โครงงานคอมพวิ เตอร์
เร่ือง สารสนเทศและการส่ือสาร
1. นาย ฐิติพงศ์ จิรพรจรัส ม. 4/6
2. นาย ณพชร ธิติรักษ์พาณิชย์ ม. 4/6
3. นาย นนท์ปวริ แย้มสขุ ม. 4/6
4. นาย ปิยะวฒั น์ ดวนสงิ ห์ ม. 4/6
5. นาย รัญชนพ อนุ่ สนิท ม. 4/6
รายงานนีเ้ป็นสว่ นประกอบ
ของโครงงานคอมพวิ เตอร์
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 4
โรงเรียนอทุ ยั วิทยาคม
สงั กดั สานกั งานเขตพนื ้ ท่ีการศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 42
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื ้ ฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
โครงงาน เรื่อง สารสนเทศและการสื่อสาร
ประเภทของโครงงาน โครงงานพฒั นาสอื่ เพ่ือการศกึ ษา
ผ้จู ดั ทา นาย ฐิตพิ งศ์ จิรพรจรสั ม.4/6
นาย ณพชร ธิตริ กั ษ์พาณิชย์ ม.4/6
นาย นนท์ปวริ แย้มสขุ ม.4/6
นาย ปิยะวฒั น์ ดวนสงิ ห์ ม.4/6
นาย รัญชนพ อนุ่ สนทิ ม.4/6
ปีการศกึ ษา 2562
บทคัดย่อ
โครงงานนีส้ ร้างขนึ ้ เพอ่ื ศกึ ษาหลกั การทางาน และบทบาทของคอมพวิ เตอร์ทช่ี ่วยในการอานวยความ
สะดวกในกิจกรรมต่างๆ และประโยชน์ของคอมพวิ เตอร์ที่ใช้เป็นเคร่ืองมอื ในการทางาน อภิปรายลกั ษณะสาคญั
ของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านการทางาน ความแม่นยา และการอานวยความสะดวกในชีวติ ประจาวนั และ
เปรียบเทียบความสาคัญกบั ผลกระทบที่เกดิ ขนึ ้ จากเทคโนโลยสี ารสนเทศ ใช้กระบวนการคิดวเิ คราะห์ในการ
ประมวลผลข้อมลู ให้เป็นสารสนเทศ เพือ่ นาไปใช้ให้เกดิ ประโยชน์และมีความเหมาะสมในการใช้งาน ศกึ ษา
วเิ คราะห์แนวทางการเลอื กอาชพี โดยใช้กระบวนการตดั สนิ ใจในการเลอื กอาชีพทเี่ หมาะสม มีเจตคตทิ ่ดี ีต่อการ
ประกอบอาชพี ทีเ่ ป็นการสร้างรายได้ จากการประกอบอาชพี ท่ีสจุ ริตและเป็นทยี่ อมรับของสงั คม เห็นความสาคัญ
ของการสร้างอาชีพและมวี ิจารณญาณในการประกอบอาชีพ รกั การทางาน และมีเจตคตทิ ี่ดตี ่อการทางาน
สามารถดารงชวี ติ อย่ใู นสงั คมได้อย่างพอเพียงและมคี วามสขุ โดยใช้กระบวนการการทางาน กระบวนการปฏิบตั ิ
กระบวนการคดิ วิเคราะห์ เพือ่ ให้เกิดความรู้ ความคดิ ความเข้าใจ และเห็นคณุ ค่าของเทคโนโลยี สามารถนา
เทคโนโลยีสารสนเทศไปประยกุ ต์ใช้ในชวี ิตประจาวนั เหน็ คณุ ค่าของการประกอบอาชพี และมีเจตคตทิ ดี่ ีต่อ
อาชพี
กิตติกรรมประกาศ
โครงงานนีส้ าเร็จลลุ วงได้ด้วยความกรุณาจาก คณุ ครู ชัชวาล ฝ่ายกระโทก คณุ ครูที่ปรกึ ษาโครงงานที่ได้ให้คา
เสนอแนะ แนวคดิ ตลอดจนแกไขข้อบกพร้องต่างๆ มาโดยตลอด จนโครงงานเลม่ นเี ้สร็จสมบรู ณ์ผ้ศู กึ ษาจงึ ขอขอบพระคุณ
เป็นอย่างสงู
ขอขอบคณุ คณุ ครูท่ีปรกึ ษาพเิ ศษท่ีให้คาปรึกษาในการแก้ไขและปรับปรุงโครงงานให้สาเร็จลลุ ว่ ง ไปด้วยดี
ขอขอบคณุ ผ้ปู กครองท่ใี ห้คาปรึกษา และการสนบั สนนุ ในเร่ืองตา่ งๆ รวมทงั ้ เป็นกาลงั ใจทดี่ ีเสมอ
ขอขอบคณุ เจ้าหน้าท่หี ้องสมดุ ทีใ่ ห้คาปรึกษาและสนบั สนนุ ในการหาข้อมลู เพ่ือประกอบการทาโครงงานนี ้
สดุ ท้ายขอบคณุ เพอ่ื นๆ ที่ช่วยให้คาแนะนาดๆี เก่ียวกบการทา
คณะผู้จดั ทา
นาย ฐิติพงศ์ จริ พรจรัส ม.4/6
นาย ปิยะวฒั น์ ดวนสงิ ห์ ม.4/6
นาย รัญชนพ อนุ่ สนิท ม.4/6
นาย ณพชร ธิตริ กั ษ์พาณชิ ย์ ม.4/6
นาย นนท์ปวิร แย้มสขุ ม.4/6
สารบญั
หน้า
บทคดั ย่อ………………………………………………………………………………………………………………………………………
กิตตกิ รรมประกาศ………………………………………………………………………………………………………………………….
สารบัญ………………………………………………………………………………………………………………………………………..
สารบัญภาพ………………………………………………………………………………………………………………………………….
สารบัญตาราง……………………………………………………………………………………………………………………………….
บทที่
1.บทท่ี
ทีม่ าและคามสาคัญ…………………………………………………………………………………………………………………..
วตั ถปุ ระสงค์…………………………………………………………………………………………………………………………….
ขอบเขตของโครงงาน…………………………………………………………………………………………………………………
แผนการดาเนินงาน……………………………………………………………………………………………………………………
วิธีการดาเนนิ งาน……………………………………………………………………………………………………………………..
ผลทีค่ าดว่าจะได้รบั …………………………………………………………………………………………………………………..
2.เอกสารที่เก่ียวข้อง
2.1สารสนเทศและการสอ่ื สาร …………………………………………………………………………………………………………
2.2เทคโนโลยี คอื อะไร
2.3สารสนเทศ คือ
2.4 การสอื่ สาร คอื
3.อปุ กรณ์และวธิ ีการดาเนนิ งาน
3.1 ขนั ้ ตอนการดาเนนิ งาน…………………………………………………………………………………………………………
3.2 วธิ ีการเกบ็ เก่ยี วรวบรวมข้อมลู ……………………………………………………………………………………………….
3.3 อปุ กรณ์ทใี่ ช้ในการพฒั นาโครงงาน…………………………………………………………………………………………
บทท่ี หน้า
4. ผลการดาเนนิ งาน
5.สรุปผลการดาเนินงาน / ข้อเสนอแนะ
5.1 การดาเนินงานจดั ทาโครงงาน……………………………………………………………………………………………………
5.2 สรุปผลการดาเนินงาน……………………………………………………………………………………………………………..
5.3 ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………………………………………….
บรรณานกุ รม…………………………………………………………………………………………………………………………………..
ภาคผนวก………………………………………………………………………………………………………………………………………
สารบัญภาพ
ภาพท่ี หน้า
1.ภาพผลงานสารสนเทศและการสอ่ื สาร………………………………………………………………………………………………………
บทท่ี 1
บทนา
ที่มาและความสาคญั ของโครงงาน
สงิ่ ต่างๆ ทเ่ี ป็นบคุ คล วัสดุ อปุ กรณ์ ตลอดจนเทคนิควธิ ีการ ซงึ่ เป็นตวั กลางทาให้ผ้เู รียนเกดิ การเรียนรู้ตามจดุ ประสงค์ของ
การเรียนการสอนทก่ี าหนดไว้ได้อย่างง่ายและรวดเร็วเป็นเคร่ืองมือและตวั กลางซง่ึ มีความสาคญั ในกระบวนการเรียนการ
สอนมหี น้าทเ่ี ป็นตัวนาความต้องการของครูไปส่ตู วั นกั เรียนอย่างถกู ต้องและรวดเร็วเป็นผลให้นักเรียนเปลยี่ นแปลง
พฤติกรรมไปตามจดุ ม่งุ หมายการเรียนการสอนได้อย่างถกู ต้องเหมาะสม นกั การศกึ ษาเรียกช่อื การสอนด้วยชอ่ื ต่าง ๆ เช่น
อปุ กรณ์การสอน โสตทศั นปู กรณ์ เทคโนโลยีการศกึ ษา สอ่ื การเรียนการสอนสอื่ การศกึ ษา เป็นต้น
ดงั นนั ้ จะเห็นได้ว่าทงั ้ สอ่ื การเรียนการสอนและสอื่ การเรียนการสอนสมยั ใหม่มีความหมายทีใ่ กล้เคียงกนั จะแตกต่างกนั
ตรงทเี่ คร่ืองมือที่ใช้เป็นตวั กลางในการเรียนการสอนนนั ้ ไมเ่ หมอื นกนั ในสว่ นของสอ่ื การเรียนการสอนแบบเดิมนนั ้ จะเป็น
สอื่ ทีไ่ ม่หลากหลาย อาจจะไม่มีความทนั สมยั ไม่นา่ สนใจ อยา่ งเช่น ภาพ เสยี ง หรือสอ่ื อะไรที่เก่าๆ แต่สาหรบั สอื่ การ
เรียนการสอนสมัยใหมน่ นั ้ สว่ นมากแล้วจะเป็นสอื่ ที่มีการนานวตั กรรมเทคโนโลยี ITC ตา่ งๆ เข้ามาเก่ียวข้อง เพ่อื ให้เกดิ
ความสนใจ อยากท่ีจะเรียนมากขนึ ้ อย่างเช่น สอื่ CAI บทเรียนออนไลน์ สอ่ื อเิ ล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
ในการเรียนการสอนนนั ้ วตั ถปุ ระสงค์ของการเรียนนบั เป็นสงิ่ สาคญั ยิ่งที่ผ้สู อนจะต้องกาหนดไว้เพอ่ื เป็นหลกั วา่ จะสอน
ให้ผ้เู รียนได้เรียนรู้และได้รบั ประสบการณ์ด้านใดบ้างจากบทเรียนนนั ้ ทงั ้ นเี ้พ่อื ท่ีจะสามารถเลอื กสอ่ื การเรียนการสอนได้
อยา่ งเหมาะสมกบั วธิ ีการสอนแตล่ ะอย่างด้วย
วตั ถปุ ระสงค์
1.เพ่ือเป็นสอื่ ให้ความรู้แกผ่ ้สู นใจเก่ียวกบั สารสนเทศและการสอ่ื สาร
ขอบเขตโครงงาน
การนาเทคโนโลยมี าใช้สร้างข้อมลู เพิม่ ให้กบั สารสนเทศ ทาให้สารสนเทศมปี ระโยชน์และใช้งานได้กว้างขวางมากขนึ ้
เทคโนโลยีสารสนเทศรวมไปถงึ การใช้เทคโนโลยีด้านต่างๆ ทจี่ ะรวบรวม จดั เก็บใช้งาน สง่ ต่อ หรือสอื่ สารระหวา่ งกนั
เทคโนโลยีสารสนเทศเกยี่ วข้องโดยตรงกบั เครื่องมือเคร่ืองใช้ในการจดั การสารสนเทศ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และ
อปุ กรณ์รอบข้าง ขนั ้ ตอนวิธีการดาเนนิ การซ่งึ เก่ียวข้องกบั ซอฟต์แวร์ เกย่ี วข้องกบั ตวั ข้อมลู เกย่ี วกบั บุคลากร เกี่ยวข้องกับ
กรรมวิธีการดาเนินงานเพือ่ ให้ข้อมลู เกดิ ประโยชน์สงู สดุ
บทท่ี 2
เอกสารท่เี ก่ียวข้อง
ในการจดั โครงงานคอมพิวเตอร์ พฒั นาสอ่ื เพ่อื การศกึ ษาสอื่ ในการใช้คอมพิวเตอร์ ให้ความรู้เกย่ี วกบั สอื่ ในการ
ใช้คอมพวิ เตอร์ คณะผ้จู ัดทาได้ศกึ ษาข้อมูลท่เี กีย่ วข้องดงั นี ้
2.1 ความสาคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร
2.2เทคโนโลยี คอื อะไร
2.3สารสนเทศ คอื
2.4 การสอื่ สาร คอื
2.1 ความสาคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศและอินเทอร์เน็ต ความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศเทคโนโลยสี ารสนเทศมคี วามสาคญั ตอ่ การ
พฒั นาประเทศในด้านต่างๆ เป็นอยา่ งมาก ตัวอย่างเช่น1. การศกึ ษา เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยในด้านการค้นคว้าศกึ ษา
แหลง่ ข้อมลู ทาให้การศึกษางา่ ยขนึ ้ และ ไร้ขดี จากดั ผ้เู รียนมคี วามสะดวกในการค้นคว้าวิจยั 2. การดารงชีวติ ประจาวนั
ทาให้มคี วามสะดวกคลอ่ งตวั และรวดเร็วในการทากจิ กรรมตา่ ง ๆ ท่ี เกิดขนึ ้ ใน ชีวิตประจาวนั สามารถทางานได้หลาย
อยา่ งในเวลาเดยี วกนั ได้หรือทางานใช้เวลาน้อยลง 3. การดาเนินธุรกจิ ทาให้มีการแข่งขนั ระหวา่ งธรุ กิจมากขนึ ้ ทาให้ตอง
มีการพฒั นาองค์กรเพอ่ื ให้ ทนั กบั ข้อมูล ขา่ วสารอยตู ลอดเวลา อนั สง่ ผลตอ่ การพฒั นาประเทศอยา่ งตอ่ เน่ือง4. อตั ราการ
ขยายตวั ทุก ๆ ด้านทเี่ พ่มิ ขนึ ้ อยา่ งรวดเร็ว เพราะมีการตดิ ต่อสอื่ สารที่เจริญก้าวหน้าทนั สมยั รวดเร็ว ถูกต้องและทาให้เป็น
โลกทีไ่ ร้พรมแดน5. ระบบการทางานมคี อมพิวเตอร์ มาใช้ซง่ึ สามารถทางานได้มากขนึ ้ งานบางอยา่ งมนษุ ย์ทาไม่ได้ก็ใช้
คอมพวิ เตอร์ ช่วยทางานแทนซง่ึ ได้ผลถกู ต้องรวดเร็ว
2.2.เทคโนโลยี คืออะไร
เทคโนโลยี (Technology) คือ การใช้ความรู้ เคร่ืองมอื ความคดิ หลกั การ เทคนคิ ความรู้
ระเบยี บวธิ ี กระบวนการตลอดจน ผลงานทางวทิ ยาศาสตร์ทงั ้ สง่ิ ประดิษฐ์และวธิ ีการ มาประยกุ ต์ใช้ในระบบงาน
เพ่อื ชว่ ยให้เกิดการเปลย่ี นแปลงในการทางานให้ดยี ่งิ ขนึ ้ และเพื่อเพ่มิ ประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผลของงานให้มีมากย่งิ ขนึ ้
2.3.สารสนเทศหมายถึง
สารสนเทศ หมายถงึ ข้อมลู ทเ่ี ป็นประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิตของมนษุ ย์ หรืออาจกลา่ วได้ว่า สารสนเทศ เกิดจากการ
นาข้อมลู ผ่านระบบการประมวลผล คานวณ วเิ คราะห์และแปลความหมายเป็นข้อความท่ีสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้
เช่น สารสนเทศทีเ่ ป็น ความรู้ทีเ่ กดิ จากวิทยุ โทรศพั ท์มือถือ ข้อมลู ข่าวสารตา่ ง ๆ รอบตวั เราซง่ึ อาจมาจาก วทิ ยุ
โทรทศั น์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ดาวเทยี ม โทรศพั ท์ เครื่องจกั ร ท่เี กี่ยวกบั สารสนเทศได้ เครื่องคอมพวิ เตอร์ ระบบสอื่ สาร
โทรคมนาคมสมัยใหม่ เชน่ การฝาก ถอนเงนิ ผ่านเคร่ือง ATM การจองตวั๋ เครื่องบนิ การลงทะเบียน ฯลฯ
ขนึ ้ โดยการถ่ายทอดสารจากบคุ คลฝ่ายหนง่ึ ซ่งึ ทาหน้าท่ีสง่ สารผ่านสอื่ หรือช่องทางต่าง ๆ ไปยงั ผ้รู ับสารโดยมีวตั ถปุ ระสงค์
อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ คุณสมนุ อย่สู นิ กลา่ วไว้วา่ การสอ่ื สาร คือ กระบวนการเปลย่ี นข้อมลู ขา่ วสาร ระหว่างบคุ คลต่อ
บคุ คลหรือบคุ คลตอ่ กล่มุ โดยใช้สญั ลกั าณื สญั ญาณ หรือ พฤติกรรมทเ่ี ข้ากนั โดยมีองค์ประกอบ ดงั นี ้
1. ผ้สู ่งสาร คือ ผ้ทู ่ที าหน้าที่สง่ ข้อมูลสารไปยงั ผ้รู บั สารโดยผา่ นช่องทางที่เรียกว่าสอ่ื ถ้าหากเป็นการสอ่ื สารทางเดยี วผ้สู ง่
จะทาหน้าทส่ี ่งเพยี งประการเดียวแต่ถ้าเป็นการสอ่ื สาร 2 ทางผ้สู ง่ สารจะเป็นผ้รู บั ในบางครัง้ ด้วย ผ้สู ง่ สารจะต้องมที กั ษะ
ในการสอ่ื สาร มเี จตคติต่อตนเอง ตอ่ เร่ืองท่ีสง่ ต้องมคี วามรู้ในเนือ้ หาที่จะสง่ และอยใู่ นระบบสงั คมเดยี วกบั ผ้รุ ับก็จะทาให้
การสอ่ื สารมีประสทิ ธิภาพ
2. ข่าวสาร ในกระบวนการตดิ ตอ่ สอ่ื สารก็มีความสาคญั ข่าวสารทีด่ ีต้องแปลเป็นรหสั เพ่ือสะดวกในการสง่ การรับและ
ตคี วาม เนือ้ หาของสารและการจดั สารกจ็ ะต้องทาให้การสอ่ื ความหมายงา่ ยขนึ ้
3. สอื่ หรือช่องทางในการรบั สาร คอื ประสาทสมั ผสั ทงั ้ ห้า คอื ตา หู จมกู ลนิ ้ และกายสมั ผสั และตวั กลางท่ีมนษุ ย์สร้าง
ขนึ ้ มา เชน่ สง่ พมิ พ์ กราฟิ ก สอ่ื อิเลก็ ทรอนิกส์
4. ผ้รู ับสาร คอื ผ้ทู ่ีเป็นปา้ หมายของผู้สง่ สาร การสอ่ื สารจะมปี ระสทิ ธิภาพผ้รู ับสารจะต้องมปี ระสทิ ธิภาพในการรบั รู้ มี
เจตคติที่ดีต่อข้อมูลข่าวสารตอ่ ผ้สู ง่ สารและตอ่ ตนเองด้วย
บทท่ี 3
อปุ กรณ์และวธิ ีการดาเนินงาน
การพฒั นาโครงงานเป็นกิจกรรมทม่ี ีกระบวนการย่อยหลายขนั ้ ตอน ต้องมคี วามคิดสร้างสรรค์ ต้องใช้เวลาและต้องมคี วาม
อดทนสงู มกี ารวางแผนอย่างเป็นระบบขนั ้ ตอน ซง่ึ จากการศึกษาขนั ้ ตอนการทาโครงงานมีทงั ้ หมด 5 ขนั ้ ตอน
1.การเลอื กหวั ข้อโครงงาน
หวั ข้อโครงงานทีจ่ ะเลอื กทานนั ้ สว่ นใหญ่มาจากความต้องการ หรือความสนใจในการเลอื กปัญหาและแก้ไขปัญหาสามารถ
นามาประยกุ ต์ใช้ได้หรืออืน่ ๆตามเจตนารมณ์ของผ้จู ดั ทา เราพิจารณาจากความสนใจ การสงั เกตสงิ่ รอบตวั การศกึ ษาจาก
โครงงานทม่ี ีผ้พู ฒั นามากอ่ นแล้วเพ่อื นามาเป็นแนวทางในการพฒั นาตอ่ เม่ือเราได้หวั ข้อมาแล้วก็ต้องกาหนดช่ือโครงงาน
ให้สอดคล้องกบั เนือ้ หาโครงงาน ด้วยข้อความทีก่ ระชบั ได้ใจความและนา่ สนใจ
2.การศกึ ษาค้นคว้าข้อมลู ท่ีเกี่ยวข้องกบั โครงงาน
เมือ่ เราได้หวั ข้อของโครงงานมาแล้ว หลงั จากนนั ้ ต้องค้นหาความรู้ทเ่ี กีย่ วข้องมาเพิม่ เตมิ แหลง่ ข้อมลู ควรมาจากแหล่งท่ี
หลายหลาย เชน่ จากหนงั สอื วารสาร ผ้เู ช่ยี วชาญ หรืออาจศึกษาจากโครงงานท่ีคล้ายๆกนั ที่มคี นทามาก่อนแล้ว และใน
การสบื ค้นแต่ละครงั ้ สง่ิ ท่ขี าดไมไ่ ด้คอื ต้องบอกท่มี าของข้อมลู แหลง่ อ้างอิงข้อมลู ท่ีถกู ต้องให้ครบถ้วนเสมอ
3.การจดั ทาข้อเสนอโครงงาน
การจดั ทาข้อเสนอโครงงานเป็นการกาหนดแนวคิดตา่ งๆ และการวางแผนพฒั นาโครงงาน รวมถงึ การทาตารางกาหนดการ
และระยะเวลาในการทา เพอื่ ชว่ ยให้สามารถคาดการณ์ความเป็นไปได้ในการทาโครงงาน โดยท่ีผ้จู ัดทาสามารถไปนาเสนอ
กบั ทป่ี รกึ ษาหรือผ้ทู รงคณุ วฒุ ิท่ีเกีย่ วข้องให้ช่วยพิจารณางานให้
4.การจดั ทาโครงงาน
การจดั ทาโครงงานถือเป็นภาคปฏิบตั ทิ ่ีสาคัญ จงึ ต้องเตรียมพร้อมในทกุ ๆด้าน เตรียมอปุ กรณ์คอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และ
วสั ดทุ ี่ใช้ให้ครบถ้วน ควรคานงึ ถงึ ความประหยดั ค้มุ ค่า และมจี ิตสานกึ รับผิดชอบต่อสงั คมเสมอ ไม่ทาอะไรผิดกฎหมาย
หลงั จากนนั ้ จดั ทาโครงงานตามตารางเวลาการทางานอยา่ งเคร่งครดั ระหวา่ งทาต้องบนั ทกึ ผลตลอดเพื่อติดตาม
ความก้าวหน้า ปัญหาอปุ สรรค วธิ ีแก้ไขและเพอื่ ควบคมุ การปฏิบตั ิงานตามเวลาท่ีกาหนด มีการตรวจสอบความถกู ต้อง
ตามแผนงานอย่างสม่าเสมอ
5.การเขยี นรายงาน
การเขียนรายงานเป็นการจดั ทาเอกสารรายละเอยี ดทงั ้ หมดในการพฒั นาโครงงานและคู่มอื การใช้งาน เพื่อเผยแพร่และใช้
พฒั นาในครงั ้ ต่อไป ซงึ่ จะเป็นประโยชน์แก่ผ้ทู ่ีต้องการศกึ ษาหรืออยากทาโครงงานที่รูปแบบคล้ายกนั ก็สามารถเรียนรู้ได้
จากประสบการณ์ท่ีบนั ทกึ ไว้ การเขียนรายงานควรใช้ภาษาทอ่ี า่ นง่าย ชดั เจน กระชบั ตรงประเด็น สภุ าพ และไมก่ ระทบ
ทาให้ผ้อู ่ืนเสยี หาย
สว่ นประกอบของการเขยี นรายงานมีดงั นี ้
บทที่ 1 บทนา แสดงที่มาและความสาคญั ของโครงงาน วัตถปุ ระสงค์ในการจัดทาและขอบเขตการศกึ ษา
บทที่ 2 หลกั การและทฤษฎี แสดงสว่ นสรุปข้อมลู จากการศกึ ษาข้อมลู หลกั การและทฤษฎี หรือวธิ ีการที่จะนามาใช้ในการ
พฒั นาโครงงาน ซง่ึ รวมถึงการบทที่ 3 วธิ ีดาเนินการ แสดงการอธิบายรายละเอียด ปัญหาหรืออปุ สรรคการทางาน และ
วิธีการแก้ไข รวมถงึ ระบุวสั ดอุ ปุ กรณ์ท่ีใช้ในการทาโครงงานด้วย
บทท่ี 4 ผลการศึกษา แสดงการนาเสนอข้อมลู หรือระบบท่ีพฒั นาได้ อาจเป็นรูปภาพ กราฟ ข้อความตัวอกั ษร ซง่ึ ต้องสอ่ื
ความหมายให้เข้าใจง่าย
บทท่ี 5 สรุปผลและข้อเสนอแนะ หากในการทางานมีการตงั ้ สมมติฐานไว้ ต้องมีการสนบั สนนุ หรือคดั ค้านสมมติฐานท่ตี งั ้
ไว้หรือยังสรุปสมมติฐานไมไ่ ด้ บอกการนาไปใช้ประโยชน์ อปุ สรรคในการทางาน ข้อสงั เกตท่ีสาคญั ข้อผิดพลาดจากการ
ทางาน มขี ้อเสนอแนะในกรปรับปรุงงานรวมถึงบอกประโยชน์ที่ผ้จู ดั ทาและผ้ศู กึ ษาจะได้รับ
ระบผุ ลงานของผ้อู ืน่ ที่ผ้จู ดั ทาได้นามาเปรียบเทยี บหรือพฒั นาต่อยอด
บรรณานกุ รม แสดงแหล่งของข้อมูลในการสบื ค้นเพอื่ ทาโครงงาน โดยการเขยี นบรรณานกุ รมต้องเขียนให้ถกู ต้องตาม
หลกั การเขียน
ค่มู อื การใช้งาน เป็นเอกสารท่อี ธิบายวิธีการใช้งานโดยละเอยี ด ตวั อย่างสง่ิ ที่ควรแสดงในค่มู อื เช่น
ชอ่ื ผลงาน
คณุ ลกั ษณะของระบบคอมพิวเตอร์(ถ้าม)ี
รายระเอยี ดของเคร่ืองคอมพวิ เตอร์ที่ต้องมี(เช่น โปรแกรมหรืออืน่ ๆ)รายชอื่ ซอฟต์แวร์ท่ีต้องมีหน้าทีข่ องผลงานรับอะไรเป็น
ข้อมลู เข้าและสง่ อะไรเป็นข้อมลู ออกวิธีการใช้งาน (ควรอธิบายเป็นลาดบั ขนั ้ ตอนเพ่อื ให้เข้าใจงา่ ย)
ข้อเสนอแนะในการใช้งาน (เป็นคาแนะนาการใช้งานให้ได้ประสทิ ธิภาพและประโยชน์สงู สดุ )
การเขียนค่มู อื อาจแยกเลม่ จากรายงาน หรือใสไ่ ว้ในสว่ นภาคผนวกของรายงายก็ได้แล้วแต่ดลุ ยพนิ ิจของผ้จู ดั ทา ซง่ึ การ
เขยี นค่มู ือต้องเขยี นชดั เจน ศพั ท์ถูกต้อง ภาษาเข้าใจง่ายและครอบคลมุ ประเด็นสาคญั ทงั ้ หมดของโครงงาน
บทท่ี4
ผลการศึกษา
ผลการศกึ ษาออกมาได้ดีทาให้ผ้เู รียนได้เกิดความเข้าใจกบั เทคโนโลยีสารสนเทศผลของการศกึ ษาคือดีแต่มีผลกระทบ 2
ด้านคือด้านบวกและด้านลบ เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศมหี ลายด้าน
ผลกระทบด้านบวก
1. การสร้างเสริมคณุ ภาพชวี ิตทด่ี ขี นึ ้ สภาพความเป็นอย่ขู องสงั คมเมอื ง มีการพฒั นาใช้ระบบสอ่ื สาร
โทรคมนาคม เพือ่ ติดตอ่ สอ่ื สารให้สะดวกขนึ ้ มีการประยกุ ต์มาใช้กับเคร่ืองอานวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น ใช้ควบคมุ
เคร่ืองปรับอากาศ ใช้ควบคมุ ระบบไฟฟา้ ภายในบ้าน เป็นต้น
2. เสริมสร้างความเทา่ เทยี มในสงั คมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้เกิดการกระจายไปทวั่
ทกุ หนแห่ง แม้แตถ่ ิน่ ทรุ กนั ดาร ทาให้มีการกระจายโอกาสการเรียนรู้ มกี ารใช้ระบบการเรียนการสอนทางไกล การกระจาย
การเรียนรู้ไปยงั ถิน่ ห่างไกล นอกจากนีใ้ นปัจจบุ นั มคี วามพยายามทจ่ี ะใช้ระบบการรกั ษาพยาบาลผา่ นเครือขา่ ยสอื่ สาร
3. สารสนเทศกบั การเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนาคอมพิวเตอร์และเครื่องมือ
ประกอบช่วยในการเรียนรู้ เช่น วดี ทิ ศั น์ เคร่ืองฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจดั การศกึ ษา จดั
ตารางสอน คานวณระดบั คะแนน จดั ชนั ้ เรียน ทารายงานเพือ่ ให้ผ้บู ริหารได้ทราบถงึ ปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน
ปัจจบุ นั มีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศใน โรงเรียนมากขนึ ้
4. เทคโนโลยีสารสนเทศกบั สงิ่ แวดล้อม การจดั การทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจาเป็นต้องใช้สารสนเทศ
เช่น การดแู ลรักษาป่ า จาเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทยี ม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์
อากาศ การจาลองรูปแบบสภาวะสง่ิ แวดล้อม เพ่ือปรบั ปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมลู คณุ ภาพนา้ ในแมน่ า้ ตา่ ง ๆ การ
ตรวจวดั มลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวดั ระยะไกลมาช่วย ท่เี รียกว่า โทรมาตร เป็นต้น
5. เทคโนโลยีสารสนเทศกบั การปอ้ งกนั ประเทศ กจิ การทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี อาวธุ ยทุ โธปกรณ์
สมยั ใหม่ล้วนแตเ่ กย่ี วข้องกบั คอมพิวเตอร์และระบบควบคมุ มกี ารใช้ระบบปอ้ งกนั ภัย ระบบเฝา้ ระวงั ท่ีมคี อมพิวเตอร์
ควบคมุ การทางาน
6.การผลติ ในอตุ สาหกรรม และการพาณชิ ยกรรม การแข่งขนั ทางด้านการผลติ สนิ ค้าอตุ สาหกรรมจาเป็น ต้อง
หาวิธีการ ในการผลติ ให้ได้มาก ราคาถกู ลง เทคโนโลยีคอมพวิ เตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มกี ารใช้ข้อมลู ข่าวสารเพื่อการ
บริหารและการจดั การ การดาเนินการและยงั รวมไปถงึ การให้บริการกบั ลกู ค้า เพื่อให้ซอื ้ สนิ ค้าได้สะดวกขนึ ้
7. เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลเกีย่ วข้องกบั ทกุ เรื่องในชีวิตประจาวนั บทบาทเหลา่ นมี ้ แี นวโน้มท่ีสาคญั มากย่ิงขนึ ้
ด้วยเหตนุ ีเ้ยาวชนคนรุ่นใหม่จงึ ควรเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ เพอื่ จะได้เป็นกาลงั สาคญั ในการ
พฒั นาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ตอ่ ประเทศต่อไป
ผลกระทบด้านลบ
1. กอ่ ให้เกดิ ความเครียดในสงั คมมากขนึ ้ เนื่องจากมนษุ ย์ไม่ชอบการเปล่ยี นแปลง เคยทาอะไรแบบใด มกั จะ
ชอบทาแบบนนั ้ ไมช่ อบการ เปลยี่ นแปลง แต่เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปเปลย่ี นแปลง บคุ คลท่ีรับการเปลย่ี นแปลงไมไ่ ด้
จงึ เกิดความวิตกกงั วล จนกลาย เป็นความเครียด กลวั วา่ คอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยสี ารสนเทศจะทาให้คนตกงาน เพราะ
สง่ิ เหล่านจี ้ ะเข้ามาทดแทนมนษุ ย์
2. ก่อให้เกดิ การรบั วฒั นธรรม หรือการแลกเปลยี่ นวฒั นรรมของคนในสงั คมโลก ทาให้พฤติกรรมทแี่ สดงออก
ด้านการแตง่ กาย และการบริโภคเปลยี่ นแปลงไป การมอมเมาเยาวชนในรูปของเกมสอ์ เิ ลค็ ทรอนคิ ส์ สง่ ผลกระทบ ตอ่ การ
พฒั นาอารมณ์และจิตใจของเยาวชน เกิดการกลนื วฒั นธรรมดงั ้ เดิมซงึ่ แสดงถึงเอกลกั ษณ์ของสงั คมนนั ้
3. ก่อให้เกดิ ผลด้านศีลธรรม บทบาทเหลา่ นมี ้ ีแนวโน้มทสี่ าคญั มากยิง่ ขึน้ ด้วยเหตนุ ีเ้ยาวชนคนรุ่นใหม่จงึ ควร
เรียนรู้ และเข้าใจเกยี่ วกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ เพือ่ จะได้เป็นกาลงั สาคญั ในการพฒั นาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้า
และเกดิ ประโยชน์ตอ่ ประเทศต่อไป
4. การมีสว่ นร่วมของคนในสงั คมลดน้อยลง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้เกดิ ความสะดวกรวดเร็ว ในการ
สอ่ื สารและการทางาน แต่ในอีกด้านหน่ึงการมีสว่ นร่วมของกจิ กรรมทางสงั คมที่มีการพบปะสงั สรรค์กนั จะน้อยลง ผ้คู นมัก
อย่แู ต่ทบี่ ้านหรือท่ีทางานของตนเองมากขนึ ้
5. การละเมิดสทิ ธิเสรีภาพสว่ นบคุ คลโดยการเพยแพร่ข้อมลู หรือรูปภาพตอ่ สาธารณชน
ซง่ึ ข้อมลู บางอย่างอาจไมเ่ ป็นความจริงหรือยงั ไมไ่ ด้พสิ จู น์ความถกู ต้องออกส่สู าธารณะชน ก่อให้เกดิ ความเสยี หาย ต่อ
บคุ คลโดยไม่สามารถปอ้ งกนั ตนเองได้ การละเมดิ สทิ ธิสว่ นบคุ คลเช่นนี ้ต้องมีกฎหมายออกมาค้มุ ครองเพื่อให้นาข้อมลู
ต่าง ๆ มาใช้ในทางทีถ่ กู ต้อง
6. เกดิ ช่องวา่ งทางสงั คม การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะเกีย่ วข้องกบั การลงทนุ ผ้ใู ช้จงึ เป็นชนชนั ้ ในอกี ระดบั
หนงึ่ ของสงั คม ในขณะท่ีชนชนั ้ ระดบั รองลงมามีจานวนมากกลบั ไม่มีโอกาสใช้และผ้ยู ากจนก็ไมม่ ีโอกาสรู้จกั กบั เทคโนโลยี
สารสนเทศ
7. อาชญากรรมบนเครือข่าย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศกอ่ ให้เกิดปัญหาใหมข่ นึ ้ เช่น ปัญหา
อาชญากรรม ตวั อย่างเชน่ อาชญากรรมในรูปของการขโมยความลบั การขโมยข้อมลู สารสนเทศ การให้บริการสารสนเทศ
ที่มกี ารหลอกลวง รวมถงึ การบ่อนทาลายข้อมลู และไวรัส
8. กอ่ ให้เกิดปัญหาด้านสขุ ภาพ นบั ตงั ้ แต่คอมพวิ เตอร์เข้ามามบี ทบาทในการทางาน การศกึ ษา บนั เทิง ฯลฯ
การจ้องมอง คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน มีผลเสยี ตอ่ สายตา ซงึ่ ทาให้สายตาผิดปกติ มอี าการแสบตา เวียนศรีษะ
นอกจากนนั ้ ยงั มีผลต่อสขุ ภาพจิต เกิดโรคทางจิตประสาท
บทท่5ี
สรุปผล และข้อเสนอแนะ
เทคโนโลยีสารสนเทศ
ปัจจบุ นั นี ้เทคโนโลยีสารสนเทศมบี ทบาทอย่างกว้างขวางในทกุ วงการ และเทคโนโลยีสารสนเทศกลายเป็น
เคร่ืองมือสาคญั ของการทางานทกุ ด้าน นบั ตงั ้ แต่ทางด้านการศกึ ษา พาณิชยกรรม เกษตรกรรม อตุ สาหกรรม สาธารณสขุ
การวิจยั และพฒั นา ตลอดจนด้านการเมืองและราชการ อนั ทจี่ ริงแล้วจะเห็นว่าไมม่ งี านด้านใดท่ีไม่มีผ้คู ดิ ประยกุ ต์หรือนา
เทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปช่วยให้การทางานนนั ้ ๆ มีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผลย่งิ ขนึ ้
ข้อมลู กบั สารสนเทศ
ข้อมลู (Data) หมายถงึ กลมุ่ ตัวอกั ขระทีเ่ มือ่ นามารวมกนั แล้วมีความหมายอย่างใดอย่างหนึ่งและมีสาคญั ควรค่า
แกก่ ารจดั เก็บเพ่ือนาไปใช้ในโอกาสต่อ ๆ ไป ข้อมลู มกั เป็นข้อความทอ่ี ธิบายถงึ สงิ่ ใดสิ่งหนง่ึ อาจเป็นตวั อักษร ตวั เลข หรือ
สญั ลกั ษณ์ใด ๆ ท่สี ามารถนาไปประมวลผลด้วยคอมพวิ เตอร์ได้ (ทกั ษิณา สวนานนท์ และฐานศิ รา เกียรตบิ ารมี 2546:
165)
สารสนเทศ หมายถงึ ข้อมูลขา่ วสาร ความรู้ตา่ ง ๆ ท่ีได้รบั การสรุป คานวณ จดั เรียง หรือประมวลแล้วจากข้อมลู
ต่าง ๆ ที่เกยี่ วข้องอยา่ งเป็นระบบตามหลกั วชิ าการ จนได้เป็นข้อความรู้ เพอ่ื นามาเผยแพร่และใช้ประโยชน์ในงานด้านต่าง
ๆ (สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ า สยามบรมราชกมุ ารี 2538: 3)
ข้อมลู และสารสนเทศนบั ว่ามปี ระโยชน์ต่อการนาไปใช้บริหารงานด้านตา่ ง ๆ มากมาย อาทิเชน่
1. ด้านการวางแผน สามารถนาสารสนเทศไปใช้ในการวางแผนเก่ยี วกบั การจดั การองค์การ การบริหารงาน
ทรัพยากรมนษุ ย์ กระบวนการผลิตสนิ ค้า การตลาด เป็นต้น
2. ด้านการตดั สนิ ใจ สามารถนาสารสนเทศไปใช้ในการตดั สนิ ใจเพ่อื เลอื กแนวทางหรือทางเลอื กทมี่ ปี ัญหาน้อยที่สดุ
ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ การมีสารสนเทศท่ีสมบรู ณ์ ทนั สมยั และครบถ้วนจะช่วยให้การตดั สนิ ใจถกู ต้อง รวดเร็ว และมี
ประสทิ ธิภาพย่ิงขนึ ้
3. ด้านการดาเนนิ งาน สามารถนาสารสนเทศไปใช้ในการดาเนนิ งานตา่ ง ๆ เชน่ ใช้เพอื่ ควบคมุ หรือติดตามผลการ
ปฏิบตั ิงานให้สอดคล้องกบั กฎระเบียบ วตั ถปุ ระสงค์ และเปา้ หมายขององค์การ
ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ
เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) หรือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร (Information and
Communication Technologies: ICTs) ก็คอื เทคโนโลยีสองด้านหลกั ๆ ทปี่ ระกอบด้วยเทคโนโลยีระบบคอมพวิ เตอร์
และ เทคโนโลยีสอ่ื สารโทรคมนาคมทผี่ นวกเข้าด้วยกนั เพ่อื ใช้ในกระบวนการจดั หา จดั เก็บ สร้าง และเผยแพร่สารสนเทศ
ในรูปต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเสยี ง ภาพ ภาพเคลอื่ นไหวข้อความหรือตวั อกั ษร และตวั เลข เพ่ือเพิม่ ประสทิ ธิภาพ ความถูกต้อง
ความแมน่ ยา และความรวดเร็วให้ทนั ต่อการนาไปใช้ประโยชน์
ความสาคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร
มี 5 ประการ (Souter 1999: 409) ได้แก่
ประการแรก การสอื่ สารถอื เป็นสง่ิ จาเป็นในการดาเนนิ กจิ กรรมต่าง ๆ ของมนษุ ย์ สงิ่ สาคญั ทมี่ ีสว่ นในการพฒั นา
กิจกรรมตา่ ง ๆ ของมนษุ ย์ประกอบด้วย Communications media, การสอ่ื สารโทรคมนาคม (Telecoms), และ
เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
ประการท่ีสอง เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสอ่ื สารประกอบด้วยผลติ ภัณฑ์หลกั ที่มากไปกว่าโทรศพั ท์และ
คอมพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์, อินเทอร์เนต็ , อเี มล์ ทาให้สารสนเทศเผยแพร่หรือกระจายออกไปในท่ีต่าง ๆ ได้สะดวก
ประการที่สาม เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารมีผลให้การใช้งานด้านต่าง ๆ มีราคาถกู ลง
ประการท่ีส่ี เครือขา่ ยสอ่ื สาร (Communication networks) ได้รบั ประโยชน์จากเครือขา่ ยภายนอก เนอื่ งจาก
จานวนการใช้เครือขา่ ย จานวนผ้เู ชอ่ื มต่อ และจานวนผ้ทู มี่ ีศักยภาพในการเข้าเชื่อมตอ่ กบั เครือข่ายนบั วนั จะเพิ่มสงู ขนึ ้
ประการที่ห้า เทคโนโลยีสารสนเทศและการสอ่ื สารทาให้ฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ และต้นทนุ การใช้ ICT มรี าคาถูกลง
มาก
องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศนนั ้ อาจกลา่ วได้วา่ ประกอบขนึ ้ จากเทคโนโลยีสองสาขาหลกั คอื เทคโนโลยคี อมพิวเตอร์
และเทคโนโลยีสอ่ื สารโทรคมนาคม สาหรับรายละเอยี ดพอสงั เขปของแต่ละเทคโนโลยีมีดงั ต่อไปนีค้ ือ
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
คอมพวิ เตอร์เป็นเคร่ืองอิเลก็ ทรอนิกส์ทส่ี ามารถจดจาข้อมูลตา่ ง ๆ และปฏิบตั ิตามคาสงั่ ทีบ่ อก เพอื่ ให้คอมพิวเตอร์
ทางานอย่างใดอย่างหนงึ่ ให้ คอมพิวเตอร์นนั ้ ประกอบด้วยอปุ กรณ์ต่าง ๆ ตอ่ เชื่อมกนั เรียกวา่ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และ
อปุ กรณ์ฮาร์ดแวร์นีจ้ ะต้องทางานร่วมกบั โปรแกรมคอมพวิ เตอร์หรือที่เรียกกนั ว่า ซอฟต์แวร์ (Software)
(มหาวิทยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธิราช. สาขาวิชาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2546: 4)
ฮาร์ดแวร์
ฮาร์ดแวร์เป็นองค์ประกอบสาคญั ของระบบสารสนเทศ หมายถงึ เครื่องคอมพิวเตอร์ อปุ กรณ์รอบข้าง เชน่ เครื่องพิมพ์
เครื่องกราดตรวจ รวมทงั ้ อปุ กรณ์สอื่ สารสาหรับเช่ือมโยงคอมพวิ เตอร์เข้าเป็นเครือขา่ ย ประกอบด้วย 5 สว่ น คอื
อปุ กรณ์รับข้อมลู (Input) เช่น แผงแป้นอกั ขระ (Keyboard), เมาส์, เคร่ืองตรวจกวาดภาพ (Scanner), จอภาพ
สมั ผสั (Touch Screen), ปากกาแสง (Light Pen), เคร่ืองอ่านบัตรแถบแมเ่ หลก็ (Magnetic Strip Reader), และ
เคร่ืองอ่านรหสั แท่ง (Bar Code Reader)
อปุ กรณ์สง่ ข้อมลู (Output) เชน่ จอภาพ (Monitor), เครื่องพมิ พ์ (Printer), และเทอร์มินลั
หนว่ ยประมวลผลกลาง จะทางานร่วมกบั หน่วยความจาหลกั ในขณะคานวณหรือประมวลผล โดยปฏิบตั หิ น้าท่ตี ามคาสงั่
ของโปรแกรมคอมพวิ เตอร์ โดยการดึงข้อมลู และคาสง่ั ทเี่ กบ็ ไว้ไว้ในหนว่ ยความจาหลกั มาประมวลผล
หน่วยความจาหลกั มีหน้าท่เี กบ็ ข้อมลู ท่ีมาจากอปุ กรณ์รบั ข้อมูลเพ่ือใช้ในการคานวณ และผลลพั ธ์ของการคานวณก่อนท่ี
จะสง่ ไปยงั อปุ กรณ์สง่ ข้อมูล รวมทงั ้ การเกบ็ คาสง่ั ขณะกาลงั ประมวลผล หนว่ ยความจาสารอง ทาหน้าที่จดั เก็บข้อมลู และ
โปรแกรมขณะยงั ไมไ่ ด้ใช้งาน เพอ่ื การใช้ในอนาคต
ซอฟต์แวร์
ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบที่สาคญั ประการท่ีสองซงึ่ ก็คือ ลาดบั ขนั ้ ตอนของ ชดุ คาสงั่ ที่
สงั่ งานให้ฮาร์ดแวร์ทางาน เพอื่ ประมวลผลข้อมูลให้ได้ผลลพั ธ์ตามความต้องการปัจจบุ นั มีซอฟต์แวร์ ควบคมุ ระบบงาน
ซอฟต์แวร์สาเร็จ ทาให้การใช้งานคอมพวิ เตอร์ในระดบั บคุ คลเป็นไปอยา่ งกว้างขวางและสง่ เสริมการทางานของกลมุ่ มาก
ขนึ ้ สว่ นงานในระดบั องค์กรสว่ นใหญ่มักจะมีการพฒั นาระบบตามความต้องการ โดยการวา่ จ้างบริษัทท่ีรับพฒั นา
ซอฟต์แวร์หรือโดยนกั คอมพวิ เตอร์ ท่ีอย่ใู นฝ่ ายคอมพิวเตอร์ขององค์กร เป็นต้น
ลกั ษณะของข้อมูลหรือสารสนเทศที่ส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์และการสอื่ สาร ดงั นี ้
ข้อมลู หรือสารสนเทศท่ใี ช้กนั อยทู่ วั่ ไปในระบบสอื่ สาร เช่น ระบบโทรศพั ท์ จะมีลกั ษณะของสญั ญาณเป็นคลนื่
แบบตอ่ เนื่องทเี่ ราเรียกวา่ "สญั ญาณอนาลอก" แตใ่ นระบบคอมพิวเตอร์จะแตกต่างไป เพราะระบบคอมพวิ เตอร์ใช้ระบบ
สญั ญาณไฟฟ้าสงู ตา่ สลบั กนั เป็นสญั ญาณท่ีไม่ตอ่ เนื่อง เรียกวา่ "สญั ญาณดิจิตอล" ซง่ึ ข้อมลู เหลา่ นนั ้ จะสง่ ผา่ น
สายโทรศพั ท์ เมื่อเราต้องการสง่ ข้อมลู จากคอมพิวเตอร์เคร่ืองหนง่ึ ไปยงั เครื่องอ่ืน ๆ ผ่านระบบโทรศพั ท์ ก็ต้องอาศัย
อปุ กรณ์ชว่ ยแปลงสญั ญาณเสมอ ซง่ึ มีช่ือเรียกว่า "โมเด็ม" (Modem
ความสาคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศ
สามารถอธิบายความสาคญั ของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านที่มีผลกระทบตอ่ การเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมด้าน
ต่าง ๆ ของผ้คู นไว้หลายประการดงั ต่อไปนี ้(จอห์น ไนซ์บิตต์ อ้างถึงใน ยืน ภ่วู รวรรณ)
ประการทห่ี นง่ึ เทคโนโลยีสารสนเทศ ทาให้สงั คมเปลี่ยนจากสงั คมอตุ สาหกรรมมาเป็นสงั คมสารสนเทศ
ประการที่สอง เทคโนโลยสี ารสนเทศทาให้ระบบเศรษฐกจิ เปลี่ยนจากระบบแหง่ ชาติไปเป็นเศรษฐกิจโลก ที่ทาให้ระบบ
เศรษฐกิจของโลกผกู พันกบั ทกุ ประเทศ ความเช่ือมโยงของเครือข่ายสารสนเทศทาให้เกดิ สงั คมโลกาภิวฒั น์
ประการท่ีสาม เทคโนโลยสี ารสนเทศทาให้องค์กรมีลกั ษณะผกู พนั มกี ารบงั คบั บญั ชาแบบแนวราบมากขนึ ้ หนว่ ยธุรกจิ มี
ขนาดเลก็ ลง และเชอื่ มโยงกนั กบั หน่วยธรุ กิจอืน่ เป็นเครือข่าย การดาเนนิ ธุรกิจมีการแข่งขนั กนั ในด้านความเร็ว โดยอาศยั
การใช้ระบบเครือขา่ ยคอมพิวเตอร์ และการสอื่ สารโทรคมนาคมเป็นตวั สนบั สนนุ เพือ่ ให้เกดิ การแลกเปล่ียนข้อมลู ได้ง่าย
และรวดเร็ว
ประการท่ีสี่ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเทคโนโลยแี บบสนุ ทรียสมั ผัส และสามารถตอบสนองตามความต้องการการใช้
เทคโนโลยีในรูปแบบใหมท่ ี่เลอื กได้เอง
ประการทีห่ ้า เทคโนโลยีสารสนเทศทาให้เกิดสภาพทางการทางานแบบทกุ สถานที่และทกุ เวลา
ประการที่หก เทคโนโลยีสารสนเทศก่อให้เกิดการวางแผนการดาเนินการระยะยาวขนึ ้ อกี ทงั ้ ยงั ทาให้วถิ ีการตดั สนิ ใจ หรือ
เลอื กทางเลอื กได้ละเอียดขนึ ้
กลา่ วโดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศมบี ทบาทที่สาคัญในทกุ วงการ มีผลตอ่ การเปลีย่ นแปลงโลกด้านความเป็นอยู่
สงั คม เศรษฐกจิ การศกึ ษา การแพทย์ เกษตรกรรม อตุ สาหกรรม การเมอื ง ตลอดจนการวิจยั และการพฒั นาตา่ ง ๆ
ปัจจยั ท่ีทาให้เกิดความล้มเหลวในการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
จากงานวิจยั ของ Whittaker (1999: 23) พบวา่ ปัจจยั ของความล้มเหลวหรือความผิดพลาดทเ่ี กิดจากการนา
เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในองค์การ มสี าเหตหุ ลกั 3 ประการ ได้แก่
1. การขาดการวางแผนท่ดี ีพอ โดยเฉพาะอย่างย่ิงการวางแผนจดั การความเสยี่ งไมด่ พี อ ย่ิงองค์การมขี นาดใหญ่
มากขนึ ้ เทา่ ใด การจัดการความเส่ียงย่อมจะมคี วามสาคัญมากขนึ ้ เป็นเงาตามตวั ทาให้ค่าใช้จ่ายด้านนีเ้พมิ่ สงู ขนึ ้
2. การนาเทคโนโลยีท่ไี ม่เหมาะสมมาใช้งาน การนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในองค์การจาเป็นต้อง
พจิ ารณาให้สอดคล้องกบั ลกั ษณะของธุรกิจหรืองานท่ีองค์การดาเนินอยู่ หากเลอื กใช้เทคโนโลยที ไ่ี มส่ อดรบั กบั ความ
ต้องการขององค์การแล้วจะทาให้เกดิ ปัญหาต่าง ๆ ตามมา และเป็นการสนิ ้ เปลอื งงบประมาณโดยใช่เหตุ
3. การขาดการจดั การหรือสนบั สนนุ จากผ้บู ริหารระดบั สงู การท่จี ะนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้งานใน
องค์กร หากขาดซง่ึ ความสนบั สนนุ จากผ้บู ริหารระดบั สงู แล้วกถ็ อื ว่าล้มเหลวตงั ้ แตย่ งั ไม่ได้เริ่มต้น การได้รบั ความมน่ั ใจจาก
ผ้บู ริหารระดบั สงู เป็นก้าวยา่ งที่สาคัญและจาเป็นท่ีจะทาให้การนาเทคโนโลยสี ารสนเทศมาใช้ในองค์การประสบ
ความสาเร็จ
สาหรบั สาเหตขุ องความล้มเหลวอ่นื ๆ ท่ีพบจากการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เช่น ใช้เวลาในการดาเนนิ การ
มากเกินไป (Schedule overruns), นาเทคโนโลยีท่ลี า้ สมยั หรือยงั ไมผ่ ่านการพสิ จู น์มาใช้งาน (New or unproven
technology), ประเมนิ แผนความต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศไม่ถูกต้อง, ผ้จู ดั จาหน่ายเทคโนโลยสี ารสนเทศ
(Vendor) ทอ่ี งค์การซอื ้ มาใช้งานไมม่ ปี ระสทิ ธิภาพและขาดความรับผิดชอบ และระยะเวลาของการพฒั นาหรือนา
เทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้จนเสร็จสมบรู ณ์ใช้เวลาน้อยกว่าหนงึ่ ปี
นอกจากนี ้ปัจจยั อืน่ ๆ ท่ที าให้การนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ไมป่ ระสบความสาเร็จในด้านผ้ใู ช้งานนนั ้ อาจ
สรุปได้ดงั นี ้คือ
1. ความกลวั การเปลย่ี นแปลง กลา่ วคอื ผ้คู นกลวั ที่จะเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทงั ้ กลวั วา่
เทคโนโลยีสารสนเทศจะเข้ามาลดบทบาทและความสาคัญในหน้าท่ีการงานท่รี ับผดิ ชอบของตนให้ลดน้อยลงจนทาให้
ต่อต้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
2. การไมต่ ดิ ตามข่าวสารความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสมา่ เสมอ เนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศ
เปลยี่ นแปลงรวดเร็วมาก หากไมม่ นั่ ติดตามอย่างสม่าเสมอแล้วจะทาให้กลายเป็นคนล้าหลงั และตกขอบ จนเกดิ สภาวะ
ชะงกั งนั ในการเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
3. โครงสร้างพืน้ ฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของประเทศกระจายไมท่ ว่ั ถงึ ทาให้ขาดความเสมอภาคในการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือเกิดการใช้กระจกุ ตวั เพียงบางพนื ้ ท่ี ทาให้เป็นอปุ สรรคในการใช้งานด้านต่าง ๆ ตามมา เชน่
ระบบโทรศพั ท์ อินเทอร์เนต็ ความเร็วสงู ฯลฯ
บรรณานุกรม
http://boxphatipad.blogspot.com/
https://sites.google.com/site/topxpongsakorn/basiccomputer/khxbkhet-khxng-thekhnoloyi-
sarsnthessarsnthes
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B
9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0
%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E
0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B2
%E0%B8%A3
https://sites.google.com/site/kruneeranuch2558/bth-thi-1-thekhnoloyi-sarsnthes-laea-kar-suxsar/1-
1-khwam-hmay-khxng-thekhnoloyi-sarsnthes-laea-kar-suxsar
ภาคผนวก