The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

121 อัญธิชา วิจัย บทที่ 1-3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by anthicha2544, 2024-01-11 07:22:22

121 อัญธิชา วิจัย บทที่ 1-3

121 อัญธิชา วิจัย บทที่ 1-3

การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 THE STUDY OF LEARNING ACHIEVEMENT MATHEMATICS BY USING STAD IN DECIMALS AND FRACTIOMS OF MATHAYOM 1 STUDENTS อัญธิชา อินทะจักร รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณทิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 THE STUDY OF LEARNING ACHIEVEMENT MATHEMATICS BY USING STAD IN DECIMALS AND FRACTIOMS OF MATHAYOM 1 STUDENTS อัญธิชา อินทะจักร รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ปริญญาครุศาสตรบัณทิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ชื่อเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย นางสาวอัญธิชา อินทะจักร อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม นางสุนันทา โสสีทา ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ปีการศึกษา 2566 คณะกรรมการบริหารหลักสูตรครุศาสตรบัณทิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ อนุมัติให้นับรายงาน การวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณทิต สาขาวิชา คณิตศาสตร์ ............................................................................. ประธานสาขาวิชา คณิตศาสตร์ (อาจารย์เรวดี หมวดดารักษ์) คณะกรรมการที่ปรึกษา .................................................................. อาจารย์ที่ปรึกษา (รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล) …………..…………………………………………….. อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม (นางสุนันทา โสสีทา)


ชื่อเรื่อง การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัย นางสาวอัญธิชา อินทะจักร อาจารย์ที่ปรึกษา รองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย วรกิจเกษมสกุล อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม นางสุนันทา โสสีทา ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไม่น้อยกว่า เกณฑ์ร้อยละ 70 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ทศนิยมและ เศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน ผลวิจัย


1 บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของการวิจัย คณิตศาสตร์เป็นศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ ทำให้มนุษย์มี ความคิดสร้างสรรค์คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ ระเบียบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาและ สถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนและ รอบคอบ ทำให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม ดังนั้นคณิตศาสตร์จึงเป็น เครื่องมือในการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังช่วย พัฒนามนุษย์ให้สมบูรณ์กล่าวคือ มี ความสมดุลทั้งทางร่างกายจิตใจ สติปัญญา และอารมณ์ สามารถคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็นและยัง สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง มีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551 : 1) โดย ธรรมชาติของวิชา คณิตศาสตร์จะช่วยเสริมสร้างเยาวชน ให้เป็นผู้รู้จักคิดวิเคราะห์ ช่างสังเกต มีความคิดเป็น ลำดับ ขั้นตอน มีระเบียบวินัย มีเหตุมีผล สามารถคิด คำนวณและประมาณได้อย่างสมเหตุสมผล กล่าวคือ เป็นผู้ที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีความสามารถในการแก้ปัญหา มี ความสามารถใน การอุปนัยและนิรนัย สถานการณ์หรือปัญหาต่างๆ มีความสามารถในการเชื่อมโยง และมีความสามารถใน การให้เหตุผล ตลอดจนมีวิสัยทัศน์และความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ (ปานทอง กุล นาถศิริ, 2544 : 22) จะเห็นได้ว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีความ สำคัญต่อการดำรงชีวิตและการพัฒนา ความสามารถ ของมนุษย์ให้เป็นผู้ที่มีความคิดอย่างเป็นระบบมีเหตุ มีผลสามารถนำวิชาการไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพราะมนุษย์ต้องทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์อยู่เสมออย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามจากสภาพ การเรียนการสอนคณิตศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่า การสอนคณิตศาสตร์ยังไม่ประสบความสำเร็จ เท่าที่ควร ดังจะเห็นได้จากผลการศึกษาของสถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวกับการ ทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ของสมาคม นานาชาติ เพื่อการประเมินผลทางการศึกษา ที่พบว่า เด็กไทยทำคะแนนได้ดีสำหรับ ข้อสอบแบบเลือกตอบที่ ใช้ทักษะพื้นฐานหรือข้อสอบที่ใช้ความจำแต่ไม่สามารถ ทำข้อสอบที่เป็น โจทย์ปัญหาที่ต้องคิดวิเคราะห์หรือต้อง เขียนตอบอธิบายแสดงให้เห็นถึงปัญหาในการวิเคราะห์และ เรียบเรียงความคิดออกมาเป็นคำพูดของเด็กไทย ซึ่ง ความสามารถดังกล่าวเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับ การดำรง ชีวิตในโลกปัจจุบัน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา แห่งชาติ, 2543 : 2) และอุษณีย์ กรมเมือง (2538 : 90) ได้กล่าวว่า ปัญหาหลักในการเรียนการสอนโจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์ คือ นักเรียนแก้โจทย์ปัญหาไม่ได้ มีสาเหตุมาจากนักเรียนอ่านโจทย์ไม่เข้าใจและสาเหตุอื่นๆ ที่สืบ เนื่องมาจากการจัดการเรียนการสอนไม่เหมาะสมกับ วุฒิภาวะทางปัญญาของนักเรียน สำหรับปัญหา


2 การเรียนคณิตศาสตร์ของ นักเรียนพบว่า นักเรียนแก้โจทย์ปัญหาไม่เป็น เนื่องจาก ครูผู้สอนไม่ได้เปิด โอกาสให้นักเรียนได้ฝึกคิดอย่าง มีระบบในการทำความเข้าใจ วางแผนหาทางเลือก แล้วดำเนินการ แก้ปัญหาตามแผนที่คิดเอาไว้และ ตรวจสอบผลที่ได้โดยใช้วิธีคิดที่ต่างไปจากเดิม ตลอด จนขยายผล ไปสู่ปัญหาใหม่ การสอนให้นักเรียนแก้โจทย์ ปัญหายังยึดติดอยู่กับวิธีการบอกให้นักเรียนคิดตามครู และดำเนินการแก้โจทย์ปัญหาไปตามขั้นตอนวิธีที่ตายตัว (ปรีชา เนาว์เย็นผล, 2538 : 92) ดังนั้น วิธีการสอนและ สื่อการสอนที่ครูใช้นับว่ามีส่วนสำคัญและสัมพันธ์กับ การสอนคณิตศาสตร์เป็นอย่าง ยิ่ง (จีระศักดิ์ นุ่นปาน, 2553 : 4) ดังที่ เบลล์ (Bell, 1978 : 311 ; อ้างอิงใน กรมวิชาการ, 2540 : 1) เสนอว่าวิธีการสอนที่เน้น กระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์มีความสำคัญ และเหมาะที่จะใช้ใน การเรียนการสอนคณิตศาสตร์เป็น อย่างยิ่งเพราะกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ช่วยให้ นักเรียนพัฒนาศักยภาพในการวิเคราะห์ และเป็น เครื่องช่วยให้ประยุกต์ศักยภาพเหล่านั้นไปสู่ สถานการณ์ใหม่ การแก้ปัญหาช่วยให้นักเรียนรู้ข้อเท็จจริง ทักษะ ความคิดรวบยอดและหลักการ ต่างๆ โดยแสดงการ ประยุกต์ใช้ในคณิตศาสตร์เองและที่สัมพันธ์กับสาขาอื่นๆ สอดคล้องกับ เบญจมาศ อยู่เป็นแก้ว (2545 : 21) ที่กล่าว ว่าการเรียนรู้ด้วยกระบวนการแก้ปัญหาเป็นวิธีการที่ ใกล้เคียงกับชีวิตจริง ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พบปัญหาและ วิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง จากสภาพปัญหา ดังกล่าวข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ที่จำเป็นจะต้อง ปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้แบบ ครูเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียน เป็นการเรียน รู้ที่เน้น ผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่มีกระบวนการที่ผู้เรียนมี การใช้วิธีการสอนเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเรียนการสอนคณิตศาสตร์และมีผลต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ถ้าต้องการให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขั้นควรจัดกระบวนการเรียน การ สอนคณิตศาสตร์ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้สอนควรคำนึงถึงความสนใจ ความถนัดของผู้เรียน และ ความแตกต่างของผู้เรียน การจัดสาระการเรียนรู้จึงควรจัดให้มีความหลากหลาย เพื่อให้ผู้เรียน สามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะ เป็นการเรียนรู้ร่วมกนทั้งชั้น หรือเรียนเป็นกลุ่มย่อย เรียนเป็นรายบุคคล สถานที่จัดควรมีในห้องเรียน นอกห้องเรียน จัดให้ผู้เรียนได้ศึกษาในแหล่งวิชาการต่างๆ ที่มีอยูในชุมชนหรือท้องถิ่นจัดให้สอดคล้อง กับเนื้อหาวิชาและความเหมาะสมของผู้เรียน (กรมวิชาการ, 2545, : 188) ในการจะพัฒนา กระบวนการเรียนการสอนให้มีคุณภาพนั้นจำเป็นต้องสรรหาวิธีการสอนใหม่ๆ ที่สามารถช่วยให้การ เรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากขึ้น รูปแบบการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ซึ่งจะพัฒนาให้ผู้เรียนมีทักษะในการแก้ปัญหา สามารถปฏิบัติภารกิจที่ ซับซ้อน มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรับผิดชอบสามารถทำงานร่วมกบหมู่คณะ และมีผลสัมฤทธิ์การ


3 เรียนสูงขึ้น วิธีการสอนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD : Student Teams-Achievement Division) เป็นการจัดการเรียนรู้ในลักษณะกลุ่มย่อยที่คละความสามารถ เก่ง ปานกลาง และอ่อน ซึ่ง เป็นวิธีการ หนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสปรึกษา ช่วยเหลือ ร่วมกันเรียนรู้และแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี โดย วัฒนาพร ระงับทุกข์(2542) กล่าวว่า วิธีสอนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ คือวิธีการจัดการเรียนการสอน ที่จัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก สมาชิกในแต่ละกลุ่มที่ความรู้ ความสามารถแตกต่างกัน โดยที่แต่ละคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการเรียนรู้และ ในความสำเร็จของ กลุ่มจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การแบ่งปันทรัพยากรการเรียนรู้รวมทั้งเป็น กำลังใจให้กันและ กัน คนที่เรียนเก่งจะช่วยเหลือคนที่อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มต้องรับผิดชอบต่อการเรียนของตนเองและ ร่วมรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ความสำเร็จแต่ละบุคคลคือ ความสำเร็จของ กลุ่ม วิธีการสอนแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์สามารถนำมาใช้ได้กับการเรียนทุกวิชาและ ทุกระดับชั้น และจะมีประสิทธิภาพยิ่งกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนในด้านการแก้ปัญหา การกำหนด เป้าหมายในการเรียนรู้ การคิดแบบหลากหลาย การปฏิบัติภารกิจที่ซับซ้อน การเน้นคุณธรรม จริยธรรม การเสริมสร้างประชาธิปไตยในชั้นเรียน ทักษะทางสังคม การสร้างวินัย ความรับผิดชอบ ร่วมงานและความร่วมมือภายในกลุ่ม จากเหตุผลสำคัญดังกล่าวข้างต้น ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสนใจวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียน แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD ที่มีการทำงานร่วมมือกันเป็นกลุ่ม ผู้เรียนได้ช่วยเหลือกัน จะช่วยให้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งประโยชน์จากการศึกษาครั้งนี้จะเป็น แนวทางในการ พัฒนาการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ได้อีกแนวทางหนึ่ง 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 2.1 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน โดยการ จัดการเรียนรู้แบบ STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไม่น้อยกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน


4 3. สมมติฐานการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้มีสมมติฐานของการวิจัย ดังนี้ 3.1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ทศนิยม และเศษส่วน ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ไม่น้อยกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 3.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม และเศษส่วน ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ระหว่างหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 4. ขอบเขตของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดขอบเขตการวิจัย ดังนี้ 4.1 ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 3 ห้องเรียน จำนวน 88 คน ปีการศึกษา 2566 กลุ่มโรงเรียนเมือง 7 (กุดสระ-นาข่า) อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการจัด นักเรียนห้องเรียนนี้ เป็นแบบคละความสามารถ (เก่ง ปานกลาง อ่อน) 4.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย มีดังนี้ 4.2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้แบบ STAD 4.2.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 4.3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) สาระและมาตรฐานการ เรียนรู้คณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน ภาคเรียนที่ 2 เนื้อหาย่อยแบ่งเป็น 7 เรื่อง ดังนี้ 1. ทศนิยมและการเปรียบเทียบทศนิยม 2. การบวกและการลบทศนิยม 3. การคูณและการหารทศนิยม 4. เศษส่วนและการเปรียบเทียบเศษส่วน 5. การบวกและการลบเศษส่วน 6. การคูณและการหารเศษส่วน 7. ความสัมพันธ์ระหว่างทศนิยมและเศษส่วน


5 4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย คือ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ในการวิจัยครั้งนี้ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง ทศนิยมและ เศษส่วน จำนวนนับ 15 ชั่วโมง ใช้ในการทดสอบก่อนเรียน 1 ชั่วโมง และทดสอบหลังเรียน 1 ชั่วโมง รวมใช้เวลาในการวิจัยทั้งหมด 17 ชั่วโมง คิดเป็นสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 6 สัปดาห์ 5. กรอบแนวคิดการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ มีกรอบแนวคิด ดังนี้ 6. นิยามศัพท์เฉพาะ ในการวิจัยครั้งนี้ได้กำหนดนิยามศัพท์เฉพาะของการวิจัย ดังนี้ 6.1 การเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ STAD (Student Teams – Achievement Division; STAD) พัฒนาขึ้นโดยสลานิน (Slavin) เป็นการเรียนการสอนที่แบ่งผู้เรียน ออกเป็นกลุ่มย่อย โดยคละความสามารถ ผู้เรียนเก่ง ปานกลาง และอ่อนเรียนรู้ร่วมกัน การเรียนแบบ ร่วมมือแบบนี้มีจุดเด่น ที่ความสำเร็จของกลุ่มมาจากคะแนนพัฒนาการ (Improvement Score) ของ สมาชิกรายบุคคล สมาชิกทุกคนจะมีคะแนนฐาน (Base Score) ก่อนเรียนรู้บทเรียน เมื่อจบบทเรียน จะมีการสอบเป็น รายบุคคลแล้วนำคะแนนหลังเรียนที่สอบไปเทียบกันคะแนนฐานเพื่อคิดคะแนน พัฒนาการ คะแนน พัฒนาการของสมาชิกแต่ละคนจะนำไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดเป็นคะแนนที่ สมาชิกแต่ละคนนำไป เฉลี่ยเป็นคะแนนกลุ่ม การคิดพัฒนาการจะทำให้ผู้เรียนที่เรียนเก่ง และเรียน อ่อนมีโอกาสสร้าง ความสำเร็จให้กลุ่มพอๆกัน ทำให้การทำงานในกลุ่มเป็นไปด้วยดี การเรียนรู้แบบ STAD ขั้นที่ 1 ขั้นนำเสนอบทเรียนทั้งห้อง ขั้นที่ 2 ขั้นเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม ขั้นที่ 3 ขั้นทดสอบเป็นรายบุคคล ขั้นที่ 4 ขั้นคำนวณคะแนนพัฒนาการ ขั้นที่ 5 ขั้นให้รางวัลกลุ่ม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์


6 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นที่ 1 ขั้นนำเสนอบทเรียนทั้งห้อง เป็นขั้นที่ผู้สอนดำเนินจัดการเรียนการสอน เนื้อหาบทเรียนทักษะหรือวิธีการเกี่ยวกับบทเรียนนั้นๆ อาจเป็นกิจกรรมที่ผู้สอนอภิปราย สาธิต ใช้สื่อ ประกอบการสอน หรือให้ผู้เรียนเรียนโดยการค้นพบความรู้ด้วยตนเอง โดยปกติเป็นขั้นที่ผู้สอนให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยจัดขั้นตอนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของวิชา ธรรมชาติ ของเนื้อหาในขั้นนี้ผู้เรียนที่เรียนเก่ง จะเข้าใจในเนื้อหา มีกระบวนการคิด และทักษะต่างๆ มากกว่า ผู้เรียนที่เรียนอ่อน ขั้นที่ 2 ขั้นเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม เป็นขั้นที่ผู้เรียนแต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิก 4–5 คน ที่มีความสามารถทางการเรียนต่างกัน สมาชิกในกลุ่มต้องมีความเข้าใจกัน สมาชิกทุกคน จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือกันและกันในการศึกษาเอกสารและทบทวนความรู้เพื่อ เตรียมพร้อมสำหรับการสอบย่อย ผู้สอนมีแบบฝึกหัดให้แต่ละกลุ่มหนึ่งชุดสมาชิกทุกคนต้องร่วม ช่วยกันทำแบบฝึกและเรียนรู้ช่วยเหลือกันจนทุกคนเข้าใจบทเรียน ขั้นที่ 3 ขั้นทดสอบเป็นรายบุคคล เป็นขั้นที่ผู้สอนให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบย่อย หลังจากนักเรียนเรียนและทบทวนเป็นกลุ่มเกี่ยวกับเรื่องที่กำหนดตามจุดประสงค์การเรียน โดย ผู้เรียนทำแบบทดสอบตามลำพังไม่มีการช่วยเหลือกัน ขั้นที่ 4 ขั้นคำนวณคะแนนพัฒนาการ เป็นขั้นที่ผู้สอนให้ผู้เรียนคำนวณคะแนน พัฒนาการเป็นคะแนนที่ได้จากการพิจารณา ความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบครั้งก่อนๆ กับ คะแนนการทดสอบครั้งปัจจุบัน ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนกำหนดไว้ดังนั้น จะต้องมีการกำหนด คะแนนฐานของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งอาจได้จากค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบ 3 ครั้งก่อน หรืออาจใช้ คะแนนทดสอบครั้งก่อนหากเป็นการหาคะแนน พัฒนาการโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือแบบ STAD เป็นครั้งแรกก่อนครั้งต่อไปก็ใช้คะแนนฐานของบทเรียนก่อนหน้า ขั้นที่ 5 ขั้นให้รางวัลกลุ่ม เป็นขั้นที่ผู้สอนประมวลผลงานและให้รางวัลเป็นกลุ่ม กลุ่ม ที่ได้คะแนนเฉลี่ยตามเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับคำชมเชยหรือติดประกาศที่บอร์ดในห้องเรียนการให้ รางวัลมีเกณฑ์ดังนี้ 1. กลุ่มที่ได้คะแนนเฉลี่ยกลุ่มตั้งแต่ 25 คะแนนขึ้นไป ได้รับรางวัลเป็น กลุ่มยอดเยี่ยม (Super Team) 2. กลุ่มที่ได้คะแนนเฉลี่ยกลุ่มตั้งแต่ 20-24 คะแนน ได้รับรางวัลเป็น กลุ่มดีเด่น (Great Team) 3. กลุ่มที่ได้คะแนนเฉลี่ยกลุ่มตั้งแต่ 15-19 คะแนน ได้รับรางวัลเป็น


7 กลุ่มดี (Good Team) 6.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 7. ประโยชน์ที่จะได้รับ ในการวิจัยครั้งนี้ จะได้รับประโยชน์จากการวิจัย ดังนี้ 1. ได้องค์ความรู้เกี่ยวกับวิธีการสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ที่จะสามารถนำไป ประยุกต์ใช้ได้ 2. ได้แนวทางการจัดการเรียนการสอนตามวิธีการสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อเผยแพร่ผลการวิจัยให้ครูผู้สอนในรายวิชาเดียวกันได้นำไปพัฒนาได้ อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด


8 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษา 1.1 ทำไมต้องเรียนคณิตศาสตร์ 1.2 เรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์ 1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1.4 คุณภาพผู้เรียน เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. การสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD 2.1 ความหมายของการสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD 2.2 ขั้นตอนการสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD 2.3 ประโยชน์ของการสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.3 องค์ประกอบที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.4 แบบวัดสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.5 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยในประเทศ 4.2 งานวิจัยต่างประเทศ 5. กรอบแนวคิดทางการวิจัย 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษา 1.1 ทำไมต้องเรียนคณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจาก คณิตศาสตร์ช่วยให้มนุษย์มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถ วิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ


9 แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสตร์อื่น ๆ อันเป็น รากฐานในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของชาติให้มีคุณภาพและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ ทัดเทียมกับนานาชาติ การศึกษาคณิตศาสตร์จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันสมัย และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า อย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัฒน์ (หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ฉบับนี้ จัดทำ ขึ้นโดยคำนึงถึงการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เป็นสำคัญ นั่นคือ การเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะด้านด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การ แก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสารและการร่วมมือ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนรู้เท่า ทัน การเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม สามารถแข่งขันและ อยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้ ทั้งนี้การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องเตรียม ผู้เรียนให้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ พร้อมที่จะประกอบอาชีพเมื่อจบการศึกษา หรือสามารถ ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ดังนั้นสถานศึกษาควรจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมตามศักยภาพของผู้เรียน 1.2 เรียนรู้อะไรในคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์จัดเป็น 3 สาระ ได้แก่ จำนวนและพีชคณิต การวัดและ เรขาคณิต และสถิติและความน่าจะเป็น 1.2.1 จำนวนและพีชคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับ ระบบจำนวนจริง สมบัติเกี่ยวกับจำนวนจริง อัตราส่วนร้อยละ การประมาณค่า การแก้ปัญหาเกี่ยวกับจำนวน การใช้จำนวนในชีวิตจริง แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน เซต ตรรกศาสตร์ นิพจน์ เอกนาม พหุนาม สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน ลำดับและอนุกรม และการนำความรู้เกี่ยวกับจำนวนและพีชคณิตไป ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ 1.2.2 การวัดและเรขาคณิต เรียนรู้เกี่ยวกับ ความยาว ระยะทาง น้ำหนัก พื้นที่ ปริมาตรและ ความจุ เงินและเวลา หน่วยวัดระบบต่าง ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติ รูป เรขาคณิตการแปลงทางเรขาคณิตในเรื่องการเลื่อนขนาน การสะท้อน การหมุน และการนำความรู้ เกี่ยวกับการวัดและเรขาคณิตไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ 1.2.3 สถิติและความน่าจะเป็น เรียนรู้เกี่ยวกับ การตั้งคำถามทางสถิติ การเก็บรวบรวมข้อมูล การคำนวณค่าสถิติ การนำเสนอและแปลผลสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หลักการนับ


10 เบื้องต้นความน่าจะเป็น การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ และช่วยในการตัดสินใจ 1.3 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 1.3.1 สาระที่ 1 จำนวนและพีชคณิต มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจำนวน ระบบจำนวนการดำเนินการของ จำนวน ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการ สมบัติของการดำเนินการ และนำไปใช้ มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป ความสัมพันธ์ ฟังก์ชัน ลำดับและอนุกรม และ นำไปใช้ มาตรฐาน ค 1.3 ใช้นิพจน์ สมการ และอสมการ อธิบายความสัมพันธ์ หรือช่วยแก้ปัญหาที่กำหนดให้ 1.3.2 สาระที่ 2 การวัดและเรขาคณิต มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ต้องการวัดและ นำไปใช้ มาตรฐาน ค 2.2 เข้าใจและวิเคราะห์รูปเรขาคณิต สมบัติของรูปเรขาคณิต ความสัมพันธ์ ระหว่างรูปเรขาคณิต และทฤษฎีบททางเรขาคณิต และนำไปใช้ 1.3.3 สาระที่ 3 สถิติและความน่าจะเป็น มาตรฐาน ค 3.1 เข้าใจกระบวยการทางสถิติ และใช้ความรู้ทางสถิติในการแก้ปัญหา มาตรฐาน ค 3.2 เข้าใจหลักการนับเบื้องต้น ความน่าจะเป็น และนำไปใช้ 1.4 คุณภาพผู้เรียน เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กระทรวงศึกษาธิการ (2560) ได้กำหนดคุณภาพของผู้เรียนเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ไว้ดังนี้ 1.4.1 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจำนวนจริง ความสัมพันธ์ของจำนวนจริง สมบัติของ จำนวนจริง และใช้ความรู้ความเข้าใจนี้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 1.4.2 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ และใช้ความรู้ความเข้าใจ นี้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 1.4.3 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกราฟและความสัมพันธ์เชิงเส้นที่มีเลขชี้กำลังเป็นจำนวน เต็มและใช้ความรู้ความเข้าใจนี้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 1.4.4 มีความเข้าใจเกี่ยวกับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร และ อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว และใช้ความรู้ความเข้าใจนี้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 1.4.5 มีความรู้ความเข้าใจและใช้ความรู้เกี่ยวกับคู่อันดับ กราฟของความสัมพันธ์ และ ฟังก์ชันกำลังสอง และใช้ความรู้ความเข้าใจเหล่านี้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 1.4.6 มีความรู้ความเข้าใจทางเรขาคณิตและเครื่องมือ เช่น วงเวียนและสันตรง รวมทั้ง


11 โปรแกรมThe Geometer’s Sketchpad หรือโปรแกรมเรขาคณิตพลวัตอื่น ๆ เพื่อสร้างรูปเรขาคณิต ตลอดจนนำความรู้เกี่ยวกับการสร้างนี้ไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 1.4.7 มีความรู้ความเข้าใจและใช้ความรู้นี้ในการหาความสัมพันธ์ระหว่างรูปเขคณิตสองมิติ และรูปเรขาคณิตสามมิติ 1.4.8 มีความรู้ความเข้าใจเรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตรของปรึซึม ทรงกระบอก พีระมิด กรวย และทรงกลม และใช้ความรู้ความเข้าใจนี้ในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง 1.4.9 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสมบัติของเส้นขนาน รูปสามเหลี่ยมที่เท่ากันทุกประการ รูปสามเหลี่ยมคล้าย ทฤษฎีบทพีทาโกรัสและบทกลับ และนำความรู้ความเข้าใจนี้ไปใช้แก้ปัญหาใน ชีวิตจริง 1.4.10 มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการแปลงทางเรขาคณิตและนำความรู้ความเข้าใจนี้ไปใช้ แก้ปัญหาในชีวิตจริง 1.4.11 มีความรู้ความเข้าใจเรื่องอัตราส่วนตรีโกณมิติและนำความรู้ความเข้าใจนี้ไปใช้ในการ แก้ปัญหาชีวิตจริง 1.4.12 มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องทฤษฎีบทเกี่ยวกับวงกลมและนำความรู้ความเข้าใจนี้ไปใช้ แก้ปัญหาคณิตศาสตร์ 1.4.13 มีความรู้ความเข้าใจทางสถิติในการนำเสนอข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และแปล ความหมายข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแผนภาพจุด แผนภาพต้นใบ-ฮิสโทแกรม ค่ากลางของข้อมูล และ แผนภาพกล่อง และใช้ความรู้ความเข้าใจนี้ รวมทั้งการนำสถิติไปใช้ในชีวิตจริงโดยใช้เทคโนโลยีที่ เหมาะสม 1.4.14 มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความน่าจะเป็นและใช้ในชีวิตจริง 2. การสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD 2.1 ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบ STAD การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ดังนี้ สลาวิน (Slavin. 1989 : 87 อ้างถึงใน จิรากร สำเร็จ. 2551 : 32) กล่าวถึงรูปแบบการสอน แบบกลุ่มสัมฤทธิ์ไว้ว่า เป็นการจัดสมาชิกกลุ่มละ 4 – 5 คน แบบคละความสามารถด้านผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน และเพศโดยครูจะทำการเสนอบทเรียนให้นักเรียนทั้งชั้นก่อนแล้วให้แต่ละกลุ่มทำงาน ตามที่กำหนดไว้ใน แผนการสอนเมื่อสมาชิกกลุ่มช่วยกันทำแบบฝึกหัดและทบทวนบทเรียนที่เรียนจบ


12 แล้ว ครูจะให้นักเรียนทุกคนทำแบบทดสอบประมาณ 15 – 20 นาที คะแนนที่ได้จากการทดสอบจะ ถูกแปลงเป็นคะแนนของแต่ละกลุ่ม ที่เรียกว่ากลุ่มสัมฤทธิ์ (Achievement Division) สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ (2546 : 170 - 175) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD หมายถึง การเรียนรู้แบบร่วมมืออีกรูปแบบหนึ่งคล้ายกันกับเทคนิค TGT ที่แบ่งผู้เรียน ที่มีความสามารถแตกต่างกันออกเป็นกลุ่มเพื่อทำงานร่วมกัน กลุ่มละประมาณ 4-5 คน โดย กำหนดให้สมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้ในเนื้อหาสาระที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้ แล้วทำการทดสอบความรู้ คะแนนที่ได้จากการทดสอบของ สมาชิกแต่ละคนนำมาบวกเป็นคะแนนของทีม ผู้สอนจะต้องใช้ เทคนิคการเสริมแรง เช่น ให้รางวัล คำชมเชย เป็นต้น ดังนั้นสมาชิกกลุ่มจะต้องมีการกำหนด เป้าหมายร่วมกันเพื่อความสำเร็จของกลุ่ม ยุรพงษ์ ฉัตรศุภสิริ (2553 : 43) กล่าวว่า STAD เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ กำหนดให้นักเรียนที่มีระดับความสามารถทางการเรียนแตกต่างกัน มาทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มละประมาณ 4 คน มีระดับสติปัญญาและความสามารถแตกต่างกัน เป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และอ่อน 1 คน โดยครูเป็นผู้กำหนดบทเรียนและงานของกลุ่ม ครูเป็นผู้สอนบทเรียน ให้กับนักเรียนทั้งชั้นแล้วให้กลุ่มทำงานตามที่ครูกำหนดนักเรียนในกลุ่มช่วยเหลือกันคนที่เรียนเก่ง ช่วยเหลือเพื่อนๆ เวลาสอบทุกคนต่างทำข้อสอบของตนจากนั้นครูนำคะแนนของสมาชิกทุกคนภายใน กลุ่มมาคิดเป็นคะแนนของกลุ่ม และอาจจัดลำดับคะแนนของทุกกลุ่มประกาศให้ทุกคน แคทรียา ใจมูล (2550 : 14) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD หมายถึง การเรียนที่จัดให้ผู้เรียนได้เรียนเป็นกลุ่มคละกันในระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือ ระดับสูง 1 คน ระดับปาน กลาง 2 คน และระดับอ่อน 1 คน จุดประสงค์หลัก คือ ช่วยให้นักเรียนทีมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนต่างมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และมุ่งเน้นให้ผู้เรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม จาก ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียน แบ่งกลุ่มคละความสามารถ คือ สมาชิกในกลุ่มจะประกอบไปด้วยนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อยู่ในระดับ สูง ปานกลาง และต้องพัฒนา โดยสมาชิกแต่ละคนจะต้องพัฒนาความรู้ของตนเองใน เรื่องที่ครูกำหนด เพื่อบรรลุเป้าหมายของกลุ่ม ทำให้เกิดการช่วยเหลือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างกัน เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่ครูสอนเนื่องจากความสำเร็จ รายบุคคลเป็นความสำเร็จของกลุ่มด้วย จากนั้นใช้การทดสอบความรู้เป็นรายบุคคล เปรียบเทียบ คะแนนเพื่อดูพัฒนาการของสมาชิกแต่ละคน และรวมคะแนนเป็นกลุ่ม กลุ่มที่ได้คะแนนมากที่สุดจะ


13 ได้รับการ ชมเชยหรือรางวัล ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และได้ฝึกการ ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม 2.2 ขั้นตอนการสอนโดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD (สิริพร ทิพย์คง. 2545 : 155 - 161 อ้างถึงใน ยุรพงษ์ ฉัตรศุภสิริ. 2553 : 41 - 42) ว่า STAD มีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ 1. การนำเสนอสิ่งที่ต้องเรียน (Class Presentation) ครูเป็นผู้นำเสนอสิ่งที่นักเรียน ต้องไม่ว่าจะเป็น มโนมติ ทักษะการคิด กระบวนการ โดยครูอาจจะใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย สาธิต อธิบาย และแสดงเหตุผล ใช้คถาม ทดลอง อุปนัย เป็นต้น 2. การทำงานเป็นกลุ่ม (Teams) ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะ ประกอบด้วยนักเรียน ประมาณ 4 – 5 คน ที่มีความสามารถแตกต่างกันทั้งเพศชายและเพศหญิง หลังจากที่ครูจัดกลุ่มเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูต้องชี้แจงให้นักเรียนในแต่ละกลุ่มทราบบทบาทและหน้าที่ ของสมาชิกในกลุ่มว่านักเรียนต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เรียนร่วมกัน อภิปรายปัญหาร่วมกัน ตรวจสอบคำตอบของงานที่ได้รับมอบหมาย และแก้ไขคำตอบร่วมกันสมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องทำงาน ให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดความรู้ต้องให้กำลังใจตลอดจน สามารถทำงานร่วมกันได้แล้วครูแจกใบงานให้ นักเรียนแต่ละกลุ่มทำโดยใบงานที่ครูเตรียมมานั้นเป็นคำถามที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน และครูควรบอกนักเรียนว่าใบงานนี้ออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนช่วยกันตอบคำถามเป็นการเตรียมตัว สำหรับการทดสอบย่อย ขอให้สมาชิกทุกคนช่วยกันตอบคำถามทุกคำถามสำหรับการกระตุ้นให้ สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มมีความรับผิดชอบซึ่งกันและกันนั้น มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้ 2.1 สมาชิกในกลุ่มต้องแน่ใจว่าสมาชิกแต่ละคนในกลุ่มสามารถตอบคำถามแต่ละข้อ ได้อย่างถูกต้อง 2.2 สมาชิกในกลุ่มต้องช่วยกันตอบคำถามทุกข้อให้ได้ โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือ จากเพื่อนนอกกลุ่มหรือถ้าจำเป็นที่ต้องขอความช่วยเหลือจากครูก็ให้ขอความช่วยเหลืออย่างน้อยที่สุด 2.3 สมาชิกในกลุ่มต้องแน่ใจว่าสมาชิกในกลุ่มสามารถอธิบายคำตอบแต่ละข้อได้ 3. การทดสอบย่อย (Quizzes) หลังจากที่นักเรียนในแต่ละกลุ่มทำงานเสร็จ เรียบร้อยแล้วครูก็ทำการทดสอบย่อยโดยให้นักเรียนต่างคนต่างทำแบบทดสอบเพื่อเป็นการประเมิน ความรู้ที่นักเรียนได้เรียนมาวิธีการนี้จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเอง 4. คะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคน (Individual Improvement Score) คะแนนพัฒนาการของนักเรียนจะเป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนทำงานหนักมากขึ้นในการทดสอบแต่ละ ครั้งครูจะมีคะแนนฐาน (Base Score) ซึ่งเป็นคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่ได้จากการทดสอบย่อยที่


14 ผ่านมาก่อนใช้ STAD และคะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนหาได้จากความแตกต่างระหว่าง คะแนนฐาน (คะแนนเฉลี่ยในการทดสอบย่อยที่ผ่านมาก่อนการใช้ STAD) กับคะแนนที่นักเรียนสอบ ได้จากการทดสอบย่อยหลังจากการเรียนแบบร่วมมือ (STAD) ส่วนคะแนนของกลุ่ม (Team Scores) หาได้จากการหาคะแนนเฉลี่ยโดยการรวมคะแนนพัฒนาการของนักเรียนทุกคนในกลุ่มแล้วหารด้วยจ จำนวนสมาชิกในกลุ่มแต่ละกลุ่ม 5. การรับรองผลงานของกลุ่ม (Team Recognition) เป็นการประกาศคะแนนกลุ่ม ให้แต่ละกลุ่มทราบพร้อมให้คำชมเชย หรือให้ประกาศนียบัตร หรือให้รางวัลกับกลุ่มที่มีพัฒนาการของ กลุ่มสูงสุด และครูควรชี้แจงกับนักเรียนว่าคะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนมีความสำคัญเท่า เทียมกับคะแนนที่นักเรียนแต่ละคนได้รับจากการทดสอบ วัลยา บุญอากาศ (2556 : 38 – 41) กล่าวว่า การสอนด้วยวิธีการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เป็นการสอนแบบร่วมมือที่สลาวิน (Slavin. 1990 : 56 - 60) ได้พัฒนาขึ้นซึ่งมีขั้นตอน การสอน 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การนำเสนอบทเรียน (Class Presentation) เป็นการนำเสนอความคิดรวบยอด ใหม่หรือบทเรียนใหม่โดยส่วนมากแล้วจะเป็นวิธีการสอนโดยตรงของผู้สอนด้วยการบรรยายการ อภิปรายในการนำเสนอความคิดรวบยอดหรือบทเรียน 2. การจัดกลุ่ม (Teams) จะจัดผู้เรียนเป็นกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มละ 4 - 5 คนผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะแบ่งแบบคละความสามารถในด้านต่างๆ เพื่อร่วมกันศึกษาเนื้อหาและปฏิบัติ ตามกติกาการเรียนรู้แบบร่วมมือในบทบาทต่างๆ เช่น เป็นผู้หาคำตอบเป็นผู้สนับสนุนและเป็นผู้จด บันทึกการแบ่งกลุ่มลักษณะนี้จุดประสงค์หลักเพื่อการเรียนรู้ร่วมกนของผู้เรียนซึ่งสมาชิกทุกคนใน กลุ่มมีการช่วยเหลือกัน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มีปฏิสัมพันธ์ทีดีภายในกลุ่มมีการนับถือตนเองและ ยอมรับต่อกัน ซึ่งทำได้ดังนี้ 2.1 จัดลำดับนักเรียนในชั้นจากเก่งที่สุดไปหาอ่อนที่สุด โดยยึดตามผลการเรียนที่ ผ่านมาซึ่งอาจจะ เป็นคะแนนจากการทดสอบ เกรด หรือการพิจารณาทำให้ดีทีสุดเท่าที่จะทำได้ 2.2 หาจำนวนกลุ่มทั้งหมดว่ามีกี่กลุ่มควรประกอบด้วยสมาชิกประมาณ 5 คน ฉะนั้นจำนวนทั้งหมดมีกี่กลุ่มหาได้จากการหารจำนวนนักเรียนทั้งหมดด้วย 5 ผลหารก็คือ จำนวนกลุ่ม ทั้งหมด ถ้าหารไม่ลงตัวอนุโลมให้บางกลุ่มมีสมาชิก 6 คน 2.3 กำหนดนักเรียนเข้ากลุ่ม แต่ละกลุ่มต้องประกอบด้วยนักเรียนที่มีระดับผลการ เรียนเก่ง ปาน กลาง อ่อน และระดับผลการเรียนโดยเฉลี่ยของทุกคนจะต้องใกล้เคียงกัน ซึ่งอาจทำได้ ดังนี้ ให้ชื่อทั้ง 6 กลุ่ม กรณีนักเรียน 30 คน ด้วยอักษร A-F จากนั้นจัดนักเรียนเข้ากลุ่ม โดยเริ่มจาก


15 คนที่เรียนเก่งที่สุดในห้องอยู่ใน กลุ่ม A ไล่ลงมาเรื่อยๆ จนถึง F คนที่ 6 จะอยู่ในกลุ่ม F จากนั้นเริ่ม ใหม่ไล่ย้อนกลับคือให้คนที่ 7 อยู่ในกลุ่ม F จากนั้นไล่ไปเรื่อยๆ คนที่ 8 จะอยู่ในกลุ่ม E ทำซ้ำแบบเดิม จนถึงนักเรียนที่อ่อนที่สุด ซึ่งจะได้นักเรียนเข้ากลุ่มคละความสามารถ คือ เก่ง : ปานกลาง : อ่อน ตาม อัตราส่วน 1 : 2 : 1 3. การทดสอบ (Quizzes) หลังจากที่ผู้สอนได้เสนอบทเรียนไปแล้ว 1 - 2 คาบ จะมี การทดสอบผู้เรียน เป็นรายบุคคลโดยไม่เปิดโอกาสให้ปรึกษากันในระหว่างทำการทดสอบเพื่อวัด ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมาแล้ว ดังนั้นผู้เรียนแต่ละคนจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ในการรับความรู้จากผู้สอนและเพื่อน สลาวิน (Slavin. 1995 : 59 - 63) ได้เสนอขั้นตอนในการเรียนรู้เพื่อสามารถนำไปสู่การ ทดสอบผลของการจัดการเรียนรู้ไว้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นการสอน (Teaching) ใช้เวลาประมาณ 30 - 60 นาที ในการสอนเนื้อหาเรื่อง หนึ่งโดยดำเนินตามแผนการจัดการเรียนรู้ และในการนำเสนอบทเรียนของครู ควรที่จะครอบคลุมถึง การนำเข้าสู่บทเรียนการพัฒนาและการฝึกโดยให้แนวปฏิบัติ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.1 การนำเข้าสู่บทเรียน (Opening) เป็นการเร้าความสนใจของผู้เรียนให้อยากรู้ อยากเห็นครูควรบอกให้ผู้เรียนทราบว่าจะเรียนอะไร มีความสำคัญอย่างไร กระตุ้นให้นักเรียนอยาก เรียนด้วยการสาธิตหรือยกปัญหาและเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เป็นต้น นอกจากนั้นครูควรทบทวน สั้น ๆ เกี่ยวกบความรู้เดิม 1.2 การพัฒนา (Development) อาจจัดกิจกรรมดังต่อไปนี้ 1) ทดสอบโดยวัดจุดประสงค์ 2) เน้นความหมายทางการเรียนไม่ใช่การจำ 3) ยกสาระและทักษะต่างๆ โดยใช้อุปกรณ์ที่ชัดเจน 4) ประเมินความเข้าใจของนักเรียนบ่อยๆด้วยการตั้งคำถาม 5) อธิบายว่าคำตอบนั้น ทำไมจึงถูกและไม่ถูกต้องกรณีทีไม่ชัดเจน 6) เมื่อนักเรียนเข้าใจความสำคัญแล้วให้นำสู่สาระต่อไป 1.3 การฝึกโดยใช้แนวทางปฏิบัติ (Guided Practice) เป็นการฝึกปฏิบัติให้ผู้เรียน ปฏิบัติเกี่ยวกับบทเรียนที่นำเสนอโดยแนะแนวทางให้ครูอาจจะถามแล้วให้นักเรียนทุกคนคิดคำตอบ สุ่มนักเรียนเพื่อให้ตอบคำถาม ซึ่งควรจะให้นักเรียนตอบคำถาม 1-2 คำถาม แล้วให้ข้อมูลย้อนกลับ 2. ขั้นการเรียนเป็นกลุ่ม (Team Study) หลังจากที่ครูนำเสนอบทเรียนแล้ว นักเรียนจะได้ลงมือฝึกปฏิบัติด้วยตนเองโดยศึกษาใบงานร่วมกับสมาชิกกลุ่มซึ่งสมาชิกในกลุ่มจะต้อง


16 ร่วมกันคิดและช่วยกันทำงานในวันแรกของการเรียนครูจะต้องอธิบายถึงความหมายของการทำงาน กลุ่มและเทคนิคต่างๆในการเรียนเป็นกลุ่ม ดังนี้ 2.1 นักเรียนทุกคนต้องรับผิดชอบในการทำให้เพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่มเข้าใจ เนื้อหาการเรียนอย่างกระจ่างชัด 2.2 นักเรียนทุกคนจะเสร็จสิ้นงานทีได้รับมอบหมายได้ ก็ต่อเมื่อสมาชิกทุกคนใน กลุ่มเรียนรู้เนื้อหานั้นๆกระจ่างชัดแล้ว 2.3 นักเรียนควรขอความช่วยเหลือจากเพื่อนในกลุ่มก่อนจะถามครู 2.4 นักเรียนในกลุ่มปรึกษาพูดคุยกันเบาๆ นอกจากนี้ควรกระตุ้นให้นักเรียนทราบ กฎบางอย่าง เช่น 1) ให้สมาชิกเลื่อนโต๊ะเข้ามาใกล้กัน 2) แนะนำนักเรียนแต่ละกลุ่มทำงานเป็นคู่หากมีคนที่ไม่เข้าใจคำถามหรือ ทำไม่ได้สมาชิกในกลุ่มต้องรับผิดชอบในการอธิบายให้เข้าใจ 3) เน้นให้นักเรียนทราบวาพวกเราจะจบบทเรียนก็ต่อเมื่อแน่ใจว่าสมาชิก ทุกคนในกลุ่มทำคะแนนทดสอบได้ 100 เปอร์เซ็นต์ 4) ต้องแน่ใจว่านักเรียนศึกษาเนื้อหาในใบงานจริงขณะที่นักเรียนทำงานกัน เป็นกลุ่มครูผู้สอนควรเดินดูให้ทั่วให้คำชมเชยกับกลุ่มที่ทำได้ดีและสังเกตพฤติกรรมของสมาชิกในกลุ่ม 5) หากผู้เรียนมีคำถามให้ถามเพื่อนสมาชิกในกลุ่มก่อนที่จะถามครู 3. การทดสอบ (Quizzes) ทดสอบผู้เรียนเป็นรายบุคคล โดยไม่เปิดโอกาสให้ปรึกษา กันในระหว่าง ทำการทดสอบ เพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนมาแล้ว ดังนั้นผู้เรียนแต่ละคน จึง ต้องมีความรับผิดชอบต่อตัวเองในการรับความรู้จากผู้สอนและเพื่อนในกลุ่ม 4. คะแนนพัฒนาการรายบุคคล (Individual Improvement Scores) แนวคิดหลัก ของการให้คะแนนแบบนี้ก็เพื่อให้ผู้เรียนแต่ละคนบรรลุวัตถุประสงค์ นักเรียนแต่ละคนจะมีคะแนน พื้นฐาน ซึ่งคิดมาจากคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลายๆครั้ง ซึ่งสามารถหาได้จาก 4.1 ผู้เรียนแต่ละคนทำการทดสอบย่อยเพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา สาระที่ได้เรียนรู้จากข้อทดสอบของผู้สอน 4.2 ผู้สอนและผู้เรียนอาจร่วมกันตรวจผลการทดสอบของสมาชิกแต่ละคน 4.3 ทีมจัดทำคะแนนความก้าวหน้าของสมาชิกแต่ละคนและกลุ่มคะแนน ของแต่ละคนในทีมคิดคำนวณจากผลต่างระหว่างคะแนนของการทดสอบย่อยกับคะแนนฐาน


17 5. การตระหนักถึงความสำเร็จของกลุ่ม (Team Recognition) การที่กลุ่มได้รับ รางวัลก็ต่อเมื่อกลุ่มนั้นได้รับความสำเร็จเหนือกลุ่มอื่นซึ่งจะตัดสินด้วยคะแนนที่ได้มาจากการทำ แบบทดสอบของสมาชิกในกลุ่มแล้วคิดเป็นคะแนนพัฒนาการนำมาเฉลี่ยเป็นคะแนนของกลุ่ม ทิศนา แขมมณี (2547 : 266 – 267 อ้างถึงใน อรษา เกมกาเมน. 2559 : 41) กล่าวว่า การ จัดกระบวนการเรียนการสอนรูปแบบ เอส.ที.เอ.ดี (STAD) คำว่า “STAD” เป็นตัวย่อของ “Student Teams Achievement Divisions” มีกระบวนการดำเนินการ ดังนี้ 1. จัดผู้เรียนเข้ากลุ่มกลุ่มละ 4 คน โดยจัดคละความสามารถ (เก่ง-กลาง-อ่อน) ซึ่ง เราเรียกกลุ่มนี้ว่ากลุ่มบ้านเรา (Home group) 2. สมาชิกในกลุ่มบ้านของเราจะได้รับเนื้อหาสาระสำหรับศึกษาร่วมกันเนื้อหาสาระ ที่ทำการศึกษานั้นอาจมีหลายตอนผู้เรียนต้องเก็บคะแนนโดยการทำแบบทดสอบในแต่ละตอน 3. หาคะแนนพัฒนาการโดยให้ผู้เรียนทุกคนทำแบบทดสอบครั้งสุดท้ายซึ่งเป็นการ ทดสอบรวบยอด และนำคะแนนของตนไปหาคะแนนพัฒนาการ (Improvement score) ซึ่งหาได้ ดังนี้คะแนนพื้นฐาน : ได้จากค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบย่อยหลายครั้งที่ผู้เรียนแต่ละคนทำได้ คะแนนที่ได้ : ได้จากการนำคะแนนทดสอบครั้งสุดท้ายลบคะแนนพื้นฐาน 4. นำคะแนนพัฒนาการของสมาชิกในกลุ่มบ้านเรามารวมกันใช้เป็นคะแนนของกลุ่ม กลุ่มใดได้คะแนนพัฒนาการของกลุ่มสูงสุดกลุ่มนั้นได้รางวัล วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542 : 37 – 38 อ้างถึงใน อรษา เกมกาเมน. 2559 : 41) กล่าวว่า การสอนแบบ STAD หรือ Student Teams Achievement Divisions เทคนิคนี้พัฒนาเพิ่มเติมจาก เทคนิค TGT แต่จะใช้การทดสอบรายบุคคลแทนการแข่งขัน มีขั้นตอนดังนี้ 1. ครูนำเสนอประเด็นเนื้อหาใหม่โดยอาจใช้การสอนโดยตรงหรือตั้งประเด็นให้ ผู้เรียนอภิปรายด้วยสื่อที่น่าสนใจ 2. จัดผู้เรียนเป็นกลุ่มคละความสามารถกันให้มีทั้งความสามารถสูง ปานกลาง และ อ่อนกลุ่มละ 4-5 คน 3. สมาชิกในแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาเนื้อหาทบทวนทำความเข้าใจสิ่งที่ครูนำเสนอ 4. ผู้เรียนทุกคนทำแบบทดสอบเพื่อวัดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน 5. ทำการตรวจคำตอบจากนั้นนำคะแนนของทุกคนในกลุ่มรวมกัน เพื่อใช้เป็น คะแนนของกลุ่ม


18 6. ชมเชยกลุ่มที่ได้คะแนนรวมสูงสุด (ในกรณีที่แต่ละกลุ่มมีจำนวนสมาชิกไม่เท่ากัน ให้ใช้คำแนนเฉลี่ยแทนคะแนนรวม) โดยอาจประกาศผลคะแนนแสดงไว้ที่ป้ายนิเทศหรือบอร์ด ประกาศของห้องเรียน จากความหมายและขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ดังนั้น สรุปได้ว่า ขั้นตอนการสอนโดยการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD มีขั้นตอนใน การจัดการเรียนรู้ได้ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นนำเสนอบทเรียนทั้งห้อง เป็นขั้นที่ผู้สอนดำเนินจัดการเรียนการสอน เนื้อหาบทเรียนทักษะหรือวิธีการเกี่ยวกับ บทเรียนนั้นๆ อาจเป็นกิจกรรมที่ผู้สอนอภิปราย สาธิต ใช้ สื่อประกอบการสอน หรือให้ผู้เรียนเรียนโดยการค้นพบความรู้ด้วยตนเอง โดยปกติเป็นขั้นที่ผู้สอนให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้โดยจัดขั้นตอน การเรียนการสอนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของวิชา ธรรมชาติ ของเนื้อหา ในขั้นนี้ผู้เรียนที่เรียนเก่ง จะเข้าใจในเนื้อหา มีกระบวนการคิด และทักษะต่างๆ มากกว่า ผู้เรียนที่เรียนอ่อน ขั้นที่ 2 ขั้นเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม เป็นขั้นที่ผู้เรียนแต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิก 4–5 คน ที่มีความสามารถทาง การเรียนต่างกัน สมาชิกในกลุ่มต้องมีความเข้าใจกัน สมาชิกทุกคน จะต้องทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือกันและกันในการศึกษาเอกสารและทบทวนความรู้เพื่อ เตรียมพร้อมสำหรับการสอบย่อย ผู้สอน มีแบบฝึกหัดให้แต่ละกลุ่มหนึ่งชุดสมาชิกทุกคนต้องร่วม ช่วยกันทำแบบฝึกและเรียนรู้ช่วยเหลือกันจนทุกคนเข้าใจบทเรียน ขั้นที่ 3 ขั้นทดสอบเป็นรายบุคคล เป็นขั้นที่ผู้สอนให้ผู้เรียนทำแบบทดสอบย่อย หลังจากนักเรียนเรียนและทบทวนเป็น กลุ่มเกี่ยวกับเรื่องที่กำหนดตามจุดประสงค์การเรียน โดย ผู้เรียนทำแบบทดสอบตามลำพังไม่มีการช่วยเหลือกัน ขั้นที่ 4 ขั้นคำนวณคะแนนพัฒนาการ เป็นขั้นที่ผู้สอนให้ผู้เรียนคำนวณคะแนน พัฒนาการเป็นคะแนนที่ได้จากการพิจารณา ความแตกต่างระหว่างคะแนนการทดสอบครั้งก่อนๆ กับ คะแนนการทดสอบครั้งปัจจุบัน ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนนกำหนดไว้ดังนั้น จะต้องมีการกำหนด คะแนนฐานของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งอาจได้จาก ค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบ 3 ครั้งก่อน หรืออาจใช้ คะแนนทดสอบครั้งก่อนหากเป็นการหาคะแนน พัฒนาการโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือแบบ STAD เป็นครั้งแรก ก่อนครั้งต่อไปก็ใช้คะแนนฐานของ บทเรียนก่อนหน้า ขั้นที่ 5 ขั้นให้รางวัลกลุ่ม เป็นขั้นที่ผู้สอนประมวลผลงานและให้รางวัลเป็นกลุ่ม กลุ่ม ที่ได้คะแนนเฉลี่ยตามเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับคำชมเชยหรือติดประกาศที่บอร์ดในห้องเรียนการให้ รางวัลมีเกณฑ์ดังนี้


19 1. กลุ่มที่ได้คะแนนเฉลี่ยกลุ่มตั้งแต่ 25 คะแนนขึ้นไป ได้รับรางวัลเป็น กลุ่มยอดเยี่ยม (Super Team) 2. กลุ่มที่ได้คะแนนเฉลี่ยกลุ่มตั้งแต่ 20-24 คะแนน ได้รับรางวัลเป็น กลุ่มดีเด่น (Great Team) 3. กลุ่มที่ได้คะแนนเฉลี่ยกลุ่มตั้งแต่ 15-19 คะแนน ได้รับรางวัลเป็น กลุ่มดี (Good Team) 2.3 ประโยชน์ของการสอนโดยการเรียนรู้แบบ STAD ข้อดีและประโยชน์ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สุรศักดิ์ หลาบมาลา (2531 : 3 – 5 อ้างถึงใน วัลยา บุญอากาศ. 2556 : 42) กล่าวถึงข้อดี ของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ไว้ดังนี้ 1. นักเรียนที่เก่งได้รับผลดีหรือมีความรู้เพิ่มขึ้นจากวิธีการเรียนแบบร่วมมือเพราะ เขามีโอกาสอภิปรายและสาธิตให้เพื่อนดูจึงมีโอกาสปฏิบัติมาก จำได้มาก ได้ความคิดตามเพื่อนมากจึง ทำให้เกิดความคิดคล่องในเนื้อหาที่เรียนมากขึ้น 2. การเรียนแบบร่วมมือไม่ทำให้ความคิดวิเคราะห์ และการให้เหตุผลระดับสูงของ นักเรียนที่ เก่งลดลง เพราะวิธีการจัดการเรียนรู้ไม่เน้นการฝึกซ้ำอีก เขามีเวลาในการเรียนหลักการคิด วิเคราะห์และการให้เหตุผลมากขึ้นการวิจัยพบว่านักเรียนที่เก่งมักจะใช้กลยุทธ์ วิธีการแก้ปัญหา ระดับสูงเมื่อเรียนแบบร่วมมือ 3. นักเรียนที่เก่งจะเก่งทางวิชาการเมื่อเรียนแบบร่วมมือ เพราะเขาทราบว่าต้อง อธิบาย บทเรียนให้เพื่อนฟังจึงศึกษาอยางถ่องแท้ การที่ได้อธิบายเนื้อหาที่เรียนหลายๆครั้ง และได้ ตรวจงานของเพื่อนทำให้เข้าใจเนื้อหาในบทเรียนได้ดีกว่าเดิม 4. นักเรียนที่อ่อนไม่ถ่วงเวลาการเรียนรู้ของนักเรียนที่เก่ง เพราะนักเรียนที่อ่อน ทราบว่าตนต้องรับฟังคำอธิบายจากเพื่อนทีเก่งจึงตั้งใจฟัง 5. ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่เก่งจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น หากเรียนแบบ ร่วมมือ เพราะการเรียนแบบร่วมมือจะต้องอธิบายเนื้อหาในบทเรียนให้เพื่อนในกลุ่มฟัง ซึ่งการเรียน เพื่ออธิบายให้คนอื่นฟังจะมีความละเอียดลึกซึ้งมากกว่าการเรียนเพื่อตอบข้อสอบ 6. การเรียนแบบร่วมมือนั้นคนอื่นๆ ในกลุ่มต้องพึ่งพาและยอมรับความช่วยเหลือ จากนักเรียนที่เก่ง เพราะผลการสอบคิดเป็นคะแนนกลุ่ม จึงทำให้คนอื่นเห็นว่านักเรียนที่เก่งเป็น ความหวังต่างกับการเรียนแบบอื่นที่ทำให้คนอื่นคิดว่านักเรียนที่เก่งไม่ได้ช่วยเหลือพวกเขาทำให้ นักเรียนทีเก่งมีปัญหาทางสังคม


20 7. การเรียนแบบร่วมมือจะช่วยส่งเสริมทักษะทางสังคมให้แก่นักเรียน เพราะ นักเรียนทุกคน รู้สึกว่าตนมีกลุ่มมีเพื่อนที่คอยช่วยเหลือกันจึงทำให้นักเรียนมีความรักใคร่ซึ่งกันและกัน บารูดี (Baroody. 1993 : 2 – 102 อ้างถึงใน วัลยา บุญอากาศ. 2556 : 43) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ที่สำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ไว้ดังนี้ 1. ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเรียนเนื้อหาได้ดี 2. ส่งเสริมให้เกิดความสามารถในการแก้ปัญหา และการให้เหตุผลแนวทางในการ พัฒนาทักษะการแก้ปัญหา และช่วยให้เกิดการช่วยเหลือในกลุ่มเพื่อน 3 แนวทาง คือ 2.1 การอภิปรายร่วมกันกับเพื่อนในกลุ่มย่อยให้ผู้เรียนได้แก้ปัญหา โดยคำนึงถึง บุคคลอื่น ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบและปรับปรุงแนวคิดและคำตอบ 2.2 ช่วยให้เข้าใจปัญหาแต่ละคนในกลุ่มเนื่องจากพื้นฐานความรู้แต่ละคนต่างกัน 2.3 ผู้เรียนเข้าใจการแก้ปัญหาจากการทำงานกลุ่ม 3. ส่งเสริมความมันใจในตนเอง 4. ส่งเสริมทักษะทางสังคมและทักษะการสื่อสาร อาเรนด์ส (Arends. 1994 : 345 – 346 อ้างถึงใน วัลยา บุญอากาศ. 2556 : 43) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ไว้ดังนี้ 1. ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นการจัดให้ผู้เรียนได้ร่วมมือกันเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ประมาณ 2 - 6 คนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเรียนร่วมกัน นับว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุก คนในกลุ่มได้แสดงความคิดเห็นและแสดงออกตลอดจนลงมือกระทำอย่างเท่าเทียมกัน มีการให้ความ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เช่น คนเรียนเก่งช่วยคนที่เรียนไม่เก่งทำให้คนที่เรียนเก่งมีความรู้สึกภาคภูมิใจ รู้จัก สละเวลาและช่วยให้เข้าใจในเรื่องที่ดีขึ้น ส่วนคนที่เรียนไม่เก่งก็จะซาบซึ้งในน้ำใจเพื่อนมีความ อบอุ่น รู้สึกเป็นกันเอง กล้าซักถามในข้อสงสัยมากขึ้น จึงง่ายต่อการทำความเข้าใจในเรื่องที่เรียน ที่ สำคัญในการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD คือ ผู้เรียนในกลุ่มร่วมกันคิดรวมกันทำงานจนกระทั่ง สามารถหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดได้ ถือว่าเป็นการสร้างความรู้ด้วยตนเอง ช่วยให้ความรู้ทีได้รับเป็น ความรู้ที่มีความหมายต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง จึงมีผลทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้น 2. ด้านการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นการเรียนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน ที่มีภูมิหลังต่างกันได้มาทำงานร่วมกัน พึ่งพาอาศัยกัน มีการรับฟังความคิดเห็นกัน เข้าใจและเห็นใจ สมาชิกในกลุ่มทำให้เกิดการยอมรับกันมากขึ้น เกิดความสัมพันธ์ทีดีต่อกันซึ่งจะส่งผลให้มีความรู้สึกที่ ดีต่อผู้อื่นในสังคมมากขึ้น


21 3. ด้านทักษะในการทำงานร่วมกันทำให้เกิดผลสำเร็จที่ดีและการรักษาความสัมพันธ์ ที่ดีทางสังคมช่วยปลูกฝังทักษะในการทำงานเป็นกลุ่มทำให้ผู้เรียนไม่มีปัญหาในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และส่งผลให้งานประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายร่วมกัน 4. ด้านทักษะการร่วมมือแก้ปัญหาในการทำงานกลุ่มสมาชิกกลุ่มจะได้รับความ เข้าใจในปัญหาร่วมกันจากนั้นก็ระดมความคิดช่วยกันวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา เมื่อทราบสาเหตุ ของปัญหาสมาชิกกลุ่มก็จะแสดงความคิดเห็นเพื่อหาวิธีแก้ไข 5. ด้านการทำให้รู้จักและตระหนักในคุณค่าของตนเองในการทำงานกลุ่มสมาชิก กลุ่มทุกคนจะได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันการที่สมาชิกในกลุ่มยอมรับในความคิดเห็นของเพื่อน สมาชิกด้วยกัน ย่อมทำให้สมาชิกในกลุ่มนั้นมีความภาคภูมิใจในตนเองและคิดว่าตนเองมีคุณค่าที่ สามารถให้กลุ่มประสบความสำเร็จได้ สมจิตร หงส์สา (2551 : 27 อ้างถึงใน วัลยา บุญอากาศ. 2556 : 44) ได้กล่าวถึงข้อดีของการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ไว้ดังนี้ 1. ผู้เรียนมีความเอาใจใส่รับผิดชอบตัวเองและกลุ่มร่วมกับสมาชิกอื่น 2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันได้เรียนรู้ร่วมกัน 3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนผลัดเปลี่ยนการเป็นผู้นำ 4. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกและเรียนรู้ทักษะทางสังคมโดยตรง 5. ผู้เรียนมีความตื่นเต้น สนุกสนานกับการเรียนรู้ ดังนั้น สรุปได้ว่า ในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD นั้น เป็นการพัฒนาทักษะ การทำงานร่วมกับผู้อื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน ทั้งในลักษณะของผู้นำ และผู้ตาม ผู้เรียนทุกคนมี โอกาสได้พัฒนาศักยภาพของตนเอง ส่งเสริมให้เกิดความรับผิดชอบ สามัคคี และสร้างแรงจูงใจใน การเรียน ลดความรู้สึกเบื่อหน่ายในการเรียน เนื่องจากทั้งกลุ่มมีเป้าหมายเดียวกันและทุกคนในกลุ่ม สามารถทำประโยชน์ให้กลุ่มได้ความสำเร็จรายบุคคลจะเป็นความสำเร็จของกลุ่มด้วย ทุกคนจะ กระตือรือร้นในการเรียนรู้ก่อให้เกิดความสำเร็จต่อกลุ่มและต่อตนเองในที่สุด 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นผลของการเรียนการสอนหรือพฤติกรรมที่แสดงออกมาถึง ความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการได้รับการฝึกฝน สั่งสอน ในด้านความรู้ ทักษะ และเจตคติที่ได้ พัฒนาขึ้นตามลำดับขั้นในวิชาต่าง ๆ การฝึกอบรมทั้งในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษา ส่งผลให้


22 เกิดความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และความสามารถทางด้านวิชาการ รวมทั้งความสามารถของสมองใน ด้านต่าง ๆ ซึ่งสามารถจะประเมินได้จากระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมที่ได้จากสถาบันการศึกษา จากการ ทดสอบหรือวิธีการอื่น ๆ ที่เหมาะสม (ภพ เลาหไพบูลย์, 2542: 295; นฤมล คงขุนเทียน, 2545: 11; ศิริพร มาวรรณา, 2546: 35; สุเทพ แพทย์จันลา, 2554: 34) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นคุณลักษณะและสมรรถนะของผู้เรียนทั้งทางด้านความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพสมองด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับการจัดการรู้ว่าผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถในวิชาที่เรียนมากน้อยเพียงใด มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมตามความมุ่งหมาย ของหลักสูตรในวิชานั้น ๆ หรือไม่ (พวงรัตน์ทวีรัตน์, 2540: 19; ซาฟีนา หลักแหล่ง, 2552: 47) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นความสำเร็จที่ได้จากกระบวนการเรียนการสอนในช่วง ระยะเวลาใดเวลาหนึ่งที่ผ่านมา ความรู้และทักษะที่ได้รับ ก่อให้เกิดการพัฒนาจากการฝึกฝน โดยครู อาศัยเครื่องมือวัดผลช่วยในการศึกษา แบบทดสอบจึงเป็นแค่เพียงแบบที่ใช้วัดผลการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น จากกิจกรรมการเรียนการสอนที่ผู้สอนได้จัดขึ้นเพื่อการเรียนรู้ สิ่งที่มุ่งวัดเป็นสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้ ภายใต้สถานการณ์ที่กำหนดขึ้น ซึ่งอาจเป็นความรู้หรือทักษะบางอย่าง อันบ่งบอกถึงสถานภาพของ การเรียนรู้ที่ผ่านมา ว่านักเรียนมีความรู้และทักษะมากน้อยเพียงใด (นิภา เมธาวิชัย , 2536: 65; พิมพันธ์เดชะคุปต์ และพเยาว์ยินดีสุข, 2548: 125; ศิริชัย กาญจนวาสี, 2552: 166) ดังนั้นสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นความรู้ความสามารถ และความเข้าใจ ของนักเรียนที่ได้รับจากการเรียน โดยวัดและประเมินผลจากคะแนนในการท าแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อวัดพฤติกรรมต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับจากการเรียนว่ามีความเข้าใจในเนื้อหา ที่เรียนมากน้อยเพียงใด ซึ่งครอบคลุมพฤติกรรมที่ต้องการวัด 4 ด้านคือ ด้านความรู้ความจำ ความ เข้าใจการนำไปใช้ และการวิเคราะห์ 3.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.2.1 การวัดผลก่อนเรียน เป็นการวัดก่อนลงมือสอนเพื่อสำรวจความรู้พื้นฐานและทักษะ เบื้องต้นว่านักเรียนในกลุ่มมีความรู้พื้นฐานแค่ไหน พอจะเรียนบทเรียนต่อไปได้หรือไม่ เมื่อตรวจสอบ แล้วผลปรากฏว่า นักเรียนบางคนยังมีฐานความรู้ต่ำกว่าคนอื่นไม่สามารถเรียนต่อเนื่องบทเรียนใหม่ ๆ ได้ ครูจะได้ทำการแบ่งกลุ่มนักเรียนที่ยังไม่ได้มาตรฐานไว้ด้วยกันอีกกลุ่มหนึ่งและทำการสอนซ่อม เสริม วิธีการวัดผลก่อนการเรียนสามารถทำได้ 2 วิธี คือ ประเมินจากผลการเรียนเดิมกับการสร้างข้อ ทดสอบขึ้น จากการวิเคราะห์แล้วนำผลที่ได้มาพิจารณาดูว่านักเรียน เก่ง – อ่อน เพียงใด เพื่อครูจะได้ วางแผนการเรียนการสอนต่อไป


23 3.2.2 การวัดผลระหว่างเรียน เป็นการวัดผลย่อยเพื่อตรวจสอบและพัฒนาสมรรถภาพของ นักเรียน โดยจะวัดผลในแต่ละครั้งของการเรียนในแต่ละจุดประสงค์ เพื่อทราบว่านักเรียนมีความรู้ถึง เกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแต่ละจุดประสงค์หรือไม่ ครูจะจดบันทึกคะแนนของนักเรียนไว้ทุกครั้งเมื่อสิ้น ภาคเรียนก็จะรู้ว่านักเรียนมีความรู้ที่ผ่านมากี่จุดประสงค์ คิดเป็นร้อยละเท่าไหร่ ถ้านักเรียนคนใดไม่ ผ่านจุดประสงค์ใดครูก็จัดการซ่อมเสริมได้ 3.2.3 การวัดผลหลังการเรียน เป็นการวัดเพื่อประเมินการเรียนการสอนว่าได้ผลอย่างใดเพื่อ ตัดสินผลการเรียนหรือเพื่อวัดระดับความสามารถของนักเรียนแต่ละคนอาจกล่าวได้ว่า การวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อมาวิเคราะห์หาทางปรับปรุงการเรียนการสอนให้ได้ผล ยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนำมาปรับปรุงนักเรียนให้พัฒนาอย่างถูกทิศทาง ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้ทำ การทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยนำผลการทดสอบ ทั้ง 2 ครั้งมาเปรียบเทียบเพื่อดูความก้าวหน้าทางการเรียนคณิตศาสตร์ ตลอดจนสามารถสอนซ่อม เสริมให้กับนักเรียนที่มีคะแนนความก้าวหน้าทางการเรียนต่ำ 3.3 องค์ประกอบที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สุภาพรรณ โคตรจรัส (อ้างถึงใน น้ำเพชร สินทอง, 2541, หน้า 16) กล่าวว่าองค์ประกอบที่มี อิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. องค์ประกอบด้านคุณลักษณะเดียวกับตัวผู้เรียน ได้แก่ เชาวน์ปัญญาความถนัดความรู้ พื้นฐานหรือความรู้เดิมของนักเรียน และอารมณ์เป็นแรงจูงใจความสนใจ ทัศนคติและนิสัยในการ เรียน ความนึกคิดเกี่ยวกับตนเอง ตลอดจนการปรับตัวและบุคลิกภาพอื่น ๆ 2. องค์ประกอบทางสภาพแวดล้อม สิ่งแวดล้อมทางครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ ที่อยู่ อาศัย ความคาดหวังของบิดามารดา Prescott (อ้างถึงใน น้ำเพชร สินทอง, 2541, หน้า 16) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบที่มี อิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พอสรุปได้ดังนี้ 1. องค์ประกอบทางร่างกายได้แก่ การเจริญเติบโตของร่างกาย สุขภาพข้อบกพร่อง และ ลักษณะท่าทางของร่างกาย 2. องค์ประกอบทางความรัก ได้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดา ความสัมพันธ์ระหว่าง บิดามารดากับบุตรความสัมพันธ์ระหว่างบุตรและสมาชิกในครอบครัว 3. องค์ประกอบทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณีความเป็นอยู่ของ ครอบครัว สภาพแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และฐานะทางเศรษฐกิจ 4. องค์ประกอบด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน 5. องค์ประกอบทางการพัฒนาแห่งตน ได้แก่สติปัญญา ความสนใจ เจตคติและแรงจูงใจ


24 6. องค์ประกอบทางด้านการปรับตัว คือ การปรับตัวและการแสดงอารมณ์ Gagne (อ้างถึงใน น้ำเพชร สินทอง, 2541, หน้า 17) ได้กล่าวว่า อิทธิพลที่มีผลต่อการ เรียนรู้ได้แก่ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ตามที่ยอมรับกันว่า สติปัญญาของคนได้รับการถ่ายทอดมา ทางพันธุกรรม แต่ยังมีองค์ประกอบอย่างอื่นแทรกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ประสบการณ์การเรียนรู้ ความสนใจ ตลอดจนสิ่งแวดล้อมที่เป็นบุคคลที่ได้รับจากการเรียนรู้สังคมและเศรษฐกิจ จากแนวคิดเกี่ยวกับผลการเรียนดังกล่าว Bloom (1976) กล่าวว่า อิทธิพลที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีอยู่ 3 ตัวแปร คือ 1. พฤติกรรมด้านปัญญา เป็นพฤติกรรมด้านความรู้ ความคิด ความเข้าใจ คือ การเรียนรู้ที่ จำเป็นต้องเรียนเรื่องนั้นและมีมาก่อนเรียน ได้แก่ ความถนัดและพื้นฐานความรู้เดิมของผู้เรียนที่ เหมาะกับการเรียนรู้ใหม่ 2. ลักษณะทางอารมณ์ เป็นตัวกำหนดด้านอารมณ์ คือแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ความ กระตือรือร้นที่มีต่อเนื้อหาที่เรียน รวมถึงทัศนคติของผู้เรียนที่มีต่อเนื้อหาวิชา ต่อโรงเรียน และระบบ การเรียน 3. คุณภาพของการสอน เป็นตัวกำหนดประสิทธิภาพในการเรียนของผู้เรียน ซึ่งประกอบไป ด้วย การชี้แนะ คือ การบอกจุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนและงานที่จะต้องทำให้ผู้เรียนทราบ ชัดเจน การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน การเสริมแรงของครู การใช้ข้อมูลย้อนกลับ หรือ การที่ให้ผู้เรียนรู้ผลว่าตนเองกระทำได้ถูกต้องหรือไม่ และการแก้ไขข้อบกพร่อง ดังนั้นสรุปได้ว่า องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กจะต้อง ประกอบด้วย สติปัญญาของเด็ก สิ่งแวดล้อมทางครอบครัวซึ่งหมายถึงการที่เด็กได้รับความรักเอาใจ ใส่จากครอบครัว ทางสังคมได้แก่อยู่ในสังคมแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่สังคมที่มีแต่ปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหา ยาเสพติดหรือปัญหาครอบครัว ตลอดจนกระบวนการเรียนการสอนในโรงเรียน ซึ่งถ้าหากพ่อแม่และ ครูดูแลเอาใจใส่ให้เด็กเจริญเติบโตพัฒนาทางร่างกาย จิตใจ และเสริมสติปัญญาที่ถูกทิศทาง เด็กก็จะ เจริญเติบโตพร้อมกับความสำเร็จในด้านการเรียน และในที่สุดก็จะกลายเป็นคนดีและรับผิดชอบใน สังคมต่อไป 3.4 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดผลสัมฤทธิ์เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดสมรรถภาพทางสมอง วัดความรู้ ทักษะ และ ความสามารถทางวิชาการที่ผู้เรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่า บรรลุตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้มากน้อย เพียงใด (อัมพวา รักบิดา, 2549: 28; พิชิต ฤทธิ์จรูญ, 2550: 95) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ความสามารถของผู้สอบจากการ เรียนรู้ซึ่งมักจะเป็นข้อคำถามให้นักเรียนตอบด้วยกระดาษและดินสอกับให้นักเรียนปฏิบัติจริงโดย


25 ต้องการทราบว่าผู้สอบมีความรู้อะไรบ้างมากน้อยเพียงใดเมื่อผ่านการเรียนไปแล้ว ทำให้ผู้สอน ทราบว่า ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้ ความสามารถของตนเอง ถึงระดับมาตรฐานที่ผู้สอนกำหนดไว้หรือยัง หรือมีความรู้ความสามารถถึงระดับใด (วิรัช วรรณรัตน์, 2541: 49; พวงรัตน์ทวีรัตน์, 2543: 96; ศิริชัย กาญจนวาสี, 2556: 165) ดังนั้นสรุปได้ว่า แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบที่วัดความรู้ความสามารถ ทางการเรียนด้านเนื้อหา ด้านวิชาการและทักษะต่าง ๆ ของผู้เรียนที่ได้เรียนรู้ในช่วงเวลาที่กำหนด โดยผ่านกระบวนการและขั้นตอนของการเรียนรู้ 3.5 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง หมายถึง แบบแผนที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเฉพาะ กลุ่มที่ครูสอน เป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นใช้กันโดยทั่วไปในสถานศึกษา มีลักษณะเป็นแบบทดสอบ ข้อเขียน ซึ่งแบ่งออกได้อีก 2 ชนิดคือ 1.1 แบบทดสอบอัตนัย (Subjective or essay test) เป็นแบบทดสอบที่กำหนด คำถามหรือปัญหาให้แล้วให้ผู้ตอบเขียนโดยแสดงความรู้ ความคิด เจตคติ ได้อย่างเต็มที่ 1.2 แบบทดสอบปรนัย หรือแบบให้ตอบสั้น ๆ (Objective test or short answer) เป็นแบบทดสอบที่กำหนดให้ผู้สอบเขียนตอบสั้น ๆ หรือมีคำตอบให้เลือกแบบจำกัดคำตอบ ผู้ตอบไม่มีโอกาสแสดงความรู้ ความคิดในอย่างกว้างขวางเหมือนแบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบ ชนิดนี้แบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ แบบทดสอบถูก-ผิด แบบทดสอบเติมคำ แบบทดสอบจับคู่ และ แบบทดสอบเลือกตอบ 2. แบบทดสอบมาตรฐาน หมายถึง แบบทดสอบที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนทั่วไป ซึ่ง สร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ มีการวิเคราะห์และปรับปรุงอย่างดีจนมีคุณภาพมีมาตรฐาน กล่าวคือ มี มาตรฐานในการดำเนินการสอบ วิธีการให้คะแนนและการแปลความหมายของคะแนนสมนึก ภัททิยธนี (2546: 78-82) ให้ความหมายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า หมายถึง แบบทดสอบวัดสมรรถภาพทางสมองต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับการเรียนรู้ผ่านมาแล้ว ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างกับแบบทดสอบมาตรฐาน แต่เนื่องจากครูต้องทำหน้าที่วัดผล นักเรียน คือ เขียนข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ตนได้สอน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับแบบทดสอบที่ครูสร้าง และมีหลายแบบแต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบ ดังนี้ 1. ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่มีเฉพาะคำถาม แล้วให้นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรี เขียนบรรยายตามความรู้ และข้อคิดเห็นแต่ละคน


26 2. ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด ลักษณะทั่วไป ถือได้ว่าข้อสอบแบบกาถูก-ผิด คือ ข้อสอบ แบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือก แต่ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่นถูกผิด ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จริง เหมือนกัน-ต่างกัน เป็นต้น 3. ข้อสอบแบบเติมคำ ลักษณะทั่วไปเป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยคหรือ ข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์ให้ผู้ตอบเติมคำ หรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้น เพื่อให้มี ใจความสมบูรณ์และถูกต้อง 4. ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ ลักษณะทั่วไป ข้อสอบประเภทนี้คล้ายกับข้อสอบแบบ เติมคำ แต่แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้น ๆ เขียนเป็นประโยคคำถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเติมคำเป็น ประโยคที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเป็นคนเขียนตอบ คำตอบที่ต้องการจะสั้นและกะทัดรัดได้ ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5. ข้อสอบแบบจับคู่ ลักษณะทั่วไป เป็นข้อสอบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีคำหรือ ข้อความแยกจากกันเป็น 2 ชุด แล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่า แต่ละข้อความในชุดหนึ่ง (ตัวยืน) จะคู่กับ คำหรือข้อความใดในอีกชุดหนึ่ง (ตัวเลือก) ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบ กำหนดไว้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ ลักษณะทั่วไป ข้อสอบแบบเลือกตอบนี้จะประกอบ ด้วย 2 ตอน ตอนนำหรือคำถามกับตอนเลือก ในตอนเลือกนี้จะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูกและ ตัวเลือกที่เป็นตัวลวง ดังนั้นสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบทดสอบที่วัดพฤติกรรมหรือ สมรรถภาพทางสมองต่าง ๆ ที่นักเรียนได้รับจากการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นกับแบบทดสอบมาตรฐาน ทั้งนี้ผู้วัยได้ทำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเอง ซึ่งเป็น แบบแผนที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเฉพาะกลุ่มที่สอน มีลักษณะเป็นแบบทดสอบปรนัย มีคำตอบ ให้เลือกแบบจำกัด ประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูกและตัวเลือกที่เป็นตัวลวง 4.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4.1 งานวิจัยในประเทศ อัสราพร ทองเจริญ (2560) ได้ศึกษาผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโคก โพธิ์ไชยศึกษา 1. กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD ประกอบแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ


27 เท่ากับ 82.27/80.67 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพ 80/80 ที่กำหนดไว้2. กิจกรรมการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ ซึ่งแสดงว่านักเรียนมี ความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 64.77 3. นักเรียนที่เรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ แบบร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ร่วมมือเทคนิค STAD ประกอบแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (̅ = 4.62, .. = 0.49) พรพรรณ เสาร์คำเมืองดี (2562) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง บทประยุกต์ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนโดยการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD หลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจที่ เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง บทประยุกต์โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจ มากที่สุด พชรพงศ์ นวลศิร (2562) ได้ทำการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้รูปแบบการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคการแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) ที่ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผล การศึกษาค้นคว้าปรากฏดังนี้1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคการแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.79/80.23 และ 78.96/75.70 ตามลำดับ 2) ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค การแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) มีค่าเท่ากับ 0.6816 และดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบปกติมีค่าเท่ากับ 0.6314 3) ผลสัมฤทธิ์ทางกา เรียนคณิตศาสตร์ที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคการแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์(STAD) คิดเป็นร้อยละ 80.23 และความสามารถในการแก้ปัญหาคิดเป็นร้อยละ 76.28 4) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติคิดเป็นร้อยละ 75.70 และความสามารถในการ แก้ปัญหาคิดเป็นร้อยละ 75 5) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ


28 ด้วยเทคนิคการแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพี ทาโกรัส สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นันท์ณัฐ ค้อชากุล, ชาติชาย ม่วงปฐม และ เอกราช ดีนาง (2563) ได้ศึกษาผลการเรียนแบบ ร่วมมือแบบ STAD เสริมด้วยกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้1. นักเรียนที่เรียนด้วยการเรียนแบบร่วมมือแบบ STAD เสริมด้วยกระบวนการแก้ปัญหาของโพล ยามีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.97 คิดเป็น ร้อยละ 33.23 คะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 23.97 คิดเป็นร้อยละ 79.90 คะแนนเฉลี่ยหลังเรียน ไม่น้อยกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนที่เรียนด้วยการ เรียนแบบร่วมมือแบบ STAD เสริมด้วยกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยามีคะแนนความสามารถใน การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.69 คิดเป็นร้อยละ 41.72 คะแนนหลัง เรียนมีค่าเฉลี่ย 32.16 คิดเป็นร้อยละ 80.39 และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน วรัญญา พลหาร(2564) ได้ทำการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์เรื่อง รูปเรขาคณิต โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับสื่อประสม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่าแผนจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบร่วมมือเทคนิค STAD ร่วมกับสื่อประสมมี องค์ประกอบสำคัญ ดังนี้1. มาตรฐานการเรียนรู้ 2. ตัวชี้วัด 3. จุดประสงค์การเรียนรู้4. สาระสำคัญ 5. สาระการเรียนรู้ 6. กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้7. สื่อการเรียนรู้8. การวัดและประเมินผล 9. เกณฑ์การประเมิน (รูบริค) และ 10. บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้โดยผู้วิจัยได้ออกแบบการ จัดการเรียนรู้เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 นำเสนอเนื้อหา ขั้นที่ 2 ปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มนักเรียนใน กลุ่ม ขั้นที่ 3 ทดสอบย่อย ขั้นที่ 4 ขั้นคิดคะแนนความก้าวหน้าแต่ละคนและของกลุ่มย่อย และขั้นที่ 5 ขั้นยกย่อง ชมเชย บุคคลหรือกลุ่มที่มีคะแนนยอดเยี่ยม ทั้งนี้ได้นำสื่อประสม เช่น สื่อรูปภาพ เรขาคณิต สื่อวงล้อรูปเรขาคณิต สื่อเรขาคณิตสามมิติฯลฯ ที่มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมี ประสิทธิภาพเท่ากับ 88.55/82.12 นำไปใช้พบว่านักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์เฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05(t = 22.02, sig = 0.00) โดยนักเรียนมีความพึงพอใจ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 4.2 งานวิจัยต่างประเทศ อมาลยา (Amala, 1994 : 285-296) ได้ศึกษาพฤติกรรมการให้ความช่วยเหลือและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ (STAD) กับนักเรียนกลุ่มที่เรียนแบบปกติโดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนในระดับ 3-5 จำนวน 101 คน


29 โดยครูสอนวิธีการให้ความช่วยเหลือเพื่อนโดยการอธิบาย การรับฟังคำอธิบาย และการให้ความ ช่วยเหลือต่างๆ ก่อนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ด้วยการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ (STAD) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่เรียนแบบแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ (STAD) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์สูงกว่ากลุ่มที่เรียนแบบปกติและผลการวิจัยพบว่า การให้คำอธิบาย การยอมรับฟัง คำอธิบาย การให้ความช่วยเหลือของนักเรียนในแต่ละ กลุ่มมีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน จอห์น (John, 1995 : 125-140) ได้ศึกษาผลย้อนกลับของนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือแบบ แบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์(STAD) กับการเรียนแบบปกติในวิชาคณิตศาสตร์ โดยกลุ่มทดลองเป็น นักเรียนระดับ 7 จำนวน 18 คน ที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์(STAD) ใน วิชาคณิตศาสตร์ ทำการทดลองสอนเป็นเวลา 4 เดือน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มที่เรียนแบบร่วมมือ แบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ (STAD) มีผลย้อนกลับในด้านการให้ความช่วยเหลือกันในกลุ่มเกิดทักษะ กระบวนการคิดเพื่อแก้ปัญหาให้ตนเองและเพื่อนเพิ่มขึ้นและส่งเสริมให้นักเรียนประสบความสำเร็จใน ตนเองอีกด้วย ดาเรล (Darrel, 1996 : 38) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับผลของการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่ม ตามผลสัมฤทธิ์(STAD) ในวิชาคณิตศาสตร์ทีมีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์และเจตคติต่อ วิชาคณิตศาสตร์ของนักศึกษาระดับวิทยาลัย โดยแบ่งนักศึกษาเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองซึ่งเรียน แบบร่วมมือและกลุ่มควบคุมซึ่งเรียนแบบวิธีปกติผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือมี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซูยานโต (Suyanto, 1999: 3766-A) ได้ศึกษาผลการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในเขตยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนเกรด 3 เกรด 4 เกรด 5 จำนวน 664 คน จาก 30 ห้องเรียนใน 10 โรงเรียน ผู้วิจัยแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดย กลุ่มทดลอง จำนวน 5 โรงเรียน ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิค STAD และกลุ่มควบคุม จำนวน 5 โรงเรียน ได้รับการสอนแบบปกติสถิติที่ใช้ในการทดสอบคือ ANOVA ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างชั้นเรียน พบว่า นักเรียนเกรด 3 และ เกรด 5 ของกลุ่มนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิค STAD มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่า นักเรียนเกรด 3 และเกรด 5 ที่ได้รับการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


30 บาบาโต (Barbato, 2000) ได้เปรียบเทียบผลกระทบของการใช้วิธีการเรียนแบบปกติกับ วิธีการเรียนแบบร่วมมือที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ทัศนคติและการวางแผนการ เรียนในหลักสูตรของนักเรียนเกรด 10 โดยทำงานทดลองศึกษากับนักเรียนโรงเรียนมัธยมจำนวน 208 คน ผลการศึกษาพบว่า ชั้นเรียนที่จัดการเรียนการสอนแบบร่วมมือ มีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คณิตศาสตร์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และยังพบว่า นักเรียนมีทัศนคติในด้านบวก ต่อวิชาคณิตศาสตร์มากกว่านักเรียนที่ได้รับการเรียนการสอนแบบปกติ 5. กรอบแนวคิดทางการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การจัดการเรียนรู้แบบ STAD ผลสัมฤทธิ์ทางการ ขั้นที่ 1 ขั้นนำเสนอบทเรียนทั้งห้อง คณิตศาสตร์ ขั้นที่ 2 ขั้นเรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่ม ขั้นที่ 3 ขั้นทดสอบเป็นรายบุคคล ขั้นที่ 4 ขั้นคำนวณคะแนนพัฒนาการ ขั้นที่ 5 ขั้นให้รางวัลกลุ่ม


31 บทที่3 วิธีการดำเนินงานวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1. เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไม่น้อยกว่า เกณฑ์ร้อยละ 70 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมและ เศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบ STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและ หลังเรียน ผู้วิจัยได้นำเสนอวิธีดำเนินการศึกษาตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.1 ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 3 ห้องเรียน จำนวน 88 คน ปีการศึกษา 2566 กลุ่มโรงเรียนเมือง 7 (กุดสระ-นาข่า) อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ซึ่งการจัด นักเรียนห้องเรียนนี้ เป็นแบบคละความสามารถ (เก่ง ปานกลาง อ่อน) 1.2 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 20 คน ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๙๒ (ชุมชนนาข่า) อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีที่ได้มาจาก การสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) 2. แบบแผนการทดลอง การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อน และหลังการทดลอง One Group Pretest – Posttest Design (ประสาท เนืองเฉลิม, 2556 : 122) ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง กลุ่ม สอบก่อนเรียน การทดลอง สอบหลังเรียน E T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง T1 แทน การทดสอบก่อนเรียนของกลุ่มตัวอย่าง X แทน การจัดการเรียนรู้โดยแบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน T2 แทน การทดสอบหลังเรียนของกลุ่มตัวอย่าง


32 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 17 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง ทั้งหมด 17 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 เป็นแบบปรนัยเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ผู้ศึกษากำหนดรายละเอียดของการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือฯ ดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้าง โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษา ทฤษฎี แนวคิด หลักการ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ โดยการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค STAD 1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ คู่มือครู หนังสือเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน เล่ม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จัดทำโดยกระทรวงศึกษาธิการ 1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๙๒ (ชุมชนนาข่า) กลุ่ม สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ช่วงชั้นที่ 3 วิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1.4 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา เรื่อง ทศนิยมและ เศษส่วน 1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ โดยใช้การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 17 แผน รวม 17 ชั่วโมง 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ซึ่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัย และการวัดผล ประเมินผล ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้องและความเป็นไปได้ ระหว่างจุดประสงค์ การเรียนรู้ เนื้อหาสาระกิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผล โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณา ตรวจสอบให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง


33 แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item – Objective Congruence : IOC) ระหว่างองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องของทุกองค์ประกอบตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป 1.7 ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 1.8 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่ม ทดลองเดี่ยว ซึ่งประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถอยู่ในระดับสูง 1 คน ปานกลาง 2 คน และต่ำ 1 คน เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไข 1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเป้าหมาย 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบมี 4 ตัวเลือก มีขั้นตอนในการ สร้างและหาประสิทธิภาพดังนี้ 2.1 ศึกษาทฤษฎี วิธีสร้าง เทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือการจัดการ เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน ตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหา 2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ แบบปรนัยชนิด เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน ซึ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาคณิตศาสตร์ การวิจัยและด้านการวัดผลและประเมินผล เพื่อตรวจสอบ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ซึ่งให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบ โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดไม่สอดคล้องกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.5 นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง ข้อคำถามของแบบทดสอบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยหาค่า IOC ซึ่งมีค่าเท่ากับ 0.50 ขึ้นไป 2.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่เรียน วิชาคณิตศาสตร์เนื้อหา ทศนิยมและเศษส่วน ผ่านมาแล้ว นำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยาก


34 ง่าย (P) และหาค่าอำนาจจำแนก (r) เป็นรายข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.43 - 0.60 มีค่า อำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.21 – 0.60 2.7 นำข้อสอบที่คัดเลือกแล้วจำนวน 20 ข้อ ไปทดสอบเพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบทั้งฉบับ โดยใช้สูตรของครูเดอร์-ริชาร์ดสัน (KR-20) ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.74 2.8 นำแบบทดสอบที่ได้ ไปวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๙๒ (ชุมชนนาข่า) ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการทดสอบ ภาคสนามต่อไป 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับ ดังนี้ 1. ก่อนการทดลอง ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น จำนวน 17 แผน โดย ให้นักเรียนเรียนและปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบ STAD 3. ดำเนินการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับนักเรียนโดยใช้แบบทดสอบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชุดเดียวกันกับแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน แล้วนำผลที่ได้ ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์โดยการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เทคนิค STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผู้วิจัยดำเนินการโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ สำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์ตามขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ เทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 ด้วยการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว (t – test for One Sample) 2. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ทศนิยมและเศษส่วน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t – test for Dependent Samples)


35 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยเลือกใช้สถิติดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือ 1.1 การหาค่าความเที่ยงตรง (Validity) ของแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (สมนึก ภัททิยธนี, 2546) คำนวณได้จากสูตร เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ∑ R แทน ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 ค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เมื่อ P แทน ค่าความยากง่ายของข้อสอบ R แทน จำนวนนักเรียนที่ทำข้อนั้นถูก N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 1.3 ค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เมื่อ r แทน ค่าอำนาจจำแนก RH แทน จำนวนคนตอบถูกในกลุ่มสูง RL แทน จำนวนคนตอบถูกในกลุ่มต่ำ N แทน จำนวนคนตอบถูกในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำ 1.4 ค่าความเชื่อมั่น (rtt) ของคูเดอร์ – ริชาร์ดสัน ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนคำนวณได้จากสูตร P = R N r = RH - RL N IOC = ∑ R N


36 เมื่อ KR-20 แทน สัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นของคูเดอร์ - ริชาร์ดสัน 20 p i แทน สัดส่วนของผู้ตอบถูกในข้อ i q i แทน สัดส่วนของผู้ตอบผิดในข้อ i = 1 - p St 2 แทน เป็นความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จำนวนข้อสอบ 2. สถิติพื้นฐาน ที่ใช้อธิบายลักษณะของข้อมูลพื้นฐานเป็นกลุ่ม/รายบุคคล 2.1 ค่าเฉลี่ย ( ̅) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) คำนวณได้จากสูตร เมื่อ x̅แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง ∑ x แทน ผลรวมของคะแนนในกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนนักเรียนในกลุ่มตัวอย่าง 2.2 ค่าร้อยละ (Percentage) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545 : 101) คำนวณได้จากสูตร เมื่อ P แทน ค่าร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ n แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด 2.3 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) (บุญชม ศรีสะอาด, 2545) คำนวณได้จากสูตร เมื่อ S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน xi แทน ข้อมูลตัวที่ i x̅ แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด KR-20 = [ k k-1 ][1- ∑ p i q i St 2 ] x̅= ∑ x n P = f n ×100 S.D.= √ ∑ (xi - x̅) 2 (n-1)


37 ซึ่งในการคำนวณหาค่าเฉลี่ย ( x̅), ร้อยละ (Percentage) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คำนวณ ผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลทางสังคมศาสตร์ (SPSS for Windows) 3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ SPSS for Windows 3.1 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ ร้อยละ 70 คือ การทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว 3.2 สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนกับหลังเรียน คือ การทดสอบทีแบบไม่อิสระ


Click to View FlipBook Version