คคำนำนำำ
พจนานุกรมฉบบั น้ีจดั ทาข้ึนเพื่อเป็ นส่วนหน่ึงของรายวชิ าภาษาต่างประเทศ
ในภาษาไทยเพ่ือศึกษา เรี ยนรู้ ใน เร่ื องของคาศัพท์ภาษามอญ โดยไ ด้ศึกษาอย่าง
ละเอียดเพ่ือเป็ นประโยชน์กับการเรียนรู้ต่อผูท้ ี่สนใจศึกษาในเรื่องของคาศพั ท์
ภาษามอญ
คณะ ผจู้ ดั ทาหวงั วา่ พจนานุกรมฉบบั น้ีจะเป็ นประโยชนก์ บั ผูอ้ ่าน หรือ
นกั เรียน นักศึกษา ที่กาลงั ศกึ ษาเรื่องของคาศพั ทภ์ าษามอญอยหู่ ากมีขอ้ แนะนาหรือ
ขอ้ ผดิ พลาดประการใด ผจู้ ดั ทาขอนอ้ มรับไวแ้ ละขออภยั มา ณ ทนี่ ้ีดว้ ย
คณะผจู้ ดั ทา
ภำษำมอญ
ภาษามอญโบราณเป็ นภาษาหน่ึงที่มีความสาคญั ในประวตั ิของเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้
เนื่องจากภาษามอญโบราณเคยเป็ นภาษาที่ใชโ้ ดยกลุ่มชนท่ีมีอานาจในอาณาจกั รต่าง ๆ ท้งั ใน
ประเทศไทย ประเทศพม่า รวมถึงประเทศลาว ภาษามอญโบราณน่าจะเป็นภาษาท่ีมีการใชพ้ ูด
กนั อยู่ในบริเวณประเทศไทย และประเทศพม่าก่อนท่ีชาวไทยกบั ชาวพม่าไดเ้ ขา้ มาในบริเวณ
ดงั กล่าว และน่าจะเป็ นภาษาท่ีใช้โดยชนช้นั ปกครอง รวมท้ังเป็ นภาษาที่ใช้ในการแต่ง
วรรณกรรมในสมยั โบราณ อารยธรรมมอญกบั ภาษามอญโบราณมีอิทธิพลต่อกลุ่มวฒั นธรรม
ของชาวไทยและชาวพม่า ตัวอย่างเช่น “ศาสนาพุทธเขา้ ถึงชาวไทยและชาวพม่า โดยผ่าน
อารยธรรมมอญ อกั ษรมอญโบราณถูกนามาใชเ้ ขียนภาษาพม่า และยงั มีอิทธิพลต่อระบบอกั ษร
ของชาวไทย โดยผา่ นทางอกั ษรธรรมลา้ นนาและอกั ษรสุโขทยั ” นอกจากน้ี ยงั มีการยืมคาจาก
ภาษามอญโบราณมาใชใ้ นภาษาไทยอีกดว้ ย
ความน่าสนใจของขอ้ มูลในจารึกภาษามอญโบราณ คือ ในจารึกมีการบนั ทึกคาศพั ท์
ทวั่ ไปท่ีใชใ้ นสมยั โบราณ ไม่ว่าจะเป็ นคาเรียกสตั ว์ สิ่งของ เคร่ืองอปุ โภค บริโภค คานามที่ใช้
ในศาสนา ฯลฯ ซ่ึงคาศพั ท์เหล่าน้ีสะทอ้ นให้เห็นถึงวิวฒั นาการของวิธีสะกดคาในภาษามอญ
โบราณในช่วงระยะเวลายาวนานกว่า ๕๐๐ ปี ซ่ึงในจารึกภาษามอญโบราณในประเทศไทย
คาภาษามอญโบราณหน่ึงคาอาจปรากฏในจารึกต่าง ๆ โดยปรากฏรูปสะกดท่ีแตกต่างกนั ซ่ึง
เป็ นอุปสรรคในการแปลความในจารึก แต่การเปรียบเทียบการแปรรูปสะกดคาศพั ท์ท่ีใชใ้ น
จารึกช่วยให้เห็นถึงการเปล่ียนแปลงท่ีเกิดข้ึนในภาษาระหว่างยคุ และสถานที่ อยา่ งเช่น คาว่า
"ผรู้ ับใช"้ เคยมีรูปสะกดเป็ น dek ในยคุ ท่ี ๒ แต่ในยคุ ที่ ๓ แปรรูปสะกดเป็ น dik และ dika ซ่ึง
เกิดจากการแปรรูปสระระหวา่ งสระ e กบั สระ i ในยคุ ที่ ๓ และการแปรการสะกดระหวา่ งคาท่ี
ใชเ้ คร่ืองหมายวิรามกบั คาท่ีใชพ้ ยญั ชนะสะกดสองตวั แทนเครื่องหมายวิราม อีกตวั อยา่ งหน่ึง
คือคาวา่ "ลูก" ในยคุ ที่ ๑ มีรูปสะกดเป็ น kaun และไม่พบคาน้ีในยุคที่ ๒ แต่ในยุคที่ ๓ พบการ
แปรรูปสะกดเป็ น kon และ konna ซ่ึงแสดงให้เห็นการแปรในสระ พยญั ชนะ และการแปรใน
วิธีการแสดงพยญั ชนะสะกด
การศึกษาจารึกภาษามอญโบราณยงั ทาใหเ้ ห็นพฒั นาการของการสะกดคาของภาษามอญ
โบราณต้งั แตเ่ ร่ิมมีการรับรูปแบบตวั อกั ษรของอินเดียมาประยกุ ต์ใชก้ บั ภาษามอญโบราณ ซ่ึงใน
ระยะแรกรูปแบบของการสะกดคายงั ไม่มีความแน่นอน เน่ืองจากความตา่ งกนั ระหว่างเสียงของ
ภาษามอญโบราณกบั ระบบอกั ษรที่ไดร้ ับมาจากอินเดีย เพื่อเขียนคาในภาษามอญโบราณ ในยุค
ต่อมาไดเ้ กิดการแปรรูปสะกดคาอีก ซ่ึงในบางกรณีตามการเปล่ียนแปลงทางระบบเสียง และใน
บางกรณีอาจเน่ืองมาจากอิทธิพลของภาษาทอ้ งถ่ิน ดงั น้นั ประโยชน์ของการศึกษาจารึกคือ การ
ไดเ้ รียนรู้ถึงคาศพั ทแ์ ละวิวฒั นาการของรูปสะกดคา
นอกจากน้ี จากการสารวจข้อมูลเบ้ืองต้น ยงั ไดพ้ บว่าขอ้ มูลเก่ียวกบั จารึกภาษามอญ
โบราณในประเทศไทยยงั ไม่เป็ นปัจจุบนั กล่าวคือ ไดม้ ีการพบจารึกชิ้นใหม่ ๆ เพ่ิมข้ึน และ
ขอ้ มูลจารึกเก่าท่ีพบกม็ ีการเปลี่ยนแปลง เช่น จารึกบางช้ินมีการยา้ ยที่ต้งั และมีจารึกบางช้ินที่เคย
มีนกั วิชาการกล่าวว่าเป็ นภาษามอญโบราณ แต่นกั วิชาการท่านอื่นในเวลาต่อมาให้ทรรศนะว่า
ไม่ได้เป็ นภาษามอญโบราณ ดงั น้ัน การจารึ กภาษามอญโบราณที่พบในประเทศไทย เพ่ือ
เปรียบเทียบการแปรรูปสะกดคาศพั ท์จากจารึกที่มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษท่ี ๑๒-๑๗ เพื่อ
รวบรวมจารึกภาษามอญโบราณที่พบในประเทศไทยท้งั หมด และเพ่ือปรับขอ้ มูลเกี่ยวกบั จารึก
ให้เป็ นปัจจุบนั
คำศัพท์ภำษำไทย – มอญ
หมวดที่ ๑ คำทใี่ ช้เรียกญำติ
ลำดบั ท่ี ภำษำไทย ภำษำมอญ ลำดบั ที่ ภำษำไทย ภำษำมอญ
๑ ป่ ทู วด อะปาแน่ก ๒๒ นา้ สะใภ้ อิเตะ่ คะออฮ
๒ ยา่ ทวด อิตอฮแน่ก ๒๓ อาเขย อะมู่เกี่ยะ
ม่าน
๓ ตาทวด อะปาแน่ก ๒๔ อาสะใภ้ อิจีคะออฮ
๔ ยายทวด อิตอฮแน่ก ๒๕ ลกู ชาย โกนปลา่ ย
๕ ป่ ู อะปาเจี่ยะโน่ก ๒๖ ลกู สาว โกนววุ่ด
๖ ยา่ อิตอฮ ๒๗ ลูกเขย โกนเกี่ยะ
ม่าน
๗ ตา อะปาเจี่ยะโน่ก ๒๘ ลกู สะใภ้ โกนคะออฮ
๘ ยาย อิตอฮ ๒๙ พี่ชาย กาวปลา่ ย
๙ ลุง อะน่าย ๓๐ พ่ีสะใภ้ บว่ั ป่ าย
๑๐ ป้า อิน่าย ๓๑ พ่ีสาว บวั่ ววุ่ด
๑๑ พอ่ อะปา ๓๒ พี่เขย เกี่ยะมา่ นกาว
๑๒ แม่ ม่ิ ๓๓ พ่ีสามี กาวเตราฮ
๑๓ นา้ อิเต่ะ ๓๔ พี่ภรรยา กาวเปรี่ย
๑๔ อา อะมู่ ๓๕ นอ้ งชาย เต่ะปลา่ ย
๑๕ พอ่ สามี อะปาเตร็าฮ ๓๖ นอ้ งสะใภ้ คะออฮเต่ะ
๑๖ พอ่ ภรรยา อะปาซอมเพ่ีย ๓๗ นอ้ งสาว เตะ่ วุ่ด
๑๗ สามี เตร็าฮ, ตะละออ็ ย ๓๘ นอ้ งเขย เกี่ยะม่านเต่ะ
๑๘ แมภ่ รรยา มิ่ซอมเพ่ีย ๓๙ นอ้ งสามี เตะ่ เตร็าฮ
๑๙ ลงุ เขย อะน่ายเกี่ยะม่าน ๔๐ นอ้ งภรรยา เตะ่ เปรี่ย
๒๐ ป้าสะใภ้ อิน่ายคะออฮ ๔๑ หลานชาย จาวเตร็าฮ
๒๑ นา้ เขย อาเต่ะเกี่ยะม่าน ๔๒ หลานสาว จาวเปร่ีย
หมวดท่ี ๒ หมวดคำจำนวน ภำษำมอญ ลำดบั ท่ี ภำษำไทย ภำษำมอญ
ซุนญะ ๑๑ สิบ จอฮ
นับ มวั่ ๑๒ ยสี่ ิบ บาโจฮ
บา ๑๓ สามสิบ ป็ อยโจฮ
ลำดบั ที่ ภำษำไทย ป็ อย ๑๔ ส่ีสิบ ปอนโจว
๑ ศูนย์ ปอน ๑๕ หา้ สิบ เม่ียะซุนโจฮ
๒ หน่ึง เมี่ยะซุน ๑๖ หกสิบ ตะราวโจฮ
๓ สอง ตะราว ๑๗ เจด็ สิบ ทะปอฮโจฮ
๔ สาม ทะปอฮ ๑๘ แปดสิบ เต่ียะจามโจฮ
๕ ส่ี เต่ียะจาม ๑๙ เกา้ สิบ เตี่ยะจิดโจฮ
๖ หา้ เต่ียะจิด ๒๐ หน่ึงร้อย มว่ั กลอม
๗ หก
๘ เจ็ด ภำษำมอญ
๙ แปด คะโนน
๑๐ เกา้ เจ่ียกะ
กะมาญ
หมวดที่ ๓ หมวดคำเรียกเคร่ืองจกั รสำน, จบั สัตว์ กะมาญเต่ียะตาว
เป่ี ยะโวช่ อก
ลำดบั ท่ี ภำษำไทย ภำษำมอญ ลำดับท่ี ภำษำไทย เจ่ียโดด
๑ กรง คะราง ๑๓ เบด็ จ่องทะมาย
๒ กระจาด กะนายเล่ียง ๑๔ ยอ เล่ีย
๓ กระดง้ กะนาย ๑๕ ลอบ เที่ยะเริ่ง
๔ กระบุง เน่ียะ ๑๖ ลอบยนื เจ่ียะเนิ่จ
๕ กระพอ้ ม เทิง ๑๗ ลอมฟาง เจี่ยะเจี่ยะโน่ก
๖ ขอ้ ง ตาง ๑๘ สวิง กะลายา่ ด
๗ งอบใบลาน คะมอกชะละตา ๑๙ เสวียน
๘ จนั่ ดกั สตั ว์ เท่ียะแน่ก ๒๐ หนา้ ไม้
๙ เฉลว เม่ียะซุนมว่ั กอ ๒๑ หวด
๑๐ ตะกร้า เน่ียะควกั ๒๒ แห
๑๑ ตะแกรง กะราญ ๒๓ อวน
๑๒ ตะบนั บากเจ่ียะปลุ่ ๒๔ แอบใส่ผา้
หมวดที่ ๔ หมวดคำเรียกชื่อข้ำว
ลำดบั ท่ี ภำษำไทย ภำษำมอญ ลำดับที่ ภำษำไทย ภำษำมอญ
๑ ขา้ วกลอ้ ง เฮ็าซะโนก ๑๖ ขา้ วน่ึง เปิ งเซิ่ง
๒ ขา้ วกลา้ เม่ียะ ๑๗ ขา้ วเบา ซอฺอ คะตกั
๓ ขา้ วเก่า เฮา็ เตรม ๑๘ ขา้ วปลกู ซอฺอ เมี่ยะ
๔ ขา้ วแกง เปิ งฟะ ๑๙ ขา้ วเปี ยก ซอฺอเดกิ /ซออเดียก
๕ ขา้ วควั่ เฮา็ คะนา ๒๐ ขา้ วฟ่ อน ซอฺอโฟ่ น
๖ ขา้ วจ่ี เปิ งกะราญ ๒๑ ขา้ วมนั เปิ งกลอญ
๗ ขา้ วเจา้ เฮ็า ๒๒ ขา้ วยาคู เปิ งเยี่ยกุ่
๘ ขา้ วแฉะ เปิ งตะยี ๒๓ ขา้ วลีบ ซอฺอคะเปาะ
๙ ขา้ วซอ้ มมือ เฮ็ายา่ จ ๒๔ ขา้ วสาร เฮา็
๑๐ ขา้ วดิบ เปิ งเฮ่าะจิน ๒๕ ขา้ วสุก เปิ งจิน
๑๑ ขา้ วตม้ เปิ งบอฮ ๒๖ ขา้ วหมาก ลอ่ กชา
๑๒ ขา้ วตอก เปี่ ยะกะ/ทะกะ ๒๗ ขา้ วหลาม คะลาม
๑๓ ขา้ วตงั เปิ งเฮียก ๒๘ ขา้ วหกั กะโนนเฮ็า
๑๔ ขา้ วตาก เปิ งมอ่ ๒๙ ขา้ วเหนียว ปะลอฺญ
๑๕ ขา้ วทิพย์ เปิ งกะโมน ๓๐ ขา้ วออกรวง ซอฺอติดทะโกง
วฒั นธรรมทางดา้ นภาษามอญ อกั ษรมอญและวรรณกรรมของชาวมอญ อกั ษรมอญมี
ความเก่าแก่ พบหลกั ฐานในประเทศไทยท่ีจารึกวดั โพธ์ิร้าง พ.ศ. ๑๑๔๓ เป็นอกั ษรมอญโบราณท่ี
เก่าแก่ที่สุดในบรรดาจารึกภาษามอญที่ไดค้ น้ พบในแถบเอเชียอาคเนย์ เป็ นจารึกที่เขียนด้วย
ตวั อกั ษรปัลลวะ ที่ยงั ไมไ่ ดด้ ดั แปลงใหเ้ ป็นอกั ษรมอญ พบวา่ มีการประดิษฐอ์ กั ษรมอญข้ึนเพ่ือให้
พอกบั เสียงในภาษามอญ ในจารึกเสาแปดเหลี่ยมที่ศาลสูงเมืองลพบุรี และยงั พบจารึกในพุทธ
ศตวรรษที่ ๑๔ ราว พ.ศ. ๑๓๑๔ เป็ นตวั อกั ษรหลงั ปัลลวะ มีเน้ือหาเก่ียวกบั พระพุทธศาสนา ซ่ึง
หลกั ฐานจารึกในสมยั กลางประมาณ พ.ศ. ๑๖๐๐ เป็ นตน้ มา บนั ทึกท้งั ภาษามอญและอกั ษรมอญ
ซ่ึงพม่าก็รับอักษรมอญมาใช้เขียนภาษาพม่าเป็ นคร้ังแรก ประมาณพุทธศตวรรษท่ี ๑๖-๑๗
ตวั อกั ษรไดค้ ล่ีคลายจากตวั อกั ษรปัลลวะมาเป็ นตวั อกั ษรส่ีเหล่ียมก็คืออกั ษรมอญโบราณ และ
เปลี่ยนแปลงขนาดเลก็ ลงในระยะต่อมา จนในพุทธศตวรรษท่ี ๒๑ ก็ไดก้ ลายเป็ นอกั ษรมอญ
ปัจจุบนั ท่ีมีลกั ษณะกลม สันนิษฐานว่าเกิดจากการจารหนังสือโดยใช้เหล็กจารึ กลงบนใบ
ลานมอญ ปัจจุบนั มีอายปุ ระมาณ ๔๐๐ ปี เศษ
ในประเทศไทยเองก็มีการใช้ภาษามอญในการส่ือสารในชุมชนมอญ แต่ละชุมชนใน
จงั หวดั ต่าง ๆ และในแต่ละชุมชนน้นั เองก็มีสาเนียงเฉพาะท่ีแตกต่างไปในชุมชนที่อาศยั ซ่ึงอาจ
ไดร้ ับอิทธิพลจากชมุ ชนอ่ืนที่ไม่ใช่ชาวมอญ ซ่ึงอยใู่ กลเ้ คียงกนั โดยในบางชุมชนยงั คงมีการสอน
ลูกหลานใหพ้ ดู ภาษามอญกนั แต่บางชุมชนภาษามอญก็มีการใชส้ ่ือสารนอ้ ยลง เดิมทุกหมูบ่ า้ นจะ
ส่ือภาษากนั ดว้ ยภาษามอญ ส่วนภาษาเขียนน้นั จะเล่าเรียนเขียนอา่ นกนั ท่ีวดั ซ่ึงพวกผูห้ ญิงไม่มี
โอกาส หนงั สือมอญในปัจจุบนั แมว้ ่าจะลดนอ้ ยถอยลงไปกย็ งั จะพอให้ไดศ้ ึกษากนั อยบู่ า้ งที่ปาก
ลดั เอง หรือพระประแดงก็เคยมีโรงพิมพภ์ าษามอญ ต้งั แตก่ ่อน พ.ศ. ๒๔๔๗ ผกู้ ่อต้งั คือ พระภิกษุ
บญุ ชนั ใชช้ ่ือโรงพิมพว์ ่า ปญุ ญกขนั ธาดาร โรงพิมพแ์ ห่งน้ีมีอนั ตอ้ งโยกยา้ ยถึง ๓ คร้ังคือจากวดั
แคไปอยูท่ ่ีวดั โมกข์ ในอาเภอพระประแดงดว้ ยกนั และคร้ังสุดทา้ ยไดย้ า้ ยไปอยทู่ ี่วดั พิมพาวาส
อาเภอบางปะกง จงั หวดั ฉะเชิงเทรา
เน่ืองจากคนมอญรุ่นใหม่มีโอกาสทางการศึกษาไดอ้ ยา่ งเตม็ ท่ีจึงตอ้ งปรับตวั ในเรื่องภาษา
ตามไปดว้ ย ทุกคนใช้ภาษาไทยในการส่ือความหมายท้ังในหมู่บ้านและในครัวเรื อน ทาให้
ความสาคญั ของภาษามอญถูกลบเลือนไปเกือบส้ินเชิง นอกจากผทู้ ี่ตอ้ งการจะศึกษาหาความรู้
เทา่ น้นั จึงจะร่าเรียนกนั ทศั นีย์ ลกั ขณาภิชนชชั และคณะ (๒๕๕๕, หนา้ ๓๕-๓๘)
บรรณำนุกรม
ประยรู ทรงศิลป์ . ๒๕๒๖. กำรเปลีย่ นแปลงของภำษำ : คำยืมในภำษำไทย. ภาควิชาภาษาไทย
คณะมนุษยศ์ าสตร์และสงั คมศาสตร์ วิทยาลยั ครูธนบรุ ี.
ปรีชา ชา้ งขวญั ยืน. ๒๕๒๙. ระบบปรัชญำกำรเมืองในมำนวธรรมศำสตร์. กรุงเทพฯ :
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั .
พวน รามญั วงศ.์ ๒๕๔๘. พจนำนุกรมมอญ – ไทย ฉบบั มอญสยำม. กรุงเทพฯ : มติชน.
ราชบญั ฑิตยสถาน. ๒๕๔๖. พจนำนุกรมฉบับรำชบัญฑติ ยสถำน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพฯ :
นานมีบคุ๊ ส์พบั ลิเคชน่ั ส์.
วฒั นา บรุ กสิกร. ๒๕๔๑. ลกั ษณะคำไทยทีม่ ำจำกภำษำมอญ : รายงานการวิจยั เสนอตอ่ สถาบนั ไทย
คดีศึกษา มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์.
อนุมานราชธน, พระยา. ๒๕๑๗. นิรุกตศิ ำสตร์. กรุงเทพฯ : คลงั วทิ ยา.
อปุ กิตศิลปสาร, พระยา. ๒๕๔๖. หลกั ภำษำไทย (อักขรวธิ ี วจวี ภิ ำค วำกยสัมพนั ธ์ ฉันทลกั ษณ์).
พิมพค์ ร้ังที่ ๑. กรุงเทพฯ : ไทยวฒั นาพานิช.
จัดทำโดย
นางสาวณฐั มล แป้งอ่อน รหสั ๐๑๒
นางสาวณัฏฐา สารสุวรรณกลุ รหสั ๐๑๖
นายนิมิตร ส้มสุด รหสั ๐๒๕
นางสาวสุนนั ทา ศิริสุมทมุ รหสั ๐๒๗
นางสาวกรองอร เกตมุ หาตระกูล รหสั ๐๒๘
นกั ศกึ ษาสาขาวิชาภาษาไทย ช้นั ปี ท่ี ๔
วทิ ยาลยั การฝึ กหดั ครู