The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

savecom

savecom

รายงานเล่มนีจ้ ดั ทาขึน้ เพื่อเป็นสว่ นหน่ึงของวชิ าคอมพวิ เตอร์ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 เพอ่ื ให้ได้
ศกึ ษาหาความร้ใู นเรอื่ งสงครามโลกและได้ศึกษาอยา่ งเข้าใจเพ่ือเป็น ประโยชน์กับการเรียนผูจ้ ดั ทา
หวังวา่ รายงานเล่มนจ้ี ะเป็นประโยชน์กับผ้อู ่านหรอื นกั เรยี น นักศึกษา ทกุ ชั้นปีที่กาลงั หาข้อมูลเร่ือง
นี้อยู่ หากมีข้อแนะนาหรอื ข้อผดิ พลาดประการใด ผู้จัดทาขอนอ้ มรับไว้และขออภยั มา ณ ท่ีนีด้ ้วย

พรี ณัฐ สุภีกจิ

คานา ก
สารบัญ ข
สงครามโลกครั้งที่ 1 1-5
สงครามโลกครั้งที่ 2 6-14
สงครามเยน็ 15-34
บรรณานุกรม 35

สงครามโลกครั้งท่ี '1 (ค.ศ. 1914-1918)

สงครามโลกครั้งท่ี 1 เปน็ ความขัดแย้งระหว่างประเทศครั้งแรกท่ีขยายขอบเขตกวา้ งขวาง
มากกว่าสงครามครงั้ ใดๆ ท่เี คยเกดิ ขนึ้ บนโลกชว่ งก่อนคริสตศ์ ตวรรษที่ 20 เนอ่ื งจากสงครามครัง้
นี้เป็นความขัดแยง้ ทปี่ ระเทศมหาอานาจของโลกอย่างองั กฤษ ฝรั่งเศส รัสเซยี เยอรมนี เขา้ มา
เกยี่ วข้องโดยตรงเมอ่ื สงครามอบุ ัติขึน้ ในปี 1914 ตอ่ มาในปี 1915 ประเทศอิตาลีได้เข้ารว่ มสงคราม
หลงั จากนน้ั อกี 2 ปี ประเทศสหรฐั อเมรกิ าไดเ้ ข้ารว่ มสงครามในปี 1917 นอกจากนย้ี ังมปี ระเทศใน
ทวีปตา่ งๆ ถกู ดึงเขา้ รว่ มเปน็ พันธมิตรในสงครามด้วยโดยสงครามใหญห่ รือมหาสงครามคร้ังนถี้ อื
เป็นการเร่มิ ต้นของการทาสงครามที่รัฐทเี่ ก่ยี วข้องมีการใชท้ รพั ยากรและอาวุธทต่ี นเองมที กุ อยา่ ง
โดยไม่มีข้อจากดั เพื่อทาลายรัฐศตั รู หรอื ท่ีนกั วชิ าการดา้ นการทหาร เรยี กสงครามโลกครง้ั ที่ 1
ด้วยศัพทท์ างวิชาการว่า สงครามครั้งน้เี ป็น “สงครามเบ็ดเสรจ็ ” (Total War)

มูลเหตุของสงครามโลกครัง้ ที่ 1 น้ี หากมองในกรอบของประวัติศาสตร์ชว่ งเวลายาว
(Long Duration) พบว่า หลงั จากสงครามคร้ังใหญ่ระหวา่ งฝรงั่ เศสและเยอรมัน เม่ือ ค.ศ. 1870
ยุโรปไดว้ า่ งเวน้ จากสงครามมา 4 ทศวรรษ โดยรัฐตา่ งๆ ในยุโรปอยใู่ นสภาวะของการ
เตรยี มพร้อมเพ่ือทาสงครามกนั เนือ่ งจากปัญหาความไม่ลงรอยและความขดั แย้งเรื่องผลประโยชน์
ได้แก่

1) ความหวาดระแวงและไมไ่ ว้วางใจซง่ึ กันและกัน ระหวา่ งกลมุ่ ประเทศพนั ธมติ รสามฝา่ ย
หรือกล่มุ ไตรภาคี (Triple Alliance : เยอรมนี ออสเตรยี -ฮงั การี และประเทศอิตาลี) กับกลุ่ม
ประเทศพนั ธมิตรสองฝ่าย (Dual Alliance : ประเทศฝร่ังเศสและประเทศรัสเซีย)

ความหวาดระแวงระหวา่ งกลมุ่ ประเทศทั้งสองฝ่ายนี้ เป็นผลสบื เนื่องมาจากสงครามระหวา่ งฝรั่งเศส
และรสั เซยี (ชอ่ื เดิมของ เยอรมนี ก่อนรวมแวน่ แคว้นตา่ งๆ เขา้ ด้วยกันเปน็ ประเทศเยอรมนี เมอื ปี
1871) ทาให้ประเทศเยอรมนมี ีนโยบายชัดเจนทีจ่ ะโดดเดย่ี วฝร่งั เศสเพ่ือไมใ่ ห้ฝรง่ั เศสสามารถฟืน้
ตวั ทางการเมือง-การทหาร จนขึ้นมาเปน็ ภัยตอ่ เยอรมนีไดเ้ ช่นเดยี วกัน ในการนี้เยอรมนีไดส้ ร้าง
ระบบพนั ธมติ รกบั บรรดาประเทศในยโุ รป ยกเว้นฝรงั่ เศส ดงั ปรากฏว่าในปี 1873 บิสมาร์ค อัคร
เสนาบดี ผมู้ อี านาจสูงสดุ รองจากกษตั รยิ ไ์ กเซอร์ วลิ เลยี มที่ 2 ของเยอรมนี ได้จดั ตั้งสันนิบาตสาม
จกั รพรรดิ (League of the three Emperors) อนั ประกอบด้วย จกั รพรรดิแห่งเยอรมนี จกั รพรรดิ
แหง่ รัสเซยี และจักรพรรดิแห่งออสเตรีย-ฮังการี ขึน้ โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพอ่ื ต่อต้านการปฏวิ ตั ิใน
ประเทศต่างๆ และการขยายตวั ของระบอบสังคมนิยม ตลอดจนเพือ่ เปน็ หลักประกนั ในการกดี กนั
ฝรั่งเศสให้อยูโ่ ดดเดย่ี ว แต่ในความเปน็ จรงิ แลว้ สันนิบาตสามจกั รพรรดิต่างไม่มคี วามไวว้ างใจซ่งึ
กนั และกนั อกี ทง้ั รัสเซียและออสเตรีย-ฮังการี ยังมีความคลางแคลงกันเนอ่ื งจากในช่วงสงคราม
ไครเมยี (Crimean War ค.ศ. 1854-1856) รัสเซยี ไดข้ ยายอานาจเขา้ ไปในดนิ แดนทเี่ ปน็ ของตรุ กี
องั กฤษ และฝรงั่ เศส จงึ เข้ารว่ มเป็นพันธมิตรกบั ตุรกีเพ่อื ตอ่ ต้านรสั เซีย โดยอังกฤษและฝรง่ั เศส
พยายามโน้มน้าวให้ออสเตรีย-ฮังการี ซง่ึ เปน็ พนั ธมติ รสาคญั ของรัสเซยี หันมาเข้ากับฝา่ ยตน
ขณะทีร่ ัสเซยี ก็คาดหวงั ว่าออสเตรีย-ฮังการีจะสนับสนนุ ตนเอง แตอ่ อสเตรยี -ฮังการี ประกาศตัว
เปน็ กลาง ทาให้ทั้งอังกฤษ-ฝร่ังเศส และรัสเซยี ต่างผิดหวังกบั ทา่ ทีของออสเตรยี -ฮงั การี
(โดยเฉพาะรัสเซีย) เม่อื สงครามไครเมียยุตลิ งดว้ ยความพา่ ยแพข้ องรสั เซยี ความสมั พนั ธ์ระหวา่ ง
รสั เซียกับออสเตรีย-ฮงั การี จึงมีความคลางแคลงกนั ไม่ได้สนทิ สนมแนบแนน่ ประกอบกับ
ความสมั พนั ธ์ระหว่างรัสเซียกบั เยอรมนี ก็มปี ัญหากระทบกระท่ังกนั ในช่วงปัญหาตะวันออก อันเปน็
ผลจากการท่ีชนชาติส่วนนอ้ ยในคาบสมทุ รบอลข่าน พยายามแยกตัวออกจากการปกครองของ
จักรพรรดอิ อตโตมันหรือตุรกี ซงึ่ เกดิ ขน้ึ ตลอดชว่ งคริสต์ศตวรรษท่ี 19 โดยทัง้ รัสเซียและเยอรมนี
ต่างเข้าไปมีสว่ นเก่ียวข้องกับปญั หาท่ีเกดิ ขึ้นในขณะนัน้

ความคลางแคลงใจกันระหว่างเยอรมนกี ับรัสเซีย ประกอบกบั เหตทุ เ่ี ยอรมันไม่ต้องการให้
รสั เซียเตบิ โตขึน้ มาเป็นภัยตอ่ เยอรมนี ในท่สี ุดแล้วเยอรมนีได้รว่ มกับออสเตรยี -ฮงั การี และอติ าลี
(ในเวลาต่อมาเรียกว่า “ระบบพนั ธมติ รหรือระบบไตรภาคี”) ขณะท่รี ัสเซยี เองก็เลือกทจี่ ะร่วมมอื กับ
ฝรงั่ เศส (ในเวลาต่อมาเรียกว่า “ระบบพนั ธมิตรสองฝ่าย”) ข้อเท็จจรงิ ดังกลา่ วแสดงให้ว่า
การเมอื งของยโุ รป ในช่วงปลายศตวรรษท่ี 19-ชว่ งต้นศตวรรษที่ 20 อย่ใู นสภาวะที่อึมครมึ มีเช้อื
ไฟให้แก่เหตกุ ารณส์ งครามโลกครงั้ ท่ี 1 ซงึ่ จะปะทุข้ึนในชว่ งต้นครสิ ตศ์ ตวรรษท่ี 20

2) ปัญหาเชอ้ื ชาติและการเมอื งในคาบสมุทรบอลขา่ น คาบสมทุ รบอลขา่ นเป็นที่อยู่ของคน
หลายเช้ือชาติ โดยปญั หาเช้ือชาตไิ ด้ขยายตัวมากขึ้นเมอ่ื ประเทศใหญท่ ีอ่ ยู่ในบริเวณใกลเ้ คยี งได้เข้า
มามบี ทบาทในการหนุนหลังกลมุ่ ชนต่างๆ ในแถบคาบสมทุ รบอลข่าน เชน่ รสั เซียเข้ามาสนับสนนุ
กลมุ่ ชนชาติที่มีเชื้อสายสลาฟ (Slave) เนือ่ งจากการสนบั สนนุ ดังกล่าวเป็นหนทางทีท่ าให้รัสเซีย
สามารถขยายอทิ ธพิ ลเข้าไปในคาบสมุทรบอลขา่ นได้ หรือเซอร์เบยี ซ่งึ เป็นประเทศของชนชาติ
สลาฟ ได้มีแนวคิดที่จะรวมชนชาติสลาฟไว้ดว้ ยกนั โดยได้จัดตัง้ ขบวนการรวมชนชาติสลาฟ (Pan-
Slave Movement) ขึ้น

แต่ความตอ้ งการของรัสเซยี และของเซอรเ์ บีย
ไมส่ ามารถบรรลตุ ามเป้าหมายได้ เนื่องจาก
ออสเตรีย-ฮงั การี ได้รวมเอาบอสเนียและเฮอร์เซโก
วีนา เข้าไว้ในราชอาณาจกั รของตน การผนวก
ดนิ แดนดงั กลา่ วทาให้มหาอานาจในยโุ รปมีการแบง่
ฝา่ ยอยา่ งชัดเจนข้นึ โดยออสเตรีย-ฮังการี (ไดร้ ับ
ความสนบั สนุนจากเยอรมน)ี มีปัญหากบั เซอรเ์ บยี
(ได้รับความสนับสนุนจากรัสเซีย) ขณะท่รี ัสเซีย (ซงึ่
ไม่ลงรอยกบั ออสเตรีย-ฮังการี) ไดร้ ับความสนับสนุนจากอังกฤษและฝรัง่ เศษ

3) เหตกุ ารณล์ อบปลงพระชนม์มกุฏราชกุมารของออสเตรีย'-ฮังการี'

ในวนั ท่ี 28 มิถนุ ายน ค.ศ. 1914 กัฟริโล ปรินชบิ นักศึกษาชาวเซริ ์บ ไดล้ อบปลงพระชนม์อาร์ชดุ๊
กฟรานซิล เฟอรด์ ินันด์ มกฏุ ราชกมุ ารแห่งจกั รวรรดิออสเตรยี -ฮังการี พร้อมทงั้ ดชั เชสแห่งโฮเฮน
แบร์กซ์ พระชายาของอาร์ชดยุค เฟอรด์ ินันท์ โดยมอื สังหารทาไปเพื่อเปน็ การแก้แค้นที่
ออสเตรยี -ฮังการี เข้ายึดครองบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา และขดั ขวางการรวมชาวสลาฟของเซอร์เบยี

การสนิ้ พระชนม์ของอารช์ ด๊กุ ฟรานซลิ เฟอรด์ ินันด์ ทาใหอ้ อสเตรีย-ฮงั การี ซง่ึ ต้องการ
ปราบปรามการเคลอื่ นไหวของพวกสลาฟในเซอรเ์ ซยี ใช้เร่อื งน้อี า้ งเป็นสาเหตุเพอื่ ลงโทษเซอร์เบยี
ซึ่งถกู สงสยั วา่ อยูเ่ บื้องหลงั การลอบสงั หารมงกุฏราชกุมารของออสเตรีย-ฮังการี โดยเรื่องนี้
กลายเป็นชนวนสาคัญทท่ี าให้เกิดสงครามโลกคร้งั ที่ 1 ขึน้ เน่อื งจากในวนั ที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ.
1914 ออสเตรยี -ฮงั การี ได้ยื่นคาขาดแก่เซอร์เบียให้ตอบเรอ่ื งการลอบปลงพระชนม์ มกุฏราชกุมาร
ของออสเตรยี -ฮังการี และปญั หาขบวนการตอ่ ต้านออสเตรีย-ฮงั การี ในเซอร์เบีย ภายใน 48
ชัว่ โมง แต่เซอรเ์ บยี ไม่ตอบรับคาขอของออสเตรีย-ฮังการี และมีการระดมทหาร ในวันที่ 25
กรกฎาคม ศกเดยี วกนั ในการนีร้ ัสเซยี ได้แสดงท่าทสี นบั สนนุ เซอร์เบียอย่างเตม็ ท่ี ตอ่ มาในวนั ท่ี
28 กรกฎาคม ค.ศ. 1914 ออสเตรยี -ฮังการี ได้ประกาศสงครามกบั เซอร์เบยี

การประกาศสงครามกบั เซอรเ์ บียของออสเตรีย-ฮงั การี ถือเปน็ จุดเริม่ ต้นอย่างแท้จริง
ของสงครามโลกคร้ังที่ 1 เนือ่ งจากประเทศทเ่ี ป็นพันธมติ รของทัง้ 2 ฝ่ายต่างเข้าร่วมตามขอ้ ตกลง
ของระบบพันธมิตรท่ไี ดท้ าไว้ นอกจากนยี้ ังมีประเทศทีไ่ ม่ได้ทาสนธสิ ัญญาเปน็ พนั ธมิตรของ
ประเทศคสู่ งครามอยา่ งเปน็ ทางการเข้าร่วมสงครามดว้ ย โดยรสั เซยี ซึ่งไม่ไดท้ าสนธิสัญญาเป็น
พันธมิตรอย่างเปน็ ทางการกบั เซอรเ์ บีย แตก่ ็คอยสนับสนุนเซอร์เบียในการเผชญิ หน้ากบั
ออสเตรีย-ฮังการี ประกาศสงครามกับเซอรเ์ บีย ขณะทเ่ี ยอรมนีซึง่ เปน็ พันธมติ รของออสเตรีย –
ฮังการี ได้ปฏบิ ัติตามข้อตกลงสนธิสัญญากลุ่มไตรภาคที ่กี าหนดให้เยอรมนี อิตาลี ออสเตรีย-
ฮังการี ชว่ ยเหลอื ประเทศคสู่ ญั ญา หากประเทศใดประเทศหน่ึงถกู ฝรั่งเศสหรอื รัสเซยี รกุ ราน

ดงั นัน้ เยอรมนีจงึ ประกาศสงครามกับรสั เซียตามด้วยฝร่ังเศส ตอ่ มาเมือ่ เยอรมนรี ุกรานเบลเยยี ม
ในวนั ท่ี 4 สิงหาคม ค.ศ. 1914 อังกฤษก็ได้กระโดดเขา้ ส่สู งครามด้วย

การเขา้ สู่สงครามของสหรฐั อเมรกิ าและการสนิ้ สดุ ของสงครามโลกครั้งที่ 1

นบั ตง้ั แต่ ค.ศ. 1914 สงครามระหว่างกลุ่มประเทศเยอรมนีและออสเตรยี -ฮังการี และ
กล่มุ ประเทศพันธมิตรสองฝ่าย (ฝรัง่ เศสและรสั เซีย) รวมทงั้ แนวรว่ มสาคัญ คอื องั กฤษ ได้
ขยายตวั ข้นึ เรอ่ื ยๆ โดยสถานการณใ์ นช่วง ค.ศ. 1914-1917 ดาเนินไปในลกั ษณะทที่ ั้ง 2 ฝา่ ยต่าง
นาเทคโนโลยใี หม่ๆ มาใชใ้ นการรบ มกี ารสูญเสยี กาลังทหารจานวนมาก ขณะเดยี วกันแต่ละฝ่าย
ต่างดึงพนั ธมติ รของตนเข้าสสู่ งคราม โดยในปี 1914 ญ่ีปุ่นไดป้ ระกาศสงครามตอ่ เยอรมนี ต่อมา
ในปี 1915 อิตาลไี ดเ้ ข้ารว่ มสงครามโดยอยู่ฝ่ายเยอรมนีและออสเตรยี -ฮังการี หลงั จากนั้นในช่วงปี
1916-1917 ประเทศโปรตุเกส, สหรฐั อเมรกิ า ได้เขา้ ส่สู งครามโดยอยู่ฝ่ายอังกฤษและฝรงั่ เศส

การเข้ารว่ มสงครามของสหรฐั อเมริกา เป็นปัจจยั สาคัญที่ทาใหฝ้ ่ายสมั พันธมิตร ซ่งึ มี
อังกฤษและฝร่ังเศสเปน็ แกนนา เรมิ่ กลับมาเปน็ ฝา่ ยได้เปรียบกลุม่ ประเทศไตรภาคี (เยอรมนี
ออสเตรยี -ฮงั การี อติ าลี) เนื่องจากฝ่ายสมั พนั ธมติ รได้กาลังทหารนับแสนคน พร้อมทัง้ อาวุธ
ยุทโธปกรณ์สนับสนนุ จากสหรัฐอเมรกิ าจนสามารถรบชนะฝ่ายไตรภาคไี ดใ้ นช่วงปลายๆ ปี 1918 มี
การลงนามในสนธสิ ัญญาสงบศกึ ทเ่ี รยี กวา่ “สนธิสญั ญาแวร์ซายส์” ระหวา่ งเยอรมนกี บั กลมุ่ ประเทศ
สมั พนั ธมติ ร เมือ่ วันท่ี 28 มิถุนายน ค.ศ. 1919 โดยก่อนหนา้ นนั้ ออสเตรยี -ฮังการี ได้ลงนามใน
สนธสิ ัญญาสงบศึกกับฝา่ ยสัมพนั ธมิตรทเี่ มืองปาดวั เม่ือวนั ท่ี 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918

การทาสนธิสญั ญาสงบศึกกับฝ่ายสัมพันธมิตร ส่งผลให้จักรวรรดอิ อสเตรยี -ฮงั การี ถกู แยก
ออกจากกันเปน็ ประเทศออสเตรียและประเทศฮงั การี สว่ นเยอรมนถี ูกแยกดนิ แดนบรเิ วณรสั เซีย
ตะวนั ออก ต้งั เปน็ ประเทศโปแลนด์ รวมทงั้ เยอรมนตี อ้ งจา่ ยค่าปฏิกรรมสงครามให้ฝ่าย
สัมพันธมติ รหลายพันล้านดอลลาร์ และถูกจากัดกองกาลังทหารให้มีไม่เกิน 100,000 คน หา้ มมี
อาวุธหนกั เรือดาน้า หรือเครื่องบินในครอบครอง

สงครามโลกครั้งที่ 2 : สหภาพโซเวยี ตมีบทบาทอย่างไรทเี่ ร่งให้ญป่ี ่นุ ยอมแพ้

นายมาโมรุ ชิเกมิตสึ รมว.ต่างประเทศของ
ญปี่ ่นุ ลงนามในตราสารแหง่ การยอมจานน
(Japanese Instrument of Surrender) ใน
นามของรัฐบาลญปี่ ุ่น บนเรอื รบยูเอสเอส
มสิ ซูรี ของสหรฐั ฯ ที่จอดอย่ใู นอ่าวโตเกยี ว
เม่อื วนั ที่ 2 ก.ย. 1945 *คาบรรยายภาพ*

09.00 น. ของวนั อาทิตยท์ ่ี 2 กนั ยายน 1945 ที่อ่าวโตเกยี ว บนเรือรบ มิสซูรี (USS Missouri)
ของสหรัฐฯ นายมาโมรุ ชิเกมติ สึ รมว. ต่างประเทศ ของญ่ีปุน่ ไดล้ งนามในตราสารแห่งการยอม
จานน (Japanese Instrument of Surrender) ในนามของรัฐบาลญี่ปุน่

การลงนามมขี นึ้ ทา่ มกลางผู้แทนจากฝา่ ยสัมพนั ธมติ ร โดยมนี ายพลดกั ลาส แม็กอาร์เธอร์ ผู้
บญั ชาการกองทพั สหรัฐฯ ในแปซิฟิกตะวันตกเฉยี งใต้และผู้บญั ชาการทหารสงู สุดของฝ่าย
สมั พันธมิตร ลงนามยอมรับการยอมจานนในนามของฝ่ายสัมพันธมติ ร

การลงนามคร้ังนี้ ถอื เป็นการสนิ้ สดุ สงครามโลกคร้งั ที่ 2 อย่างเป็นทางการ

นายพลดกั ลาส แม็กอารเ์ ธอร์
ผบู้ ัญชาการกองทพั สหรฐั ฯ
ในแปซิฟิกตะวันตกเฉยี งใตแ้ ละ
ผ้บู ญั ชาการทหารสูงสดุ ของฝ่ายสมั พนั ธมติ ร
ลงนามยอมรบั การยอมจานนในนามของ
ฝา่ ยสมั พันธมติ ร การลงนามคร้ังน้ี
ถงึ เป็นการส้นิ สุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ *คาบรรยายภาพ*

ผา่ นไป 75 ปี มกี ารถกเถียงกนั มากมายเก่ยี วกับสิง่ ที่ทาใหญ้ ่ีปุน่ ยอมแพใ้ นสงครามโลกคร้ังทสี่ อง
การเล่าเร่ืองแบบดง้ั เดิม (traditional narrative) บอกว่า การทิง้ ระเบิดปรมาณู 2 ลกู เปน็ สาเหตุ
ของการยอมแพข้ องญ่ปี ุน่ ในขณะท่นี กั ประวัติศาสตรแ์ นวชาระใหม่ (revisionist historians) แยง้
วา่ ญป่ี ุ่นพร้อมยอมแพก้ อ่ นทจ่ี ะมีการท้งิ ระเบดิ ปรมาณู อยา่ งไรกต็ ามในบทความนผ้ี เู้ ขียนจะไมข่ อ
อธิบายถึงข้อถกเถียงระหวา่ งทัง้ สองคา่ ย แต่ผ้เู ขียนตอ้ งการจะเนน้ บทบาทสาคัญของสหภาพโซเวียต
ที่มตี ่อการยุติสงครามโลกครัง้ ทีส่ อง

สงครามในตะวันออกไกล สงครามโลกครงั้ ที่สองในตะวนั ออกไกลเริ่มต้นขน้ึ เม่อื ญ่ปี ุ่นโจมตฐี าน
ทพั เรอื อเมรกิ ันทีเ่ พิรล์ ฮารเ์ บอรเ์ มือ่ เช้าวนั ท่ี 7 ธันวาคม 1941 การโจมตคี ร้ังน้ที าใหส้ หรัฐฯ เขา้ สู่
สงครามโลกครั้งทีส่ องอยา่ งเปน็ ทางการในวันรงุ่ ขนึ้ ในชว่ งแรกของ "สงครามมหาเอเชียบรู พา" น้ี
ประเทศไทยและอาณานคิ มขององั กฤษ ได้แก่ มลายู ฮ่องกง พมา่ ถกู กองทัพญปี่ นุ่ บุกเขา้ ยดึ ครอง
จนเวลาผ่านไป 6 เดอื น สหรัฐอเมริกาและพนั ธมิตรกลบั มาได้เปรียบ หลงั สรา้ งความเสียหาย
มากมายให้กองเรอื ญี่ปุ่นใน "สมรภูมมิ ิดเวย์" ช่วงตน้ เดือนมถิ ุนายน 1942 และต่อมาในช่วงครง่ึ
แรกของปี 1945 โอกินาวาได้ตกอยูใ่ นมอื ของสหรัฐอเมรกิ า ซ่ึงตอ่ มากถ็ ูกใช้เป็นฐานสาหรับการบกุ
ของพนั ธมิตรที่เกาะญีป่ ุ่น จุดจบของสงครามแปซิฟิกส้ินสุดลงดว้ ยการท้ิงระเบดิ ปรมาณทู ี่ฮโิ รชมิ า
และนางาซากิเมือ่ วันท่ี 6 และ 9 สงิ หาคม 1945 ตามลาดับ

สนธสิ ัญญาความเป็นกลางของสหภาพโซเวยี ต

สหภาพโซเวียตมีความสนใจในตะวนั ออกไกลมานานกอ่ นสงครามโลกคร้งั ทสี่ อง ในช่วงทศวรรษที่
1930 สหภาพโซเวยี ต และจักรวรรดิญ่ีปนุ่ ตา่ งกม็ องว่าตนเองเปน็ มหาอานาจทม่ี คี วามทะเยอทะยาน
ในการที่จะขยายอาณาเขตของตัวเองออกไป

ตอ่ มาญ่ปี ุ่นรกุ รานแมนจเู รีย และจัดตัง้ รฐั บาลหุ่นเชิดในแมนจูกัวในปี 1932 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ ง
โซเวยี ตและญ่ีป่นุ น้ันเสอื่ มโทรมลงหลงั จากทญี่ ป่ี ุ่นลงนามกับอดอล์ฟ ฮิตเลอรข์ องเยอรมนีในเดือน
พฤศจิกายน 1936 ในสนธิสัญญาตอ่ ต้านองคก์ ารคอมมิวนิสต์สากล (Anti-Comintern Pact)
ญีป่ ุน่ หนั มาใหค้ วามสนใจทางทหารไปยังภูมิภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื ของจีนทม่ี พี รมแดนตดิ กบั
สหภาพโซเวยี ตตะวนั ออกไกลและขอ้ พพิ าทเกี่ยวกับแนวเขตแดนซงึ่ นาไปสู่ความตึงเครียดทเ่ี พิม่
ข้ึนกบั สหภาพโซเวยี ต

สงครามโลกครั้งท่ี 2 : แฟรงก์-วอลเตอร์ สไตน์ไมเออร์ ปธน. เยอรมนี ขอให้โปแลนด์ยกโทษให้
นาซี

สงครามโลกครั้งท่ี 2: ระเบิดปรมาณูทีเ่ มอื งฮิโรชมิ าในวนั ทมี่ ชิ ิโกะเกอื บไปขนึ้ รถไฟไม่ทนั

สมรภูมิโอกินาวา : การโฆษณาชวนเช่อื และความโหดรา้ ยของกองทัพจกั รวรรดญิ ่ีป่นุ ต่อเพ่ือนรว่ ม
ชาติ

ความขดั แยง้ ชายแดนสหภาพโซเวียต - ญ่ีปนุ่ ยาวนานจนถงึ ปี 1939 เม่ือยุทธการฮาลฮิน กอล
(Battle of Khalkhin Gol) ซึง่ เป็นการสรู้ บอย่างดุเดือดจากข้อพิพาทชายแดนโซเวยี ต-ญป่ี ุน่ ซ่งึ
ส่งผลให้ญปี่ ุ่นพ่ายแพ้ ในเวลาเดียวกันเยอรมนีไดเ้ ริม่ บุกฝรงั่ เศสและกลุม่ ประเทศเบเนลกั ซ์
(เบลเยียม-เนเธอรแ์ ลนด-์ ลกั เซมเบริ ์ก) และขยายอานาจในยโุ รป สหภาพโซเวียตซึง่ ไมต่ ้องการ
เผชญิ หน้ากับสองแนวรบ จึงได้ร่วมลงนามในสนธสิ ัญญาความเป็นกลางของโซเวียต - ญ่ีปนุ่
เมอ่ื 13 เมษายน 1941

สนธสิ ญั ญาความเปน็ กลางระหวา่ งโซเวียต - ญปี่ ุ่น นี้ เป็นประโยชน์ตอ่ ทัง้ สองประเทศ เน่ืองจาก
ญี่ปุน่ สามารถขยายตัวทางทิศใต้และเร่มิ การรกุ รานอาณานิคมยโุ รปในเอเชียตะวันออกเฉียงใตโ้ ดย
ไมต่ ้องพะวงต่อการโจมตีจากโซเวยี ต และในทานองเดียวกันการท่สี นธิสญั ญาไม่รกุ รานตอ่ กนั กท็ า
ให้โซเวยี ตสามารถยา้ ยกองกาลังขนาดใหญจ่ ากภูมภิ าคตะวันออกไกลไปยังแนวรบด้านตะวนั ตกเพอ่ื
ต่อต้านกองทพั ของเยอรมนี

การโจมตีเพริ ล์ ฮาร์เบอร์

ไม่กี่วันหลังกองกาลังพิเศษทางอากาศกองทพั เรือจกั รวรรดิญป่ี ุน่ (Imperial Japanese Navy Air
Service - IJNAS) โจมตีเพิร์ลฮารเ์ บอร์ รัฐบาลสหรฐั ฯ พยายามเกลยี้ กลอ่ มให้สหภาพโซเวียต
รว่ มมอื กนั ตอ่ สกู้ ับญีป่ นุ่ โดยนายคอร์เดลล์ ฮัลล์ รมว. ตา่ งประเทศของสหรฐั ฯ หารือกับนายแมก็
ซมิ ลิตวินอฟ เอกอัครราชทตู สหภาพโซเวยี ตในกรงุ วอชิงตัน โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลที่เช่อื ถอื ได้
ของเขาว่า ญ่ีป่นุ มุ่งม่นั ในการโจมตรี ัสเซียและประเทศอนื่ ๆ ทตี่ ่อสกู้ บั เยอรมนีเมอ่ื ใดกต็ ามท่ีฮิต
เลอร์เรียกร้อง

เอกสารของรัฐบาลองั กฤษทเ่ี กบ็ ไวท้ ีห่ อจดหมายเหตฯุ หมายเลข CAB 79/21/37 ระบวุ ่า
คณะอนุกรรมการวางแผนร่วม หรอื Joint Planning Staff (JPS) แจ้งต่อทปี่ ระชมุ คณะรฐั มนตรี
สงครามขององั กฤษ ว่าไดร้ ับรายงานจากแหลง่ ขา่ วที่ไมเ่ ป็นทางการว่า "ญี่ป่นุ กาลังเสริมกาลังทหาร
ในภาคเหนือของจีนทางด้านแมนจเู รยี " แต่กไ็ มเ่ ป็นที่รูถ้ ึงความต้ังใจของญป่ี ่นุ ในการเคล่ือนไหว
เหลา่ นว้ี ่าจะเป็นข้อควรระวังหรอื พวกเขากาลงั เตรียมที่จะโจมตีรัสเซยี

แม้วา่ รายงานท้งั หมดเหลา่ นี้ดูเหมือนจะเป็นขอ้ มลู ทไี่ ม่เพียงพอ แต่มันสะท้อนถงึ เจตนาของรายงาน
ท่อี าจเปน็ ไปได้ว่า พันธมติ รจะส่งต่อข้อมูลไปยงั สหภาพโซเวียตและหวังไว้สงู วา่ มนั จะชักนาใหส้
ตาลินทาสงครามกับญี่ปุ่น อย่างไรกต็ ามสตาลินยังคงปฏิเสธการมีส่วนรว่ มใด ๆ ในการทาสงคราม
กบั ญีป่ ุน่ ซง่ึ เปน็ ทเ่ี ขา้ ใจในการทจี่ ะหลกี เลย่ี งการทาสงครามสองแนวรบคือในเอเชียและยุโรป

ความสาคญั ของสหภาพโซเวียต
แม้จะมกี ารปฏิเสธจากสหภาพโซเวยี ตเก่ียวกบั การมสี ว่ นรว่ มในการทาสงครามกับญ่ปี ุน่ แต่ JPS
ตระหนักวา่ ไม่ช้ากเ็ รว็ ญป่ี ่นุ จะพยายามกาจัดอนั ตรายของรัสเซยี ทนั ทที มี่ ีโอกาส คณะอนกุ รรมการ
วางแผนรว่ มประเมนิ เพิม่ เตมิ วา่ การโจมตีโดยญป่ี ่นุ ตอ่ เส้นทางการเดนิ เรือของสหภาพโซเวยี ตจะ
เปน็ อันตรายรา้ ยแรงตอ่ ความพยายามของโซเวียตในการต่อตา้ นเยอรมนใี นยโุ รป
ดังนน้ั JPS จึงได้จัดทาแผนสาหรบั ทาสงครามกบั ญี่ปนุ่ ในชือ่ "การเล็งเหน็ ความสาคญั ในการทา
สงครามตอ่ ตา้ นญี่ปุ่น" (Appreciation of the War against Japan) ประกอบดว้ ย 5 หวั ขอ้ ซึ่งแต่ล่ะ
หวั ขอ้ สามารถทาลายสมรรถนะของญ่ีปุน่ ในการทาสงคราม ซง่ึ 3 ใน 5 หัวข้อดังกล่าวนนั้ ต้องพ่งึ การ
เขา้ รว่ มจากสหภาพโซเวียตเป็นอยา่ งมาก เน่ืองจากสหภาพโซเวยี ตเปน็ ประเทศเดียวทอ่ี ยูใ่ กลก้ ับ
ตาแหนง่ ยุทธศาสตร์สาคญั ของญป่ี นุ่ และยังสามารถเคลือ่ นยา้ ยทหารได้โดยง่ายไปสู่แมนจูกัว
คาบสมุทรเกาหลีและจนี ตอนเหนือด้วย และการทสี่ หภาพโซเวียตตั้งอยู่ใกลญ้ ีป่ ่นุ กเ็ หมาะท่ีจะเป็น
ฐานปฏิบตั กิ ารของกองเรอื ดาน้าสาหรบั การปฏบิ ตั กิ ารใต้นา้ กบั การขนส่งชายฝั่งทะเลของญป่ี ่นุ และ
ในทะเลเหลอื ง ดงั น้ัน JPS จึงสรุปวา่ เพื่อที่จะเอาชนะญ่ีปุ่น จึงมีความสาคัญอย่างยิ่งที่จะตอ้ งให้
สหภาพโซเวียตเข้าสู่สงคราม

*คาบรรยายภาพ*รายงานของคณะอนุกรรมการวางแผนรว่ ม หรือ Joint Planning Staff (JPS)

หลังจากทเี่ ยอรมนีพ่ายแพ้ในการรบท่สี ตาลินกราดเมื่อ กุมภาพนั ธ์ 1943 สตาลินเรมิ่ เสรมิ กอง
กาลังทหารโซเวยี ตในบริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของจนี และในเดือนพฤศจกิ ายนของปีเดยี วกัน
สตาลนิ แสดงสญั ญาณของความเตม็ ใจทจ่ี ะเขา้ รว่ มในสงครามกบั ญีป่ นุ่ โดยตกลงด้วยวาจาในการ
ประชุมท่กี รุงเตหะรานว่า หลังจากทเ่ี ยอรมนพี ่ายแพส้ งครามในแนวรบดา้ นตะวันตกจากน้ันโซเวียต
จะเข้ารว่ มเพื่อเอาชนะญปี่ นุ่

*คาบรรยายภาพ* เอกสารเกี่ยวกับการประชมุ เตหะราน
ในสัปดาห์แรกของเดอื นกมุ ภาพันธ์ 1945 ท่ยี ลั ตาเมอื งตากอากาศ ชายฝงั่ ทางใต้ของคาบสมุทร
ไครเมยี มีการจัดประชุมครั้งท่สี องของสามชาติใหญ่ คือ สหรัฐฯ สหราชอาณาจกั ร และ สหภาพโซ
เวียต เพ่อื หารือเกย่ี วกบั การปรับโครงสร้างหลังสงครามของเยอรมนแี ละยโุ รป ในการประชมุ คร้ังนี้
คาปฏิญาณที่สตาลนิ ให้ไว้ท่เี ตหะรานได้รับการยืนยัน สตาลนิ ตกลงว่าสหภาพโซเวียตจะเข้าสู่
สงครามกับญป่ี นุ่ สามเดือนหลังจากการยอมแพข้ องเยอรมนีและในทางกลบั กันโซเวียตจะได้
ดินแดนแมนจเู รียหลังจากการยอมแพ้ของญีป่ ่นุ รวมถงึ ดินแดนทางตอนใตข้ อง เกาะซาคาลิน
(Sakhalin) และ หมเู่ กาะคูริล (Kuril Islands) ซงึ่ ญ่ีป่นุ ได้ยดึ ครองหลังสงครามรัสเซยี - ญีป่ ุ่นเมือ
ปี 1904-1905 รวมทง้ั การเช่าท่ีทา่ เรืออาร์เธอร์ เชน่ เดียวกบั การมสี ่วนร่วมในการดาเนินงานของ
กิจการรถไฟแมนจเู รยี

*คาบรรยายภาพ*แผนท่ีสถานการณ์ในมหาสมทุ รแปซฟิ ิก

อยา่ งไรก็ตามไม่กเ่ี ดอื นหลังจากการประชุมทยี่ ัลตา สถานการณข์ องสงครามในมหาสมุทรแปซิฟกิ
เปล่ยี นแปลงไปในทางทีเ่ ปน็ บวกต่อสหรฐั อเมรกิ า เช่นในเดือนมนี าคม 1945 นาวิกโยธินสหรฐั ฯ
ประสบความสาเร็จในการยดึ เกาะอโิ วจมิ าและเรือประจญั บานยามาโตะท่มี ีแสนยานุภาพมากทีส่ ุด
ของญีป่ ุ่นถูกยงิ จมลงบริเวณหมู่เกาะรวิ กิว อกี ท้งั การเปลย่ี นทัศนคตใิ นการเข้าสู่สงครามกบั ญี่ปุ่นของ
สหภาพโซเวยี ต หลังการขน้ึ สู่ตาแหนง่ ประธานาธดิ สี หรัฐฯ ของ แฮร์รี เอส ทรูแมน

*คาบรรยายภาพ*

ผ้นู าฝา่ ยสัมพันธมิตร จากซ้ายไปขวา
วินสตัน เชอร์ชลิ ล์, แฮรร์ ี ทรแู มน
และ โจเซฟ สตาลนิ จบั มือกัน
ทกี่ ารประชมุ พอตส์ดัม ในเยอรมนี
เม่อื วนั ที่ 28 ก.ค. 1945

ปฏญิ ญาพอตสด์ ัม

การประชุมทีพ่ อตส์ดมั ระหว่าง 17 กรกฎาคม ถึง 2 สงิ หาคม 1945 นน้ั แตกต่างจากการประชุมทยี่ ัล
ตาก่อนหนา้ นี้ เนือ่ งดว้ ยเริม่ จากการพ่ายแพ้ของเยอรมนีและกองทพั จักรวรรดญิ ปี่ ุ่นเรมิ่ แตกสลาย
และสหรฐั อเมรกิ ามีระเบดิ ปรมาณอู ยูใ่ นกามอื ทาให้สหรฐั อเมริกาเรม่ิ จะมคี วามคิดว่า การขอความ
รวมมือจากสหภาพโซเวยี ตอาจจะไม่มคี วามจาเป็นอกี ต่อไป ในระหว่างการประชมุ เม่อื 26
กรกฎาคม วนิ สตนั เชอรช์ ิลล์ แฮร์รี เอส ทรูแมน และ เจียง ไคเช็ก ออกแถลงการณ์ ปฏญิ ญา
พอตส์ดัม (Potsdam Declaration) ซ่งึ ระบุเงื่อนไขการยอมแพ้ของญีป่ ุ่นในช่วงสงครามโลกคร้ังที่
สองในเอเชยี แต่สตาลินไม่ได้รว่ มลงนามในปฏิญญา แมเ้ ข้ารว่ มการประชมุ เนอ่ื งจากสหภาพโซ
เวยี ตยังคงมีสนธิสญั ญาเป็นกลางกบั ญ่ปี นุ่ อยา่ งไรก็ตามสองวนั หลังจากการทง้ิ ระเบิดปรมาณทู ฮ่ี ิโร
ชมิ าและหนง่ึ วนั กอ่ นเกิดเหตรุ ะเบิดทเ่ี มืองนางาซากิ สหภาพโซเวียตไดป้ ระกาศสงครามกับรฐั บาล
ญป่ี ุน่ เมื่อ 8 สิงหาคม 1945 ขา่ วนีไ้ ด้สรา้ งความตระหนกต่อญี่ปุ่นเป็นอนั มาก เน่ืองจากขอ้ เท็จจรงิ
ทว่ี ่าสตาลนิ ได้รบั ขอ้ ความส่วนตัวจากจักรพรรดิญปี่ ุ่นขอให้เขาเปน็ ตวั กลางระหว่างญปี่ ุน่ และ
สหรฐั อเมริกา กอ่ นท่ีเขาจะออกจากมอสโกเพอื่ ทีจ่ ะมาร่วมการประชมุ ท่ีพอตสด์ ัม แม้ประวตั ิศาสตร์
ชาตติ ะวันตกเน้นบทบาทของระเบดิ ปรมาณวู ่าเปน็ สาเหตทุ ่ีทาให้ญ่ปี ุ่นยอมจานน แต่เอกสารญป่ี ุ่นที่
เพง่ิ เปิดใหมก่ ใ็ หค้ วามสาคญั ของการประกาศสงครามของสหภาพโซเวยี ตวา่ เปน็ สาเหตุในการ
บงั คับให้ญีป่ นุ่ ยอมจานน

*คาบรรยายภาพ*

สตาลนิ เอ่ยถึงเชอรช์ ลิ ล์ เกีย่ วกับข้อความส่วนตวั จากจักรพรรดิญปี่ ่นุ ในการประชุมพอตส์ดมั
หลงั จากทสี่ หภาพโซเวยี ตประกาศสงคราม ในวันรุง่ ขน้ึ กองทัพโซเวยี ตก็เร่มิ การบกุ โจมตพี ร้อมกัน
ในแนวรบสามแนวไปทางทศิ ตะวันออก ทิศตะวันตกและทศิ เหนอื ของแมนจูเรียและคาบสมทุ ร

เกาหลี ในขณะเดียวกันโซเวียตก็ไดย้ กพลข้ึนบกทีเ่ กาะซาคาลนิ และหมู่เกาะคูริล รวมถึงดนิ แดน
ทางเหนือของญี่ปุ่น โซเวยี ตต้องเผชิญกบั การต่อต้านอย่างหนักจากญป่ี นุ่ แต่กป็ ระสบความสาเร็จ
ในการควบคุมทัว่ ทั้งเกาะ ในคืนวันท่ี 14 สิงหาคม 1945 รฐั บาลญี่ปุน่ ได้ส่งคาตอบขอยอมจานน
โดย เจมส์ ฟรานซสิ เบิร์นส์ (James Francis Byrnes) รมว. ต่างประเทศ สหรัฐฯ ได้พิจารณา
แล้วและถือว่าญ่ีปุ่นยอมรบั เงอ่ื นไขของปฏญิ ญาพอตส์ดมั

*คาบรรยายภาพ*

สาเนาขอ้ ความประกาศยอมแพ้
สงครามของลงนามโดย ชิโกโนริ
โตโก รัฐมนตรีต่างประเทศญป่ี นุ่
เมอ่ื วนั ท่ี 14 ส.ค. 1945

เมือ่ เวลา 10.00 น. ของวนั ที่
14 สิงหาคม ขณะท่ีสถานการณเ์ ลวรา้ ยลง
จักรพรรดิฮโิ รฮโิ ตะ ได้ตรัสตอ่ คณะรัฐมนตรีในการประชุมวา่ "สถานการณ์ทางทหารเปลยี่ นไป
อย่างกะทันหัน สหภาพโซเวยี ตเข้าสู่สงครามกับเรา การโจมตดี ว้ ยการฆา่ ตวั ตายไม่สามารถแขง่ ขนั
กบั พลงั ของวทิ ยาศาสตรไ์ ด้ ดังนั้นจงึ ไมม่ ีทางเลือกอ่นื นอกจากตอ้ งยอมรบั เงอ่ื นไขของพอตส์ดัม"

ในขณะท่จี กั รพรรดิฮิโรฮิโตะ ร่วมเข้าประชุมพรอ้ มกับคณะรฐั มนตรขี องพระองคอ์ ยูน่ น้ ไดเ้ กิดความ
พยายามมีการกอ่ การรัฐประหารข้นึ นาโดยพันตรีเคนจิ ฮาตานากะ (Major Kenji Hatanaka) กลมุ่
ผู้กอ่ การพยายามที่จะยึดพระราชวงั เพือ่ ท่จี ะหยดุ จกั รพรรดิฮิโรฮโิ ตะประกาศยอมแพ้ แต่การ
รัฐประหารไมป่ ระสบผลสาเร็จ ต่อมาในตอนเทย่ี งของวนั ท่ี 15 สิงหาคม เสียงของจกั รพรรดิฮิโรฮิ
โตะไดอ้ อกรายการวทิ ยุแห่งชาติเป็นคร้ังแรก เพื่อประกาศการยอมแพ้ของญป่ี ุ่น และนาไปสูก่ ารลง
นามในตราสารแห่งการยอมจานน เม่ือ 2 ก.ย. 1945 ท่ีอา่ วโตเกียว บนเรือรบ มิสซูรี และนี่คอื
บทสรุปของสงครามในมหาสมุทรแปซฟิ ิกและการยุตสิ งครามโลกครง้ั ที่สองอยา่ งเป็นทางการ

สงครามเยน็ ความขัดแย้งทางอุดมการณข์ อง 2 ขวั้ มหาอานาจ

สงครามเยน็ หนึ่งในสงครามคร้งั สาคัญที่ถูกบันทึกไว้ในหนา้ ประวตั ิศาสตร์โลก แมว้ า่ สงครามเยน็
จะเปน็ สงครามท่เี กิดจากความขัดแยง้ อดุ มการณท์ างการเมือง แตม่ นั กไ็ ดล้ ุกลามและแผข่ ยายจน
สร้างความตึงเครยี ดไปท่ัวโลก สาหรับสงครามเย็น เป็นการตอ่ สกู้ ันระหว่างกลุ่มประเทศ 2 กลุ่ม
ทีม่ ีอดุ มการณ์ทางการเมืองและระบอบการเมอื งตา่ งกันระหวา่ งกลมุ่ ประเทศโลกเสรี นาโดย
สหรัฐอเมรกิ า และกล่มุ ประเทศคอมมิวนสิ ต์ นาโดยสหภาพโซเวยี ต ซง่ึ เกดิ ขึ้นในช่วงหลงั
สงครามโลกคร้ังทส่ี อง ช่วงประมาณ ค.ศ.1945-1991 (พ.ศ. 2488-2534)

โดยประเทศมหาอานาจท้ัง 2 ฝา่ ยจะไม่ทาสงครามกนั โดยตรง แตจ่ ะพยายามสร้าง
แสนยานภุ าพทางการทหารของตนไวข้ ม่ ข่ฝู า่ ยตรงข้าม และสนับสนนุ ใหป้ ระเทศพนั ธมิตรของตน
เข้าทาสงครามแทน หรอื ทเ่ี รยี กอกี อย่างหน่ึงว่าสงครามตวั แทน (Proxy War) เหตุที่เรยี ก สงคราม
เย็น เน่ืองจากเป็นการต่อสู้กนั ระหว่างมหาอานาจ โดยใชจ้ ติ วทิ ยา ไม่ไดน้ าพาไปสกู่ ารต่อสดู้ ้วย
กาลงั ทหารโดยตรง แตใ่ ช้วธิ กี ารโฆษณาชวนเช่อื การแทรกซมึ บ่อนทาลาย การประณาม การแข่งขนั
กันสรา้ งกาลังอาวุธ และแสวงหาอิทธิพลในประเทศเลก็

สาเหตุของสงครามเย็น
สงครามเย็นมีสาเหตมุ าจากความขดั แย้งทางด้านอดุ มการณท์ างการเมอื งของประเทศ

มหาอานาจทัง้ สอง คือ สหรฐั อเมรกิ า และสหภาพโซเวียต ทย่ี ดึ ถอื เป็นแนวทางในการดาเนิน
นโยบายตา่ งประเทศ และความขัดแยง้ ทางด้านผลประโยชน์และเขตอทิ ธพิ ล เพอื่ ครองความเปน็
ผู้นาของโลก โดยทงั้ สองประเทศพยายามแสวงหาผลประโยชน์และเขตอิทธพิ ลในประเทศตา่ ง ๆ
ท้ังนเ้ี ป็นผลมาจากการที่ผู้ยง่ิ ใหญ่หรือผู้นาทางการเมืองของโลกในสมยั กอ่ น คอื อังกฤษ เยอรมนี
ไดห้ มดอานาจลงภายหลงั สงครามโลกคร้ังท่ี 2 แล้วน่นั เอง

ความเป็นมาของสงครามเย็น
เม่อื สงครามโลกครั้งที่ 2 สิน้ สดุ ลง โดยเยอรมนเี ป็นฝา่ ยพา่ ยแพต้ อ่ ฝ่ายสหประชาชาติ

ทาให้สหรฐั อเมรกิ าและโซเวียตขาดจุดมงุ่ หมายทจ่ี ะดาเนนิ การร่วมกนั อกี ต่อไป และความขัดแย้งก็
เริม่ ตน้ ข้ึนหลงั จากทั้งสองประเทศมีมุมมองต่ออนาคตของประเทศในยโุ รปตะวนั ออกและประเทศ
เยอรมนีแตกตา่ งกัน และทาใหเ้ กิดความขัดแยง้ ทางอดุ มการณ์อยา่ งชัดเจน กล่าวคือ เก่ียวกบั
ประเทศยุโรปตะวนั ออกนัน้ ประเทศท้งั สองได้เคยตกลงกันไวท้ ่ีเมืองยลั ต้า (Yalta) เมอื่ เดอื น
กมุ ภาพันธ์ ค.ศ.1945 ว่า "……เม่อื ส้ินสงครามแล้ว จะมกี ารสถาปนาการปกครองระบบ
ประชาธิปไตยในประเทศเหล่านั้น" แตพ่ อสิน้ สงคราม โซเวียตได้ใช้ความได้เปรียบของตนในฐานะ
ที่มกี าลงั กองทัพอยู่ในประเทศเหลา่ นั้น สถาปนาประชาธปิ ไตยตามแบบของตนขึ้นทเ่ี รียกว่า
"ประชาธปิ ไตยของประชาชน" ฝ่ายสหรัฐอเมริกาจึงทาการคัดคา้ น เพราะประชาธิปไตยตาม
ความหมายของสหรัฐอเมริกา หมายถงึ "เสรีประชาธิปไตยทีจ่ ะเปลีย่ นรัฐบาลได้โดยวิธกี ารเลือกตัง้
ที่เสรี" ส่วนโซเวียตก็ยนื กรานไมย่ อมใหม้ กี ารเปลี่ยนแปลงใด ๆ

ส่วนในประเดน็ ทเ่ี กีย่ วกบั ประเทศเยอรมนีก็เช่นกนั เพราะโซเวียตไมย่ อมปฏิบตั ิการตาม
การเรยี กรอ้ งของสหรัฐอเมริกาท่ใี ห้มีการรวมเยอรมนี และสถาปนาระบอบเสรปี ระชาธิปไตยใน
ประเทศนี้ตามทไี่ ด้เคยตกลงกนั ไว้

ความไมพ่ อใจระหวา่ งประเทศทงั้ สองเพ่มิ มากขึ้น เมื่อประธานาธิบดที รูแมน (Harry S.
Truman) ของสหรฐั อเมรกิ า ได้สนบั สนุนสุนทรพจน์ของอดีตนายกรฐั มนตรีเชอร์ชิล (Sir. Winston
Churchill) ของอังกฤษ ซ่งึ ไดก้ ลา่ วในรฐั มิสซรู ี เมือ่ เดอื นมีนาคม ค.ศ.1946 ว่า "มา่ นเหล็กได้ปดิ
กน้ั และแบ่งทวีปยุโรปแล้ว ขอให้ประเทศพ่ีน้องทีพ่ ดู ภาษาองั กฤษดว้ ยกนั ร่วมมือกันทาลายม่าน
เหล็ก (Iron Curtain)" ซง่ึ หมายความว่า เชอรช์ ลิ ล์เรียกร้องใหม้ กี ารจบั ขัว้ พันธมิตรระหว่าง
สหรฐั อเมริกากับองั กฤษเพอื่ ตอ่ ต้านสหภาพโซเวยี ต ซง่ึ ถกู มองวา่ เป็นผ้สู ร้างม่านเหลก็ กนั้ ยโุ รป
และด้วยสนุ ทรพจนน์ ีเ้ อง ทาให้ประเทศในโลกน้แี ตกออกเป็นสองฝา่ ยระหว่างประเทศ
ประชาธปิ ไตยและคอมมวิ นิสต์อยา่ งชัดเจน

สว่ นปัญหาทีแ่ สดงให้เห็นถึงการแข่งขันในการเปน็ ผนู้ าของโลกแทนมหาอานาจยุโรปก็คือ
การท่ีสหรัฐอเมรกิ าสามารถบงั คบั ให้โซเวยี ตถอนทหารออกจากอิหรา่ นไดส้ าเรจ็ ในปี ค.ศ.1946
ต่อมาในเดือนมนี าคม ค.ศ.1947 อังกฤษไดป้ ระกาศสละความรบั ผิดชอบในการช่วยเหลือกรซี และ
ตุรกี ใหพ้ ้นจากการคุกคามของคอมมวิ นสิ ต์ เพราะไมม่ กี าลังพอท่ีจะปฏบิ ัติการได้ และรอ้ งขอให้
สหรัฐอเมรกิ าเข้าทาหน้าทน่ี ี้แทน

ประธานาธิบดที รูแมนจงึ ตกลงเข้าช่วยเหลือและประกาศหลกั การในการดาเนนิ นโยบาย
ต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาให้โลกภายนอกทราบวา่ "จากนีไ้ ปสหรัฐอเมริกาจะเขา้ ช่วยเหลือ
รัฐบาลของประเทศทร่ี กั เสรที ัง้ หลายในโลกน้ใี ห้พ้นจากการคุกคามโดยชนกลมุ่ น้อยในประเทศท่ี
ไดร้ ับการชว่ ยเหลือจากต่างประเทศ" หลกั การน้ีเรียกกันว่า หลักการทรแู มน (Truman Doctrine)
จากนั้น สหรัฐอเมรกิ ากแ็ สดงใหป้ รากฏวา่ ตนพรอ้ มท่จี ะใชก้ าลังทหารและเศรษฐกจิ สกัดกัน้ การ
ขยายอิทธพิ ลของคอมมิวนสิ ตท์ กุ แห่งในโลก ไมว่ า่ จะเปน็ ทวปี ยโุ รป เอเชยี หรือแอฟริกา ทาให้ใน
เดือนกันยายน ค.ศ. 1947 ผ้แู ทนของโซเวยี ตได้ประกาศต่อท่ีประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ทว่ั โลกที่
นครเบลเกรด ประเทศยโู กสลาเวีย วา่ "..โลกได้แบ่งออกเปน็ สองค่ายแลว้ คอื ค่ายจักรวรรดนิ ยิ ม
อเมรกิ ันผู้รุกราน กบั ค่ายโซเวียตผู้รักสนั ติและเรียกร้องให้คอมมิวนิสตท์ ัว่ โลก ชว่ ยสกัดกัน้ และ
ทาลายสหรัฐอมรกิ า." ฉะนัน้ จงึ กลา่ วไดว้ า่ ถ้อยแถลงของผูแ้ ทนโซเวียตนเี้ ป็นการประกาศสงคราม

กบั สหรฐั อเมรกิ าอยา่ งเป็นทางการ
อยา่ งไรก็ตาม สงครามเยน็ ที่มีลกั ษณะเปน็ ทง้ั การขดั แยง้ ทางอดุ มการณ์และการแขง่ ขัน

เพอ่ื กาลังอานาจของประเทศมหาอานาจทัง้ สอง ซ่งึ ตอ้ งการทจ่ี ะเป็นผนู้ าโลก ได้เร่มิ เปล่ยี นแปลงไป
ในลกั ษณะที่ลดความรุนแรง ตัง้ แต่ปี ค.ศ. 1960 เปน็ ต้นมา เนอื่ งจากได้มกี ารเปลีย่ นแปลงทาง
การเมอื งระหว่างประเทศสาคญั 2 ประการคือ

1. การดาเนนิ นโยบาย "การอยรู่ ่วมกนั อยา่ งสนั ต"ิ (Peaceful Co-existence) ของ
ประธานาธิบดี นกิ ติ า ครุสชอฟ (Nikita Khrushchev) ของโซเวยี ต เนอ่ื งจากเกรงวา่ อานาจ
นิวเคลยี ร์ทีโ่ ซเวียตและสหรัฐอเมริกามเี ทา่ เทยี มกนั อาจถกู นามาใชใ้ นกรณีที่ความตึงเครยี ด
ระหว่างสองฝ่ายมคี วามรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ยงั เชื่อวา่ ประเทศทม่ี ลี ทั ธกิ ารเมอื งและลัทธเิ ศรษฐกจิ ที่
แตกต่างกัน จะสามารถติตดต่อคา้ ขายและมีความสัมพนั ธต์ ่อกนั ได้ โดยไมย่ งุ่ เกยี่ วในกจิ การ
ภายในซึง่ กนั และกนั ดงั นนั้ การต่อสู้ระหว่างค่ายเสรปี ระชาธิปไตยกับคา่ ยคอมมวิ นสิ ต์อาจจะ
เอาชนะกนั ได้โดยไมต่ อ้ งใชก้ าลงั อยา่ งไรก็ตาม หลักการอยู่ร่วมกันโดยสนั ตขิ องโซเวยี ต เป็น
เพียงแตก่ ารเปลี่ยนจากการมุ่งขยายอิทธิพลดว้ ยสงครามอยา่ งเปดิ เผยไปเป็นสงคราม
ภายในประเทศและการบอ่ นทาลาย ฉะนัน้ ต้ังแต่ปี ค.ศ. 1963 เปน็ ตน้ มา สหรัฐอเมริกาและโซ
เวยี ตตา่ งใชว้ ธิ กี ารทุกอยา่ งทัง้ ด้านการทหาร การเมอื ง และเศรษฐกิจ ในการแข่งขนั กันสร้างความ
นยิ ม ความสนับสนุนและอทิ ธิพลในภูมภิ าคต่าง ๆ ของโลก โดยหลกี เลี่ยงการใชอ้ าวธุ และการ
ประจนั หน้ากนั โดยตรง

2. ความแตกแยกในคา่ ยคอมมิวนสิ ต์ระหว่างโซเวยี ตกบั สาธารณรัฐประชาชนจีน ซ่ึงเริม่
ปรากฏต้ังแต่ปี ค.ศ. 1960 เปน็ ตน้ มา และเมอ่ื จีนสามารถทดลองระเบิดปรมาณูสาเรจ็ และ
กลายเปน็ ประเทศมหาอานาจนวิ เคลียรใ์ นปี ค.ศ. 1964 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งประเทศทั้งสองก็
เส่ือมลง จนถงึ ขนึ้ ปะทะกนั โดยตรงดว้ ยกาลังในปี ค.ศ. 1969 จากความขัดแยง้ ทางด้านอดุ มการณ์
และการแข่งขนั กนั เปน็ ผู้นาในโลกคอมมวิ นสิ ต์ ระหว่างจีนกบั โซเวยี ต มีผลทาให้ความเขม้ แข็งของ
โลกคอมมวิ นสิ ต์ลดน้อยลง และมสี ว่ นผลักดนั ใหจ้ นี เปล่ยี นแปลงนโยบายต่างประเทศ ไปสู่การ
ปรับความสัมพันธก์ บั สหรัฐอเมริกาในทส่ี ุด ต้งั แต่ปี ค.ศ. 1970 เปน็ ตน้ มา ความสมั พันธร์ ะหว่าง
ประเทศมหาอานาจเริ่มคนื สู่สภาวะปกติ โดยใชว้ ธิ ีการหันมาเจรจาปรับความเข้าใจกนั ดาเนิน
นโยบายเก่ียวกับทีเ่ ออื้ ต่อผลประโยชน์ และความมั่นคงปลอดภยั ของ ประเทศตน ระยะน้ีจึงเรยี กว่า
"ระยะแหง่ การเจรจา" (Era of Negotiation) หรอื ระยะ "การผอ่ นคลายความตึงเครียด"
(Detente) โดยเรมิ่ จากสหรัฐอเมริกาภายใตก้ ารนาของประธานาธบิ ดีรชิ ารด์ นกิ สนั ซ่ึงเป็นผปู้ รับ
นโยบายจากการเผชญิ หนา้ กับโซเวียต มาเป็นการลดความตึงเครียดในความสัมพนั ธ์ต่อกัน
นอกจากนยี้ ังได้เปิดการเจรจาโดยตรงกบั สาธารณรัฐประชาชนจีนด้วย ทงั้ นี้เพราะตระหนกั วา่ จนี ได้
กลายเปน็ มหาอานาจนิวเคลยี ร์อกี ชาติหนึง่ และกาลังจะมีบทบาทมากข้นึ ในประเทศดอ้ ยพัฒนา และ
ประเทศทเี่ พิ่งเกิดใหมท่ ัง้ ในทวปี เอเชยี แอฟริกา ลาตินอเมรกิ า และยโุ รป

ดงั นนั้ ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1971 สหรัฐอเมริกาได้ส่งนายเฮนร่ี คิสชินเจอร์ ทีป่ รึกษา
ดา้ นความมัน่ คงแห่ชาติ เดนิ ทางไปปกั กิ่งอยา่ งลับ ๆ เพ่อื หาลทู่ างในการเจรจาปรับความสัมพนั ธก์ บั
จีน ซง่ึ นาไปสู่การเยอื นปกั กิ่งของ ประธานาธบิ ดนี กิ สัน ในเดอื นกุมภาพนั ธ์ ค.ศ. 1972 และได้
รว่ มลงนามใน "แถลงการณเ์ ซ่ยี งไฮ้" (Shanghai Joint Communique) กับอดตี นายกรฐั มนตรีโจว
เอินไหล ซึ่งมสี าระทส่ี าคัญคอื สหรฐั อเมริกายอมรบั วา่ รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน เปน็ รฐั บาล
อนั ชอบธรรมเพยี งรฐั บาลเดยี วและไต้หวนั เป็นสว่ นหนง่ึ ของประเทศจีน จากนน้ั มาทัง้ สองประเทศ
ได้สถาปนาความสัมพันธท์ างการทูตต่อกนั ในวนั ที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1979 นอกจากนี้
สหรัฐอเมริกาและโซเวียต ไดพ้ ยายามที่จะปรบั ปรุงความสัมพันธร์ ะหว่างกนั ในลกั ษณะทีเ่ ปน็ การ

ผอ่ นคลายความตึงเครียดระหวา่ งประเทศทัง้ สอง ซึง่ จะเห็นได้จากการเปิดการ เจรจาจากดั อาวธุ
ยุทธศาสตร์ คร้ังแรกที่กรุงเฮลซงิ กิ ท่ีเรียกวา่ SALT-1 (Strategic Arms Limitation Talks) ในปี
ค.ศ. 1972 ซงึ่ เป็นการเรมิ่ แนวทางทจ่ี ะให้เกิดความร่วมมอื และสนั ตภิ าพ ในปเี ดียวกันน้ี
ประธานาธบิ ดีนกิ สนั ก็ได้ไปเยอื นโซเวียต ส่วนเบรสเนฟเลขาธกิ ารพรรคคอมมวิ นิสต์ของโซเวียต
กไ็ ด้ไปเยือนสหรฐั อเมริกาในปี ค.ศ. 1973 ต่อมาประเทศทัง้ สองได้เจรจาร่วมลงนามใน
สนธสิ ญั ญาจากัดอาวธุ ยุทธศาสตร์ ฉบบั ที่ 2 (SALT-2) ทีเ่ วียนนา ในวันที่ 18 มถิ นุ ายน ค.ศ.
1979 ซ่งึ มผี ลทาให้โซเวียตมคี วามเท่าเทียมกบั สหรัฐอเมรกิ า ทัง้ ทางการเมืองและทางแสนยานุภาพ
นอกจากนั้นยงั ไดร้ ับผลประโยชน์ทางการค้ากับฝา่ ยตะวนั ตกเพม่ิ มากข้นึ

อยา่ งไรก็ตาม แม้ว่าโซเวียตจะยอมร่วมมือกับสหรัฐอเมรกิ าในบางกรณีท่ีเป็น
ผลประโยชน์แกต่ น แต่โซเวยี ตกย็ งั คงดาเนนิ นโยบายแผ่ขยายอานาจและอทิ ธพิ ลเขา้ ไปในดินแดน
ต่าง ๆ ท้งั ในเอเชีย แอฟรกิ า และลาตินอเมรกิ า แต่โซเวียตกพ็ ยายามระมดั ระวงั ไมใ่ ห้เกิดการ
กระทบกระท่งั ที่จะนาไปส่กู ารทาลายสภาพการผ่อนคลายความตึงเครยี ด ซ่งึ จะมีผลทาให้เกดิ ความ
ขัดแย้งและอาจจะไปสูส่ งครามได้

วิธกี ารทใี่ ช้ในสงครามเย็น อย่างทที่ ราบกนั วา่ สงครามเย็น ไมใ่ ชส่ งครามท่ีใช้การจับอาวุธมา
เผชิญหน้าห้าหนั่ กันเหมอื นสงครามท่วั ไป หากแตใ่ ชก้ ลวธิ ีตา่ ง ๆ เพอ่ื ตอบโต้ฝา่ ยตรงข้าม ดังนี้

1. การโฆษณาชวนเช่ือ (Propaganda) เป็นวิธีการหน่ึงท่ฝี า่ ยเสรปี ระชาธิปไตยและฝา่ ย
คอมมิวนสิ ต์นยิ มใช้ เพ่อื สร้างความรู้สึกและทศั นะที่ดีเกี่ยวกบั ประเทศของตน โดยใช้คาพูด ส่ิง
ตพี ิมพ์ และการเผยแพร่เอกสารตา่ ง ๆ ทเี่ ก่ียวกบั การดาเนนิ ชวี ติ และวฒั นธรรมของประชาชนใน
ประเทศของตน เพื่อแสดงใหเ้ หน็ วา่ ฝา่ ยตนเป็นฝา่ ยท่รี ักความยตุ ธิ รรม รกั เสรภี าพและสนั ติภาพ
ขณะเดียวกันก็ประณามฝ่ายตรงข้ามวา่ เป็นฝา่ ยรกุ ราน เป็นจักรวรรดนิ ิยม เปน็ ต้น

2. การแข่งขันทางด้านอาวธุ สหรัฐอเมรกิ าและโซเวยี ตต่างพยายามแขง่ ขันกันสร้างเสริม
กาลังอาวธุ ที่มอี านภุ าพร้ายแรงไวค้ รอบครองใหม้ ากทีส่ ดุ จนกระท่งั ตา่ งฝ่ายตา่ งมจี านวนอาวุธ
ยุทธศาสตรใ์ นปริมาณและสมรรถนะทีเ่ กนิ ความต้องการ ในเรอ่ื งนีน้ านาประเทศรวมทัง้ องคก์ าร
สหประชาชาติ ไดพ้ ยายามให้มขี ้อตกลงในเร่อื งการจากัดการสร้าง และการเผยแพร่อาวธุ ตลอดมา
แตก่ ย็ ังไมไ่ ดผ้ ลเท่าทีค่ วร อาวธุ ยุทธศาสตรท์ ที่ ัง้ สองฝา่ ยแข่งขันกนั ได้แก่

2.1 ขปี นาวธุ ขา้ มทวีป ชนิดทยี่ ิงจากไซโลในพ้นื ดินไปสู่อวกาศ และตกกลับสู่หว้ งอวกาศ
ตกไปยงั เปา้ หมาย มชี อื่ เรียกทั้งระบบว่า ICEM –(Inter Continental Ballistic Missiles) มที ั้ง
ระบบทาลายและระบบปอ้ งกนั

2.2 เรือดาน้านิวเคลยี ร์ตดิ ขปี นาวธุ
2.3 เครื่องบนิ ทิ้งระเบดิ ระยะทาการไกล
อาวุธดังกล่าวถือวา่ เปน็ อาวุธยุทธศาสตร์นิวเคลยี ร์ (Strategic Nuclear Forces) ท่สี หรัฐอเมรกิ า
และโซเวียตมสี มรรถนะเทา่ เทียมกนั และเหนือกว่าประเทศท้งั มวลในโลก นอกจากนอี้ ภิมหาอานาจ
ทั้งสอง ยงั แขง่ ขันกันคิดคน้ ระบบการป้องกนั ขีปนาวธุ ในอวกาศซงึ่ มีฐานปฏิบตั กิ ารอยใู่ นอวกาศทีม่ ี
ช่อื เรียกอย่างเป็นทางการว่า Strategic Defense Initative (SDI) ซงึ่ รจู้ ักกันโดยท่ัวไปวา่ สตาร์
วอร์ส (Star Wars)

ความขัดแยง้ ของประเทศประชาธปิ ไตย และสังคมนยิ มในภาวะสงครามเย็น
ความขัดแยง้ ระหว่างอภมิ หาอานาจไดก้ ่อให้เกิดวิกฤตการณต์ า่ ง ๆ ขึ้นในหลายภมู ภิ าค ดังนี้
วกิ ฤตการณ์เบอร์ลิน
เม่ือสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ยตุ ลิ งในปี ค.ศ. 1945 เยอรมนีแบ่งออกเปน็ 4 สว่ น โดยสนธิสญั ญา
ปอทสดัม (Treaty of Potsdam) น้ัน ไดใ้ หป้ ระเทศมหาอานาจตะวนั ตก คือ สหรฐั อเมรกิ า อังกฤษ
และฝรั่งเศส ครอบครอง 3 ส่วนร่วมกันเรียกวา่ เยอรมนตี ะวนั ตก ขณะทอี่ ีกส่วนหน่งึ ให้โซเวียต
ปกครองเรยี กว่า เยอรมนตี ะวนั ออก ทาใหก้ รุงเบอร์ลนิ นครหลวงแบ่งออกเป็น 2 สว่ น สว่ นทถี่ กู ยดึ
ครองโดยฝ่ายพันธมติ รตะวนั ตกเรยี กว่า เบอร์ลินตะวนั ตก

ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1948 โซเวียตได้ปดิ ก้ันเส้นทาง
คมนาคมทางบกท่ผี ่านไปยงั เบอรล์ ินตะวนั ตก
ทาใหพ้ นั ธมติ ร 3 ชาติ ไม่สามารถส่งอาหารและสินคา้ ต่าง ๆ
ไปยงั เบอรล์ ินตะวันตกได้ เพอ่ื บงั คับใหม้ หาอานาจตะวันตก
ละท้งิ เบอร์ลนิ การปิดล้อมครั้งนี้ใชเ้ วลาเกอื บ 1 ปี โดย
พันธมติ ร 3 ประเทศได้ชว่ ยกันใช้เครอื่ งบิน
ลาเลยี งส่ิงของ เช่น อาหาร เส้ือผ้า และยารักษาโรคใหแ้ กช่ าว
เบอร์ลนิ ตะวนั ตก เหตุการณ์ดังกลา่ วนาไปส่กู ารแบ่งแยก
เยอรมนีเปน็ 2 ประเทศ และแบ่งเบอร์ลินเป็น 2
ส่วนอย่างถาวร เรียกวา่ วิกฤตการณเ์ บอร์ลิน
โดยอังกฤษ สหรฐั อเมริกา และฝร่ังเศสได้รวมเขตการปกครองของตนเข้าดว้ ยกนั เป็นประเทศเอก
ราชเรยี กว่า สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (เยอรมนตี ะวันตก) ฝง่ั โซเวียตก็สถาปนาเขตที่ตนเอง
ปกครองเรียกวา่ สาธารณรัฐประชาธิปไตยเยอรมนี (เยอรมนตี ะวันออก) เมอ่ื แบ่งประเทศแลว้
ชาวเยอรมนั ตะวนั ออกไดอ้ พยพมาอยใู่ นเขตตะวนั ตกมากขนึ้ ตลอดเวลา ทาใหโ้ ซเวยี ตตอ้ งสร้าง
กาแพงยาวกว่า 27 ไมล์ กัน้ ระหว่างเบอร์ลินใน ค.ศ.1961 เรียกวา่ กาแพงเบอร์ลนิ

กาแพงเบอรล์ ินถอื เป็นสัญลักษณส์ าคัญหนง่ึ ของสงครามเย็น และถูกทาลายไปเมอื่ ค.ศ.
1989 ขณะที่ มิฮาอิล กอรบ์ าชอฟ ประธานาธบิ ดขี องสหภาพโซเวียต ยินยอมใหเ้ ยอรมนที ั้งสอง
ตัดสินใจอนาคตตนเอง โดยสหภาพโซเวยี ตจะไมเ่ ขา้ แทรกแซง ภายหลังจึงมกี ารรวมเยอรมนเี ป็น
ประเทศเดยี วกนั อยา่ งเป็นทางการ เรยี กวา่ สหพนั ธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ท้งั นี้ ถอื ไดว้ ่าวกิ ฤตการณ์
เบอร์ลิน เป็นผลทาใหส้ ภาวการณ์เผชิญหน้ากนั ในสงครามเยน็ ทวคี วามตึงเครียดยง่ิ ขึ้น และมีการ
ร่วมมอื กนั ของกลุ่มประเทศในยโุ รปตะวนั ตกกับสหรฐั อเมริกา และประเทศเสรปี ระชาธปิ ไตย เพ่ือ
ขจดั การแทรกแซงและขยายอทิ ธิพลของลทั ธิคอมมิวนิสตก์ นั เปน็ ระบบ เช่น สหรัฐอเมริกาได้
รว่ มมอื กับประเทศโลกเสรีกอ่ ต้งั องคก์ ารสนธิสัญญาทางทหาร เช่น องคก์ ารนาโต้ องค์การซีโต้
องคก์ ารนานารัฐอเมรกิ าตลอดรวมถงึ การตั้งฐานทพั สหรัฐอเมรกิ า ในเกาหลใี ต้ ฟลิ ิปปนิ ส์ ไทย
และประเทศอนื่ อกี หลายประเทศทวั่ โลก

วิกฤตการณ์คาบสมทุ รเกาหลี
ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง คาบสมทุ รเกาหลีไดต้ กอยู่ภายใต้การยึดครองของญ่ปี ุน่ แต่

เมื่อญี่ปนุ่ ยอมแพ้สงครามโลกคร้งั ท่ี 2 ในปี ค.ศ. 1945 คาบสมทุ รเกาหลีไดถ้ ูกแบ่งออกเป็น 2
ส่วนท่ีเสน้ ขนานที่ 38 องศาเหนือ โดยโซเวยี ตควบคุมดแู ลดนิ แดนส่วนเหนือหรือเกาหลีเหนอื
และสหรัฐอเมรกิ าดูแลดินแดนทางใต้ของเสน้ ขนานท่ี 38 เรยี กวา่ เกาหลีใต้

ในปี ค.ศ. 1948 ทงั้ สองฝา่ ยได้เร่ิมถอนทหารออกจากดนิ แดนดังกล่าว ทง้ั นี้ เกาหลี
เหนือมีรฐั บาลคอมมิวนสิ ต์ภายใต้การนาของ คิม อิล ซงุ สว่ นในเกาหลใี ต้นัน้ มีการปกครองในแบบ
ประชาธปิ ไตยภายใตก้ ารสนับสนุนของสหรัฐอเมรกิ า ต่อมาในวนั ท่ี 25 มิถนุ ายน ค.ศ. 1950
เกาหลีเหนอื ซึง่ ได้รบั การสนบั สนุนจากโซเวียต ได้โจมตีเกาหลใี ต้เพอ่ื รวมเกาหลีทง้ั หมดใหอ้ ยู่
ภายใต้คอมมิวนสิ ต์ โดยคิดวา่ สหรฐั อเมริกาคงจะไม่ปกป้องเกาหลีใต้ เพราะผู้นาของสหรฐั อเมริกา
ไดเ้ คยประกาศว่า แนวป้องกันของสหรฐั อเมรกิ าจะอยูท่ ห่ี มูเ่ กาะชายฝงั่ ตั้งแตญ่ ี่ปนุ่ ถึงฟลิ ิปปินส์ แต่
เม่อื กองทพั ของเกาหลเี หนือรุกผา่ นเส้นขนานที่ 38 ลงสูเ่ กาหลีใตอ้ ยา่ งรวดเรว็ สหรฐั อเมริกาไดม้ อง
การโจมตคี รง้ั นวี้ า่ เปน็ การทา้ ทายของฝ่ายคอมมิวนิสต์และเปน็ การพยายามที่จะขยายอิทธิพลของ
ฝ่ายคอมมิวนิสตเ์ ข้ามาในเอเชีย สหรฐั อเมรกิ าไดป้ ระทว้ งการรุกรานเกาหลใี ต้ต่อคณะมนตรีความ
มั่นคงและองค์การสหประชาชาติ ซึ่งได้มีมตใิ ห้ดาเนนิ การตอบโต้ โดยกาลังทหารของสหประชาชาติ
และของสหรฐั อเมรกิ า ซึง่ อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพลเอกแมคอารเ์ ธอร์ ไดโ้ จมตีกาลงั ของ
ฝา่ ยเกาหลเี หนอื จนถอยร่นไปถึงเส้นขนานที่ 38 ทาใหผ้ ้นู าของสาธารณรัฐประชาชนจีนออก
แถลงการณเ์ ตือนมใิ หก้ าลังของฝายสหประชาชาตแิ ละของสหรัฐอเมริกาลว่ งลา้ เลยเข้าไปในดนิ แดน
เกาหลเี หนือ มิฉะนนั้ จนี จะเข้าสู่สงครามดว้ ย เพราะจนี เกรงว่าถ้าเกาหลเี หนอื ถกู ยึดครอง จีนจะขาด
รัฐกันชน และเป็นการคกุ คามความมน่ั คงปลอดภยั ของจนี แต่ทว่า กองกาลังของสหประชาชาตไิ ม่
สนใจคาเตือนของจีน ตัดสินใจรกุ ขา้ มเสน้ ขนานที่ 38 จนี จึงสง่ กองกาลังข้ามพรมแดนจนี ทแี่ ม่
นา้ ยาลู เขา้ สู่คาบสมทุ รเกาลใี นเดอื นตลุ าคม ค.ศ. 1950 และปะทะกบั ทหารสหประชาชาติในเดอื น
พฤศจกิ ายน การสู้รบเป็นไปอยา่ งยืดเยอื้ โดยไม่มีฝ่ายใดไดร้ ับชัยชนะอยา่ งเดด็ ขาด แม้ว่าจีนจะ
สญู เสยี กาลังเป็นอยา่ งมาก ขณะทป่ี ระธานาธบิ ดที รแู มนแหง่ สหรฐั อเมรกิ าได้มีความเห็นขดั แยง้ กับ
พลเอกแมคอาเธอร์เก่ยี วกับนโยบายในการทาสงคราม โดยประธานาธบิ ดีทรูแมนต้องการจากดั
การปฏิบตั กิ ารทางทหาร เพราะไม่ต้องการใหส้ งครามขยายตัวจนอาจเปน็ สงครามโลกได้ แต่นาย
พลแมคอาเธอร์ไมเ่ หน็ ด้วย ประธานาธิบดีทรแู มนจงึ ได้สง่ั ปลดนายพลแมคอาเธอร์ออกจาก
ตาแหนง่ ในเดอื นเมษายน ค.ศ. 1951

ตอ่ มาในเดือนมิถุนายน โซเวยี ตเสนอให้มกี ารเจรจาเพ่อื ยุติความขดั แยง้ ในเกาหลี การเจรจาได้
ดาเนินอยู่หลายปี กส็ ามารถลงนามในขอ้ ตกลงหยดุ ยงิ ระหวา่ งจีนกับเกาหลเี หนือฝ่ายหนง่ึ จนกระทง่ั
ปี ค.ศ. 1953 สงครามในคาบสมทุ รเกาหลจี งึ ไดย้ ุติลง แต่ความตึงเครียดบริเวณพรมแดนที่เส้น
ขนานที่ 38 ยังคงดารงอยู่ สงครามเกาหลไี ด้สง่ ผลกระทบตอ่ การเมอื งระหวา่ งประเทศในเอเชยี
หลายประการ เน่ืองจากสงครามเกาหลีนบั เปน็ การเผชิญหน้าทางทหารครั้งแรกระหวา่ ง
สหรฐั อเมรกิ าและสาธารณรัฐประชาชนจีน จีนถูกสหรัฐอเมริกากลา่ วหาและประณามวา่ เปน็ ผู้
รุกรานและก้าวร้าว คาประณามของสหรัฐอเมรกิ าทาใหภ้ าพพจนข์ องจนี เสียหายในสายตาของ
ชาวโลก เพราะมองว่าการทจี่ ีนจาต้องเข้าร่วมรบในสมรภมู ิเกาหลี ก็เพ่ือป้องกนั มใิ ห้เกาหลีเหนือถกู
ยดึ ครอง ซึ่งจะเปน็ ภัยตอ่ ความมน่ั คงของจีนและย่งิ ไปกวา่ นั้นในการรว่ มสงครามคร้ังน้ี จนี ตอ้ ง
สญู เสียทรพั ยากรตา่ ง ๆ ซง่ึ จีนมอี ยอู่ ยา่ งจากัด ทาให้จนี ตอ้ งชะลอการฟน้ื ฟบู รู ณะประเทศไป
วกิ ฤตการณ์อินโดจีน
เวยี ดนาม ตกเป็นอาณานคิ มของฝรัง่ เศส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1883 ทาใหใ้ น ปี ค.ศ. 1898 ฝรัง่ เศสได้
รวมเวยี ดนาม ลาว และกัมพูชา ไว้ภายใตก้ ารปกครองเรยี กวา่ อนิ โดจีนของฝรั่งเศส มีศูนย์กลาง
การปกครองอยูท่ กี่ รุงไซ่งอ่ น และฝรัง่ เศสก็ไดส้ ่งข้าหลวงใหญม่ าปกครอง

เม่ือเกิดสงครามโลกครงั้ ที่ 2 ญปี่ นุ่ ไดเ้ ขา้ ยึดครองอินโดจีน และไดป้ ระกาศมอบเอกราชให้
เวียดนามในเดอื นมนี าคม ค.ศ. 1945 โดยเชญิ พระจักรพรรดเิ บาได๋ (Bao Dai) ขึ้นเปน็ ประมขุ
เมอื่ ญปี่ นุ่ แพ้สงคราม โฮจมิ นิ ห์ นกั ปฏวิ ตั ิชาวเวียดนาม จึงนากองทพั เวยี ดมนิ ห์ เข้ายึดครอง
เวยี ดนาม และประกาศเอกราชเม่ือวันท่ี 2 กันยายน ค.ศ. 1945 เปล่ียนชื่อประเทศเวียดนาม เปน็
สาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม โดยมี โฮจมิ นิ ห์เปน็ ประธานาธิบดี และนายฟาม-วันดง เปน็
นายกรฐั มนตรี แต่เมอื่ ญีป่ นุ่ ถอนทหารออกไปจากเวยี ดนามหมดแล้ว ฝรัง่ เศสกลับเข้ามาใน
เวยี ดนามอกี จึงเกดิ การสู้รบกับกองกาลังเวียดมินห์ การสูร้ บดาเนนิ ไปถึงวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ.
1954 กองทัพเวียดมนิ ห์สามารถยดึ ปอ้ มเดียนเบียนฟู ซงึ่ เปน็ ฐานท่ีมน่ั ของฝร่ังเศสได้ ฝรงั่ เศสยอม
เจรจาสงบศึกท่ีกรงุ เจนีวา (Jeneva) ส่งผลให้เวยี ดนามถกู แบง่ ออกเปน็ 2 ส่วน คอื เวียดนามเหนือ

จัดการปกครองแบบสังคมนยิ ม และเวียดนามใต้จัดการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยมเี ส้น
ขนานที่ 17 เปน็ เส้นแบง่ เขตแดน
สหรัฐอเมรกิ าไดใ้ หค้ วามช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและการทหารแก่เวยี ดนามใต้เพอ่ื ให้มคี วาม
เข้มแข็ง สามารถตา้ นทานอทิ ธิพลของเวยี ดนามเหนือได้ แตป่ ระธานาธบิ ดีโงดินเดยี ม (Ngo Dinh
Diem) บริหารงานไมม่ ีประสทิ ธิภาพ ส่งผลให้ประชาชนผนึกกาลังกันจดั ตั้ง "แนวรว่ มปลดแอก
แห่งชาต"ิ หรอื ท่เี รยี กวา่ "เวยี ดกง" เพื่อโค่นลม้ รัฐบาลโดยใชย้ ทุ ธวธิ ีการรบแบบสงครามกองโจร
และไดร้ ับการสนับสนุนด้วยอาวธุ จากเวยี ดนามเหนือ จนี และโซเวยี ต

เวียดนามใต้ไดม้ กี ารเปล่ยี นแปลงผนู้ าหลายคร้ัง แต่กไ็ มส่ ามารถทาให้สถานการณ์
ทางการเมือง เศรษฐกจิ และสงั คมมนั่ คงได้ การส้รู บระหว่างเวยี ดกงกับรัฐบาล จงึ ขยายตวั อย่าง
กว้างขวาง สหรัฐอเมริกาจึงสง่ ทหารเขา้ รว่ มปฏิบตั กิ ารเปน็ จานวนถึง 500,000 คน ในปี ค.ศ.
1968 สงครามเวยี ดนามจึงกลายเปน็ สงครามระหวา่ งสหรัฐอเมริกากบั ทหารเวียดนามเหนือและเวีย
ดกง สหรัฐอเมรกิ าไดท้ มุ่ เททัง้ กาลังทหารและพยายามใช้ยุทธวิธีต่าง ๆ ในการสูร้ บ แต่ก็ไม่
สามารถเอาชนะสงครามได้ เมอื่ ประธานาธิบดนี กิ สนั ไดร้ ับเลอื กต้ังในปี ค.ศ. 1969 ไดป้ ระกาศ
ลัทธนิ ิกสนั (Nixon Doctrine) และพยายามหาทางเจรจายตุ สิ งคราม ในท่ีสุดกส็ ามารถลงนามใน
ข้อตกลงด้วยการยุตสิ งครามตามข้อตกลงปารสี เมอ่ื วนั ที่ 27 มกราคม ค.ศ. 1973 หลงั จาก
สหรฐั อเมริกาถอนทหารออกจากเวียดนามใต้แลว้ การสู้รบระหว่างเวยี ดนามใตก้ ับเวยี ดนามเหนือก็
ยังคงดาเนนิ อยจู่ นถงึ วันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975 เวียดนามเหนอื มชี ยั ชนะต่อเวยี ดนามใต้และได้
รวมประเทศเวียดนามได้สาเร็จ

กัมพูชา ไดร้ บั เอกราชจากฝรั่งเศสตามข้อตกลงเจนีวา เม่อื ปี ค.ศ. 1954 โดยมเี จ้านโรดมสุรามรติ
เป็นกษัตรยิ ์ สว่ นเจ้านโรดมสหี นุ ไดต้ ง้ั พรรคการเมือง คอื Popular Socialist Party เพื่อลง
สมัครรับเลือกต้ังและได้รบั ชัยชนะในการเลือกต้ังปี ค.ศ. 1955 เมอ่ื เจ้านโรดม สรุ ามริตสวรรคต
ในปี ค.ศ. 1960 เจ้านโรดมสหี นุจงึ รวมอานาจทางการเมอื งและประมุขประเทศเขา้ ด้วยกัน

ในการดาเนินนโยบายต่างประเทศ เจ้านโรดมสีหนุได้ประกาศนโยบายเปน็ กลางเพือ่ ทจ่ี ะ
ได้รับความชว่ ยเหลอื จากทัง้ สองฝ่าย และเจ้านโรดมสีหนยุ งั ยอมให้เวียดกง และกองทัพเวียดมนิ ห์
เข้ามาตง้ั ฐานปฏิบัติการตามแนวชายแดนเพ่อื สะดวกในการเขา้ ไปปฏิบตั ิงานในเวียดนามใต้
กัมพชู าจงึ เป็นเปา้ หมายให้เวยี ดนามใต้โจมตี ทาให้ประชาชนชาวกมั พูชาตามแนวชายแดนไดร้ ับ
ความเดอื ดรอ้ น

ปี ค.ศ. 1970 นายพลลอนนอล ทาการยดึ อานาจจากเจ้านโรดมสหี นุ ในขณะทีพ่ ระองค์
เสดจ็ เยือนโซเวียตและจนี นายพลลอนนอลได้จดั ตั้งรัฐบาล เจ้านโรดมสหี นุจงึ เสด็จล้ภี ัยไป
ประทับท่กี รงุ ปกั กง่ิ และสนับสนุนใหค้ อมมิวนสิ ต์กัมพชู า "เขมรแดง" ทาการสู้รบกบั รัฐบาลนายพล
ลอนนอล สหรัฐอเมริกาจึงส่งทหารเขา้ ไปปฏบิ ตั กิ ารสู้รบกบั ฝา่ ยเขมรแดง แตก่ ไ็ ม่สามารถต้านทาน
กองกาลังเขมรแดงซ่งึ มีนายพลพต (Pol Pot) เปน็ ผู้นาได้ ในท่ีสุดเขมรแดงกเ็ ข้ายึดกรงุ พนมเปญ
ได้สาเร็จเมือ่ วนั ท่ี 17 เมษายน ค.ศ. 1975 ได้จัดการปกครองแบบสังคมนิยม และเปล่ียนชอ่ื
ประเทศเป็นกัมพชู าประชาธิปไตย ตอ่ มาเวียดนามสนับสนุนให้นายเฮง สัมริน (Heng Samrin) เข้า
ยดึ อานาจจากนายพลพต และยึดกรงุ พนมเปญได้เมอ่ื วนั ท่ี 7 มกราคม ค.ศ. 1979 ชาวกัมพชู าสว่ น
ใหญจ่ งึ อพยพมาต้งั ม่ันอยู่ตามแนวชายแดนไทย โดยแยกเปน็ 3 ฝา่ ย คือ เขมรรกั ชาติภายใตก้ าร
นาของเจ้านโรดมสีหนุ เขมรสรีภายใตก้ ารนาของนายซอนซานน์ (Son Sann) และเขมรแดงภายใต้
การนาของนายเขยี ว สัมพันธ์ (Khieu Samphan) เขมรท้ัง 3 ฝา่ ยได้รว่ มกนั จดั ตัง้ รัฐบาลพลัดถิ่นข้ึน
ทีก่ รงุ กัวลาลมั เปอร์ (Kuala Lumpur) ประเทศมาเลเซยี โดยได้รับการรับรองจากสหประชาชาติและ
ทาการสูร้ บกบั กล่มุ เฮง สมั ริน เรอ่ื ยมาต้ังแตเ่ ดอื นมกราคม ค.ศ. 1979 ถึงวนั ที่ 23 ตุลาคม ค.ศ.
1991 จึงไดล้ งนามสนั ตภิ าพทก่ี รุงปารีส ประเทศฝรงั่ เศส

หลงั จากนัน้ สหประชาชาตไิ ด้แต่งต้ังเจ้าหนา้ ที่ถ่ายโอนอานาจท่ีเรียกวา่ UNTAC (United
Nations Transitional Authority in Cambodia) มีนายยาซูซิ อะกาชิ เป็นหัวหน้า เข้าไปปฏิบัตงิ าน
ในกัมพชู าเพอ่ื เตรยี มอพยพผ้คู นจากศนู ยอ์ พยพตามแนวชายแดนไทยและเตรยี มการเลอื กตง้ั วันท่ี
23-28 พฤษภาคม ค.ศ. 1993 กมั พูชาจดั การเลือกตง้ั แตเ่ ขมรแดงไมย่ อมเข้าร่วมเพราะต้องการ
ผลักดนั ชาวเวยี ดนามใหอ้ อกจากกมั พูชา ผลการเลอื กตง้ั ปรากฏวา่ พรรคฟุนชินเปก ของเจ้านโรดม
รณฤทธิ์ ได้รับชัยชนะเหนือพรรคประชาชนกัมพชู า ของนายฮุนเซน (Hun Sen) และทั้งสองพรรค
ได้ร่วมกนั จัดต้ังรัฐบาลปกครองกัมพชู า โดยมเี จ้านโรดมรณฤทธ์เิ ป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 และ
นายฮนุ เซนเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2
ลาว ฝรัง่ เศสไดผ้ นวกลาวเข้าเป็นอาณานิคม เม่อื ปี ค.ศ. 1898 ในระหวา่ งสงครามโลกคร้งั ท่ี 2 แต่
เม่ือปี ค.ศ. 1944 ญป่ี ่นุ เขา้ ยดึ ครองลาวและสนบั สนนุ ใหล้ าวประกาศเอกราช พระเจ้าศรีสวา่ งวงศ์
จงึ ทรงประกาศเอกราชเม่ือวันท่ี 8 เมษายน ค.ศ. 1944 แต่เม่ือสงครามโลกคร้งั ที่ 2 สน้ิ สุดลง
ฝรั่งเศสได้กลับเขา้ มามีอานาจ ในลาวอกี ทาให้พวกชาตินิยมไมพ่ อใจ เจ้าเพชราช จึงจัดตัง้
"ขบวนการลาวอสิ ระ" ขนึ้ ในเดอื นกนั ยายน ค.ศ. 1945 และจัดต้ังรัฐบาลทีก่ รงุ เวียงจันทน์ ในวนั ที่
14 กรกฎาคม ค.ศ. 1949 อยา่ งไรก็ตาม แม้ฝรงั่ เศสจะใหเ้ อกราชแกล่ าว แต่ฝรง่ั เศสยงั ควบคุม
นโยบายทีส่ าคัญ ๆ เช่น การทหาร เศรษฐกจิ และดา้ นต่างประเทศ จากการทฝี่ ร่ังเศสใหเ้ อกราช
แกล่ าวไม่สมบูรณ์ ทาให้ขบวนการลาวอิสระแตกแยกเปน็ 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายเจ้าบุญอุม้ ณ จมั ปาศกั ดิ์
และเจา้ สวุ รรณภูมา ซง่ึ ยอมรับขอ้ เสนอของฝรั่งเศสเพอ่ื ประนปี ระนอม ส่วนเจา้ สุภานุวงศต์ อ้ งการ
เอกราชอย่างสมบูรณ์ จึงขอความช่วยเหลอื จากขบวนการเวยี ดมนิ ห์ของโฮจิมินห์ และได้ก่อตั้ง
ขบวนการกู้ชาติคือ "ขบวนการประเทดลาว" โดยจัดตง้ั รัฐบาลท่แี คว้นซาเหนอื เม่ือฝร่งั เศสพ่ายแพ้
เวียดนามที่เดยี นเบยี นฟู (Dienbienphu) ลาวจงึ ได้รับเอกราชตามข้อตกลงที่เจนวี า ปี ค.ศ. 1954

หลังจากได้รับเอกราช ลาวแบง่ ออกเปน็ 2 ฝา่ ย คอื ทางเหนอื ได้แก่ แขวงพงศาลแี ละซา
เหนือ อยภู่ ายใต้การปกครองของเจ้าสุภานุวงศ์ สว่ นทางใตอ้ ยภู่ ายใตก้ ารปกครองของเจา้ สวุ รรณภู
มา ต่อมา ในเดอื นพฤศจกิ ายน ค.ศ. 1957 ลาวทง้ั 2 ฝ่าย ไดจ้ ัดต้ังรัฐบาลผสมโดยมีเจา้ สุวรรณภู
มา เปน็ นายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่สามารถดาเนินนโยบายร่วมกันได้ ในเดือนสงิ หาคม ค.ศ. 1960
ร้อยเอกกองแล ทาการปฏวิ ตั จิ ัดตง้ั รัฐบาลโดยมี เจ้าสวุ รรณภูมา เปน็ นายกรฐั มนตรี แต่บรหิ าร
ประเทศได้ไม่นานกถ็ ูกนายพลภมู ีหน่อสวนั ซ่ึงได้รบั การสนับสนนุ จากสหรัฐอเมรกิ าทาการปฏวิ ัติ
และจดั ตง้ั รัฐบาลโดยมเี จ้าบญุ อ้มุ ณ จัมปาศักดิ์ เปน็ นายกรัฐมนตรี หลังจากนน้ั ลาวไดแ้ บ่ง
ออกเปน็ 3 ฝ่าย คอื 1. ลาวฝ่ายซ้าย ภายใต้การนาของเจา้ สุภานุวงศ์

2. ลาวฝา่ ยขวา - ภายใต้การนาของนายพลภมู ีหน่อสวนั
3. ลาวฝ่ายกลาง ภายใตก้ ารนาของเจา้ สุวรรณภูมา
ในเดอื นมิถนุ ายน ค.ศ. 1962 ลาวทัง้ 3 ฝา่ ยไดจ้ ัดตงั้ รัฐบาลผสม โดยมีเจ้าสุวรรณภูมาเปน็
นายกรฐั มนตรี แต่รัฐบาลผสมไม่สามารถแก้ไขปัญหาตา่ ง ๆ ได้ ทหารตา่ งชาติ ซ่ึงได้แก่ โซเวยี ต
จีน และเวยี ดนาม รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ต่างก็ประจาอยู่ในลาวเพ่ือให้การช่วยเหลือลาวฝา่ ยท่ตี นให้
การสนบั สนนุ สหรฐั อเมริกาได้สนับสนุนให้นายพลวงั เปาจัดตัง้ กองทพั แม้ว มีฐานปฏิบัตกิ ารอยู่ที่
ล่องแจ้ง โดยมศี ูนยก์ ารฝึกอยู่ท่ี จ.อุดรธานี สงครามในลาวจึงได้เกดิ ขึ้น โดยรัฐบาลของเจ้า
สวุ รรณภูมาไม่สามารถสกัดก้ันไว้ได้ เมอ่ื สหรฐั อเมรกิ าถอนตัวออกจากอนิ โดจนี ตามวาทะนกิ สนั
ขบวนการปะเทดลาวจึงย่นื ขอ้ เสนอตอ่ รฐั บาลใหจ้ ดั ตัง้ รัฐบาลผสมอกี ครั้ง โดยมเี จ้าสุวรรณภมู าเป็น
นายกรฐั มนตรี กระทัง่ ในเดอื นมถิ นุ ายน ค.ศ. 1975 ขบวนการปะเทดลาวหรือลาวฝา่ ยซา้ ย ก็
สามารถยึดอานาจการปกครองลาวได้ ลาวดาเนินการปกครองตามแนวสังคมนยิ ม โดยมีเจา้ สภุ านุ
วงศ์ เปน็ ประธานาธิบดี และนายไกรสร พรหมวหิ าร เปน็ นายกรัฐมนตรี ปจั จุบันผูน้ าประเทศลาว
เปล่ยี นชื่อเรียกเปน็ ประธานประเทศ

วกิ ฤตการณ์ช่องแคบฟอร์โมซา
แตเ่ ดิมเกาะไต้หวันมี ชื่อวา่ เกาะฟอรโ์ มซา (Formosa) หรอื Ilha Formosa ในภาษา

โปรตุเกส แปลวา่ "เกาะสวยงาม" เนือ่ งจากประเทศโปรตุเกสเคยเดินทางมายังเกาะนแี้ ละไดต้ ัง้ ชอื่
เอาไว้ แตก่ ็ไม่ได้ยึดเอามาเปน็ อาณานคิ ม ในเดือนกนั ยายน ค.ศ. 1954 จนี มนี โยบายที่จะรวม
ไต้หวนั กลับคนื มาเป็นของจีน แตท่ างสหรัฐอเมรกิ าได้ส่งกองเรือที่ 7 มาลาดตระเวนในทะเลจนี
ตอนใต้ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งทชี่ ่องแคบไต้หวนั ทาใหจ้ ีนพยายามผลกั ดนั ใหส้ หรัฐอเมริกาออกจาก
บริเวณนี้ ดว้ ยการระดมยิงหมู่เกาะนอกฝ่ังท่ีชอ่ งแคบไต้หวัน อนั ได้แก่ เกาะคีมอยและเกาะมัทสุ

สหรฐั อเมรกิ ามองวา่ จนี เปน็ ผรู้ กุ ราน ดังน้ันในเดือนธนั วาคม ค.ศ. 1954 สหรัฐอเมรกิ า
จงึ ออกแถลงการณ์วา่ สหรัฐอเมริกาจะปอ้ งกันเกาะคมี อยและเกาะมทั สุ เชน่ เดยี วกับเกาะไต้หวนั
จากน้ัน สหรัฐอเมรกิ าได้ส่งกองทหารไปประจาท่ไี ต้หวนั และได้ลงนามในสัญญาพันธมิตรทางทหาร
เพ่อื การป้องกันร่วมกนั กับไตห้ วัน เม่อื จีนเหน็ วา่ วิธกี ารของตนไม่ประสบผลสาเรจ็ แต่กลบั ทาให้
สหรัฐอเมรกิ ามคี วามสัมพนั ธ์ใกล้ชดิ กับไต้หวันยิง่ ขึ้น จีนจึงลดการะดมยงิ และยุตไิ ปในทส่ี ดุ ขณะที่
สหรัฐอเมรกิ ามองวา่ จนี เปน็ ตัวแทนของโซเวยี ต เพราะจนี ไดล้ งนามในสญั ญามิตรภาพ พันธมิตร
และความช่วยเหลือซ่ึงกันและกนั เป็นเวลา 30 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1950 สหรัฐอเมริกา
จงึ เร่ิมนโยบายปิดลอ้ ม (Containment Policy) เข้ามาในเอเชยี โดยการทาสัญญาพันธมติ รทาง
ทหารกับประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย เช่น ญ่ปี ุ่น เกาหลีใต้ ไทย เป็นต้น
วกิ ฤตการณ์ควิ บา

คิวบาได้เปลี่ยนแปลงเป็นคอมมิวนสิ ต์ เมื่อ 1 มกราคม ค.ศ. 1959 เมือ่ นายฟิเดล คาสโตร
สามารถยึดอานาจจากรัฐบาลเผด็จการของนายพลบาตสิ ตา (Batista) ซ่ึงสหรฐั อเมริกาสนบั สนุน
อยู่ คาสโตรตอ้ งการเปลีย่ นแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกจิ และสงั คมในควิ บาใหม้ คี วามยตุ ิธรรม
และความเทา่ เทยี มกนั มากขนึ้ โดยดาเนนิ การปฏิรูปท่ดี ินและปรบั ปรุงสวสั ดิการทางสังคมแก่
ประชาชน คาสโตรเปน็ นักปฏิวัตชิ าตินยิ มและตอ่ ตา้ นสหรัฐอเมริกา เพราะสหรัฐอเมริกาเขา้
ครอบงาและมีอทิ ธพิ ลท้ังทางการเมอื งและเศรษฐกิจในคิวบามาเปน็ เวลาช้านาน อีกทง้ั ยังมีฐานทัพ

อยู่ท่ีกวนตานาโม (Guantanamo) บนเกาะควิ บา คาสโตรจึงรสู้ กึ หวาดระแวงสหรฐั อเมริกาและมี
นโยบายใกล้ชิดกับประเทศคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะอยา่ งย่งิ โซเวยี ตซ่งึ ได้ใหค้ วามชว่ ยเหลอื ท้ัง
ทางดา้ นทหารและทางเศรษฐกิจแก่ควิ บา ความสัมพันธ์ทีใ่ กลช้ ิดระหว่างคิวบากับโซเวยี ตทาให้
สหรัฐอเมริกาไม่พอใจ เพราะจะช่วยขยายอิทธพิ ลของโซเวียตแถบทะเลแครบิ เบยี นและอเมรกิ า
กลาง ในขณะเดยี วกนั ชาวคิวบาที่ลี้ภยั ในสหรฐั อเมรกิ าก็ไดร้ ับการฝกึ ฝนและสนบั สนุนจากองคก์ าร
ขา่ วกรองกลาง หรอื ซไี อเอของสหรฐั อเมริกาใหย้ กพลขึ้นบกในคิวบาเพ่อื โคน่ ลม้ คาสโตร แผนการนี้
ไดเ้ ร่มิ ในปลายสมยั ประธานาธบิ ดไี อเซนฮาวเวอร์ ตอ่ มาเมือ่ ได้รบั อนมุ ตั จิ ากประธานาธบิ ดเี คเนด้ี

กองกาลังควิ บาลีภ้ ัยได้ยกพลขึน้ บกที่เบย์ ออฟ พิกส์ (Bay of Pigs) ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1961
เพยี ง 3 เดือนภายหลังจากท่เี คเนด้ขี น้ึ ดารงตาแหน่งประธานาธบิ ดี โดยผลู้ ภี้ ยั คิวบาเหลา่ น้ี
คาดหวังวา่ จะไดร้ ับการสนับสนุนจากประชาชนในการโคน่ อานาจคาสโตร แต่การยกพลข้นึ บกครง้ั น้ี
ล้มเหลวโดยสนิ้ เชิง เพราะขาดการวางแผนทถ่ี ูกตอ้ งและการประสานงานกบั ชาวควิ บาท่ีตอ่ ตา้ นคาส
โตรภายในประเทศ ย่ิงไปกวา่ นนั้ กองกาลังปฏวิ ตั ขิ องคาสโตรสามารถจับกุมชาวควิ บาลภี้ ัยเหล่าน้ี
และใช้เป็นเคร่ืองมือในการโฆษณาชวนเชือ่ ตอ่ ตา้ นสหรฐั อเมรกิ า ภาพพจน์ของสหรัฐอเมรกิ าและ
ประธานาธบิ ดีเคเนด้ตี อ้ งเสียหายอยา่ งมากจากกรณกี ารบกุ คิวบาในครงั้ น้ีควิ บาไดก้ ลายเปน็ ปัญหา
ใหญ่ทางยทุ ธศาสตรข์ องสหรัฐอเมริกาในปีตอ่ มา ในเดือนตลุ าคม ค.ศ. 1962 ฝา่ ยข่าวกรองของ

สหรฐั อเมริกาไดค้ ้นพบจากภาพถา่ ยทางอากาศวา่ โซเวียตกาลังสรา้ งฐานส่งขปี นาวุธนิวเคลยี ร์บน
เกาะคิวบา ซึ่งถ้าหากสร้างสาเร็จและติดตง้ั ขปี นาวธุ ไดก้ จ็ ะเปรียบประดจุ มีขีปนาวุธนวิ เคลยี รอ์ ยหู่ นา้
ประตบู ้านของสหรฐั อเมรกิ า ซง่ึ จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อความม่นั คงของสหรัฐอเมริกา

ขณะท่ี ครุสชอฟ ประธานาธิบดีของโซเวียต คงคิดว่าจะสามารถลอบสร้างฐานยิงจนเสร็จ
และเมื่อตดิ ตง้ั ขีปนาวุธแลว้ สหรัฐอเมรกิ าก็คงไม่กล้าทาอะไร เพราะจะเป็นการเสีย่ งอย่างมากตอ่
สงครามนวิ เคลยี ร์ อีกทั้งสหรัฐอเมริกาก็ดเู หมอื นจะไม่กล้าใชก้ าลงั รุนแรงโซเวยี ต เพราะเชื่อวา่ ตน
จะไดเ้ ปรียบทางยทุ ธศาสตรแ์ ละจะทาให้พันธมติ รนาโตข้ องสหรฐั อเมรกิ าหมดความเชอ่ื ถอื ว่า
สหรฐั อเมรกิ าจะสามารถปกป้องยุโรปตะวันตกได้เมอ่ื เกดิ สงคราม แตผ่ ูน้ าของโซเวยี ตกค็ าดคะเน
ผดิ พลาด เพราะประธานาธบิ ดีเคเนดีข้ องสหรัฐอเมรกิ าได้ตอบโต้อยา่ งหนกั แนน่ โดยการปิดล้อม
ควิ บา ในวนั ท่ี 22 ตุลาคม ค.ศ. 1962 ประธานาธบิ ดีเคเนดีไ้ ด้แจง้ ใหโ้ ซเวยี ตทราบถงึ การปดิ
ลอ้ มควิ บา พรอ้ มเตือนโซเวียต ในระหว่างวกิ ฤตการณก์ องกาลังยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมรกิ าได้
เตรียมพรอ้ มต่อการถกู โจมตีด้วยอาวธุ นิวเคลยี ร์ สหรัฐอเมริกาได้ส่งเจ้าหน้าท่รี ะดับสูงไปชแ้ี จง
สถานการณ์พร้อมด้วยภาพถ่ายและหลกั ฐานอนื่ ๆ ต่อคณะมนตรีความมน่ั คงของสหประชาชาตแิ ละ
พันธมิตรในยุโรป จุดวิกฤตของสถานการณค์ รัง้ นก้ี ค็ อื เมอ่ื เรือสินค้าจานวนหน่งึ ของโซเวียต ซึง่
เชือ่ วา่ บรรทกุ ขีปนาวธุ นวิ เคลียรเ์ พ่อื มาตดิ ตั้งยังควิ บาได้เขา้ ใกล้กองเรอื ของสหรัฐอเมรกิ าท่กี าลงั ปิด
ลอ้ มควิ บาอยใุ่ นวันที่ 24 ตลุ าคม แต่เรอื เหลา่ น้ีกห็ ันลากลบั ไปยงั โซเวียต โดยมิได้ฝา่ กองเรือปดิ
ล้อมเขา้ มา ซ่งึ ถา้ หากโซเวยี ตไม่ยอมอ่อนขอ้ ในกรณนี ้ี สงครามนิวเคลียร์ระหวา่ งมหาอานาจท้ังสองก็
อาจเกดิ ข้นึ ได้อกี 4 วนั ต่อมา ครุสชอฟผนู้ าของโซเวียตก็ยอมประนปี ระนอม และแถลงวา่ จะถอน
ฐานยิงและจรวดต่าง ๆ ออกไปจากคิวบา ถ้าหากสหรัฐอเมริกายอมตกลงท่จี ะไม่บกุ คิวบา ในทสี่ ดุ
วิกฤตการณอ์ นั ตึงเครยี ดและการเผชญิ หน้าระหวา่ งมหาอานาจนิวเคลยี ร์ก็ผ่านไปโดยเรยี บรอ้ ย
ประธานาธิบดีเคเนดี้แห่งสหรัฐอเมรกิ าได้รับการยกยอ่ งว่ามคี วามกล้าหาญและชาญฉลาดในการ
ดาเนินนโยบายตา่ งประเทศ ใช้เครื่องมอื ทางการทตู และการทหารที่เหมาะสมเปิดโอกาสและ
ทางออกให้ฝ่ายตรงขา้ มอย่างโซเวยี ตเสยี เกียรตภิ ูมไิ ปบ้าง

และตอ่ มาครสุ ชอฟถูกกดดันให้ลาออกจากตาแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนสิ ต์โซเวยี ต
และใน ค.ศ. 1965 เลโอนิด เบรสเนฟ (Leonid Brezhnev) ไดข้ น้ึ มาเปน็ เลขาธิการพรรค
คอมมวิ นสิ ต์แทน ในขณะเดียวกันนั้นเอง ลินดอน จอหน์ สัน (Lyndon B. Johnson) ก็ไดร้ ับ
เลอื กตง้ั เปน็ ประธานาธบิ ดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา ความสาเรจ็ ในวกิ ฤตการณค์ ิวบา ทาให้ผนู้ า
ของสหรัฐอเมรกิ ามีความเชือ่ มัน่ ในแสนยานภุ าพและความแข็งแรงของตน ส่วนโซเวียตกไ็ ดร้ บั
บทเรยี นและเร่งสะสมอาวธุ นวิ เคลียรม์ ากข้ึน เพ่ือที่จะไดม้ คี วามเท่าเทียมทางยทุ ธศาสตรก์ ับ
สหรัฐอเมริกา

สภาวการณห์ ลงั สงครามเยน็
ในช่วงทศวรรษ 1980-1991 ถอื เป็นชว่ งทเี่ กดิ เหตกุ ารณเ์ ปลีย่ นแปลงอย่างใหญ่หลวงใน

สหภาพโซเวยี ต เมอ่ื ในช่วงน้นั สาธารณรัฐเลก็ ๆ ทเี่ ปน็ ชนกล่มุ นอ้ ยในสหภาพโซเวียตไดเ้ รม่ิ ปลุก
กระแสชาตินิยมเพอ่ื เรียกร้องอิสรภาพจากโซเวยี ต และโดยเฉพาะในชว่ งปี 1985-1991 ท่ี มิฮาอลิ
กอรบ์ าชอฟ ไดน้ านโยบายกาสนอสท์-เปเรสทรอยก้า มาใชป้ ฏริ ปู ประเทศ ซง่ึ การปฏิรูปดงั กล่าวได้
ทาให้ประชาชนในสหภาพโซเวียตเริ่มตระหนกั ถงึ เสรภี าพในการดารงชีวิต และในท่ีสดุ กน็ าไปสกู่ าร
ลม่ สลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 ท้ังนี้ เมื่อลทั ธิคอมมิวนสิ ตใ์ นโซเวยี ตล่มสลายแลว้ กน็ ับเป็น
การสนิ้ สุดของยุคสงครามเย็นและเข้าสศู่ ตวรรษท่ี 21 หรือโลกในยคุ โลกาภวิ ัตน์ ที่จัดเปน็ โลกใน

สงั คมแห่งยคุ ข่าวสาร จากนั้นบทบาทของโซเวียตในเวทีโลกกล็ ดนอ้ ยลงไปอยา่ งเหน็ ไดช้ ดั เพราะ
การแตกออกเปน็ สาธารณรัฐตา่ ง ๆ ทาให้สหภาพโซเวยี ตเดิมอ่อนแอลงมาก อกี ทง้ั การเกิดข้นึ ของ
รัสเซียใหม่ (Neo-Russia) ภายหลงั การล่มสลายของโซเวียต ก็ทาให้รัสเซยี ต้องหมกมุ่นอยกู่ ับปญั หา
การเมืองภายในของตวั เอง และปญั หาของการเปน็ ผนู้ ากลมุ่ ประเทศในเครอื จกั รภพรัฐเอกราช
ดังนั้นจึงทาใหส้ หรฐั อเมรกิ าก้าวเข้ามามีบทบาทเต็มที่เพยี งหนึ่งเดียวในโลกยุคโลกาภิวัตน์
นอกจากนี้ เหตุการณ์ท่ีเปน็ นับวา่ เป็นสัญลักษณ์ของการสิน้ สดุ ของสงครามเย็น กค็ อื การทาลาย
กาแพงเบอรล์ ิน ในวันท่ี 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 1989 และการรวมประเทศเยอรมนีทัง้ สองเข้าเปน็
ประเทศเดยี วกัน ในปี ค.ศ. 1990 พร้อมกบั การสน้ิ อานาจของรัฐบาลคอมมิวนสิ ต์ในหลาย
ประเทศของยุโรปตะวนั ออก และการลม่ สลายของกาแพงเบอรล์ ิน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสนั ติภาพ
หลงั ยคุ สงครามเยน็ อย่างแท้จริง

https://hilight.kapook.com/view/92088

https://www.bbc.com/thai/international-53949410

http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3
%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A
3%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_1




Click to View FlipBook Version