คำนำ
รายงานเล่มน้ีจัดทำข้ึนเพ่ือเป็นส่วนหน่ึงของวิชา นวัตกรรมทางด้านหลักสูตรและการสอนแนวใหม่
เพ่ือให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเร่ืองนวัตกรรม Web Quest และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพ่ือเป็นประโยชน์กับการ
เรียน ซ่ึงรายงานน้ีมีเนื้อหาเก่ียวกับความหมายของเว็บเควสท์ ลักษณะของเว็บเควสท์ท่ีสำคัญ องค์ประกอบ
ของเว็บเควสท์ ระยะเวลาของบทเรียนเว็บเควสท์ หลักการการออกแบบกิจกรรมเว็บเควสท์ แนวการสร้าง
กิจกรรมเว็บเควสท์ ประโยชน์ของเว็บท่ีมีต่อการเรียนการสอน ตัวอย่างการทำเว็บเควสท์ งานวิจัยที่เก่ียวข้อง
กับเว็บเควสท์ การหาคุณภาพของสื่อการเรียนการสอน และการสังเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย และข้อเสนอแนะ
นวัตกรรมของผ้รู ายงาน
การจัดทำรายงานฉบับนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ไปด้วยดี ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณ ผศ.ดร.สริตา
บัวเขียว ท่ีท่านได้ให้คำแนะนำได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างย่ิงว่า รายงานเล่มน้ีจะเป็น
ประโยชน์ต่อผู้ทสี่ นใจ หากมีข้อแนะนำหรือขอ้ ผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ท่ีน้ี
ด้วย
นางสาวอุไรวรรณ คำงาม
ผู้จดั ทำ
สารบัญ หนา้
เรือ่ ง ก
คำนำ ข
สารบัญ 1
2
ความหมายของเว็บเควสท์ 2
ลักษณะของเว็บเควสท์ทส่ี ำคัญ 6
องคป์ ระกอบของเวบ็ เควสท์ 6
ระยะเวลาของบทเรียนเว็บเควสท์ 7
หลักการการออกแบบกิจกรรมเว็บเควสท์ 8
แนวการสรา้ งกิจกรรมเว็บเควสท์ 9
ประโยชน์ของเว็บที่มตี ่อการเรยี นการสอน 10
ตวั อยา่ ง WebQuest 11
ตวั อย่าง การทำเว็บเควสท์
งานวิจัยท่เี กี่ยวข้องกบั เวบ็ เควสท์ 13
13
- งานวิจยั ภายในประเทศ
- งานวจิ ัยตา่ งประเทศ
การหาคณุ ภาพของสอ่ื การเรียนการสอน
การสงั เคราะหข์ ้อดี ข้อเสยี และข้อเสนอแนะ นวตั กรรมของผ้รู ายงาน
บรรณานุกรม
1
Web Quest (เวบ็ เควสท์)
ความหมายของเว็บเควสท์
Dodge (1997) Web Quest คือ กิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการแสวงรู้ โดยมีฐานสารสนเทศท่ี
ผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์ด้วยบนแหล่งต่างๆบนอินเทอร์เน็ต และอาจเสริมด้วยระบบการประชุมทางไกล โดยมี
เป้าหมายท่ีจะนำแหล่งความรู้ที่หลากหลายบนเครือข่าย World Wide Web มาใช้เป็นฐานในการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ โดยผู้เรียนแสวงรู้จากแหล่งความรู้ท่ีจัดไว้อย่างเป็นระบบ Web Quest ได้รับการ
ออกแบบท่จี ะใช้เวลาของผูเ้ รียนอย่างมปี ระสิทธภิ าพ เน้นการใช้สารสนเทศมากกวา่ การแสวงหาสารสนเทศ
Lasley, Matczynski, & Rowley (2002) กล่าวว่า เว็บเควสท์คือวิถที างในการแสวงหา ความรู้โดยใช้
รูปแบบการเรยี นรู้แบบร่วมมือกัน กจิ กรรมกลุ่มนี้จะให้ผเู้ รียนร่วมกันเข้าใจถึงเน้ือหาต่างๆ พัฒนากระบวนการ
ในการปฏิสัมพันธ์ของกลุ่ม อีกท้ังยงั นำข้อมลู พ้ืนฐานท่ีครผู ู้สอนแนะนำจาก แหล่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตต่างๆ
ไปประยุกตใ์ ชไ้ ด้
Yates (2003) ให้ความหมายของเว็บเควสท์ว่า เป็นการให้ประสบการณ์โดยตรงแก่ผู้เรียน ครูเป็นผู้
ชี้แนะแนวทางแลว้ ใหผ้ ู้เรียนเข้าหาข้อมลู เนอ้ื หาท่ีสอดคล้องกับประสบการณ์การเรยี นร้นู นั้ ๆ
Peterson, et. al. (2003) กล่าวว่า เว็บเควสท์ เป็นกลุ่มของข้อปัญหา และงานต่างๆ ให้ ผู้เรียนได้
พยายามเข้าศึกษาข้อมูล เนื้อหาต่างๆ และยังเป็นการช้ีแนะให้ผู้เรียนเข้าถึงข้อมูลตามที่ ครูผู้สอนได้เจาะจง
แหล่งข้อมูล เว็บต่างๆ ซ่ึงสนับสนุนการเรียนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ หรือการเรียนร่วมกัน (Teams in a
Class)
March (2004) กล่าวถึง เว็บเควสท์ ว่า เว็บเควสท์เป็นการจัดโครงสร้างในการเรียนรู้ที่มีลักษณะเป็น
โครงร่าง (Scaffolded Learning Structure) โดยใช้ตัวเชื่อมโยง (Link) ไปยังแหล่งต่างๆ บนเครือข่ายเวบ็ ทั่ว
โลก (World Wide Web) และมีงานต่างๆ ชักชวนให้ผู้เรียนค้นหาคำตอบ จากข้อคำถามนั้นๆ พัฒนาทักษะ
เฉพาะ และโต้ตอบกับกระบวนการของกลุ่ม ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำข้อมูลใหม่ๆ ไปใช้แก้ปัญหาได้ด้วย
ความเข้าใจ
วสนั ต์ อตศิ พั ท์ (2547) ไดใ้ ห้คำจำกัดความภาษาไทยว่า “บทเรยี นแสวงรูบ้ นเวบ็ ” ซ่ึงหมายถึงเว็บเพือ่
การเรยี นรู้ที่ผู้เรยี นสามารถที่จะสรา้ งองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง
ชาคริต อนันตวัฒนวงศ์ (2549) ให้นิยามของ เว็บเควสท์ว่า เป็นวิถีทางในการแสวงหาความรู้โดยใช้
รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือกัน กิจกรรมกลุ่ม น้ีจะให้ผู้เรียนร่วมกันเข้าใจถึงเน้ือหาต่าง ๆ พัฒนา
กระบวนการในการปฏิสัมพันธ์ของกลุ่ม อีกท้ังยัง นำข้อมูลพ้ืนฐานท่ีครูผู้สอนแนะน าจากแหล่งข้อมูลทาง
อนิ เตอรเ์ น็ตตา่ ง ๆ ไปประยกุ ต์ใชไ้ ด้
2
สรุปได้ว่าเว็บเควสท์ Web Quest เป็นการใช้แหล่งความรทู้ ่ีมีอยู่มากมายบนระบบอินเทอร์เน็ตมาจัด
กิจกรรมการเรียนรู้โดยผู้สอนในรูปแบบของกิจกรรมและสมมติฐาน โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่
ได้มาบูรณาการ ฝึกนิสัยและทักษะในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า กระบวนการทำงานกลุ่มและการสืบค้นข้อมูล
จากแหลง่ ความรตู้ า่ งๆ บนระบบอินเทอรเ์ นต็ ”
ลักษณะของเว็บเควสท์ทส่ี ำคัญ
1. เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เนน้ การแสวงรู้โดยใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นฐาน ครูผู้สอนไม่ได้
ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรยี นแต่ฝ่ายเดียว แต่เป็นผู้จัดกลุ่ม เรียบเรียงและลำดับความรู้ต่าง ๆ ให้อำนวย
ความสะดวกแกผ่ ู้เรียนไดเ้ ขา้ ถึงความรนู้ นั้ ๆ อย่างเป็นระบบ เป็นข้นั ตอน
2. แสดงเพียงโครงร่างเนื้อหา เป็นกรอบของความรู้ที่ผู้เรียนต้องการหรือควรจะศึกษา ไม่ได้มุ่งแสดง
เนือ้ หารายละเอยี ดของความรู้น้ันๆ ทช่ี ้ชี ัดลงไปโดยตรง
3. วิธีการของเว็บเควสท์ในการเข้าสู่เนื้อหาความรู้ต่างๆ ได้โดยใช้ตัวเช่ือมโยงบนหน้าเว็บเพจหลัก
ของกรอบโครงสร้าง เนือ้ หาหลักทีผ่ ู้ออกแบบจัดกลุ่ม เรียบเรียง และลำดับ ดังที่กล่าวไว้แลว้ นั้นเชื่อมโยงไปยัง
แหลง่ ความรู้อื่น ๆ ในเว็บไซต์อืน่ ที่ผู้สอนหรอื ผู้ออกแบบพิจารณาเห็นว่า มีเน้ือหาสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ท่ี
ตอ้ งการใหเ้ กดิ แก่ผูเ้ รยี น
องค์ประกอบของเว็บเควสท์
Dodge (1995; 1997: 2) ได้อธิบาย 6 องค์ประกอบพ้ืนฐานของกิจกรรมเว็บเควสท์ซ่ึงประกอบด้วย
ส่วนต่างๆ คือ
1. Introduction (ขั้นนำ) เป็นส่วนที่ให้ข้อมูลภูมิหลังเพ่ือเตรียมความพร้อมผู้เรียนในการเข้าสู่
โปรแกรมเว็บเควสท์
2. Task (ภาระงาน) เปน็ ส่วนทแ่ี สดงกิจกรรมทน่ี า่ สนใจให้ผู้เรียนได้เรยี นรแู้ ละส่งเสริมความรู้ โดยการ
รวบรวมข้อมูลผา่ นเวบ็ เควสท์ นกั เรยี นไดท้ ากจิ กรรมแบบสืบเสาะ
3. Information sources (แหล่งข้อมูล) เป็นส่วนของแหล่งข้อมูลทีจ่ ำเป็นต่อการปฏิบัติภาระงาน ซ่ึง
จะถกู รวบรวมไวเ้ พอื่ ไมใ่ ห้ผ้เู รยี นต้องเสาะหาท่ัวเวบ็ แบบไร้จุดหมาย
4. Process (ขั้นกระบวนการ) เป็นส่วนท่ีผู้เรียนควรปฏิบัติตามรายละเอียดของข้ันตอนตาม
กระบวนการ ซ่งึ จะนำพวกเขาไปสคู่ วามสำเรจ็ ในการปฏิบัติภาระงาน
5. Guidance (ข้อแนะนำ) เป็นสว่ นที่นำเสนอวธิ ีการเรยี บเรยี งและจัดการกับข้อมูลท่ไี ด้มาอาจอยู่ใน
รูปแบบของคำถามชีน้ ำหรอื การช้ที างตา่ งๆ เชน่ ผังความคิดหรอื ไดอะแกรม เป็นต้น
3
6. Conclusion (ขั้นสรุป) เป็นส่วนท้ายของเว็บเควสท์ท่ีให้ผู้เรียนได้ตระหนักถึงส่ิงท่ีได้เรียนรู้และ
ส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นแผ่ขยายประสบการณ์ไปสคู่ วามรดู้ า้ นอืน่ ๆ
Schwartz & Willing (2001: 104) ได้เพ่ิมส่วนประกอบของเว็บเควสท์ของ Dodge ไว้อีก 2
องค์ประกอบ คอื ส่วนคำแนะนำ (advice) และส่วนประเมนิ ผล (evaluation)
Sandars (2006: 97-98) เพ่ิมอีก 1 องค์ประกอบ คอื ชื่อเรือ่ ง (title)
ปิยะรตั น์ คญั ทัพ (2545) ได้แบง่ ภาระงานออกเป็น 12 รปู แบบดว้ ยกัน ดังนี้
2.1 งานการเล่าเรื่องท่ีได้ค้นคว้ามาให้ผู้อื่นฟัง (Retelling Task) เป็นกิจกรรมข้ันต่ำสุด พบ
บ่อยที่สุด และท้าทายความคิดเห็นของผู้เรียนน้อยท่ีสุด โดยผู้สอนจะมอบหมายให้ผู้เรียนไปยังเว็บไซต์ต่างๆ
ตามท่ีกำหนด และพยายามค้นหาข้อมูลท่ีมีในเว็บไซต์นั้นๆ และนำมาตอบคำถามที่ผู้สอนได้กำหนดไว้ หรือ
แสดงให้เห็นว่ามีความเข้าใจในข้อมูลน้ันๆ จริง โดยที่ข้อมูลท่ีนำเสนอต้องแตกต่างจากต้นฉบับข้อมูลจริง
กล่าวคือผู้เรียนต้องเรียบเรียงตามความเข้าใจของตน และนำเสนอในรูปแบบของโปรแกรม Power Point
หรือผู้สอนอาจมอบหมายให้ผู้เรียนสร้างโปสเตอร์หรือทำรายงานส่งก็ได้ท้ังน้ีรูปแบบงานประเภทน้ีเหมาะ
สำหรบั การสร้างความเขา้ ใจพ้นื ฐานในเรอื่ งต่างๆ
2.2 งานการค้นคว้า รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลจากหลายๆ แหล่งท่ีเกี่ยวข้องในการ
แก้ปัญหา (Compilation Tasks) เป็นกิจกรรมเว็บเควสท์ท่ีมุ่งให้ผู้เรียนหาข้อมูลจากแหล่งท่ีกำหนดให้เพื่อ
นำเสนอคลา้ ยกับ Retelling Tasks แต่จะแตกต่างกนั ในประเดน็ ตอ่ ไปนี้
2.2.1 ผู้สอนจะกำหนดเพียงแนวทางกว้างๆ ในการค้นคว้า อธิบายจัดรูปแบบและการ
เรยี งหรือการใช้ถอ้ ยคำ เพ่อื ชแี้ นะผ้เู รียนเท่าน้ัน แต่ผู้เรยี นมีอิสระในการเลือกใชร้ ูปแบบต่างๆ
2.2.2 ในการประเมิน ผู้สอนจะไม่ประเมินว่าผู้เรียนทำงานได้ตามท่ีกำหนดหรือไม่แต่จะ
ประเมินท่ีความสม่ำเสมอของรูปแบบและความมีเหตุมีผลข้อมูลที่น่าเสนอและประเมินว่าผู้เรียนได้จัดกระทำ
หรอื เปล่ียนแปลงขอ้ มูลตน้ ฉบับก่อนนำเสนอหรือไม่
2.2.3 ผู้เรียนสามารถเลือกข้อมูลที่จะนำเสนอได้เอง แต่ต้องมีหลักฐานและเหตุผล
สนบั สนุนท่ีเหมาะสมและหนักแน่นพอ
2.3 งานการสืบหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงลึกลับ (Mystery Tasks) เป็นกิจกรรมเว็บเควสท์ท่ี
ต้องการทักษะในการสังเคราะห์ (Synthesis) ข้อมูลจากหลากหลายแหล่งในการเรียนรู้ผู้สอนจะสร้าง
สถานการณ์ปัญหาท่ีลึกลับซับซ้อน และกำหนดแหล่งข้อมูลให้ผู้เรียนเข้าไปศึกษาผู้เรียนต้องแยกแยะข้อมูลท่ี
“ไม่ใช่” ออกจากข้อมูลท่ีเป็นประโยชน์ในการอ้างอิง (inference) หรือในการแก้ปมปัญหาในประเด็นท่ีผู้สอน
ตั้งขน้ึ
4
2.4 งานการเขียนรายงานขา่ วและเหตุการณ์ที่คน้ พบ (Journalistic Tasks) เป็นกิจกรรมเว็บ
เควสท์ที่มุ่งให้ผู้เรียนได้ศึกษาเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หน่ึงโดยเฉพาะ และรายงานสถานการณ์น้ันๆ โดย
เปรียบเสมือนผูส้ ือ่ ข่าว (Reporter) ซงึ่ หน้าท่ีหลักของผู้เรียนได้แก่ การคน้ หาและรวบรวมความจริง จัดรปู แบบ
การนำเสนอเหมอื นการเสนอขา่ วหรือสารคดีท่ัวไป ในการประเมินผล ผู้สอนจะเน้นที่ความถูกตอ้ งของข้อมูลท่ี
นำเสนอเป็นสำคัญ ไม่ได้ประเมินที่ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอ ดังน้ัน การก่อให้เกิดความถูกต้องสูงสุด
ของข้อมูลท่ีนำเสนอ ผู้สอนต้องกำหนดแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและเช่ือถือได้และต้องตรวจสอบหาความ
ลำเอียง (bias) ของผเู้ รยี นในเรอื่ งท่ีทำ และหาทางกำจดั ความลำเอยี งดังกล่าวดว้ ย
2.5 งานการออกแบบและวางแผนงาน ในการดำเนินงานต่างๆ (Design Tasks) เป็นกจิ กรรม
การเรียนการสอนแบบเว็บเควสท์ท่ีกำหนดให้ผู้เรียนสร้างผลงานหรือแผนปฏิบัติงานใดๆ ท่ีผู้เรียนต้องมีการ
กำหนดวัตถุประสงค์ล่วงหน้า และปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว หัวใจสำคัญของงานประเภทนี้ได้แก่
ผสู้ อนต้องพยายามสร้างสถานการณแ์ ก้ปัญหาทเี่ ต็มไปด้วยอุปสรรค ปัญหาและขอ้ จำกดั ต่างๆ ให้มากทส่ี ดุ
2.6 งานการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ท่ีแปลกแหวกแนว (Creative Product Tasks) มีลักษณะ
งานคล้ายๆ กับ Design Tasks แต่แตกต่างกันที่ผู้สอนต้องไม่กำหนดลักษณะของผลงานที่ต้องการได้รับจาก
ผู้เรียน ผู้สอนจะกำหนดลักษณะคร่าวๆ ของผลงานท่ีต้องการให้ผู้เรียนสร้าง เช่น กำหนดความยาว ขนาด
หรือขอบเจตของงานเท่านั้น ส่วนผลงานที่ผ้เู รียนจะสร้างน้ันเป็นสิง่ ท่ีผู้สอนไมส่ ามารถจะทำนายล่วงหนา้ ได้ ใน
การประเมินจะเน้นท่ีความคิดเน้นท่ีความคิดสร้างสรรค์และการแสดงออกซ่ึงความเป็นตัวของตัวเองในงานช้ิน
นนั้ ๆ
2.7 งานการหาข้อสรุปท่ีมีมติเป็นเอกฉันท์ (Consensus Building Tasks) เป็นการกำหนด
สถานการณ์ปัญหาที่มีความขัดแย้งในตัว เพ่ือให้ผู้เรียนได้แสดงออกถึงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว หลังจาก
นั้นให้ผู้เรยี นพจิ ารณาถงึ ความเป็นไปได้ของความเหมาะสมในแต่ละแนวความคดิ และหาข้อตกลงท่เี ปน็ ข้อสรุป
ท่ียอมรับของกลุ่มร่วมกันหัวใจสำคัญของงานประเภทน้ีได้แก่ ผู้สอนต้องนำเสนอข้อขัดแย้งท่ีมักเกิดขึ้นจริงใน
ชีวิตประจำวันให้ทั้งส่วนท่ีเป็นความจริง และส่วนท่ีเป็นความคิดเห็น ท้ังนเ้ี พ่ือเป็นการฝึกให้ผู้เรียน มีทักษะใน
การจดั การและเผชิญกบั ข้อขัดแยง้ ทเี่ กิดข้นึ จรงิ ในชีวติ ของผ้เู รียน
2.8 งานการชักจูงให้ผู้อ่ืนคล้อยตามความคิดของตน (Persuasion Tasks) เป็นงานท่ีฝึกให้
ผเู้ รียนมที ักษะในการโน้มน้าว ชักจูงให้ผู้ที่ไมเ่ หน็ ด้วยกบั ความคดิ ของตน เกิดความคิดที่คล้อยตาม และเปลี่ยน
ใจมาเช่ือในความคิดเห็นของผู้เรียน ดังนั้นทักษะในการเรียนรู้จากเว็บจึงไม่ใช่เพียงเพื่อการ “ Retelling”
ข้อมูลที่ค้นพบเท่าน้ัน แต่ยังต้องใช้ความรู้ความเข้าใจในเร่ืองน้ัน มาประกอบในการชักจูงด้วย ซ่ึงลักษณะงาน
Persuasion Tasks นี้ จะทำให้กลุ่มเปาู หมายซ่ึงเป็นบุคคลภายนอกกลุ่มของผู้เรียนคล้อยตามความคดิ เห็นของ
ผู้เรียน ซึ่งจะแตกต่างจากงานประเภท Consensus Building Tasks ท่ีท าให้บุคคลในกลุ่มเดียวกันแต่มี
ความคดิ ต่างกนั เกิดขอ้ สรปุ ท่ีตรงกัน
5
2.9 งานท่ีก่อให้เกิดการรู้จักและเข้าใจในตัวเองมากข้ึน (Self-Knowledge Tasks) เป็น
กจิ กรรมเวบ็ เควสทท์ ี่มุ่งสร้างความเข้าใจในตัวเอง คน้ พบส่ิงที่ตนเองต้องการโดยท่ัวไปมักจะเป็นงานท่ีใหผ้ ู้เรยี น
ต้องตอบคำถามเก่ียวกับตนเองในลักษณะการบรรยาย ทั้งน้ีเพื่อมุ่งหวังพัฒนาผู้เรียนในแง่ศีลธรรมและ
จริยธรรมในระยะยาวตอ่ ไป
2.10 งานการวิเคราะห์ (Analytical Tasks) เป็นงานท่ีให้ผู้เรียนได้ศึกษาถึงสิ่งหน่ึงสิ่งใดโดย
ละเอียด ศึกษาถึงความเหมือนและความต่างจากส่ิงอ่ืนๆ ศึกษาถึงผลกระทบที่สิ่งนั้นมีต่อส่ิงอ่ืนๆ ศึกษาถึง
ความสัมพนั ธเ์ ชิงเหตุและผลของตวั แปรตา่ งๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ งและอธบิ ายความหมายของความสัมพนั ธน์ ้นั ๆ
2.11 งานการตัดสินใจ และลงความเห็นอย่างสมเหตุสมผล (Judgement Tasks) เป็นงานท่ี
กำหนดให้ผู้เรียนประเมินค่าของส่ิงใดส่ิงหนึ่งโดยใช้ความเข้าใจท่ีมีต่อสิ่งน้ัน และความเข้าใจในส่ิงอื่นๆ ที่
เก่ียวข้อง และตอ้ งนำมาพิจารณาประกอบการประเมนิ ผสู้ อนมักจะกำหนดแนวความคิดหรือขอ้ ความให้ผู้เรยี น
จดั ลำดับความสำคัญให้คะแนน หรือให้ตัดสินใจในการกระทำใดกระทำหนงึ่ จากข้อมูลท่ีให้มาในการมอบหมาย
งานประเภทน้ีให้ผู้เรียนผู้สอนตอ้ งกำหนดเกณฑ์ในการประเมิน (Rubrics) ท่ีเปน็ แนวทางในการประเมนิ คา่ ของ
สิง่ นั้นไว้ด้วย และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้กฎเกณฑ์ของตนเองในการประเมินได้ด้วย สำหรับในกรณีหลังผู้เรียน
ต้องสามารถอธบิ ายได้ว่าเพราะเหตุใดจึงใช้กฎเกณฑ์น้นั ในการประเมิน
2.12 การฝึกทักษะด้านวิทยาศาสตร์ท่ีต้องมีการสร้างและทดสอบสมมุติฐาน (Scientific
Tasks) เปน็ การมอบหมายงานใหผ้ ู้เรียนแกไ้ ขปัญหา โดยอาศยั กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ โดยเรมิ่ ต้ังแต่การ
ต้ังสมมุติฐานตามความเข้าใจและพื้นฐานของผู้เรียน หลังจากน้ันให้ทดสอบสมมุติฐาน โดยการค้นคว้าหา
ความรู้จากแหลง่ ข้อมูลท่ีผสู้ อนกำหนดให้ และให้ขอ้ สรุปว่าสมมุติฐานนน้ั เป็นจริงหรือไม่อย่างไร โดยการเขียน
รายงานส่ง หัวใจสำคัญของงานประเภทนี้ ได้แก่ การกำหนดสถานการณ์ปัญหาท่ีมีความเกี่ยวโยงเน้ือหาใน
หลกั สูตรวิทยาศาสตร์และสามารถหาขอ้ มูลไดจ้ ากระบบอนิ เตอร์เน็ต
6
ระยะเวลาของบทเรยี นเว็บเควสท์
Dodge (1995) ไดแ้ บง่ ระยะเวลาในการดำเนนิ กิจกรรมเวบ็ เควสทไ์ ว้ 2 ระยะดว้ ยกัน คอื
1. กิจกรรมเว็บเควสท์ระยะสั้น (Short Term Web Quest) ได้แก่ กิจกรรมการเรียนการสอนที่
ผู้เรียนสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ท่ีระบุเสร็จภายใน 1-3 คาบเรียน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนแสวงและ
บูรณาการความรู้ในระดับเบ้ืองต้นท่ีผู้เรียนจะเผชิญและสร้างประสบการณ์กับแหล่งความรู้ ใหม่ๆ ที่สำคัญ
จำนวนหน่ึงและสร้างความหมายให้กับประสบการณ์การเรยี นร้ขู องตนเองและทำความ เขา้ ใจในเรือ่ งน้ันๆ
2. กิจกรรมเว็บเควสท์ระยะยาว (Long Term Web Quest) ได้แก่ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ต้อง
ใช้เวลาในการทำกิจกรรมตั้งแต่ 1 สัปดาห์ไปจนถึง 1 เดือน มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระดับการคิดข้ันสูงของ
ผู้เรียนซึ่งเม่ือจบบทเรียนแล้ว ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์องค์ความรู้ท่ีลึกซึ้งและถ่าย โอนไปใช้ในรูปแบบใด
รูปแบบหน่ึง ได้รวมถึงความสามารถแสดงออกถึงความเข้าใจในเน้ือหานั้นด้วย การสร้างสรรค์ชั้นงานออกมา
และนำไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมบทเรียน การเรยี นรู้บนเวบ็ ระยะยาวเปน็ กิจกรรม
ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดขั้นสูงท่ีผู้เรียนจำเป็นต้อง ใช้ในการขยายและกลั่นกรองความรู้ นำความรู้
นนั้ ไปใช้อยา่ งมีความหมายและสรา้ งลกั ษณะนิสัยท่ีดี ในการคิด
ดังจะเห็นว่าระยะเวลาการจัดกิจกรรมเว็บเควสท์นั้น ขึ้นอยู่กับเน้ือหาที่ผู้สอนออกแบบให้ เหมาะกับ
ความสามารถของผูเ้ รยี น ไมว่ ่าจะเป็นกจิ กรรมระยะสัน้ หรอื ระยะยาวก็ส่งเสรมิ ให้ผู้เรียนได้ แสวงหาความรู้ดว้ ย
ตนเอง ได้ฝกึ ทักษะกระบวนการคิด การแกป้ ญั หา จากการอ่านบทอา่ นต่างๆที่ ผู้สอนไดจ้ ัดสรรไว้
หลกั การการออกแบบกจิ กรรมเว็บเควสท์
วสันต์อติศัพท์ (2546) ได้กล่าวถึง หลักการสำคัญในการออกแบบกิจกรรมเว็บเควสท์เพ่ือส่งเสริม
ประสบการณก์ ารเรียนรูแ้ กผ่ เู้ รียนระดบั ต่างๆ ไดด้ ังน้ี
1. จดั หาหัวเร่ืองทีเ่ หมาะสมกับการสรา้ งบทเรียนการแสวงรู้บนเว็บ การพัฒนาบทเรียนการแสวงรู้บน
เวบ็ เปน็ งานสร้างสรรค์ที่ให้ผู้เรียนเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมใหม่ด้วยการประกอบกจิ กรรมเองเป็นหลกั นักพัฒนา
บทเรยี นจึงตอ้ งเลือกหัวขอ้ ใหเ้ หมาะสม จงู ใจผ้เู รียน
2. จัดหาแหล่งสนบั สนนุ การเรียนรู้เวบ็ ไซด์ตา่ งๆ เป็นแหล่งการเรยี นรู้ทสี่ ำคัญท่จี ะตอ้ งได้รับการจัดหา
คัดสรรและจดั หมวดหมูเ่ ป็นอย่างดีฝ่ายการกลั่นกรองว่ามีเน้ือหาที่สอดคลอ้ งต่อหลักสูตรและวัตถุประสงค์ของ
บทเรยี น
3. ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน การสร้างสรรค์กจิ กรรมในบทเรียนการแสวงรู้บนเว็บนั้นมสี ่ิงที่
ควรคำนงึ ถงึ ต่อไปนี้
7
3.1 เน้นการใชก้ ิจกรรมกลุ่ม ที่ให้ผู้เรียนร่วมกันประกอบกิจกรรมร่วมกันคิดร่วมประสบการณ์และ
รว่ มกันสรา้ งสรรคผ์ ลงานออกมา ทัง้ ในช้นั เรียน ห้องสมดุ หอ้ งคอมพวิ เตอร์หรือแม้แตบ่ ้าน
3.2 การจูงใจผู้เรียน ด้วยการให้นักศึกษาเข้าไปมีบทบาทในบทเรียนในรูปของบทบาทสมมุติให้
มากทสี่ ุด ไม่ว่าในฐานะนกั วิทยาศาสตร์ นักสืบ ผู้สอื่ ข่าว หมอ ฯลฯ และสร้างสถานการณ์ให้น่าสนใจ เร้าใจให้
พวกเขาตดิ ตาม รว่ มกจิ กรรมอย่างกระฉบั กระเฉง
3.3 การพัฒนาในรูปแบบรายวิชาเด่ียวหรือแบบสหวิทยาการ ในรูปแบบแรกอาจจะดูง่ายในการ
พัฒนาแต่อาจจะจำกัดการเรียนรู้สร้างประสบการณ์ชีวิตในบริบทจริงในขณะท่ีรูปแบบหลังส่งเสริมประเด็ นนี้
ดกี ว่าและสรา้ งประสบการณ์ในเชงิ ลกึ แกผ่ ู้เรียน
4. พัฒนาโปรแกรม สามารถทำได้ทั้งด้วยการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างเว็บเพจด้วยตนเองด้วยการใช้
โปรแกรมสำเร็จรูปประเภท FrontPage, Dream Weaver, Composer, etc หรือ การจัดหาต้นแบบ
(Template) ท่ีมีอยู่แล้ว ซึ่งทำได้ง่ายเพราะเพียงแต่ออกแบบกิจกรรมและเอาเน้ือหาใส่เข้าไป ซึ่งจะลดปัญหา
ดานความจำกัดเก่ียวกับการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอรล์ งไปผู้ที่ตอ้ งการตน้ แบบน้ีสามารถหาไดจ้ ากเว็บไซต์
ต่างๆ ได้ไม่ยากนัก
5. ทดลองใช้และปรับปรงุ ด้วยการหากลุ่มเป้าหมายมาทดลองใช้บทเรียน ดูจุดดีจุดด้อยของบทเรียน
และปรบั ปรุงใหป้ ระสิทธภิ าพสูงขึ้น
ดังน้ัน การออกแบบเว็บเควสท์ผู้สอนจำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของระดับผู้เรียนท้ังในด้าน
ของเนื้อหา แหลง่ ข้อมลู จากเว็บไซต์และกระบวนการกล่มุ
แนวการสร้างกจิ กรรมเว็บเควสท์
Dodge (1995) ได้เสนอแนวทางในการสร้างบทเรียนที่สามารถใช้ได้ในการจัดกิจกรรมเว็บเควสท์
ดงั ต่อไปนี้
1. ใน 1 บรรทัด ควรมตี ัวหนงั สือไม่เกิน 8-15 ตวั หรอื อาจทำเป็นตาราง
2. แตล่ ะยอ่ หน้าไม่ควรยาวมากเกินไป หรอื ไมค่ วรแบง่ ข้อมลู ออกเปน็ หัวขอ้ ย่อย
3. ใช้ตัวหนงั สือทอี่ า่ นงา่ ย เช่น Sans-serif, Comics Sans-Serif
4. ใชแ้ บบตัวอกั ษรเดียวกันอย่างสม่ำเสมอตลอดทัง้ เว็บ
5. ใชภ้ าษาทีเ่ หมาะกับระดบั ผเู้ รยี น ทง้ั ภาษาในบทเรยี นการแสวงรบู้ นเว็บและเว็บท่ีทำการเชื่อมโยง
6. ไมค่ วรใช้เสน้ ใตย้ กเวน้ เป็นการเช่อื มโยงไปยงั เว็บอ่ืน
7. ควรตงั้ ชอ่ื เร่อื งของบทเรยี น การแสวงรู้บนเวบ็ ให้มคี วามหมายทน่ี ่าสนใจ
8
8. รูปภาพทนี่ ำมาใส่ หากไม่ใชร่ ปู ทรงสีเ่ หล่ยี มผนื ผา้ ก็ควรหากรอบใสใ่ หภ้ าพ
9. ไม่ควรมีตวั หนังสือล้อมรอบรปู ภาพในระยะใกลเ้ กินไป
10. พ้ืนหลังควรเปน็ สอี อ่ นมากทส่ี ดุ เพอ่ื งา่ ยตอ่ การอ่าน
11. แต่ละบรรทัดควรเว้นระยะห่างจากขอบซ้าย-ขวา พอสมควร ไม่ทำให้ชิดขอบท้ังสองด้านมาก
เกินไป
12. รูปภาพที่ใชค้ วรเป็นภาพท่ีเก่ยี วข้องกับเนือ้ เร่ืองเทา่ น้ัน โดยเลือกเฉพาะภาพทีช่ ่วยใหผ้ เู้ รียนเขา้ ใจ
ยิ่งข้ึน ไม่ใชเ่ ลือกใส่รปู ภาพเพ่ือความสวยงาม
13. ไม่ควรวางรูปภาพไว้ในตำแหน่งท่ีไม่มีตัวหนังสือ แต่ควรจะวางไว้ในระดับเดียวกัน (แต่ไม่ชิดกัน
มากจนเกินไป)
14. หากมีการเช่ือมจากรูปภาพไปยังเว็บอื่น ไม่ควรใส่กรอบ และพื้นหลังให้ภาพน้ันไม่ควรใส่รูปภาพ
ฟมุ่ เฟือยเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้เกดิ ความช้าในการเรียกใชแ้ ละไม่เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้
ดังน้ัน ผู้สอนควรยึดแนวทางในการสร้างบทเรียนท่ีใช้ในกิจกรรมเว็บเควสท์เป็นหลักในการสร้าง
เพือ่ ให้เว็บไซตน์ ัน้ สามารถใชเ้ ปน็ แหล่งเรียนรู้ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ
ประโยชน์ของเวบ็ ทมี่ ตี อ่ การเรยี นการสอน
Khan (1998) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเว็บท่ีมีต่อการเรียนการสอนไว้ว่า เว็บหากได้รับการออกแบบ
และการวางแผนการเรียนการสอนใหด้ ีนั้น จะก่อให้เกดิ ประสิทธิภาพในการน าไปใชส้ งู กล่าวคือ
1. ช่วยในการพัฒนาและปรับปรุงการสื่อสารระหว่าง ครู-นักเรียน ครู-ครูนักเรียน-นักเรียนหรือ
ระหวา่ งครู-นกั เรยี น-บคุ คลภายนอก
2. สนับสนุนการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื
3. ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้แบบกระฉับกระเฉง (Active Learning) และการเรียนที่มีผู้เรียนเป็น
ศนู ยก์ ลาง (Student-Centered)
4. เป็นส่ือและเครือ่ งมือการเรยี นการสอนทงี่ ่ายต่อการสร้าง การเผยแพรแ่ ละการปรบั ปรงุ บทเรยี น
5. เปน็ สอ่ื ชว่ ยนำนกั เรยี นส่โู ลกภายนอก สู่ช่องทาง (Channels) ทางการศึกษาอ่นื ๆ
6. เปน็ สือ่ ท่ีนักเรยี นสามารถเข้าถงึ ข้อมลู ท่เี ปน็ “ปัจจบุ นั ” ได้โดยง่ายและรวดเร็ว
7. สามารถกระตุ้นให้นักเรียนเข้าสู่เน้ือหาที่ต้องการได้งา่ ย และมีการนำเสนอเนื้อหาในลักษณะที่เป็น
สื่อผสม (Multimedia) ซ่ึงสามารถกระต้นุ ใหน้ ักเรียนมีความสนใจในการเรียนการสอนมากยิง่ ข้ึน
9
8. ลดคา่ ใช่จา่ ยเกีย่ วกับการพมิ พเ์ อกสารประกอบการเรียนการสอนตา่ งๆ
9. สามารถเช่ือมโยงเนื้อหาในส่วนที่สอนไปสู่วิชาท่ีเก่ียวข้องได้ง่ายและรวดเร็ว (crossreferenced)
ดว้ ยลกั ษณะทีเ่ รยี กว่า “ไฮเปอรล์ ง้ิ ค”์ (hyperlinks)
ตัวอยา่ ง WebQuest เร่อื งอุปกรณก์ ารทดลอง
https://www.youtube.com/watch?v=37wlP6TsR7U
Scan QR Code เพื่อเข้าสเู่ ว็ปไซต์ Web quest
https://webquest.org/search/index.php
10
ตัวอยา่ ง การทำเว็บเควสทโ์ ดยใช้ GoogleSite
https://www.youtube.com/watch?v=BN01acUktHk
ตวั อยา่ ง การสรา้ งเว็บเควสต์โดยใช้ PowerPoint
https://www.youtube.com/watch?v=ZQK0ReBniXw
11
งานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั เว็บเควสท์
งานวิจัยภายในประเทศ
ลดารัตน์ สงวรรณา (2553) ได้ทำการศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนด้วยบทเรียนออนไลน์แบบ
เว็บเควสท์ เร่ือง ทฤษฎีกราฟเบ้ืองต้นที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดอย่างมี
วิจารณญาณของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
เรื่อง ทฤษฎีกราฟเบื้องต้น ของนักเรียนหลังได้รับการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์แบบเว็บเควสท์สูงกว่าก่อน
เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน วิชา คณิตศาสตร์เรื่อง ทฤษฎีกราฟ
เบื้องต้นของนักเรียนหลังได้รับการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์แบบเว็บเควสท์ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 65 อย่างมี
นยั สำคัญทางสถิติท่ีระดบั .01 3) ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เร่ือง ทฤษฎีกราฟเบื้องต้น ของ
นักเรียนหลังได้รับการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์แบบเว็บเควสท์สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส ำคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .01 4) ความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ เร่ือง ทฤษฎีกราฟเบื้องต้นของนักเรียนหลังได้รับ
การเรยี นด้วยบทเรียน ออนไลน์แบบเวบ็ เควสทผ์ า่ นเกณฑ์รอ้ ยละ 65 อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ร่ี ะดับ .01
นิลรำไพ ภัทรนนท์ (2553) ได้พัฒนาบทเรียนแสวงรู้เพ่ือส่งเสริมการคิดวิจารณญาณสำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือ (1) สร้างและพัฒนาบทเรียนแสวงรู้เพื่อส่งเสริม การคิด
วิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) ศึกษา
ความสามารถในการคิดวิจารณญาณของผู้เรียนหลังจากเรียนด้วยบทเรียนแสวงรู้เพ่ือส่งเสริมการคิด
วิจารณญาณสำหรับนักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลัง
เรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนแสวงรู้เพ่ือส่งเสริมการคิดวิจารณญาณสำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี
5 (4) ศกึ ษาความพึงพอใจของผู้เรียนท่ีมตี ่อบทเรียนแสวงรู้เพอ่ื สง่ เสริม การคิดวจิ ารณญาณสำหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 5 ผลการวิจัยพบว่า (1) บทเรียนแสวงรู้เพื่อ ส่งเสริมการคิดวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพ 83.25/85.38 (2) ความสามารถในการคิดวิจารณญาณของผู้เรียนหลังจาก
เรยี นดว้ ยบทเรยี นแสวงรเู้ พื่อส่งเสริมการคิดวจิ ารณญาณสำหรับนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 อยู่ในระดับมาก
(3) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของผู้เรียนท่ีเรียนด้วยบทเรียนแสวงรู้
เพื่อส่งเสริมการคิดวิจารณญาณสำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน (4) ความพึง
พอใจของ ผู้เรียนท่ีมีต่อบทเรียนแสวงรู้เพ่ือส่งเสริมการคิดวิจารณญาณสำหรับนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 5
อยใู่ นระดบั มาก
อนุสรา เสนไสย (2550) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง ผลของการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการ ใช้
บทเรียนเว็บเควสท์ท่ีมีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนฟิสิกส์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน
ช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิจัยสรุปได้ดังน้ี 1) นักเรียนกลุ่มที่เรียนฟิสิกส์ โดยการจัดการเรียนการสอน
แบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์หลังเรียนสูงกว่า
ก่อนเรยี นอย่างมีนยั สำคญั ทางสถิตทิ ี่ระดบั .01 2) นักเรยี นกลมุ่ ท่เี รียนฟสิ กิ ส์โดยการจดั การเรียนการสอนแบบ
12
สืบสอบร่วมกับการใชบ้ ทเรียนแบบเว็บเควสท์มีคะแนนเฉลย่ี ทักษะการหาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสเปสกับสเปส
กบั เวลาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .01 3) นักเรยี นกลุ่มที่เรียนฟิสิกส์ โดยการ
จัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์มีคะแนนเฉล่ียผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
ฟิสกิ สส์ ูงกวา่ กลุ่มทเี่ รียนดว้ ยวธิ ีการ สอนแบบปกตอิ ย่างมีนยั สำคญั ทางสถติ ิท่รี ะดับ .05
งานวิจยั ตา่ งประเทศ
Mostafa (2009) ได้ทำการวิจัยเร่ือง การบูรณาการแหล่งเรียนรู้อินเทอร์เน็ตสู่หลักสูตรการ เรียน
ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ โดยใช้รูปแบบเว็บเควสท์เพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านและเขียนของ
นกั ศึกษาปริญญาโทสำหรับวัตถุประสงค์เพอื่ การวิจัย โดยการวิจัยครง้ั น้ใี ช้รูปแบบการสอนแบบสร้างสรรคอ์ งค์
ความรู้นิยมและการเรียนรู้แบบร่วมมือผ่านการทำงานโดยใช้โครงงานเป็นฐาน เครื่องมือท่ีใช้ในการวิจัยได้แก่
แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน, แบบประเมินช้ินงาน, การบันทึกของครูเพ่ือประเมินความแตกต่าง
กิจกรรมของโปรแกรม และการสังเกตการสอนของครู ผลการวิจัย พบว่าการบูรณาการแหล่งเรียนรู้
อินเทอร์เน็ตสู่หลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ โดยใช้รูปแบบเว็บเควสท์มีประสิทธิภาพ
ในการส่งเสริมทักษะการอ่านและเขียนของนักศึกษาปริญญาโทส ำหรับวัตถุประสงค์เพ่ือการวิจัยและสร้าง
ประสบการณ์การเรียนรู้ทด่ี ี
Kundu and Bain (2006) ได้ศึกษาผลของการจัดเว็บเควสท์เป็นส่ือทางเทคโนโลยีท่ีอำนวยความ
สะดวกในการเรียนรู้อย่างมีความหมายให้นักศึกษาฝึกสอนสร้างเว็บเควสท์ร่วมกับการเรียนรู้แบบสร้างความรู้
ด้วยตนเอง (Constructivist Learning) จะทำให้นักศึกษาฝึกสอนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมายผ่านการ
สะท้อน และการตัดสินจากการขัดแย้งทางความคิด เพ่ือมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาหลังจากสร้างเว็บเควสท์
ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาฝึกสอนสามารถเช่ือมโยงสิ่งใหม่ ๆ เพื่อสร้างผลผลิตและความเข้าใจในการ
ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีส่งผลให้เกดิ ความคดิ สรา้ งสรรค์มีการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ และทกั ษะการแก้ปัญหา
Milson (2002) ท่ีได้ทดลองนำเว็บเควสท์มาใช้สอนนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เกี่ยวกับ
เน้ือหาอียิปต์โบราณ พบว่านักเรียนทั้งเก่ง ปานกลาง อ่อน ประสบความสำเร็จอย่างน้อยที่สุดในระดับปาน
กลาง จากผลการวิจัย แสดงให้เห็นว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้เว็บเควสท์น้ันมีผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนในวชิ าสังคมศกึ ษาหลงั เรยี นสงู ขนึ้ กวา่ กอ่ นเรียน
Brown and Zahner (2006) ที่ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้เว็บเควสท์ในวิชาสังคมศึกษา
ของนักเรียนระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาสังคม
ศกึ ษาโดยเฉลย่ี กอ่ นเรียน 67.14 คะแนน และมีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นโดยเฉล่ียหลังเรยี น 72.64 คะแนน
Kocoglu (2010: 3524-3527) ศกึ ษาเรือ่ ง การเปรยี บเทียบประสิทธิภาพของบทเรียนแบบเว็บเควสท์
ท่ีมีผลต่อความสามารถในการอ่าน-เขียนของนักศึกษามหาวิทยาลัยชาวตุรกีท่ีเรียนภาษาอังกฤษในฐานะ
ภาษาตา่ งประเทศ โดยมีวตั ถปุ ระสงค์การวิจัยเพื่อเปรยี บเทยี บประสทิ ธภิ าพของเวบ็ เควสท์ต่อความสามารถใน
13
การอ่าน-เขียนของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยที่เรียนภาษาอังกฤษในฐานะภาษาต่างประเทศในตุรกี กลุ่ม
ตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 1 โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มทดลองที่ได้รับการจัดการเรียนการสอน
โดยใช้เว็บเควสท์ และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มควบคุมที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบเดิม เครื่องมือท่ีใช้ใน
การวจิ ัย ได้แก่ บทเรยี นแบบเวบ็ เควสท์ จำนวน 4 บทเรียน ผลการวจิ ยั พบวา่ นักเรียนในกล่มุ ทดลองมีคะแนน
การอา่ นสูงกวา่ นักเรียนในกล่มุ ควบคมุ แต่ในขณะที่คะแนนการเขียนทั้งสองกลุ่มมีคะแนนใกล้เคยี งกัน
การหาคุณภาพของสอ่ื การเรียนการสอน
▪ การหาความเทีย่ งตรงเชงิ เนื้อหา (Content validity) วา่ นวตั กรรมมีความเหมาะสม ถกู ตอ้ งและหาค่า
ดชั นีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence: IOC) กบั ปัญหา เนือ้ หา
จดุ ประสงค์ วยั ของนักเรยี น ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ (Expert) อย่างนอ้ ยทสี่ ุด 3 คน
- ความเท่ียงตรง (validity) ค่า IOC มีค่ามากกว่า 0.5 ซึ่งหมายถึงวัดได้ตรงตามจุดประสงค์ของ
การวดั
- ความเชอ่ื มน่ั (Reliability) ของแบบทดสอบท้งั ฉบับมีคา่ ไมต่ ่ำกว่า 0.7 ซึง่ แสดงว่าเครอ่ื งมอื วัดให้ผล
การวดั ทสี่ มำ่ เสมอ แน่นอน คงที่ แม้จะวัดกี่คร้งั ก็ตาม
- คา่ ความยากระหวา่ ง 0.2 – 0.8 ไมค่ วรยากเกินไปและไม่ง่ายเกนิ ไป
- มีค่าอํานาจจําแนก ระหว่าง 0.2 – 1.0
▪ นำไปทดลองใช้ (Try-out) หรือนำไปใหน้ กั เรียนท่ีเป็นคนละกลุ่มกบั กลุ่มท่ีศึกษา ทำการตรวจสอบ
หรอื หาประสทิ ธภิ าพของนวตั กรรม โดยใช้เกณฑป์ ระสิทธิภาพ (E1 /E2 )
E1 หมายถึง ประสิทธภิ าพของกระบวนการ (ขณะทำงาน)
E2 หมายถึง ประสทิ ธิภาพของผลลพั ธ์
การสังเคราะหข์ อ้ ดี ข้อเสีย และขอ้ เสนอแนะ นวัตกรรมของผรู้ ายงาน
ขอ้ ดี
ผู้เรียนสามารถศึกษาค้นคว้าได้ด้วยตนเองอย่างมีลำดับขั้นตอน ซึ่งเป็นการฝึกให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้เต็ม
ศักยภาพ และเป็นการฝึกให้ผู้เรียนค้นคว้าและติดตามเน้ือหาท่ีลึกลงไป ทำให้สะดวกต่อการประเมินผล
รายบคุ คล
14
ขอ้ จำกัด
ลักษณะของเว็บเควสท์จะแสดงเพียงโครงร่างเน้ือหาเป็นกรอบของความรู้ที่ผู้เรียนต้องหรือควรที่จะ
ศกึ ษา ไมไ่ ด้มงุ่ แสดงเน้ือหาราย ละเอียดของความรูน้ น้ั ๆ ทช่ี ้ชี ัดเจนลงไปโดยตรง
ข้อเสนอแนะ
▪ การออกแบบบทเรียนเว็บเควสท์เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการคิดวิเคราะห์ และการคิด
สงั เคราะห์
▪ ครูผูส้ อนต้องมคี วามรู้พื้นฐานด้านการสร้างเว็บเพจพอสมควร เน่ืองจากรายละเอียดภายในมี
มากทําให้เกดิ ความยากลําบากในการใส่ข้อมลู แม้จะเป็นโปรแกรมสาํ เร็จรูปก็ตาม
บรรณานกุ รม
วสันต์ อติศัพท์. (2546). “WebQuest: การเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางบน World Wide Web”.
วารสารวทิ ยบรกิ าร, 14 (2), 52-61.
ชาคริต อนันตวัฒนวงศ์. (2549). ผลของการใช้บทเรียนออนไลน์แบบเว็บเควสท์ต่อผลสัมฤทธ์ิ ทางการ
เรียนและปฏิสัมพันธ์ในการเรียน วิชาการถ่ายภาพทางการศึกษา สถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้า
พระนครเหนอื . กรงุ เทพฯ: บณั ฑิตวทิ ยาลยั สถาบันเทคโนโลยีพระ จอมเกล้าพระนครเหนือ.
อนุสรา เสนไสย. (2550). “ผลของการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์ที่มีต่อ
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนฟิสิกส์และทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียนช้ัน มธั ยมศึกษา
ตอนปลาย”.วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย.
ลดารัตน์ สงวรรณา. (2553). “ผลการจัดการเรียนการสอนด้วยบทเรียนออนไลน์แบบเว็บเควสท์ เรื่อง
ทฤษฎีกราฟเบ้ืองต้น ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการคิดอย่างมี
วิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 5”. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาการ
มธั ยมศกึ ษา มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
นิลรำไพ ภัทรนนท.์ (2553). การพัฒนาบทเรียนแสวงรู้เพ่ือส่งเสรมิ การคิดวิจารณญาณ สำหรับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีและส่ือสารการศึกษา
มหาวทิ ยาลัยนเรศวร.
Dodge, B. (1998). WebQuests: A strategy for scaffolding higher level thinking. Accessed
May 12, 2014. Available from http://webquest.sdsu.edu/ necc98.htm.
Dodge, B. (2001). FOCUS: Five rules for writing a great WebQuest. Learning and Learning
with Technology, 28(8), 6-9, 58.
Lasley, T. J., Matczynski, T. J., and Rowley, J. B. (2002). Instructional Model : Strategies for
Teaching in a Diverse Society. 2 ed. USA: Wadsorth Group.
March, T. (2004). The Learning Power of webQuests. Education Leadership. 61,4: 42- 47.
Mostafa, A. (2009). Integrating Internet Resources into EFL Curricula, Using The
WebQuest, To Enhance Graduate Students’ Reading and Writing Skills for
Research Purposes. MA thesis, Mansoura University, Faculty of Education Egypt.
Peterson, C. (2003). Techtalk : Developing Academic Literacy Through WebQuests. Journal of
Developmental Education. 26,3: 38-9.
Khan, B. (1998). Web-based Instruction. Educational Media International, 35 (2) Readwood
Books. Trowbridge.
Sandars, J. (2006). E-learning for GP Educators. United Kingdom: Radcliffeoxford Publishing.
Schwartz, L., and Willing, K. (2001). Computer Activities for the Cooperative Classroom.
U.S.A.: Stenhouse Publishers.
Yate, J.M. (2003). Interactive Distance Learning in PreK-12 Settings : A Handbook of
Possibilities. USA: Libraies Unlimited,