นาฏศิลป์ ศ31101
นางสาว สุธิษา ราชสงค์
ครูผู้สอน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2565
นาฏศิลป์ สะท้อนให้เห็นสภาพบ้านเมืองที่มีความสวยงาม ประณีตและ
ขนบธรรมเนียมประเพณี นาฏศิลป์ไทยมีคุณค่ามากเป็นที่รวมของศิลปะ
ปลูกฝังจริยธรรมและเป็นเอกลักษณ์ แสดงถึงความเป็นอารยประเทศ
1.ประติมากรรม หมายถึง ผลงานศิลปะที่
แสดงออกโดยกรรมวิธี การปั้ น การแกะสลัก
การหล่อต่างๆ
2.วรรณกรรมที่ปรากฏในงานนาฏศิลป์ ได้แก่
บทประพันธ์ทั้งที่เป็นร้อยแก้ว ร้อยกรองที่เป็น
บทละคร บทเพลง
3.สถาปัตยกรรม เป็นศิลปะในการออกแบบ
สร้างฉากต่างๆเช่น โบสถ์ วิหาร
4.จิตรกรรม การเขียนภาพในการแสดง ต้องมี
ฉาก การแต่งหน้า เครื่องแต่งกายเป็นองค์
ประกอบสำคัญ
5.ดุริยางคศิลป์ ศิลปะทางด้านดนตรี ขับร้อง
นับว่าเป็นหัวใจสำคัญของนาฏศิลป์เพราะการ
แสดงต้องมีลีลาท่ารำ
1.สถาบันพระมหากษัตริย์จำเป็นต้องมีพระราชพิธีต่างๆ
2.มีบทบาทสำคัญเพราะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทย
3.ประโยชน์โดยตรงสำหรับผู้ศึกษานาฏศิลป์
กระบวนการสืบทอดนาฏศิลป์
กระบวนการสืบทอดองค์ความรู้ทางนาฏศิลป์ถือเป็นวิชาทักษะที่จะต้องมี
ความอดทนเพื่อสืบสานภูมิปัญญา ผลงานทางด้านนาฏศิลป์และดนตรี
ไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่คู่ผืนแผ่นดิน
1.การสืบทอดนาฏศิลป์สมัยโบราณ
เป็นการถ่ายทอดจากครูแบบตัวต่อตัว โดยใช้วิธีการจำ
2.กระบวนการสืบทอดนาฏศิลป์ในสมัยปัจจุบัน
มีกระบวนการเรียนการสอนที่เป็นแบบแผน และทำกิจกรรมเพื่อประเทืองปัญญา ฝึกให้รู้จักการ
สังเกต สร้างจินตนาการและนำไปใช้ประโยชน์ได้
3.การจัดกิจกรรมเพื่อสืบทอดวัฒนธรรมทางด้านนาฏศิลป์
3.1 พิธีไหว้ครู ครอบครู
มีลักษณะเฉพาะที่เป็นแบบแผนนิยมสืบทอดกันมาเป็นเรื่องความศรัทธา เชื่อถือ
3.2 คติความเชื่อเกี่ยวกับนาฏศิลป์
คติความเชื่อในเรื่อง ผิดครู ครูเข้า เป็นคติความเชื่อที่ขจัดภัยพิบัติและนำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล
4.แนวทางการอนุนาฏศิลป์ไทย
1.)การค้นคว้าวิจัย ควรศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลภูมิปัญญาของไทยในด้านต่างๆ
2.)การอนุรักษ์ โดยการปลุกจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่นตระหนักถึงคุณค่าและ ความสำคัญของ
ภูมิปัญญาท้องถิ่น
3.)การฟื้นฟู โดยการเลือกสรรภูมิปัญญาที่กำลังสูญหาย ทำให้มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อการ
ดำเนินชีวิตในท้องถิ่น
4.)การพัฒนา ควรริเริ่มสร้างสรรค์และปรับปรุงภูมิปัญญาให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเกิดประโยชน์
ในการดำเนินชีวิต
5.การถ่ายทอด โดยการนำภูมิปัญญาที่ผ่านมาเลือกสรรกลั่นกรองด้วยเหตุผลอย่างรอบคอบและรอบ
ด้าน
6.ส่งเสริมกิจกรรม โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการสืบสานและพัฒนาภูมิปัญญา
ของชุมชนต่างๆ
7.การเผยแพร่แลกเปลี่ยน โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการเผยแพร่และแลกเปลี่ยน
ภูมิปัญญา
8.การเสริมสร้างปราชญ์ท้องถิ่น โดยการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชาวบ้าน
การแสดงนาฏศิลป์ในโอกาสต่างๆ
นาฏศิลป์ เป็นศิลปะคู่บ้านคู่เมืองที่นำมาแสดงได้ทุกโอกาสทั้ง
งานพระราชพิธี รัฐพิธี และ งานทั่วๆไป ไปของเอกชน
1.งานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัว/พระบรมราชินีนาถ
2.การแสดงนาฏศิลป์และการละครไทยในงามมงคลทั่วไป
3.การแสดงในงานอวมงคล
การแสดงนาฏศิลป์ใ
นงานเทศกาลต่างๆ
หลักในการเลือกชุดการแสดงให้เหมาะสม
เลือกให้เหมาะสมกับโอกาสที่แสดง
มอบความเป็นสิริมงคลให้มั่งมีศรีสุข
การเลือกรูปแบบที่ของการแสดงก็ต้องเป็นระบบมี
กฎเกณฑ์ ถูกต้องตามแบบแผนโดยปฏิบัติดังนี้
1.การแต่งบทร้องให้ได้ใจความ
2.ตีท่ารำให้ตรงตามความหมาย
3.ใส่ทำนองเพลงให้ถูกต้อง
4.ปี่พาทย์ทำเพลงรัว ผู้แสดงใช้ลีลาท่ารำ
และตีบทได้ถูกต้อง
5.ช่วงจบปี่พาทย์ท่าเพลงรำ
6.คัดเลือกผู้แสดงที่มีความสามารถ
แนวคิดในการจัดชุดการแสดงใน
วันสำคัญของโรงเรียน
กำหนดการแสดงให้เหมาะสมกับวันสำคัญ
การนำเสนอรูปแบบของการอนุรักษ์
เวลาที่การแสดงในแต่ละชุด
กำหนดองค์ประกอบร่วมของการแสดงให้ชัดเจน
แนวในการจัดชุดการ
แสดงประจำโรงเรียน
แนวคิดเกี่ยวกับสัญลักษณ์ของโรงเรียน
แนวคิดเกี่ยวกับชุมชน
แนวคิดเกี่ยวกับอาชีพ
แนวคิดเกี่ยวกับสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่น
แนวคิดเกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจ
ระบำ รำ ฟ้อน
และการแสดงนาฏศิลป์พื้นเมืองของไทย
ระบำแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ระบำดั้งเดิมหรือระบำมาตรฐาน และระบำ
ปรับปรุงหรือระบำเบ็ดเตล็ด
ระบำดั้งเดิม/
ระบำมาตรฐาน
เครดิต: https://images.app.goo.gl/qszVQDd1SQU22K8T9
ระบำปรับปรุง/
ระบำเบ็ดเตล็ด
เครดิต : https://images.app.goo.gl/fMidJyxvCGnqjBKB6
รำ
แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
ได้แก่ รำเดี่ยว รำคู่ และรำหมู่
รำคู่ รำเดี่ยว
https://images.app.goo.gl/Dnct8h26mfKifM8g6 https://images.app.goo.gl/QkmPDHBrG6We2UPr8
รำหมู่
https://images.app.goo.gl/TTCJt2Mzs1y82ktA7
ฟ้อน
แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ฟ้อนที่สืบเนื่องมาจากการนับถือผี
ฟ้อนแบบเมือง ฟ้อนแบบม่าน ฟ้อนแบบเงี้ยวหรือแบบไทยใหญ่
และฟ้อนที่ปรากฏในบทละคร
ฟ้อน หมายถึง การแสดงกริยาเดียวกับระบำหรือการรำ เพียงแต่เรียก
แตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น จัดเป็นการแสดงพื้นเมืองในภาคนั้นๆ
ปต่ในรูปของการแสดงแล้วก็คือลักษณะการร่ายรำนอกจากนี้ยังมี
ลักษณะของการรับอิทธิพลจากศิลปะของชนชาติที่อยู่ใกล้เคียงกัน
ด้วยได้แบ่งการฟ้อน ออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้
1. ฟ้อนที่สืบเนื่องมาจากการนับถือผี
2. ฟ้อนแบบเมือง
3. ฟ้อนแบบม่าน
4. ฟ้อนแบบเงี้ยวหรือแบบไทยใหญ่
5. ฟ้อนที่ปรากฏในบทละคร
การแสดงนาฏศิลป์ไทย
รำกลองยาว หรือ เถิดเทิง
เมื่อครั้งพม่ามาทำสงครามกับไทย เวลาพักรบทหารพม่าก็เล่น
สนุกสนานบางพวกก็เล่น กลองยาว มีทำนองเป็นเพลงพม่า
การเล่นเทิงบ้องกลองยาว เข้ามาในสมัยรัชกาลที่4 ยังมีบทร้องกราวรำ
ยกทัพพม่า ในการแสดงละครเรื่องพระอภัยมณี ตอน เก้าทัพ
กลองยาวแบบนี้ของพม่า
เรียกว่า โอสิ มีลักษณะ
คล้ายคลึงกับของชาว
ไทยอาหม รูปร่างคล้าย
ตะโพน คือ หัวท้ายเล็ก
ขึ้นหนังทั้งสองข้าง ผูก
เครดิต https://images.app.goo.gl/XvHTT2YHLxz4eD9r5 สายสะพายตีได้
การละเล่นประเภทนี้ ว่า เถิดเทิง เถิดบ้อง
นั้น คงเรียกตามเสียงกลองยาวกล่าวคือ มี
เสียงเริ่มตีเป็นจังหวะ หรือคนไทยได้ยินว่า
เถิด-เทิง-บ้อง-เทิง-บ้อง ก็เลยเรียกตาม
เสียงที่ได้ยินว่า เถิดเทิง หรือเถิดบ้อง
เครดิต https://images.app.goo.gl/XvHTT2YHLxz4eD9r5
การแต่งกาย
1.ชายนุ่งกางเกงขายาว ครึ่งแข้ง เสื้อ
คอกลมแขนสั้น มีผ้าโพก ผ้าคาดเอว
2.หญิง นุ่งผ้าซิ่นมรเซิง ยาวกรอมเท้ายาว
กรอมเท้าสวมเสื้อทรงกระบอกปิด ผ่าอก
หน้าห่มสไบกับเสื้อคาดเข็มขัดทับใส่สร้อย
คอ ต่างหูู ปล่อยผมทักดอกไม้
โอกาสและวิธีการเล่น
นิยมใช้ในงานรื่นเริงสนุกสนาน
ในเทศกาลต่างๆ และงาน
มงคลต่างๆ ที่มีกระบวนแห่
เช่น งานบวชนาค งานทอด
กฐินผ้าป่า งานแต่งงาน งานขึ้น
บ้านใหม่ งานสงกรานต์ เล่นไป
กับขบวนของชาวบ้าน การเล่น
เถิดเทิงกำหนดให้มีแบบแผน
ลีลาท่ารำโดยกำหนดให้กลอง
รำกลองยืนด้วย
กลองรำ หมายถึง ผู้แสดง
ลวดลายในการร่ายรำ
กลองยืน หมายถึง ผู้ตีให้
จังหวะในการรำ
การเล่นเถิดเทิงจะมีการแสดงแบบมาตรฐานตายตัว ผู้เล่นจะต้อง
ฝึกฝนมาก่อน จำนวนผู้แสดงจะมีเป็นชุด พวกตีประกอบจังหวะ
ที่มาของคำว่า เถิดเทิง
ที่เรียกการแสดงนี้ว่าเถิดเทิง เทิงบ้องนั้น
น่าจะมาการเรียกต่อๆกันมา ตามเสียงของ
กลองยาว ที่มีเอกลักษณ์ กล่าวคือเมื่อเริ่ม
ตี เป็นจังหวะ หูคนไทยจะได้ยินว่า
เทิด-เถิง-เทิด-บ้อง-เทิง-
บ้อง
เลยเรียกตามที่ได้ยินว่า เทิด
เทิง หรือเทิงบ้องกลองยาว
ตามกันไปเพื่อให้ต่างกับการ
เล่น
บุคคลสำคัญในวงการ
นาฏศิลป์ของไทย
ท่านผู้หญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี
มีนามเดิมว่า แผ้ว สุทธิบูรณ์
เกิดเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๔๔๖
เมื่ออายุ ๘ ขวบได้ถวายตัวใน
สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ กรมหลวง
นครราชสีมา และได้รับการฝึกหัด
นาฏศิลป์ กับครูอาจารย์
ผู้ทรงคุณวุฒิในราชสำนักเจ้าจอม
มารดาวาดและเจ้าจอมมารดา
เขียน ในราชกาลที่ ๔
ผลงานที่เกี่ยวข้องกับการแสดงศิลปะ
นาฏกรรม
ละครชาตรี
ละครนอก และ ละครใน
ละครพันทาง
ระบำฟ้อนต่างๆ
เป็นผู้คัดเลือกการแสดงจัดทำบทและ
ผู้ฝึกสอน ฝึกซ้อม อำนวยการแสดง
ถวายทอดพระเนตรหน้าพระที่นั่ง
เป็นผู้คัดเลือกการแสดงวางตัวศิลปินเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี
ประดิษฐ์ท่ารำหอกชัด
ประดิษฐ์ท่ารำ และอำนวยการฝึกสอน
ระบำมฤคระเริงหรือระบำกวาง
ประดิษฐ์ท่ารำสุโขทัย
ครูรงภักดี (เจียร จารุจรณ)
เกิดเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๔๔๒
จังหวัดนครปฐม เป็นบุตรของจางวาง
จอนและนางพริ้ง
ครูรงภักดีฝึกหัดโขน (ยักษ์)กับพระยา
นัฏกานุรักษ์และคุณหญิงนัฏกานุรักษ์
เมื่ออายุ่๑๓ปี(ร.๖) เข้ารักราชการเป็น
ศิลปินในกรมมหรสพ สมัยร.๗
เป็นตำรวจหลวง เป็นครูสอนโขน
ครูรงภักดีสามารถรำเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ
และได้ประกอบพิธีครอบองค์พระที่พระราชวังดุสิต
และกรมศิลปากรได้คัดเลือกว่าเป็นผู้ที่มีฝีมือยอดเยี่ยม
ในตอนอายุ86 ปี
ครูอาคม สายาคม
ประวัติ : ครูอาคม สายาคม เดิมชื่อ บุญสม เกิดเมื่อวันที่
26 ตุลาคม พ.ศ. 2406 ณ บ้านสี่แยกหลานหลวง จังหวัด
พระนคร เป็นบุตร ของนายเจือ ศรียาภัย และ นางผาดศรียาภัย
สกุลเดิม อิศรางกูร ณ อยุธยา (นามสกุลสายาคมเป็นนามสกุลที่
ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 6) ครูอาคมได้รับการฝึกหัดโขน
พร้อมกับเรียนหนังสือจนจบชั้นมัธยมปีที่ 3 จากนั้น เข้ารับ
ตำแหน่ง “พระ” แผนกโขนหลวง กรมพิณ พาทย์และโขนหลวง
กระทรวงวัง
ต่อมา พ.ศ. 2478 โอนมาประจำโรงเรียนศิลปากร แผนก
ดุริยางค์ ดำรงตำแหน่งนักวิชาการละครและดนตรี 7 กองการ
สังคีต กรมศิลปากร เมื่อเกษียณอายุ กรมศิลปากรได้เชิญให้
เป็นผู้เชี่ยวชาญนาฏศิลป์ สอนนักศึกษาปริญญาตรี
และยังมีผลงานด้านอื่นๆอีกมากมาย
ครูลมุล ยมะคุปต์
ประวัติ : นางลมุล ยมะคุปต์ หรืออีกชื่อหนึ่งที่บรรดาศิษย์ทั้ง
หลายจะขนานนามให้ท่านด้วยความ เคารพรักอย่างยิ่งว่า “คุณ
แม่ลมุล” เป็นธิดาของร้อยโท นายแพทย์จีน อัญธัญภาติ กับ
นางคำมอย อัญธัญภาติ (เชื้อ อินต๊ะ) เกิดเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน
พ.ศ.2448 ณ จังหวัดน่าน ในขณะที่บิดาขึ้นไป ราชการสงคราม
ปราบกบฏเงี้ยว (กบฏ จ.ศ.1264 ปีขาล พ.ศ. 2445)
การศึกษา : เริ่มต้นเรียนวิชาสามัญที่โรงเรียนสตรีวิทยา เมื่อ
อายุได้ 5 ขวบ เรียนได้เพียงปีเดียว บิดานำไปกราบถวายตัวเป็น
ละคร ณ วังสวนกุหลาย ในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้า
อัษฎางค์ เดชาวุธ กรมหลวงนครราชสีมา ซึ่งอยู่ในความปกครอง
ของคุณท้าวนารีวรคณารักษ์ (แจ่ม ไกรฤกษ์)