The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ที่นี่ประเทศไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

thailand

ที่นี่ประเทศไทย

คำนำ

รำยงำนเล่มนี้เปน็ ส่วนหนง่ึ ของวิชำคอมพวิ เตอร์ ชนั้ มธั ยมศึกษำปีที่ 4 เพอื่ ใหไ้ ดศ้ กึ ษำหำควำมรู้
ในเรื่องประเทศไทย และได้ศกึ ษำอยำ่ งเข้ำใจเพือ่ เป็นประโยชน์กบั กำรเรยี น

ผู้จดั ทำหวังวำ่ รำยงำนเลม่ นีจ้ ะเป็นประโยชนก์ บั ผู้อำ่ น หรอื นกั เรียน นกั ศึกษำท่กี ำลงั หำ
ขอ้ มลู เร่อื งนอ้ี ยู่ หำกมขี อ้ แนะนำหรอื ข้อผดิ พลำดประกำรใด ผ้จู ัดทำขอนอ้ มรบั ไว้และขออภัยมำ
ณ ท่นี ี้

ศภุ ณฐั บวั แตง

สำรบญั

เรอ่ื ง หนำ้
คำนำ ก
สำรบญั ข
ขอ้ มูลท่ัวไปของประเทศ 1-5
แผนท่ปี ระเทศไทย 6
ธงชำตแิ ละเพลงชำติ 7-8
วัฒนธรรมไทย 9-12
ประเพณไี ทย 13-20
บรรณำนุกรม 21

1

ขอ้ มลู ทวั่ ไปของประเทศไทย

ประเทศไทย หรอื ชอ่ื ทำงกำรวำ่ รำชอำณำจักรไทยเปน็ รัฐชำติอันต้งั อย่บู นคำบสมทุ รอินโดจีนและมลำยู
ในภูมภิ ำคเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ มีพรมแดนดำ้ นตะวนั ออกตดิ ประเทศลำวและประเทศกมั พชู ำ
ทศิ ใตเ้ ปน็ แดนต่อแดนประเทศมำเลเซียและอำ่ วไทย ทิศตะวันตกตดิ ทะเลอันดำมนั และประเทศพม่ำและ
ทศิ เหนือติดประเทศพมำ่ และลำว มีแมน่ ้ำโขงก้นั เปน็ บำงช่วง ปกครองดว้ ยระบอบประชำธิปไตยแบบมี
รัฐสภำ มศี นู ยก์ ลำงกำรบรหิ ำรรำชกำรแผน่ ดนิ อย่ทู ี่กรงุ เทพมหำนครและกำรปกครองสว่ นภูมิภำค
จดั ระเบยี บเปน็ 77 จังหวดั

ประเทศไทยมีขนำดใหญเ่ ปน็ อนั ดบั ท่ี 50 ของโลก มเี นือ้ ท่ี 513,115 ตำรำงกโิ ลเมตรและมปี ระชำกรมำก
เป็นอนั ดบั ที่ 20 ของโลก คือ ประมำณ 67 ล้ำนคน กบั ทง้ั ยังเป็นประเทศอตุ สำหกรรมใหม่ โดยมรี ำยได้
หลกั จำกภำคอุตสำหกรรมและกำรบรกิ ำร ไทยมแี หลง่ ทอ่ งเท่ียวท่ีมชี อื่ เสยี งเปน็ อันมำกอำทพิ ทั ยำ,ภูเก็ต,
กรงุ เทพมหำนครและเชยี งใหม่ ซ่ึงสร้ำงรำยได้ใหแ้ กป่ ระเทศ เชน่ เดียวกบั กำรสง่ ออกอนั มสี ่วนสำคัญในกำร
พัฒนำเศรษฐกจิ และดว้ ยจีดพี ีของประเทศ ซ่ึงมีมูลค่ำรำว 334,026 ลำ้ นดอลลำร์สหรฐั ตำมที่ประมำณใน
พ.ศ. 2553 เศรษฐกิจของประเทศไทยนับวำ่ ใหญเ่ ปน็ อนั ดับท่ี 30 ของโลก

ในอำณำเขตประเทศไทย พบหลักฐำนของมนษุ ยซ์ ่ึงมีอำยุเกำ่ แกท่ ีส่ ดุ ถึงหำ้ แสนปี นักประวตั ิศำสตร์มักถอื วำ่
อำณำจักรสุโขทัยเป็นจุดเริม่ ต้นของประวตั ศิ ำสตรไ์ ทยซงึ่ ต่อมำตกอยู่ในอิทธพิ ลของอำณำจักรอยธุ ยำ
อนั มีควำมยิง่ ใหญ่กว่ำ และมีกำรติดตอ่ กบั ชำติตะวันตก อำณำจักรอยธุ ยำมอี ำยุยืนยำว 417 ปีกเ็ ส่ือมอำนำจ
และลม่ สลำยไปโดยส้ินเชงิ สมเดจ็ พระเจำ้ กรุงธนบรุ ีทรงกอบก้เู อกรำชและสถำปนำอำณำจกั ร
ธนบุรี เหตกุ ำรณค์ วำมวุ่นวำยในช่วงปลำยอำณำจกั ร นำไปส่ยู คุ สมัยของรำชวงศจ์ ักรีแหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทร์

ช่วงตน้ กรงุ ประเทศเผชิญภยั คกุ คำมจำกชำตใิ กลเ้ คยี ง แต่หลังรชั สมัยพระบำทสมเด็จพระจอมเกล้ำ
เจ้ำอยูห่ ัวเปน็ ตน้ มำ ชำตติ ะวนั ตกเร่มิ มอี ิทธพิ ลในภูมิภำคเป็นอย่ำงมำก นำไปสูก่ ำรเขำ้ เปน็ ภำคีแหง่
สนธสิ ญั ญำหลำยฉบบั และกำรเสยี ดนิ แดนบำงส่วน กระนั้น ไทยก็ยังธำรงตนมิได้เป็นอำณำนิคมของชำติ
ใด ๆ ต่อมำจนชว่ งสงครำมโลกครัง้ ทห่ี น่งึ ไทยไดเ้ ข้ำรว่ มกบั ฝำ่ ยสัมพันธมติ ร และในปี พ.ศ. 2475 ไดม้ ี
กำรปฏิวตั ิเปล่ียนแปลงจำกระบอบสมบูรณำญำสทิ ธริ ำชมำเป็นประชำธปิ ไตย และไทยไดเ้ ขำ้ กบั ฝำ่ ยอักษะ
ในระหวำ่ งสงครำมโลกครง้ั ทสี่ อง จนชว่ งสงครำมเย็น ไทยไดด้ ำเนนิ นโยบำยเปน็ พันธมติ รกบั

2

สหรฐั อเมรกิ ำ ทหำรเข้ำมำมบี ทบำทในกำรเมอื งไทยอยำ่ งมำกหลังปฏิวัติสยำมอย่หู ลำยสิบปี กระทง่ั มีกำรต้ัง
รฐั บำลพลเรือน และเขำ้ สู่ยคุ โลกเสรใี นปัจจุบนั

ชื่อเป็นทำงกำร รำชอำณำจกั รไทย (The Kingdom of Thailand)
ช่อื เมอื งหลวง กรงุ เทพมหำนคร (Bangkok)
ชื่อเต็มของเมอื งหลวง กรงุ เทพมหำนครกรุงเทพมหำนคร อมรรตั นโกสินทร์ มหินทรำยุธยำ มหำดลิ กภพ
นพรัตนร์ ำชธำนบี รุ รี มย์ อุดมรำชนเิ วศนม์ หำสถำน อมรพิมำนอวตำรสถติ สักกะทัตตยิ วษิ ณกุ รรมประสทิ ธ์ิ
ภำษำประจำชำติ ภำษำไทย
ภำษำรำชกำร ภำษำไทย
ศำสนำประจำชำติ พุทธ
สกลุ เงนิ บำท

3

ลักษณะภูมิศำสตร์ ประเทศไทยมีพน้ื ที่ประมำณ 513,115 ตำรำงกิโลเมตร มีขนำดใหญ่เปน็ อนั ดบั ท่ี 50
ของโลกและเป็นอันดับที่ 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจำกประเทศอนิ โดนเี ซีย (1,910,931 กม.2)
และประเทศพม่ำ (676,578 กม.2) และมขี นำดใกลเ้ คยี งกับประเทศสเปน (505,370 กม.2) มำกที่สุด

ประเทศไทยมลี กั ษณะภมู ิประเทศท่หี ลำกหลำย ภำคเหนือเป็นพนื้ ทภ่ี ูเขำสงู สลบั ซบั ซ้อน จุดทสี่ ูงทสี่ ุดใน
ประเทศไทย คือ ดอยอินทนนท์ ณ 2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล รวมท้ังยังปกคลมุ ดว้ ยป่ำไม้อนั เปน็
ตน้ นำ้ ท่ีสำคัญของประเทศ ภำคตะวนั ออกเฉยี งเหนือสว่ นใหญเ่ ปน็ พืน้ ทข่ี องทร่ี ำบสูงโครำช สภำพของดิน
ค่อนขำ้ งแหง้ แลง้ และไมค่ อ่ ยเอื้อตอ่ กำรเพำะปลกู แมน่ ้ำเจำ้ พระยำเกิดจำกแมน่ ำ้ ปงิ และยมท่ีไหลมำบรรจบ
กนั ทปี่ ำกนำ้ โพ จังหวดั นครสวรรค์ ทำให้ภำคกลำงกลำยเปน็ ที่รำบลมุ่ แม่น้ำทีม่ คี วำมอดุ มสมบรู ณท์ ่ีสุดใน
ประเทศ และถอื ไดว้ ำ่ เปน็ แหล่งปลกู ขำ้ วทส่ี ำคญั แห่งหนงึ่ ของโลกภำคใต้เปน็ ส่วนหนง่ึ ของคำบสมทุ รไทย-
มำเลย์ ขนำบดว้ ยทะเลทั้งสองด้ำน มีจุดทแี่ คบลง ณ คอคอดกระ แลว้ ขยำยใหญ่เปน็ คำบสมทุ รมลำยู ส่วน
ภำคตะวนั ตกเปน็ หบุ เขำและแนวเทือกเขำซง่ึ พำดตัวมำจำกทำงตะวนั ตกของภำคเหนอื

แม่น้ำเจ้ำพระยำและแมน่ ำ้ โขงถือเปน็ แหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญของประเทศไทย กำรผลติ ของ
ภำคอตุ สำหกรรมกำรเกษตรจะตอ้ งอำศยั ผลผลติ ที่เก็บเกีย่ วได้จำกแม่นำ้ ท้ังสองและสำขำทั้งหลำย อำ่ วไทย
มีพน้ื ทีป่ ระมำณ 320,000 ตำรำงกิโลเมตร รองรบั นำ้ ซง่ึ ไหลมำจำกแม่น้ำเจ้ำพระยำ แม่นำ้ แมก่ ลอง แมน่ ้ำ
บำงปะกง และแมน่ ้ำตำปี ถอื เปน็ แหล่งดึงดดู นกั ทอ่ งเที่ยว เนอื่ งจำกนำ้ ต้นื ใสตำมแนวชำยฝัง่ ของภำคใต้และ
คอคอดกระ นอกจำกน้ี อ่ำวไทยยงั เปน็ ศูนย์กลำงทำงอตุ สำหกรรมของประเทศ เพรำะมที ำ่ เรอื หลักที่สัต
หบี ถือไดว้ ำ่ เปน็ ประตทู ี่จะนำไปสทู่ ่ำเรอื อนื่ ๆ ในกรุงเทพมหำนคร ภำคใต้มสี ถำนท่ีทอ่ งเทีย่ วซ่ึงดงึ ดดู
นกั ทอ่ งเที่ยวมำก นกั ทอ่ งเที่ยวมักเดินทำงมำเยอื นเสมอ ตั้งแต่จังหวดั ภเู ก็ต จังหวัดกระบี่ จงั หวัด
ระนอง จงั หวัดพังงำจังหวัดตรัง และหม่เู กำะตำมแนวชำยฝ่งั ของทะเลอนั ดำมัน

ภมู ิประเทศ ประเทศไทยแบง่ ออกเปน็ 6 ภำค ซง่ึ แตล่ ะภำคมลี กั ษณะทำงภมู ศิ ำสตรท์ ี่แตกต่ำงกนั ดังนี้
ภำคเหนอื มภี ูเขำสูง โดยจุดสูงสุดคือ ดอยอินทนนทซ์ ง่ึ เปน็ แหล่งตน้ นำ้ ทสี่ ำคญั ภำคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
สว่ นใหญเ่ ปน็ ทร่ี ำบสงู แห้งแล้ง ไมเ่ อือ้ ตอ่ กำรเพำะปลกู ภำคกลำง เปน็ ทรี่ ำบลุ่มแมน่ ้ำเจำ้ พระยำมคี วำมอดุ ม
สมบูรณท์ สี่ ุด ภำคใต้ ตดิ ทะเลสองฝ่ัง มีจดุ แคบสุดทคี่ อคอดกระ ภำคตะวนั ออก มีชำยฝ่ังทะเลเรียบขำว
และโค้งเวำ้ ภำคตะวนั ตก เปน็ หุบเขำและแนวเทอื กเขำ ทิศเหนือ ติดกับเมียนมำรแ์ ละลำว
ทศิ ตะวันตก ตดิ กบั ทะเลอนั ดำมันและเมียนมำร์ ทิศตะวนั ออก ติดกับลำวและกมั พชู ำ
ทิศใต้ ตดิ กบั อ่ำวไทยและมำเลเซยี

4

ลกั ษณะภมู อิ ำกำศ ภมู ิอำกำศของไทยเป็นแบบเขตรอ้ น หรอื แบบสะวันนำ มอี ุณหภูมิเฉล่ยี 18-34 °C และ
มีปรมิ ำณฝนตกเฉล่ียตลอดปกี ว่ำ 1,500 มิลลิเมตร สำมำรถแบง่ ไดเ้ ปน็ 3 ฤดกู ำล: ระหว่ำงเดอื น
กุมภำพนั ธ์ถึงเดอื นเมษำยนเปน็ ฤดรู อ้ น ระหวำ่ งเดือนพฤษภำคมถงึ เดือนตุลำคมเปน็ ฤดฝู น ประเทศไทย
ไดร้ ับอิทธิพลจำกลมมรสมุ ตะวนั ตกเฉยี งใต้จำกทะเลจนี ใต้และพำยุหมนุ เขตร้อน ส่วนในเดอื นพฤศจิกำยน
ถงึ กลำงเดอื นมนี ำคมเปน็ ฤดูหนำว ประเทศไทยไดร้ ับอิทธพิ ลจำกลมมรสมุ ตะวันออกเฉยี งเหนอื จำก
ประเทศจีน สว่ นภำคใต้มสี ภำพอำกำศแบบปำ่ ดงดิบ ซง่ึ มอี ำกำศร้อนชน้ื ตลอดทง้ั ปี จึงสำมำรถแบง่ ออกได้
เปน็ 2 ฤดู คอื ฤดูฝนและร้อน โดยฝัง่ ทะเลตะวันออก ฤดูรอ้ นเรมิ่ ตั้งแต่เดือนพฤษภำคมถึงเดอื นกนั ยำยน
และฝงั่ ทะเลตะวนั ตก ฤดรู อ้ นเรม่ิ ต้ังแต่เดือนพฤศจกิ ำยนถึงเดือนเมษำยน

ระบอบกำรปกครอง ประเทศไทยมรี ปู แบบรฐั เปน็ รำชำธปิ ไตยภำยใตร้ ฐั ธรรมนญู และใชก้ ำรปกครอง
ระบอบประชำธิปไตยแบบรัฐสภำ หรือทีร่ ัฐธรรมนูญแหง่ รำชอำณำจักรไทยเรยี กรวมกันว่ำ ระบอบ
ประชำธปิ ไตยอนั มีพระมหำกษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข รัฐธรรรมนูญฉบบั ปจั จบุ นั คอื รัฐธรรมนญู แหง่
รำชอำณำจกั รไทย พุทธศักรำช 2550 ซึง่ เป็นฉบบั ที่ 18 อันกำหนดรปู แบบองค์กรบรหิ ำรอำนำจท้งั สำม
ส่วนดงั น้ี

อำนำจนติ ิบัญญัติ มรี ัฐสภำในระบบสองสภำ อนั ประกอบด้วยสภำผแู้ ทนรำษฎร และวฒุ ิสภำ มสี มำชกิ
รวมกันท้ังสิ้น 630 คน เปน็ องคก์ รบรหิ ำรอำนำจ มีประธำนรฐั สภำเปน็ ประมุขแหง่ อำนำจ

สภำผู้แทนรำษฎรประกอบด้วยผแู้ ทนรำษฎรจำนวน 500 คน มำจำกกำรเลอื กตั้งแบบแบ่งเขตจำนวน 375
คน และมำจำกกำรเลือกตัง้ แบบสดั ส่วน 125 คน อยูใ่ นตำแหน่งครำวละ 4 ปี

วฒุ ิสภำประกอบด้วยสมำชกิ จำนวน 150 คน มำจำกกำรเลอื กต้งั จังหวดั ละ 1 คน (รวมกรงุ เทพมหำนคร)
และมำจำกกำรสรรหำ 73 คน โดยมคี ณะกรรมกำรสรรหำสมำชกิ วฒุ สิ ภำ 7 คนอยูใ่ นตำแหนง่ ครำวละ 6 ปี
และไมส่ ำมำรถเป็นสมำชิกวฒุ สิ ภำตดิ ตอ่ กนั เกนิ 1 วำระ

อำนำจบริหำร มนี ำยกรฐั มนตรี ซ่ึงมำจำกกำรแต่งตง้ั โดยพระมหำกษัตริย์ ตำมคำกรำบบังคมทูลของ
ประธำนรฐั สภำและคณะรัฐมนตรี ซง่ึ พระมหำกษตั รยิ ์ทรงแตง่ ตัง้ ตำมคำกรำบบงั คมทลู ของนำยกรฐั มนตรี
เป็นองคก์ รบรหิ ำรอำนำจ นำยกรฐั มนตรเี ปน็ ประมุขแห่งอำนำจอำนำจตลุ ำกำร มีระบบศำลซงึ่ ประกอบด้วย
ศำลยุติธรรม ศำลรัฐธรรมนญู และศำลปกครอง เปน็ องคก์ รบรหิ ำรอำนำจ มีประธำนศำลฎีกำ ประธำน
ศำลรัฐธรรมนญู และประธำนศำลปกครองสงู สุด เป็นประมุขในสว่ นของตน

5

นำยกรฐั มนตรีดำรงตำแหนง่ ครำวละ 4 ปี ตำมสภำผูแ้ ทนรำษฎร และไม่สำมำรถดำรงตำแหนง่ ตดิ ตอ่ กนั
ได้เกิน 8 ปี นำยกรัฐมนตรีมไิ ด้รับกำรเลือกตัง้ โดยตรงจำกประชำชน แตไ่ ดร้ ับกำรลงมติเหน็ ชอบโดยสภำ
ผ้แู ทนรำษฎร

คณะรฐั มนตรปี ระกอบดว้ ยนำยกรฐั มนตรี 1 คน และรัฐมนตรอี นื่ อีกไม่เกนิ 35 คน

กำรแบง่ เขตกำรปกครอง ประเทศไทยแบ่งเขตกำรบริหำรออกเปน็ (1) รำชกำรส่วนกลำง ได้แก่ กระทรวง,
ทบวง และกรม (2) รำชกำรส่วนภมู ิภำค ประกอบด้วย 77 จังหวดั 878 อำเภอ 7,255 ตำบล และ
(3) รำชกำรสว่ นท้องถิ่น ได้แก่ องคก์ ำรบรหิ ำรสว่ นจงั หวดั , เทศบำล, องคก์ ำรบริหำรสว่ นตำบล
, กรงุ เทพมหำนคร และเมืองพทั ยำ สำหรับสุขำภิบำลนั้นถกู ยกฐำนะไปเปน็ เทศบำลทงั้ หมดใน พ.ศ. 2542

ขอ้ มูลทำงเศรษฐกิจ ประเทศไทยมีเศรษฐกิจแบบผสม มีรำยได้หลักจำกอตุ สำหกรรม กำรสง่ ออกสนิ คำ้
และบริกำร กำรท่องเทย่ี ว กำรบรกิ ำร เกษตรกรรมและทรพั ยำกรธรรมชำติ ประเทศไทยเป็นประเทศทมี่ ี
มลู ค่ำกำรสง่ ออกเปน็ อนั ดับที่ 24 ของโลก และมีมูลค่ำกำรนำเขำ้ เปน็ อันดบั ท่ี 23 ของโลก ตลำดนำเข้ำ
สนิ คำ้ ไทยทีส่ ำคัญ ไดแ้ ก่ ญปี่ ุ่น จนี สหรฐั อเมรกิ ำ มำเลเซีย สหรัฐอำหรบั เอ
มเิ รตส์ สิงคโปร์ ไตห้ วนั เกำหลีใต้ ซำอดุ อิ ำระเบยี และอนิ โดนเี ซียขอ้ มลู ในเดอื นกมุ ภำพันธ์ พ.ศ. 2552
ประเทศไทยส่งออกสนิ ค้ำกวำ่ 406,990 ล้ำนบำท โดยสินคำ้ สง่ ออกที่สำคัญ ได้แก่ เครอ่ื งจกั ร 141,401
ล้ำนบำท อำหำร 52,332 ล้ำนบำท สินคำ้ อคุ สำหกรรม 45,959 ลำ้ นบำท และมีมูลคำ่ กำรนำเขำ้ รำว
285,965 ลำ้ นบำท โดยสินคำ้ นำเขำ้ ทสี่ ำคญั ไดแ้ ก่ เครอื่ งจักร 113,421 ล้ำนบำท น้ำมันและเช้ือเพลงิ
50,824 ล้ำนบำท และเคมีภณั ฑ์ 46,376 ล้ำนบำท มมี ลู คำ่ กำรคำ้ สุทธิ 121,025 ล้ำนบำท

กำรคมนำคม กำรคมนำคมสว่ นใหญ่ในประเทศไทยจะใชก้ ำรขนสง่ ทำงบกเปน็ หลัก คอื อำศัยรถยนต์และ
จักรยำนยนต์ ทำงหลวงสำยหลักในประเทศไทย ได้แก่ถนนพหลโยธินถนนมติ รภำพถนนสุขมุ วทิ และถนน
เพชรเกษม นอกจำกนี้ระบบขนสง่ มวลชนจะมีกำรบรกิ ำรตำมเมอื งใหญ่ต่ำง ๆ ไดแ้ กร่ ะบบรถเมล์ และรถไฟ
รวมถงึ ระบบทเ่ี รมิ่ มีกำรใชง้ ำนรถไฟลอยฟำ้ และรถไฟใต้ดนิ และในหลำยพ้นื ทีจ่ ะมีกำรบรกิ ำรรถสองแถว
รวมถึงรถรับจำ้ งตำ่ ง ๆ ได้แก่ แท็กซี่ เมลเครอ่ื ง มอเตอรไ์ ซค์รบั จำ้ ง และรถตุก๊ ตุก๊ ในอดีตประเทศไทย
เคยมีกำรคมนำคมโดยใช้รถรำงที่มลี ักษณะคล้ำยรถไฟ สำหรบั กำรคมนำคมทำงอำกำศนน้ั ปจั จบุ นั ประเทศ
ไทยไดเ้ ปดิ ใช้ท่ำอำกำศยำนสุวรรณภมู ิ ซึ่งถือได้วำ่ เปน็ ทำ่ อำกำศยำนขนำดใหญ่ทีส่ ุดของประเทศ โดยเปิด
อย่ำงเป็นทำงกำรตง้ั แตว่ ันที่ 28 กนั ยำยน พ.ศ. 2549เพ่อื ใช้แทนท่ีทำ่ อำกำศยำนนำนำชำตดิ อนเมอื ง ส่วน
กำรคมนำคมทำงน้ำ โดยอำศัยเรอื เปน็ หลัก ประเทศไทยมที ่ำเรอื หลกั คอื ท่ำเรอื กรุงเทพ คลองเตย และ
ทำ่ เรอื แหลมฉบงั

6

แผนทป่ี ระเทศไทย

7

ธงชำตแิ ละเพลงชำติ

ธงชำติไทย หรอื เรยี กอกี อย่ำงหนง่ึ วำ่ ธงไตรรงค์ มีลักษณะเป็นธงสเ่ี หลยี่ มผืนผำ้ ใช้สีหลกั ในธง 3 สี คือ สี
แดง ขำว และน้ำเงนิ ภำยในแบง่ เปน็ แถบ 5 แถบ แถบในสุดสีน้ำเงนิ ถดั มำดำ้ นนอกท้งั ดำ้ นบนและลำ่ ง
เป็นสีขำวและสีแดงตำมลำดับ แถบสนี ำ้ เงินมีขนำดใหญก่ วำ่ แถบสีอน่ื เปน็ 2 เท่ำ ควำมหมำยสำคญั ของธง
ไตรรงคน์ นั้ หมำยถงึ สถำบนั หลักทงั้ สำมของประเทศไทย คือชำติ (สีแดง) ศำสนำ (สขี ำว) และ
พระมหำกษัตริย์ (สีน้ำเงนิ ) สที ั้งสำมนเ้ี องคอื ท่ีมำของกำรเรียกชอ่ื ธงนว้ี ่ำธงไตรรงค์(ไตร = สำม, รงค์ = สี)

พระบำทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้ำเจำ้ อยู่หัว ทรงพระกรณุ ำโปรดเกล้ำฯ ใหใ้ ช้ธงนี้เปน็ ธงชำตไิ ทย (ขณะนน้ั ยัง
เรยี กช่ือประเทศวำ่ สยำม) เม่อื ช่วงปลำยปี พ.ศ. 2460 เพื่อแก้ไขปัญหำกำรชักธงช้ำงเผือก (ซ่งึ ใชเ้ ป็นธง
ชำตมิ ำต้ังแต่รัชกำลที่ 4) กลับดำ้ น และเพอ่ื เปน็ อนุสรณ์ในกำรเขำ้ ร่วมสงครำมโลกครงั้ ที่ 1 กับฝำ่ ย
สัมพนั ธมติ ร

เพลงชำตไิ ทย เป็นช่อื เพลงชำติของสยำมและประเทศไทย ประพนั ธท์ ำนองโดย พระเจนดรุ ยิ ำงค์ ในชว่ ง
หลงั กำรเปล่ยี นแปลงกำรปกครอง เมอ่ื ปี พ.ศ. 2475 คำร้องฉบับแรกสดุ โดยขุนวิจติ รมำตรำ ซ่ึงแตง่ ขึ้น
ภำยหลังในปีเดียวกนั ตอ่ มำไดม้ กี ำรแกไ้ ขเพ่มิ เตมิ เนอื้ ร้องอกี หลำยครง้ั และได้เปลี่ยนมำใช้เนอ้ื รอ้ งฉบบั
ปัจจุบนั เมื่อ พ.ศ. 2482

8

เนอ้ื รอ้ ง

คำรอ้ ง : พันเอก หลวงสำรำนปุ ระพันธ์ (นวล ปำจิณพยัคฆ์) ในนำมกองทพั บก
ทำนอง: พระเจนดรุ ิยำงค์ (ปติ ิ วำทะกร)

ประเทศไทยรวมเลอื ดเนอ้ื ชำตเิ ชอื้ ไทย
เปน็ ประชำรัฐ ไผทของไทยทุกสว่ น
อยู่ดำรงคงไวไ้ ดท้ ้ังมวล
ด้วยไทยลว้ นหมำย รักสำมคั คี

ไทยนรี้ กั สงบ แตถ่ ึงรบไมข่ ลำด

เอกรำชจะไม่ใหใ้ ครขม่ ข่ี

สละเลือดทุกหยำดเป็นชำติพลี

เถลิงประเทศชำติไทยทวี มีชัย ชโย

9

วฒั นธรรมไทย

ชำตไิ ทยเปน็ ชำติท่ีเกำ่ แกแ่ ละมีวฒั นธรรมประจำชำตทิ ่ีเกดิ จำกภูมิปัญญำของบรรพบุรษุ และพัฒนำหล่อ
หลอมขนึ้ ในสงั คมไทย จนมคี วำมเป็นเอกลักษณ์ของตนเองไม่วำ่ จะเป็น
ภำษำ วรรณคดี ศิลปวตั ถุ ดนตรี อำหำรและกำรแตง่ กำย นอกจำกน้ี คนไทยยังไดม้ ีกำรยอมรับเอำ
วฒั นธรรมของชำตอิ ืน่ เขำ้ มำผสมผสำน โดยกำรนำมำดัดแปลงผสมผสำนกนั ไดอ้ ยำ่ งกลมกลืน จนเกดิ เปน็
วัฒนธรรมของสังคมไทยที่มเี อกลกั ษณ์

ทม่ี ำของวฒั นธรรมไทย วัฒนธรรมไทยมที ม่ี ำจำกหลำยแหลง่ กำเนิดดว้ ยกนั ดังน้ี

1) ส่งิ แวดล้อมทำงภูมิศำสตร์และสังคมเกษตรกรรม เนื่องจำกพ้ืนท่ขี องประเทศไทยส่วนใหญ่มสี ภำพ
ภมู ิศำสตร์เป็นทรี่ ำบลมุ่ แม่นำ้ คนไทยจึงมคี วำมผูกพันกับแม่นำ้ ลำคลอง ทำใหเ้ กดิ วิถชี วี ติ รมิ นำ้ และ
ประเพณีตำ่ ง ๆ ท่เี กย่ี วขอ้ งกับนำ้ ที่สำคัญ เชน่ ประเพณีลอยกระทง ประเพณีสงกรำนต์ เป็นต้น

2) พิธีกรรมทำงพระพทุ ธศำสนำ พระพทุ ธศำสนำเผยแผ่เขำ้ มำในประเทศไทยเปน็ เวลำนำน โดยคน
ไทยไดน้ ำหลักคำสอนมำใช้ในกำรดำเนนิ ชวี ติ นอกจำกนีย้ ังมปี ระเพณีและพธิ กี รรมตำ่ ง ๆ ท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั
ศำสนำอกี เป็นจำนวนมำก เช่น กำรทอดกฐนิ กำรทอดผ้ำปำ่ กำรบวชเพ่อื สบื ทอดศำสนำ เปน็ ตน้

3) ค่ำนิยม เป็นแบบอยำ่ งพฤติกรรมของคนในสังคมทีม่ คี วำมแตกตำ่ งกัน คำ่ นิยมบำงอย่ำงกลำยเป็น
แกนหลกั ของวฒั นธรรมไทย เช่น ควำมรกั ชำติ ศำสนำ พระมหำกษัตริย์ ซง่ึ คนไทยใหค้ วำมเคำรพ
และเชดิ ชูสถำบันพระมหำกษตั รยิ ์เปน็ อยำ่ งมำก

4) กำรเผยแพรแ่ ละกำรยอมรับวัฒนธรรมจำกต่ำงชำติ ในอดีตประเทศไทยได้รับวัฒนธรรมจำกจีนและ
อนิ เดยี เขำ้ มำผสมผสำนกบั วัฒนธรรมด้งั เดมิ แตใ่ นปัจจุบนั จำกกระแสโลกำภวิ ัฒนท์ ำใหเ้ กิดกำรหลงั่ ไหล
ของวัฒนธรรมตำ่ งชำตเิ มำในประเทศไทย โดยเฉพำะวฒั นธรรมท่ีมำจำกชำติตะวนั ตกที่เหน็ ไดอ้ ย่ำง
ชัดเจน เช่น กำรแต่งกำยตำมแบบสำกล กำรผกู เนคไท กำรสวมเสือ้ นอก กำรสร้ำงบำ้ นเรือน เป็นต้น

10

วฒั นธรรมภำคใต้

ภมู ปิ ระเทศของภำคใต้มเี อกลักษณเ์ ฉพำะ คอื มีชำยฝั่งประกบเทอื กเขำสงู ท่อี ยูต่ รงกลำง ซง่ึ ไมม่ ีภูมภิ ำค อื่นๆ
ภูมิประเทศเป็นหลักจงึ เป็นเทอื กเขำและชำยฝัง่ เปน็ ทรี่ ำบจะมอี ยู่เปน็ แนวแคบๆ แถบชำยฝง่ั ทะเล และสอง
ฝ่งั ลำน้ำ กำรตัง้ ถน่ิ ฐำนจะอยบู่ ริเวณชำยฝัง่ ทะเลท้งั ดำ้ นตะวนั ออกและตะวนั ตก จำกลกั ษณะทำง ภูมิศำสตร์
ของภำคใต้ ทำใหม้ ีคนที่ตำ่ งภำษำตำ่ งวฒั นธรรมอยำ่ งหลำกหลำยเดนิ ทำงเขำ้ มำภำคใตม้ ีท้ังชำว พทุ ธ ชำว
มุสลมิ ต่ำงเชือ้ ชำตกิ นั เชน่ คนไทย คนจีน และผทู้ ีม่ เี ชือ้ สำยมำเลย์ รวมทงั้ ชำวเมอื ง เช่น ชำวเล อำศัยอยู่
กัน วัฒนธรรมภำคใตจ้ งึ มีรปู แบบอนั เปน็ เอกลกั ษณ์ทแี่ ตกตำ่ งกันในแตล่ ะพืน้ ที่ ดงั นน้ั ภำคใต้จงึ เปน็
สถำนที่ทอ่ งเท่ียวท่ีนำ่ สนใจเพรำะมีภูมศิ ำสตรท์ ีง่ ดงำม มีชำยฝง้ั ทะเลและมีวัฒนธรรมหรอื กำรดำรงชีวิต ท่ี
เปน็ เอกลกั ษณ์

วฒั นธรรมท่เี กย่ี วขอ้ งกบั ประเพณีและพิธกี รรม

ประเพณีชกั พระ เปน็ ประเพณีท้องถนิ่ ในภำคใตต้ อนกลำง เปน็ ประเพณที ี่เกย่ี วขอ้ งกบั ควำมศรัทธำในพระ
พทุ ธศำสนำ และวถิ ีชวี ติ ชำวใต้ที่มีควำมผูกพันกบั นำ้ ประเพณชี กั พระหรือลำกพระจดั ขึ้นในช่วงออกพรรษำ
โดยเฉพำะในวนั แรม 1ค่ำ เดือน 11 ดว้ ยควำมเชอื่ วำ่ เปน็ วนั ที่พระพุทธเจำ้ เสดจ็ กลบั จำกสวรรค์ชน้ั ดำว ดงึ ส์
ลงมำยังโลกมนษุ ย์ จึงมีกำรจดั งำนเพื่อแสดงควำมยินดี ประชำชนจงึ อญั เชิญพระพทุ ธองคข์ นึ้ ประทับ บน
บษุ บกทจี่ ัดเตรียมไว้ แลว้ แหแ่ หนไปยังที่ประทบั สว่ นใหญ่จะเปน็ กำรจัดขบวนทำงเรือ แต่บรเิ วณใดท่ี
หำ่ งไกลแมน่ ำ้ กจ็ ะจัดพิธีทำงบก

11

วฒั นธรรมภำคกลำง

ภำคกลำงเปน็ ภำคท่ีมปี ระชำกำรสงู สุด โดยรวมพ้ืนท่ีอันเป็นที่ตง้ั ของจังหวัดมำกกวำ่ ภูมภิ ำคอืน่ ๆ ใช้
ภำษำกลำงในกำรสอื่ ควำมหมำยซ่ึงกันและกนั วฒั นธรรมไทยท้องถ่ินภำคกลำง ประชำชนประกอบอำชีพทำ
นำ กำรต้ังถนิ่ ฐำนจะหนำแนน่ บรเิ วณท่ีรำบลมุ่ แมน่ ำ้ มีวถิ ชี วี ิตเปน็ แบบชำวนำไทย คอื กำรรักพวกพอ้ ง
พงึ่ พำอำศยั กนั มีควำมเชอ่ื และเคำรพบคุ คลสำคัญผลู้ ว่ งลับไปแลว้ มกี ำรใช้เครอื่ งปัน้ ดินเผำตำมชมุ ชนและ
หมบู่ ้ำนในชนบท กำรละเลน่ พืน้ บำ้ นท่ีเปน็ ลกั ษณะเดน่ ไดแ้ ก่ มงั คละรำเตน้ เตน้ กำรำเคยี ว เพลงปรบไก่
เพลงลำตดั เป็นตน้ นอกจำกน้ใี นทอ้ งที่จงั หวดั เพชรบุรี มีเอกลกั ษณ์ทโ่ี ดดเดน่ คือมี ควำมสำมำรถในกำร
ปลูกสรำ้ งเรือนไทย ควำมเปน็ ชว่ งฝีมอื ทปี่ ระณีตในกำรตกแต่งวัด และช่ำง ประดษิ ฐต์ ่ำง ๆ เชน่ ชำ่ งทอง
ชำ่ งแกะสลักลำยไทย ลวดลำยปนู ปน้ั ประดบั พระสถปู เจดียช์ นกลมุ่ นอ้ ยในท้องถนิ่ ภำคกลำง มีหลำยเผำ่ พันธ์ุ
อำทิ ลำวโขง่ กระเหร่ยี ง ในพ้นื ที่จังหวดั เพชรบุรี ลำวพวน ในอำเภอบำ้ นหมี จงั หวัดลพบรุ ี คนลำว ในเขต
จงั หวดั เพชรบรุ ี ปรำจนี บุรี และฉะเชงิ เทรำ มอญ ในอำเภอพระประแดง จงั หวดั สมุทรปรำกำร

ควำมเชือ่ เร่อื งแม่โพสพ

คนไทยมคี วำมเชือ่ ดั้งเดิมเรอ่ื งผีสำงเทวดำ ชวี ิตประจำวันทผ่ี ูกพนั อยกู่ ับอำชีพชำวนำ ชำวนำจึงเช่ือวำ่ ในขำ้ ว
มีวิญญำณแมโ่ พสพ ซึง่ มบี ญุ คณุ ตอ่ ชำวนำสิงอยู่ จงึ มกี ำร ปฏบิ ตั พิ ิธกี รรมเพ่อื ระลกึ ถึงแม่โพสพ เชน่ กำร
สรำ้ งศำลเพยี งตำใน ทุ่งนำ เรยี กวำ่ “เรอื นแม่โพสพ” มีกำรทำขวัญขำ้ วเม่อื ขำ้ วเรมิ่ ออก รวง หรอื ทเ่ี รยี กว่ำ”
ขำ้ วตงั้ ทอ้ ง” และนำข้ำวออ่ นไปทำบญุ ถวำยพระ ในประเพณีสำรทเดอื นสิบ ซ่ึงมีกำรกวนขำ้ วทพิ ยห์ รือขำ้ ว
มธปุ ำยำส เมื่อมกี ำรเกบ็ เกีย่ วข้ำวแลว้ กอ่ นจะนำขำ้ วเก็บยุ้งฉำง จะมพี ิธบี อก กลำ่ วแม่โพสพ นอกจำกนย้ี งั มี
ควำมเชือ่ ว่ำข้ำวเปน็ ส่งิ ที่มีบญุ คุณต่อ ชวี ติ มนุษย์ จึงได้รับกำรยกย่องโดยมคี ำเรยี กช่วงเวลำในสมยั โบรำณ
เมอ่ื ข้ำวตงั้ ทอ้ งวำ่ “ตะวนั ออ้ มขำ้ ว” แสดงใหเ้ ห็นควำมสำคัญของ ขำ้ ววำ่ เมอื่ ต้งั ทอ้ งแมแ้ ตพ่ ระอำทติ ย์ยงั ต้อง
อ้อมข้ำว เหมือนทก่ี ำร ปฏบิ ตั ิกนั จนทุกวันนี้ คอื ไมเ่ หยยี บข้ำว ไม่ทิง้ ขำ้ ว เพรำะถอื วำ่ เป็น บำปกรรม

วฒั นธรรมภำคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื

ประเพณีบญุ บงั้ ไฟ เป็นประเพณีที่ชำวอสี ำนจัดขึ้นในเดอื น 6
เรยี กกันวำ่ “บุญเดอื นหก” มีจุดมงุ่ หมำยเพอ่ื เป็นงำนรน่ื เริงครง้ั
ใหญก่ ่อนกำรเร่ิมทำนำ และเปน็ กำรสร้ำงกำลังใจว่ำกำรทำนำใน
ปนี นั้ จะไดผ้ ลดี โดยมี ควำมเช่ือว่ำเทวดำคือ “พระยำแถน”

12

สำมำรถบัลดำลใหพ้ ชื ผลในทอ้ งนำอุดมสมบูรณ์ หำกบูชำเซน่ สรวงให้ พระยำแถนพอใจก็จะช่วยให้ฝนตก
ตำมฤดกู ำล กำรทำนำไดผ้ ลธัญญำหำรบรบิ รู ณ์ โดยเฉพำะถำ้ หมูบ่ ำ้ นใคร ทำบญุ บัง้ ไฟติดตอ่ กันทุก 3 ปี

วัฒนธรรมภำคเหนอื

ภำคเหนอื มลี ักษณะเป็นเทอื กเขำ สลับกับท่ี รำบ ผคู้ นจะกระจำย
ตวั อย่เู ปน็ กลุ่ม มวี ถิ ชี วี ิต และขนบธรรมเนยี มเปน็ ของตนเอง แต่
ก็มกี ำร ตดิ ตอ่ ระหว่ำงกนั วฒั นธรรมของภำคเหนอื หรอื อำจ
เรียกวำ่ “กลมุ่ วฒั นธรรมลำ้ นนำ” ซึง่ เป็น วัฒนธรรมเก่ำแกแ่ ละ
มเี อกลกั ษณ์เฉพำะตวั ทัง้ สำเนียงกำรพูด กำรขบั ร้อง ฟอ้ นรำ
หรอื กำรจัด งำนฉลองสถำนทส่ี ำคญั ที่มีแตโ่ บรำณ เชน่ พระธำตุ
ดอยสุเทพ วดั เจดยี ์หลวง เปน็ ตน้

วัฒนธรรมที่เกย่ี วกับศำสนำ ควำมเชือ่

ควำมเชอื่ เกยี่ วกับกำรนับถือผี ชำวเหนือหรอื ท่เี รยี กกันวำ่ ”ชำวลำ้ นนำ”มีควำมเชอ่ื ในเร่อื งกำรนับถอื ผตี งั้ แต่
เดิม โดย เชอ่ื ว่ำสถำนท่ีแทบทุกแห่ง มีผีใหค้ วำมค้มุ ครองรกั ษำอยู่ ควำมเชื่อนจ้ี ึงมีอทิ ธพิ ลต่อกำรดำเนิน
ชีวติ ประจำวนั เห็นได้ จำกขนบธรรมเนยี ม ประเพณี และพิธกี รรมตำ่ งๆ ของชำว เหนอื เชน่ ผเู้ ฒำ่ ผ้แู กช่ ำว
เหนอื (พอ่ อ๊ยุ แมอ่ ยุ๊ ) เมือ่ ไปวัดฟัง ธรรมก็จะประกอบพธิ ีเลีย้ งผี คอื จดั หำอำหำรคำว-หวำนเซ่น สังเวยผี
ป่ยู ำ่ ด้วย

ผีทม่ี คี วำมสำคัญตอ่ วิถีชีวติ ของชำวลำ้ นนำ เชน่

1.ผบี รรพบุรษุ มีหน้ำทค่ี มุ้ ครองเครอื ญำตแิ ละครอบครวั

2.ผอี ำรกั ษ์ หรอื ผเี จ้ำท่ีเจ้ำทำง มหี น้ำทค่ี ้มุ ครองบ้ำนเมอื งและชุมชน

3.ผขี นุ นำ้ มีหนำ้ ทีใ่ หน้ ้ำแก่ไรน่ ำ

4.ผีฝำย มหี น้ำทค่ี ุ้มครองเมืองฝำย

5.ผีสบนำ้ หรอื ผปี ำกนำ้ มีหนำ้ ที่คมุ้ ครองบริเวณท่ีแม่นำ้ สองสำยมำบรรจบกนั

6.ผีวญิ ญำณประจำขำ้ ว เรียกว่ำ เจำ้ แมโ่ พสพ

7.ผีวญิ ญำณประจำแผน่ ดนิ เรยี กว่ำ เจ้ำแม่ธรณี

13

ประเพณไี ทย

ควำมหมำยของประเพณี

ประเพณี มีควำมหมำยรวมถึง แบบควำมเช่ือ ควำมคิด กำรกระทำ คำ่ นยิ ม ทัศนคติ ศีลธรรม จำรีต
ระเบียบ แบบแผน และวธิ กี ำรกระทำสิ่งต่ำง ๆ ตลอดจนถงึ กำรประกอบพธิ ีกรรมในโอกำสต่ำง ๆ ท่ี
กระทำกนั มำแตใ่ น อดตี ลกั ษณะสำคัญของประเพณี คือ เป็นส่งิ ท่ีปฏบิ ัตเิ ชอื่ ถอื มำนำนจนกลำยเป็น
แบบอย่ำงควำมคดิ หรอื กำร กระทำท่สี บื ตอ่ กันมำ และยงั มอี ิทธพิ ลอย่ใู นปัจจุบนั

ประเพณเี กิดจำกควำมเชื่อในสิง่ ทมี่ ีอำนำจเหนือมนษุ ย์ เชน่ อำนำจของดนิ ฟำ้ อำกำศ และเหตกุ ำรณท์ ี่
เกิดขนึ้ โดยไมท่ รำบสำเหตตุ ำ่ ง ๆ ฉะนั้น ประเพณี คือ ควำมประพฤติของคนส่วนรวมที่ถือกนั เปน็
ธรรมเนยี ม หรอื เป็นระเบยี บแบบแผน และสบื ตอ่ กนั มำจนเปน็ พมิ พ์เดียวกนั และยังคงอยู่ได้ก็เพรำะ
มีสิง่ ใหมเ่ ขำ้ มำชว่ ยเสริม สร้ำงสง่ิ เกำ่ อยเู่ สมอ และกลมกลนื เข้ำกนั ไดด้ ี

ประเพณี คอื ระเบียบแบบแผนในกำรปฏบิ ัติทเ่ี หน็ ว่ำดีกวำ่ ถกู ตอ้ งกวำ่ หรอื เปน็ ท่ยี อมรบั ของคนส่วน
ใหญ่ใน สังคมและมีกำรปฏบิ ตั สิ บื ต่อกนั มำ หรือควำมประพฤติที่สืบต่อกนั มำจนเปน็ ท่ียอมรบั ของคน
สว่ นใหญ่ในหมคู่ ณะ เปน็ นสิ ยั สังคม ซ่ึง เกดิ ข้ึนจำกกำรท่ีตอ้ งเอำอย่ำงบคุ คลอืน่ ๆ ที่อยรู่ อบ ๆ ตน หำก
จะกลำ่ วถงึ ประเพณีไทยก็หมำยถงึ นิสัยสังคม ของคนไทยซึง่ ได้รบั มรดกตกทอดมำแตด่ งั้ เดิมและ
มองเห็นได้ในทกุ ภำคของไทย

ประเพณี เปน็ เรอื่ งของควำมประพฤตขิ องกลมุ่ ชน ยดึ ถือเป็นแบบแผนสบื ต่อกนั มำนำน ถำ้ ใครประพฤติ
นอก แบบ ถอื เปน็ กำรผดิ ประเพณี เปน็ กำรแสดงถึงเอกลักษณข์ องชำติอกี อยำ่ งหน่งึ โดยเนอื้ หำสำระ
แล้ว ประเพณี กบั วฒั นธรรมเปน็ สิง่ ที่กลมุ่ ชนในสงั คมรว่ มกันสร้ำงข้นึ แตป่ ระเพณีเป็นวัฒนธรรมทีม่ ี
เงอ่ื นไขท่ีคอ่ นขำ้ ง ชัดเจน กล่ำวคอื เปน็ ส่งิ ทส่ี ังคมสรำ้ งขน้ึ เป็นมรดก คนรนุ่ หลังจะต้องรับไว้ และ
ปรบั ปรุงแก้ไขใหด้ ยี ิง่ ๆ ขึน้ ไป รวมท้ังมกี ำรเผยแพรแ่ กค่ นในสังคมอนื่ ๆ ด้วย

ชนิดของประเพณี

ประเพณแี บง่ ตำมลักษณะของควำมเข้มงวดในกำรทีจ่ ะตอ้ งปฏิบัตติ ำม เป็น 3 แบบดว้ ยกัน คอื

จำรตี ประเพณี หรือ กฎศีลธรรม (Mores) คอื ประเพณีท่ีสังคมถือว่ำถำ้ ใครฝำ่ ฝนื งดเวน้ ไม่ กระทำตำม
ถือ วำ่ เป็นควำมผดิ จำรตี ประเพณีเกย่ี วขอ้ งกบั ศลี ธรรมของคนส่วนรวมในสงั คมไทย เชน่ กำรแสดง
ควำม กตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เปน็ ต้น

14

จำรตี ประเพณี หรือกฎศีลธรรมของแต่ละแหง่ ย่อมไมเ่ หมือนกัน เพรำะมีค่ำนยิ ม (Value) ท่ียดึ ถือตำ่ ง
กนั ดงั นนั้ ถ้ำบคุ คลใดนำจำรีตประเพณีของตนไปเปรยี บเทียบกับของคนอน่ื วำ่ ดีหรอื เลวกวำ่ ตนกเ็ ป็น
กำร เปรยี บเทยี บที่ไม่ถูกตอ้ ง เพรำะสภำพหรือส่ิงแวดลอ้ ม ตลอดจนควำมเช่ือตำ่ ง ๆ ยอ่ มตำ่ งกันไป
เชน่ เรำ เคำรพผู้ท่ีอำวุโสกวำ่ แตช่ ำวอเมริกนั รักควำมเทำ่ เทยี มกัน
ขนบประเพณี (Institution) บำงคร้งั เรยี กวำ่ ระเบยี บประเพณี หมำยถึงประเพณที ่ีสงั คมกำหนด
ระเบียบ แบบแผนไวอ้ ย่ำงชดั วำ่ ควรจะประพฤตปิ ฏบิ ัติเป็นขน้ั ตอนอยำ่ งไร เชน่ ประเพณแี ต่งงำนตอ้ ง
เรม่ิ ตง้ั แตก่ ำร หม้ัน กำรแตง่ ซึง่ แต่ละข้ันตอนจะมพี ิธมี ำกมำยสำหรับคบู่ ำ่ วสำวต้องปฏิบัตติ ำม หรอื พิธี
ศพ ซึ่งจะตอ้ งเริม่ ตง้ั แตม่ ีกำรรดนำ้ ศพ แตง่ ตวั ศพ สวดศพ เผำศพ เปน็ ลำดับ
ธรรมเนยี มประเพณี (Convention) หมำยถงึ ประเพณีทีป่ ฏบิ ตั ิกนั อยู่ในชีวติ ประจำวนั หำกมี กำรฝ่ำฝนื
ก็ ไม่ถือเป็นเรอ่ื งผิด นอกจำกจะเห็นวำ่ เปน็ ผเู้ สยี มำรยำทเท่ำนน้ั ไมม่ ีระเบยี บแบบแผนเหมือน
ขนบประเพณี

ขนบธรรมเนียมประเพณี

เปน็ คำที่ใชเ้ รียกรวมกัน ซง่ึ มคี วำมหมำยว่ำ สงิ่ ที่หมคู่ ณะในสงั คมหนง่ึ ๆ นยิ มประพฤตปิ ฏบิ ตั ิ
ตอ่ เนอื่ งสืบกนั มำเปน็ เวลำนำน จนยดึ ถอื กันในจิตใจว่ำต้องปฏิบัตเิ ช่นนัน้ จึงจะเกดิ ควำมสขุ ควำม
เจรญิ

15

ขนบธรรมเนยี ม

ขนบธรรมเนียมประเพณไี ทยมอี ยมู่ ำกมำยหลำยประกำร เชน่ ผู้น้อยต้องมีควำมเคำรพผใู้ หญ่ มคี วำม
จงรกั ภักดีตอ่ ชำติ ศำสนำ และพระมหำกษตั ริย์ แสดงควำมเคำรพกนั ด้วยกำรยกมอื ไหวห้ รือกรำบ
ทำกำรตอ้ นรับแขกท่ีมำเย่ยี ม เยยี นตำมสมควร ผู้ชำยไทยตอ้ งทำงำนหนกั กวำ่ ผูห้ ญงิ ตอ้ งประกอบ
อำชพี อยำ่ งใดอยำ่ งหนงึ่ ตอ้ งกลำ้ หำญ ตอ้ งเปน็ ผู้ นำครอบครวั ควรศกึ ษำพระธรรมโดยบวชเป็น
พระภิกษุอยำ่ งน้อยหนง่ึ พรรษำ ผู้หญงิ ตอ้ งแตง่ กำยมดิ ชิด เลี้ยงลกู จดั บำ้ นเรอื นและปรุงอำหำร มี
กริ ิยำมำรยำทเหมำะสมตำมโอกำส

ประเพณี

ประเพณีทว่ั ไป คอื ประเพณที ยี่ ึดถือปฏิบตั โิ ดยท่ัวไปทกุ ภำคของประเทศ อำจมีควำมแตกตำ่ งกนั
บ้ำงในรำยละเอียด เชน่

ประเพณีแต่งงำน

คือวธิ ปี ฏิบัติกอ่ นทห่ี ญิงชำยจะอยูร่ ว่ มเปน็ สำมภี รรยำกนั เมอ่ื หญิงชำยรักกนั โดยผู้ปกครองของทัง้
สองฝำ่ ยทรำบแล้ว ฝำ่ ยชำยจะจดั หำผูใ้ หญท่ ี่นบั ถอื หรอื บดิ ำมำรดำ ไปทำกำรสขู่ อผหู้ ญงิ จำก
ผูป้ กครอง ทง้ั นีโ้ ดยมีกำรนดั แนะไวล้ ว่ งหนำ้ เมือ่ ตกลงกนั แล้วฝำ่ ยชำยต้องมอบของมีค่ำใหฝ้ ่ำยหญงิ
เพอื่ เป็นของ หมน้ั เชน่ แหวนเพชร เงนิ สำยสรอ้ ยทองคำ หรอื ของมคี ำ่ อนื่ ๆ ต่อจำกน้ันก็จะทำพธิ ี
แตง่ งำนกนั โดย ทง้ั สองฝ่ำยอำจเล้ียงพระหรอื ใสบ่ ำตรร่วมกนั และเชญิ แขกท่ีเป็นญำตมิ ติ รมำรดน้ำ
อวยพร สว่ นมำกจะ เล้ยี งอำหำรแกแ่ ขกท่เี ชญิ ด้วย แล้วจดทะเบยี นแตง่ งำนเพ่อื ให้สมบรู ณ์ตำม
กฎหมำย แตเ่ ดิมนน้ั หญงิ ชำย มักจะหมั้นกันไวก้ อ่ นเปน็ เวลำนำนกอ่ นจะแตง่ งำนกัน แตป่ จั จบุ ันมกี ำร
หม้นั และแต่งงำนพร้อมกนั ในวนั เดียว

ประเพณลี งแขก

คือกำรรวมคนเพื่อชว่ ยทำงำนอยำ่ งใดอย่ำงหนึ่งให้เสรจ็ อยำ่ งรวดเร็วทนั เวลำ เช่น กำรลงแขกเก่ียว
ขำ้ ว เม่ือมงี ำนทต่ี ้องกำรลงแขกเจำ้ ของงำนต้องไปบอกเพื่อนบำ้ นและนัดเวลำกนั เมือ่ ถึงเวลำบำ้ นที่ถกู
ขอ แรงจะสง่ คนไปช่วยลงแขกบ้ำนละคน ฝำ่ ยเจำ้ ของงำนก็จะทำอำหำรหวำนคำวเลยี้ งคนทมี่ ำชว่ ย
ทำงำน ด้วย ซึง่ ในระหว่ำงเกี่ยวขำ้ ว ยังมีกำรละเลน่ รอ้ งรำทำเพลงเพอ่ื ควำมสนุกสนำนเพลดิ เพลนิ อกี
ดว้ ย ปจั จุบนั หำดไู ดย้ ำกแลว้ เนอื่ งจำกมีกำรนำเครอ่ื งจกั รมำชว่ ยในกำรทำงำน

16

ประเพณที ำศพ

คอื กำรปฏบิ ัตติ อ่ ผเู้ สียชีวติ โดยญำติเปน็ ผบู้ อกและเชิญใหญ้ ำติพน่ี อ้ งคนอนื่ ๆ ตลอดจนมิตรสหำย
และผู้ที่นบั ถือทรำบกำรจดั งำนศพ พิธจี ะเร่ิมดว้ ยกำรอำบนำ้ ศพหรอื รดนำ้ ลงท่ีมอื ศพ เพอ่ื แสดงว่ำ
เป็น กำรทำควำมสะอำดศพ ผู้ท่ีรดน้ำศพควรขอขมำตอ่ ผูเ้ สยี ชีวติ ด้วยหำกเคยโกรธเคืองกนั มำกอ่ น
ตอ่ จำก น้ันจงึ เอำศพใสโ่ ลงให้มดิ ชิด แลว้ ตงั้ ไวไ้ มเ่ กนิ 7 วันเป็นส่วนมำก เพอื่ ให้มกี ำรสวดพระ
อภธิ รรมและทำ บุญใหผ้ ้เู สียชีวิต จำกน้นั จงึ ทำพิธเี ผำศพและเก็บกระดกู ไว้ในทอี่ นั สมควร หำกไม่
เผำเพรำะญำตพิ น่ี ้อง ไม่พรอ้ มก็จะเก็บไวใ้ นทีบ่ รรจุท่วี ดั ก่อน รอจนพรอ้ มแล้ว (ส่วนมำก 1 ป)ี จงึ ทำ
กำรเผำ ผูท้ ี่ไปในงำนศพ ควรแตง่ กำยไวท้ กุ ข์

ประเพณที ำบุญตกั บำตร

กำรทำบุญ คอื กำรปฏิบัตเิ พอ่ื เพมิ่ พนู ควำมดใี ห้แก่จิตใจของเรำ ซึง่ สำมำรถทำไดห้ ลำยอยำ่ ง แต่กำร
ทำบุญอยำ่ งหนง่ึ ท่ีทำได้สะดวกท้ังเดก็ และผู้ใหญ่กค็ อื กำรตกั บำตร เวลำเช้ำพระสงฆ์จะอมุ้ บำตรไป
ตำม ถนนหรอื ซอยตำ่ ง ๆ ผู้ทีจ่ ะตักบำตรจะถอื ขนั ข้ำว อำหำรคำวหวำนและดอกไม้ธปู เทยี น คอยอยู่
หนำ้ บำ้ น เมอ่ื พระสงฆ์ผ่ำนมำก็จะนมิ นตใ์ หห้ ยุด พอพระเปดิ ฝำบำตร ผู้ทตี่ ักบำตรกต็ กั ข้ำวใส่ลงใน
บำตรพรอ้ ม ทง้ั อำหำรอื่น ๆ สำหรบั ดอกไม้ธูปเทยี นนั้นหำกจะใส่ด้วยพระจะหงำยฝำบำตรขนึ้ รบั ไว้
กำร ใส่บำตรจะใสพ่ ระก่รี ปู กไ็ ด้ และใส่อำหำรมำกน้อยเทำ่ ใดกไ็ ด้ แตค่ วรเป็นอำหำรท่ีทำสกุ แลว้

ประเพณีทำบุญบ้ำน

ประเพณีทคี่ นไทยนยิ มปฏบิ ตั ิกนั มำกอีกอยำ่ งหนง่ึ ก็คอื กำรทำบุญบ้ำนหรอื สถำนท่ที ำงำน โดยเจำ้
ของงำนจะไปตดิ ต่อพระทีว่ ดั ล่วงหนำ้ กอ่ นวันงำนประมำณ 1 หรอื 2 วนั จะนมิ นตพ์ ระ 5 หรอื 9 รปู
ไป สวดมนตท์ ี่บ้ำน เม่ือถงึ กำหนดเวลำแลว้ เจ้ำของบ้ำนจดุ ธูปเทียนปักไวห้ นำ้ พระพทุ ธรูป ตอ่ จำกนน้ั
จะขอ ใหพ้ ระให้ศีล 5 และสวดมนต์ หลงั จำกนน้ั เจำ้ ของบ้ำนกน็ ำอำหำรมำเล้ียงพระ อำจถวำยยำ
ดอกไม้ธูป เทียนหรือปัจจยั แกพ่ ระสงฆ์ดว้ ย พระจะสวดให้พรอกี ครัง้ และประพรมน้ำมนต์จึงเสร็จ
พธิ ี

ประเพณบี วชนำค

คนไทยมปี ระเพณีประจำชำตอิ ยอู่ กี อยำ่ งหน่ึง คือกำรบวชนำค ซึ่งมีควำมเช่ือกนั วำ่ เม่ือผชู้ ำยอำยคุ รบ
20 ปีบรบิ รู ณ์แล้ว ควรเขำ้ บวชในพุทธศำสนำชวั่ ระยะหนึ่ง เป็นกวี่ ันกี่เดอื นหรือก่ีปกี ไ็ ด้ ทงั้ นเ้ี พอ่ื จะ
ได้ ถูกอบรมใหเ้ ป็นใหเ้ ปน็ คนที่มจี ติ ใจดีงำม และรู้จกั บำปบญุ คณุ โทษ โดยพอ่ แม่หรอื ผูป้ กครอง

17

และผ้ทู ีจ่ ะ บวช จะต้องไปหำเจำ้ อำวำสของวัดท่จี ะบวชเสียกอ่ น 1 หรือ 2 สัปดำห์ และแจ้งควำม
ประสงค์ใหท้ รำบ เจ้ำอำวำสกม็ อบใหพ้ ระรูปใดรปู หน่ึงในวัดเปน็ ผสู้ อนใหผ้ ู้บวชขำนนำคอยู่ประมำณ
4 ถงึ 5 วันจนขำน ได้ เม่ือกอ่ นจะถึงวนั บวช 1 หรอื 2 วนั ผบู้ วชกจ็ ะไปหำพระท่จี ะนำบวชซ่ึงเรียกวำ่
พระอปุ ัชฌำย์ เมอ่ื รับ ทรำบเวลำท่จี ะทำพิธีตำ่ ง ๆ ในวนั กอ่ นถงึ วนั บวชนน้ั สว่ นมำกจะมีพธิ ีทำขวญั
นำค โดยมีญำตแิ ละมิตร สหำยพร้อมหนำ้ โดยเฉพำะคนเฒำ่ คนแก่ พอรุง่ ขนึ้ กน็ ำนำคไปที่วัด ซงึ่
เจ้ำของงำนส่วนมำกมกั จะจดั ขบวนแหจ่ ำกบำ้ นไปวดั เมื่อถงึ วดั ก็จะแห่นำครอบโบสถ์ 3 รอบและ
นำเขำ้ โบสถ์ ต่อจำกนนั้ พระอปุ ชั ฌำย์ และพระสงฆอ์ น่ื ๆ ก็จะดำเนนิ กำรตำมระเบียบของสงฆ์ตอ่ ไป

ประเพณีขนึ้ ปใี หม่

คนไทยเรำถอื กนั วำ่ ปหี น่งึ มี 12 เดอื น ซ่งึ นบั อยำ่ งไทยกเ็ ริ่มทเี่ ดอื นอ้ำยเดอื นยเ่ี ดอื นสำมเรอ่ื ยไป
จนถึง เดอื นสบิ สอง เมอ่ื สมยั ก่อนคนไทยเรำนบั วนั ขึ้นปใี หมใ่ นเดือนห้ำ (เมษำยน) แตใ่ นปัจจบุ นั ได้
กำหนดวนั ขนึ้ ปีใหม่เป็นวนั ที่ 1 เดือนมกรำคมตำมแบบสำกล คนไทยเรำถอื วำ่ ปีใหมเ่ ปน็ ปที เี่ รำหวงั
จะมชี ีวิตทดี่ ีกว่ำ เดิมในทกุ ๆ ทำง ดังนั้นเมื่อถงึ วนั ปใี หม่ เรำนิยมทำบุญโดยกำรตักบำตร ไปอวยพร
ญำติและมติ รสหำย ขอพรจำกผูใ้ หญ่ และบำงแห่งจัดงำนเล้ียงฉลองกัน

ประเพณีตรษุ สงกรำนต์

สงกรำนตก์ ระทำกนั ในระหวำ่ งวนั ที่ 13, 14, 15 ของเดือนเมษำยน แต่เดมิ ประเพณีสงกรำนต์มีขนึ้
เพ่อื ต้อนรบั พระอำทติ ย์ ซึ่งส่องแสงและให้ควำมอบอ่นุ แกโ่ ลก ตอ่ มำชำวไทยถอื วำ่ เป็นงำนเพ่ือระลึก
ถงึ ปู่ ยำ่ ตำยำย และเปน็ งำนรืน่ เรงิ ในฤดูรอ้ นพรอ้ มกันไปด้วย เมอื่ ถึงวนั สงกรำนต์ประชำชนชำวไทย
ท้ังหญิง และชำย ทั้งเด็กและผู้ใหญจ่ ะพำกนั ไปวดั ในตอนเชำ้ พร้อมทัง้ นำอำหำรและดอกไม้ธูปเทียน
ไปถวำยพระ เพ่ืออุทศิ ส่วนกศุ ลใหป้ ยู่ ่ำตำยำยทล่ี ว่ งลับไปแลว้ หรอื นมิ นต์พระไปสวดมนตท์ ี่บำ้ น
ต่อจำกนน้ั จะมกี ำร สรงน้ำพระพุทธรปู ประจำบ้ำนเรือนและทีว่ ดั แล้วมีกำรนำนำ้ หอมไปรดญำติ
ผ้ใู หญท่ ่ีนับถอื ซงึ่ อวยพร ให้ผรู้ ดมีควำมสขุ ควำมเจรญิ ดว้ ย นอกจำกนนั้ ก็มีกำรสำดน้ำกนั ดว้ ยควำม
สนุกสนำน ในวนั สงกรำนตเ์ รำ มักทำควำมสะอำดแทน่ บูชำพระ บำ้ นเรือนทอ่ี ำศยั รวมทั้งคอกสตั ว์
เลย้ี ง กำรปฏบิ ัตใิ นประเพณี สงกรำนต์เท่ำท่ีกล่ำวมำนเี้ ปน็ กำรปฏิบตั ขิ องส่วนรวมโดยทั่วไป แตท่ ่ี
จรงิ แลว้ ในแต่ละท้องถ่ินยงั มกี ำร ปฏบิ ตั ปิ ลีกยอ่ ยเพ่มิ เตมิ อกี มำก

ประเพณที อ้ งถิ่น นอกจำกประเพณีทั่วไปที่กลำ่ วมำแล้วนนั้ ยงั มีประเพณปี ระจำภำคหรอื ประเพณี
ท้องถ่นิ ซึ่งมอี ย่มู ำกมำยอกี ด้วย เชน่

18

ภำคกลำง

ประชำชนในภำคกลำง ซงึ่ รวมถึง 4 จงั หวดั ในภำคตะวันออก ไดแ้ ก่ ชลบรุ ี จนั ทบรุ ี ตรำด และ
ระยอง ยงั คงยึดถอื และปฏบิ ตั ิตำมประเพณีทว่ั ไปเหมือนภำคอื่น ๆ แต่จะมีรำยละเอียดปลกี ยอ่ ย
เพ่มิ เติม ไปเป็นพเิ ศษ เชน่ ประเพณีสงกรำนต์ โดยท่ัวไปแลว้ มกี ำรสรงน้ำพระพุทธรปู รดนำ้ ผู้ใหญ่
ท่ีเคำรพ นบั ถอื และกำรเลน่ สำดน้ำ แตใ่ นจงั หวดั ภำคกลำงหลำยแห่ง โดยเฉพำะชำวไทยเช้ือสำย
มอญ ไดม้ ีกำร ปฏบิ ัตทิ ่ีแตกตำ่ ง เช่น มกี ำรทำบญุ ใสบ่ ำตรตอนเชำ้ กลำงวนั มีกำรเล้ยี งพระด้วยขำ้ ว
แช่ มกี ำรจดั ขบวน แหป่ ลำไปปลอ่ ยในแม่น้ำลำคลอง นอกจำกนน้ั ยังมกี ำรเลน่ สะบ้ำ รำมอญซอ่ นผ้ำ
และแม่ศรีเรือน เปน็ ตน้ บำงแห่งจะมีกำรจัดขบวนแหแ่ ขง่ ขนั ไปกอ่ พระเจดยี ท์ รำยในวัด ส่วนชำว
ไทยรำมัญในจังหวดั ปทุมธำนี จะจัดต้ังศำลเพียงตำขน้ึ ทกุ บำ้ น และทำข้ำวแชไ่ ปถวำยวดั พรอ้ มกบั
กำรแบ่งไวบ้ นศำลเพยี งตำดว้ ย เพ่อื เซน่ ไหว้ผบี รรพบุรษุ และผบี ำ้ นผเี รอื นต่ำงๆ และทจ่ี ังหวดั ตรำด
มีกำรทรงผคี วำย ทรงผีกระดง้ และเลน่ สะบำ้ กนั

ภำคตะวันออกเฉียงเหนอื

งำนประเพณขี องชำวอสี ำนยึดหลักของ "ฮตี สิบสองคองสบิ สี"่ "ฮตี สบิ สอง" หมำยถึง จำรตี ประเพณีท่ี
ยดึ ถอื ปฏบิ ตั ใิ นรปู ของงำนบุญท้ัง 12 เดือน ไดแ้ ก่ เดอื นเจยี งหรอื เดือนอำ้ ย จะมีงำน "บุญเขำ้ กรรม"
เดือนย่ี "งำนบญุ คนู ลำน" เดือนสำม "งำนบุญขำ้ วจ่"ี เดือนสี่ "งำนบญุ พระเวส" เดือนห้ำ "งำน บญุ
สรงนำ้ หรอื สงกรำนต์ " เดอื นหก "งำนบุญบง้ั ไฟ" เดอื นเจด็ "งำนบญุ ซำฮะ" เดือนแปด "งำนบญุ
เขำ้ พรรษำ" เดอื นเกำ้ "งำนบญุ ข้ำวประดบั ดิน" เดอื นสิบ "งำนบุญขำ้ วสำกหรอื กระยำสำรท" เดอื นสบิ
เอด็ "งำนบุญออกพรรษำ" เดอื นสิบสอง "งำนบญุ กฐิน"

ส่วนคำวำ่ "คองสบิ ส่"ี และ "ฮีตบำ้ นคองเมอื ง" หมำยถงึ ครรลองคลองธรรม หรอื แบบแผนในกำร
ประพฤติปฏบิ ตั ิ 14 ประกำร เช่น ให้ล้ำงเท้ำกอ่ นข้นึ บำ้ น ตืน่ แตเ่ ช้ำมำใส่บำตร ห้ำมเดนิ เหยียบเงำ
พระ สงฆ์ ให้กรำบไหวบ้ ดิ ำมำรดำ เก็บดอกไม้ธปู เทียนบูชำพระและหม่นั ฟังธรรมทกุ วนั เปน็ ตน้
ส่วน "คองเมอื ง" เปน็ กฎท่ีผู้ปกครองบ้ำนเมืองจะตอ้ งยึดถอื เพือ่ ให้เกิดควำมเป็นธรรมในกำร
ปกครอง

ประเพณหี น่งึ ในฮีตสิบสองที่เป็นงำนสำคญั ที่สดุ คอื ประเพณบี ุญพระเวส หรือกำรเทศน์มหำชำตซิ ึง่
จดั ทำขึ้นในเดือน 4 คือเดือนมีนำคม วัดใดจะทำบญุ พระเวสกจ็ ะมีกำรประชมุ อุบำสกและอบุ ำสกิ ำ
เพอ่ื ตกลงเรอ่ื งกำรจดั งำน และตกแต่งศำลำโรงธรรมดว้ ยกระดำษสี และธงสตี ำ่ ง ๆ ใชต้ ้นกลว้ ย

19

ต้นออ้ ยและ ทำงมะพรำ้ วมำจัดแต่งเปน็ ซมุ้ ในวนั รวม (คอื วนั กอ่ นเทศน์ 1 วัน) อบุ ำสกอบุ ำสิกำ
ท้งั หลำยจะไปรวมกัน ทว่ี ัดเพ่ือทำพธิ ีมนต์พระอปุ คตุ และแหพ่ ระเวสสันดรกับนำงมทั รเี ข้ำเมอื ง ใน
วนั ร่งุ ขนึ้ ซง่ึ เปน็ วันเทศน์ อบุ ำสกอุบำสกิ ำจะไปทวี่ ดั ตง้ั แตเ่ วลำตี 4 เพอื่ ฟังเทศน์มหำเวสสันดรชำดก
ต้ังแต่กณั ฑ์ทศพรเรือ่ ยไปจน ครบ 13 กณั ฑ์ โดยส่วนใหญ่เทศน์เปน็ ทำนองพ้ืนเมอื งเมื่อจบกณั ฑ์
หน่งึ ๆ จะมีกำรบรรเลงด้วยฆ้อง กลอง และระนำด พระภกิ ษทุ ีเ่ ทศนก์ ณั ฑ์ใดกร็ ับปจั จยั ท่ีจดั มำของ
กัณฑ์นน้ั ทพ่ี ิเศษอีกอยำ่ ง คือชำวบำ้ น จะจดั อำหำรซ่ึงมีขนมจีนเปน็ หลกั เลย้ี งทุกคนท่มี ำรว่ มงำน
นอกจำกนีย้ ังมีงำนประเพณที น่ี ำ่ สนใจอีก หลำยงำนซึ่งไดร้ บั กำรสนบั สนนุ จนเปน็ งำนทมี่ ีชื่อเสยี งของ
ประเทศ

ภำคใต้

มีประเพณที เ่ี ป็นทีโ่ ดยเด่นเป็นเอกลกั ษณเ์ ชน่ กนั โดยเฉพำะประเพณที เี่ กีย่ วขอ้ งทำงศำสนำ ไดแ้ ก่
ประเพณแี ห่ผำ้ ขนึ้ ธำตุ ประเพณสี ำรทเดอื นสบิ ของ จ.นครศรธี รรมรำช ซ่งึ เปน็ ศูนยก์ ลำงทำงพุทธ
ศำสนำและศิลปวฒั นธรรมในอดตี งำนแขง่ โพนลำกพระ จ.พทั ลุง เทศกำลกนิ เจ จ.ภูเก็ตและตรัง
งำน สมโภชเจ้ำแม่ล้ิมกอเหนยี่ ว จ.ปตั ตำนี หรืองำนประเพณเี ลก็ ๆ อยำ่ งประเพณลี อยเรอื ชำวเล ท่ี
เกิดจำก ควำมเชอ่ื ของชำวเกำะหลีเปะ๊ จ.สตูล และอกี หลำยพืน้ ท่ีในภูเกต็ พังงำ และกระบ่ี

ภำคเหนอื

ประเพณีทสี่ ำคญั ของภำคเหนอื คอื งำนปอยหลวง คำวำ่ "ปอย" แปลวำ่ ฉลอง คำวำ่ "หลวง" แปลว่ำ
ใหญ่โต งำนปอยหลวงจงึ แปล วำ่ งำนฉลองทย่ี ่ิงใหญ่ งำนน้ีจัดข้นึ เพือ่ ฉลองวัดวำอำรำม เชน่ สร้ำง
กฏุ ใิ หม่ ศำลำกำรเปรยี ญใหม่ ซอ่ มเจดยี เ์ สรจ็ เปน็ ตน้ กำหนดจัดงำนขน้ึ ในชว่ งเดือนกุมภำพันธ์ ถึง
เดอื น มถิ นุ ำยนเปน็ เวลำ 7 วนั โดยวัดทม่ี ีงำนปอยหลวงจะบอกบญุ ให้ประชำชนทีอ่ ยู่ในพืน้ ทใ่ี กลเ้ คียง
และวดั ต่ำง ๆ ในจังหวดั ทรำบ (เรียกวำ่ แจกใบฎีกำแผห่ นำ้ บญุ ) เมอื่ วดั ตำ่ งๆ ทรำบแลว้ กบ็ อกให้
ชำวบำ้ นในเขต ของตน ทำเครอ่ื งไทยทำนมำรวมกัน แลว้ จัดเปน็ ขบวน มเี ครอื่ งดนตรี เชน่ ฆอ้ ง
กลองยำว ฉำบ ฉงิ่ ป่ี ทำกำรประโคมแห่แหนฟอ้ นรำเปน็ ขบวนครัวทำนไปยังวดั เจ้ำของงำน พรอ้ ม
ทง้ั มีกำรประกวดขบวน ครวั ทำนของแต่ละวดั ดว้ ย เครือ่ งครวั ทำนทีจ่ ัดมำนน้ั จะมอบไว้ใหว้ ดั ทีเ่ ปน็
เจ้ำของงำน

20

เทศกำลและงำนประเพณี
เทศกำล หมำยถงึ ชว่ งเวลำที่กำหนดไว้เพอื่ จัดงำนบญุ และงำนรน่ื เริงในท้องถน่ิ เปน็ กำรเนน้ ไปทก่ี ำร
กำหนดวนั เวลำ และโอกำสที่สังคมแตล่ ะแหง่ จะจดั กจิ กรรมเพือ่ เฉลิมฉลองโดยมีฤดกู ำลและควำม
เชอ่ื เปน็ ปจั จัยสำคัญทีท่ ำใหเ้ กดิ เทศกำลและงำนประเพณี
ประเทศไทยเปน็ ดินแดนแห่งพุทธศำสนำ พิธกี รรมทำงศำสนำจงึ แทรกอยู่ในเทศกำลและงำน
ประเพณีเปน็ ส่วนใหญ่ เริม่ ตงั้ แตพ่ ิธีกรรมในแตล่ ะขนั้ ตอนของชวี ติ พิธกี รรมหรอื กิจกรรมเกย่ี วกบั
อำชีพทำงเกษตรกรรมและอนื่ ๆ ซึง่ กจิ กรรมเหล่ำนี้ ไดก้ ลำยเปน็ หนงึ่ ในปัจจัยหลกั ทำงกำรทอ่ งเทยี่ ว
ในปัจจบุ ัน
เทศกำลและงำนประเพณีของไทยยงั สำมำรถจำแนกไดเ้ ปน็ 4 กลมุ่ เพ่ือให้ไดร้ ูปแบบทีม่ คี วำมเปน็
เอกลกั ษณด์ ั้งเดมิ มำกทีส่ ุด รวมทงั้ มเี นื้อหำที่เหมำะสมต่อกำรทอ่ งเท่ยี วด้วย ได้แก่

เทศกำล หรอื ประเพณีท่มี เี ปำ้ หมำยทำงเศรษฐกจิ
สว่ นใหญ่จะเกี่ยวกับพืชผลทำงเกษตรกรรม มีทงั้ อำหำรผลติ ภัณฑ์จำกพืชและสตั ว์ เชน่ งำนวนั ลนิ้ จี่
จ. เชียงรำย งำนวันลำไย จ.ลำพนู ลำงสำด จ.อุตรดิตถ์ งำนมหกรรมไม้ดอกไม้ประดบั จ.เชียงใหม่
งำนเทศกำล ไหม จ.ขอนแกน่ เปน็ ต้น

เทศกำล หรอื ประเพณีที่ผสมผสำนกำรละเลน่ พ้นื เมอื งกับควำมเชือ่ ทำงศำสนำ
เปน็ งำนทเ่ี นน้ กิจกรรมทำงศำสนำ ไดแ้ ก่ งำนแหเ่ ทยี นเขำ้ พรรษำ จ.อุบลรำชธำนี งำนวนั สำรทเดอื น
สบิ จ. นครศรีธรรมรำช งำนประเพณีกนิ เจ จ.ภูเกต็ และตรงั เปน็ ตน้ สำหรับงำนทเี่ นน้ กิจกรรม
กำรละเล่น ไดแ้ ก่ งำน ยเ่ี ปง็ จ.เชยี งใหม่ งำนแขง่ เรือยำว จ.น่ำน พิจติ ร และพษิ ณโุ ลก งำนเผำ
เทยี นเล่นไฟ จ.สโุ ขทยั งำนไหลเรอื ไฟ จ.นครพนม งำนบญุ บงั้ ไฟ จ.ยโสธร งำนแสดงชำ้ ง จ.
สรุ นิ ทร์ งำนวำ่ วสนำมหลวง กรุงเทพฯ งำนแข่งเรือกอ และ จ.นรำธวิ ำส

เทศกำล หรอื ประเพณีทีแ่ สดงคณุ คำ่ ทำงประวตั ิศำสตร์
ไดแ้ ก่ งำนสัปดำหส์ ะพำนแมน่ ้ำแคว จ.กำญจนบุรี งำนแสดงแสงเสียงอยธุ ยำมรดกโลก จ.พระ
นครศรี อยธุ ยำ งำนนบพระเลน่ เพลง จ.กำแพงเพชร เป็นตน้

เทศกำล หรอื ประเพณีทแ่ี สดงศิลปวฒั นธรรมเฉพำะกลุ่มชน
ไดแ้ ก่ งำนแหผ่ ีตำโขน จ.เลย งำนประเพณบี ญุ กำฟำ้ จ.นครสวรรค์ งำนโยนบวั จ.ปทมุ ธำนี และ
สมทุ รปรำกำร งำนปลอ่ ยเตำ่ จ.ภูเกต็ และพังงำ

21

บรรณำนกุ รม

22

23


Click to View FlipBook Version