอง ท้ายเรืÉองของนิทานชาดกมกัจะบอกการกลบัชาติมา เกดิของตวัละครสําคญั ในเรÉอง นิทานชาดกที ืรÉูจ้กักนัทวัÉ ไปกค็อืทศชาดก โดยเฉพาะชาดกเรÉองสุดท้าย ื คอืพระเวสสนัดร řŘ. ตํานานหรือเทพนิยาย (myth) เป็นนิทานทีมÉตีวัละครสําคญัเป็น เทพยดา นางฟ้า หรอืบุคคล ในเรืÉองต้องมสี่วนสมัพนัธ์กบัความเชÉอืทางศาสนา และพธิกีรรมต่างๆทÉมีนุษย์ปฏบิตัอิยู่เช่น เรÉอืงทา้ว มหาสงกรานต์ เรืÉองเกียÉวกบัพระอนิทร์เป็นต้น
9 řř. นิทานสตัว(์animal tale) เป็นนิทานทีมÉตีวัเอกเป็นสตัว์แต่สมมตใิหม้คีวามนึกคดิการกระทํา และพูดได้เหมือนคน มีทังทีÊ Éเป็นสตัว์ป่า และสัตว์บ้านบางทีก็เป็นเรÉืองทีÉมีคนเกีÉยวข้องด้วยและพูด โต้ตอบ ปฏบิตัติ่อกนัเสมอืนเป็นคนดว้ยกนับางเรÉอืงกแ็สดงถงึความเฉลยีวฉลาด หรอืความโงเ่ขลาของ สตัว์บางทกีเ็ป็นเรÉอืงของสตัวท์มÉีลีกัษณะเป็น ตวัโกงคอย กลนัÉแกลง้สตัวอ์ Éนืแลว้กไ็ดร้บัความเดอืดร้อน เอง นิทานสตัว์ถ้าเล่าโดยเจตนาจะสงัÉสอนคตธิรรมอย่างใดอย่างหนÉึงอย่างชดัเจน ก็จดัเป็นนิทานคติ สอนใจ řŚ. นิทานตลก (jest) สว่นใหญ่เป็นนิทานสนๆซึ ัÊงÉจดุสาํคญัของเรÉอืงอย่ทู พฤÉีตกิรรม หรอืเหตุการณ์ ทีไÉม่น่าจะเป็นไปไดต้ ่างๆอาจเป็นเรÉองเกี ืยÉวกบัความโงก่ารแสดงไหวพรบิ ปฏภิาณ การแกเ้ผด็แกล้ํา การ พนันขนัต่อ การเดนิทางผจญภยัทก่อเรืÉีÉองผดิปกตใินแง่ขบขนัต่างๆ ตวัเอกของเรÉองอาจจะเป็นคนที ืÉโง่ เขลาทีÉสุดและทําเรืÉองผดิ ปกตวิสิยัมนุษย์ทÉมีสีตปิัญญาธรรมดาเขาทํากนัเช่น เรÉอืงศรธีนญชยัหวัล้าน นอกครูเป็นตน้ นอกจากนีÊยงัพบว่ามนีิทานตลกเกÉยีวกบัเรÉองเพศ ซึ ืÉงมกัจะมลีกัษณะหยาบโลน มกัเล่ากนัเฉพาะ กลุ่มและบางโอกาสเท่านันÊแต่มขีอ้น่าสงัเกตอย่ปูระการหนÉึง คอืนิทานลกัษณะนÊีของไทยมกัจะใช้กลวธิี ทางภาษา คอืการผวนคาํมาเป็นขอ้ขบขนัถ้าผู้ฟังผวนคําไม่ไดห้รอืไม่เป็นกจ็ะกลายเป็นตวัตลกเสยีเอง เรืÉองตลกเกีÉยวกบัเพศของไทยมกัจะให้ตวัละครเป็นพระ ชีซึÉงโดยปกตติ้องประพฤตอิยู่ในพรหมจรรย์ แต่กลบั ประพฤติผิดศีล ข้อห้าม หรอืให้เป็นเรÉองพฤติกรรมทางเพศที ืÉไม่เหมาะสมระหว่างพีÉเขยกับ น้องเมยีลูกเขยกบัแม่ยาย เป็นตน้ řś. นิทานเข้าแบบ (formula tale) เป็นนิทานทีÉมีแบบแผนในการเล่าเป็นพเิศษแตกต่างจาก นิทานประเภทอืÉนๆ เช่น ทีÉเล่าซํÊาต่อเนืÉองกนัไป หรอืมตีวัละครหลายๆตวัพฤตกิรรมเกÉยีวข้องกนัไป เป็นทอดๆ นิทานประเภทนีÊแบ่งไดเ้ป็น Ŝ ชนิด (วมิล ดาํศร, ีŚŝśš, หน้า ŜŠ-Ŝš) คอื řś.ř นิทานไม่ร้จูบ เป็นนิทานทีÉมคีวามยาวไม่จํากดัเล่าต่อเนÉืองไปเรืÉอยๆ โดยไม่มจีุดจบ จนกว่าผูฟ้ ังจะเบÉอืหน่าย มกัเป็นเรÉองเกี ืÉยวกบัการนับ หรอืการกระทําซํÊาๆ นิทานลกัษณะนÊีเหมาะกบั ความสนใจของเดก็ řś.Ś นิทานไม่จบเรืÉอง เป็นนิทานทีผÉูเ้ล่าเล่าหยอกเยา้ผฟู้ ังใหเ้กดิความสนุกสนาน ผเู้ล่ามกัจะ เริมÉตน้จากเรÉองที ืนÉ่าสนใจในทอ้งถนิÉแลว้กจ็ะหาทางใหเ้รÉอืงจบลงอย่างกระทนัหนัทงๆที ัÊ ไม่น่าจะจบ É řś.ś นิทานหลอกผ้ฟูัง เป็นนิทานทีผÉูเ้ล่ามเีจตนาใหผู้ฟ้ ังมสีว่นร่วมในการเล่านิทานอาจจะมี คาํถามใหต้อบ ผฟู้ ังคาดว่าคําตอบน่าจะถูกตอ้ง แต่เมÉอืเฉลยแลว้จะเป็นคําตอบทนีÉ่าขนัและไม่มเีหตุผล řś.Ŝ นิทานลูกโซ่ เป็นนิทานทีÉมเีรÉองราวที ืดÉําเนินไปอย่างเดยีว แต่มีตวัละครหลายตวัและมี พฤตกิรรมเกยÉีวขอ้งเป็นทอดๆพฤตกิรรมนันÊอาจจะไม่สมัพนัธ์กบัตวัละครเดมิกไ็ด้นิทานลูกโซ่ของไทย ซึงทีÉรÉจู้กักนัทวัÉ ไป คอืเรÉองยายกะตาปลูกถั ืวÉปลูกงา ใหห้ลานเฝ้า řŜ. นิทานปริศนา (riddle tale) เป็นนิทานทีมÉกีารผูกถ้อยคําเป็นเงÉอืนงําใหท้ายหรอืใหค้ดิไว้ใน เนืÊอเรืÉอง อาจไวท้า้ยเรÉอืง หรอืตอนสําคญัๆของเนÊือเรืÉองกไ็ดเ้พÉอืผู้ฟังไดม้สี่วนร่วมแสดงความรู้ความ
10 คดิเหน็เกÉยีวกบันิทานทไÉีดฟ้ ังหรอือ่าน นิทานปรศินาทÉพีบมากในไทยได้แก่นิทานปรศินาธรรม นิทาน เวตาลทีเÉรารบัเขา้มากจ็ดัเป็นนิทานปรศินา อกีเรÉองหนึ ืÉงทีเป็นทีÉรÉจู้กัคอืเรÉองสงกรานต์ ื การแบ่งนิทานพืÊนบ้านดังทีÉกล่าวมาแล้ว เป็นแนวทางในการแบ่งอย่างกว้างๆทีÉนิยมใช้กัน โดยทัวÉ ไป แต่มใิช่เป็นหลกัตายตวันิทานบางเรÉอืงอาจจะมลีกัษณะเนÊือหาคาบเกีÉยวกนับ้าง ผู้ศกึษาควร พจิารณาวตัถุประสงคแ์ละทศันคตขิองผู้เล่าประกอบกบัลกัษณะและเนÊือเรืÉองของนิทานว่ามลีกัษณะใดทÉี เหน็เด่นชดัแลว้จงึจดัจาํแนกเขา้หมวดหมู่ ประเภทของวรรณกรรม วรรณกรรมนีÊแบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1. วรรณกรรมสารคดี หมายถงึหนงัสอืทแต่งขึ Éี นเพืÊอÉมุ่งความรู้ความคดิ ประสบการณ์แก่ผูอ้ ่าน ซึÉงอาจใช้รูปแบบร้อยแก้ว หรอืร้อยกรองก็ได้เช่น หนังสอืวชิาการ ตําราเรียน ตําราอาหาร บทความ ฯลฯ 2. วรรณกรรมบนัเทิงคดีหมายถึง วรรณกรรมทีแต่งขึ ÉนเพืÊอÉมุ่งใหค้วามเพลดิเพลนิสนุกสนาน บนัเทงิแก่ผูอ้ ่าน จงึมกัเป็นเรÉองที ืÉมเีหตุการณ์และตวัละคร เช่น เรÉองสั ื น นวนิยาย นิทาน บทเพลงต่างๆ Ê ฯลฯ ชนิดของวรรณกรรมไทย แบ่งเป็น Ś ชนิด คือ 1. วรรณกรรมร้อยกรอง คอืลกัษณะงานเขยีนทใÉีชภ้าษาเขยนที ีสÉละสวย คลอ้งจอง เช่นพระอภยั มณีขนุชา้งขนุแผน ฯลฯ เป็นต้น โดยใช้กาพย์กลอน โคลง ต่างๆ ในการเดนิเรÉองื 2. วรรณกรรมร้อยแก้ว คอืงานเขยีนแบบความเรยีง หรอืเรยีงความ ทไÉีม่ใช้ภาษาคลอ้งจอง ใน รปูของบทความ นิทาน เพลง ฯลฯ การนํานิทานไปใช้ในการจดัการเรียนรู้ การนํานิทานไปใช้ในการจดัการเรียนร้ (Tales based learning) ูเป็นอกีรปูแบบการเรยีนรูท้ ีÉมี ความเหมาะสมกบัการสอนเดก็เเละฝึกกระบวนการคดิของเดก็ผ่านผูเ้ล่า สารทเีÉล่า สู่การรบัสารนันๆ Ê ซึÉงช่วยเสรมิสร้างความคดิสร้างสรรค์จนิตนาการ เเละวถิกีารเรยีนปนเล่น เเละเรยีนรู้อย่างมคีวามสุข โดยเน้นทีกÉารฟัง เป็นการเสรมิ ปัญญาทางการฟัง เมÉอเปลี ืยÉนให้เดก็มาเป็นผูเ้ล่าประกอบละคร เป็นการ เสรมิทกัษะการสอÉืสาร การแสดงออก จนิตนาการ ความเชÉอืสมาธิและการนํานิทานไปใชใ้นการจดัการ เรยีนรใู้หม้ ปีระสทิธภิาพสําหรบัการส่งเสรมิการเรยีนรู้ใหก้บัเดก็ ปฐมวยั ไม่มเีดก็คนใดไม่ชอบฟังนิทาน นิทานสามรถสร้างจินตนาการ ความฝัน ความคิด ความเข้าใจและการรบัรู้ให้กบัเด็กดงันัน การเล่าÊ นิทานเป็นกจิกรรมทÉมีคีวามจําเป็นสําหรบัเดก็ ปฐมวยัเพราะช่วยส่งเสรมิการเรยีนรู้ตามธรรมชาติของ เดก็การเล่านิทานให้เด็กฟังไม่ใช่เล่าเพÉอืให้เดก็เกิดความสนุกสนานเพลดิเพลินเท่านัน แต่เนืÊ Êอหาใน นิทานต้องมคีวามน่าสนใจ และสอดแทรกสาระความรู้เพÉอืใหเ้ดก็ไดร้บั ประโยชน์จากการฟังนิทาน ตวั ละครในนิทานจะต้องเป็นตวัละครทีÉช่วยสร้าจินตนาการมทีงัÊตวัละครทÉเีป็นตวัอย่างทดÉีทีเÉีด็กควรปฏบิตัิ
11 ตาม และมตีวัละครทสÉีะท้อนถงึความไม่ดเีพอÉืเป็นตวัอย่างทเÉีดก็ควรหลกเลี ียÉงพฤตกิรรมนัน เช่น นิทานÊ เรืÉองลูกหมูสามตวัทชีÉีÊใหเ้หน็ถงึความขยนัและความพยายามของลูกหมูตวัทสามที ีÉสÉร้างบ้านดว้ยปูนจงึ ทําให้ตนเองและพีÉทังÊสองตัวรอดชีวติจากหมาป่าใจร้าย นอกจากนัน เนืÊ Êอหาในนิทานยงัสามารถให้ ความรู้ทางวทิยาศาสตร์ในเรÉอืงของวตัถุวสัดุในการสร้างบ้าน ความรู้ทางคณิตศาสตร์ในเรÉองรูปร่าง ื รปูทรงของบา้น และความรูท้างเทคโนโลยใีนเรÉอืงของวธิกีารและอุปกรณ์ในการสรา้งบา้น รวมไปถงึการ คดิอย่างเป็นระบบในการแก้ปัญหา ในการเล่านิทานนันÊผูเ้ล่าอาจเพมิÉเทคนิควธิกีารต่างๆ ประกอบการ เล่าเพือÉ ใหน้ ิทานมคีวามน่าสนใจมากขนÊึเช่น การใชน้ ิทานภาพ หุ่นมอืหุ่นนÊิวมอืตุ๊กตาหรอืวสัดุอุปกรณ์ อืÉนๆ รวมถงึการจดัสภาพแวดล้อมทÉเหมาะสมเพื ีÉอสร้างความสนใจให้เด็ก เนืÊอหาของนิทานจะต้องมี ความยาวทีเÉหมาะสมกบัช่วงวยัและความสนใจของเดก็เพยีงเท่านÊีกจ็ะช่วยส่งเสรมิใหเ้ดก็มคีุณลกัษณะ ในดา้นต่างๆ และสง่เสรมิพฒันาการทง ัÊ 4 ดา้นของเดก็ ปฐมวยั ไดด้งันÊี 1. การส่งเสริมพฒันาการทางด้านร่างกาย การเปิดโอกาสให้เดก็มสี่วนร่วมในกจิกรรมการเล่า นิทาน จะช่วยใหเ้ดก็ไดเ้คลÉอนไหวส่วนต่างๆของร่างกายซึ ืÉงเป็นการพฒันาทางดา้นกล้ามเนÊือใหญ่ เช่น การเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมตเิรÉอืง ลูกหมสูามตวัหนูน้อยหมวกแดง นอกจากนÊี ขณะทีÉ เล่านิทานดว้ยการใชห้นังสอืภาพประกอบ การทีพÉ่อแม่ใชน้Êวชี ิ ไปที ÊภÉาพหรอืตวัหนงัสอืในนิทานทําใหเ้ดก็ ไดม้องตาม เป็นการฝึกฝนการใชป้ระสาทสมัพนัธท์างด้านสายตาของเดก็ไดอ้กีดว้ย 2. การส่งเสริมพฒันาการทางด้านอารมณ์จิตใจ ในขณะทีเÉดก็ ฟังนิทานเดก็จะมคีวามสนุกสนาน เพลดิเพลนิทาํ ใหเ้ดก็มคีวามสงบ สุขมุและเยอืกเยน็ทาํ ใหม้สีมาธหิรอืขยายช่วงความสนใจได้ยาวนาน ขึน จากความตัÊงÊใจในกจิกรรมการเล่านิทาน ทําใหเ้กดิการคดิจนิตนาการ มคีวามกลา้แสดงออก ส่งผล ต่อการสรา้งความเชÉอมั ื นในตนเอง ซึ Éงส่Éงผลต่อพฒันาการทางดา้นอารมณ์ 3. การส่งเสริมพฒันาการทางด้านสงัคม รูปแบบการเล่านิทานทีÉเดก็มโีอกาสสร้างปฏสิัมพนัธ์ ระหว่างผใู้หญ่กบัเดก็และเดก็กบัเดก็ทาํ ใหเ้ดก็เกดิการเรยีนรทู้จÉีะเขา้ใจตนเองและเขา้ใจผูอ้Éนืไดม้ากขÊน ึ เช่น การเล่านิทานประกอบการแสดงบทบาทสมมตทิÉคีรูให้เดก็ได้แสดงบทบาทสมมตเิป็นกลุ่ม การเล่า นิทานประกอบการเชดิหุ่น หรอืการเล่านิทานประกอบ การแสดงท่าทางประกอบ เทคนิคการเล่านิทาน ดงักล่าวส่งผลต่อการเปิดโอกาสให้เดก็ไดท้ ํากจิกรรมร่วมกนัเป็นกลุ่ม ซÉงึลกัษณะของกจิกรรมแบบกลุ่ม นําไปสู่การพฒันาทางดา้นสงัคม นอกจากนีÊสาระเนืÊอหาในนิทานบางเรืÉองยงัส่งเสรมิคุณธรรมทางสงัคม เช่น การสง่เสรมิความมรีะเบยีบวนิัยจากการเล่านิทานเรÉอืง ลูกหมมีวีนิยัเป็นตน้ 4. การส่งเสริมพฒันาการทางด้านสติปัญญา นิทานช่วยส่งเสรมิพฒันาการทางด้านสติปัญญา ของเดก็ไดอ้ย่างชดัเจน เช่น การฟังนิทานจะช่วยใหเ้ดก็ไดพ้ฒันาทกัษะทางดา้นภาษา การฟัง การพูด การอ่านและการเขยีน การจดจําคําศพัท์ทÉมีใีนนิทานเป็นการขยายประสบการณ์ของเดก็ ใหก้ว้างขวาง มากขึนÊ
12 การนํานิทานไปใช้ในการจดัการเรียนรู้จึงมคีวามสําคญั ในการเสริมสร้างทกัษะการฟัง เเละ จนิตนาการ ใหก้บัผเู้รยีนไดเ้ป็นอย่างดีการใช้นิทานในการเรยีนการสอนจงึมสีว่นช่วยกระตุ้นการเรยีนรู้ ให้กบัผู้เรยีนได้ในบริบททÉมีศีกัยภาพด้านการจดัการเรยีนรู้เเบบนิทานและเป็นสงทีÉิÉเด็กเข้าถึงได้ง่าย เรืÉองราวในนิทานมสีว่นสําคญัอย่างยงิÉ ในการสรา้งเสรมิจนิตนาการใหแ้ก่เดก็การนํานิทานมาเป็นสÉอืหลกั ในการจดัประสบการณ์ช่วยใหเ้ดก็ ประสบความสําเรจ็ในการเรยีนรไู้ดง้า่ยยงขึ ิÉนÊ การนําวรรณกรรมไปใช้ในการจดัการเรียนรู้ การจดัการเรียนรู้โดยใช้วรรณกรรม เป็นการนําวรรณกรรมมาใช้ในการทํากิจกรรมกับเด็ก ปฐมวัยจะต้องคํานึงถึงพัฒนาการของเด็กเป็นสําคัญ ซึÉงวรรณกรรมสา◌ํหรับเด็กแตกต่างจาก วรรณกรรมของผู้ใหญ่ทังรูปเล่ม และเนืÊ Êอหาสาระของวรรณกรรม ดังนันการเลือกวรรณกรรมให้ Ê เหมาะสมกบัเดก็ ปฐมวยัควรได้รบัการคดัสรรมาเป็นอย่างดีเพราะวรรณกรรมเป็นสงที ิÉ Éถ่ายทอดความ สนุกสนานและสาระต่างๆ ให้แก่เด็กควรเลือกให้เหมาะสม โดยคํานึงถึง อายุ เพศ ความสนใจ วรรณกรรมสําหรบัเดก็ควรมรีูปภาพทสÉีวยงามชดัเจน มคีุณค่า และมปีระโยชน์เดก็สามารถเขา้ใจง่าย และควรคํานึงถงึพฒันาการเดก็เป็นสําคญั ในการวจิยัครงนี ัÊ Êผู้วจิยัเลอืกวรรณกรรมมาพฒันาทกัษะทาง สงัคมโดยมลีกัษณะเป็นหนังสอืนิทานทÉมีภีาพประกอบสวยงามทงัÊร้อยแก้ว และร้อยกรอง มเีนÊือหาสันÊ กะทดัรดัเพÉอืให้เดก็จดจําได้ง่าย ภาษาเหมาะสมกบัวยั โครงเรÉอืงไม่ซบัซ้อนและมคีวามหมายชดัเจน และการเลอืกวรรณกรรมทใีÉชใ้นการจดักจิกรรมการเรยีนการสอน ควรเลอืกใหเ้หมาะสมกบัผู้เรยีน โดย คาํนึงถงึระดบัอายุเพศ ความสนใจ ดงันัน วรรณกรรมทีÊเÉลอืกจงึควรมคีวามหลากหลายเพอÉืใหส้ามารถ ตอบสนองลกัษณะความแตกต่างของผู้เรยีนไดอ้ย่าง ครอบคลุม อย่างไรกต็ามวรรณกรรม หากนกัเรยีน มคีวามสนใจ และความรกัทÉอ่านแล้ว ความยาก ง่ายของเรื ีÉองก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่อย่างไร และการ เลอืกหนังสอืทใช้อ่านในขั ÉีนÊตอนแรกควรเลอืกเรÉอืงบทกลอน วสัดุข่าวสารทÉนี่าสนใจ นักเรยีนสามารถ เขา้ใจไดง้า่ยพยายามเลอืกเรÉองที ืนÉกัเรยีนไม่เคยอ่านในช่วงกจิกรรมอ่านอสิระ เดก็เลก็ตอ้งการฟังเรÉองที ืÉ มขีอ้ความซÊาํๆ การอ่านตอ้งอ่านหลายๆ ประเภท เพราะเดก็ชอบเรÉอืงต่างๆ ไม่เหมอืนกนั การจดัการเรยีนรู้โดยใช้วรรณกรรม ควรมกีารจดัวางวรรณกรรมทÉเีหมาะสมสําหรบัเด็กปฐมวยั จํานวน Š-řŘ เท่าของจํานวนเด็ก มกีารปรบัเปลÉยนหนังสือที ีÉจดัแสดงตามหน่วยการเรยีนรู้ในแต่ละ หน่วยการเรยีนรูค้รูต้องมกีารจดักจิกรรมต่อเนÉืองจากการอ่านทีสÉมัพนัธ์กบัหน่วยการเรยีนรู้จดัเวลาให้ เดก็มโีอกาสเลอืกอ่านอย่างอสิระตามโอกาสสงที ิÉสÉําคญัคอืครูต้องอ่านออกเสยีงใหเ้ดก็ ฟังทุกวนัทงใน ัÊ ลักษณะกลุ่มใหญ่และกลุ่มย่อย หากครสูงัเกตว่าเดก็สนใจวรรณกรรมเรÉอืงใดเป็นพเิศษ ใหน้ ําวรรณกรรม เรืÉองนันÊมาใชใ้นการออกแบบหน่วยการจดัประสบการณ์หากเดก็สนใจวรรณกรรมมากกว่า ř เรืÉอง โดย การใชว้รรณกรรมในการจดัการเรยีนรู้สามารถดาํเนินการดงันÊี ř. อ่านวรรณกรรมใหเ้ดก็ ฟัง โดยแนะนําชÉอเรื ืÉอง แนะนําชืÉอผูแ้ต่ง และผวู้าดภาพ แลว้จงึอ่านใหเ้ดก็ ฟัง โดยใช้นํÊาเสียง และท่วงทํานองทีÉเหมาะสมกับเนืÊอเรืÉอง เพืÉอให้เด็กได้รบัอรรถรสของเรÉือง และ สนทนากบัเดก็เพอเชืÉืÉอมโยงเรืÉองราวกบัชวีติประจาํวนัของเดก็
13 Ś. กระตุน้ ใหเ้ดก็สนทนาเกยÉีวกบัตวัละคร วตัถุสงิÉของ ฉาก หรอืสถานการณ์ทสีÉมัพนัธก์บัวรรณกรรม โดยใชค้าํถามหลายๆ ระดบัทงัÊความจาํความเขา้ใจ การนําไปใช้การวเิคราะห์การประเมนิค่า และการ สร้างสรรค์ การถามคําถามจะกระตุ้นให้เด็กคิดถึงเรืÉองราวทีÉได้รับฟังมา ได้ไตร่ตรองและทบทวน เกียÉวกบันิทาน รวมทงัÊไดส้ ํารวจความคดิเหน็ของตนเองเกÉยีวกบันิทานดว้ย สงเหล่านี ิÉ Êเป็นขอ้มลูพÊนฐานื สาํคญัสําหรบัเดก็ในการคดิหรอืทาํกจิกรรมในช่วงต่อไป ś. วางแผนและจดักจิกรรมการเรยีนรูผ้ ่านการลงมอืกระทาํร่วมกบัเดก็และผูป้กครอง โดยถามความ คิดเห็นเกีÉยวกับกิจกรรมการเรียนรู้จากเด็กและผู้ปกครอง เพืÉอออกแบบกิจกรรมทีÉสัมพันธ์กับ วรรณกรรมและสาระการเรยีนรูต้ามหลกัสูตรสถานศกึษา กจิกรรมทจÉีดัควรมคีวามหลากหลาย ท้าทาย เหมาะสมกับวยัครอบคลุมพฒันาการทุกด้านของเด็ก และเป็นอันหนÉึงอันเดียวกับกิจกรรมหลัก Ş กจิกรรม โดยมศีลิปะและละครเป็น Ŝ. จดันิทรรศการแสดงสงที ิÉ Éเด็กๆ เรยีนรู้โดยทบทวนกจิกรรมทีÉจดัแลว้ร่วมกบัเดก็ ให้เดก็ช่วยกนั คดัเลอืกสงทีÉิตÉ้องการนําเสนอใหผู้อ้Éนืรบัรูเ้กÉยีวกบัวธิกีารทเÉีดก็เรยีนรู้และสงทีÉิเÉด็กเรยีนรู้และร่วมกนัจดั นิทรรศการ การจดันิทรรศการจะช่วยใหเ้ดก็ไดจ้ดัระบบความคดิเพอหาทางนําเสนอสิÉื งทีÉ ตนได้ É วรรณกรรมสําหรบัเด็กเป็นอีกทางเลอืกหนÉึงเพืÉอใช้ในการส่งเสรมิพฒันาการของ เดก็ด้านต่างๆ เนืÉองจากวรรณกรรมมรีูปแบบการนําเสนอทÉีน่าสนใจ เช่น ภาพประกอบ การดําเนินเรืÉองราว อกีทงมี ัÊ สาระความรู้ใหเ้ลอืกตามวตัถุประสงค์ทตีÉ้องการ หรอืแมแ้ต่เทคนิคการนําเสนอทÉชี่วยใหเ้ดก็สนใจและมี ความสุขกบัโลกของวรรณกรรม วรรณกรรมสําหรบัเดก็จงึเป็นหนังสอืทเีÉขยีนขÊนเพื ึ Éอใหเ้ดก็อ่านหรอืฟัง อย่างเหมาะสมกับวยัของเด็ก มรีูปเล่มสวยงามสะดุดตา สามารถเลือกอ่านได้ด้วยความสนุกสนาน เพลดิเพลนิและวรรณกรรมยงัเป็นบทอ่านหรอืสอทีÉืสÉรา้งขนÊึโดยมเีป้าหมายสําหรบักลุ่มผู้อ่านทเีÉป็นเดก็ โดยมคีวามแตกต่างจากผู้ใหญ่อย่างชดัเจน ดว้ยวตัถุประสงคใ์นการแต่งโดยวรรณกรรมสําหรบัเดก็จะมี จํานวนตวัละครน้อย ประโยคสนัÊและความซบัซ้อนทางโครงเรÉอืงน้อยกว่าวรรณกรรมสําหรบัผู้ใหญ่ รวมถึงมีเนืÊอหา แก่นเรืÉองทีÉแตกต่างกัน และวรรณกรรมเป็นงานเขียนในรูปแบบของภาษาตาม จนิตนาการของชวีติและความคดิทมÉีแีบบแผน ทมÉีคีุณค่าทางปัญญา และไดร้บัความสนใจเป็นพเิศษ ซงึÉ ประกอบดว้ยหนงัสอืบทกวีบทความหรอืเอกสารอÉนๆ ื การสอนเดก็ ปฐมวยัโดยการใช้วรรณกรรมเขา้มามสี่วนช่วยนันÉจะทําใหเ้ดก็ไดร้บัความสนุกสนาน เพลดิเพลนิเขา้ใจในบทบาทของตวัละครและสามารถเรยีนรูไ้ดว้่า การกระทําของตวัละครนันÊดหีรอืไม่ดี และสามารถนํามาใชใ้นชวีติประจําวนัไดอ้ย่างไร ซÉงวรรณกรรมนั ึนÉเดก็จะเขา้ใจไดง้า่ย ทงัÊการใชภ้าษาทÉี ง่ายต่อการเขา้ใจของเดก็และเดก็สามารถทจีÉะอ่านออกเสยีงใหค้รูหรอืเพÉอนฟังได้ บางครั ืงวรรณกรรมÊ นันÉเดก็สามารถนํามาแสดงเป็นบทบาทสมมุตไิดด้ว้ย และเป็นการส่งเสรมิใหเ้ดก็ไดรู้จ้กัการรกัการอ่าน และช่วยพฒันาสมองและการเรยีนรขู้องเดก็ไดด้ยีงขึ ิÉนÊดว้ย
14 การนํานิทานและวรรณกรรมไปใช้ในการปรบัพฤติกรรมเดก็ปฐมวยั นิทานและวรรณกรรมมปีระโชน์มากมาย พฒันาสมอง สร้างสมาธิและยงัใช้ปรบัพฤตกิรรมเดก็ และนิทานวรรณกรรมสามารถพัฒนาพฤติกรรมเด็ก ด้านคุณธรรม ด้านความมีนํÊาใจ วนิัยในตนเอง จินตนาการ และ การแก้ปัญหา นิทานจึงถือได้ว่าเป็นหน้าต่างของการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย นอกจากนัน นิทานÊและวรรณกรรมยงัส่งเสรมิคุณธรรม ช่วยเสรมิสร้างพฒันาการทางภาษา ความคดิ จินตนาการการตัดสินใจ และการแก้ปัญหา ฝึกให้เด็กเป็นนักฟังทีÉดี ปลูกฝังให้เด็กเป็นคนใจกว้าง ยอมรบัความจรงิในชวีติ ประจําวนั ในขณะเล่านิทานหากผู้เล่ามปีฏสิมัพนัธ์ขณะเล่านิทานนันเป็นการÊ ช่วยกระตุ้นให้เดก็เกดิความประทบัใจในเรÉอืงราวและตวัละครในนิทาน สร้างประสบการณ์ใหม่ทÉีเด็ก อยากกระทาํ ปฏบิตัติามโดยแสดงพฤตกิรรมต่างๆ เลยีนแบบสงที ิÉปÉระทบัใจ ตวัอย่างนิทานปรบัพฤติกรรมเดก็:“เรืÉองฤาษีกบัลิงจ๋อ” กาลครังหนึ Ê Éงนานมาแล้ว มฤีาษีตนหนÉึงบําเพญ็เพียรอยู่ในป่ามาช้านาน วนัหนÉึง ฤาษีพบลูกลิง กําพรา้ตวัหนÉึงนอนหมดสตอิยู่ทชÉีายป่า ดว้ยความสงสารฤาษจีงึนําลูกลงิมาชุบเลยงÊี ฤาษีรกัลิงน้อยเหมอืนลูก ส่วนลูกลงิซึÉงฤาษีเรยีกว่า “ลิงจ๋อ” ก็รกัฤาษีเหมือนพ่อ แต่เมÉอลิงจ๋อโตขึ ืÊน หน่อย ฤาษีก็เริมÉปวดหวัเพราะลิงจ๋อชอบหาเรÉอืงเกะกะเกเรกบัใครต่อใครไปทวทั ัÉงป่าÊ ฤาษีพยายาม สอนลงิจ๋อใหเ้ป็นเดก็ด, ีขดัเกลาจติใจดว้ยศลีและธรรม ทงัÊยงัใหน้ ังÉสมาธิเพÉอฝึกควบคุมอารมณ์ ื ก่อนจะ ไปเกะกะระรานใคร แต่ลงิจ๋อดÊอืดา้นเอาแต่ทําหน้าทะเลน้ โดยไม่คดิทจีÉะทําตามคําสอนของฤาษเีลยสกั นิด อย่มูาวนัหนÉึง ลงิจอ๋ ไปเจอธดิาวานรซงÉึเป็นลูกลงิทมÉีขีนสขีาวแสนน่ารกักําลงัเดนิเล่นอย่ใูนป่า ลงิจ๋อ หมันÉ ไสจ้งึเขา้ไปแกล้งจนธดิาวานรร้องไหแ้งๆ เมÉอพญาวานรกั ืบราชนิีวานรทราบเรÉอง ทั ืงÊคู่กส็่งข่าวให้ ฤาษีพาลงิจ๋อไปหาเพÉอลงโทษ ืทนัททีÉฤีาษีทราบข่าว ฤาษีเห็นว่าลงิจ๋อผดิจรงิทงเรื ัÊ ÉองเกเรและเรืÉอง รงัแกผูห้ญิง (ซÉงึแย่มาก) ฤาษีจงึตดัสนิใจพาลิงจ๋อไปหาพญาวานร โดยเตรยีมไม้ไป ś ชนิด ไดแ้ก่ ไม้ กระบอง, ไม้เรียวและไม้ก้านมะยม เพืÉอให้พญาวานรเลือกใช้ในการลงโทษ ลิงจ๋อเห็นฤาษีผู้ เปรยีบเสมอืนพ่อเลอืกไม้ชนิดต่าง ๆ และจะพาตนไปให้พญาวานรลงโทษ…ลงิจ๋อกร็้องไหบ้อกว่า “พ่อ ใจรา้ย ไม่รกัลูก…ไม่ปกป้องลูก” ฤาษไีดแ้ต่มองลงิจ๋อโดยไม่โตต้อบ แลว้ทงลากทั ัÊงÊจูงลงิจ๋อมุ่งหน้าไปยงั ดนิแดนของพญาวานรทีอÉย่ใูนป่าลกึ ครันเมืÊ Éอฤาษไีปถงึดนิแดนของพญาวานร ฤาษกีข็อโทษพญาวานร และบอกพญาวานรว่าตนไดน้ ําไมม้า ś ชนิดเพือÉ ใหพ้ญาวานรเลอืกใชล้งโทษตามความโกรธทมีÉอีย่ พญา ู วานรมองไมก้ระบองเหมอืนอยากใช้ไมก้ระบองในการลงโทษ ราชนิีวานรมองไมเ้รยีวเหมอืนอยากใชไ้ม้ เรยีวในการลงโทษ ธดิาวานรมองไมก้ ้านมะยมเหมอืนอยากใช้ไมก้ ้านมะยมในการลงโทษ ส่วนลูกลงิ มองวารนร ทังÊสาม พลางร้องไห้แงๆ ด้วยความกลวัและเสียใจทÉีฤาษีไม่รกั แต่ก่อนทีÉเหล่าวานรจะ ตดัสนิใจเลอืกไมใ้นการทาํ โทษ ฤาษไีดก้ล่าวขอโทษพญาวานรอกีครงัÊ โดยขออภยัทตÉีนเองสอนลงิจอ๋ ได้ ไม่ดพีอ ทําให้มนีิสยัเกเรไม่น่ารกัฤาษีพูดว่า “ในฐานะทÉีข้าเป็นเสมอืนพ่อของเจ้าลิงจ๋อ ไม่ว่าท่านจะ
15 เลอืกไม้ชนิดใดในการลงโทษ ก็ขอให้ท่านนํามาตีขา้แทนลูกชายเพÉอไถ่โทษด้วยเถิด” ืลงิจ๋อตกใจมาก เมืÉอได้ยินฤาษีกล่าวเช่นนันÊฤาษไีม่ได้ทําอะไรผดิซํÊายงัอายุมากแลว้ถ้าโดนต…ีท่านคงต้องตายแน่ๆ ลงิจ๋อคดิภาพฤาษถีูกตดีว้ยไมก้ระบอง, ไมเ้รยีวและไมก้ ้านมะยม…มนัคดิแลว้กร็อ้งไหโ้ฮใหญ่พรอ้มกบั กระโดดเขา้กอดฤาษีพลางร้องว่า “จ๋อเป็นคนผดิเอง จ๋อเกเรไม่เคยเชÉอฟัง ถ้าจะ ืตกีต็จี๋อเถดิจ๋อทําผดิ ไปแล้วจรงิๆ”เมÉอืพญาวานรและครอบครวัเห็นความรกัของพ่อทÉีมตี่อลูกและลูกทÉีมตี่อพ่อ ทงหมดก็ ัÊ ซาบซึงÊทา้ยทสÉีุด พญาวานรจงึเอ่ยปากว่า “ถ้าลงิจ๋อสญัญาจะปรบัปรุงตวัไม่เกเรอกีความผดิครงนี ัÊ Ê พวก เรากจ็ะยอมยกโทษให”้ลงิจ๋อดใีจมากทคีÉรอบครวัวานรใหอ้ภยัมนัสญัญาว่ามนัจะเป็นเดก็ดแีละไม่เกเร หรอืแกล้งใคร ๆ อกีจากนันÊฤาษีก็พาลงิจ๋อกลบับ้าน หลงัจากเหตุการณ์ในวนันัน ลิงจ๋อก็เชืÊ Éอฟังคํา สอนของฤาษี ไม่ดืÊอไม่ซน แถมยงัหมนนั ัÉงÉสมาธิและยดึหลกัศลีธรรมในการดํารงตนตามทฤาษีพรํÉีÉาสอน ในทีÉสุด ลงิจ๋อกร็ูแ้ลว้ว่า ฤาษรีกัและใส่ใจมนัมาก…มากกว่าทÉมีนัรกัและใส่ใจฤาษเีสยีอกีดว้ยเหตุนÊีมนั จงึต้องเป็นเดก็ดเีพอÉืใหค้ ่คูวรกบัความรกัของฤาษแีละเพอÉืใหฤ้าษผีูเ้ปรยีบเสมอืนพอ่ภาคภูมใิจในตวัของ มนั นิทานเรืÉองฤาษีกบัลงิจ๋อ” เป็นนิทานทÉจีดัอยู่ในหมวดนิทานสอนเด็กให้เป็นคนดีซÉึงเรืÉองราวของ นิทานมลีกัษณะเป็นนิทานพÊนืบ้านไทย มตีวัละครหลกัเป็นฤาษีซึÉงเลีÊยงลงิจ๋อจอมซนไว้ด้วยความรกั นิทานเรืÉองนีÊมขีอ้คดิทนÉี่าจะช่วยปรบัเปลยÉีนพฤตกิรรมซุกซนและเกเรของเดก็ๆ ได้โดยทคุณÉีครูอาจใช้ วธิเีล่านิทานเรÉองนี ืÊให้ฟังบ่อยๆ แต่ไม่ต้องสอนอะไร เพยีงแค่ชÉืนชมลิงจ๋อหลงัจากทÉเล่านิทานจบแล้ว ี เมืÉอเดก็ๆ ไดฟ้ ังพอ่แม่ราํพงึหลงัจากเล่านิทานจบบอ่ยๆ เดก็ๆ กจ็ะซมึซบัสงที ิÉคุณครูÉพูด เดก็จะค่อย ๆ ปรบัเปลยÉีนพฤตกิรรมไดใ้นทสุด ีÉ
16 ภาคผนวก
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27 อ้างอิง การจดัการเรียนร้โูดยใช้นิทาน https://www.gotoknow.org/posts/598328 การจดัการเรียนร้โูดยใช้วรรณกรรม https://www.gotoknow.org/posts/658262 ความหมายและความสาํคญัของนิทาน ites.google.com/site/phisan13bird/bthkhwam/khwam-hmay-laea-khwam-sakhay-khxngnithan วรรณกรรมและนิทานสาํหรบัเดก็ปฐมวยั https://eledu.ssru.ac.th/suphanwadee_wa/course/view.php?id=4