The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาเทคนิคการเตรียมปลายรากหอมที่มีผลต่อการเรียนบทปฏิบัติการ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by flaskukps, 2021-06-24 23:59:57

การศึกษาเทคนิคการเตรียมปลายรากหอมที่มีผลต่อการเรียนบทปฏิบัติการ

การศึกษาเทคนิคการเตรียมปลายรากหอมที่มีผลต่อการเรียนบทปฏิบัติการ

การศกึ ษาเทคนคิ การเตรยี มปลายรากหอมท่มี ีผลตอ่ การเรียนบทปฏิบตั ิการ
เรือ่ งการแบง่ เซลล์ปลายรากหอมใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ

โดย
รัตนา โยชะนัง

สาขาชวี วิทยา ภาควชิ าวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ วทิ ยาเขตกาํ แพงแสน
พ.ศ. 2563

งานวจิ ยั นีไ้ ด้รบั ทุนสนับสนนุ งานวิจยั บคุ ลากรสายสนับสนุนและชว่ ยวิชาการ
ภาควิชาวิทยาศาสตร์ ประจาํ ปีงบประมาณ 2562

คณะศลิ ปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วิทยาเขตกําแพงแสน



คํานํา

การศึกษาเทคนิคการเตรียมปลายรากหอมท่ีมีผลต่อการเรียนบทปฏิบัติการ เร่ืองการแบ่งเซลล์ปลาย
รากหอมให้มีประสิทธิภาพงานสนับสนุนการเรียนการสอนของนักวิทยาศาสตร์ เป็นภาระงานหลักที่ต้อง
ปฏิบัติการนั้น นับเป็นการปฏิบัติงานที่มีกระบวนการท่ีไม่เหมือนกับการปฏิบัติงานในสายอ่ืนๆ ทั้งนี้
เนื่องจากว่าการ ปฏิบัติงานในสายน้ีต้องอาศัยท้ังความรู้ทางทฤษฏีและทักษะทางปฏิบัติที่ถูกต้องและแม่นยํา
ส่ิงเหล่าน้ี มีผลต่อประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาปฏิบัติการต่างๆ รวมท้ังการให้บริการ
ด้านอ่ืนๆ ที่เก่ียวข้องด้วย กระบวนการทํางานด้านนักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้บุคลากรและนิสิตนักศึกษาท่ี
เกี่ยวข้องได้ เข้าใจถึงกระบวนการปฏิบัติงานรายวิชาปฏิบัติการชีววิทยา เป็นวิชาทางด้านพื้นฐานของบท
ปฏิบัติการ ทดลอง โดยเฉพาะบทปฏิบัติการทดลองการแบ่งเซลล์ที่ก่อนหน้านี่ใช้ตัวอย่างจากสไลด์ถาวร
เน่ืองจากสไลด์มีราคาค่อนข้างสูงจึงอยากให้นิสิตได้มีการศึกษาทดลองจากตัวอย่างจริง ดังน้ันผู้จัดทําจึงได้หา
เทคนิคการเตรียมปลายรากหอมเพ่ือให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับสไลด์ถาวรต่อไป สาขาชีววิทยา ภาควิชา
วิทยาศาสตร์ คณะศิลปะศาสตร์และวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ วทิ ยาเขตกําแพงแสน
ปี พ.ศ. 2563

รตั นา โยชะนงั
มกราคม 2563



บทคดั ย่อ

รตั นา โยชะนัง 2563 งานวจิ ัยเรือ่ งการศึกษาเทคนคิ การเตรยี มปลายรากหอมท่มี ีผลต่อการเรียน
บทปฏบิ ัติการ เรอ่ื งการแบง่ เซลลป์ ลายรากหอมใหม้ ีประสทิ ธภิ าพ
สาขาชีววทิ ยา ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศลิ ปศาสตร์และวิทยาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน (25 หน้า)

ท่ีปรกึ ษา ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร. รชั พล พะวงศ์รตั น์

ผลการวจิ ัย การศกึ ษาเทคนคิ การเตรยี มปลายรากหอมทีม่ ีผลต่อการเรียนบทปฏบิ ัตกิ าร เรอื่ งการแบ่ง
เซลลป์ ลายรากหอมใหม้ ีประสิทธิภาพ สาขาชีววทิ ยา ภาควิชาวทิ ยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตร์
มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน พบว่า การศึกษาเทคนิคการเตรียมปลายรากหอมท่ีมีผลต่อ
การเรยี นบทปฏิบัตกิ าร เรือ่ งการแบง่ เซลลป์ ลายรากหอมให้มีประสทิ ธิภาพ โดยใชข้ ้อทดสอบชุดเดยี วกนั
ทดสอบก่อนและหลงั การวจิ ยั ผลที่ได้รบั ดีกวา่ กอ่ นทดสอบทุกรายขอ้ คาํ ถาม ตรงตามวัตถปุ ระสงค์ ขอ้ ที่ 1
เพอ่ื หาเทคนคิ การเตรยี มปลายรากหอมใหม้ ปี ระสิทธภิ าพ และข้อท่ี 2 เพ่ือใชป้ ระโยชนใ์ นการเรยี นบท
ปฏิบตั ิการเร่อื งการแบง่ เซลล์ เป็นไปตามทฤษฎี สมมตฐิ าน และกรอบแนวความคิดของโครงการวจิ ยั ถ้าใช้
เทคนิคการเตรยี มปลายรากหอมนีแ้ ล้วผปู้ ฏบิ ัตงิ านและนิสติ นักศึกษาจะสามารถเหน็ ตัวอย่างการแบ่งเซลล์ที่
ชัดเจนได้



กติ ติกรรมประกาศ

งานวิจัยฉบบั น้สี ําเรจ็ ลงไดด้ ว้ ยดี เนื่องจากไดร้ ับความกรุณาอย่างสงู จาก ผชู้ ่วยศาสตราจารย์
ดร.รชั พล พะวงศ์รตั น์ อาจารยท์ ่ีปรกึ ษางานวิจัย ที่กรณุ าใหค้ ําแนะนําปรกึ ษาตลอดจนปรบั ปรุงแกไ้ ข
ข้อบกพร่องต่างๆด้วยความเอาใจใสอ่ ย่างดยี ่ิง ผู้วิจยั ตระหนกั ถงึ ความต้ังใจจริงและความทุ่มเทของอาจารย์
และขอกราบขอบพระคุณเปน็ อยา่ งสูงไว้ ณ ทนี่ ี้

ขอกราบขอบพระคุณ ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ลักษณา กนั ทะมา และทา่ นคณาจารย์ในสาขาชีววิทยา
ทกุ ทา่ นทใ่ี หค้ วามร้คู วามเขา้ ใจข้อมลู ต่างๆในเรือ่ งการแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซิส และ คุณกาญจนา พิมพ์ไธสง
นักวิทยาศาสตร์ สาขาชวี วิทยา ทชี่ ่วยในการแจกแบบสอบถามแก่นิสิตท่เี รียนในรายวิชาปฏิบัตกิ ารชีววิทยา
รวมถงึ นสิ ิตทกุ ท่านท่ีลงทะเบยี นเรยี นวิชาปฏิบัติการชีววิทยาในภาคเรียนท่ี1ปกี ารศึกษา2562 ทใี่ หค้ วาม
ร่วมมอื ในการทดลองและตอบแบบสอบถาม จนทาํ ใหง้ านวจิ ัยนส้ี ําเรจ็ ลลุ ว่ งไปด้วยดี

อน่งึ ผูว้ ิจยั หวังวา่ งานวจิ ยั ฉบับนจี้ ะมีประโยชนอ์ ยไู่ ม่นอ้ ย จึงมอบสว่ นดที ้ังหมดน้ี ให้แกเ่ หล่า
คณาจารย์ ทไี่ ด้ประสิทธิประสาทวชิ าจนทาํ ให้ผลงานวจิ ัยเป็นประโยชน์ตอ่ ผู้เก่ยี วข้อง และขอมอบความกตญั ญู
กตเวทติ าคณุ แด่บดิ า มารดา และผมู้ พี ระคุณทกุ ท่าน สาํ หรับข้อบกพร่องตา่ งๆทอี่ าจจะเกิดขน้ึ น้นั ผูว้ จิ ยั
ขอน้อมรบั ผิดเพียงผ้เู ดยี ว และยินดีที่จะรับฟังคาํ แนะนําจากทกุ ท่านทไ่ี ดเ้ ขา้ มาศึกษา เพอื่ เปน็ ประโยชน์ในการ
พฒั นางานวจิ ยั ตอ่ ไป

โดยงานวจิ ัยนี้ได้รบั ทนุ สนบั สนุนงานวจิ ยั บุคลากรสายสนับสนนุ และชว่ ยวชิ าการ ภาควชิ า
วิทยาศาสตร์ ประจาํ ปงี บประมาณ 2562 คณะศลิ ปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วทิ ยาเขตกําแพงแสน

รัตนา โยชะนงั
มกราคม 2563

 
 

สารบญั หนา้

คํานาํ ข
บทคัดยอ่ ค
กติ ติกรรมประกาศ 1
1
บทท่ี 1 1
1
บทนาํ 2
วตั ถปุ ระสงค์ 2
2
ขอบเขตการวิจัย
ทฤษฎี สมมติฐาน และกรอบแนวความคดิ ของโครงการวิจัย 3
ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะได้รับ 3-11
ผลสําเร็จและความคมุ้ ค่าของการวิจัยทค่ี าดว่าจะไดร้ ับ
บทท่ี 2 12-18
การทบทวนวรรณกรรม 19
การแบ่งเซลล์
บทที่ 3 20-22
วธิ กี ารทดลอง 23
การเปรียบเทยี บทางสถติ ิ
บทท่ี 4 24
ผลการทดลอง 25
สรุปผลการทดลอง
ภาคผนวก
บรรณานุกรม
ประวัตกิ ารศึกษาและการทํางาน

สารบัญตาราง

ตารางท่ี 1 แสดงข้อแตกตา่ งระหวา่ งการแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสิ และไมโอซิส หนา้
6

ตารางท่ี 2 ภาพจากกลอ้ งจลุ ทรรศนร์ ะหว่างสไลด์ถาวรและสไลด์สด โดยวิธี squash technique 18

ตารางที่ 3 แสดงแยกคณะในมหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน 20

ตารางที่ 4 แสดงผลการศกึ ษาเทคนคิ การเตรียมปลายรากหอมทมี่ ีผลตอ่ การเรียนบทปฏิบัติการ

เรื่องการแบง่ เซลลป์ ลายรากหอมใหม้ ีประสิทธิภาพ 21

สารบญั ภาพ

ภาพท่ี 1 แสดงการจดั เรยี งตวั ของสายโพลีนวิ คลีโอไทด์(DNA) ขดมว้ นใไห้สน้ั และมีขนาดเล็กลง หนา้
ใหพ้ อดที ี่จะเขา้ ไปอยู่ในนวิ เคลียสของเซลลไ์ ด้ DNA - Gena - Nucleosome - Solinoid – 7
Chromosome

ภาพที่ 2 แสดงวฏั จกั รของเซลล์ 8

ภาพที่ 3 แสดงเซลลก์ ารจากรากหอม(Allium cepa) ทกี่ าํ ลังแบง่ ตัวแบบ Mitosis 9
ในระยะตา่ งๆ 9

ภาพท่ี 4 เซลล์ที่ 2 เป็นเซลล์ในระยะ Metaphase (เส้นตรงผ่าแนวกลมุ่ โครโมโซม)
และเซลลท์ ี่ 1 และ 3 เปน็ เซลล์ในระยะ Prophase

ภาพท่ี 5 เซลล์แบง่ ตัวแบบ Meiosis ในรอบแรก(Meiosis I) 10

ภาพที่ 6 เซลลแ์ บ่งตวั แบบ Meiosis ในรอบท่ีสอง (Meiosis II) 11
ภาพที่ 7 1. ปลูกในทรายประมาณ 3-4 วัน 14

ภาพท่ี 8 2. รากจะงอกออกมายาวประมาณ 1-2.5 ซม. 14
15
ภาพท่ี 9 3. ในชว่ งเวลา 9.00-11.00 น.ตัดรากแชใ่ นนํ้ายาคงสภาพ (fixative solution)
นาํ้ ยาคงสภาพทีน่ ิยมใช้ ประกอบดว้ ย เอทลิ แอลกอฮอล์สมั บูรณ์ (absolute ethyl alcohol)
3 ส่วน และ กรดนาํ้ ส้มเขม้ ข้น (glacial acetic acid) 1 ส่วน

สารบญั ภาพ (ตอ่ )

ภาพที่ 10 แช่ปลายรากหอมในนํ้ายาคงสภาพเซลลน์ ี้ประมาณ 18-24 ช่ัวโมง ทอ่ี ุณหภมู ิห้อง หน้า
15

ภาพที่ 11 แลว้ เปล่ยี นน้ํายาเป็นแอลกอฮอล7์ 0% เกบ็ ในตู้เย็นซ่ึงสามารถเกบ็ รักษาไดน้ าน 2-3 ปี 15

ภาพท่ี 12 1. นาํ ปลายรากหอมทเ่ี ตรียมไว้ในน้ํายาคงสภาพ ตัดเอาเฉพาะสว่ นปลายรากสขี าว 16
ขนุ่ ยาวประมาณ 2-3 มม. วางบนสไลด์ทส่ี ะอาด 1-2 ราก ส่วนปลายรากสขี าวขุน่ เปน็ บรเิ วณท่มี ี
เน้ือเยอ่ื เจรญิ อยเู่ ป็นจาํ นวนมาก เซลล์ในบริเวณนีม้ ีการแบ่งเซลลไ์ มโทซิสตลอดเวลา

ภาพที่ 13 2. หยดกรดเกลอื ลงไปบนสว่ นของราก 1-2 หยด ทิ้งไวป้ ระมาณ 5 นาที เพื่อละลาย
ส่วนชองผนงั เซลลท์ ี่ติดกัน ซึ่งประกอบดว้ ยเพกทินและเซลลโู ลส ทาํ ใหเ้ ซลล์แยกเป็นเซลล์เดยี่ วๆ 16
และทําใหเ้ นอ้ื เย่ือออ่ นนมุ่ ง่ายต่อการขย้ีใหเ้ ซลลห์ ลดุ ออกจากกัน

ภาพที่ 14 3. ซบั กรดออกให้หมด แล้วหยดสยี ้อมไมโครโซมลงไป 1-2 หยด สีท่ีใช้ยอ้ มคอื
อะซโี ทคาร์มีน (สีคาร์มนี 2.0 กรัม ละลายในกรดนํ้าสม้ 45% จาํ นวน 100 มล.) หรอื อะโทออร์ซนี 17
(สีออร์ซนี 2 กรมั ละลายในกรดนํ้าส้ม 45% จาํ นวน 100 มล.) ท้งิ ไว้ประมาณ 5 นาที

ภาพที่ 15 4. ใชเ้ ขม็ เขี่ยปลายแบนขย้ปี ลายรากให้ละเอียด เพื่อทาํ ให้เซลลแ์ ยกออกจากกนั ได้ 17
มากทสี่ ดุ แยกเอาส่วนของรากทมี่ ีขนาดใหญ่และขยะตา่ งๆทงิ้ ไป ปดิ ด้วยกระจกปิดสไลด์

ภาพท่ี 16 5. ใชก้ ระดาษทชิ ชูปิดลงบนสไลด์ แล้วใช้น้วิ หัวแมม่ อื กดตรงบริเวณกระจกปดิ สไลด์

เพื่อใหเ้ นือ้ เยอื่ และเซลลแ์ บนลง (เทคนิค squash) สที ่ลี น้ ออกมาจะถูกกระดาษทิชชูดูดซับไว้ หรอื

อาจใชก้ ระดาษทิชชูพับครึง่ วางบนพน้ื โต๊ะ สอดสไลดใ์ ห้ดา้ นทม่ี กี ระจกปดิ สไลดห์ งายขน้ึ 17

ภาพท่ี 17 6. นาํ ไปส่องดูดว้ ยกล้องจุลทรรศน์ ศึกษาระยะตา่ งๆ ของการแบง่ เซลล์ไมโทซิส 18

 
 
 
 
 
 
 

1

บทท่ี 1

บทนํา

งานสนับสนนุ การเรียนการสอนของนกั วทิ ยาศาสตร์ เปน็ ภาระงานหลักทต่ี อ้ งปฏิบตั ิการนนั้ นับเป็น
การปฏิบตั ิงานทมี่ กี ระบวนการทีไ่ ม่เหมอื นกับการปฏบิ ัตงิ านในสายอน่ื ๆ ท้งั นี้เนอื่ งจากวา่ การ ปฏิบตั ิงานใน
สายน้ตี อ้ งอาศัยท้ังความรู้ทางทฤษฏแี ละทกั ษะทางปฏิบตั ิท่ถี ูกต้องและแมน่ ยํา สงิ่ เหลา่ นี้ มผี ลตอ่ ประสทิ ธภิ าพ
ในการจัดการเรียนการในรายวชิ าปฏบิ ตั ิการตา่ งๆ รวมทง้ั การใหบ้ ริการด้านอื่นๆ ที่เก่ียวข้องด้วย กระบวนการ
ทํางานด้านนักวทิ ยาศาสตร์ เพอ่ื ให้บคุ ลากรและนสิ ิตนักศกึ ษาที่เก่ียวข้องได้ เขา้ ใจถึงกระบวนการปฏบิ ตั ิงาน
รายวชิ าปฏิบัติการชวี วิทยา เปน็ วิชาทางด้านพน้ื ฐานของบทปฏบิ ตั กิ าร ทดลอง โดยเฉพาะบทปฏิบัตกิ าร
ทดลองการแบง่ เซลล์ท่ีกอ่ นหนา้ นใี่ ชต้ ัวอยา่ งจากสไลด์ถาวรเนื่องจากสไลดม์ รี าคาคอ่ นข้างสูงจงึ อยากให้นิสติ ได้
มีการศกึ ษาทดลองจากตัวอย่างจริงดงั นั้นผจู้ ัดทาํ จึงไดห้ าเทคนิคการเตรยี มปลายรากหอมเพอ่ื ใหม้ ี
ประสทิ ธภิ าพใกลเ้ คียงกบั สไลดถ์ าวรตอ่ ไป

วัตถปุ ระสงค์

1. เพ่ือหาเทคนิคการเตรียมปลายรากหอมใหม้ ีประสทิ ธิภาพ
2. เพ่ือใชป้ ระโยชนใ์ นการเรยี นบทปฏิบตั ิการเร่ืองการแบ่งเซลล์

ขอบเขตการวจิ ยั

1. ดา้ นการจัดการการเรียนการสอนปฏิบัตกิ ารในสาขาชวี วิทยา คณะศิลปศาสตรแ์ ละ วิทยาศาสตร์
2. ด้านการพัฒนาและการฝกึ อบรม

2

ทฤษฎี สมมตฐิ าน และกรอบแนวความคิดของโครงการวจิ ัย

ถา้ ใชเ้ ทคนคิ การเตรยี มปลายรากหอมนแ้ี ลว้ ผปู้ ฏบิ ัติงานและนสิ ติ นักศึกษาจะสามารถเหน็ ตวั อยา่ งการ
แบง่ เซลลท์ ่ชี ดั เจนได้

ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ ับ

1. สามารถนาํ ไปใชเ้ ป็นแนวทางในการวางแผนและปฏบิ ัตงิ านได้ดียิง่ ขึ้น และมมี าตรฐาน
2. สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานขององค์กรรวมทัง้ ลดค่าใชจ้ า่ ยในการจดั หา
สไลด์ถาวร

ผลสําเร็จและความคุม้ คา่ ของการวิจัยทค่ี าดวา่ จะไดร้ บั

1. ประหยดั งบประมาณในการจัดหาสไลด์ถาวร
2. ทาํ ใหก้ ารเรียนรงู้ านไดเ้ รว็ ขน้ึ มีขั้นตอนในการทาํ งานแนน่ อน ทําใหก้ ารทํางานงา่ ยขน้ึ

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

3

บทที่ 2
การทบทวนวรรณกรรม

การจัดทําเทคนิคการเตรียมปลายรากหอมเพื่อใช้สําหรับการเรียนปฏิบัติการชีววิทยา ห้องปฏบิ ัติการ
วทิ ยาศาสตร์สาขาชวี วิทยา ภาควิชาวทิ ยาศาสตร์ คณะศลิ ปศาสตร์และวิทยาศาสตร์มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์
วิทยาเขตกําแพงแสน น้ันมีแนวทางจากการศึกษาเอกสารและข้อมูลท้ังใน และต่างประเทศ เว็บไซต์ท่ี
เก่ียวข้องกับที่ใช้ในการศึกษา รวมท้ังข้อมูลจากนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิทางสาขาชีววิทยา เพ่ือนํา
พิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสมกับระบบการศึกษาของประเทศไทย โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้สาขาชีววิทยา
ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน ได้
มีแนวทางในการปรับปรุงการเรียนบทปฏิบัติการเร่ืองการแบ่งเซลล์ที่มีอยู่แล้วให้ได้มีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลโดยมีการศกึ ษาเอกสารท่ีเกีย่ วข้องดังนี้

1. การแบง่ เซลล์
2. การแบง่ ไซโทพลาสซมึ

การแบง่ เซลล์

การเจริญเตบิ โต และการสืบพนั ธข์ุ องสงิ่ มีชวี ติ จะมีความเกีย่ วข้องกบั การแบง่ เซลล์ ในการแบง่ เซลล์
น้ันจะมี 2 ขบวนการ เกิดสลับกนั ไป คอื การแบ่งตัวของนวิ เคลียส (KARYOKINESIS) และการแบ่งตัวของไซ
โทพลาซมึ (CYTOPLASM) โดยปกตเิ ม่ือสิ้นสดุ การแบง่ ตวั ของนิวเคลยี สแล้ว กจ็ ะเริม่ การแบ่งตวั ของไซ
โทพลาสซมึ ทันทีการแบง่ เซลล์ ประกอบดว้ ย 2 ขัน้ ตอน คอื การแบง่ นิวเคลียส และการแบ่งไซโทพลาซมึ

การแบง่ นวิ เคลยี ส แบง่ ออกได้เป็น 2 แบบ คอื การแบ่งนวิ เคลยี สแบบไมโทซีส ทําใหเ้ รียกการแบง่
เซลล์นีว้ ่า การแบ่งเซลลแ์ บบไมโทซสี และการแบ่งนิวเคลยี สแบบไมโอซีส ทําให้เรียกการแบง่ เซลลน์ ว้ี ่า การ
แบ่งเซลลแ์ บบไมโอซีส

 

 

 

 

 

 

 



การแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส (mitosis)

เป็นการแบ่งเซลล์เพ่ือเพิ่มปริมาณเซลล์ภายในรา่ งกาย (somatic cell) ของสงิ่ มชี วี ติ โดยในเซลล์
ร่างกายจะมจี ํานวนโครโมโซมอยู่ 2 ชุด (2n) หรอื ดิพลอยด์ (diploid) และเม่อื ผา่ นกระบวนการแบ่งเซลล์แบบ
ไมโทซิสจนสมบูรณแ์ ล้ว จะได้เซลลใ์ หม่ 2 เซลล์ ที่มีโครโมโซม 2 ชุดเท่าเดมิ และมีลักษณะทางพนั ธกุ รรม
เหมือนเดิมทุกประการ ทาํ ใหม้ จี ํานวนเซลล์ในร่างกายเพ่มิ มากขนึ้ สง่ิ มีชีวิตจงึ เจริญเติบโตมากข้นึ

ขนั้ ตอนการแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซสิ สามารถจาํ แนกไดเ้ ปน็ 2 ขั้นตอนใหญ่ ดงั นี้

ระยะอินเตอร์เฟส (interphase) เป็นระยะเตรยี มความพร้อมของเซลล์ในระยะน้ีจะมีนิวเคลียสขนาด
ใหญ่ และเมอื่ นําเซลลม์ าย้อมสแี ล้วมองผ่านกล้องจลุ ทรรศนจ์ ะเห็นนวิ คลีโอลัสภายในนิวเคลยี สไดอ้ ยา่ งชัดเจน

ระยะการแบง่ เซลล์แบบไมโทซิส (mitotic phase หรอื M phase) เปน็ ระยะท่มี ีการแบง่ นวิ เคลยี ส
ใช้ระยะเวลาในการเกิดช่วงสั้น ๆ แลว้ จะตามดว้ ยการแบง่ ไซโทพลาซมึ การแบง่ นิวเคลยี สแบบไมโทซสิ แบ่งได้
เป็น 4 ระยะ คือ

ระยะโพรเฟส (prophase) เปน็ ระยะทโ่ี ครมาทินม้วนขดตัว จนสามารถมองเหน็ แทง่ โครโมโซมอยเู่ ป็น
คู่ยดึ ติดกันอยู่ทีเ่ ซนโทรเมยี ร์ (centromere) เยอ่ื หมุ้ นวิ เคลียสและนิวคลโี อลัสหายไป

ระยะเมทาเฟส (metaphase) เป็นระยะทีโ่ ครโมโซมเคล่อื นตวั ไปเรยี งตามแนวกงึ่ กลางของเซลล์
มองเห็นแทง่ โครโมโซมและศกึ ษาความแตกต่างของลกั ษณะโครโมโซมไดช้ ดั เจน

ระยะแอนาเฟส (anaphase) เปน็ ระยะทแี่ ทง่ โครโมโซมถูกดงึ ใหแ้ ยกออกจากกัน กลายเป็นแทง่ เดียว
2 กลุ่ม อยูแ่ ต่ละขัว้ ของเซลล์

ระยะเทโลเฟส (telophase) เปน็ ระยะทโ่ี ครโมโซมในแต่ละขวั้ ของเซลลม์ ีการคลายตวั เปน็ เส้นยาว
เย่ือหมุ้ นวิ เคลียสและเยอ่ื หุ้มนวิ คลีโอลสั เรม่ิ ปรากฏให้เหน็

 
 
 
 



การแบง่ เซลล์แบบไมโอซิส (meiosis)

เปน็ การแบ่งเซลล์ที่ทาํ ให้เกิดการลดจํานวนโครโมโซมภายในนวิ เคลียสลงเหลอื เพยี งชุดเดยี ว (n) เปน็
การแบ่งเซลล์เพ่ือสร้างเซลลส์ ืบพันธ์ุ โดยเซลลท์ ่ที าํ หนา้ ทแี่ บง่ เซลลแ์ บบไมโอซสิ น้ี เรียกวา่ โกแนด (gonad) ใน
เพศหญิงจะพบเซลลช์ นิดน้ีในรังไข่ ซึ่งทาํ หน้าทีส่ ร้างไข่ (ovum) ส่วนในเพศชายจะพบเซลล์ชนดิ น้ใี นอณั ฑะ
(testis) ซ่งึ ทาํ หนา้ ทส่ี ร้างตัวอสจุ ิ (sperm)

กระบวนการแบง่ เซลล์แบบไมโอซสิ จะมกี ารแบง่ เซลล์ต่อเน่อื งกนั 2 รอบ เรียกการแบง่ เซลลร์ อบแรก
วา่ ไมโอซสิ 1 และเรียกการแบ่งเซลล์รอบสองวา่ ไมโอซิส 2 ซ่งึ มลี ักษณะการแบง่ เซลลท์ ี่แตกต่างกนั ดังน้ี

ไมโอซิส 1 เปน็ ระยะแบง่ เซลลท์ ีท่ าํ ให้ไดเ้ ป็นเซลล์ใหม่ 2 เซลล์ โดยแต่ละเซลลจ์ ะมจี ํานวนโครโมโซม
เพียงครงึ่ หนงึ่ ของเซลล์เดมิ เรยี กวา่ แฮพลอยดเ์ ซลล์ (n) โดยมขี ัน้ ตอนดังน้ี 1) อนิ เตอร์เฟส 1 เป็นระยะ
เตรียมความพร้อมของเซลล์ เช่นเดยี วกันกบั ระยะอินเตอร์เฟสในไมโทซสิ 2) โพรเฟส 1 เปน็ ระยะท่ีมกี าร
เปล่ยี นแปลงหลายประการ โดยเริม่ ตงั้ แต่สายโครมาทินหดตัวพันกนั หนาแนน่ กลายเปน็ แท่งโครโมโซม จากนัน้
คโู่ ฮโมโลกัสโครโมโซมจะมาเข้าคกู่ นั โดยในระหว่างการเขา้ ค่กู นั ค่โู ฮโมโลกัสโครโมโซมจะมกี ารเปลีย่ นแปลง
ชิน้ ส่วนของโครโมโซม ทาํ ใหล้ กั ษณะของสง่ิ มีชีวิตบนโครโมโซมกี ารเปลย่ี นแปลง จงึ เปน็ สาเหตขุ องการแปรผัน
ตา่ ง ๆ ในสิง่ มีชีวติ 3) เมทาเฟส 1 เป็นระยะทีค่ ่โู ฮโมโลกสั โครโมโซมมาเรียงตวั กนั อยู่กลางเซลล์ จึงทําใหเ้ ห็น
เปน็ แถวโครโมโซมเรียงตัว 2 แถว คู่กัน 4) แอนาเฟส 1 เป็นระยะท่คี ูโ่ ฮโมโลกสั โครโมโซมถูกดงึ ให้แยกตวั จาก
กันไปยงั ข้ัวตรงข้ามของเซลล์ จึงเกดิ เปน็ โครโมโซมทมี่ ีลักษณะเป็นแฮพลอยด์ 5) เทโลเฟส 1 เป็นระยะท่ี
โครโมโซมถูกแบง่ เปน็ 2 กลุม่ ทีแ่ ตล่ ะขวั้ ของเซลล์ มีการสรา้ งเยื่อหุ้มนิวเคลยี สและการแบง่ แยกส่วน
ไซโทพลาซมึ จนเกิดเปน็ เซลลล์ ูก 2 เซลล์ ซ่งึ มีโครโมโซมแบบแฮพลอยด์ และโครโมโซมจะมีการคลายตัวออก
กอ่ นทจ่ี ะเขา้ สรู่ ะยะไมโอซิส 2

ไมโอซสิ 2 เปน็ การแบ่งเซลลท์ ่ที าํ ใหจ้ ํานวนเซลลใ์ หมเ่ พม่ิ ขึน้ จาก 2 เซลล์ ไปเป็น 4 เซลล์ โดยจะยงั คง
จาํ นวนชุดโครโมโซมเดิมที่เป็นแฮพลอยด์ การแบ่งเซลลใ์ นขัน้ ตอนนีจ้ ะมลี กั ษณะคลา้ ยกับการแบง่ เซลล์แบบ
ไมโทซสิ เว้นแตไ่ ม่มีการสังเคราะหโ์ ครโมโซมใหม่ ดงั นี้ 1) โพรเฟส 2 เย่ือห้มุ นวิ เคลยี สสลายไปโครโมโซม
หดส้นั มากข้นึ จนทาํ ใหเ้ หน็ แท่งโครโมโซมไดอ้ ย่างชัดเจน 2) เมทาเฟส 2 โครโมโซมมาเรียงตวั ในแนวกลาง
ของเซลล์ 3) แอนาเฟส 2 แท่งโครโมโซมถูกดึงแยกจากกนั กลายเปน็ แทง่ เดยี ว ไปรวมกันอยู่



ทแ่ี ตล่ ะข้ัวของเซลล์ 4) เทโลเฟส 2 โครโมโซมมารวมกนั ทขี่ ้วั เซลล์และมีการสรา้ งเยอ่ื หมุ้ นิวเคลียสจนได้
4 นิวเคลยี สแต่ละนวิ เคลียสมโี ครโมโซมเปน็ แฮพลอยด์ หลังจากนั้นจึงเกดิ การแบ่งไซโตพลาซึมได้เป็นเซลล์ใหม่
4 เซลล์ โครโมโซมในนวิ เคลยี สจึงเริ่มคลายตวั กลับเป็นสายยาว

ตารางท่ี 1 แสดงข้อแตกต่างระหวา่ งการแบง่ เซลล์แบบไมโทซสิ และไมโอซสิ

ไมโทซิส ไมโอซสิ

1. เป็นการแบ่งเซลล์ร่างกาย (somatic cell) 1. เปน็ การแบ่งเซลลเ์ พศ (sex cell)

2. ผลท่ไี ดจ้ ากการแบ่งเซลลจ์ าก 1 เป็น 2 เซลล์ 2. ผลท่ไี ด้จากการแบ่งเซลลจ์ าก 1 เปน็ 4 เซลล์

3. จํานวนโครโมโซมเซลล์ลูกเทา่ กบั เซลล์แม่ 3. จํานวนโครโมโซมเซลล์ลกู เปน็ ครึง่ หนง่ึ ของเซลล์

4. ไม่มกี ารแนบชดิ ของโครโมโซมที่เปน็ ค่กู ัน แม่

5. โครมาทิดแยกออกจากกันในระยะแอนาเฟส 4. มกี ารแนบชิดของโครโมโซมท่ีเปน็ คู่กนั

6. เซลล์ลกู มีพนั ธุกรรมเหมอื นกับเซลล์แม่ 5. โครมาทิดแยกออกจากกันในระยะแอนาเฟส 2

7. มีการแบ่งไซโทพลาซึม 1 ครั้ง 6. เซลล์ลูกมีพนั ธุกรรมต่างกับเซลลแ์ ม่

ฯลฯ 7. มกี ารแบง่ ไซโทพลาซมึ 2 คร้งั

ฯลฯ

(ทม่ี า : C:\Users\Administrator.9V29YNOH7OZ9CKP\Documents\หนังสือเรียนเสรมิ วิทยาศาสตร์ ม.3

(นาํ รอ่ งหลกั สตู รฯ 2551)-การถา่ ยทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม.htm)

การแบง่ เซลลท์ าํ ไมเซลลส์ ่ิงมีชวี ิตจึงตอ้ งมีการแบ่งตัว ทาํ ไมจึงไมส่ รา้ งเซลล์ขน้ึ มาใหม่ เนื่องจากส่ิงมชี ีวิตมี
รูปแบบเฉพาะตวั ซ่งึ มีการสะสมมาซึ่งเปน็ กลไกเพือ่ ความอยรู่ อดของส่ิงมชี ีวิต และจะต้องรกั ษาลกั ษณะ
ดังกลา่ วเอาไว้ น่เี ปน็ สมบตั ิของส่ิงมชี ีวติ ทีจ่ ะนําพาเผ่าพนั ธุใ์ ห้ผา่ นมรสมุ ของความเปล่ียนแปลงที่เกิดขึน้ บน
ดาวเคราะหด์ วงนี้ การสะสมเป็นสมบัตทิ ีจ่ ะนาํ พาความอยู่รอดเรอ่ื ยมารุ่นต่อรนุ่ เซลล์เปน็ จุดเรมิ่ ต้นของ
สง่ิ มีชวี ิต การทรี่ ุน่ หน่ึงไดฝ้ า่ ฟัน และสะสมประสบการณจ์ นไดร้ ับชยั ชนะ ความสามารถดังกล่าวสามารถสืบ
ทอดไปยังรนุ่ ตอ่ มา ในความเปน็ จรงิ แล้วอาจไม่ใชเ่ จตนาหรอื สิง่ มชี วี ิตเองไม่อาจล่วงรูไ้ ด้เลยวา่ ในอนาคต
ตนเองจะตอ้ งประสบกบั อปุ สรรค์หรอื ความยากลาํ บากในลักษณะใด แต่เม่อื กาลเวลาผา่ นไปจะเหลอื เพยี ง
ส่ิงมชี วี ติ ท่ปี ระสบความสาํ เร็จ ได้รบั ชัยชนะต่ออปุ สรรคเ์ ทา่ นั้นทอ่ี ยูร่ อดมาได้ ประสบการณข์ องสงิ่ มชี ีวิตไดถ้ กู
สะสมรุ่นตอ่ รุ่นจะแข็งแกรง่ พอที่จะทาํ ใหส้ ง่ิ มชี วี ิตนัน้ สามารถอยูร่ อดมาได้ ส่ิงทีเ่ ราเห็นในปัจจบุ นั เปน็ ผลสืบ
เน่ืองมาจากอดตี เป็นผลลพั ธ์ เป็นความลงตัวของสรรพสิ่งท่ี

7

เปลีย่ นแปลงและผนั แปรมาแต่อดตี ตามแนวคดิ ของชาลสด์ ารว์ นิ ดว้ ยเหตุนีส้ รรพสิ่งในโลกทส่ี ามารถสะสม
ประสบการณแ์ ละถา่ ยทอดจากรนุ่ หนึ่งไปสรู่ ุ่นต่อไปได้เทา่ นนั้ ทีจ่ ะอยู่รอดไปได้บนดาวเคราะหด์ วงน้ี อะไร ทีท่ าํ
ใหช้ ีวติ มคี ุณสมบัติดังที่กล่าวมาข้างต้น ส่ิงที่ทําใหส้ ง่ิ มีชีวิตสามารถสะสมประสบการณถ์ ่ายเทไปยงั รนุ่ ตอ่ ๆไป
ได้ก็คือ สารประกอบโพลีนิวคลโี อไทด์ (DNA และ RNA) ซ่งึ มีโครงสร้างยอ่ ยแต่ละหน่วยทตี่ ่อเรยี งกนั เปน็ สาย
ยาว เป็นสัญลักษณ์แทนประสบการณท์ ป่ี ระสบมาในรุน่ หนง่ึ ๆท่พี ร้อมจะสง่ ต่อไปยงั อกี รนุ่ หนึง่ ตามกลไกทเ่ี ป็น
สมบัตเิ ฉพาะตวั ของสารประกอบน้ี โครงสร้างหน่วยย่อยของนิวคลโี อไทดท์ ี่ประกอบด้วยไนโตรเจนเบส 4-5
ชนิดเรียงลาํ ดับสลบั กนั ไปมาเปน็ สัญลกั ษณท์ จ่ี ะส่ือไปยังสง่ิ มีชีวิตท่เี กดิ ข้ึนในภายหลงั กลไกการสืบทอดท่ี
กล่าวมาน้ีเองทีเ่ ป็นกญุ แจสาํ คญั ท่ที ําให้สงิ่ มชี ีวติ สามารถอยู่รอดมาไดจ้ นกระทงั วนั นี้ โพลีนวิ คลโี อไทด์
ประกอบกนั เป็นโครงสร้างโมโมโซม ดังภาพ

ภาพที่ 1 แสดงการจดั เรียงตวั ของสายโพลีนวิ คลโี อไทด์(DNA) ขดม้วนใไห้สน้ั และมีขนาดเล็กลง ให้
พอดีท่จี ะเข้าไปอย่ใู นนิวเคลียสของเซลลไ์ ด้ DNA - Gena - Nucleosome - Solinoid - Chromosome
ตามลําดับ โครโมโซมจะคลายตวั ออกเปน็ สาย DNA เฉพาะบริเวณท่ีตอ้ งการใช้งาน การทาํ งานในทนี่ ี้
หมายถึงการแปลงรหสั ของ DNA เปน็ กรดอมโิ น หรอื สร้างโปรตีนน่ันเอง

ช่อื โครโมโซมใช้เรียกสาย DNA ซ่ึงขดตวั กันแนน่ ระหว่างการแบ่งตัวของเซลลเ์ ทา่ นนั้ การคลายตวั
ออกของโครโมโซม และการขดม้วนตวั แนน่ ของสาย DNA จนกลายเป็นแทง่ โครโมโซมจะปรากฏให้เหน็ ใน
ขณะท่ีเซลลม์ กี ารแบ่งต้ว Karl Wilhelm von Nägeli นกั พฤษศาสตร์ชาวสวิสเซอร์แลนด์มชี ีวติ ระหว่าปี ค.ศ.
1817–1891 เปน็ คนแรกทคี่ น้ พบโครโมโซม* โครโมโซม(Chroma=color + soma=body)มีความหมายวา่
เป็นตวั ตดิ สี เนื่องการค้นพบจากการย้อมสรี ะหว่างการแบง่ เซลล์ ดงั นั้นจะพบโครโมโซมเฉพาะขณะทเ่ี ซลล์
กําลงั แบง่ ตัวเท่าน้ัน ในภาวะปกติของเซลลโ์ ครโมโซมจะคลายตัวออกเป็นเสน้ โครมาติน



ซึง่ เป็นเสน้ บางใสกระจายตวั อยูใ่ นนวิ เคลยี ส เราไม่สามารถมองเห็นเสน้ ใยโครมาตินได้จากการสงั เกตดว้ ยกลอ้ ง
จลุ ทรรศน์ตามปกติ การปรากฏตวั ของโครโมโซมเป็นไปเพ่ือประสทิ ธภิ าพของการส่ือสารของ
สิง่ มีชวี ติ เนอื่ งจากโครโมโซมเป็นข้อมูลหรือข่าวสารท่สี ิง่ มชี วี ิตร่นุ หน่ึงจะสอ่ื สารไปยงั ส่งิ มชี วี ติ ในรุ่น
ต่อมา จากโครงสรา้ งของโครโมโซมทาํ ใหเ้ ราทราบว่าข้อมูลท่สี ่ือสารกันในสงิ่ มชี วี ิตหนงึ่ ๆนั้นมจี ํานวนมาก มี
การประมาณว่า บนโครโมโซมของคนเรา (46 แทง่ ซึ่งมีจํานวน 24 แทง่ ท่ีแตกต่างกนั ) ประกอบด้วย 50-250
ลา้ นคเู่ บส ซงึ่ ประกอบดว้ ยยีนจํานวน 20,000-25,000 ยีน** สาย DNA ที่ยืดยาวนี้ จะประกอบกนั และมว้ น
และขดเป็นเกลยี วเป็นแทง่ โครโมโซมสั้นๆ เพ่ือสะดวกในการสง่ ทอดสัญญาณไปยงั ลูกหลานตอ่ ไป ถา้
โครโมโซมไม่ขดตวั และหดสนั้ เขา้ ระหวา่ งการถ่ายทอดแลว้ จะทําให้เกดิ การฉกี ขาด และขาดหาย ทาํ ให้ไม่
สามารถรักษาขอ้ มูลไว้ไดอ้ ยา่ งครบถ้วน ด้วยเหตนุ เ้ี องในการแบ่งเซลล์ โครโมโซมจะต้องหดตวั ใหส้ ้นั ทส่ี ุด
ก่อนท่จี ะดงึ แยกออกจากกนั ระหว่างการแบง่ เซลล์ เพอ่ื ใหก้ ารส่งตอ่ ขอ้ มูลอยา่ งครบถว้ นไปยังร่นุ ตอ่ ๆไป การ
แบ่งเซลลข์ องสิ่งมีชวี ิตแบง่ ออกเป็น ข้ันตอนตา่ งๆ คือ Interphase / Prophase / Metaphase / Anaphase
/ Telophase (Interphase เป็นระยะท่เี ซลล์เตรียมสะสมวัตถดุ ิบก่อนการแบง่ ตวั หมายถงึ ระยะ G1 -S - G2
ของวฏั จกั รของเซลล์ ส่วนระยะ Prophase ถึงTelophase จัดว่าเป็น ระยะ M phase) ดังภาพท่ี 2

ภาพท่ี 2 แสดงวัฏจกั รของเซลล์

9

ภาพที่ 3 แสดงเซลล์การจากรากหอม(Allium cepa) ท่กี ําลงั แบง่ ตัวแบบ Mitosis ในระยะต่างๆ
ข้อสงั เกต เซลลใ์ นระยะ Interphase นวิ เคลียสกลม สีสมาํ่ เสมอเพราะโครโมโซมเป็นเส้นบาง

กระจายตัวทวั่ นวิ เคลยี สเซลลใ์ นระยะ Prophase ในระยะนี้โครโมโซมหดตวั สนั้ ลง สามารถเหน็ โครโมโซมเปน็
เสน้ ๆ เยื่อหุ้มนิวเคลยี สค่อยๆหายไป ทาํ ให้โครโมโซมกระจายออกทั่วไซโตพลาสซึมของเซลล์ จะเห็นสว่ นของ
นิวเคลียสไมเ่ ป็นวงกลม และขยายตัวออกเตม็ เซลลเ์ ซลลใ์ นระยะ Metaphase ในระยะน้โี ครโมโซมหดตัวส้ัน
ทสี่ ดุ สามารถเหน็ โครโมโซมเปน็ แทง่ ขนาดใหญช่ ดั เจน ไม่มเี ยื่อหมุ้ นิวเคลียส เป็นระยะทโี่ ครมาติดของ
โครโมโซมเตรียมพรอ้ มท่จี ะแยกตัวออกออกจากกัน (โครโมโซม 1แท่งประกอบดว้ ยโครมาติด 2 แทง่ ประกบ
ตดิ กัน) ในการแบง่ ตวั ดังกล่าวต้องการใชพ้ ้นื ทก่ี ว้างเตม็ เซลล์ โครโมโซมตอ้ งเคลื่อนตวั ไปเรยี งตัวเปน็ แนวท่ี
กง่ึ กลางเซลล์ วธิ สี ังเกตภาพของแทง่ โครโมโซมท่ีเรยี งตัวกันอยูน่ ้นั จะตอ้ งสามารถลากเสน้ ตรงผา่ กลางแนว
การเรียงตวั ของกลุ่มโครโมโซมได้

ภาพท่ี 4 เซลล์ท่ี 2 เปน็ เซลลใ์ นระยะ Metaphase (เส้นตรงผ่าแนวกลมุ่ โครโมโซม) และเซลลท์ ี่ 1 และ 3
เป็นเซลลใ์ นระยะ Prophase

10

4. เซลล์ในระยะ Anaphase ในระยะนี้เปน็ ระยะท่โี ครมาติดของโครโมโซมแยกตัวออกออกจากกัน
เนือ่ งจากเส้นไยสปินเดลิ ซง่ึ ยดึ ติดตรงกลางแทง่ โครโมโซมหดตวั สัน้ เข้า เปน็ ผลใหเ้ สน้ โครมาตนิ ถกู ดึงใหแ้ ยก
ออกจากกัน และจะสงั เคราะห์ตัวเองเพม่ิ ขึ้นจนกลายเปน็ โครโมโซมของเซลล์ใหม่ เซลลใ์ นระยะน้ีสงั เกตุได้
จากเสน้ โครโมโซมถูกดึงออกจากกนั ทจ่ี ดุ กึ่งกลางของแทง่ โครโมโซมโดยที่สว่ นปลายแขนทง้ั สองข้างจะชเ้ี ข้าสู่
กลางเซลล์

5. เซลลใ์ นระยะ Telophase เปน็ การแบง่ ไซโตพลาสซึม ในระยะนเี้ ป็นระยะทโ่ี ครมาติดของ
โครโมโซมเสร็จส้นิ จากการแยก ตัวออกออกจากกนั จะเห็นโครมาตดิ อยูส่ ุดคนละขวั้ ของเซลล์ เซลลพ์ ืชจามี
การสร้างเยอ่ื กนั้ เซลล์(เซลล์เพลต) ดังนน้ั จะสงั เกตเหน็ โครมาตดิ อยูห่ ่างกนั มาก ปรากฏเซลล์เพลตก้นั แบ่งเปน็
2 เซลล์ (ระหวา่ งดสู ไลดจ์ ะต้องปรับหร่มี ่านบงั แสง+ปุ่มปรับภาพละเอียดไปมา) จะสงั เกตเห็นแนวกัน้ ระหวา่ ง
เซลล์ นอกจากนั้นจะเหน็ ส่วนปลายเสน้ โครมาตนิ จะมว้ นตัวเข้าเปน็ ก้อนกลม เนอ่ื งจากการก่อตวั ของเยื่อห้มุ
นวิ เคลยี ส

ตัวอยา่ งภาพแสดงการแบง่ เซลลแ์ บบ Meiosisของดอกกุยช่าย Allium tuberosum
(ชอื่ สามัญ:Chinese Chives,Leek)

ภาพที่ 5 เซลลแ์ บ่งตัวแบบ Meiosis ในรอบแรก(Meiosis I)

11

เน่อื งจากเซลลท์ ี่ศึกษาเปน็ เซลลข์ องที่จะพฒั นาเป็นเกสรตวั ผูซ้ ง่ึ ทาํ หนา้ ทีส่ บื พนั ธ์ุ การแบง่ เซลล์เปน็
แบบ Meiosis ซึง่ จะมกี ารแบง่ ตัว 2 รอบ Meiosis I และ Meiosis II เซลล์ทแ่ี บง่ ตัวในรอบแรกมีขนาดใหญ่
กว่าเป็นการแบง่ จะ 1เซลล์ได้ 2 เซลล์ ในรอบทีส่ องเป็นการแบง่ จาก 2 เซลลเ์ ปน็ 4 เซลล์ เซลลม์ ขี นาดเลก็ ลง
การสังเกตระยะใหด้ จู ากท่าทางการจัดเรยี งตวั ของโครโมโซมเพื่อดูวา่ เป็น Prophase, Metaphase,
Anaphase, หรือ Telophase แล้วคอ่ ยดจู าํ นวนเซลล์เพื่อจะทราบว่าเซลล์กําลังแบง่ ตวั ในระยะ Meiosis I
หรือ Meiosis II

ภาพท่ี 6 เซลลแ์ บ่งตวั แบบ Meiosis ในรอบทีส่ อง (Meiosis II)
การแบง่ ไซโทพลาสซมึ (Cytokinesis)

เม่อื สิน้ สดุ กระบวนการแบง่ นิวเคลยี ส เซลล์จะมีการแบง่ ไซโทพลาซึมต่อไป ซึ่งในขนั้ นีจ้ ะมีความ
แตกต่างกนั ระหวา่ งเซลล์พชื กับเซลลส์ ตั ว์ คือ ในกรณีเซลล์สตั ว์ เซลล์จะมกี ารคอดเขา้ ไปในบริเวณกลางเซลล์
จนแยกออกเปน็ 2 เซลล์ ส่วนในเซลลพ์ ชื จะมีการสร้างผนังกนั้ เซลล์ (cell plate) ข้นึ กลางเซลลแ์ ลว้ ขยาย
ออกไปจนถงึ เย่อื หุ้มเซลลแ์ ละผนงั เซลล์เดมิ เกิดเป็นเซลล์ใหมจ่ าํ นวน 2 เซลล์
การแบง่ ไซโทพลาสซมึ มี 2 แบบ คือ 1) แบบ furrow type เยอ่ื หุ้มเซลลค์ อดกิ่วจาก 2 ขา้ ง เข้าใจกลางเซลล์
พบในเซลล์สตั ว์ 2) แบบ cell plate type มีการสรา้ งเซลล์เพลท (cell plate) มาก่อตวั บรเิ วณกง่ึ กลางเซลล์
ขยายไป 2 ขา้ งของเซลล์ พบในเซลล์พืช

12

บทท3่ี

วิธีการทดลอง

วธิ ีการทดลอง

โดยวธิ ี squash technique

1. นําปลายรากหอมท่ีเตรียมไว้ในน้ํายาคงสภาพ ตัดเอาเฉพาะส่วนปลายรากสีขาวข่นุ ยาวประมาณ
2-3 มม. วางบนสไลดท์ ีส่ ะอาด 1-2 ราก สว่ นปลายรากสีขาวขนุ่ เปน็ บรเิ วณทม่ี เี นอ้ื เย่ือเจรญิ อยูเ่ ปน็ จาํ นวนมาก
เซลล์ในบรเิ วณนม้ี กี ารแบ่งเซลล์ไมโทซิสตลอดเวลา

2. หยดกรดเกลอื ลงไปบนสว่ นของราก 1-2 หยด ทงิ้ ไวป้ ระมาณ 5 นาที เพอื่ ละลายส่วนชองผนัง
เซลล์ท่ีติดกนั ซึ่งประกอบดว้ ยเพกทินและเซลลโู ลส ทาํ ใหเ้ ซลล์แยกเป็นเซลล์เด่ียวๆ และทาํ ใหเ้ นอ้ื เยื่อออ่ นน่มุ
ง่ายต่อการขยใ้ี ห้เซลล์หลุดออกจากกนั

3. ซบั กรดออกให้หมด แลว้ หยดสยี อ้ มไมโครโซมลงไป 1-2 หยด สที ่ใี ช้ย้อมคือ อะซีโทคารม์ นี
(สคี ารม์ ีน 2.0 กรมั ละลายในกรดนาํ้ ส้ม 45% จาํ นวน 100 มล.) หรอื อะโทออร์ซีน (สอี อร์ซีน 2 กรัม ละลาย
ในกรดน้ําสม้ 45% จํานวน 100 มล.) ทิง้ ไว้ประมาณ 5 นาที

4. ใชเ้ ข็มเข่ยี ปลายแบนขยปี้ ลายรากใหล้ ะเอยี ด เพือ่ ทาํ ใหเ้ ซลล์แยกออกจากกนั ได้มากทีส่ ดุ แยกเอา
สว่ นของรากทมี่ ีขนาดใหญแ่ ละขยะต่างๆทงิ้ ไป ปิดดว้ ยกระจกปิดสไลด์

5. ใชก้ ระดาษทิชชูปดิ ลงบนสไลด์ แล้วใชน้ ว้ิ หัวแมม่ ือกดตรงบริเวณกระจกปิดสไลด์ เพ่ือใหเ้ นื้อเยือ่
และเซลล์แบนลง (เทคนิค squash) สที ่ลี น้ ออกมาจะถกู กระดาษทชิ ชูดูดซบั ไว้ หรอื อาจใช้กระดาษทิชชพู บั ครึง่
วางบนพ้ืนโต๊ะ สอดสไลดใ์ หด้ ้านทมี่ กี ระจกปดิ สไลดห์ งายขนึ้ และให้อยรู่ ะหวา่ งกระดาษซบั น้ิวหวั แม่มือกดลง
บนกระจกปดิ สไลด์ทีอ่ ยู่ใตก้ ระดาษ แรงกดทีม่ ากพอจะทําใหเ้ นอื้ เยื่อและเซลล์ท่ตี ดิ อยู่ในสภาพ 3 มิติ ถูกกด
ทับใหแ้ บนราบเป็น 2 มิติ ในแนวระนาบ

6. นําไปสอ่ งดดู ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศน์ ศึกษาระยะตา่ งๆ ของการแบ่งเซลลไ์ มโทซสิ

13 

อุปกรณแ์ ละวธิ ีการ

1. อุปกรณแ์ ละสารละลาย
2. กลอ้ งจุลทรรศน์
3. กระจกสไลด์
4. กระจกปดิ สไลด์
5. สีย้อมอะซีโทคามนี (acetocarmine) หรือ อะซโี ทร์ออรซ์ ีน (acetoorcein)
6. กรดเกลอื (hydrochloric acid) เข้มข้น 1 นอรม์ อล
7. เข็มเขีย่ ปลายแบน
8. ใบมดี โกน
9. ปากคีบ
10. รากหอมแดง
11. กระดาษทิชชู่

วธิ กี ารเตรยี มปลายรากหอม

นาํ หอมท่ตี ดั บริเวณโคนรากออกแลว้ ไปปลกู ในทรายประมาณ 3-4 วนั รากจะงอกออกมายาว
ประมาณ 1-2.5 ซม. ในชว่ งเวลา 9.00-11.00 น.ตดั รากแชใ่ นนาํ้ ยาคงสภาพ (fixative solution)

นาํ้ ยาคงสภาพเซลล์มหี ลายชนิด แตล่ ะชนดิ ประกอบด้วยสารเคมีอย่างน้อยสองชนิด การเลือกใช้น้ํายา
ข้ึนอยกู่ ับจุดประสงคท์ ี่ตอ้ งการใช้ สมบตั ิของน้ํายาคงสภาพเซลลโ์ ดยทวั่ ไป มีดงั น้ี ทาํ ใหก้ ระบวนการตา่ งๆ
ภายในเซลล์หยดุ ลงทนั ทที าํ ให้ส่วนต่างๆของเซลลค์ งสภาพและอยใู่ นระยะนัน้ ตลอดไป

โครงสร้างของสารตา่ งๆภายในเซลลไ์ ม่มกี ารเปลย่ี นแปลงนา้ํ ยาคงสภาพทน่ี ยิ มใช้ ประกอบดว้ ย
เอทิลแอลกอฮอล์สมั บรู ณ์ (absolute ethyl alcohol) 3 ส่วน และ กรดนํ้าสม้ เขม้ ขน้ (glacial acetic acid)
1 ส่วน ท้งั แอลกอฮอลแ์ ละกรดน้ําสม้ ทาํ ให้ส่วนประกอบตา่ งๆของเซลล์โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกโปรตีนเกิดการ
จบั ตัวกนั เป็นตะกอน นอกจากน้แี อลกอฮอล์ยังดึงนา้ํ ออกจากเซลล์และเนื้อเยอ่ื จึงทาํ ใหเ้ น้ือเยอ่ื คงสภาพ

14

และกรดนํา้ สม้ ทําให้เนื้อเยอื่ ออ่ นนุ่ม การเตรียมนํา้ ยาคงสภาพ ต้องเตรียมสารเคมีแยกสว่ นกนั เมอ่ื ได้ราก
มาแล้วจงึ คอ่ ยผสมสารเคมเี ขา้ ด้วยกัน แช่ปลายรากหอมในน้ํายาคงสภาพเซลล์น้ปี ระมาณ 18-24 ช่ัวโมง ที่
อณุ หภมู ิหอ้ ง แลว้ เปลย่ี นน้าํ ยาเปน็ แอลกอฮอล์ 70% เกบ็ ในตูเ้ ยน็ ซึ่งสามารถเก็บรกั ษาได้นาน 2-3 ปีนาํ ไป
ทดสอบกับสารละลาย และโซเดยี มเอไซด์ต่อไป

วิธกี ารเตรียมปลายรากหอม
ภาพที่ 7 1. ปลกู ในทรายประมาณ 3-4 วัน

ภาพที่ 8 2. รากจะงอกออกมายาวประมาณ 1-2.5 ซม.

15 

ภาพที่ 9 3. ในชว่ งเวลา 9.00-11.00 น.ตดั รากแชใ่ นน้าํ ยาคงสภาพ (fixative solution)
น้ํายาคงสภาพที่นิยมใช้ ประกอบด้วย เอทลิ แอลกอฮอลส์ มั บูรณ์ (absolute ethyl alcohol) 3 ส่วน และ
กรดนาํ้ ส้มเข้มขน้ (glacial acetic acid) 1 สว่ น

ภาพท่ี 10 4. แชป่ ลายรากหอมในนา้ํ ยาคงสภาพเซลล์นปี้ ระมาณ 18-24 ช่วั โมง ท่อี ุณหภมู หิ อ้ ง

ภาพที่ 11 5. แล้วเปลย่ี นน้ํายาเปน็ แอลกอฮอล์ 70% เก็บในตเู้ ย็นซึ่งสามารถเกบ็ รักษาไดน้ าน 2-3 ปี

16 

วิธกี ารทดลองโดยวธิ ี squash technique
ภาพท่ี 12 1. นําปลายรากหอมทเี่ ตรียมไวใ้ นนํ้ายาคงสภาพ ตัดเอาเฉพาะสว่ นปลายรากสขี าวขนุ่
ยาวประมาณ 2-3 มม. วางบนสไลด์ท่สี ะอาด 1-2 ราก ส่วนปลายรากสีขาวข่นุ เปน็ บรเิ วณที่มีเนอ้ื เยอื่ เจรญิ อยู่
เป็นจาํ นวนมาก เซลลใ์ นบรเิ วณนม้ี กี ารแบง่ เซลล์ไมโทซสิ ตลอดเวลา

ภาพที่ 13 2. หยดกรดเกลอื ลงไปบนสว่ นของราก 1-2 หยด ท้ิงไวป้ ระมาณ 5 นาที เพื่อละลายส่วน
ชองผนงั เซลลท์ ่ตี ิดกนั ซึ่งประกอบดว้ ยเพกทนิ และเซลลโู ลส ทาํ ให้เซลลแ์ ยกเป็นเซลลเ์ ดีย่ วๆ และทําใหเ้ นื้อเย่ือ
ออ่ นนุ่มงา่ ยต่อการขยใ้ี หเ้ ซลลห์ ลดุ ออกจากกัน

17 

ภาพที่ 14 3. ซับกรดออกใหห้ มด แล้วหยดสยี อ้ มไมโครโซมลงไป 1-2 หยด สีท่ีใชย้ ้อมคือ อะซโี ท
คารม์ นี (สีคารม์ นี 2.0 กรัม ละลายในกรดน้าํ ส้ม 45% จํานวน 100 มล.) หรืออะโทออรซ์ ีน (สอี อร์ซีน 2 กรมั
ละลายในกรดน้าํ สม้ 45% จาํ นวน 100 มล.) ทิ้งไวป้ ระมาณ 5 นาที

ภาพท่ี 15 4. ใชเ้ ข็มเข่ยี ปลายแบนขยี้ปลายรากใหล้ ะเอยี ด เพอ่ื ทําให้เซลล์แยกออกจากกนั ได้มาก
ทีส่ ุด แยกเอาสว่ นของรากทม่ี ขี นาดใหญแ่ ละขยะตา่ งๆทงิ้ ไป ปดิ ด้วยกระจกปดิ สไลด์

ภาพท่ี 16 5. ใชก้ ระดาษทชิ ชูปดิ ลงบนสไลด์ แลว้ ใชน้ วิ้ หวั แม่มือกดตรงบรเิ วณกระจกปดิ สไลด์
เพื่อให้เนือ้ เยื่อและเซลล์แบนลง (เทคนิค squash) สที ่ลี น้ ออกมาจะถกู กระดาษทิชชดู ูดซับไว้ หรืออาจใช้กระ
ดาษทิชชพู ับครงึ่ วางบนพ้นื โต๊ะ สอดสไลดใ์ ห้ด้านท่มี ีกระจกปดิ สไลดห์ งายขึน้ และใหอ้ ยูร่ ะหวา่ งกระดาษซับ
นวิ้ หัวแมม่ ือกดลงบนกระจกปิดสไลด์ทอ่ี ยู่ใต้กระดาษ แรงกดท่มี ากพอจะทาํ ให้เนอื้ เยื่อและเซลล์ทตี่ ดิ อยูใ่ น
สภาพ 3 มิติ ถูกกดทบั ให้แบนราบเป็น 2 มิติ ในแนวระนาบ

18 

ภาพที่ 17 6. นาํ ไปสอ่ งดดู ว้ ยกล้องจลุ ทรรศน์ ศึกษาระยะต่างๆ ของการแบ่งเซลล์ไมโทซิส

ตารางที่ 2 ภาพจากกล้องจลุ ทรรศนร์ ะหว่างสไลด์ถาวรและสไลด์สด โดยวธิ ี squash technique

ระยะการแบง่ เซลล์ สไลดป์ ลายรากหอม สไลดป์ ลายรากหอมแบบสด โดย
แบบถาวร วธิ ี squash technique
1.ระยะอนิ เตอรเ์ ฟส
(Interphase)
2.ระยะโพรเฟส (Prophase)

3.ระยะเมทาเฟส (Metaphase)

4.ระยะแอนนาเฟส (Anaphase)

5.ระยะเทโลเฟส (Telophase)

เมือ่ ส่องตัวอย่างสไลดป์ ลายรากหอมแบบสด โดยวิธี squash technique ผ่านกลอ้ งจุลทรรศน์ชนิด
compound พบวา่ ภาพที่ได้ในแตล่ ะระยะการแบง่ เซลลแ์ บบไมโทซสิ มีความชัดเจนใกล้เคียงกบั ภาพจาก
สไลดถ์ าวร แตเ่ มื่อสงั เกตขั้นตอนการปฏบิ ัตขิ องนสิ ติ ในการโฟกัสหาภาพใหเ้ จอในแตล่ ะระยะค่อนขา้ งทีจ่ ะช้า
กว่าเมื่อดูจากสไลด์ถาวรและจํานวนเซลลใ์ นแต่ละระยะในสไลด์แบบสดก็นอ้ ย

19 

การเปรยี บเทยี บทางสถิติ
1. การเปรียบเทยี บคา่ เฉล่ยี กอ่ นการทดสอบ เรยี กว่า การเปรียบเทยี บก่อน (Priori Tests)
หรือการเปรียบเทียบตามแผนการท่วี างไว้ (Planned Comparison) หรอื การเปรียบเทยี บความตา่ ง
(Contrast Comparison) ด้วยสถติ ิ Test, t-test ร้อยละ
2. การเปรยี บเทียบคา่ เฉลี่ยภายหลงั การทดสอบเรียกวา่ การเปรียบเทียบภายหลงั
(PosterioriTests หรือ Post Hoc Tests)

20

บทท่ี 4

ผลการทดลอง

การใช้เทคนคิ การเตรียมปลายรากหอมนแี้ ลว้ ผปู้ ฏิบัตงิ านและนิสิตนกั ศกึ ษาจะสามารถเหน็ ตวั อย่าง
การแบง่ เซลลท์ ช่ี ดั เจนได้ โดยมวี ัตถุประสงค์ 1) เพอ่ื หาเทคนิคการเตรียมปลายรากหอมให้มีประสิทธภิ าพ 2)
เพือ่ ใชป้ ระโยชน์ในการเรยี นบทปฏิบัติการเร่ืองการแบง่ เซลลโ์ ดยแยกออกเปน็ 2 ตอนดังนี้

ตอนท่ี 1 การสาํ รวจนสิ ติ ตอ่ ชุดการทดลองการศึกษาเทคนคิ การเตรยี มปลายรากหอมที่มผี ลต่อการ
เรียนบทปฏบิ ตั ิการ เร่อื งการแบ่งเซลลป์ ลายรากหอมใหม้ ปี ระสิทธิภาพ จํานวนผสู้ ่งแบบสอบถามกลับเท่ากบั 4
คณะ หรอื คิดเป็นรอ้ ยละ 100 ของจาํ นวนผตู้ อบแบบสอบถาม

ตอนที่ 2 ผลการศกึ ษาเทคนคิ การเตรียมปลายรากหอมท่ีมผี ลตอ่ การเรยี นบทปฏิบัติการ เรือ่ งการแบ่ง
เซลลป์ ลายรากหอมใหม้ ีประสทิ ธภิ าพ จาํ นวน 301 คน ของจาํ นวนผู้สง่ แบบสอบถามกลับเทา่ กบั 301 คนหรือ
คดิ เป็นรอ้ ยละ 100 ของจาํ นวนผ้ตู อบแบบสอบถาม

ตอนท่ี 1 การสํารวจนิสิตตอ่ ชุดการทดลองการศกึ ษาเทคนคิ การเตรยี มปลายรากหอมทมี่ ผี ลตอ่ การ
เรียนบทปฏิบตั กิ าร เรอ่ื งการแบ่งเซลล์ปลายรากหอมใหม้ ีประสิทธิภาพ จาํ นวนผู้สง่ แบบสอบถามกลับเทา่ กบั 4
คณะ หรือคิดเปน็ ร้อยละ 100 ของจาํ นวนผู้ตอบแบบสอบถาม

ตารางที่ 3 แสดงแยกคณะในมหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน

(N=4)

คณะ จาํ นวนนิสิต (คน) ร้อยละ

เกษตร 127 42.2
ศลิ ปศาสตรแ์ ละวิทยาศาสาตร์ 53 17.6
วิทยาศาสตรก์ ารกีฬา 71 23.6
ศกึ ษาศาสตรแ์ ละพัฒนศาสตร์ 50 16.6

จากตารางพบวา่ คณะเกษตร จาํ นวนนสิ ิต 127 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 42.2 คณะวทิ ยาศาสตรก์ ารกฬี า
จํานวนนสิ ติ 71 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 23.6 ศิลปศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสาตร์ จาํ นวนนสิ ติ 53 คน คิดเป็นร้อยละ
17.6 และคณะศึกษาศาสตรแ์ ละพัฒนศาสตร์ จํานวนนสิ ิต 50 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 16.6 ตามลาํ ดับ

21 

ตอนท่ี 2 ผลการศึกษาเทคนคิ การเตรยี มปลายรากหอมท่ีมีผลตอ่ การเรียนบทปฏบิ ตั กิ าร เร่ืองการแบ่ง
เซลลป์ ลายรากหอมให้มปี ระสิทธิภาพ จํานวน 301 คน ของจาํ นวนผู้ส่งแบบสอบถามกลับเท่ากับ 301 คนหรือ
คิดเป็นร้อยละ 100 ของจาํ นวนผตู้ อบแบบสอบถาม

ตารางท่ี 4 แสดงผลการศกึ ษาเทคนคิ การเตรยี มปลายรากหอมทมี่ ีผลต
ของนสิ ิตสาขาชวี วิทยา

ขอ้ เร่อื ง

1 นิสติ คิดวา่ วธิ ี Squash technique นี้มีประโยชนต์ อ่ การเรียนเร่อื งการแบ่งเซลลใ์ ชห่ รือไม่
2 หลังจากการใชว้ ธิ ี Squash technique น้นี ิสติ สามารถนาํ ความรู้ที่ไดไ้ ปปรบั ใช้กบั วิชาอ่ืนได
3 การเตรียมสไลดโ์ ดยใช้วิธี Squash technique ทําใหไ้ ดเ้ รยี นรูว้ ธิ ีใช้และอปุ กรณท์ างวทิ ยาศ
4 เมื่อใชว้ ธิ ี Squash technique นี้และสอ่ งดูดว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศนส์ ามารถตอบระยะการแบ่งเ
5 การเตรยี มสไลดโ์ ดยใชว้ ธิ ี Squash technique นม้ี ีขน้ั ตอนท่งี า่ ย สะดวก ปลอดภัยกวา่ วธิ ที ี่ก
6 เมอ่ื ใช้วธิ ี Squash technique นท้ี าํ ใหร้ จู้ ักระยะการแบง่ เซลลใ์ นแตล่ ะระยะดีขึน้ ใช่หรือไม่
7 เมอ่ื ใช้วธิ ี Squash technique นเี้ ห็นระยะการแบง่ เซลล์ไดม้ ากกวา่ 2 ระยะใชห่ รือไม่
8 เมื่อใชว้ ธิ ี Squash technique น้จี ะเห็นลักษณะแตล่ ะระยะของการแบง่ เซลลไ์ ด้ดกี วา่ สไลด
9 ในขนั้ ตอนการเตรยี มโดยใชว้ ิธี Squash technique นท้ี าํ ใหต้ ้องมกี ารวางแผน ใชส้ มาธแิ ละ
10 เมื่อใชว้ ธิ ี Squash technique จะทาํ ใหเ้ ตรียมปลายรากหอมได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพใช่หรือ
11 นสิ ิตภูมใิ จที่ได้เหน็ ระยะการแบง่ เซลล์หลังจากการทําสไลดด์ ว้ ยวธิ ี Squash technique นใ้ี ช
12 วิธี Squash technique นี้ทาํ ให้นสิ ติ มีความสนใจตอ่ การเรยี นเรอ่ื งการแบง่ เซลลใ์ ช่หรอื ไม่
13 เมื่อใช้วธิ ี Squash technique นท้ี าํ ให้เขา้ ใจระยะการแบ่งเซลล์มากข้นึ ใช่หรอื ไม่
14 เขา้ ใจความหมายวธิ ีการเตรยี มปลายรากหอมโดยวธิ ี Squash technique ใชห่ รอื ไม่
15 ควรใชว้ ธิ ี Squash technique นี้แทนการใช้สไลดถ์ าวรใช่หรือไม่

ต่อการเรียนบทปฏิบัตกิ าร เร่ืองการแบง่ เซลลป์ ลายรากหอมให้มีประสทิ ธิภาพ

กอ่ นทดสอบ (N=301)

หลังทดสอบ

ใช่ (คน)
ร้อยละ
ไ ่มใช่ (คน)
ร้อยละ
ใช่ (คน)
ร้อยละ
ไ ่มใช่ (คน)
ร้อยละ

278 92.1 23 7.6 300 99.7 1 0.3

ดใ้ ชห่ รอื ไม่ 241 79.8 60 19.9 276 91.7 25 8.3

ศาสตรไ์ ด้อยา่ งถูกต้องใช่หรอื ไม่ 273 90.4 28 9.3 295 98.0 6 2.0

เซลล์ท่เี ห็นได้ทนั ทีใชห่ รอื ไม่ 169 64.9 105 34.8 251 83.4 50 16.6

การเตรยี มแบบเดมิ ที่มีการใช้ไฟลนทส่ี ไลดใ์ ช่หรือไม่ 248 82.1 53 17.5 270 89.7 31 10.3

243 80.5 58 19.2 260 86.4 41 13.6

232 76.8 69 22.8 230 26.4 71 23.6

ดถ์ าวรใชห่ รือไม่ 224 74.2 77 25.6 182 60.5 119 39.5

ะความตัง้ ใจใชห่ รอื ไม่ 276 91.4 25 8.3 290 96.3 10 3.3

อไม่ 250 82.8 51 16.9 282 93.7 19 6.3

ช่หรือไม่ 262 86.8 38 12.6 294 97.7 7 2.3

257 85.1 44 14.6 285 94.7 16 5.3

258 85.5 43 14.2 283 94.0 18 6.0

141 46.7 160 53.0 293 97.3 8 2.7

216 71.5 85 28.1 149 49.5 152 50.5

23

จากตาราง พบว่า ข้อทดสอบ แสดงผลการศึกษาเทคนิคการเตรียมปลายรากหอมที่มีผลต่อการเรียน
บทปฏิบัติการ เร่ืองการแบ่งเซลล์ปลายรากหอมให้มีประสิทธิภาพ นิสิตคิดว่าวิธี Squash technique นี้มี
ประโยชนต์ อ่ การเรียนเรอ่ื งการแบ่งเซลล์ หลังจากการใชว้ ิธี Squash technique น้นี สิ ิตสามารถนําความรู้ท่ีได้
ไปปรับใช้กับวิชาอ่ืนได้การเตรียมสไลด์โดยใช้วิธี Squash technique ทําให้ได้เรียนรู้วิธีใช้และอุปกรณ์ทาง
วิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง เมื่อใช้วิธี Squash technique น้ีและส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์สามารถตอบ
ระยะการแบ่งเซลล์ท่ีเห็นได้ทันที การเตรียมสไลด์โดยใช้วิธี Squash technique น้ีมีขั้นตอนท่ีง่าย สะดวก
ปลอดภัยกว่าวิธีท่ีการเตรียมแบบเดิมท่ีมีการใช้ไฟลนท่ีสไลด์ เม่ือใช้วิธี Squash technique น้ีทําให้รู้จักระยะ
การแบง่ เซลล์ในแตล่ ะระยะดขี นึ้ เมอ่ื ใช้วธิ ี Squash technique น้เี หน็ ระยะการแบง่ เซลล์ไดม้ ากกว่า 2 ระยะ
เม่ือใช้วิธี Squash technique น้ีจะเห็นลักษณะแต่ละระยะของการแบ่งเซลล์ได้ดีกว่าสไลด์ถาวร ในขั้นตอน
การเตรียมโดยใช้วิธี Squash technique นี้ทําให้ต้องมีการวางแผน ใช้สมาธิและความตั้งใจใช่หรือไม่ เม่ือใช้
วิธี Squash technique จะทําให้เตรียมปลายรากหอมได้อย่างมีประสิทธิภาพ นิสิตภูมิใจท่ีได้เห็นระยะการ
แบ่งเซลล์หลังจากการทําสไลด์ด้วยวิธี Squash technique น้ี วิธี Squash technique นี้ทําให้นิสิตมีความ
สนใจต่อการเรียนเร่ืองการแบ่งเซลล์ เม่ือใช้วิธี Squash technique น้ีทําให้เข้าใจระยะการแบ่งเซลล์มากขึ้น
เข้าใจความหมายวิธีการเตรียมปลายรากหอมโดยวิธี Squash technique และ ควรใช้วิธี Squash
technique นีแ้ ทนการใชส้ ไลด์ถาวร ผลที่ไดร้ ับดีกว่ากอ่ นทดสอบทุกรายข้อคําถาม ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์ ข้อที่
1 เพ่ือหาเทคนิคการเตรียมปลายรากหอมให้มีประสิทธิภาพ และข้อท่ี 2 เพื่อใช้ประโยชน์ในการเรียนบท
ปฏิบัติการเรื่องการแบ่งเซลล์ เป็นไปตามทฤษฎี สมมติฐาน และกรอบแนวความคิดของโครงการวิจัย ถ้าใช้
เทคนิคการเตรียมปลายรากหอมน้ีแล้วผู้ปฏิบัติงานและนิสิตนักศึกษาจะสามารถเห็นตัวอย่างการแบ่งเซลล์ท่ี
ชัดเจนได้

สรปุ ผลการทดลอง

การศึกษาเทคนคิ การเตรยี มปลายรากหอมทม่ี ีผลต่อการเรยี นบทปฏิบัตกิ าร เรอ่ื งการแบ่งเซลลป์ ลาย
รากหอมให้มปี ระสทิ ธิภาพ สาขาชวี วทิ ยา ภาควิชาวทิ ยาศาสตร์ คณะศิลปศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน ข้อทดสอบ ก่อนและหลงั การวิจยั ผลท่ไี ด้รับดีกวา่ กอ่ น
ทดสอบทุกรายขอ้ คําถาม ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์ ขอ้ ท่ี 1 เพอ่ื หาเทคนคิ การเตรยี มปลายรากหอมให้มี
ประสิทธิภาพ และข้อท่ี 2 เพอ่ื ใช้ประโยชน์ในการเรยี นบทปฏบิ ตั กิ ารเร่ืองการแบง่ เซลล์ เปน็ ไปตามทฤษฎี
สมมติฐาน และกรอบแนวความคิดของโครงการวิจัย ถา้ ใช้เทคนิคการเตรยี มปลายรากหอมนีแ้ ล้วผู้ปฏบิ ัตงิ าน
และนิสติ นักศกึ ษาจะสามารถเหน็ ตัวอยา่ งการแบง่ เซลลท์ ี่ชดั เจนได้

 

ภาคผนวก

 

แบบสอบถามก่อน

ช่อื เร่อื ง เทคนคิ การเตรียมปลายรากหอมเพ่อื ใช้สําหรับการเรยี นปฏบิ ตั กิ ารชวี วทิ ยา  

วตั ถุประสงค์ 1.เพ่อื หาเทคนคิ การเตรียมปลายรากหอมใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพ

2.เพ่อื ใช้ประโยชน์ในการเรยี นบทปฏบิ ตั กิ ารเรื่องการแบ่งเซลล์

คาํ ชีแ้ จง กรุณาทําเครือ่ งหมาย / ลงในชอ่ งต้องการ  
  
  
ใช่ ไมใ่ ช่
ข้อ เรื่อง

1 เขา้ ใจความหมายวิธกี ารเตรยี มปลายรากหอมโดยวิธี Squash technique ใชห่ รือไม่
2 เม่อื ใชว้ ธิ ี Squash technique จะทาํ ใหเ้ ตรยี มปลายรากหอมได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพใชห่ รือไม่
3 การเตรียมสไลด์โดยใชว้ ิธี Squash technique ทําให้ไดเ้ รยี นรวู้ ธิ ใี ช้และอปุ กรณ์ทางวทิ ยาศาสตร์

ได้อยา่ งถกู ต้องใชห่ รือไม่
4 ในข้นั ตอนการเตรียมโดยใช้วธิ ี Squash technique นีท้ ําให้ต้องมีการวางแผน ใชส้ มาธิ

และความตั้งใจใช่หรือไม่
5 การเตรยี มสไลดโ์ ดยใช้วิธี Squash technique นมี้ ขี ้นั ตอนที่ง่าย สะดวก ปลอดภัยกวา่

วิธที ี่การเตรียมแบบเดมิ ที่มกี ารใชไ้ ฟลนทส่ี ไลดใ์ ชห่ รอื ไม่
6 เมอ่ื ใช้วธิ ี Squash technique นท้ี าํ ให้รูจ้ กั ระยะการแบง่ เซลลใ์ นแตล่ ะระยะดขี น้ึ ใชห่ รอื ไม่
7 เม่อื ใชว้ ธิ ี Squash technique นีเ้ ห็นระยะการแบง่ เซลล์ไดม้ ากกวา่ 2 ระยะใชห่ รือไม่
8 เม่ือใช้วธิ ี Squash technique นจี้ ะเหน็ ลักษณะแต่ละระยะของการแบง่ เซลล์

ไดด้ ีกวา่ สไลดถ์ าวรใช่หรือไม่
9 เม่ือใชว้ ิธี Squash technique นแี้ ละสอ่ งดดู ้วยกลอ้ งจุลทรรศนส์ ามารถตอบ

ระยะการแบง่ เซลลท์ เี่ ห็นไดท้ นั ทีใชห่ รอื ไม่
10 เม่ือใชว้ ิธี Squash technique นท้ี าํ ใหเ้ ข้าใจระยะการแบ่งเซลลม์ ากขึ้นใชห่ รือไม่
11 นสิ ิตภูมใิ จทไ่ี ดเ้ หน็ ระยะการแบง่ เซลล์หลังจากการทาํ สไลด์ดว้ ยวิธี Squash technique นใี้ ชห่ รือไม่
12 วธิ ี Squash technique นี้ทาํ ใหน้ สิ ติ มคี วามสนใจตอ่ การเรยี นเร่ืองการแบ่งเซลล์ใชห่ รือไม่
13 หลังจากการใชว้ ธิ ี Squash technique น้ีนสิ ิตสามารถนาํ ความรูท้ ี่ไดไ้ ปปรบั ใชก้ บั วิชาอนื่ ได้ใชห่ รือไม่
14 นิสิตคิดวา่ วธิ ี Squash technique น้ีมีประโยชน์ตอ่ การเรียนเร่อื งการแบง่ เซลล์ใชห่ รือไม่
15 ควรใช้วิธี Squash technique นแ้ี ทนการใชส้ ไลดถ์ าวรใช่หรือไม่

    

  ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ขอบคุณคะ่  

แบบสอบถามน้ีเป็นสว่ นหน่ึงของงานวิจัยเร่อื ง เทคนิคการเตรยี มปลายรากหอมเพอื่ ใชส้ ําหรับการเรียนปฏบิ ตั ิการชวี วทิ ยา ของนางสาวรัตนา โยชะนงั นักวทิ ยาศาสตร์สาขาชีววิทยา

 

แบบสอบถามหลัง

ช่อื เรอ่ื ง เทคนคิ การเตรียมปลายรากหอมเพ่อื ใชส้ ําหรับการเรียนปฏบิ ตั ิการชวี วทิ ยา  

วตั ถุประสงค์ 1.เพื่อหาเทคนคิ การเตรยี มปลายรากหอมใหม้ ีประสิทธิภาพ

2.เพ่ือใชป้ ระโยชน์ในการเรยี นบทปฏบิ ัตกิ ารเรอ่ื งการแบ่งเซลล์

คาํ ช้แี จง กรณุ าทาํ เครอ่ื งหมาย / ลงในชอ่ งตอ้ งการ  
  
  
ใช่ ไม่ใช่
ข้อ เรื่อง

1 นสิ ติ คิดว่าวธิ ี Squash technique นีม้ ีประโยชนต์ อ่ การเรียนเรื่องการแบง่ เซลล์ใชห่ รอื ไม่
2 หลังจากการใชว้ ิธี Squash technique นีน้ สิ ิตสามารถนาํ ความรทู้ ไ่ี ดไ้ ปปรบั ใชก้ บั วชิ าอนื่ ได้ใชห่ รอื ไม่
3 การเตรียมสไลด์โดยใชว้ ิธี Squash technique ทําให้ได้เรยี นรวู้ ธิ ใี ชแ้ ละอปุ กรณ์ทางวทิ ยาศาสตร์

ไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งใช่หรือไม่
4 เมอ่ื ใช้วิธี Squash technique นแี้ ละส่องดดู ว้ ยกลอ้ งจลุ ทรรศนส์ ามารถตอบ

ระยะการแบง่ เซลลท์ ี่เหน็ ไดท้ ันทีใชห่ รอื ไม่
5 การเตรยี มสไลด์โดยใช้วิธี Squash technique นีม้ ีขนั้ ตอนท่งี ่าย สะดวก ปลอดภัยกวา่

วิธีทก่ี ารเตรียมแบบเดมิ ท่มี กี ารใชไ้ ฟลนท่ีสไลดใ์ ชห่ รือไม่
6 เมื่อใชว้ ิธี Squash technique นที้ ําให้ร้จู กั ระยะการแบ่งเซลลใ์ นแตล่ ะระยะดขี ้นึ ใชห่ รือไม่
7 เมอื่ ใช้วิธี Squash technique นเ้ี ห็นระยะการแบง่ เซลลไ์ ด้มากกวา่ 2 ระยะใช่หรือไม่
8 เมื่อใชว้ ธิ ี Squash technique นจ้ี ะเห็นลกั ษณะแต่ละระยะของการแบ่งเซลล์

ไดด้ กี ว่าสไลด์ถาวรใชห่ รอื ไม่
9 ในขั้นตอนการเตรียมโดยใช้วธิ ี Squash technique นท้ี าํ ใหต้ อ้ งมีการวางแผน ใช้สมาธิ

และความตง้ั ใจใช่หรอื ไม่
10 เม่ือใช้วิธี Squash technique จะทาํ ใหเ้ ตรียมปลายรากหอมไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพใช่หรือไม่
11 นิสิตภมู ใิ จทไี่ ดเ้ หน็ ระยะการแบง่ เซลล์หลังจากการทาํ สไลดด์ ว้ ยวธิ ี Squash technique นใี้ ชห่ รอื ไม่
12 วิธี Squash technique นี้ทําใหน้ สิ ติ มีความสนใจต่อการเรียนเรือ่ งการแบ่งเซลลใ์ ชห่ รือไม่
13 เมอ่ื ใช้วิธี Squash technique นที้ ําใหเ้ ขา้ ใจระยะการแบ่งเซลล์มากขนึ้ ใชห่ รือไม่
14 เข้าใจความหมายวธิ ีการเตรียมปลายรากหอมโดยวธิ ี Squash technique ใชห่ รอื ไม่
15 ควรใชว้ ธิ ี Squash technique นแ้ี ทนการใชส้ ไลดถ์ าวรใช่หรือไม่

    

  ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………………………………………….

……………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ขอบคณุ ค่ะ  

แบบสอบถามน้เี ป็นส่วนหนง่ึ ของงานวจิ ยั เรื่อง เทคนิคการเตรียมปลายรากหอมเพ่อื ใชส้ ําหรับการเรียนปฏบิ ตั กิ ารชีววทิ ยา ของนางสาวรัตนา โยชะนัง นักวทิ ยาศาสตร์สาขาชวี วทิ ยา

24 

 

บรรณานกุ รม

คณาจารย์ภาควิชาพนั ธศุ าสตร.์ 2558. พนั ธศุ าสตรป์ ฏิบัตกิ าร. ภาควชิ าพันธุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, กรงุ เทพฯ.

สมบญุ เตชะภิญญาวัฒน.์ 2544. สรรี วทิ ยาของพชื . ภาควชิ าพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์, กรงุ เทพฯ. 237 น.

วงจันทร์ วงศแ์ ก้ว. 2535. หลกั สรีรวทิ ยาของพชื . ภาควชิ าพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.

http://www.ornl.gov/sci/techresources/Human_Genome/project/info.shtml
http://encyclopedia.farlex.com/Nageli,+Karl+Wilhelm+von

25 

ประวตั ิการศกึ ษาและการทํางาน

ชื่อ – ชือ่ สกลุ รัตนา โยชะนัง
วัน เดอื น ปี เกิด 7 ธนั วาคม 2526
ท่อี ยู่ปจั จบุ นั 64/41 หมู่12 ซอยเอกชัย10 ถนนเอกชัย ตําบลลาดใหญ่
ท่ีทํางานปจั จุบัน อาํ เภอเมือง จังหวัดสมทุ รสงคราม 75000
สาขาชวี วทิ ยา ภาควิชาวิทยาศาสตร์
ตําแหน่งหนา้ ท่ีปจั จุบนั คณะศลิ ปศาสตรแ์ ละวิทยาศาสตร์
ประสบการณก์ ารทํางาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน
นักวิทยาศาสตร์
ประวตั กิ ารศึกษา
พ.ศ. 2549-2555 ฝา่ ยปฏบิ ัติการวจิ ัยและเรือนปลกู พืชทดลอง
ผลงาน สถาบันวจิ ยั และพัฒนา กําแพงแสน ตําแหนง่ ผ้ชู ว่ ยนกั วจิ ัย
พ.ศ.2555-ปจั จบุ นั สาขาชีววทิ ยา ภาควิชาวิทยาศาสตร์
คณะศลิ ปศาสตร์และวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกาํ แพงแสน
ตําแหน่งนักวิทยาศาสตร์

พ.ศ. 2545-2549 วท.บ.เกษตรศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน

พ.ศ.2560 เรยี บเรยี งหนงั สอื คมู่ อื ปฎบิ ตั ิงานห้องปฎบิ ัตกิ ารวิทยาศาสตร์

รตั นา โยชะนงั 2563 การศึกษาเทคนคิ การเตรียมปลายรากหอมที่มผี ลตอ่ การเรียน
บทปฏบิ ัตกิ ารเรอ่ื งการแบ่งเซลล์ปลายรากหอมใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ

สาขาชวี วทิ ยา ภาควิชาวทิ ยาศาสตร์ คณะศลิ ปศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน

งานวิจยั นี้ไดร้ บั ทนุ สนบั สนนุ งานวิจยั บุคลากรสายสนับสนุนและชว่ ยวิชาการ ภาควชิ าวิทยาศาสตร์
ประจําปีงบประมาณ 2562 คณะศิลปศาสตร์และวทิ ยาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกาํ แพงแสน


Click to View FlipBook Version