คำนำ
รำยงำนเลม่ นี้เป็นสว่ นหนึ่งของวิชำคอมพิวเตอร์ ชัน้ มัธยมศึกษำปที ี่ 4 เพอ่ื ใหไ้ ดศ้ กึ ษำหำ
ควำมรใู้ นเรือ่ งพระเจำ้ ตำกฯ และไดศ้ กึ ษำอยำ่ งเข้ำใจเพ่ือเปน็ ประโยชนก์ ับกำรเรยี น
ผจู้ ดั ทำหวังวำ่ รำยงำนเล่มน้จี ะเปน็ ประโยชน์กบั ผู้อำ่ น หรือนกั เรียน นกั ศกึ ษำท่ี
กำลงั หำข้อมลู เรื่องนี้อยู่ หำกมขี อ้ แนะนำหรือขอ้ ผดิ พลำดประกำรใด ผจู้ ัดทำขอน้อมรับไว้
และขออภัยมำ ณ ท่นี ี้
ปณุ พล บญุ มำ
สำรบญั
เรื่อง หนำ้
คำนำ ก
สำรบัญ ข
พระรำชประวัติ 1-6
พระรำชกรณยี กิจ 7-13
เชอ้ื สำยรำชวงศธ์ นบรุ ี 8-20
สำเหตกุ ำรต้งั กรุงธนบุรี 21-22
บรรณำนกุ รม 23
พระรำชประวตั ิ
พระรำชปณธิ ำน สมเด็จพระเจำ้ ตำกสินมหำรำช
อันตัวพอ่ ชอื่ ว่ำพระยำตำก ทนทกุ ขย์ ำกกชู้ ำติพระศำสนำ
ถวำยแผน่ ดินให้เป็นพทุ ธบูชำ แดพ่ ระศำสดำสมณะพระพุทธโคดม
ใหย้ ืนยงคงถ้วนห้ำพนั ปี สมณะพรำหมณช์ ีปฏบิ ตั ิให้พอสม
เจรญิ สมถะวิปสั นำพ่อช่ืนชม ถวำยบงั คมรอยพระบำทพระศำสดำ
คิดถึงพอ่ พ่ออยู่ค่กู บั เจำ้ ชำตขิ องเรำคงอยู่ค่พู ระศำสนำ
พทุ ธศำสนำอยยู่ งค่อู งคก์ ษตั รำ พระศำสดำฝำกไวใ้ หค้ กู่ ัน
สมเด็จพระเจ้ำตำกสนิ มหำรำช หรอื สมเดจ็ พระเจ้ำกรงุ ธนบรุ ี ทรงมพี ระนำมเดิมวำ่ “สนิ ”
(ชอ่ื จีนเรยี กวำ่ “เซิ้นเซิน้ ซนิ ) พระรำชสมภพเมื่อวันอำทิตยท์ ่ี ๑๗ เมษำยน พ.ศ. ๒๒๗๗ พระรำช
บดิ ำเป็นชำวจีนแต้จิ๋ว ชอ่ื “นำยไหฮอง” ได้สมรสกบั หญิงไทยชือ่ ”นำงนกเอ้ียง” ในช่วงรชั สมยั พระ
เจำ้ อยูห่ ัวบรมโกศ (สมเด็จพระธรรมรำชำธริ ำชที่ ๓) ซง่ึ เจ้ำพระยำจกั รีได้ขอไปอุปกำระเป็นบุตรบุญ
ธรรมตัง้ แตค่ รง้ั เยำว์วยั ครน้ั อำยุ ๕ ปี เจ้ำพระยำจักรีไดน้ ำไปฝำกเรยี นกบั พระอำจำรยท์ องดี วัด
โกษำวำส (วัดคลงั ) ทรงศกึ ษำหนงั สือขอมและหนังสอื ไทยจนจบบรบิ รู ณ์ ตลอดจนศึกษำ
พระไตรปิฎกจนแตกฉำน ตอ่ มำเมื่ออำยุครบ ๑๓ ปี เจำ้ พระยำจักรไี ด้นำตัวเดก็ ชำยสนิ ไปถวำยตวั
เปน็ มหำดเล็ก ในสมเด็จพระเจำ้ อยู่หวั บรมโกศและไดท้ รงโปรดเกลำ้ ฯ ใหท้ ำรำชกำรกับหลวงศกั ดิน์ ำย
1
เวรซ่งึ เปน็ บตุ รของเจ้ำพระยำจักรี เมื่อมีเวลำวำ่ งจะศกึ ษำหำควำมรู้ กับอำจำรย์ชำวจนี อำจำรยช์ ำว
ญวน และ อำจำรย์ชำวแขก จนเชย่ี วชำญและสือ่ สำรไดอ้ ยำ่ งคลอ่ งแคล่วท้งั ๓ ภำษำ
คร้ันเมือ่ อำยคุ รบ ๒๑ ปี ไดอ้ ปุ สมบท ณ วัดโกษำวำส ทรงดำรงอยู่ในสมณเพศได้ ๓ พรรษำ จงึ ลำ
สิกขำ และกลับมำรับรำชกำรตำมเดิม ด้วยควำมฉลำด รอบรู้ขนบธรรมเนียมตลอดจนภำรกจิ ตำ่ งๆ
อย่ำงดี สำมำรถทำงำนตำ่ งพระเนตรพระกรรณได้ จนไดร้ ับพระกรณุ ำโปรดเกลำ้ ฯ ใหเ้ ป็นมหำดเล็ก
รำยงำนรำชกำรท้งั หลำยในกรมมหำดไทย และ กรมวังศำลหลวง
คร้นั พ.ศ. ๒๓๐๑ สมเด็จพระเจ้ำอยูห่ วั บรมโกศเสดจ็ สวรรคต สมเดจ็ พระเจำ้ อยู่หวั อุทุมพรเสด็จขน้ึ
ครองรำชย์ได้ ๓ เดือนเศษ กถ็ วำยรำชสมบตั แิ ก่สมเดจ็ พระเชษฐำธิรำช “สมเดจ็ พระบรมรำชำท่ี ๓”
(สมเด็จพระเจำ้ เอกทศั น์) สมเด็จพระเจ้ำเอกทัศนท์ รงโปรดเกล้ำฯ ให้นำยสนิ มหำดเล็กรำยงำน เป็น
ขำ้ หลวงเชิญท้องตรำพระรำชสีห์ไปชำระควำมทหี่ วั เมืองฝ่ำยเหนือ ซง่ึ ปฏิบตั ริ ำชกำรไดร้ บั ควำมดี
ควำมชอบมำก จึงทรงพระกรณุ ำโปรดเกล้ำฯ ใหเ้ ปน็ หลวงยกกระบัตร เมืองตำก ชว่ ยรำชกำรพระยำ
ตำก ครนั้ พระยำตำกถงึ แก่กรรม กท็ รงโปรดให้เลอ่ื นเปน็ “พระยำตำก ปกครองเมืองตำก”
ในปี พ.ศ. ๒๓๐๗ พม่ำยกกองทัพมำตหี ัวเมืองปักษใ์ ตข้ องไทย โดยมมี งั มหำนรธำเป็นแมท่ พั เมอื ง
ทำงใต้ไดอ้ ยำ่ งงำ่ ยดำย ตีเรื่อยตลอดหวั เมอื งทำงใต้จนถงึ เมืองเพชรบรุ ี จนกรุงศรอี ยธุ ยำไดส้ ง่ กองทัพ
ไทย มพี ระยำโกษำธิบดกี บั พระยำตำกไปรกั ษำเมอื งเพชรบุรไี ว้ จนตพี มำ่ แตกถอยไปทำงด่ำนสิงขร
ต่อมำปี พ.ศ. ๒๓๐๘ พมำ่ ยกกองทพั มำตไี ทยอกี พระยำตำกได้มำชว่ ยรกั ษำพระนครไวไ้ ด้ จึงไดป้ ูน
บำเหนจ็ ควำมดีควำมชอบ ได้รบั โปรดเกล้ำให้เลือ่ นเปน็ “พระยำวชริ ปรำกำร เจ้ำเมืองกำแพงเพชร” แต่
ยงั ไมท่ ันไดป้ กครองเมอื งกำแพงเพชร ก็เกิดศกึ กับพมำ่ ครงั้ สำคัญ จงึ ถกู เรยี กตวั ให้เข้ำรับรำชกำรในกรงุ
เพ่ือปอ้ งกนั พระนคร จนถึงปี พ.ศ. ๒๓๐๙ ขณะท่ีไทยกบั พมำ่ กำลังรบกันอย่ำงดเุ ดอื ด พระยำวชิร
ปรำกำร เกดิ ท้อแท้ใจหลำยประกำรคือ
๑. พระยำวชิรปรำกำร คมุ ทหำรออกไปรบนอกเมืองจนไดช้ ัยชนะยดึ ค่ำยพม่ำได้ แต่ทำงผู้รกั ษำพระ
นครไมส่ ง่ กำลังไปหนนุ ทำให้พมำ่ สำมำรถยึดคำ่ ยกลับคนื ได้
๒. ขณะทยี่ กทพั เรอื ออกรบร่วมกับพระยำเพชรบุรี พระยำวชริ ปรำกำร เหน็ ว่ำพม่ำมีกำลงั มำกกวำ่ จึง
ห้ำมมใิ หพ้ ระยำเพชรบรุ ีออกรบ แตพ่ ระยำเพชรบุรี ฝืนออกรบ จนพำ่ ยแพ้แก่พม่ำจนตัวตำยในสนำม
รบ พระยำวชริ ปรำกำร ถูกกล่ำวหำวำ่ ทอดท้งิ ใหพ้ ระยำเพชรบรุ เี ป็นอันตรำย
๓. กอ่ นเสียกรงุ ๓ เดอื น พม่ำยกทพั เขำ้ ปล้นพระนคร ทำงดำ้ นท่ีพระยำวชริ ปรำกำรรกั ษำอยู่ เหน็
จวนตัว จึงยงิ ปืนใหญ่ขัดขวำง โดยมไิ ดข้ ออนญุ ำตจำกศำลำลกู ขุน จงึ ถกู ฟ้องชำระโทษภำคทัณฑ์
2
ด้วยสำเหตดุ งั กลำ่ ว พระยำวชริ ปรำกำรเหน็ ว่ำขืนอยชู่ ว่ ยป้องกันพระนครต่อไป กไ็ มม่ ีประโยชน์อันใด
และเชอื่ ว่ำกรงุ ศรีอยธุ ยำตอ้ งเสยี แก่พมำ่ ในครัง้ น้เี ป็นแน่ ดังน้ันในชว่ งพลบค่ำวันเสำร์ ขึน้ ๔ คำ่
เดอื นย่ี ปีจอ อัฐศก (พ.ศ. ๒๓๐๙) พระยำวชริ ปรำกำรไดพ้ ำเหลำ่ ทหำรเอกคือ พระเชยี งเงนิ หลวง
พรหมเสนำ หลวงพชิ ยั รำชำ (ต่อมำเปน็ พระพชิ ัยดำบหกั ) หลวงรำชเสนห่ ำ ขนุ อภยั ภกั ดี พรอ้ มสมัคร
พรรคพวกประมำณ ๕๐๐ นำย ตฝี ่ำวงล้อมออกจำกคำ่ ยพชิ ัยมุง่ ออกไปจำกทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตี
ออกมำทำงบ้ำนหันตรำ (ทงุ่ หตั รำ อำเภออุทยั จังหวดั พระนครศรอี ยุธยำ ในปัจจบุ ัน) กองทัพพม่ำ
บำงส่วนไดไ้ ล่ตดิ ตำมมำทันทบี่ ้ำนขำ้ วเม่ำ บำ้ นสม้ บัณฑติ (ในเขตอำเภออทุ ยั ) และต่อสู้กนั จนถึงเทยี่ ง
คนื พม่ำกถ็ อยทพั กลับไป พระยำวชริ ปรำกำรจึงพำกองกำลัง มุ่งหน้ำยึดจันทบรุ ซี งึ่ เปน็ เมอื งใหญเ่ พอื่
ใช้เป็นฐำนท่ีมน่ั เจำ้ เมืองจันทบุรีมิยอมสวำมภิ กั ด์ิ พระยำตำก (พระยำวชิรปรำกำร) จงึ ต้องใช้
จิตวิทยำในด้ำนกำรรบมำใชก้ ับแมท่ ัพนำยกอง ฟนื้ ฟูขวัญกำลงั ใจของไพรพ่ ล เพอ่ื ตอ้ งกำรรบใหช้ นะ
โดยส่ังใหท้ บุ หมอ้ ข้ำวหมอ้ แกง พร้อมเปล่งวำจำ “เรำจะตเี มอื งจนั ทบุรใี นคำ่ วันนี้ เมอ่ื กองทัพหงุ ขำ้ ว
เยน็ กนิ เสร็จแล้ว ทงั้ นำยไพรใ่ หเ้ ททงิ้ อำหำรท่เี หลือและตอ่ ยหมอ้ เสยี ให้หมดหมำยไปกนิ ขำ้ วเชำ้ ดว้ ยกนั
ท่ีในเมอื งเอำพรุ่งน้ี ถ้ำตเี อำเมอื งไมไ่ ด้ในคำ่ วนั นกี้ ็จะตำยเสยี ด้วยกนั ให้หมดทีเดียว”
ครั้นถงึ เวลำคำ่ พระยำตำกจึงไดส้ ั่งให้ทหำรไทยจีนลอบเข้ำไปอยู่ ตำมสถำนที่ท่ไี ด้วำงแผนไว้แลว้ ให้
คอยฟงั สัญญำณเขำ้ ตีเข้ำเมืองพร้อมกัน มิใหส้ ง่ เสียงจนกว่ำจะเข้ำเมอื งได้ พอได้ฤกษเ์ วลำ ๓ นำฬกิ ำ
พระเจ้ำตำกกข็ ึน้ คอชำ้ งพังคีรบี ญั ชรพรอ้ มยงิ ปนื สัญญำณ แจง้ แกเ่ หลำ่ ทหำรเขำ้ ตเี มอื งพร้อมกัน ทรง
ไสช้ำงเข้ำพังประตูเมือง จนยึดเมืองไดส้ ำเร็จ
คร้นั ถงึ พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่ำก็ยกทัพตีพระนคร นับเป็นเวลำท่พี ม่ำลอ้ มคำ่ ยอยถู่ งึ ๑ ปี ๒ เดอื น กรงุ
ศรอี ยธุ ยำจงึ เสียแก่พม่ำ ในรชั สมัยพระเจ้ำเอกทศั น์ ถอื เปน็ พระมหำกษตั ริยอ์ งคส์ ดุ ทำ้ ยของกรงุ ศรี
อยุธยำ
หลงั จำกเสียกรุงศรอี ยุธยำแลว้ บ้ำนเมืองเกดิ แตกแยก หวั เมอื งตำ่ งๆ ตงั้ ตัวเปน็ ใหญ่ตำ่ งคนต่ำงรวม
สมัครพรรคพวกต้ังเป็นก๊กตำ่ งๆ ได้แก่ กก๊ สกุ ี้พระนำยกอง กก๊ พระยำพิษณุโลก ก๊กพระเจ้ำฝำง กก๊
เจำ้ พระยำนครศรีธรรมรำช และก๊กเจ้ำพิมำย พระยำวชริ ปรำกำรได้จดั เตรยี มกองทพั อยู่เปน็ เวลำ ๓
เดอื น ก็ยกกองทพั เรอื เขำ้ มำทำงปำกนำ้ เจ้ำพระยำ จนตเี มอื งธนบุรแี ตก จบั นำยทองอนิ ประหำร แล้ว
เลยไปตคี ำ่ ยโพธ์สิ ำมต้น แตกยบั เยิน สุก้พี ระนำยกองตำยในท่ีรบ ขับไลพ่ ม่ำออกไปพน้ แผ่นดินไทย
สำเรจ็ ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ ซงึ่ ใช้เวลำกู้อสิ รภำพกลับคืนจำกพม่ำ ภำยในเวลำ ๗ เดอื นเท่ำนั้น
จำกน้ัน พระยำตำก (พระยำวชิรปรำกำร) จึงยกทัพกลบั มำกรงุ ธนบรุ ี ทรงสถำปนำกรงุ ธนบุรเี ปน็
รำชธำนี และปรำบดำภิเษกขนึ้ เป็นพระมหำกษัตริย์ เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวำคม พ.ศ. ๒๓๑๑ ทรงพระ
นำมว่ำ “สมเดจ็ พระบรมรำชำที่ ๔” แต่ประชำชนนิยมเรียกพระนำมวำ่ “พระเจ้ำตำกสิน” จำกนัน้ ทรง
ยกกองทัพไปปรำบปรำมกก๊ ต่ำง ๆ ทีต่ ้งั ตวั เป็นชุมนมุ อิสระได้แก่ ชมุ นุมเจ้ำพิมำย ชมุ นมุ เจำ้ พระยำ
นครศรธี รรมรำช ชุมนุมเจำ้ พระยำพิษณโุ ลก และชุมนุมเจำ้ พระฝำง (เปน็ ชุมนมุ สุดท้ำย)
3
ยอ้ นมำเมอ่ื ครงั้ กรุงศรีอยุธยำเสยี แก่พม่ำ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ เจ้ำพระฝำง เมืองสวำงคบุรี ซอ่ งสมุ ผคู้ น
ได้หลำยเมือง ต้งั ตวั เป็นเจ้ำ แต่ไม่ยอมสกึ จำกพระ เปลี่ยนสจี ีวรจำกสเี หลอื งเปน็ สีแดง นบั เปน็ ชุมนุม
ใหญ่ฝำ่ ยเหนือ ประชำชนเรยี กกนั วำ่ “เจำ้ พระฝำง”
ลว่ งมำถงึ ปขี ำล พ.ศ. ๒๓๑๓ หลังจำกกำรสถำปนำกรุงธนบุรเี ปน็ รำชธำนแี ล้ว มีขำ่ วมำถึงกรงุ
ธนบุรวี ำ่ เมอ่ื เดือน ๖ ปีขำล เจ้ำพระฝำงใหส้ ง่ กำลงั ลงมำลำดตระเวณถึงเมอื งอทุ ยั ธำนี และเมอื ง
ชยั นำท เปน็ ทำนองวำ่ จะคิดลงมำตีกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ำกรงุ ธนบุรจี งึ มรี ับสัง่ ให้เตรยี มกองทพั จะ
ยกไปตเี มอื งเหนือในปีน้ัน ขณะน้ันพวกฮอลนั ดำจำกเมอื งยะกะตรำ (จำรก์ ำตำ) ส่งปนื ใหญ่มำถวำย
และแขกเมืองตรงั กำนู กน็ ำปนื คำบศิลำเข้ำมำถวำย จำนวน ๒,๐๐๐ กระบอก พอเหมำะแกพ่ ระรำช
ประสงคข์ องสมเดจ็ พระเจ้ำกรุงธนบรุ ี ทจ่ี ะใช้ทำศึกต่อไปในคร้งั น้ี
สมเดจ็ พระเจ้ำกรงุ ธนบุรีเสดจ็ พระรำชดำเนนิ โดยกระบวนทัพเรอื ยกกำลังออกจำกกรงุ ธนบรุ ี เมื่อวัน
เสำร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดอื น ๘ ไปประชุมพล ณ ทแี่ หง่ ใดไมป่ รำกฏหลักฐำน จัดกำลงั เป็น ๓ ทัพ ทพั ท่ี
๑ สมเด็จพระเจ้ำกรงุ ธนบรุ เี สด็จพระรำชดำเนนิ ไปโดยขบวนเรอื มกี ำลังพล ๑๒,๐๐๐ คน ทพั ท่ี ๒
พระยำอนชุ ติ รำชำ ซงึ่ ไดเ้ ลื่อนขนึ้ เป็นพระยำยมรำช ถือพล ๕,๐๐๐ คน ยกไปทำงบกขำ้ งฟำก
ตะวันออกของแม่นำ้ แควใหญ่ กองทัพที่ ๓ พระยำพิชัย ถอื พล ๕,๐๐๐ คน ยกไปทำงข้ำงฟำก
ตะวันตก
ฝำ่ ยเจำ้ พระยำฝำง เมอื่ ทรำบวำ่ กองทพั กรุงธนบุรยี กกำลังข้ึนไปดังกลำ่ ว จงึ ใหห้ ลวงโกษำ (ยัง) คุม
กำลังมำตั้งรบั อยทู่ ีเ่ มืองพิษณโุ ลก ฝ่ำยกองทพั หลวงของสมเดจ็ พระเจ้ำกรุงธนบรุ ี ยกข้นึ ไปถึงเมอื ง
พษิ ณุโลก เม่อื วันเสำร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๙ สมเดจ็ พระเจำ้ กรุงธนบรุ มี รี ับสงั่ ให้เข้ำปลน้ เมืองในค่ำ
วนั นั้น ก็ได้เมอื งพษิ ณโุ ลก หลวงโกษำ (ยงั ) หนีไปเมืองเมอื งสวำงคบรุ ี สมเด็จพระเจำ้ กรุงธนบุรีได้
เมืองพิษณุโลกแล้ว กองทัพทีย่ กไปทำงบกยงั ขึ้นไปไม่ถึงท้ังสองทัพ ดว้ ยเป็นฤดูฝนหนทำงลำบำก
พระองคป์ ระทับท่ีเมอื งพิษณโุ ลกอยู่ ๙ วนั กองทัพพระยำยมรำชจงึ เดินทำงไปถึง และต่อมำอีก ๒
วัน กองทพั พระยำพชิ ัยรำชำจึงยกมำถึง เมื่อกำลงั พรอ้ มแล้ว สมเด็จพระเจ้ำกรงุ ธนบุรีจงึ ทรงใหก้ ำลงั
ทำงบก รีบยกตำมขำ้ ศกึ ท่ีแตกหนไี ปยังสวำงคบุรี พรอ้ มกันท้ังสองทำง รบั กำลังทำงเรอื ใหค้ อยเวลำนำ้
เหนือหลำกลงมำก่อน ดว้ ยทรงพระรำชดำรวิ ำ่ ในเวลำนนั้ นำ้ ในแมน่ ้ำยังนอ้ ย หนทำงตอ่ ไปลำน้ำ
แคบ และตลง่ิ สูง ถำ้ ข้ำศกึ ยกกำลงั มำดักทำงเรอื จะเสียเปรยี บข้ำศึก ทรงคำดกำรณ์ว่ำน้ำจะหลำกลงมำ
ในไมช่ ้ำ และก็เปน็ จรงิ ตำมนั้น สมเด็จพระเจำ้ กรุงธนบรุ ี กเ็ สดจ็ พระรำชดำเนนิ ยกกำลงั ทำงเรือขนึ้ ไป
จำกเมืองพิษณโุ ลก
4
สมเด็จพระเจ้ำกรงุ ธนบรุ ีทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำโปรดกระหม่อมให้พระยำพชิ ัยรำชำ คุมทพั ไปทำง
ตะวนั ตก ให้พระยำยมรำช (กรมพระรำชวังบวรมหำสุรสิงหนำท ในรชั กำลท่ี ๑) คุมทพั ไปทำง
ตะวนั ออก สองทพั สมทบกันโจมตีเมอื งสวำงคบุรี สภำพเมอื งสวำงคบรุ ี ที่ม่ันเจำ้ พระฝำง ไม่มกี ำแพง
มีแตร่ ะเนยี ดไมข้ อนสักถมเชิงเทนิ ดนิ เจ้ำพระฝำงสู้ได้สำมวนั กแ็ ตกพำ่ ยหนี พำลกู ชำ้ งพงั เผอื กหนไี ป
ด้วย กองทพั พระเจำ้ กรุงธนบรุ ตี ดิ ตำมไป ได้ชำ้ งพงั เผอื กคนื ตัวเจ้ำพระฝำงหำยสำบสูญไป จงึ เป็นอนั
ปรำบชมุ นุมเจ้ำพระฝำง ชมุ นุมสดุ ทำ้ ยหลังกรุงศรอี ยธุ ยำแตกลงสำเร็จ และเมอื่ ปรำบชมุ นมุ เจำ้ พระ
ฝำงได้แลว้ กเ็ ทำ่ กบั ได้เมืองเหนือกลบั มำท้ังหมด
พระองค์ได้ประทับ ณ ค่ำยหำดสูง เมอื งสวำงคบรุ ี ทรงจัดกำรปกครองเมอื งเหนอื อยตู่ ลอดฤดูน้ำ เกลีย้
กล่อมรำษฎรทีแ่ ตกฉำนซ่ำนเซน็ ใหก้ ลบั มำอยู่ตำมภูมิลำเนำเดิม จัดกำรสำรวจไพรพ่ ลในเมืองเหนอื
ทง้ั ปวง พบวำ่ เมอื งพิษณโุ ลกมีพลเมือง ๑๕,๐๐๐ คน เมอื งสวรรคโลก มี ๗,๐๐๐ คน เมืองพิชยั
รวมทั้งเมอื ง สวำงคบรุ ี มี ๙,๐๐๐ คน เมอื งสุโขทยั มี ๕,๐๐๐ คน เมืองกำแพงเพชร และเมอื ง
นครสวรรค์ มเี มืองละ ๓,๐๐๐ คนเศษ
และทรงพระกรณุ ำโปรดเกลำ้ ฯ ใหช้ ำระคณะสงฆ์หัวเมอื ง
เหนือ แลทรงพระกรุณำให้เยบ็ จวี รสบงใหไ้ ดพ้ นั ไตร ทรงบวช
พระสงฆ์ฝ่ำยเหนอื และดำรสั ใหก้ รมสังฆกำรีลงมำอำรำธนำ
รบั พระรำชำคณะกับพระสงฆ์อันดับ ณ กรงุ ธนบุรี ๕๐ รูป
ขนึ้ ไปบวชพระสงฆไ์ ว้ ณ หัวเมืองเหนอื ทกุ ๆ เมืองและเม่อื
ครำวประทับ ณ เมืองสวำงบรุ นี ้นั ทรงโปรดเกล้ำฯ ให้
สถำปนำวัดสำเภำริมแมน่ ำ้ น่ำนโบรำณ ใต้เมอื งสวำงคบรุ ี
อนั เป็นวัดทม่ี พี ระภกิ ษสุ งฆจ์ ำพรรษำมำตง้ั แต่สมัยอยุธยำ
เปล่ียนนำมใหเ้ ปน็ "วัดคุ้งตะเภำ"
พร้อมทง้ั ทรงใหส้ ร้ำงศำลำบอกมลู ฯ ขนึ้ ในครำวเดียวกันน้นั เพอ่ื ใหเ้ ป็นทีพ่ ำนักสงั่ สอนของพระสงฆ์ผู้
ทรงภมู ิธรรมทที่ รงอำรำธนำนมิ นต์มำจำกกรุงธนบรุ ี และเพื่อใหเ้ ป็นท่รี วมรำษฎรในภูมลิ ำเนำเดมิ ที่
แตกฉำนซ่ำนเซ็นไปเมื่อคร้ังเสยี กรงุ ฯ โดยที่วดั คงุ้ ตะเภำเปน็ วดั ในชุมชนทม่ี ีที่ตงั้ อยู่เหนอื สดุ ทำ้ ยพระ
รำชอำณำเขตกรงุ ธนบรุ ใี นสมัยนัน้ โดยโปรดใหพ้ ระพิมลธรรมไปอยู่ ณ เมอื งสวำงคบรุ ี ใหพ้ ระธรรม
โดคมไปอยู่ ณ เมอื งพชิ ยั ใหพ้ ระธรรมเจดยี ไ์ ปอยู่ ณ เมืองพษิ ณุโลก ให้พระพรหมมนุ ีไปอยู่ ณ เมือง
สโุ ขทัย ใหพ้ ระเทพกวี ไปอยู่ ณ เมืองสวรรคโลกและใหพ้ ระโพธวิ งษไ์ ปอยู่ ณ เมอื งศรพี นมมำศทุ่งยงั้
เพื่อสงั่ สอนในข้อพระวนิ ยั สกิ ขำบท กบั ให้เก็บรวบรวมพระไตรปิฎกลงมำเปน็ ฉบับสร้ำงใหม่ ณ กรุง
ธนบรุ ีด้วย
5
คร้ันวนั ศุกร์ เดอื น ๑๑ แรม ๑๐ คำ่ เสด็จพระรำชดำเนินกระทำกำรสมโภชพระมหำธำตุเมืองฝำง ๓
วัน ทรงมพี ระรำชศรทั ธำเปล้ืองพระภษู ำทรงสะพกั ออกจำกพระองค์ถวำยทรงพระมหำธำตุ แล้วให้
ปฏสิ งั ขรณพ์ ระอำรำมและพระมหำธำตใุ หบ้ รบิ ูรณด์ ังเก่ำ จำกน้นั จึงเสดจ็ พระรำชดำเนนิ ไปยังเมืองทุ่ง
ยัง้ สมโภชพระแทน่ ศิลำอำสน์ ๓ วนั เสด็จไปสมโภชพระมหำธำตเุ มืองสวรรคโลก ๓ วัน ครงั้ วนั ศกุ ร์
ขัน้ ๓ คำ่ เดอื น ๑๒ จึงเสดจ็ ไปเมืองพษิ ณุโลก สมโภชพระมหำธำตุ พระพทุ ธชินรำช และพระพุทธ
ชินสหี ์ ๓ วนั
จำกน้นั ได้ทรงตง้ั ขำ้ รำชกำรซึ่งมีบำเหน็จควำมชอบในกำรสงครำมคร้ังนัน้ คอื พระยำยมรำช ให้เปน็
เจ้ำพระยำสรุ สีห์พษิ ณวำธิรำช อยสู่ ำเร็จรำชกำรเมืองพษิ ณุโลก พระยำพชิ ยั รำชำ ใหเ้ ป็นเจำ้ พระยำ
พชิ ยั รำชำ สำเรจ็ รำชกำรเมืองสวรรคโลก พระยำสหี รำชเดโชชยั ใหเ้ ป็นพระยำพชิ ัย ครองเมอื งพิชยั
(ต่อมำเปน็ พระยำพชิ ยั ดำบหัก) พระยำทำ้ ยนำ้ ให้เป็นพระยำสโุ ขทัย พระยำสุรบดินทร์ เมอื งชัยนำท
ให้เปน็ พระยำกำแพงเพชร พระยำอนรุ กั ษภ์ ูธร ให้เปน็ พระยำนครสวรรค์ เจำ้ พระยำจักรี (แขก) นั้น
ออ่ นแอในสงครำม มีรบั สั่งใหเ้ อำออกเสียจำกตำแหน่งสมหุ นำยก พระยำอภยั รณฤทธิ์ ให้เป็นพระยำ
ยมรำช และให้บญั ชำกำรกระทรวงมหำดไทยแทนสมุหนำยกด้วย สมเด็จพระเจ้ำกรงุ ธนบรุ ีทรงจัด
ระเบียบกำรเมอื งกำรปกครองเมืองเหนอื ตลอดฤดูนำ้ ปีขำล พ.ศ.๒๓๑๓ แลว้ จงึ เสด็จกรีธำ
ทพั กลับกรุงธนบุรี และโปรดใหร้ บั นำงพระยำเศวตกริ ณิ อี นั ไดจ้ ำกเมืองฝำงนัน้ ลงมำดว้ ย เมอื่ ถงึ
กรุงธนบรุ ีแล้ว ให้มงี ำนสมโภชสำมวัน
โดยทรงใชเ้ วลำรวบรวมอำณำเขตปรำบชมุ นมุ อสิ ระตำ่ ง ๆ อยู่ ๓ ปี คือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๑ – พ.ศ.
๒๓๑๓ จนกอบกู้เอกรำช รวมเปน็ พระรำชอำณำจักรเดียวดังเดมิ
สมเด็จพระเจ้ำ ตำกสิน มหำรำช
ทรงกชู้ ำติ ตรำตรำก ยำกหนกั หนำ
ไทยรวมชำติ พลิกฟนื้ กลบั คนื มำ
สถำปนำ กรุงธนบุรี ศรแี ผ่นดิน
สมเดจ็ พระเจ้ำตำกสนิ มหำรำช ทรงครองรำชยเ์ ป็นเวลำ ๑๕ ปี จงึ ทรงสวรรคตเมื่อ วันเสำร์ เดือน ๕
แรม ๙ ค่ำ จศ. ๑๑๔๔ ปขี ำล ตรงกับวันท่ี ๖ เมษำยน พ.ศ. ๒๓๒๕ สิรพิ ระชนมำยไุ ด้ ๔๘
พรรษำ พระองค์ทรงเปน็ พระมหำกษัตริย์ที่ทรงพระปรชี ำสำมำรถ กอบกู้ประเทศชำติให้เป็นเอกรำช
อสิ รภำพตรำบเท่ำทุกวนั นี้
ประชำรำษฎร์ผสู้ ำนกึ ในพระมหำกรณุ ำธิคุณ ตำ่ งยกยอ่ งถวำยพระเกียรตพิ ระองค์ท่ำนวำ่ “มหำรำช”
คณะสงฆ์ ข้ำรำชกำร พ่อคำ้ ประชำชนชำวบ้ำนวัดคุ้งตะเภำ ทุกหมู่เหลำ่ ไดพ้ รอ้ มใจกนั น้อมรำลกึ ใน
พระเกยี รติประวตั ิ เกยี รติยศและเกียรติคุณใหป้ รำกฏกับอนชุ นรุ่นหลงั ตรำบเท่ำทุกวัน
6
พระรำชกรณยี กจิ
-ดำ้ นกำรปกครอง ยงั คงใชร้ ะบบกำรปกครองแบบกรงุ ศรอี ยธุ ยำ ส่วนดำ้ นกฎหมำย เมอ่ื ครงั้ กรงุ แตก
กฎหมำยบ้ำนเมอื งกระจดั กระจำยหำยสญู ไปมำก จงึ โปรดใหท้ ำกำรสบื เสำะคน้ หำมำรวบรวมไวไ้ ด้
ประมำณ 1 ใน 10 และโปรดใหช้ ำระกฎหมำยเหล่ำน้ัน ฉบับใดยงั เหมำะแกก่ ำลสมยั กโ็ ปรดใหค้ งไว้
และเปน็ กำรแกไ้ ขเพอื่ ใหร้ ำษฎรไดร้ บั ผลประโยชน์มำกขึน้ เช่น โปรดใหแ้ ก้ไขกฎหมำยวำ่ ด้วยกำรพนนั
ใหอ้ ำนำจกำรตดั สินลงโทษขึ้นแก่ศำลแทนนำยตรำสทิ ธขิ ำด และยงั หำ้ มนำยตรำ นำยบ่อนออกเงนิ
ทดรองใหผ้ เู้ ล่น เกำะกมุ ผกู มัด จำจอง เรง่ รดั ผู้เล่น กฎหมำยพิกดั ภำษีอำกรเกอื บไมม่ ี เพรำะ
ผลประโยชนแ์ ผน่ ดนิ ไดจ้ ำกกำรคำ้ สำเภำมำกพอแลว้ กฎหมำยวำ่ ดว้ ยกำรจกุ ชอ่ งล้อมวง ก็ยังไม่ตรำขึน้
เปดิ โอกำสใหร้ ำษฎรไดเ้ ฝ้ำตำมรำยทำง โดยไมต่ อ้ งมพี นักงำนตำรวจแมน่ ปืนคอยยิงรำษฎร ซงึ่ แมแ้ ต่
ชำวต่ำงประเทศก็ยังช่นื ชมในพระรำชอธั ยำศยั นี้
ใน ชัน้ ศำล ก็ไม่โปรดใหอ้ รรถคดีคัง่ ค้ำง แม้ยำมศึก หำกคคู่ วำมไม่ได้เข้ำกองทัพหรอื ประจำรำชกำรต่ำง
เมอื ง ก็โปรดให้ดำเนนิ กำรพจิ ำรณำคดไี ปตำมปกติ ท้งั ในกำรฟอ้ งรอ้ ง ยงั โปรดให้โจทย์หำหมอควำม
แตง่ ฟ้องไดเ้ ช่นเดยี วกบั ปจั จุบันอีกด้วย วิธพี จิ ำรณำคดีในสมัยน้นั สะทอ้ นใหเ้ ห็นได้แจ่มชดั ในบทละคร
รำมเกียรติ์ตอนทำ้ วมำลวี รำชพพิ ำกษำควำม พระรำชนพิ นธใ์ นสมเด็จพระเจ้ำตำกสินกรงุ ธนบุรี
-ดำ้ นกำรทหำร ทรงรวบรวมคนไทยทแี่ บ่งเปน็ กก๊ เปน็ เหลำ่ 5 ก๊ก และปรำบปรำมก๊กตำ่ ง ๆ ทำ
สงครำมกบั พม่ำ ขยำยพระรำชอำณำเขตไปยังหลวงพระบำง เวยี งจนั ทน์ และกัมพูชำ
7
-ด้ำนเศรษฐกจิ เนอ่ื งในสมยั กรงุ ธนบรุ ี เปน็ ระยะเวลำท่ีสร้ำงบำ้ นเมืองกันใหม่ กำรคำ้ เจรญิ ร่งุ เรอื ง
ทง้ั ของหลวงและของรำษฎร สมเดจ็ พระเจำ้ ตำกสินมหำรำชทรงทำนบุ ำรงุ กำรคำ้ ขำยทำงเรอื อย่ำง
เตม็ ที่ ทรงแตง่ สำเภำหลวงออกไปคำ้ ขำยทำงด้ำนตะวันออกไปถึงเมืองจีน ทำงด้ำนตะวนั ตกเฉยี งเหนอื
ถึงอินเดยี ตอนใต้ ผลประโยชน์ที่ไดร้ ับจำกกำรค้ำของหลวงช่วยบรรเทำภำระภำษีของรำษฎรไปได้มำก
สมเด็จ พระเจ้ำตำกสิน ฯ ทรงส่งเสริมกำรนำสินคำ้ พื้นเมืองไปขำยทำงเรือ ซ่ึงอำนวยผลประโยชน์
อย่ำงใหญ่หลวงตอ่ งำนสรำ้ งชำติ ทำให้รำษฎรมงี ำนทำ มรี ำยได้ ทัง้ ยงั ฝกึ ให้คนไทยเชี่ยวชำญกำรค้ำ
ขำย ปอ้ งกันมใิ ห้กำรค้ำตกไปอยใู่ นมอื ตำ่ งชำติ
-ดำ้ นกำรคมนำคม ใน ยำมว่ำงจำกศึกสงครำม จะโปรดใหต้ ดั ถนนและขุดคลองมำกข้นึ เพอ่ื ประโยชน์
ในทำงคำ้ ขำย ทรงยกเลกิ ควำมคดิ แนวเก่ำทวี่ ่ำหำกถนนหนทำง กำรคมนำคมมีมำกแลว้ จะเปน็ กำร
อำนวยควำมสะดวกใหข้ ้ำศกึ ศตั รู และพวกก่อกำรจลำจล แต่กลับทรงเห็นประโยชนใ์ นทำงคำ้ ขำย
มำกกวำ่ ดังนั้นในฤดูหนำวหำกวำ่ งจำกศึกสงครำม ก็จะโปรดใหต้ ดั ถนน และขดุ คลอง จะเหน็ ได้จำก
แนวถนนเก่ำ ๆ ในเขตธนบรุ ี ซงึ่ มอี ยู่มำกสำย ส่วนกำรขุดชำระคลองมักมีวัตถุประสงคเ์ บอ้ื งตน้ เพือ่
ประโยชน์ทำงยุทธศำสตร์ เชน่ คลองท่ำขำมจำกนครศรธี รรมรำชไปออกทะเล เป็นต้น
-ด้ำนศลิ ปกรรม ใน สมยั น้ี แมส้ มเดจ็ พระเจ้ำตำกสินกรงุ ธนบรุ ีจะมกี ำรงำนศึกสงครำมแทบจะมิได้
ว่ำงเวน้ ก็ ตำม แตก่ ็ทรงหำโอกำสฟืน้ ฟู และบำรงุ ศิลปกรรมไทย โดยเฉพำะอยำ่ งยงิ่ ทำงดำ้ นนำฏ
ดุริยำงค์ และวรรณกรรม ด้ำนนำฏดุริยำงคโ์ ปรดให้ฟ้ืนฟูอยำ่ งเต็มท่ี เพื่อสร้ำงบรรยำกำศที่รื่นเริง
ครึกครื้นเหมอื นครั้งกรงุ เก่ำนับเป็นวธิ ี บำรุงขวญั ที่ใกล้ตวั รำษฎรทส่ี ดุ พระรำชทำนโอกำสให้
ประชำชนท่ัวไป เปิดกำรสอนและออกโรงเล่นได้โดยอสิ ระ เคร่อื งแตง่ กำยไม่ว่ำจะเปน็ เครอ่ื งตน้ เครอ่ื ง
ทรงกแ็ ตง่ กันได้ตำมลักษณะ เรื่อง แม้สมเด็จพระเจ้ำกรงุ ธนบุรเี องก็คงจะทรงสนพระทัยในกจิ กำรดำ้ น
นีม้ ใิ ช่น้อย ดว้ ยมักจะโปรดให้มลี ะครและกำรละเล่นอย่ำงมโหฬำรในงำนสมโภชอยเู่ นอื ง ๆ
สมเดจ็ พระเจำ้ ตำกสินกรุงธนบรุ ี ทรงพระรำชนพิ นธ์บทละครรำมเกยี รติ์ไว้ 4 เลม่ สมดุ ไทยแบง่ เปน็
ตอนไว้ 4 ตอน คือ
เล่ม 1 ตอนพระมงกฎุ
เล่ม 2 ตอนหนมุ ำนเกีย้ ววำนรินจนท้ำวมำลวี รำชมำ
เลม่ 3 ตอนท้ำวมำลวี รำชพพิ ำกษำ จนทศกรรฐเ์ ขำ้ เมือง
เลม่ 4 ตอนทศกรรฐ์ต้งั พธิ ที รำยกรด,พระลักษณ์ต้องหอกกบิลพัสตร์ จนผกู ผมทศกรรฐ์กบั นำงมณโฑ
กำรท่พี ระมหำกษัตริย์ทรงใฝพ่ ระทยั ในกวนี ิพนธ์ถงึ กบั พระรำชนพิ นธท์ ั้ง ๆ ทแี่ ทบจะมิไดว้ ำ่ งเว้นจำก
รำชกำรทัพเชน่ นี้ เท่ำกบั เป็นแรงบันดำลใจใหผ้ ูท้ ี่มีควำมสำมำรถทำงกวีนพิ นธ์ในยคุ นน้ั สรำ้ ง สรรค์
งำนขึน้ มำไดบ้ ้ำง แม้เหตุกำรณ์ของบ้ำนเมืองจะยังมิได้คืนสสู่ ภำพปกติสขุ ดนี กั และสมเด็จพระเจำ้ ตำก
สนิ กรงุ ธนบุรี ก็ทรงให้ควำมอปุ ถมั ภ์กวใี นรำชสำนักเปน็ อยำ่ งดี
8
-ดำ้ นกำรชำ่ ง โปรดใหร้ วบรวมชำ่ งฝมี อื และใหฝ้ กึ งำนช่ำงทกุ แผนกเท่ำท่ีมีครูสอน เชน่ ช่ำงต่อเรือ ชำ่ ง
กอ่ สรำ้ ง ชำ่ งรกั ช่ำงประดบั ช่ำงเขยี น เปน็ ต้น สำหรบั งำนชำ่ งตอ่ เรอื ได้รับควำมนยิ มมำกท่ีสุด เพรำะ
เป็นยุคท่มี ีกำรต่อเรือรบ และเรือสำเภำคำ้ ขำยเป็นจำนวนมำกมำย ชำ่ งสมยั กรุงธนบุรีน้อี ำจจะไม่มี
เวลำทนั สรำ้ งผลงำนดเี ดน่ เฉพำะสมยั แตก่ ็ได้เปน็ ผูส้ บื ทอดศิลปกรรมแบบอยธุ ยำไปสแู่ บบ
รัตนโกสนิ ทร์
-ดำ้ นกำรศึกษำ ในสมยั นั้นวัดเปน็ แหลง่ ทใี่ หก้ ำรศึกษำ จึงโปรดให้บำรงุ กำรศึกษำตำมวดั ต่ำงๆ และ
โปรดให้ตั้งหอหนังสือหลวงขึ้นเช่นเดยี วกนั กับสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยำ ซง่ึ คงจะเทยี บได้กบั หอพระสมดุ ใน
ระยะหลงั สว่ นตำรับตำรำทีก่ ระจัดกระจำยไปเมื่อครำวกรุงแตก ก็โปรดใหส้ ืบเสำะหำมำจำลองไว้เปน็
แบบฉบับ สำหรบั ผูส้ นใจอำศัยคดั ลอกกันต่อ ๆ ไป และทแี่ ต่งใหม่กม็ ี
-ด้ำนกำรศำสนำ โปรด ใหป้ ฏิสงั ขรณว์ ดั วำอำรำมตำ่ ง ๆ ท่รี กรำ้ งปรักหักพังตงั้ แตค่ ร้งั พมำ่ เขำ้ เผำ
ผลำญทำลำยและกวำดตอ้ นทรัพยส์ ิน ไปพม่ำ แล้วโปรดให้อำรำธนำพระภกิ ษสุ งฆ์เขำ้ จำวัดต่ำง ๆ
ส่วนพระไตรปิฎกยงั เหลอื ตกคำ้ งอยทู่ ีใ่ ด กโ็ ปรดให้คัดลอกสร้ำงเป็นฉบบั หลวง แล้วสง่ คืนกลบั ไปท่ีเดิม
เรือ่ งสังฆมณฑล โปรดให้ดำเนินตำมธรรมเนยี มกำรปกครองคณะสงฆท์ ีม่ มี ำแตก่ อ่ น โดยแยกเปน็
ฝำ่ ยคนั ถธรุ ะและฝ่ำยวปิ สั สนำธรุ ะ
ฝ่ำยคนั ถธุระดำเนินกำรศกึ ษำพระปรยิ ัตธิ รรมให้เจรญิ ส่งเสริมกำรสอนภำษำบำลี เพอ่ื ชว่ ยกำรอำ่ น
พระไตรปิฎก
ฝ่ำยวิปสั นำธรุ ะ โปรดให้กวดขันกำรปฏบิ ัติพระธรรมวินัยเปน็ ขน้ั ๆ ไปตำมภมู ิปฏิบตั ิ
สว่ น ลทั ธอิ ืน่ ๆ ในช้ันตน้ สมเด็จพระเจ้ำตำกสินกรุงธนบุรี พระรำชทำนเสรีภำพในกำรนบั ถือศำสนำ
แต่ต่อมำข้ำหลวงทเี่ ข้ำรตี ไดพ้ ยำยำมหำ้ มปรำมชำวไทยปฏิบัติพิธีกำรทำงศำสนำ เช่น พธิ ีถือ
น้ำพระพิพฒั นส์ ัตยำ ควำมขัดแยง้ มมี ำกขึน้ เรอ่ื ย ถึงกบั จับพวกบำทหลวงกุมขังก็มี ในที่สุดพระองค์
จำตอ้ งขอใหบ้ ำทหลวงไปจำกพระรำชอำณำเขต แลว้ ห้ำมชำวไทยนับถือศำสนำคริสต์ ตง้ั แต่วนั ที่ 1
ธนั วำคม พ.ศ.2322
-ดำ้ นกำรศกึ สงครำม ขณะ ท่ีพระยำตำกได้รับพระกรณุ ำโปรดเกลำ้ ฯ ให้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นพระ
ยำวชิรปรำกำร (สนิ ) สำเรจ็ รำชกำรเมืองกำแพงเพชรแทนเจ้ำเมืองเดิมท่ถี งึ แกก่ รรม แต่ก็ยงั มิไดไ้ ป
ครองเมอื งกำแพงเพชร เพรำะตอ้ งต่อส้กู ับขำ้ ศึกในกำรป้องกันพระนคร
เมือ่ พระยำวชิรปรำกำร (สนิ ) เลง็ เห็นว่ำถงึ แมจ้ ะอยชู่ ่วยรกั ษำพระนครต่อไป กค็ งไม่ก่อให้เกิด
ประโยชน์อนั ใด พมำ่ ก็ตัง้ ลอ้ มพระนครกระชัน้ เขำ้ มำทุกขณะจนถึงคูพระนครแลว้ กรงุ ศรอี ยธุ ยำคงไม่
พน้ เงอ้ื มมอื พม่ำเปน็ แน่แท้ ไพร่ฟำ้ ข้ำทหำรในพระนครกอ็ ดิ โรยลงมำก เนอ่ื งจำกขัดสนเสบียงอำหำร
ทหำรไม่มกี ำลงั ใจจะสู้รบ ดังน้ันพระยำวชิรปรำกำร (สิน) จงึ ตดั สินใจร่วมกบั พระยำพชิ ัยอำสำ พระ
เชยี งเงนิ หลวงพรหมเสนำ หลวงรำชเสนห่ ำ ขนุ อภยั ภกั ดี และพรรคพวก รวม 500 คน ยกกำลังออก
จำกคำ่ ยวัดพชิ ัย ตฝี ่ำพม่ำไปทำงทิศตะวันออก เวลำค่ำในวันเสำร์ เดอื นย่ี ขึน้ 4 ค่ำ ปจี อ พ.ศ. 2309
9
ตรงกับวนั ท่ี 3 มกรำคม พ.ศ. 2309
ทัพ พม่ำไดส้ ่งทหำรไล่ติดตำมพระยำวชริ ปรำกำร (สนิ ) และพรรคพวกมำทันกันในวนั รุ่งขน้ึ ท่ี บ้ำน
โพธ์สิ งั หำร พระยำวชริ ปรำกำร (สิน) ไดน้ ำพลทหำรไทยจีนเข้ำรบกับทหำรพมำ่ เป็นสำมำรถจน
ทหำรพม่ำแตกพำ่ ยไป และยงั ไดย้ ึดเครอื่ งศำสตรำวธุ อีกเป็นจำนวนมำก แลว้ ออกเดินทำงไปตง้ั พักที่
บำ้ นพรำนนก เพื่อหำเสบยี งอำหำร ระหวำ่ งทที่ หำรพระยำวชิรปรำกำร (สนิ ) หำเสบยี งอำหำรอย่นู น้ั
ไดพ้ บทัพพมำ่ จำนวนพลขมี่ ้ำประมำณ 30 มำ้ พลเดนิ เทำ้ ประมำณ 2,000 คน ยกทัพมำจำกบำง
คำง แขวงเมืองปรำจีนบรุ ี เพื่อเขำ้ รวมพลเข้ำตกี รงุ ศรีอยธุ ยำในโอกำสต่อไป ทหำรพระยำวชริ ปรำกำร
(สนิ ) จึงหนีกลบั มำท่ีบ้ำนพรำนนก โดยมที หำรพม่ำไล่ตดิ ตำมมำอย่ำงกระช้ันชดิ และชะล่ำใจ พระยำว
ชริ ปรำกำร (สิน) จงึ ให้ทหำรซง่ึ เป็นพลเดินเทำ้ แยกออกเปน็ ปีกกำเขำ้ ตโี อบพวกพมำ่ ทงั้ สองขำ้ ง ส่วน
พระยำวชริ ปรำกำร (สิน) กบั ทหำรอีก 4 คน กข็ ม่ี ำ้ ตรงเขำ้ ไล่ฟันทหำรม้ำพม่ำซ่งึ นำทัพมำอย่ำงไม่
ทนั ร้ตู วั กแ็ ตกร่นไป ถงึ พลเดนิ เท้ำ พวกทหำรพระยำวชริ ปรำกำรได้ทเี ข้ำรุกไล่ฆำ่ ฟนั ทหำรพม่ำจนแตก
พำ่ ยไป กำรชนะในครง้ั นช้ี ว่ ยสรำ้ งขวญั และกำลงั ใจให้ทหำรพระยำวชริ ปรำกำร (สนิ ) เป็นอย่ำงมำก
ในโอกำสสูร้ บกับพมำ่ ในโอกำสต่อไป
พวกรำษฏรท่ีหลบซอ่ นเรน้ พมำ่ อยไู่ ดท้ รำบกติ ติศพั ทก์ ำรรบชนะของพระยำวชริ ปรำกำร (สนิ ) ตอ่
ทหำรพมำ่ ตำ่ งก็มำขอเข้ำเป็นพวก และได้เปน็ กำลังสำคัญในกำรเกลี้ยกล่อมผู้ทต่ี งั้ ตวั เปน็ หวั หน้ำ นำย
ซอ่ งต่ำง ๆ มำออ่ นนอ้ มขนุ ชำนำญไพรสนฑ์ และนำยกองชำ้ งเมืองนครนำยก มีจิตสวำมิภกั ดิ์ไดน้ ำ
เสบยี งอำหำรและชำ้ งม้ำมำให้เป็นกำลังเพม่ิ ขน้ึ สว่ นนำยซอ่ งใหญ่ซงึ่ มีค่ำยคยู งั ทะนงตนไมย่ อมอ่อน
นอ้ ม พระยำวชิรปรำกำร (สิน) กค็ ุมทหำรไปปรำบจนได้ชยั ชนะแลว้ จงึ ยกทัพผำ่ นเมืองนครนำยกข้ำม
ลำน้ำเมือง ปรำจีนบรุ ไี ปตง้ั พักทช่ี ำยดงศรีมหำโพธ์ิข้ำงฟำกตะวนั ตก
ทหำรพมำ่ เม่ือแตกพำ่ ยไปจำกบ้ำนพรำนนกแล้วก็กลับไปรำยงำนนำยทัพทต่ี งั้ ค่ำย ณ ปำกนำ้ เจ้ำโล้
เมืองฉะเชิงเทรำ ซึ่งกองทพั พม่ำกองสุดทำ้ ยที่รวบรวมกำลงั กันทัง้ ทัพบกทพั เรือไปรอดกั พระยำวชริ
ปรำกำร (สิน) อยู่ ณ ที่น้นั และตำมทัพพระยำวชริ ปรำกำร (สิน) ทันกันทชี่ ำยท่งุ พระยำวชริ
ปรำกำร (สิน) เหน็ วำ่ จะตอ่ สกู้ ับขำ้ ศกึ ซงึ่ ๆ หน้ำไม่ได้ อีกท้ังมกี ำลงั นอ้ ยกวำ่ ยำกทจี่ ะเอำชยั ชนะแก่
พม่ำได้ จงึ เลอื กเอำชัยภูมิพงแขมเป็นกำบงั แทนแนวคำ่ ย และแอบตง้ั ปนื ใหญน่ อ้ ยรำยไวห้ มำยเฉพำะ
ทำงทจ่ี ะล่อพม่ำเดนิ เขำ้ มำ แล้วพระยำวชริ ปรำกำร (สนิ ) กน็ ำทหำรประมำณ 100 คนเศษ คอยรบ
พม่ำทีท่ อ้ งทงุ่ ครน้ั เมื่อรบกนั สักพักหน่ึงก็แกล้งทำเป็นถอยหนีไปทำงช่องพงแขมทีต่ ง้ั ปนื ใหญเ่ ตรยี มไว้
ทหำรพมำ่ หลงกลอบุ ำยรกุ ไล่ตำมเขำ้ ไปก็ถูกทหำรไทยระดมยิงและตีกระหนำบเขำ้ มำ ทำงด้ำนหน้ำ
ขวำ และซ้ำย จนทหำรพมำ่ ไมม่ ีทำงจะตอ่ สู้ไดต้ อ่ ไปทำให้ทหำรพม่ำล้มตำยเป็นจำนวนมำก ท่รี อดตำย
ต่ำงถอยหนอี ยำ่ งไมเ่ ปน็ กระบวนกถ็ กู พระยำวชริ ปรำกำร (สิน) นำทหำรไล่ติดตำมฆ่ำฟันล้มตำยอกี
นบั ตั้งแตน่ ัน้ มำทหำรพม่ำก็ไม่กล้ำจะติดตำมพระยำวชริ ปรำกำร (สนิ ) อกี ต่อไป
10
เมอ่ื พระยำวชริ ปรำกำร (สิน) ได้ชยั ชนะพม่ำแล้วได้ยกทพั ผ่ำนบำ้ นทองหลำง พำนทอง บำงปลำสรอ้ ย
บำ้ นนำเกลือ เขตเมอื งชลบรุ ี ตำ่ งก็มีผ้คู นเข้ำร่วมสมทบมำกขึน้ จนมีรพี้ ลเปน็ กองทัพ จำกน้ันพระยำว
ชริ ปรำกำร (สนิ ) กเ็ ดินทำงไปเมอื งระยอง โดยหมำยจะเอำเมืองระยองเป็นท่ตี ้ังมน่ั ตอ่ ไป ครนั้ ถงึ เมือง
ระยอง พระยำระยองชอื่ บุญ เหน็ กำลงั พลของพระยำวชริ ปรำกำรมีจำนวนมำกมำยทจ่ี ะต้ำนทำนไดจ้ ึง
พำกันออกมำ ต้อนรบั พระยำวชิรปรำกำร (สนิ ) จงึ ต้ังค่ำยท่ีชำนเมอื งระยอง ขณะน้นั มีพวกกรมกำร
เมืองระยองหลำยคนแขง็ ข้อคิดจะสู้รบ จงึ ได้ยกกำลังเขำ้ ปล้นคำ่ ยในคนื วันที่สองท่ีหยุดพัก แต่พระยำว
ชริ ปรำกำร (สิน) รตู้ ัวกอ่ น จึงไดด้ บั ไฟในคำ่ ยเสียและมิใหโ้ หร่ ้องหรือยิงปืนตอบ รอจนพวกกรมกำร
เมอื งเข้ำมำไดร้ ะยะทำงปนื พระยำวชริ ปรำกำร (สิน) กส็ ัง่ ยงิ ปนื ไปยงั พวกท่จี ะแหกคำ่ ยด้ำนวัดเนนิ
พวกทตี่ ำมหลงั มำตำ่ งก็ตกใจและถอยหนี พระยำวชิรปรำกำร (สนิ ) คมุ ทหำรติดตำมไปเผำคำ่ ยและยดึ
เมอื งระยองไดใ้ นคนื นน้ั
กำรทีพ่ ระยำวชริ ปรำกำร (สิน) เขำ้ ตเี มืองระยองได้และกรงุ ศรอี ยธุ ยำยังมิได้เสยี ทแี ก่พมำ่ แตป่ ระกำร
ใด จงึ ถือเสมอื นเปน็ ผู้ละเมดิ กฎหมำยบ้ำนเมอื ง ดังน้นั พระยำวชิรปรำกำร (สนิ ) ก็ระวงั ตนมิได้คิดต้ัง
ตวั เป็นกบฏ และใหเ้ รียกคำส่งั วำ่ พระประศำสนอ์ ย่ำงเจ้ำเมืองเอก พวกบรวิ ำรจึงเรยี กวำ่ เจ้ำตำก
ตั้งแต่น้นั มำ
เมอ่ื เจ้ำตำกต้งั ตัวเป็นอิสระท่เี มืองระยอง ส่วนเมอื งอ่นื ๆ ทำงหวั เมืองชำยทะเลตะวนั ออกนับตั้งแต่
เมืองบำงละมงุ เมืองชลบุรี เมืองจนั ทบรุ ี เมืองตรำด ตำ่ งก็ยังเปน็ อสิ ระ เจำ้ ตำกจงึ มคี วำมคิดท่ีจะ
รวบรวมเมอื งต่ำง ๆ เหล่ำนี้ไวเ้ ปน็ พวกเดียวกนั เพ่ือชว่ ยกนั ปรำบปรำมพมำ่ ทล่ี ้อมกรงุ ศรีอยธุ ยำ และ
เลง็ เห็นวำ่ เมืองจนั ทบุรีเปน็ เมอื งใหญก่ วำ่ หวั เมืองอ่ืน มเี จำ้ ปกครองอยู่เป็นปกติมีกำลงั คนและอำหำร
บรบิ รู ณ์ ชยั ภมู ิกเ็ หมำะท่ีจะใชเ้ ปน็ ที่ตงั้ ม่นั ยง่ิ กวำ่ หัวเมอื งใกล้เคยี งท้งั หลำย จงึ แต่งทตู ให้ถือศภุ อักษร
ไปชักชวนพระยำจนั ทบุรีชว่ ยกันปรำบปรำมขำ้ ศกึ ในครง้ั แรกไดต้ อบรับทูตโดยดีและรับว่ำจะมำ
ปรึกษำหำรอื กบั เจำ้ ตำกเกรงจะถูก ชิงเมอื งจึงไม่ยอมไปพบ
ครัน้ ถึงเดือน 5 ปีกุน พ.ศ. 2310 ข่ำวกรุงศรอี ยุธยำเสียแกพ่ ม่ำเมือ่ วันที่ 7 เมษำยน พ.ศ. 2310
แลว้ กม็ คี นไทยทมี่ ีสมคั รพรรคพวกมำกต่ำงก็ตัง้ ตวั เปน็ ใหญ่พระยำจนั ทบรุ ยี ังไม่ยอม เป็นไมตรีกบั เจำ้
ตำก สว่ นขนุ รำมหมื่นซ่อง กรมกำรเมืองระยองผ้หู นง่ึ ที่เคยปล้นคำ่ ยเจ้ำตำกก็ไปซอ่ งสุมผู้คนอยทู่ ี่
เมอื งแกลง ซง่ึ ขณะนน้ั ขนึ้ กบั เมืองจันทบรุ ีและคอยปลน้ ชิงชำ้ งม้ำพำหนะของเจำ้ ตำก เจำ้ ตำกจงึ ยก
กำลังไปปรำบ ขุนรำมหมนื่ ซอ่ งสไู้ มไ่ ด้หนีไปอยูก่ บั พระยำจันทบุรี คร้ันเจ้ำตำกจะยกพลติดตำมไปก็
พอดีได้ขำ่ ววำ่ ทำงเมืองชลบรุ ี นำยทองอยนู่ กเล็กต้ังตัวเปน็ ใหญ่ ผู้ใดจะเขำ้ กับเจ้ำตำก นำยทองอยู่นก
เลก็ ก็จะยดึ เอำไวเ้ สยี เจ้ำตำกจึงรีบยกทัพไปเมืองชลบุรแี ลว้ สง่ เพอ่ื นฝูงของนำยทองอยนู่ กเลก็ เกล้ยี
กล่อม นำยทองอย่นู กเลก็ เหน็ จะสรู้ บไม่ไหวจงึ ยอมอ่อนนอ้ ม เจ้ำตำกจึงตัง้ นำยทองอยู่นกเล็กเป็นพระ
ยำอนุรำฐบรุ ี ตำแหนง่ ผูว้ ำ่ รำชกำรเมืองชลบรุ ี แลว้ ก็เลิกทัพกลับ
11
ฝ่ำยพระยำจันทบุรไี ดป้ รกึ ษำกับขุนรำมหมื่นซ่องเหน็ วำ่ จะรบพงุ่ เอำชนะเจ้ำตำกซ่ึง หน้ำคงจะชนะ
ยำก ด้วยเจำ้ ตำกมีฝีมือเข้มแขง็ ทง้ั รี้พลก็ชำนำญศึก จึงคิดกลอบุ ำยจะโจมตกี องทพั เจ้ำตำกขณะกำลงั
ขำ้ มนำ้ เขำ้ เมืองจันทบรุ ี โดยนิมนตพ์ ระสงฆ์ 4 รปู เป็นทตู มำเชิญเจ้ำตำกไปตงั้ ท่ีเมอื งจันทบรุ ี แต่ใน
ระหว่ำงเจ้ำตำกเดนิ ทำงจะขำ้ มน้ำเขำ้ เมืองจันทบรุ อี ยนู่ ้นั ได้มีผู้ มำบอกให้เจ้ำตำกทรำบกลอุบำยนี้
เสียก่อน เจำ้ ตำกจึงให้เลยี้ วกระบวนทพั ไปตั้งทชี่ ำยเมอื งด้ำนเหนือบรเิ วณวัดแก้ว ห่ำงประตทู ่ำชำ้ ง
เมืองจันทบุรปี ระมำณ 5 เสน้ แล้วเชิญพระยำจันทบรุ อี อกมำหำเจ้ำตำกก่อนที่จะเข้ำเมือง แต่พระยำ
จันทบุรีไมย่ อมออกมำตอ้ นรบั พรอ้ มกับระดมคนประจำรักษำหนำ้ ที่ เชงิ เทนิ
เจำ้ ตำกไดท้ บทวนถึงสถำนกำรณ์ตำ่ ง ๆ แล้ว เหน็ ว่ำแมข้ ้ำศกึ จะครัน่ ครำ้ มฝีมอื ไมก่ ลำ้ โจมตีซงึ่ หนำ้ ก็
ตำม แตฝ่ ่ำยพระยำจนั ทบรุ ีมจี ำนวนมำกกวำ่ ถ้ำเจำ้ ตำกล่ำถอยไปเมอื่ ใด ทัพจนั ทบุรกี ็จะลอ้ มไล่ตไี ด้
หลำยทำง เพรำะไมม่ ีเสบียงอำหำร เจำ้ ตำกจึงตดั สินใจจะตอ้ งเข้ำตเี มืองจันทบุรใี นคำ่ วนั น้ใี หไ้ ด้ และ
แสดงออกถงึ น้ำใจอันเด็ดเดี่ยวโดยสัง่ นำยทัพนำยกองว่ำ
เรำจะตเี มืองจันทบรุ ใี นค่ำ วันนี้ เมอื่ กองทพั หุงข้ำวเย็นกินเสร็จแล้วท้งั นำยไพร่ใหเ้ ทท้ิงอำหำรท่ีเหลอื และ ต่อยหม้อ
เสยี ให้หมด หมำยไปกนิ ข้ำวเชำ้ ดว้ ยกนั ท่ีในเมอื งเอำพรงุ่ น้ี ถ้ำตีเอำเมืองไมไ่ ดใ้ นค่ำวนั น้ีก็จะไดต้ ำยเสียดว้ ยกนั ให้
หมดทเี ดียว
ครนั้ ได้ฤกษเ์ วลำ 3 นำฬกิ ำ เจำ้ ตำกพรอ้ มด้วยทหำรไทยจีนเข้ำโจมตเี มืองจันทบรุ อี ยำ่ งเขม้ แขง็ และเดด็
เดย่ี วโดยเจ้ำตำกข่ีชำ้ งพงั คีรบี ัญชรเขำ้ พังประตูเมอื งไดส้ ำเรจ็ พวกทหำรกก็ รกู ันเขำ้ เมืองได้ ชำวเมืองตำ่ ง
ก็เสยี ขวญั ละท้ิงหนำ้ ท่ีแตกหนไี ป สว่ นพระยำจนั ทบรุ ีพำครอบครวั ลงเรือหนไี ปเมืองบนั ทำยมำศ
เม่ือเจำ้ ตำกจดั เมืองจันทบุรีเรียบรอ้ ยแล้ว กย็ กทัพบกทพั เรือลงไปเมืองตรำด พวกกรมกำรเมืองและ
รำษฎรต่ำงยอมออ่ นนอ้ มโดยดี แต่ยงั มพี อ่ คำ้ ในสำเภำทจี่ อดอยปู่ ำกนำ้ เมอื งตรำดหลำยลำไมย่ อมอ่อน
นอ้ ม เจำ้ ตำกไดย้ กทพั เรือโจมตีสำเภำจีนได้ทงั้ หมดในครง่ึ วนั และสำมำรถยดึ ทรัพย์สงิ่ ของไดเ้ ปน็
จำนวนมำก ซ่งึ สำมำรถนำมำจดั เตรยี มกองทัพเขำ้ ก้เู อกรำช
เจำ้ ตำกได้จัดกำรเมอื งตรำดเรยี บรอ้ ยก็ย่ำงเข้ำสฤู่ ดฝู นพอดี จงึ ยกกองทัพกลับเมอื งจนั ทบุรี เพื่อ
ตระเตรียมกำลังคน สะสมเสบียงอำหำร อำวุธยุทธภณั ฑ์ และต่อเรอื รบได้ถงึ 100 ลำ รวบรวม
กำลังคนเพม่ิ ได้อกี เป็นคนไทยจนี ประมำณ 5,000 คนเศษ กบั มขี ้ำรำชกำรในกรุงศรีอยุธยำได้
หลบหนีพมำ่ มำรว่ มดว้ ยอีกหลำยคน และทีส่ ำคญั กค็ อื หลวงศกั ด์ินำยเวรมหำดเล็ก นำยสดุ จนิ ดำหมุ้
แพรมหำดเล็ก
พอถึงเดอื น 11 พ.ศ.2310 หลังสน้ิ ฤดูมรสุมแล้ว เจ้ำตำกกย็ กกองทพั เรือจำกเมอื งจนั ทบรุ ีเพ่ือมำกอบกู้
เอกรำช ระหว่ำงทำงได้หยดุ ชำระควำมพระยำอนุรำฐบุรีท่เี มอื งชลบรุ ี ซึ่งประพฤตติ ัวเย่ยี งโจรเขำ้ ตี
ปล้นเรอื ลูกค้ำ ชำระได้ควำมเปน็ สัตยจ์ ริง จงึ ให้ประหำรชวี ิตพระยำอนรุ ำฐบรุ ีเสีย แลว้ ยกทัพเรือเข้ำ
ปำกแมน่ ้ำเจ้ำพระยำในเดือน 12
12
กองทพั เรือภำยใต้กำรบังคบั บัญชำของเจำ้ ตำกได้เข้ำโจมตเี มอื งธนบุรเี ป็นครัง้ แรก มีนำยทองอนิ คน
ไทยที่พมำ่ ให้รักษำเมืองอยู่ พอนำยทองอินทรำบข่ำววำ่ เจำ้ ตำกยกกองทัพเรือเขำ้ มำทำงปำกน้ำ
เจ้ำพระยำ ก็ให้คนรบี ข้ึนไปบอกขำ่ วแกส่ กุ ้ีพระนำยกองแม่ทพั พม่ำทคี่ ่ำยโพธิ์สำมต้น แล้วเรยี กระดม
พลขน้ึ รกั ษำป้อมวิชเยนทร์ และหนำ้ แทน่ เชงิ เทิน ครนั้ กองทัพเรอื เจ้ำตำกเดินทำงมำถงึ รพ้ี ลท่ีรกั ษำ
เมอื งธนบุรี กลบั ไมม่ ีใจสรู้ บเพรำะเหน็ เปน็ คนไทยดว้ ยกนั เอง ดังนนั้ กองทัพเรือของเจำ้ ตำกเขำ้ รบพ่งุ
เพยี งเล็กน้อยกส็ ำมำรถตีเมืองธนบุรี ได้ เจำ้ ตำกให้ประหำรชวี ติ นำยทองอนิ เสยี แล้วเรง่ ยกกองทัพเรอื
ไปตกี รงุ ศรอี ยุธยำ สุกแ้ี ม่ทัพพมำ่ ไดข้ ่ำวเจ้ำตำกตีเมืองธนบุรไี ดแ้ ลว้ กส็ ่งมองญำ่ นำยทัพรองคมุ พลซึง่
เปน็ มอญและไทยยกกองทพั เรอื ไปสกัดกองทัพเรือ เจ้ำตำกอยู่ที่เพนียด เจ้ำตำกยกกองทพั เรอื ขน้ึ ไปถงึ
กรุงศรีอยธุ ยำเปน็ เวลำค่ำสบื ทรำบวำ่ มีกองทัพ ขำ้ ศึกยกมำต้ังรบั คอยอยู่ที่เพนยี ดไมท่ รำบว่ำมีกำลัง
เท่ำใด ฝ่ำยพวกคนไทยทถี่ ูกเกณฑม์ ำในกองทัพมองญำ่ รวู้ ่ำกองทัพเรือท่ยี กมำน้นั เป็นคน ไทย
ด้วยกนั ก็คิดจะหลบหนบี ำ้ ง จะหำโอกำสเข้ำรว่ มกบั เจำ้ ตำกบำ้ งมองญำ่ เห็นพวกคนไทยไมเ่ ป็นอันจะ
ต่อสเู้ กรง ว่ำจะพำกันกบฏขึน้ จึงรบี หนีกลบั ไปคำ่ ยโพธิส์ ำมตน้ ในคนื นัน้ เจำ้ ตำกทรำบจำกพวกคน
ไทยทห่ี นีพม่ำมำเขำ้ ด้วยวำ่ พม่ำถอยหนจี ำกเพนยี ดหมดแลว้ ก็รบี ยกกองทพั ขนึ้ ไป ตีค่ำยพม่ำท่ีโพธิ์
สำมต้น 2 คำ่ ย พรอ้ มกนั ในตอนเช้ำ สรู้ บกันจนเท่ยี ง เจำ้ ตำกก็เข้ำค่ำยพมำ่ ได้ สุกตี้ ำยในที่รบ จึงถอื
วำ่ เจ้ำตำกไดก้ อบกู้เอกรำชชำตไิ ทยกลบั คืนมำไดแ้ ลว้ หลังจำกทีไ่ ทยต้องสญู เสยี เอกรำชในครง้ั นเ้ี พยี ง
7 เดอื น ภำยหลงั ท่พี ระเจ้ำตำกมชี ัยชนะกบั พม่ำแลว้ ทรงทำพธิ ีปรำบดำภเิ ษกเปน็ กษตั ริยค์ รองกรุง
ธนบุรี ซงึ่ เปน็ ระยะเวลำทชี่ ำติบ้ำนเมืองเพ่ิงเปน็ อสิ ระจำกพมำ่ จิตใจของประชำรำษฎรยังระสำ่ ระสำย
ประกอบกบั สภำพบ้ำนเมืองท่ถี ูกขำ้ ศกึ เผำผลำญทำลำยปรำกฎให้เห็นอยู่ทวั่ ไป กย็ ง่ิ ก่อใหเ้ กดิ ควำม
เศรำ้ โศกสะเทอื นใจจนยำกท่ีจะหำสงิ่ ใดมำลบลำ้ งควำม รสู้ กึ สลดหดหนู่ ้นั ได้ บำ้ นเมอื งยงั ต้องกำรควำม
สมัครสมำนสำมัคคขี องคนในชำติจะตอ้ งเรียกขวญั และ กำลงั ใจของประชำชนใหก้ ลบั คนื อยใู่ นสภำพ
ปกติโดยเร็วท่ีสดุ ไหนจะต้องปอ้ งกันศตั รจู ำกภำยนอกประเทศทคี่ อยหำโอกำสจะเข้ำรุกรำน จึงต้อง
รวบรวมคนไทยที่แบง่ เป็นกก๊ เปน็ เหลำ่ ถึง 5 กก๊ คือ
กก๊ ท่ี 1 เจำ้ พระยำพษิ ณโุ ลก (เรอื ง) ตั้งตัวเปน็ เจำ้ ท่ีเมืองพษิ ณุโลก
กก๊ ที่ 2 เจ้ำพระฝำง (เรอื น) อยู่ที่วดั พระฝำง เมอื งสวำงคบุรี ต้งั ตวั เปน็ เจำ้ ท้งั ทีย่ ังเปน็ พระ
กก๊ ท่ี 3 เจ้ำนคร (หนู) เดิมเป็นปลัดผู้รัง้ เมอื งนครศรธี รรมรำช
กก๊ ที่ 4 กรมหมนื่ เทพพพิ ิธ ตั้งตวั เปน็ ใหญท่ เี่ มอื งพิมำย
กก๊ ท่ี 5 คือกก๊ พระยำตำก ตั้งตวั เป็นใหญ่ท่เี มืองจันทบรุ ี
ซงึ่ ก๊กต่ำง ๆ เหลำ่ นีล้ ้วนเป็นพระรำชภำระทส่ี มเด็จพระเจ้ำตำกสินมหำรำชจะตอ้ งทรงกระทำโดย เรว็
ดังจะได้จำแนกพระรำชกรณียกจิ ของพระองคอ์ อกเป็น 2 ด้ำนคอื กำรสรำ้ งชำตใิ หเ้ ป็นปึกแผน่ มั่นคง
และกำรฟื้นฟูบำ้ นเมอื งทำนบุ ำรงุ ศิลป
13
เชอ้ื สำยรำชวงศธ์ นบรุ ี
พระรำชวงศำนุวงศ์ ใน สมเดจ็ พระเจ้ำตำกสินมหำรำช
๑. พระรำชบดิ ำสมเดจ็ พระเจำ้ กรุงธนบุรี ตำมทกี่ ล่ำวไวใ้ นหนงั สืออภินหิ ำรบรรพบรุ ุษว่ำเป็น
ขุนพัฒน์ นำมเดิมไหยฮอง ตงั้ ภมู ลิ ำเนำอยใู่ นพระนครศรอี ยุธยำ แต่ยังไมพ่ บหลกั ฐำนทอ่ี ื่นสนบั สนนุ
๒.สมเด็จพระรำชชนนี พระนำมเดมิ ว่ำ เอ้ยี ง ดำรงพระรำชอสิ รยิ ยศเปน็ กรมหลวงพทิ กั ษ์เทพำมำตย์
สวรรคตวันองั คำรเดอื น ๘ ขึ้น ๖ ค่ำ พ.ศ. ๒๓๑๗ ดจู ดหมำยเหตุฉบับลงวันอังคำร เดอื น ๖ แรม
๒ คำ่ ปีมะแม จ.ศ. ๑๑๓๗ (พ.ศ. ๒๓๑๘) และหมำยรับสง่ั ลงวนั ศกุ ร์เดือนอำ้ ย ขึน้ ๑๒ คำ่ จ.ศ.
๑๑๓๘ ( พ.ศ. ๒๓๑๙ )
๓.สมเด็จพระเจ้ำกรุงธนบุรี พระนำมเดิมว่ำ สนิ มีพระบรมนำมำภไิ ธยเม่ือปรำบดำภเิ ษกแลว้ ตำมท่ี
ปรำกฏในศภุ อักษรเสนำบดีกรงุ ธนบุรี ซึ่งกำกับพระรำชสำรไปยังกรุงศรีสัตนำคนหุต ออกพระนำมว่ำ
พระศรสี รรเพช็ ญ์ สมเด็จบรมธรรมกิ รำชำธิรำชรำมำธบิ ดที สี่ ำหรบั ออกพระนำมในศภุ อกั ษรชองพระ
เจ้ำประเทศรำชวำ่ สมเด็จพระเอกำทศรศรฐ สว่ นที่ออกพระนำม ในพระรำชพงศำวดำร ฉบบั ทรงชำระ
ในรชั กำลท่ี ๑ วำ่ สมเดจ็ พระบรมหน่อพทุ ธำงกูรเจำ้
สมภพเม่ือปขี ำล พ.ศ. ๒๒๗๗ มเี ชื้อชำตสิ ืบจำกจนี รบั รำชกำรจนไดเ้ ป็นท่ีพระเจำ้ ตำกกอ่ น
พระชนมำยุ ๓๑ ปี แลว้ เลื่อนเปน็ พระยำกำแพงเพช็ ร เจ้ำเมอื งชน้ั โท เพรำะ ควำมชอบในกำรสงครำม
ทีต่ ่อสู้พมำ่ เม่อื ก่อนเสยี กรุงศรอี ยธุ ยำ ถึงต้นปีกนุ พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรอี ยธุ ยำเสยี แก่พมำ่ ทรง
พยำยำมก้คู นื จำกเงอื้ มมอื พม่ำเสรจ็ ในปลำยปีนน้ั รงุ่ ขึ้นปีชวดพ.ศ. ๒๓๑๑ ณ วันอังคำรเดอื นอำ้ ย
แรม ๔ ค่ำ ได้ปรำบดำภเิ ษกถงึ วันท่ี ๖ เมษำยน พ.ศ. ๒๓๒๕ ถกู สำเรจ็ โทษเปลี่ยนพระรำชวงศ์
ใหม่ ต่อมำ พ.ศ. ๒๓๒๗ ถวำยพระเพลงิ พระบรมศพท่วี นั อนิ ทำรำม บำงยเี่ รือ ธนบุรี
๔. สมเด็จพระนำ้ นำง พระนำมเดิมว่ำ อั๋น ดำรงพระรำชอิสรยิ ยศเปน็ กรมหลวงเทวินทรสดุ ำ มชี วี ติ
อย่มู ำถงึ รชั กำลที่ ๑ กรุงรัตนโกสนิ ทร์ ถกู ลดพระยศลงเป็นเพยี ง หม่อมอั๋น
๕.สมเดจ็ พระอคั รมหสี (หอกลำง) พระนำมเดมิ ว่ำ สอน ดำรงพระรำชอสิ รยิ ยศเปน็ กรมหลวงบำท
บรจิ ำ มชี ีวติ อยูม่ ำถงึ รชั กำลท่ี ๑ กรงุ รตั นโกสินทร์ ถกู ปลดพระยศลงเป็นเพยี ง หม่อมสอน
14
๖.พระรำชโอรสธดิ ำ ๓๐ องค์ คอื
(๑) สมเด็จพระมหำอปุ รำชเจ้ำฟ้ำกรมขุนอินทรพทิ กั ษ์ พระนำมเดมิ วำ่ จุ้ย ที่ ๑ ในสมเด็จพระรำชนิ ี
ดำรงพระรำชตำแหนง่ รชั ทำยำท ( มปี รำกฏในประชมุ พงศำวดำรภำคท่ี ๓๙ หน้ำ ๑๓๘ ) ถูกสำเร็จ
โทษ วนั เสำร์ เดือน ๖ แรม ๘ คำ่ พ.ศ. ๒๓๒๕ ตน้ สกุล สนิ สขุ และสกลุ อนิ ทรโยธนิ
(๒) สมเดจ็ ฯ เจำ้ ฟ้ำชำยนอ้ ยท่ี ๒ ในสมเดจ็ พระรำชนิ ี ถูกสำเร็จโทษ พ.ศ.
๒๓๒๕
(๓) พระองคเ์ จ้ำชำยอมั พวัน ในเจำ้ จอมมำรดำทมิ ( ม.ร.ว. รำชตระกูลกรงุ เกำ่ ธิดำทำ้ วทรงกนั ดำล
ทองมอญ ) พระญำตแิ ห่งสกลุ ศรเี พญ็
(๔) สมเด็จฯ เจำ้ ฟำ้ ชำยทัศพงษท์ ี่ ๑ ในกรมบรจิ ำภักดีศรสี ุดำรักษ์ (เจ้ำหญิง ฉิม หรือเรยี กในรำช
สำนกั นครศรธี รรมรำชวำ่ ทลู กระหม่อมฟ้ำหญิงใหญ่ รำชธดิ ำของพระเจำ้ นครศรธี รรมรำช ) ใน
รชั กำลท่ี ๒ เปน็ พระพงษ์อำมรินทร์ ( หรือเรยี กอีกนำมหน่งึ วำ่ พระพงษ์นรินทร์ ) ต้นสกลุ พงษ์
สนิ
(๕) สมเดจ็ ฯเจ้ำฟ้ำหญงิ โกมล
(๖) สมเด็จฯ เจำ้ ฟำ้ หญงิ บุบผำ
(๗) สมเด็จฯ เจำ้ ฟำ้ ชำยสิงหรำ
(๘) สมเด็จฯ เจำ้ ฟำ้ ชำยศลิ ำ ในรัชกำลที่ ๓ เป็นพระยำประชำชพี ต้นสกลุ ศิลำนนท์
(๙) พระองค์เจำ้ ชำยอรนิกำ บรรพบุรุษแห่งสกลุ รตั นภำณทุ ่ี ๑ ในเจ้ำจอมมำรดำอำพัน (ธดิ ำเจ้ำ
อปุ รำชจันทร์ นครศรธี รรมรำช ซ่งึ เปน็ ต้นสกลุ จนั โรจวงศ์ ) ถกู สำเร็จโทษเม่อื จะเรม่ิ รัชกำลท่ี ๒ วนั
พุธ เดอื น ๑๐ ขน้ึ ๕ ค่ำ พ.ศ. ๒๕๕๒ พร้อมกับสมเดจ็ ฯ เจ้ำฟ้ำกรมขุนกษตั รำนชุ ิต
(๑๐) พระองคเ์ จ้ำหญงิ สมุ ำลี
(๑๑) พระองค์เจำ้ ชำยธำรง
(๑๒) พระองค์เจำ้ ชำยละมง่ั ในรัชกำลท่ี ๓ เป็นพระยำสมบตั ิบำล
(๑๓) สมเด็จฯเจำ้ ฟำ้ ชำยเลก็ (แผ่นดนิ ไหว)
(๑๔) สมเด็จฯ เจ้ำฟ้ำชำยทัศไภย เป็นโอรสองคท์ ่ี ๒ ในกรมบรจิ ำภักดศี รีสุดำรกั ษ์ (เจ้ำหญิงฉมิ ) มี
ชวี ติ ถึงรัชกำลท่ี ๒ เปน็ พระอินทอำไพ (หรือเรยี กอีกนำมหนึ่งวำ่ พระอนิ ทรอภยั ) ถูกสำเรจ็ โทษใน
พ.ศ. ๒๓๕๘ เปน็ พระบดิ ำเจำ้ จอมมำรดำนอ้ ย ต้นสกุล นพวงศ์ และสปุ ระดษิ ฐ์ ณ อยธุ ยำ
(๑๕) พระองคเ์ จ้ำหญิงจำมจรุ ี
15
(๑๖) พระองค์เจ้ำหญิงสงั วำล
(๑๗) พระองคเ์ จ้ำหญิงสำลีวรรณ ตน้ สกลุ อศิ รเสนำ ณ อยุธยำ เปน็ ท่ี ๒ ในเจำ้ จอมมำรดำอำพัน
(ธิดำเจ้ำอุปรำชจนั ทร์) มีชวี ติ ถงึ สมยั กรุงรัตนโกสนิ ทร์ พระองคเ์ จำ้ หญิงสำลีวรรณเปน็ พระรำชชำยำ
กรมพระรำชวงั บวร รัชกำลท่ี ๒ แล้วถูกสำเรจ็ โทษ วนั พุธ เดือน ๑๐ ข้ึน ๕ ค่ำ พ.ศ. ๒๓๕๒ พรอ้ ม
กบั สมเด็จฯ เจ้ำฟ้ำกรมขุนกษตั รำนุชิต
(๑๘) สมเด็จฯ เจ้ำฟำ้ นเรนทรรำชกุมำรที่ ๓ ในกรมบรจิ ำภกั ดีศรีสุดำรกั ษ์ (เจ้ำหญิงฉมิ ) มีชีวิตถึง
รัชกำลท่ี ๒ เป็นพระนเรนทรรำชำ ดำรงพระชนมม์ ำถึงรัชกำลท่ี ๓ เป็นตน้ สกลุ ร่งุ ไพโรจน์
(๑๙) พระองค์เจำ้ ชำยคันธวงศ์
(๒๐) พระองค์เจ้ำชำยเมฆนิ
(๒๑) พระองค์เจ้ำชำยอิสนิ ธร
(๒๒) พระองคเ์ จำ้ หญิงประไพพักตร์ ในเจำ้ จอมมำรดำเงิน
(๒๓) สมเดจ็ ฯ เจำ้ ฟำ้ ชำยสพุ ันธุวงศ์ ในเจ้ำจอมมำรดำฉมิ ใหญ่ ( พระรำชธดิ ำในสมเด็จพระพทุ ธยอด
ฟ้ำ ) มชี ีวิตถงึ รัชกำลท่ี ๑ กรุงรตั นโกสินทร์ เปล่ยี นพระนำมว่ำสมเดจ็ พระเจ้ำหลำนเธอ เจำ้ ฟำ้ อภัยธิ
เบศร์ แล้วได้ทรงกรมเป็นกรมขุนกษตั รำนุชติ ทรงสถำปนำวดั อภยั ธำรำม (สำมเสน) เมอ่ื จะเร่ิม
รัชกำลท่ี ๒ วันพุธ เดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ พ.ศ. ๒๓๕๒ ถูกสำเร็จโทษพร้อมกบั เจำ้ ชำยท่เี ป็นโอรส
เลก็ ๆ อีก ๖ องค์
(๒๔) พระองคเ์ จ้ำชำยบวั
(๒๕) สมเด็จฯเจ้ำฟำ้ ปญั จปำปที ี่ ๔ ในกรมบริจำภกั ดศี รสี ุดำรักษ์ (เจ้ำหญงิ ฉมิ ) มีชีวติ ถึงรัชกำลที่ ๑
เปน็ พระชำยำเจ้ำฟำ้ กรมขนุ อิศรำนุรกั ษ์ พระสัมพันธวงศร์ ำชภำคไิ นยของสมเด็จพระพทุ ธยอด
ฟ้ำ
(๒๖) เจ้ำน้อย ( ในฐำนะเป็นรำชบตุ รบุญธรรมแหง่ พระมหำอปุ รำชนครศรีธรรมรำช) ในเจำ้ จอม
มำรดำเจ้ำหญิงปรำง ( ทลู กระหม่อมฟำ้ หญิงเลก็ ของนครศรีธรรมรำช) กนิษฐภคินีของกรมบรจิ ำภกั ดี
ศรสี ดุ ำรักษ์ (เจำ้ หญงิ ฉมิ ) มีชีวติ ถงึ รชั กำลท่ี ๒ เปน็ เจ้ำพระยำนครศรีธรรมรำช มสี กลุ ท่ีสบื มำ คือ ณ
นคร โกมำรกุล จำตรุ งคกุล
(๒๗) พระองค์เจำ้ ชำย
(๒๘) พระองค์เจ้ำชำยหนแู ดง
(๒๙) พระองค์เจำ้ หญิงสดุ ชำตรี
16
(๓๐) เจำ้ พระยำนครรำชสมี ำ -ทองอนิ ท์ ณ รำชสมี ำ (รอกำรตรวจสอบ)
๗. พระเจำ้ หลำนเธอ ๔ องค์ คือ
(๑) พระเจ้ำนรำสรุ ิวงศ์ ผคู้ รองนครศรธี รรมรำช ทวิ งคต พ.ศ. ๒๓๑๙ (มปี รำกฏในพระรำช
พงศำวดำรและหมำยรับส่ัง)
(๒) กรมขนุ อนรุ ักษ์สงครำม พระนำมเดิมว่ำ บุญมี เป็นเจำ้ รำมลักษณ์กอ่ น ต่อมำมีควำมชอบใน
กำรสงครำมจึงได้ทรงกรม ถกู สำเร็จโทษ พ.ศ. ๒๓๒๕
(๓) กรมขนุ รำมภเู บศร์ พระนำมเดมิ วำ่ บุญจันทร์ เปน็ เจำ้ บุญจันทร์ ก่อน ต่อมำมคี วำมชอบในกำร
สงครำมจงึ ได้ทรงกรม ถูกสำเร็จโทษ พ.ศ. ๒๓๒๕
(๔) กรมขุนสรุ ินทรสงครำม มปี รำกฏในบญั ชีมหำดไทย ดูประชมุ พงศำวดำรภำคที่ ๖๕หนำ้ ๑๑๔
๘. พระรำชวงศำนวุ งศ์ ทีไ่ มท่ รำบระดบั รำชสมั พนั ธ์ ๔ องค์ คอื
(๑) ในกรมขนุ อินทรพทิ กั ษ์ ส้ินพระชนม์ก่อน พ.ศ. ๒๓๒๐ (มปี รำกฏในหมำยรับสงั่ )
(๒) หมอ่ มเจำ้ แสง สิน้ ชีพตกั ษัย กอ่ น พ.ศ. ๒๓๒๑ (มีปรำกฏในหมำยรบั สงั่ )
(๓) หมอ่ มเจำ้ ปทมุ ไพจติ ร (มปี รำกฏในจดหมำยเหตุทรงตงั้ พระเจ้ำนครศรธี รรมรำช)
(๔) หม่อมเจำ้ นรำภเิ บศ (มีปรำกฏในพระรำชพงศำวดำร ฉบบั ชำระเรียบเรยี งในรชั กำลที่ ๑ คอื
ประชมุ พงศำวดำร ภำคท่ี ๖๕
๙. จำนวนสมำชกิ เช้อื สำยพระรำชวงศ์กรงุ ธนบรุ ี ตง้ั แต่ ชั้น ๑ ถึงชน้ั ๘ ตำมรำยพระนำม และนำม
เทำ่ ทป่ี รำกฏ(เพียงพ.ศ. ๒๕๒๒) มรี วม ๑๒๐๐ เศษ
๑๐. สกุลสำยตรง คือ
(๑) สินสุข วงศ์สมเดจ็ พระมหำอุปรำช
(๒) อนิ ทรโยธิน วงศส์ มเด็จพระมหำอุปรำช
(๓) พงษส์ นิ วงศ์สมเด็จเจ้ำฟำ้ ชำยทศั พงศ์
(๔) ศลิ ำนนท์ วงศ์สมเด็จเจำ้ ฟ้ำชำยศิลำ
(๕) รุ่งไพโรจน์ วงศส์ มเดจ็ เจำ้ ฟำ้ ชำยนเรนทรรำชกมุ ำร
(๖) ณ นคร วงศ์ เจ้ำพระยำนคร (เจ้ำน้อย)
(๗)โกมำรกลุ ณ นคร วงศ์ เจ้ำพระยำนคร (เจำ้ น้อย)
17
(๘) จำตุรงคกุล วงศ์ เจำ้ พระยำนคร (เจำ้ นอ้ ย)
๑๑. ผู้ทอ่ี ยูใ่ นสกุลสำยตรง ทม่ี ีศกั ดิ์สูง มีจำนวนดังน้ี คือ
(๑) สมเด็จพระเจ้ำแผน่ ดิน ๑
(๒) สมเด็จพระมหำอุปรำช ๑
(๓) สมเด็จเจำ้ ฟ้ำ ๑๑
(๔) พระองคเ์ จำ้ ๑๖
(๕) หม่อมเจ้ำ ๑๗
(๖) เจำ้ พระยำ ๘
(๗) พระยำ ๒๓
(๘) คุณเทำ้ ๒
(๙) เจำ้ จอม ๓๗
(๑๐) หมอ่ มห้ำม ๑๖
(๑๑) คณุ หญงิ ๑๔
๑๒. สกลุ ท่ีสบื ตรงทำงสำยหญงิ คือ
(๑) อศิ รเสนำ ณ อยุธยำ
(๒) ธรรมสโรช
(๓) นพวงศ์ ณ อยธุ ยำ
(๔) สปุ ระดิฐ ณ อยุธยำ
(๕) ศรธี วัช ณ อยุธยำ
(๖) วฒั นวงศ์ ณ อยุธยำ
(๗) รัตนโกศ
(๘) ภำณมุ ำศ ณ อยุธยำ
(๙) กำญจนวิชยั ณ อยุธยำ
18
๑๓. สกุลเกยี่ วพันทำงสำยหญงิ คอื
(๑) อศิ รำกรู ณ อยุธยำ
(๒) ปำลกวงศ์ ณ อยธุ ยำ
(๓) เสนวี งศ์ ณ อยธุ ยำ
(๔) กญุ ชร ณ อยุธยำ
(๕) ชุมสำย ณ อยธุ ยำ
(๖) ลดำวัลย์ ณ อยธุ ยำ
(๗) สรุ ยิ กลุ ณ อยุธยำ
(๘) แสงชโู ต
(๙) รตั นภำณุ
(๑๐) วิภำตะศลิ ปิน
(๑๑) ศรีเพ็ญ
(๑๒) ศรยี ำภยั
(๑๓) เทพหสั ดิน ฯ อยธุ ยำ
(๑๔) บนุ นำค
(๑๕) บรุ ำนนท์
(๑๖) สวุ งศ์
(๑๗) ลักษณสตุ
(๑๘) สขุ กสกิ ร
(๑๙) บรุ ณศริ ิ
(๒๐) แดงสวำ่ ง
(๒๑) กมลำศน์ ณ อยุธยำ
(๒๒) แสงตำ่ ย
19
(๒๓) มิตรกลุ
(๒๔) จุลดลิ ก
(๒๕) สำยะศิลป์
(๒๖) พนมวนั ณ อยธุ ยำ
๑๔. ผอู้ ยูใ่ นสกลุ อนั สบื ทำงสำยหญงิ ท่ีมศี กั ดิ์สูง คอื
(๑) พระองคเ์ จำ้ ๑๕
(๒) หมอ่ มเจำ้ ๒๓
(๓) พระยำ ๓
(๔) เจ้ำจอม ๓
(๕) หมอ่ มหำ้ ม ๒
หมำยเหตุ
เนือ่ งด้วยผูเ้ ขยี นไดอ้ ำ่ นหนงั สอื ลำดับสกลุ เก่ำบำงสกุล ภำคท่ี ๑ พระยำรัตนกลุ อดลุ ยภกั ดี (จำรัส รัต
นกลุ ) เรยี บเรียง เมื่อปีวอก ๒๔๖๓
มีขอ้ ควำมดงั ตอ่ ไปน้ี บญั ชีลำดบั วงศข์ ุนหลวงตำกนี้ ว่ำเดมิ พระยำรำชสมั ภำรำกร (เล่ือน ) ผเู้ ปน็ เป็น
สมำชิกในสกลุ คนหนงึ่ ไดเ้ รยี บเรยี บขนึ้ ไว้ แลว้ ลอกคัดกนั ตอ่ ๆไป ในเชอ้ื สำยของสกลุ ไดส้ ำเนำมำยงั
หอพระสมดุ สำหรบั พระนคร เมอ่ื ปมี ะเสง็ พ.ศ. ๒๔๖๐
อธิบำย ในบญั ชเี ชื้อวงศ์ขุนหลวงตำก ซ่ึงหอพระสมุดฯได้มำว่ำ พระยำประชำชพี ศิลำ ในรัชกำลท่ี ๓
กบั พระยำสมบตั ิบำล (ละมง่ั ) ในรัชกำลท่ี ๓ เป็นลกู เธอขุนหลวงตำกอกี ๒ คน จอมมำรดำเดียวกัน
ในบญั ชนี ้ันวำ่ ธิดำพระยำประชำชพี ศิลำ (ชอ่ื ทับ) เปน็ หมอ่ มห้ำมกรมพระรำมอิศเรศ มหี ม่อมเจ้ำ
หลำยองค์ คอื หมอ่ มเจำ้ หญิงเป้ำ และมธี ิดำอีกคนหนงึ่ (ชือ่ พลับ) เปน็ หม่อมห้ำมของกรมหม่ืน
กระษัตรยิ ์ศรศี ักดเิ์ ดช มีหมอ่ มเจ้ำหลำยองคย์ งั อยูแ่ ตช่ ้ันหลำน คือ พระยำวงศพ์ งศ์พพิ ฒั น์ เปน็ ต้น
ชแ้ี จงวำ่ พระยำประชำชพี ศลิ ำ หำได้เป็นลูกเธอของขนุ หลวงตำกไม่ เปน็ แต่เป็นข้ำในกรมเจ้ำฟำ้ เหมน็
ครนั้ พระบำทสมเด็จพระนั่งเกลำ้ เจ้ำอยู่หวั ไดพ้ ระรำชทำนขำ้ ไทยของเจ้ำฟ้ำเหมน็ และ พระยำประชำชีพ
ศลิ ำ กบั พนี่ ้องจึงไดม้ ำเปน็ ขำ้ หลวงเดมิ ในพระบำทสมเดจ็ พระน่งั เกล้ำเจำ้ อยู่หัว ถึงรัชกำลท่ี ๓ จงึ ได้
เป็นขุนนำง ขำ้ พเจ้ำ ( สมเด็จกรมพระยำดำรงรำชำนภุ ำพ สภำนำยกหอพระสมดุ วชิรญำณ ทรงเห็น
ว่ำ จะจรงิ ดังนี้ )
20
สำเหตกุ ำรตง้ั กรงุ ธนบรุ ี
เหตุผลทท่ี รงเลอื กเมอื งธนบรุ ีเป็นรำชธำนี กำรท่เี จำ้ ตำกไดท้ รงเลอื กเมืองธนบุรีเป็นท่ตี งั้ รำชธำนีแหง่
ใหม่ มเี หตุผลสำคัญ ดังน้ี
๑) กรุงธนบุรตี ัง้ อย่ทู ี่นำ้ ลึกใกลท้ ะเล หำกขำ้ ศึกยก
มำทำงบก โดยไม่มที ัพเรือ เปน็ กำลงั สนบั สนุน
ดว้ ยแล้วกย็ ำกที่จะตีได้สำเร็จ และในกรณที ่ีข้ำศกึ มี
กำลงั มำกกวำ่ ทจ่ี ะรกั ษำกรงุ ไวไ้ ด้ ก็อำจยำ้ ยไปต้ังมนั่
ท่ีจนั ทบุรี โดยทำงเรอื ได้สะดวก
๒) กรงุ ธนบรุ มี ปี ้อมปรำกำรอยทู่ ง้ั ๒ ฟำกแม่น้ำ คือ ปอ้ มวิชัยประสทิ ธแิ์ ละป้อมวิไชเยนทรท์ สี่ ร้ำงไว้
ตง้ั แต่รัชสมัยของสมเด็จพระนำรำยณม์ หำรำช หลงเหลอื อยูพ่ อทีใ่ ช้ปอ้ งกนั ข้ำศกึ ที่จะเขำ้ มำ
รกุ รำนโดยยกกำลังมำทำงเรอื ได้บ้ำง
๓) กรุงธนบุรีตงั้ อยบู่ นเกำะเหมอื นกรงุ ศรีอยุธยำ และยงั มีสภำพเปน็ ที่ล่มุ มีบงึ ใหญ่น้อยอยู่ท่วั ไป
ซ่ึงจะเป็นเคร่อื งกีดขวำงข้ำศึกมใิ หโ้ อบลอ้ มพระนครไดง้ ่ำย
๔) กรุงธนบรุ ตี งั้ ปดิ ปำกนำ้ ระหวำ่ งเส้นทำงทหี่ วั เมอื งฝ่ำยเหนือท้ังปวงจะได้ไปมำคำ้ ขำยติดตอ่ กับ
ตำ่ งประเทศ จึงสำมำรถกีดกนั มิใหห้ ัวเมอื งฝ่ำยเหนอื ท่ีต้งั ตัวเป็นใหญ่ ซอื้ หำเครื่องศัสตรำวธุ
ยุทธภณั ฑ์จำกตำ่ งประเทศได้
๕) กรุงธนบรุ ีอยู่ใกล้ทะเล สะดวกแกก่ ำรไปมำคำ้ ขำยและตดิ ต่อกับต่ำงประเทศ เรือสนิ คำ้ สำมำรถเข้ำ
จอดเทยี บทำ่ ไดโ้ ดยไมต่ อ้ งขนถำ่ ยสินค้ำลงเรอื เลก็ อย่ำงสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยำทำให้ประหยัดเวลำ
และค่ำใชจ้ ำ่ ยไดม้ ำก
๖) กรุงธนบรุ เี ป็นเมอื งเกำ่ มีวัดจำนวนมำกทส่ี ร้ำงไวแ้ ตส่ มัยกรงุ ศรอี ยธุ ยำ เพยี งแตบ่ ูรณะและ
ปฏิสงั ขรณบ์ ำ้ งเท่ำนั้น ไมจ่ ำเปน็ ต้องสร้ำงวดั ขน้ึ ใหม่ทั้งหมด
๗) กรุงธนบุรี มดี ินดี มีคลองหลำยสำย มนี ำ้ ใชต้ ลอดปีเหมำะแก่กำรทำนำ ปลูกขำ้ ว ทำสวนผกั และ
ทำไรผ่ ลไม้
21
ด้วยเหตุน้ี เจำ้ ตำกจงึ ทรงพำผคู้ นมำตง้ั เมืองหลวงใหมท่ ธี่ นบรุ ี และไดท้ รงทำพธิ ีปรำบดำภิเษก
ประกำศพระเกยี รติยศขึ้นเปน็ พระมหำกษตั ริย์ ทรงพระนำมวำ่ สมเด็จพระศรสี รรเพชญ์ ในปี พ.ศ.
๒๓๑๐ ทรงครอบครองกรุงธนบรุ สี ืบมำ มีพระนำมอย่ำงเปน็ ทำงกำรวำ่ สมเดจ็ พระเจ้ำตำกสนิ
มหำรำช
พระนำมเต็มสมเดจ็ พระเจำ้ ตำกสนิ มหำรำช ::พระบรม ธรรมกิ รำชำธริ ำช รำมำธบิ ดี บรมจกั รพรรดิ
ศร บวรรำชำบดนิ ทร์ หรหิ รนิ ทธ์ ำดำธบิ ดี ศรสี วุ บิ ลู ย์ คณุ รจติ รฤทธริ ำเมศวร บรมธรรมมกิ รำชเดโช
ชยั พรหมเทพำดเิ ทพ ตรภี วู นำธเิ บศรโ์ ลกเชษฏวสิ ทุ ธิ์ มกฏุ ประเทศคตำ มหำพทุ ธงั กรู บรมนำถบพิตร
พระพทุ ธเจำ้ อยหู่ วั
22
บรรณำนกุ รม
23
24
25