The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วย1-1 ดนตรีน่ารู้ เรียนรู้เรื่องดนตรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thanakrit, 2021-07-23 01:12:01

หน่วย1-1 ดนตรีน่ารู้ เรียนรู้เรื่องดนตรี

หน่วย1-1 ดนตรีน่ารู้ เรียนรู้เรื่องดนตรี

ดนตรี-นาฏศลิ ป์

ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๖

กลมุ่ สาระการเรยี นร้ศู ลิ ปะ

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี ๑ หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๒ หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๓ หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๔

จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ๑หน่วยการเรียนรทู้ ่ี

ดนตรนี ่ารู้

๑. บรรยายเพลงที่ฟงั โดยอาศยั องค์ประกอบดนตรแี ละศัพทส์ ังคตี ได้
๒. จาแนกประเภทและบทบาทหนา้ ทีเ่ คร่ืองดนตรีไทยและเครอ่ื งดนตรที ่ีมาจากวัฒนธรรม
ตา่ งๆ ได้
๓. อา่ น เขยี นโนต้ ไทยและโน้ตสากลทานองง่ายๆ ได้
๔. ใชเ้ ครื่องดนตรีบรรเลงประกอบการรอ้ งเพลง ดน้ สดท่มี จี ังหวะและทานองง่ายๆ ได้
๕. บรรยายความรสู้ กึ ท่ีมีตอ่ ดนตรไี ด้
๖. แสดงความคดิ เห็นเกยี่ วกบั ทานอง จังหวะการประสานเสยี ง และคณุ ภาพเสยี งของเพลงที่
ฟังได้

บทท่ี ๑ เรยี นรู้เรอ่ื งดนตรี

การวเิ คราะหอ์ งคป์ ระกอบทางดนตรี

• ดนตรีเปน็ เสยี งทีถ่ ูกสร้างสรรค์ขน้ึ โดยการจัดเรียงองคป์ ระกอบตา่ งๆ เช่น เสยี ง จังหวะ ทานอง คีตลักษณ์ เปน็ ต้น
ใหเ้ ป็นระเบยี บและมแี บบแผนตามโครงสร้าง จนเกิดเป็นเสียงดนตรีท่ีมคี วามไพเราะนา่ ฟัง

๑ องค์ประกอบดนตรไี ทย

เสียง

• เปน็ เสียงทเ่ี กดิ จากการบรรเลงเครื่องดนตรแี ละเสยี งขบั รอ้ งของมนษุ ย์ นามาเรยี บเรียงใหเ้ กดิ การผสมกลมกลนื กนั
จนเกิดเปน็ เสียงดนตรที ม่ี คี วามไพเราะ

• เสียงในโน้ตดนตรไี ทยประกอบดว้ ยระดับเสียง ๗ เสยี ง ได้แก่ ด ร ม ฟ ซ ล ท ด แต่ละเสยี งมีช่วงหา่ งเท่าๆ กัน ๑ เสยี งเต็ม

• ระดับเสียงของดนตรีไทยหรือบันไดเสียงท่บี รรเลง จะมกี ารกาหนดเสยี งหลกั ไว้แน่นอน แต่ละเสยี งจะมีบทบาทการบรรเลงเพลง
ทแ่ี ตกต่างกนั ไป

ในทางดนตรไี ทยเรียกระดับเสยี งลกั ษณะนว้ี ่า “ทาง” มีทง้ั หมด ๗ ทาง ดงั น้ี

ชอื่ ทาง เทยี บเสยี งกบั ฆอ้ งวงใหญ่ เทยี บระดับเสียงกบั สากล บทบาทของระดบั เสียง

ทางเพยี งออล่าง ตรงกับลูกท่ี ๓ กับ ๑๐ ฟา (F) ใชก้ ับวงปี่พาทยด์ ึกดาบรรพ์ หรอื ป่ี
(ทางในลด) พาทย์ไมน้ วมประกอบการแสดงละคร
ตรงกบั ลกู ท่ี ๔ กับ ๑๑ ซอล (G)
ทางใน ตรงกบั ลูกท่ี ๕ กบั ๑๒ ลา (A) ใช้ประกอบกบั การแสดง โขน ละคร
ตรงกับลกู ท่ี ๖ กับ ๑๓ ที (B) ใชป้ ระกอบกบั การแสดงโขน
ทางกลาง ตรงกบั ลกู ที่ ๗ กบั ๑๔ โด (C) หรือหนังใหญ่
ตรงกับลูกที่ ๘ กบั ๑๕ เร (D) ใช้กับวงเครื่องสายและมโหรี
ทางเพยี งออบน ตรงกบั ลกู ที่ ๒, ๙ กับ ๑๖ มี (E)
(ทางนอกต่า) ใชป้ ระกอบเสภา
ทางกรวด
(ทางนอก) ทางนี้ไม่มผี ู้นยิ มนามาบรรเลงมากนกั

ทางกลางแหบ ใชก้ ับวงปีพ่ าทยน์ างหงส,์
เครือ่ งสายปช่ี วา
ทางชวา

จงั หวะ

• เปน็ การจดั ระเบยี บเสียงดนตรใี นเพลงใหม้ คี วามชา้ -เร็วตามบทประพันธ์ของเพลง เพือ่ ใหผ้ ู้ฟังเกิดอารมณค์ วามรู้สึกต่างๆ
จังหวะในดนตรีไทยจาแนกได้ ดังนี้

จังหวะสามัญ

• เป็นจงั หวะทั่วไปท่ีนักดนตรมี ักยึดเปน็ หลกั สาคญั ในการบรรเลงและขบั รอ้ งเพลงจงั หวะสามัญท่ีใชใ้ นวงดนตรีมี ๓ ระดบั คอื
๑.จังหวะช้า ใช้กบั เพลงท่ีมีอัตราจังหวะสามชั้น
๒.จงั หวะปานกลาง ใช้กบั เพลงท่ีมอี ัตราจังหวะสองชนั้
๓.จงั หวะเรว็ ใชก้ ับเพลงท่ีมอี ตั ราจังหวะช้นั เดียว

จังหวะฉิ่ง

• การใช้ฉ่ิงกากับจงั หวะ เสยี ง “ฉิง่ ” เป็นจังหวะเบา เสยี ง “ฉับ”เปน็ จังหวะหนกั

จงั หวะหน้าทับ

• เป็นการนบั จังหวะโดยใชเ้ คร่อื งดนตรปี ระเภทเคร่อื งหนัง (กลอง) เปน็ เครอ่ื งกาหนดจงั หวะเครอ่ื งดนตรีที่ใชต้ กี ากบั จังหวะหนา้ ทบั
ไดแ้ ก่ ตะโพน กลองแขกกลองสองหนา้ โทน-รามะนา

ท่านอง

• เป็นการจดั ระเบียบเสยี งสูง-ต่าของเสียงดนตรใี นบทเพลง ใหเ้ ปน็ ไปตามบทประพันธข์ องเพลง ซง่ึ ทานองจะมสี ว่ นสาคัญในการสรา้ ง
ความเหมอื น หรือความแตกตา่ งระหวา่ งบทเพลง ทานองในดนตรไี ทยแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ

ทา่ นองร้อง • เป็นทานองท่ีประดิษฐ์ให้มีการเอ้ือนตามทานองการบรรเลงของเคร่ืองดนตรี หรือ
ทานองรอ้ งที่ร้องไดอ้ สิ ระแตย่ ึดทานองหลักของเพลงเป็นสาคัญ

ท่านองการบรรเลง • เป็นการบรรเลงของเครื่องดนตรีในวงดนตรีโดยยึดทานองหลักที่เรียกว่า “ลูกฆ้อง”
และแปรทางเป็นทางของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ดนตรีไทยนิยมบรรเลงเพลงในแต่
ละทอ่ นซา้ กัน ๒ ครั้ง เรียกว่า “กลับต้น” ซ่ึงทานองเพลงท่ีบรรเลงในครั้งท่ีสองอาจ
แตกต่างไปจากคร้ังแรก เรยี กวา่ “ทางเปล่ียน”

การประสานเสียง

• เป็นวิธีการบรรเลงดนตรีหรือขับร้องคนละเสียงในเพลงเดียวกันพร้อมกัน ๒ เสียง โดยประสานเสียงกันเป็นคู่ขนาน
หรอื อาจเหล่ือมล้ากนั ตามลลี าเพลงกไ็ ดล้ ักษณะการประสานเสียงของดนตรีไทย มดี งั น้ี

การประสานเสยี งของดนตรีไทย

• การประสานของเสียงในเคร่อื งดนตรี เคร่ืองดนตรีบางชนดิ สามารถบรรเลงประสานเสยี งได้ เช่น ระนาดเอกระนาดทมุ้
บรรเลงประสานเสียงโดยตีเป็นเสียงข้ันคู่ เชน่ คู่ ๓ คู่ ๔ คู่ ๕ คู่ ๗ เปน็ ต้น

• การประสานเสยี งโดยการแปรทานองหลกั (ทานองลกู ฆ้อง) ใหเ้ ปน็ ทานองเฉพาะของเครอ่ื งดนตรีแต่ละชนดิ เรียกว่า
“การทาทาง” ทางของเครอ่ื งดนตรแี ตล่ ะชนดิ จะมีความแตกตา่ งกนั เมือ่ บรรเลงเป็นวงเคร่ืองดนตรแี ต่ละชนิดก็จะบรรเลง
ตามทางของตน แต่ยังคงถอื ทานองหลกั เป็นสาคญั ของการบรรเลง

• การประสานของเสียงในเครอ่ื งดนตรี เคร่อื งดนตรีบางชนดิ สามารถบรรเลงประสานเสยี งได้ เช่น ระนาดเอกระนาดทมุ้
บรรเลงประสานเสยี งโดยตีเปน็ เสยี งขน้ั คู่ เชน่ คู่ ๓ คู่ ๔ คู่ ๕ คู่ ๗ เป็นตน้

๒ องคป์ ระกอบดนตรีสากล

• ดนตรสี ากลเปน็ มรดกทางวัฒนธรรมตะวนั ตกทมี่ วี วิ ฒั นาการมานานจนถึงปจั จุบันดนตรสี ากลมหี ลายประเภท
เชน่ ร็อกแอนดโ์ รล แจ๊ส เป็นต้น ซ่งึ ดนตรีสากลมีองค์ประกอบ ดงั น้ี

เสียง (Tone)

• เกดิ จากการบรรเลงเครื่องดนตรแี ละเสียงขับรอ้ งของมนุษย์แลว้ เรยี บเรียงใหเ้ กิดการผสมกลมกลืนจนกลายเปน็ เสียงที่มคี ุณภาพ
และมีความไพเราะ ซ่งึ ความแตกต่างของเสยี งขึน้ อยู่กับคุณสมบัติ ดังน้ี

คณุ สมบตั ิของเสยี ง ๔ ประการ

• ระดบั เสียง (Pitch)
• ความสนั้ -ยาวของเสียง (Duration)
• ความเข้มของเสยี ง (Intensity)
• คุณภาพของเสยี ง (Quality)

จงั หวะ (Rhythm)

• เปน็ การจัดระเบยี บของเสียงดนตรี ทีเ่ กย่ี วข้องกับความชา้ -เร็ว ความหนกั -เบา และความสัน้ -ยาว เม่อื นามาเรยี บเรยี ง
ต่อเข้าด้วยกนั ตามหลกั การเชงิ ดนตรแี ลว้ จะมผี ลต่ออารมณ์ของผู้ฟงั ทาใหเ้ กดิ ความร้สู กึ ตา่ งๆ

ทา่ นอง (Melody)

• เป็นการจดั ระเบยี บของเสียงทเ่ี กีย่ วข้องกบั ความสูง-ตา่ ความสัน้ -ยาว และความดัง-เบา องคป์ ระกอบส่วนนี้
มสี ่วนสาคญั ในการสร้างความประทบั ใจ จดจา และแยกแยะความเหมือนหรอื แตกต่างระหวา่ งบทเพลงได้

เสยี งประสาน (Harmony)

• เป็นการเพ่ิมแนวเสียงในการขบั รอ้ งและการบรรเลงเคร่ืองดนตรใี หม้ ากกว่าหนงึ่ แนวเสยี ง โดยนามาเรยี บเรยี งตาม
หลกั การประสานเสียงของดนตรเี พื่อทาใหเ้ สียงต่างๆ ในบทเพลงนัน้ เกดิ ความกลมกลนื ไพเราะนา่ ฟงั ซ่งึ การประสาน
เสยี งทไี่ พเราะนน้ั จะต้องอยู่ในรูปของข้นั คเู่ สียง (Interval) หรือคอร์ด (Chord) ชนดิ ต่างๆ

พน้ื ผิวของเสยี ง (Texture)

• เป็นลกั ษณะหรือรูปแบบของเสยี งท้งั ทป่ี ระสานสมั พันธ์และไมป่ ระสานสมั พันธ์ โดยอาจจะเป็นการนาเสียงมาบรรเลงซ้อนกนั
หรือพรอ้ มกัน รูปแบบพ้ืนผิวของเสียง มดี ังนี้

รปู แบบพน้ื ผวิ ของเสียง

(๑) พน้ื ผวิ แบบทา่ นองเดยี ว(MonophonicTexture)

เป็นลักษณะพ้นื ผวิ ของเสยี งที่มีแนวทานองเดยี ว ไมม่ ีเสยี งประสานอืน่

(๒) พนื้ ผิวแบบหลายท่านอง(PolyphonicTexture)

เปน็ ลกั ษณะพ้ืนผวิ ของเสียงที่ประกอบดว้ ยแนวทานองตั้งแต่สองแนวทานองขนึ้ ไป และเปน็ อสิ ระจากกนั

(๓) พน้ื ผวิ แบบมเี สียงรว่ ม(Homophonic Texture)

เป็นลักษณะพ้ืนผิวของเสยี งทมี่ แี นวทานองหลกั หนึ่งทานอง และมเี สียงเพมิ่ เข้ามา เพือ่ ชว่ ยสนบั สนุนให้แนวทานองเดน่ ชัดและมีความ
ไพเราะยิง่ ขึน้ เสยี งที่เพมิ่ เข้ามาน้จี ะไมม่ ีความสาคญั เท่าแนวทานอง

(๔) พน้ื ผิวแบบมีจดุ รว่ มหรอื ลกู ตกเดยี วกัน(Heterophonic Texture)

เป็นรปู แบบของแนวเสยี งทม่ี ีทานองหลายทานอง แต่ละแนวมคี วามสาคัญเทา่ กันทุกแนว

สีสนั ของเสียง (Tone Color)

• เป็นคณุ ลกั ษณะของเสยี งการขับรอ้ ง และเสียงการบรรเลงเคร่อื งดนตรีทีก่ าเนดิ จากแหลง่ เสียงทแี่ ตกตา่ งกัน ดงั น้ี

(๑) ความแตกตา่ งของเสียงร้องมนษุ ย์

ส่ิงท่ที าใหเ้ สียงร้องของมนษุ ยม์ คี วามแตกต่างกนั ไดแ้ ก่ เพศ วัย ความแตกตา่ งทางด้านสรีระ
เช่น หลอดเสียงและกล่องเสยี ง เปน็ ต้น

(๒) ความแตกตา่ งของเสียงที่เกิดจากเครอ่ื งดนตรี

สิง่ ท่ที าใหเ้ สียงทีเ่ กดิ จากเครอื่ งดนตรมี ีความแตกต่างกัน ได้แก่ วิธกี ารบรรเลงวสั ดุท่ีใชท้ าเครอ่ื งดนตรี รวมทั้งรปู ทรง
และขนาด ปัจจยั เหล่านล้ี ว้ นสง่ ผลโดยตรงตอ่ สีสนั ของเสยี งเคร่อื งดนตรี ทาใหเ้ กิดคณุ ลกั ษณะของเสยี งทแ่ี ตกต่างกนั ออกไป

คตี ลักษณ์ (Forms)

• เป็นรูปแบบในการนาเสนอบทเพลง ซ่ึงมีลักษณะตามทีผ่ ้แู ตง่ เพลงกาหนด คตี ลกั ษณเ์ ปรยี บเสมือนกรอบทม่ี กี ารรวมเอาจงั หวะ
ทานอง พืน้ ผิว และสสี ันของเสียงให้เคลอ่ื นทไ่ี ปในทศิ ทางเดยี วกนั เช่น เพลงชาตมิ ที านองเพลงต้งั แต่ต้นจนจบทไ่ี ม่ซา้ กัน
เพลงสามคั คีชมุ นมุ มีหลายท่อน แต่ละท่อนมีทานองเหมอื นกัน และมสี ร้อยค่ัน เป็นตน้

ศัพทส์ งั คตี

• ศพั ทส์ ังคีตเป็นศพั ท์เฉพาะที่ใช้ในวงการดนตรี เพอ่ื ใชใ้ นการสอื่ สารให้เข้าใจตรงกันว่าเมื่อได้ยินหรือเห็นศัพท์สังคีตนี้
แล้ว เปน็ รูก้ นั วา่ วา่ หมายถึงอะไร หรือให้ปฏิบตั ิอย่างไร ซึง่ ศพั ท์สังคตี มีใช้กันทัง้ ดนตรีไทยและดนตรีสากล ดงั น้ี

๑ ศพั ทส์ งั คีตดนตรีไทย

กรอ เปน็ วธิ กี ารบรรเลงเครื่องดนตรีประเภทเครอื่ งตีดาเนนิ ทานอง โดยมากมักจะเป็นระนาดเอก โดยตสี ลบั กันถ่ๆี แตไ่ ม่ไดต้ ีอยู่
ในทเี่ ดียวกนั มักจะตเี ปน็ คู่ เช่น คู่ ๒ คู่ ๓ เป็นต้น

กวาด เป็นวิธกี ารบรรเลงเครื่องดนตรปี ระเภทเครอ่ื งตดี าเนินทานอง เชน่ ระนาดเอก ระนาดทมุ้ ฆอ้ งวงใหญ่ ฆอ้ งวงเล็ก เปน็ ต้น
โดยใชห้ ัวไม้ตลี ากไปบนเครื่องดนตรโี ดยเรว็ เพื่อให้เกดิ เสยี งต่อเนื่องกัน

ขับ เปน็ การเปลง่ เสียงออกมาเพือ่ นาเสนอเรื่องราวด้วยทานองท่ีไมซ่ ับซ้อน เช่น ขบั เสภา ขบั กลอ่ ม เปน็ ตน้

คลอ เป็นการบรรเลงเครอื่ งดนตรีไปพร้อมกับการขบั ร้อง เช่น การสีซอสามสายคลอไปกบั การขบั ร้องเพลง เปน็ ตน้
เดย่ี ว
เพ้ยี น ๑) เป็นวธิ ีการบรรเลงเครอื่ งดนตรีด้วยเพลงท่แี ตง่ ขน้ึ เปน็ พิเศษเพ่ือแสดงความสามารถของนกั ดนตรีและภมู ิปัญญาของผแู้ ต่งเพลงนน้ั
โดยใช้เครอ่ื งดนตรีประเภทบรรเลงดาเนินทานอง
๒) เปน็ เพลงพเิ ศษทีใ่ ชใ้ นการบรรเลงเครือ่ งดนตรีบางชนิด มกั ใช้บรรเลงในโอกาสพเิ ศษ

เป็นเสยี งทไ่ี ม่ตรงกบั ระดบั เสยี งทถี่ กู ต้อง

เออ้ื น ๑) เป็นวิธีขับรอ้ งโดยเปล่งเสียงเป็นทานองดนตรรี ะหวา่ งคาร้อง
๒) เป็นวธิ บี รรเลงเคร่อื งดนตรโี ดยทาเสยี งดนตรใี หล้ ื่นไหลตดิ ตอ่ กัน

๒ ศัพทด์ นตรสี ากล

หลักการฟงั เพลง

• เพลงมคี วามไพเราะต่างกนั ตามลักษณะของเพลง ซ่ึงคนเราจะรับรู้ถึงความไพเราะของเพลงได้แตกต่างกัน เพราะคนเรา
มีประสบการณก์ ารฟังเพลงต่างกนั และมีวตั ถปุ ระสงคก์ ารฟังเพลงไมเ่ หมือนกนั

หลกั การฟงั เพลงอย่างต้งั ใจ

• ควรศึกษาขอ้ มลู เบอื้ งตน้ กอ่ นฟังเพลง เชน่ ผปู้ ระพันธ์ นกั รอ้ ง เปน็ ตน้

• มีสมาธิในการฟังเพลง เพ่ือให้บรรลุถึงเป้าหมายของการฟังในเบื้องต้น คือ รู้ลักษณะ
โดยรวมของเพลง

• มีสมาธใิ นการฟงั เพลงโดยฟังให้เขา้ ใจถงึ องคป์ ระกอบทางดนตรีของเพลงท่ีฟงั

• ขณะฟังควรวิเคราะห์ถึงองค์ประกอบของเพลงว่า มีความสมบูรณ์และมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด
และวิเคราะห์การประพันธ์ของเพลงว่า สื่อความร้สู กึ และสอ่ื ความหมายได้มากน้อยเพียงใด

หลกั การฟงั เพลงอย่างเข้าใจ

• บอกประเภทและโครงสร้างของเพลงทีฟ่ ัง

• มสี มาธใิ นการฟงั เพลง โดยใหเ้ ขา้ ใจถงึ องคป์ ระกอบเพลงท่ฟี ัง

• ขณะฟังควรวิเคราะหถ์ งึ องคป์ ระกอบของเพลงวา่ มคี วามสมบรู ณ์และมคี ณุ ภาพมาก
นอ้ ยเพยี งใด และวเิ คราะหก์ ารประพนั ธ์ของเพลงวา่ สือ่ ความรูส้ กึ และสื่อความหมาย
ไดม้ ากน้อยเพียงใด

การวเิ คราะหเ์ พลง

• การฟงั เพลงส่วนมากมกั ฟงั เพือ่ ให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน หรือฟังเพื่อผ่อนคลายอารมณ์จากความตึงเครียด
แต่ในบางคร้ังเราสามารถฟังเพลงให้ไดป้ ระโยชน์มากกว่าใหค้ วามสนกุ สนานเพลดิ เพลนิ ไดโ้ ดยร้จู ักการวเิ คราะห์เพลง
ซ่ึงสามารถทาอยา่ งงา่ ยๆ โดยพิจารณาตามหวั ข้อ ดังนี้

๑ เน้อื หาในบทเพลง

• ผู้ฟังควรศึกษาคาประพันธ์ท่ีใช้ในบทเพลงว่า มีความสละสลวย ใช้คาที่มีความไพเราะและมีความหมายดีหรือไม่
เพลงท่มี ลี ักษณะการประพันธ์ที่ดี ต้องทาให้ผ้ฟู ังเขา้ ใจความหมายไดง้ ่าย และซาบซึ้งเพลดิ เพลินไปกับบทเพลง

๒ องคป์ ระกอบในบทเพลง

• การฟงั เสียงดนตรีตามหลกั การฟงั นัน้ ผู้ฟงั เพลงจาเป็นต้องรับร้ถู ึงองคป์ ระกอบในบทเพลง ดังนี้

ท่านอง องคป์ ระกอบของบทเพลง
จังหวะ
• เป็นองคป์ ระกอบทบ่ี ่งบอกถึงเสยี งสงู -ตา่ ท่ีถูกเรียบเรียงให้อยู่แนวระดับต่างๆ ทั้งน้ี
การประสานเสยี ง ขึน้ อย่กู บั การประพนั ธ์ทานองเพลง
รูปแบบของบทเพลง
• เป็นองค์ประกอบท่ีบอกถึงความช้า-เร็วของบทเพลง และมีส่วนทาให้เกิดความ
ไพเราะ โดยมากเพลงท่ีให้อารมณ์ความรู้สึกโศกเศร้ามักจะมีจังหวะช้าส่วนเพลงท่ี
ใหอ้ ารมณส์ นกุ สนานมักจะมจี งั หวะเร็ว

• เป็นการขับร้องและบรรเลงดนตรีพร้อมๆ กัน หรือการขับร้องเป็นหมู่คณะ โดยมี
แนวเสียงการขบั ร้องและบรรเลงดนตรีทมี่ ากกว่าหนึ่งแนว แต่ละแนวเสียงจะมีลีลา
เป็นของตนเองแตย่ งั สอดประสานกลมกลนื กนั และต้องเป็นไปในทศิ ทางเดยี วกนั

• เป็นองค์ประกอบที่บ่งบอกถึงโครงสร้างของบทเพลงท่ีออกแบบตามจังหวะและ
ทานองของเพลง ซง่ึ ทาให้ทราบถงึ การจดั รูปแบบเน้อื หาของเพลง การแบง่ วรรคตอน
ของเพลงการรอ้ งซ้า การเปลยี่ นท่วงทานองเพลง

๓ คณุ ภาพเสียงในบทเพลง

๑.เสียงของการขับรอ้ ง
• คณุ ลกั ษณะของเสียงขับร้องมีความแตกต่างกนั ไปตามลกั ษณะของเพศและวยั ของผ้ขู ับร้อง เช่น เสียงของเด็กเล็กจะ

มีลักษณะเล็ก แหลม ส่วนเสียงของผู้ชายวัยกลางคนจะมีเสียงทุ้มใหญ่ เป็นต้น ในการพิจารณาเสียงขับร้อง อาจ
พจิ ารณาตามลักษณะ ดงั น้ี

การพิจารณาเสยี งขบั รอ้ ง
• การออกเสียง ตอ้ งออกเสียงเน้อื ร้องใหถ้ ูกต้องตามอกั ขรวธิ ี และชัดเจน

• ขับร้องไดถ้ ูกตอ้ งตามจังหวะและทานองเพลง

• น้าเสยี งท่ีรอ้ งสามารถถา่ ยทอดอารมณใ์ หผ้ ฟู้ งั คลอ้ ยตาม

• การแสดงท่าทาง สหี นา้ มีความสอดคลอ้ งกบั ทานองและอารมณข์ องเพลง

๒.เสียงของดนตรี
• เป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากการบรรเลงเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ ร่วมกันเคร่ืองดนตรีแต่ละชนิดจะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน

ออกไป แบ่งไดเ้ ป็น ๒ ประเภท ดังน้ี

ประเภทของเคร่ืองดนตรี

เครอ่ื งดนตรีท่ีใชบ้ รรเลงทา่ นอง • เป็นเคร่ืองดนตรีที่สามารถบรรเลงเป็นเสียงดนตรีได้หลายแบบหลาย
ระดับเสียงและช่วยทาให้เกิดความไพเราะมากขึ้น ลักษณะเสียงของ
เคร่ืองดนตรจี ะแตกต่างกนั ตามชนดิ ของเคร่ืองดนตรีและให้ความรู้สึกท่ี
แตกตา่ งกนั ออกไป

เครื่องดนตรที ่ีใช้บรรเลงประกอบ • เปน็ เครือ่ งดนตรที ม่ี ลี ักษณะเสียงแบบเดียวหรือสองแบบ ไม่สามารถไล่
จังหวะ ระดับเสียงได้ เสียงที่เกิดจากบรรเลงของเครื่องดนตรีชนิดน้ันให้
ความรูส้ กึ ทแ่ี ตกต่างกนั ออกไป เช่น เสยี งตกี ลอง ให้ความรู้สกึ หนักแน่น
ม่ันคง เรา้ ใจ เปน็ ตน้


Click to View FlipBook Version