The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by noey24011, 2023-01-01 03:56:40

ไตรภูมิพระร่วง

C7C7C450-33EE-4561-AF95-57AC7D55F08A

ไตรภูมิพระร่วง

คณะผู้จัดทำ
นายฐิราชัย สิงห์วรรณ เลขที่7
นางสาวศิริวรรณ ซื่อเขียว เลขที่ 27
นางสาวศศิวิมล พลน้อย เลขที่35
นางสาวบงกชกร โชะโน เลขที่36
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/5

~ก~

คำนำ

ไตรภูมิพระร่วงมีหลายชื่อเรียกได้แก่ "ไตรภูมิพระร่วง" "เตภูมิกถา"
"ไตรภูมิกถา" "ไตรภูมิโลกวินิจฉัย" และ "เตภูมิโลกวินิจฉัย"
เป็นวรรณกรรมศาสนาพุทธที่แต่งในสมัยสุโขทัยประมาณ พ.ศ. 1888 โดย
พระราชดำริในพระมหาธรรมราชาที่ 1 รวบรวมจากคัมภีร์
ในศาสนาพุทธมีเนื้อหาเกี่ยวกับโลกสัณฐาน ที่แบ่งเป็น 3 ส่วน หรือ
ไตรภูมิได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ วรรณคดีเรื่องนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับ
คติความเชื่อของชาวไทยเป็นจำนวนมาก เช่น นรก สวรรค์ การเวียนว่าย
ตายเกิด ทวีปทั้งสี่ (เช่น ชมพูทวีป ฯลฯ) กัป กลียุค วาระสุดท้ายของโลก
พระศรีอริยเมตไตรย พระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ

หนั งสือเล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่ งของรายวิชาภาษาไทยเพื่อให้
ได้ศึกษาความรู้จากเรื่อง ไตรภูมิพระร่วง หนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาเกี่ยวกับ
ประวัติความเป็นมา เนื้อหาไตรภูมิ คือ กามภูมิ (อบายภูมิ) รูปภูมิ
(ปฐมฌานภูมิ)
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะได้รับประโยชน์จากการ
ศึกษาเกี่ยวกับไตรภูมิพระร่วง

ผู้เรียบเรียง

~ข~ หน้า

สารบัญ 1

ประวัติ 2-6
เนื้ อหาไตรภูมิ 6
กามภูมิ 7

-อบายภูมิ 8
• นรกภูมิ 9
• ติรัจฉานภูมิ 10
• เปรตภูมิ
• อสูรกายภูมิ
รูปภูมิ
-ปฐมฌานภูมิ 3
•พรหมปาริสัชชาภูมิ
•พรหมปุโรหิตาภูมิ
•มหาพรหมาภูมิ
บรรณานุกรรม

~1~

ประวัติ

ไตรภูมิพระร่วง เป็นพระราชนิพนธ์ของ พระมหาธรรมราชาที่ 1 ซึ่ง
แต่งขึ้นเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 1864 เป็นปีครองราชย์ที่ 6
โดยมีพระประสงค์ที่จะเทศนาโปรดพระมารดา และเพื่อจำเริญพระ
อภิธรรม ไตรภูมิพระร่วงเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงพระ
ปรีชาสามารถอย่างลึกซึ้ง ในด้านพุทธศาสนาของพระมหาธรรมราชาลิ
ไทที่ทรงรวบรวมข้อความต่างๆ ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา นับแต่พระ
ไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และปกรณ์พิเศษต่างๆ มาเรียบเรียงขึ้นเป็น
วรรณคดีโลกศาสตร์เล่มแรกที่แต่งเป็นภาษาไทยเท่าทีมีหลักฐานอยู่ใน
ปัจจุบันนี้ ทั้งนี้ อ.สินชัย กระบวนแสง ได้วิเคราะห์เหตุผลการแต่ง
ไตรภูมิพระร่วงของพระมหาธรรมราชาลิไท ว่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่อง
การเมืองด้วย เนื่องจากไตรภูมิเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ นรก - สวรรค์
สอนให้คนรู้จักการทำความดีเพื่อจะได้ขึ้นสวรรค์ หากแต่ใครทำชั่ว



ประพฤติตนผิดศีลก็จะต้องตกนรก
เนื้ อหาไตรภูมิ

ไตรภูมิพระร่วง มีเนื้อเรื่องเริ่มต้นด้วยคาถานมัสการเป็นภาษาบาลี
มีบานแพนกบอกชื่อผู้แต่ง วันเดือนปีที่แต่ง ชื่อคัมภีร์ต่าง ๆ บอกจุด
มุ่งหมายในการแต่ง แล้วจึงกล่าวถึงภูมิทั้ง 3 คำว่า เตภูมิ หรือ ไตรภูมิ
แปลว่า สามแดน คือ กามภูมิ รูปภูมิอรูปภูมิ ทั้ง 3 ภูมิ แบ่งออกเป็น 8
กัณฑ์ (กัณฑ์ = เรื่อง,หมวด,ตอน)แสดง ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของ
สรรพสิ่ง ความไม่แน่นอนทั้งมนุษย์และสัตว์รวมทั้งสิ่งไม่มีชีวิต เช่น
ภูเขา แม่น้ำ แผ่นดิน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ความเปลี่ยนแปลงนี้กวี
ไทยเรียกว่า “ อนิจจลักษณะ ”ไตรภูมิพระร่วง เดิมเรียกว่า ไตรภูมิกถา
หรือ เตภูมิกถา หมายถึงเรื่องราวของโลกทั้ง 3 ได้แก่ กามภูมิ รูปภูมิ
อรูปภูมิ

~2~

กามภูมิ

กามภูมิคือ โลกของผู้ที่ยังติดอยู่ในกามกิเลส แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย
ได้แก่ สุคติภูมิ และอบายภูมิ
อบายภูมิ
•นรกภูมิ

นรกแบ่งเป็นขุม ๆ ตามอำนาจของกรรมที่เหล่าสัตว์โลกได้กระทำไว้
บันดาลให้เกิดขึ้น นรกขยายตัวออกไปไม่สิ้นตามจำนวนของสัตว์นรก
นรกแบ่งออกตามอำนาจของกรรม มี 8 ขุม
ขุมที่ 1 สัญชีพนรก (ขุมนรกไม่มีวันตาย)

ลักษณะ พื้นเหล็กหนาถูกเผาไฟจนลุกโชน มีขอบทั้ง 4 ด้าน มีอาณาเขต
กว้างใหญ่ไพศาล ระหว่างไฟจะมีสรรพวุธต่าง ๆ เช่น หอก ดาบ ฆ้อน ถูก
เผาไฟจนลุกแดงและคมจัด สัตว์นรกวิ่งพล่าน เท้าเหยียบไฟ ร่างกายถูก
เผา สรรพวุธฟัน แทง สับ ทุบ สัตว์นรกเจ็บปวดทรมาน ร้องครวญคราง
ดิ้นเร่า ๆ ร่างกายสัตว์นรกฉีกขาด แล้วมาต่อกันใหม่โดยทันที ทรมาน
ต่อไป ไม่มีวันตาย

~3~
ขุมที่ 2 กาฬสุตตะนรก (ขุมนรกบรรทัดดำ)

ลักษณะมีกำแพงและพื้นเหล็กถูกเผาไฟลุกโชน นายนิริยบาลจะจับเอา
สัตว์นรกนอนลง ใช้เส้นบรรทัดที่ทำด้วยสายเหล็กแดงลูกเป็นไฟ มาดีด
ร่างกายของสัตว์นรก ตามยาวบ้าง ตามขวางบ้าง แล้วนำเลื่อยบ้าง
ขวานบ้าง มีดโต้บ้าง มาสับ ฟัน เลื่อยตามรอยที่ดีดไว้ ได้รับทุกขเวทนา
แสนสาหัส
ขุมที่ 3 สังฆาฏนรก (ขุมนรกภูเขาขยี้กาย)

ลักษณะมีกำแพงและพื้นเหล็กถูกเผาไฟลุกโชน มีภูเขาเหล็กลุกเป็นไฟ
2ลูก กลิ้งไปมาเข้าหากันบดขยี้ร่างสัตว์นรกจนแหลกเหลว แล้วฟื้ นขึ้น
มาใหม่ รับทุกข์ทรมานต่อไป สัตว์นรกตนใดวิ่งหนี ก็จะถูกนายนิริยบาล
ตีบ้าง แทงบ้าง ฟันบ้าง ตลอดเวลา

~4~

ขุมที่ 4 โรรุวะนรก (ขุมนรกร้องไห้)

ลักษณะมีกำแพงเหล็ก 4 ด้าน ไฟลุกโชน ยิ่งลึกยิ่ร้อน ตรงกลางขุมมีดอก
บัวเหล็ก กลีบเหล็กมีไฟพุ่งออกมาตลอดเวลา สัตว์นรกถูกบังคับให้ขึ้นไป
อยู่ในดอกบัว กรรมทำให้สัตว์นรกยืนขึ้นแล้วก้มตัวลงกลีบบัวงับหนีบ
สัตว์นรก ส่วนหัวถึงคาง ขาถึงข้อเท้า มือถึงข้อมือ ไฟเผาร่างอยู่ตลอด
เวลา สัตว์นรกเจ็บปวดทรมานส่งเสียงร้องครวญครางดังยิ่งนัก
ขุมที่ 5 มหาโรรุวะนรก (ขุมนรกร้องไห้ดังสนั่น)

ลักษณะมีดอกบัวขนาดใหญ่ ไฟร้อนจัดยิ่งกว่าขุมก่อน กลีบบัว
คมเป็นกรดมีอยู่ทั่วไป ระหว่างช่องว่างมีแหลนหลาว ปักชูปลายแหลม
ขึ้นลุกเป็นไฟ นายนิริยบาล่จะบังคับไล่แทงให้ขึ้นไปบนดอกบัว สัตว์นรก
ทั้งหลายร้อน ดิ้นทุรนทุรายไปกระทบกลีบบัว กลีบบัวบาดตัดร่างสัตว์
นรกล่วงลงมา ถูกแหลนหลาวแทงรับไว้ เนื้อของสัตว์นรกร้อนลุกเป็นไฟ
หล่นลงสู่พื้น และมีสุนัขนรกคอยกัดแทะกินจนหมดสิ้น สัตว์นรกก็จะก่อ
ร่างขึ้นใหม่ รับทุกขเวทนายิ่งกว่า ร้องโหยหวนดังยิ่งกว่าขุนก่อน

~5~
ขุมที่ 6 ตาปะนรก (ขุมนรกแห่งความเร่าร้อน)

ลักษณะกำแพง 4 ด้าน พื้นเป็นเหล็กแดงฉาน ไฟพลุ่งโชนสว่างมาก
ไร้เปลว ไฟละเอียดและร้อนจัด มีแหลนหลาวใหญ่เท่าลำตาลไฟลุกโชน
พุ่งมาเสียบสัตว์นรกและเอาขึ้นตั้งไว้ พอไฟไหม้เนื้อหนังหล่นลงมา
ก็จะถูกสุนัขนรกตัวใหญ่เท่าช้าง เที่ยวไล่กัดแทะจนเหลือแต่กระดูก แล้ว
ก็เกิดเป็นสัตว์นรกใหม่ ต้องทุกข์ทรมาน ร้องระงมเซ็งแซ่ไปหมด
ขุมที่ 7 มหาตาปะนรก (ขุมนรกแห่งความเร่าร้อนยิ่ง)

ลักษณะมีไฟคล้ายแสงสว่าง มีความร้อนสูงมาก พุ่งมาจากกำแพง
เหล็กรอบด้านมารวมกันตรงกลาง มีภูเขาเหล็กตั้งอยู่กลางขุมนรก
มีไฟพุ่งเข้าพุ่งออกจนเผาเป็นเหล็กแดงฉาน นายนิริยบาลบังคับให้
สัตว์นรกป่ายปีนขึ้นไปบนยอดเขา พอใกล้ถึงยอดเขา สัตว์นรกทนไม่ไหว
ร่วงหล่นลงมา ก็จะถูกแหลนหลาวที่ปักเอาไว้รอบข้างแทงเข้า

~6~

ขุมที่ 8 อเวจีมหานรก (ขุมนรกแห่งไฟ)

ลักษณะมีกำแพงเหล็กปิดเฉพาะตัวทั้ง 6 ทิศ มีหลาวเหล็ก
แทงสัตว์นรกทะลุตรึงร่าง ให้ยืนกางแขนขา โดยจากบนลงล่าง ซ้ายไป
ขวา หน้าไปหลัง จำนวนหลายสิบเล่ม จนสัตว์นรกไม่สามารถขยับตัวได้
เลยแม้แต่น้อย ถูกแผดเผาอยู่ตลอดเวลา จนกระดูกแดงฉาน จำนวน
สัตว์นรกในขุมนี้ มีมากกว่าทั้ง 7 ขุมรวมกัน

•ติรัจฉานภูมิ
ติรัจฉานติภูมิ หรือเดรัจฉานติภูมิ คือแดนของเดียรฉาน แปลว่า

ตามขวางหรือตามเส้นนอนตรงกันข้ามกับคนซึ่งไปตัวตรง ดังนั้นสัตว์
เดรัจฉานก็หมายถึงสัตว์ที่ไปไหนมาไหนต้องคว่ำอก

~7~

•เปรตภูมิ
เปรตเป็นผีเลวชนิดหนึ่ง ในไตรภูมิบรรยายรูปร่างของเปรตไว้ว่า
เปรตบางชนิดมีตัวใหญ่ ปากเท่ารูเข็ม เปรตบางชนิดก็ตัวผอมไม่มี
เนื้อหนังมังสา ตาลึกกลวง และร้องไห้ตลอดเวลา แต่ก็มีเปรตบาง
ชนิดที่ตัวงามเป็นทอง แต่ปากเป็นหมูและเหม็นมาก สรุปรวมๆแล้วก็
คือเมื่อตอนเป็นคนแล้วทำบาปอย่างใดเมื่อตายไปก็จะเป็นเปรตตาม
ที่ทำบาปไว้ เปรตนั้นมีโอกาสดีกว่าสัตว์นรก เนื่องจากสามารถออก
มาขอบุญกุศลจากการทำบุญของมนุษย์ได้

•อสูรกายภูมิ
อสูร แปลตรงตัวว่า ผู้ไม่ใช่สุระหรือไม่ใช่พวกเทวดาที่มีพระอินทร์เป็น
หัวหน้า เดิมพวกอสูรมีเมืองอยู่บนเขาพระสุเมรุหรือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
นั่นเอง ภายหลังพวกเทวดาคิดอุบายมอมเหล้าพวกอสูรเมาจนไม่ได้สติ
แล้วพวกเทวดาก็ช่วยกันถีบอสูรให้ตกเขาพระสุเมรุดิ่งจมลงใต้ดิน เมื่อ
อสูรสร่างเมาได้สติแล้วก็สำนึกตัวได้ว่า เป็นเพราะกินเหล้ามากจน
เมามายจึงต้องเสียบ้านเมืองให้กับพวกเทวดาจึงเลิกกินเหล้าแล้วไป
สร้างเมืองใหม่ใต้บาดาลเรียกว่า อสูรภพ

~8~

รูปภูมิ

รูปภูมิ ภูมิระดับกลาง เป็นรูปพรหม มี 16 ชั้น แบ่งออกเป็น
ปฐมฌานภูมิ 3 ทุตยฌารภูมิ 3 ตติยฌานภูมิ 3 และจุตฌานภูมิ
7อยู่เหนือสวรรค์ชั้นปรมินมิตวสวัตดีภูมิขึ้นไปนับประมาณไม่ได้
ผุ้ที่จะมาเกิดในพรหมโลกนี้ ต้องจำเริญสมาธิภาวนา จเริญ
กรรมฐาน เพื่อบำบัด ปัญจนิวรณ์

ปฐมฌานภูมิ 3 ได้แก่
•พรหมปาริสัชชาภูมิ ดินแดนของผู้สำเร็จปฐมฌาณขั้นต้น
ที่สถิตแห่ง พระพรหม ผู้เป็นบริวารแห่งท้าวมหาพรหม พรหม
โลกชั้นที่ 1 พรหมปาริสัชชาภูมิ เป็นพรหมโลกชั้นแรก เป็นพรหม
ชั้นล่างสุด ตั้งอยู่เบื้องบนสูงกว่าปรนิมมิตวสวัตตีสวรรค์ขึ้นไปถึง
5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ คือไกลจากมนุษยโลกจนไม่สามารถ
นับได้

~9~

•พรหมปุโรหิตาภูมิ ดินแดนของผู้สำเร็จปฐมฌาณขั้นกลาง
ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้เป็นปุโรหิต (อาจารย์ใหญ่) ของท้าว
มหาพรหม พรหมโลกชั้นที่ 2 พรหมปุโรหิตาภูมิ เป็นที่อยู่ของพระ
พรหมผู้ทรงฐานะประเสริฐ คือเป็นปุโรหิตของท่านมหาพรหม
ความเป็นอยู่ทุกอย่างล้ำเลิศวิเศษกว่าพรหมโลกชั้นแรก รัศมีก็
รุ่งเรืองกว่า รูปทรงร่างกายใหญ่กว่า สวยงามกว่า

•มหาพรหมาภูมิ ดินแดนของผู้สำเร็จปฐมฌาณขั้นสูง
ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ยิ่งใหญ่ พรหมโลกชั้นที่ 3 มหาพรหมาภูมิ
ที่อยู่แห่งท่านพระพรหม ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย มีความเป็นอยู่และรูปกาย
ประเสริฐยิ่งขึ้นไปอีก ได้เคยเจริญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุปฐมฌาน
ขั้น ปณีตะคือขั้นสูงสุดมาแล้วทั้งสิ้น มีอายุแห่งพรหมประมาณ 1 มหา
กัป

~10~

บรรณานุกรม

1 https://sites.google.com นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
2 https://www.blockdit.com นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
3 https://www.sarakadee.com นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
4 https://www.blockdit.com นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
5 http://www.greenworld-market.com นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
6 https://kalyanamitra.org/th นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
7 https://www.dmc.tv นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
8 https://dhamma-01.blogspot.com นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
9 https://kalyanamitra.org/th นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
10 https://www.dmc.tv นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
11 https://www.blockdit.com นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
12https://kalyanamitra.org/th นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
13 https://www.blockdit.com นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
14 https://pin.it/4Rcq0bP นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
15 http://www.watthumpra.com นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
16 https://sites.google.com นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
17 https://th.wikipedia.org นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
18 https://board.postjung.com/730910 นำเข้าเมื่อวันที่ 3
ธันวาคม2565
19 https://www.gotoknow.org นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565
20 https://th.wikipedia.org นำเข้าเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม2565


Click to View FlipBook Version