The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความผิดต่อเจ้าพนักงาน
ความผิดที่กระทำต่อตัวเจ้าพนักงานโดยตรง
- ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136)
- ความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 137)
- ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (มาตรา 138)
- ความผิดฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงาน (มาตรา 139)
- เหตุฉกรรจ์ของมาตรา 138 วรรคสองและมาตรา 139 (มาตรา 104)
ความผิดที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้ดำเนินการไว้
- ความผิดฐานกระทำต่อตราหรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานได้ประทับไว้ (มาตรา 141)
- ความผิดฐานกระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่ง (มาตรา 142)
ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนเจ้าพนักงาน
- ความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบน (มาตรา 143)
- ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 144)
ความผิดเกี่ยวกับการทำให้เข้าใจว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน
- ความผิดฐานแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน (มาตรา 145)
- ความผิดฐานสวมเครื่องแบบหรือใช้ยศหรือตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิ (มาตรา 146)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Salinee Wongpipan, 2022-09-15 21:04:16

ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

ความผิดต่อเจ้าพนักงาน
ความผิดที่กระทำต่อตัวเจ้าพนักงานโดยตรง
- ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136)
- ความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 137)
- ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (มาตรา 138)
- ความผิดฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงาน (มาตรา 139)
- เหตุฉกรรจ์ของมาตรา 138 วรรคสองและมาตรา 139 (มาตรา 104)
ความผิดที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้ดำเนินการไว้
- ความผิดฐานกระทำต่อตราหรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานได้ประทับไว้ (มาตรา 141)
- ความผิดฐานกระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่ง (มาตรา 142)
ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนเจ้าพนักงาน
- ความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบน (มาตรา 143)
- ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 144)
ความผิดเกี่ยวกับการทำให้เข้าใจว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน
- ความผิดฐานแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน (มาตรา 145)
- ความผิดฐานสวมเครื่องแบบหรือใช้ยศหรือตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิ (มาตรา 146)

กฎหมายอาญา

ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

จัดทำโดย
นางสาวสาลินี วงศ์พิพันธ์
รหัสนิสิต 641081355 (S104)

เสนอ
อาจารย์วีณา สุวรรณโณ

มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา

คำนำ

หนังสือเล่มนี้ (E-BOOK) เป็ นส่วนหนึ่งของรหัสวิชา
0801241 รายวิชากฎหมายอาญา ภาคความผิด เป็ นหนังสือที่
ให้ความรู้ในเรื่องความผิดต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งจะเป็ นประโยชน์
กับผู้อ่าน ที่กำลังศึกษาข้อมูลในเรื่องดังกล่าว

ผู้จัดทำหวังเป็ นอย่างยิ่งว่าหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์
(E-BOOK) จะเป็ นหนังสือที่สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้
อ่านและสามารถนำไปใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามคาดหวัง

ผู้จัดทำ
นางสาวสาลินี วงศ์พิพันธ์

สารบัญ

เรื่อง หน้า

คำนำ

สารบัญ

ความผิดต่อเจ้าพนักงาน 1-3


ความผิดที่กระทำต่อตัวเจ้าพนักงานโดยตรง 4
- ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา 136) 5
- ความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 137) 7
- ความผิดฐานต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (มาตรา 138) 11
- ความผิดฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงาน (มาตรา 139) 13
- เหตุฉกรรจ์ของมาตรา 138 วรรคสองและมาตรา 139 (มาตรา 104)

15
ความผิดที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้ดำเนินการไว้

- ความผิดฐานกระทำต่อตราหรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานได้ประทับไว้

16
(มาตรา 141)

- ความผิดฐานกระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ยึด รักษา 18
21
ไว้ หรือสั่งให้ส่ง (มาตรา 142)

ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนเจ้าพนักงาน 23
- ความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบน (มาตรา 143) 25
- ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 144)

ความผิดเกี่ยวกับการทำให้เข้าใจว่าตนเป็ นเจ้าพนักงาน

- ความผิดฐานแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน (มาตรา 145)
- ความผิดฐานสวมเครื่องแบบหรือใช้ยศหรือตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิ

(มาตรา 146)
บรรณานุกรม

1

ความผิด
ต่อเจ้าพนักงาน

มาตรา 136-146

ลักษณะ 2 2

ความผิดต่อ
เจ้าพนักงาน

แนวคิดในการบัญญัติความผิด
เกี่ยวกับเจ้าพนักงาน

ในการปกครองบ้านเมืองในการปกครองบ้าน
เมืองนั้น เราต้องมีตัวแทนในการบริหารจัดการกิจการต่างๆ
เพื่อให้บริหารประเทศเป็นไปได้ด้วยความเรียบร้อย บุคคลซึ่ง
เป็นตัวแทนของรัฐ ซึ่งเรียกว่า “เจ้าพนักงาน” จึงมีความสำคัญ
เป็นอย่างยิ่ง เมื่อเจ้าพนักงานสามารถให้คุณให้โทษแก่บุคคลในการกระทำการ
ในหน้าที่ จึงอาจเกิดความขัดแย้งกับประชาชนได้โดยง่าย ดังนั้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งอำนาจอันมั่นคงของรัฐ
ในการปกครองประชาชนไม่ให้ถูกแทรกแซงด้วยเหตุอันไม่สมควรกฎหมายอาญาจึงมีบทบาทในการ
“คุ้มครอง” ให้เจ้าพนักงานนั้นปฏิบัติงานได้อย่างมั่นใจไม่ต้องเกรงกลัวต่ออิทธิพลหรือภยันตรายอัน
ใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่นั้น ในขณะเดียวกันเจ้าพนักงานเป็นบุคคลที่ใช้อำนาจรัฐเหนือ
ประชาชน จึงมีแนวโน้มที่บุคคลนั้นจะใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือทุจริตต่างๆนานา โดยอาศัยโอกาสที่
ตนมีอำนาจนั้นได้ กฎหมายอาญาจึงต้อง “ควบคุม” การใช้อำนาจให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

บัญญัติเพื่อ “คุ้มครอง” เจ้าพนักงาน หมายถึง บทบัญญัติที่กำหนดความรับผิดทางอาญา
แก่บุคคลอื่นๆ ที่กระทำต่อเจ้าพนักงาน การปฎิบัติหน้าที่ราชการมักจะกระทบต่อประโยชน์ได้เสีย
ของบุคคล ถ้าไม่กำหนดความผิดและโทษไว้เป็นการเฉพาะ รัฐย่อมขาดเครื่องมือที่จะธำรงไว้ซึ่ง
ความศักดิ์สิทธิ์ในการปฎิบัติหน้าที่ราชการ เจ้าพนักงานที่ปฎิบัติตามหน้าที่ก็อาจตกเป็นผู้ที่ได้รับผล
ร้าย ท้ายที่สุดอาจทำให้การปกครองของรัฐไร้ประสิทธิภาพ ประมวลกฎหมายอาญาจึงบัญญัติความ
ผิดต่อเจ้าพนักงานไว้

ความหมายและขอบเขตของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา 3

เจ้าพนักงาน หมายถึง ข้าราชการท่ีได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย โดยได้รับเงินเดือนจาก งบ
ประมาณแผ่น ดินประเภทเงินเดือน เช่น ข้าราชการพลเรือน, ข้าราชการทหาร, ข้าราชการ ตารวจ แต่ไม่
รวมถึงลูกจ้าง ไมว่าจะเป็นลูกจ้างประจำ หรือ ลูกจ้างชั่วคราว หรือหมายถึงบุคคลท่ีกฎหมายบัญญติไว้
เป็นพิเศษ ให้ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน

หมวด 1 ความผิดต่อเจ้าพนักงาน

ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติความผิดฐานต่างๆที่คุ้มครองการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้า
พนักงานไว้ในมาตรา 136 ถึงมาตรา 146 ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 4 ลักษณะดังนี้

(1) ความผิดที่กระทำต่อตัวเจ้าพนักงานโดยตรง ได้แก่ ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน (มาตรา136)
แจ้งควาามเท็จแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา137) ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน (มาตรา138 และ
มาตรา140) และข่มขืนใจเจ้าพนักงงาน (มาตรา139 และ มาตรา140)

(2) ความผิดเกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้ดำเนินการไว้ ได้แก่ การกระทำต่อ
ด้าหรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานได้ประทับไว้ (มาตรา141) และกระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสารที่เจ้า
พนักงานยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่ง(มาตรา142)

(3) ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบน ได้แก่ เป็นคนกลางเรียกหรือรับสินบน (มาตรา 143)
และให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 144)

(4) ความผิดเกี่ยวกับการทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน ได้แก่ แสดงตนและ
กระทำการเป็นเจ้าพนักงาน (มาตรา 145) และสวมเครื่องแบบหรือใช้ยศหรือตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิตาม
(มาตรา 146)

บทที่ 1 ดูหมิ่น 4
มาตรา 136 ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน
มาตรา 198 ดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา

มาตรา 136 ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน

มาตรา 136 ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่ง กระทำการตามหน้าที่ หรือ เพราะได้
กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษ........

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด
1.ดูหมิ่น
2.เจ้าพนักงาน
3.ซึ่งกระทำการตามหน้าท่ีหรือเพราะได้กระทำการตามหน้าท่ี
4. เจตนา => เจตนาตาม ปอ. มาตรา 59

ดูหม่ิน หมายถึง การกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการสบ ประมาท หรือดูถูก หรือ
เหยียดหยาม หรือด่า ซ่ึงเป็นการลดความน่าเช่ือถือท่ีมีต่อเจ้าพนักงาน ไม่ว่าจะเป็นการด่าด้วยวาจา
ลายลักษณ์อักษร หรือกริยาท่าทาง เช่น

(1) ด่าถึงบุพการี
(2) เขียนกระทู้เผยแพร่ว่าตำรวจเลือกปฏิบัติ ยกนิ้วกลางให้ เปลือยกายให้ของลับ
(3) กล่าวว่า “รถยนต์ตำรวจ กลัวแม่มันหยัง”
(4) กล่าวแก่ตำรวจที่จับกุมตนว่า “ลื้อชุ่ยมาก”หรือ “นี่หรือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”
- ถ้าการดูหมิ่นนั้นไม่ใช่ดูหมิ่นต่อเจ้าพนักงาน จะเป็นความผิดตาม มาตรา 393
- ถ้าการดูหมิ่นนั้นเป็นการดูหมิ่นศาล จะเป็นความผิดตาม มาตรา 198

เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ 5

วัตถุแห่งการกระทำตามมาตรานี้ ได้แก่ เจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำ

การตามหน้าที่ โดยที่เจ้าพนักงานได้กระทำหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายหรือคำสั่งโดยชอบด้วยกฏ

หมาย ไม่ว่าการวินิจฉัยหรือการตัดสินใจของเจ้าพนักงานจะถูกหรือผิดก็ตาม ตัวอย่างเช่น ตำรวจจับ

ผู้ต้องหารักเล่นการพนันโดยมีหมายจับหมายค้น แม้ผู้นั้นไม่ได้ทำผิด ตำรวจก็ยังกระทำการตามหน้าที่

ถ้าตำรวจถูกด่า ผู้ด่ามีความผิดตามมาตรานี้

มาตรา 137 แจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงาน

ในการบริหารบ้านเมืองให้เกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดแก่รัฐและประชาชน จำเป็นอย่าง
ยิ่งที่รัฐจะต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแท้จริง มิฉะนั้นอาจเกิดความเสียหายแก่รัฐและสังคมโดยรวมได้
ด้วยเหตุนี้ ประมวลกฎหมายอาญาจึงได้บัญญัติความผิดเกี่ยวกับความเท็จไว้หลายมาตราด้วยกัน แต่
บทที่เป็นพื้นฐาน ได้แก่ ความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานตามมาตรา 137 ซึ่งเป็น
บททั่วไป

มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือ
ประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษ…….

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด
1. (1.1)แจ้งความ (1.2)อันเป็นเท็จ
2. แก่เจ้าพนักงาน
3. ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นประชาชนเสียหาย
4. โดยเจตนา

“แจ้งข้อความ” หมายถึง บอกข้อความให้ทราบ ซึ่งอาจเป็นการแจ้งด้วยวาจา แสดงกิริยาอาการ
หรือทำเป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ เช่น แจ้งข้อความแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเอกสารหาย เขียนหรือกรอก
คำร้องยื่นให้แก่เจ้าพนักงานที่ดิน กรอกข้อความในใบสมัครเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดยื่นต่อเจ้าหน้าที่
รับสมัคร

นอกจากนี้ ยังจะต้องปรากฏว่าข้อความนั้นเป็นเท็จด้วย ข้อความอันเป็นเท็จ หมายถึง 6

ข้อความที่แสดงออกมาไม่ตรงกับความเป็นจริง โดยทั่วไปหมายถึงความจริงในอดีตหรือปัจจุบัน
เช่น แจ้งว่าเอกสารหายทั้งๆ ที่ไม่หาย ส่วนข้อเท็จจริงในอนาคตโดยปกติไม่เป็นความเท็จเพราะ
ขณะที่แจ้งผู้กระทำยังไม่ทราบว่าจะเป็นจริงหรือเท็จ การไม่ปฏิบัติตามที่ตกลงหรือรับรองไว้ก็มี
ลักษณะเป็นข้อเท็จจริงในอนาคตเช่นเดียวกัน เพราะ ณ ขณะกระทำยังไม่มีใครทราบว่าผู้กระทำจะ
ปฏิบัติตามที่ตกลงหรือรับรองไว้หรือไม่

แก่เจ้าพนักงาน
“เจ้าพนักงาน” ในที่นี้ หมายความถึงเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่รับแจ้งข้อความซึ่งหน้าที่นั้น

อาจเป็นไปโดยกฎหมายหรือคำสั่งก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าผู้รับแจ้งไม่ใช่เจ้าพนักงาน หรือเป็นเจ้า
พนักงานแต่ไม่มีหน้าที่รับแจ้งข้อความ แม้ข้อความที่แจ้งจะเป็นเท็จ ผู้กระทำก็ไม่มีความผิด
นอกจากนี้ แม้ว่าเจ้าพนักงานนั้นจะมีหน้าที่รับแจ้งข้อความก็ตาม การแจ้งข้อความนั้นต้องเกิดขึ้น
“ขณะ”หรือ “เวลา” ที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ด้วย มิฉะนั้นก็ไม่เป็นความผิด

ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
องค์ประกอบข้อนี้เป็นพฤติการณ์ประกอบการกระทำ นอกจากผู้กระทำได้แจ้งข้อความอัน

เป็นเท็จต่อเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่แล้ว ยังต้องปรากฏว่า ตามความรู้สึกของวิญญูชนแล้ว การกระ
ทำดังกล่าวอาจเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนหรือไม่ด้วย ดังนั้น แม้ตามข้อเท็จจริง
การกระทำนั้นไม่เกิดความเสียหายขึ้น แต่ถ้าวิญญูชนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดความ
เสียหายขึ้นแก่ผู้อื่นหรือประชาชนแล้ว ผู้กระทำก็ต้องรับผิดตามมาตรา 137 ในทางกลับกัน หาก
วิญญูชนเห็นว่าการแจ้งข้อความดังกล่าวไม่เป็นการทำให้เสียหาย ผู้นั้นก็ไม่มีความผิดทั้งนี้โดยไม่ต้อง
คำนึงว่าผู้กระทำจะรู้สึกหรือเห็นว่าอาจเกิดความเสียหายขึ้นหรือไม่

เจตนา
ความผิดตามมาตรานี้อาศัยเพียงเจตนาธรรมดา ผู้กระทำจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์

ประกอบของความผิด กล่าวคือ (1) รู้ว่าตนได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ (2) รู้ว่าบุคคลที่ตนแจ้ง
ข้อความนั้นเป็นเจ้าพนักงาน เพราะฉะนั้นถ้าผู้กระทำไม่รู้ว่าข้อความที่แจ้งนั้นเป็นความเท็จ หรือ
ไม่รู้ว่าบุคคลที่ตนเองบอกข้อความเท็จนั้นเป็นเจ้าพนักงาน ย่อมยกเหตุตามมาตรา 59 วรรคสามมา
อ้างว่าตนไม่มีเจตนาได้

7

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาฎีกาที่ 3162 / 2540 ก่อนจำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า

ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์สูญหายไปโดยจำเลยทราบดีว่าเอกสารดังกล่าวไม่ได้สูญหายไป
การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือ
ประชาชนเสียหาย ครบองค์ประกอบในความผิดฐานแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนักงานตามที่
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 บัญญัติไว้ เพราะหากกรมการขนส่งทางบกเชื่อว่าใบ
คู่มือจดทะเบียนรถยนต์สูญหายไปจริงตามที่จำเลยแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน ทาง
ราชการก็จะต้องออกเอกสารดังกล่าวฉบับใหม่ขึ้นแทนซึ่งอาจก่อให้เกิดความสับสนทั้ง
ทะเบียน เป็นที่เสียหายแก่เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก พนักงานสอบสวนและประชาชน
ทั่วไปได้

มาตรา 138 ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน

ความผิดตามมาตรานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานได้
ปฏิบัติการตามหน้าที่ได้โดยไม่เกิดความลำบากเกินสมควรอันเนื่องมาจากการต่อสู้หรือขัดขวางของผู้
กระทำ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของรัฐ สังคม และประชาชน

มาตรา 138 ผู้ใดต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฏ
หมายในการปฏิบัติตามหน้าที่ ต้องระวางโทษ……..

ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง
ประทุษร้ายผู้กระทำต้องระวางโทษ………

8

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด
1. ต่อสู้ หรือขัดขวาง
2. เจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฎหมายในการปฎิบัติตามหน้าที่
3. โดยเจตนา
เหตุที่ทำให้รับโทษหนักขึ้น

เหตุฉกรรจ์ตามวรรคสอง รับโทษหนักขึ้นถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้นได้กระทำโดยวิธีการดังต่อไปนี้
(1) โดยใช้กำลังประทุษร้าย
(2) โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย

ต่อสู้ หรือขัดขวาง
คำว่า “ต่อสู้” ในเชิงภาษา หมายถึง ต่อต้านโดยจำนงให้เกิดผลต่อเนื้อตัวร่างกายของอีก

ฝ่ายหนึ่ง เช่น จับตัว ผลักออก ชกต่อย ดึงแขน กัดมือ ฟันหรือแทง ยิง ขับรถพุ่งชน ผลักหรือดัน
เป็นต้น

คำว่า “ขัดขวาง” หมายถึง ต่อต้านโดยจำนงค์ให้อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถทำให้บรรลุผล
หรือเกิดความยากลำบากในการกระทำให้บรรลุผล จำแนกเป็น 2 กรณี

(1) ผู้กระทำผิดขัดขวางเอง เป็นกรณีที่ผู้กระทำ “กระทำการ” บางอย่างเพื่อต่อต้าน
เช่น เจ้าพนักงานจะค้นบ้าน แต่ไม่ยอมให้ค้น หรือเผารถยนต์ของตำรวจเพื่อมีให้ติดตามจับกุมตนเอง
แต่ถ้าผู้กระทำมิได้กระทำการใดอันเป็นการต่อต้าน เพียงแต่กระทำเพื่อให้ตนพ้นจากการจับกุมโดยไม่
ได้ใช้หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังทำร้าย ไม่เป็นการขัดขวาง เช่น ไม่ยอมเปิดประตูให้คนบ้าน หรือการขัด
คืนไม่ยอมเดินเมื่อเจ้าพนักงานพาไปยังสถานนีตำรวจ

(2) ผู้อื่นเป็นคนขัดขวาง เป็นกรณีที่ผู้กระทำได้กระทำเพื่อช่วยผู้กระทำความผิดไม่ให้
ถูกจับกุม เช่น ก.วิ่งหนีตำรวจ ข. ยกสะพานขึ้นให้ หรือหลอกให้ตำรวจวิ่งไปจับกุมคนร้ายในทางที่
คนร้ายไม่ได้ไป เผารถตำรวจไม่ให้ใช้ติดตามคนร้ายได้ หรือยืนเป็นแถวเรียงหน้ากระดานเพื่อขวางไม่ให้
ตำรวจไปจับคนร้าย เป็นต้น

มีข้อสังเกตว่า การกระทำที่จะเป็นการขัดขวางได้ต้องมีระดับการต่อต้านใกล้เคียงกับ
การต่อสู้ ดังนั้นถ้าเพียงขัดคืนโดยนิ่งเฉย ดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุมโดยไม่ได้มีเจตนาให้ถึง
ขนาดเกินผลต่อเนื้อตัวร่างกายของตำรวจ หรือขัดคำสั่งเจ้าพนักงานเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้กระทำ
การอย่างใดขึ้นอีก ไม่เป็นการขัดขวางตามมาตรา 138 นี้

เจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ 9

เจ้าพนักงานเป็นวัตถุแห่งการกระทำอย่างหนึ่ง โดยจำกัดเฉพาะเจ้าพนักงานในการปฏิบัติ

การตามหน้าที่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้กระทำไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 138 ไม่ได้ต่อสู้หรือขัดขวาง ถ้าผู้ถูก

กระทำ (1) ไม่ใช่เจ้าพนักงาน (2) เป็นเจ้าพนักงานแต่ไม่มีหน้าที่ หรือ (3) เป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่

แต่ไม่ได้ปฏิบัติการตามหน้าที่

กรณีผู้ถูกกระทำที่เป็นเจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่แต่ไม่ได้ปฏิบัติการตามหน้าที่ดูจะเกิดปัญหา

ในทางปฏิบัติที่สุด เนื่องจากมีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายต่อผู้กระทำหรือทรัพย์สินของผู้กระทำ

โดยเฉพาะกรณีที่จับโดยไม่มีหมายจับและไม่เข้าข้อยกเว้นที่จับได้โดยไม่ต้องมีหมายจับหรือคำสั่ง

ศาล และกรณีค้นในที่รโหฐานโดยไม่มีอำนาจและไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของบ้าน เมื่อเจ้า

พนักงานมิได้กระทำการตามหน้าที่ กฎหมายย่อมไม่คุ้มครองบุคคลดังกล่าว ดังนั้น ผู้ที่ต่อสู้หรือขัดขวาง

เจ้าพนักงานจึงไม่มีความผิดตามมาตรา 138

ตัวอย่าง ผู้เสียหายซึ่งเป็นตำรวจกลับจากการแต่งงาน ได้แวะสถานีจำหน่ายน้ำมันของภริยาผู้เสียหาย

แล้วจึงเกิดโต้เถียงกับจำเลยเรื่องที่ผู้เสียหายจอดรถขวางทาง ผู้เสียหายไม่ได้กระทำการตามหน้าที่ของ

เจ้าพนักงาน ที่จำเลยไม่ยอมให้จับกุมนั้น เห็นว่าผู้เสียหายกับจำเลยกำลังโต้เถียงกันในเรื่องส่วนตัว

เมื่อผู้เสียหายจะจับกุมจำเลย จำเลยขอให้ผู้เสียหายแสดงบัตรประจำตัว ผู้เสียหายก็ไม่ยอมแสดงให้ดู

เพื่อให้จำเลยรู้แน่ชัดว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานที่กระทำการตามหน้าที่ จึงไม่เป็นความผิดตาม

มาตรา 138

ผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฏหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่
วัตถุแห่งการกระทำอีกประการหนึ่งตามมาตรานี้ คือ “ผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฏ

หมาย” ซึ่งหมายถึง บุคคลที่มีหน้าที่ตามกฏหมายที่ต้องช่วยเจ้าพนักงาน ไม่ใช่เข้าช่วยโดยสัญญา โดย
ร้องขอด้วยอัธยาศัย หรือโดยสมัครใจช่วยเจ้าพนักงานเอง แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
มาตรา 82 ให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานผู้จัดการตามหมายจับที่จะขอความช่วยเหลือจากบุคคลใกล้เคียง
เพื่อจัดการตามหมายจับก็ได้ ข้อสำคัญ จะต้องช่วยในขณะที่เจ้าพนักงานกำลังปฎิบัติการตามหน้าที่
อยู่ด้วย เพราะตัวบทบัญญัติว่า “ผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานตามกฏหมายในการปฏิบัติการตามหน้าที่”
ถ้าผู้ซึ่งต้องช่วยเหลือเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามคำสั่งของเจ้าพนักงานโดยลำพัง และถูกต่อสู้หรือขัด
ขวาง ผู้กระทำไม่มีความผิด ตามมาตรา138

10

เจตนา
ผู้กระทำจะต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบตามมาตรา 138 โดยเฉพาะอย่าง

ยิ่งต้องรู้ว่าผู้ที่ถูกกระทำเป็นเจ้าพนักงานหรือผู้ซึ่งต้องช่วยเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตาม
หน้าที่ด้วย มิฉะนั้นจะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ ตามมาตรา 59 วรรค
สาม เช่น ตำรวจนอกเครื่องแบบหรือส้มใส่เครื่องแบบครึ่งท่อนตรวจค้นตัวจำเลยโดยแจ้งว่าเป็น
ตำรวจแต่ไม่ได้แสดงหลักฐานการเป็นตำรวจ

เหตุฉกรรจ์ตามวรรคสอง
ถ้าการต่อสู้หรือขัดขวางนั้นได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง

ประทุษร้ายผู้ กระทำจะต้องถูกระวังโทษหนักขึ้นตามมาตรา 138 วรรคสอง
กรณีกระทำโดยใช้กำลังประทุษร้ายเป็นไปตามมาตรา 1 (6) เช่นขับรถพุ่งชนแผงกั้น

ถนนกระเด็นไปถูก น. ผู้ซึ่งต้องช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ส่วนกรณีขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
เช่น ชักมีดจะต่อสู้ผู้ใหญ่บ้านที่จะจับเพราะลักกระบือ

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิคำพิพากษาฎีกาที่ 1240 / 2554 สิบตำรวจเอก ป. แจ้งข้อหาจำเลยว่าเล่นการ

พนันจับยี่กีโดยเป็นคนเดินโพยฝ่ายเจ้ามือ จำเลยปฏิเสธสิบตำรวจเอก ป. กับพวกรวม 5 คน จะ
เข้าจับกุม จำเลยไม่ยินยอม โดยสิบตำรวจเอก ป. มีรูปร่างใหญ่กว่าจำเลยมาก การที่จำเลย
เดินหนีออกนอกร้านก๋วยเตี๋ยวจนสิบตำรวจเอก ป. กับพวกต้องใช้กำลังล็อคแขน กดหน้าจำเลย
กับพื้นระเบียงเพื่อใส่กุญแจมือจำเลยในลักษณะไขว้หลัง ขณะจำเลยดิ้นรนขัดขืนเพื่อให้พ้น
จากการถูกจะควบคุมตัวเพราะเห็นว่าตัวเองไม่ได้กระทำผิด ซึ่งแม้ในการดิ้นรนของจำเลยจะ
เป็นเหตุให้มือของจำเลยไปโดนหน้าอกของสิบตำรวจ ป. เกิดเป็นรอยแผลถลอกขนาดเล็กก็
ตาม แต่การกระทำดังกล่าวก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการ
ตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138

มาตรา 139 ข่มขืนใจเจ้าพนักงาน 11

มาตรา 139 ผู้ใดข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฎิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือให้
ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
ต้องระวางโทษ……..

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด
1. ผู้ใด
2. ข่มขืนใจ
3. เจ้าพนักงาน
4. ให้

(4.1) ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หรือ
(4.2) ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่
5. โดย
(5.1) ใช้กำลังประทุษร้าย หรือ
(5.2) ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
6. เจตนา

ข่มขืนใจ โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
การข่มขืนใจเจ้าพนักงานเป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการล่วงล้ำ

เข้าไปแทรกแซงการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานซึ่งควรมีอิสระในการใช้ดุลพินิจอย่างเต็มที่
คำว่า “ข่มขืนใจ” หมายถึง บังคับจิตใจของบุคคลให้กระทำในสิ่งที่ตัวบุคคลไม่ประสงค์

กระทำ หรือให้งดเว้นกระทำในสิ่งที่บุคคลประสงค์จะทำ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องให้บังคับต่ออำนาจการ
ตัดสินใจของบุคคล เช่น โทรศัพท์มาครูคิมไม่ให้ตำรวจไปจับบ่อนการพนัน ส่วนกรณีที่ไม่ได้บังคับการ
ตัดสินใจของบุคคล ย่อมไม่เป็นการข่มขืนใจ เช่น เจ้าพนักงานถูกจับมือให้ลงนามในคำสั่ง

การข่มขืนใจตามมาตรา 139 มี 2 วิธี ได้แก่ (1) ใช้กำลังประทุษร้าย เช่น ตบศีรษะ
ตำรวจไม่ให้เปรียบเทียบปรับ และ (2) ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เช่น พูดขู่ว่าถ้าจับ จะทำให้
ออกจากราชการ เป็นต้น

12

ถ้าการข่มขืนใจไม่ได้เกิดจาก 2 วิธีนี้ ผู้กระทำไม่มีความผิดตามมาตรา 139 เช่น ผู้บังคับบัญชาขู่
บังคับให้เจ้าพนักงานลาออก ขู่ตำรวจว่าถ้าไม่ไปจับผู้ร้ายที่ปล้นร้านทองของตนก็จะรายงานไปยังผู้
บังคับบัญชา หรือขู่นายทะเบียนว่าถ้าไม่จดทะเบียนหย่าให้ก็จะอดข้าวอดน้ำและเปลือยกายประท้วง
ที่หน้าสำนักงานเขต

เจ้าพนักงาน
วัตถุแห่งการกระทำ ได้แก่ เจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่
กรณีกรณีต้องปรากฏว่ามีการข่มขืนใจต่อเจ้าพนักงานโดยตรง มิฉะนั้นจะเรียกว่าข่มขืน

ใจเจ้าพนักงานไม่ได้ เพียงแต่ปราศรัยบนเวที เป็นการกระทำต่อผู้ชุมนุม ไม่ได้กระทำการใดต่อเจ้า
พนักงาน ดังนั้นจึงไม่อาจเป็นความผิดตามมาตรา 139 ได้

ให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่หรือให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่
การข่มขืนใจตามมาตรานี้ ผู้กระทำมีความประสงค์ให้เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น ได้แก่

(1) ให้ปฎิบัติการอันมิชอบด้วยหน้าที่ หมายถึง บังคับให้กระทำในสิ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น
บังคับให้ไปจับคนที่ไม่ได้กระทำความผิด
(2) ให้ละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่ หมายถึง บังคับไม่ให้กระทำในสิ่งที่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น
บังคับให้ปล่อยตัวผู้กระทำความผิด

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาฎีกาที่ 920 / 2508 เมื่อพนักงานสอบสวนไม่ยอมสั่งอนุญาตให้

จำเลยประกันตัวผู้ต้องหาเพราะผิดระเบียบ จำเลยพูดขู่เข็ญว่าถ้าไม่สั่งให้ประกัน จำเลย
จะจัดการให้พนักงานสอบสวนถูกย้ายไปที่อื่นเช่นที่เคยกระทำได้ผลมาแล้วแก่ผู้บังคับกอง
คนหนึ่ง แต่โดยที่เรื่องย้ายไม่แน่ ถ้าไม่ให้ประกันจะต้องเอาพนักงานสอบสวนลงหลุมฝัง
ศพเสีย เช่นนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการข่มขืนใจ ขู่เข็ญเจ้าพนักงานให้ถึงแก่ชีวิตด้วย
การใช้กำลังประทุษร้ายตามความหมายของถ้อยคำเพื่อให้เจ้าพนักงานปฏิบัติการสั่ง
ประกันเสียเองอันมิชอบด้วยหน้าที่ การกระทำของจำเลยเป็นผิดตามมาตรา 139

เหตุฉกรรจ์ของมาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 139 (มาตรา 140) 13

มาตรา 140 ถ้าความผิดตามมาตรา 138 วรรคสองหรือมาตรา 139 ได้กระทำ
โดยมีหรือใช้อาวุธหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้ากระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้นจะมีอยู่หรือ
ไม่ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสน
บาท

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้
กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในวรรคสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

เงื่อนไขและผล
เงื่อนไข
(1) ความผิดตามมาตรา 138 วรรคสองหรือมาตรา 139
(2) ได้กระทำโดย
(2.1) มีหรือใช้อาวุธ
(2.2) ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป

ผล
ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น

เหตุฉกรรจ์ตามวรรคสองและวรรคสาม
เหตุฉกรรจ์ตามวรรคสอง

รับโทษหนักขึ้นถ้ากระทำโดยอ้างอำนาจอั้งยี่หรือซ่องโจร ไม่ว่าอั้งยี่หรือซ่องโจรนั้นจะมีอยู่
หรือไม่
เหตุฉกรรจ์ตามวรรคสาม

ถ้าได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมาย
บัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

14

คำอธิบาย
เจตนารมย์ของมาตรานี้คือการคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่เจ้าพนักงาน ในการ

ปฏิบัติการตามหน้าที่ เพราะฉะนั้นการใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
ด้วยการมีหรือใช้อาวุธ หรือการกระทำหลายคน จึงต้องรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 140 ได้แก่ การ
ต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย ตาม
มาตรา 138 วรรคสอง และการข่มขืนใจเจ้าพนักงานตามมาตรา 139 เกิดขึ้นโดยเหตุหนึ่งเหตุใด
ดังต่อไปนี้

(1) โดยมีหรือใช้อาวุธ หมายความรวมทั้งอาวุธโดยสภาพ เช่น ดาบ ปืน ระเบิด และ
สิ่งซึ่งไม่เป็นอาวุธโดยสภาพ แต่ซึ่งได้ใช้หรือเจตนาจะใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่าง
อาวุธ เช่น กรรไกร มีดทำครัว เป็นต้น

(2) ได้ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป หมายถึง โดยร่วมกันเป็น
ตัวการในการกระทำความผิด ตามมาตรา 83 จำนวนตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป อย่างไรก็ตามถ้าต่างคน
ต่างตัดสินใจใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเจ้าพนักงานโดยไม่ได้คบคิดกัน
มาก่อน ไม่เป็นตัวการร่วมกัน แม้จะมีผู้กระทำต่อเจ้าพนักงานตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปก็ไม่เข้ามาตรา
140คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ

คำพิพากษาฎีกาที่ 1816 / 2557 ในทันทีที่เจ้าพนักงานตำรวจได้แสดงตัวเข้าจับกุม
จำเลยกับพวกซึ่งมีหน้าที่ตัดไม้ พวกที่ติดอาวุธปืนก็ยิงรัวใส่เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมจาก
ทางด้านหลังของจำเลย แสดงว่ามีเจตนาที่จะต่อสู้ขัดขวางไม่ให้เจ้าพนักงานจับกุมพวกที่ตัด
ไม้ การที่จำเลยตระหนักรู้อยู่แล้วว่ามีพวกของตนอีกกลุ่มหนึ่งติดอาวุธคอยคุ้มกันไม่ให้พวก
ของตนซึ่งมีหน้าที่ตัดไม้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมได้โดยง่ายและพร้อมที่จะได้ใช้อาวุธปืนยิง
ต่อสู้เจ้าพนักงานเพื่อที่จะช่วยเหลือพวกตนให้ผลจากการจับกุมในทันที อันเป็นการร่วมกัน
กระทำการโดยแบ่งหน้าที่กันทำ และจำเลยยอมรับการช่วยเหลือคุ้มกันนั้น แสดงว่าจำเลย
มีเจตนาร่วมกับพวกต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ด้วย แม้จำเลยจะไม่
ได้เป็นผู้ยิงต่อสู้เจ้าพนักงานด้วยตนเอง ก็ถือว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิง
ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่เพื่อหลีกเลี่ยงการจับกุม ตามมาตรา
138 วรรคสองประกอบมาตรา 140 วรรคแรกและมาตรา 83

ความผิดที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้ดำเนินการไว้ 15

บางกรณีผู้กระทำอาจกระทำให้พยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานได้ดำเนินการไว้เสียหายหรือใช้ไม่ได้
เพื่อให้ผู้กระทำความผิดอย่างอื่นมีโอกาสหลุดพ้นจากความรับผิด ดังนั้น กฏหมายอาญาจึงบัญญัติการก
ระทำดังกล่าวให้เป็นความผิดเพื่อคุ้มครองพยานหลักฐานไว้ 2 กรณี ได้แก่ ความผิดฐานกระทำต่อตรา
หรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานประทับไว้ (มาตรา 141) และความผิดฐานกระทำต่อทรัพย์สินหรือ
เอกสารที่เจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้หรือสั่งให้ส่ง (มาตรา 142)

ความผิดฐานกระทำต่อตราหรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานได้ประทับไว้
(มาตรา 141)

มาตรา 141 ผู้ใดถอน ทำให้เสียหาย ทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งตราหรือ
เครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งใดๆ ในการปฏิบัติในการปฏิบัติ
การตามหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานในการยึด อายัดหรือรักษาสิ่งนั้นๆ ต้องระวังโทษจำคุกไม่
เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด
1. ผู้ใด
2. กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(2.1) ถอน
(2.2) ทำให้เสียหาย
(2.3) ทำลาย หรือ
(2.4) ทำให้ไร้ประโยชน์
3. ซึ่งตราหรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่งใดๆ ในการปฏิบัติ

การตามหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานในการยึด อายัด หรือรักษาสิ่งนั้นๆ
4. เจตนา

คำอธิบาย 16

องค์ประกอบการกระทำตามมาตรานี้ได้แก่การทำให้ตราหรือเครื่องหมายที่เจ้า

พนักงานทำไว้เพื่อเป็นหลักฐานใช้ไม่ได้ ซึ่งกฎหมายกำหนดว่าเป็นการถอน ทำให้เสียหาย ทำลาย

หรือทำให้ไร้ประโยชน์

วัตถุแห่งการกระทำ ได้แก่ ตรา หรือ เครื่องหมาย คำว่า “ตรา” หมายถึง รอยตี

หรือประทับจากดวงตรา ส่วนคำว่า “เครื่องหมาย” หมายถึง สิ่งที่ทำขึ้นเพื่อแสดงความหมาย

เช่น ตัวอักษร สัญลักษณ์ เครื่องหมายถูก หรือกากบาท เป็นต้น

ตราหรือเครื่องหมายดังกล่าว เจ้าพนักงานจะต้องเป็นผู้ประทับหรือหมายไว้ที่สิ่ง

ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนก็ตาม ไม่รวมถึงตราที่เอกชนประทับขึ้นเอง แต่ข้อสำคัญ เจ้า

พนักงานนั้นจะต้องมีอำนาจหน้าที่ด้วย มิฉะนั้นผู้ฝ่าฝืนจะไม่มีความผิด ตามมาตรา 141

นอกจากนี้ ตราหรือเครื่องหมายที่เจ้าพนักงานได้ประทับหรือหมายไว้นั้นจะต้อง

กระทำเพื่อยึด อายัด หรือรักษาสิ่งนั้นๆ เท่านั้น ถ้าเจ้าพนักงานได้ประทับตราหรือเครื่องหมาย

ไว้เพื่อการอื่นนอกเหนือจากการยึด อายัด หรือรักษาไว้ การกระทำย่อมไม่เป็นความผิดฐานนี้

เช่น เปิดผนึกจดหมายซึ่งเจ้าพนักงานประทับตราไว้ที่ส่งมาถึงผู้อื่น

ความผิดฐานกระทำต่อทรัพย์สินหรือเอกสารที่เจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้
หรือสั่งให้ส่ง (มาตรา 142)

มาตรา 142 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือ
ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใดๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อ
เป็นพยานหลักฐาน หรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฏหมาย ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษา
ทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้ผู้นั้นหรือผู้อื่น ส่งหรือรักษาไว้ก็ตาม ต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด 17

1. ผู้ใด

2. กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(2.1) ทำให้เสียหาย

(2.2) ทำลาย

(2.3) ซ่อนเร้น

(2.4) เอาไปเสีย

(2.5) ทำให้สูญหาย หรือ

(2.6) ทำให้ไร้ประโยชน์

3. ซึ่งทรัพย์สินหรือเอกสารใดๆ อันเจ้าพนักงานได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่งเพื่อเป็น

พยานหลักฐาน หรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย

4. ไม่ว่าเจ้าพนักงานจะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้ผู้นั้น หรือผู้อื่นส่งหรือ

รักสาไว้ก็ตาม

5. เจตนา
คำอธิบาย

องค์ประกอบทางการกระทำของมาตรานี้ ได้แก่ การทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น

เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ เช่น เอาสำนวนการสอบสวนไปซ่อน

วัตถุแห่งการกระทำตามมาตรานี้ ได้แก่ ทรัพย์สินหรือเอกสารใดๆ อันเจ้าพนักงาน

ได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่ง เพื่อเป็นพยานหลักฐาน หรือเพื่อบังคับการให้เป็นไปตามกฏหมาย

นอกจากนี้ เจ้าพนักงานจะรักษาทรัพย์หรือเอกสารนั้นไว้เอง หรือสั่งให้กระทำหรือ

ผู้อื่นส่งหรือรักสาไว้ก็ดี เช่น ช้างกินข้าวโพดอยู่ ก็เลยจับมาส่งอำเภอ ทางอำเภอก็ให้ผู้ใหญ่บ้าน

รักษาไว้ เจ้าของช้างมาเอาไปโดยพลการ แม้จะไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ก็มีความผิดตาม

มาตรา 142

อนึ่ง ผู้กระทำจะมีเจตนากระทำความผิดก็ต่อเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ตนทำให้เสียหาย ทำลาย

ซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือไร้ประโยชน์ เป็นทรัพย์สินหรือเอกสารอันเจ้าพนักงาน

ได้ยึด รักษาไว้ หรือสั่งให้ส่ง มิฉะนั้นผู้กระทำไม่มีความผิด เพราะขาดเจตนาตามมาตรา 59 วรรค

สาม

ความผิดที่เกี่ยวกับการให้สินบนเจ้าพนักงาน 18

ความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนเป็นความผิดที่ป้องกันไม่ให้มีการจูงใจเจ้าพนักงานให้
ปฏิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติการตามหน้าที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประโยชน์ของรัฐและประชาชน
กฎหมายกำหนดโทษทั้งผู้ให้และผู้รับซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน และยังให้จำแนกความผิดออกเป็น 2
ระดับ กล่าวคือ กรณีเจ้าพนักงานทั่วไปกับกรณีเจ้าพนักงานในการยุติธรรม

คำว่า “สินบน” เป็นคำเก่า เดิมหมายถึง ทรัพย์หรือสิ่งของที่นำไปบูชาหรือตอบแทน
สิ่งหรือบุคคลที่ช่วยให้สำเร็จผล ในทางกฎหมายมักจะมีความหมายไปในทางที่ไม่ดี ดังที่ปรากฏ
ตามนิยามในมาตรา 6 (7) แห่งกฎหมายลักษณะอาญา อย่างไรก็ตาม ผู้ร่างประมวลกฎหมาย
อาญาไม่ได้นำคำว่า “สินบน” มาบัญญัติไว้ในกฎหมาย แต่ใช้วิธีการบัญญัติเนื้อหาตามความหมาย
ดังกล่าวแทน

สำหรับความผิดเกี่ยวกับการให้สินบนเจ้าพนักงาน กรณีทั่วไปมี 2 ฐานความผิด
ประกอบด้วยความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกรับสินบน (มาตรา 143) และความผิดฐานให้สินบน
แก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 144)

ความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกหรือรับสินบน (มาตรา 143)

มาตรา 143 ผู้ใดเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับ
ตนเองหรือผู้อื่น เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภา
นิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลโดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมาย
หรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่
บุคคลใด ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด 19

1. ผู้ใด

2. กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

(2.1) เรียก

(2.2) รับ หรือ

(2.3) ยอมจะรับ

3. ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น

4. เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ

สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล ให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือ

เป็นโทษแก่บุคคลใด

5. โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตน

6. เจตนา
คำอธิบาย

เรียก รับ หรือยอมจะรับ

องค์ประกอบทางด้านการกระทำตามมาตรา 143 ได้แก่ การที่เป็นคนกลางเรียก รับ หรือ

ยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ เพื่อจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงานให้กระทำหรือไม่กระทำการอย่าง

ใดอย่างหนึ่ง

เหตุที่เรียกผู้กระทำว่าเป็น “คนกลาง” นั้นก็เพราะเป็นผู้ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับ

เจ้าพนักงานให้กับบุคคลอื่นในการ “วิ่งเต้น” กับเจ้าพนักงาน ซึ่งบุคคลอื่นนั้นไม่ได้กระทำด้วยตนเอง

โดยตรง และเราจึงมักเรียกทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ให้แก่คนกลางนี้ว่า “ค่าวิ่งเต้น”

คำว่า “เรียก” หมายถึง เรียกร้องเอาโดยไม่ได้เสนอให้ คำว่า “รับ” หมายถึงรับมอบเอา
ไว้จากการเสนอให้ ส่วนคำว่า “ยอมจะรับ” หมายถึง ตกลงรับจะเอาไว้ตามที่มีผู้เสนอให้ แม้จะยังไม่
ได้มาก็ตาม

ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่น 20

ทรัพย์สินหรือประโยชน์ตามมาตรานี้เป็นสินบนที่ให้แก่ผู้กระทำในฐานะเป็นคนกลางคำ

ว่า “ทรัพย์สิน” เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 138 ส่วนคำว่า

“ประโยชน์”หมายถึง สิ่งอื่นที่มีคุณค่าหรือเป็นที่พอใจแก่ผู้รับ ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นประโยชน์ที่คิด

เป็นตัวเงินได้ เช่น ให้ตำแหน่งหน้าที่การงาน ให้บริการ ยกลูกสาวให้ เป็นต้น การได้มาหรือจะได้มาซึ่ง

ทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้กระทำเองหรือบุคคลภายนอกก็ได้

เป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิก
สภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล ให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือ
เป็นโทษแก่บุคคลใด

การเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ของคนกลางกระทำไปเพื่อเป็นการ
ตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด
หรือสมาชิกสภาเทศบาล

ผู้กระทำตกลงยอมตอบแทนการให้หรือจะให้สินบนตามมาตรา 143 ซึ่งมี 2 กรณี
1. จะจูงใจเจ้าพนักงาน เป็นกรณีที่ผู้กระทำเรียก รับ หรือยอมจะรับค่าวิ่งเต้นก่อนจะจูงใจเจ้า

พนักงาน แม้ต่อมาภายหลังผู้กระทำไม่ได้จูงใจ หรือจูงใจเจ้าพนักงานแต่ไม่เป็นผลก็ตาม
2. ได้จูงใจเจ้าพนักงาน เป็นกรณีที่ผู้กระทำเรียก รับ หรือยอมจะรับค่าวิ่งเต้นหลังจากได้จูงใจเจ้า

พนักงานเรียบร้อยแล้ว

โดยวิธีอันทุจริต หรือผิดกฎหมาย หรือโดยอิทธิพลของตน
การที่การที่จะจูงใจหรือได้จูงใจตามมาตรานี้ ต้องเป็นการที่ผู้จูงใจใช้วิธีการ “โดยวิธีอันทุ

จริต” หรือ “โดยผิดกฎหมาย” หรือ “โดยอิทธิพลของตน”
1. โดยวิธีโดยวิธีอันทุจริต เทียบเคียงได้กับคำว่า “โดยทุจริต”ตามมาตรา 1 (1) กล่าวคือ ใช้วิธี
เพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฏหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เช่น เรียกและ
รับเงินจากผู้ต้องหา อ้างว่าจะนำไปให้พนักงานสอบสวน
2.โดยวิธีอันผิดกฎหมาย เป็นการกระทำอันมิชอบด้วยกฏหมาย เช่น ใช้กำลังขู่เข็ญ หรือหลอก
ลวงไม่จำต้องถึงกับเป็นความผิดอาญาก็ได้
3.โดยอิทธิพลของตน คำว่า “อิทธิพล” หมายถึงอำนาจอื่นที่ไม่ใช่อำนาจตามกฏหมาย แต่เป็น
อำนาจแฝงที่ทำให้บุคคลอื่นคล้อยตามหรือทำตามความประสงค์

21

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิพากษาฎีกาที่ 4586 / 2531 จำเลยเรียกและจำเลยเรียกและรับเงินจาก ท.

กับพวกโดยอ้างว่าจะเอาไปให้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เพื่อให้พิพากษายกฟ้องในคดีที่ท.กับ
พวกเป็นจำเลย ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ที่จำเลยอ้างย่อมหมายถึงผู้พิพากษาผู้มีอำนาจ
พิจารณาพิพากษาคดีในศาลอุทธรณ์ได้ตามกฏหมาย แม้จะไม่ได้เป็นเจ้าของสำนวนหรือ
องค์คณะที่พิจารณาพิพากษาคดีนั้นก็ตาม ก็ถือว่าเป็นเจ้าพนักงานที่จำเลยจะจูงใจหรือ
กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ท.กับพวกแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็น
ความผิดตามมาตรา 143

ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน (มาตรา 144)

ความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน ตามมาตรา 144 มีความคล้ายคลึงกับความ
ผิดฐานเป็นคนกลางเรียกหรือรับสินบนตามมาตรา 143 แต่มีข้อแตกต่างสำคัญคือมาตรา 144 เอาผิด
แก่ตัวผู้ให้สินบนเจ้าพนักงาน ขณะที่มาตรา 143 เอาผิดแก่ตัวคนกลางเรียกหรือรับสินบน

มาตรา 144 ผู้ใดให้ ขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้า
พนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อ
จูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบความผิด
1. ผู้ใด
2. กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(2.1) ให้
(2.2) ขอให้ หรือ
(2.3) รับว่าจะให้
3. ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด
4. แก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล
5. เจตนา

คำอธิบาย 22

คำว่า “ให้” หมายถึง มอบโดยส่งหรือยื่นให้เพราะถูกเรียก ส่วนคำว่า “ขอให้” หมายถึง

ขอมอบให้โดยส่งหรือยื่นให้โดยไม่ได้ถูกเรียก และคำว่า “รับว่าจะให้” หมายถึง สัญญาว่าจะมอบให้

ในอนาคตไม่ว่าจะถูกเรียกหรือไม่ก็ตาม

ประเด็นสำคัญของความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานอยู่ที่เจตนาพิเศษ คือ เพื่อจูงใจ

ให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งสามารถแยกพิจารณา

ออกเป็น 3 ข้อดังนี้

1. เพื่อจูงใจให้กระทำการ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เช่น ให้สินบนเพื่อขอให้ตำรวจเปลี่ยนข้อหาจาก

หนักเป็นเบา

2. เพื่อจูงใจให้ไม่กระทำการ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เช่น เมื่อถูกจับก็ให้สินบนเพื่อไม่ให้ตำรวจจับกุม

3. เพื่อจูงใจให้ประวิงการกระทำ อันมิชอบด้วยหน้าที่ เช่น ให้สินบนเพื่อให้หน่วงคดีเอาไว้จนหมด

อายุความ เป็นต้น

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิคำพิพากษาฎีกาที่ 2221 / 2519 จำเลยเป็นผู้จัดการทั่วไปของบริษัทแห่งหนึ่งมอบเงิน

แก่นายกเทศมนตรีเทศบาลเพื่อจูงใจให้นายกเทศมนตรีอนุมัติให้จำเลยปลูกสร้างอาคารโดยเร็วทั้ง
ที่เรื่องราวหลักฐานการขออนุญาตปลูกสร้างอาคารยังไม่เรียบร้อยพอที่จะอนุญาตได้อันเป็นการมิ
ชอบด้วยหน้าที่จำเลยจึงต้องมีความผิดตามมาตรา 144

ความผิดที่เกี่ยวกับการทำให้เข้าใจว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน 23

ความผิดที่เกี่ยวกับการทำให้เข้าใจว่าตนเป็นเจ้าพนักงานมี 2 ฐานความผิดได้แก่ความผิด
ฐานแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน (มาตรา 145) และความผิดฐานสวมเครื่องแบบหรือใช้ยศ
หรือตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิ (มาตรา 146)

ความผิดฐานแสดงตนและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน (มาตรา 145)

มาตรา 145 ผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน และกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดย
ตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับ
ไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าพนักงานผู้ใดได้รับคำสั่งมิให้ปฎิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว ยังฝ่าฝืน
กระทำการใดๆ ในตำแหน่งหน้าที่นั้น ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในวรรคแรกดุจกัน

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิดตามวรรคแรก
1. ผู้ใด
2. แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน
3. กระทำการเป็นเจ้าพนักงาน
4. โดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น
5. เจตนาธรรมดา

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิดตามวรรคสอง
1. ผู้ใด
2. เป็นเจ้าพนักงาน
3. ได้รับคำสั่งมิให้ปฎิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่ต่อไปแล้ว
4. ยังฝ่าฝืนกระทำการใดในตำแหน่งหน้าที่นั้น
5. เจตนา

คำอธิบายความผิดตามวรรคแรก 24

บทบัญญัติที่ว่า “แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน” หมายถึง ทำให้ปรากฎว่าตนเป็นเจ้าพนักงาน

เช่น แสดงบัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ผู้กระทำจะมีความผิดตามมาตรา 146 ด้วย

นอกจากการแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานแล้ว ผู้กระทำจะต้องกระทำการเป็นเจ้าพนักงานซึ่ง

หมายถึง กระทำการเยี่ยงเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยผู้กระทำมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มี

อำนาจกระทำการนั้น เช่น แสดงตนเป็นตำรวจและเข้าตรวจค้นบ้านผู้เสียหาย เอากุญแจมือของ

ตำรวจสวมข้อมือผู้เสียหาย

คำอธิบายความผิดตามวรรคสอง

ผู้กระทำตามวรรคสองเป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่แต่ได้รับคำสั่งมิให้ปฎิบัติการตาม

ตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งมิใช่เค้าสั่งเป็นรายครั้งหรือรายกรณี แต่เป็นการให้หยุดปฏิบัติการไปจนกว่าจะมีคำ

สั่งให้กลับมาปฎิบัติการตามตำแหน่งหน้าที่นั้นอีก เมื่อถูกสั่งห้ามเช่นนี้ก็ไม่มีอำนาจปฎิบัติการตาม

ตำแหน่งหรือหน้าที่อีกต่อไป แต่ถ้าผู้นั้นยังฝ่าฝืนก็ทำการตามตำแหน่งหน้าที่ที่ถูกสั่งห้ามต่อไปอีกก็เป็น

ความผิดตามวรรคสองนี้

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิคำพิพากษาฎีกาที่ 1087 / 2561 การที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันแสดง

ตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ เข้าตรวจค้นห้องพักของผู้
เสียหายทั้งสี่ และรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 เมื่อพบเมทแอมเฟตามีนเป็น
อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภทท 1 จึงทำบันทึกการจับกุม แล้วจำเลยทั้งสามร่วมกัน
หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้เสียหายทั้งสี่ไว้ภายในห้องพัก และขู่เข็ญให้แจ้งญาตินำเงินไปมอบให้
จำเลยทั้งสามมิฉะนั้นจะส่งตัวไปดำเนินคดีเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้มาซึ่ง
เงินจากผู้เสียหายทั้งสี่ และเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน จึงเป็นการกระทำกรรม
เดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท

25
ความผิดฐานสวมเครื่องแบบหรือใช้ยศหรือตำแหน่งโดยไม่มีสิทธิ (มาตรา 146)

มาตรา 146 ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของ
เจ้าพนักงานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล
หรือไม่มีสิทธิใช้ยศ ตำแหน่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราช
อิสริยาภรณ์ กระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ จะต้องระวสงโทษจำคุก
ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด
1. ผู้ใด
2. ไม่มีสิทธิ์กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้
(2.1) ไม่มีสิทธิ์ที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงาน สมาชิกสภา

นิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล หรือ
(2.2) ไม่มีสิทธิ์ใช้ยศ ตำแหน่ง หรือเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์

3. กระทำการเช่นนั้น
4. เจตนา
คำอธิบาย

ความผิดตามมาตรานี้มี 2 ฐานความผิดย่อย ได้แก่ 1. ความผิดฐานสวมเครื่องแบบหรือ
ประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ และ 2. ความผิดฐานใช้ยศ ตำแหน่ง เครื่องราช
อิสริยาภรณ์ หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์โดยไม่มีสิทธิ ความผิดแรกนั้นจำกัดเฉพาะเครื่อง
แบบหรือเครื่องหมายของเจ้าพนักงานเท่านั้น ส่วนความผิดที่สองถ้าหากมีการใช้ยศตำแหน่งเครื่องราช
อิสริยาภรณ์หรือสิ่งที่หมายถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์โดยไม่มีสิทธิ ก็เป็นความผิดตามมาตรานี้ได้

“ยศ” หมายถึง เเครื่องกำหนดฐานะหรือชั้นของเจ้าพนักงานโดยเฉพาะทหารหรือตำรวจ
“ตำแหน่ง” หมายถึง หน้าที่ทางราชการ เช่น พนักงานสอบสวน เจ้าพนักงานสรรพสามิต เจ้าพนักงานป่าไม้ เป็นต้น
“เครื่องราชอิสริยาภรณ์” หมายถึง เครื่องหมายแสดงเกียรติยศ และบำเหน็จความชอบที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง
หรือโปรดให้สร้างขึ้น สำหรับพระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบแก่ข้าราชการส่วนพระองค์ หรือพระราชทานแก่ผู้
กระทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ ศาสนา และประชาชน ตลอดจนเรียนที่ระลึกที่พระราชทานเป็นบำเหน็จความชอบใน
โอกาสต่างๆ และที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บุคคลประดับได้ยังเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามที่ทางราชการกำหนด

26

คำพิพากษาฎีกาที่น่าสนใจ
คำพิคำพิพากษาฎีกาที่ 8621 / 2553 จำเลยแต่งกายประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ซึ่งตนไม่มีสิทธิ แล้วถ่ายรูปไว้ถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้ไม่มีสิทธิใช้เครื่องราชชะอิสริยาภรณ์กระทำ
เช่นนั้นแล้ว ส่วนเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิหรือไม่ เป็นเจตนาภายในจิตใจของจำเลย
การที่จำเลยถ่ายรูปขนาดใหญ่ติดไว้ในห้องรับแขก ซึ่งไม่ใช่ที่ลับแสดงว่าประสงค์ให้ผู้อื่นมา
เห็นและต้องการให้ผู้อื่นเชื่อว่ามีสิทธิใช้เครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามรูปถ่ายดังกล่าว จึงเป็น
ความผิดตามมาตรา 146

บรรณานุกรม

ศาสตราจารย์ ดร. คณพล จันทน์หอม. 2565. คำอธิบายกฎหมายอาญา
ภาคความผิด เล่ม 1. พิมพ์ครั้งที่ 5. กรุงเทพฯ : วิญญูชน


Click to View FlipBook Version