ชนดิ และหน้าทีข่ องคำในประโยค
สำหรับนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ ี่ ๑
คำกรยิ า คำนาม คำบพุ บท
คำสรรพนาม คำวิเศษณ์ คำอุทาน
คำสันธาน
ชนดิ ของคำ
คำนาม
คํานาม คือ คําท่ีใช้เรียกช่ือคน สัตว์ ส่ิงของ สภาพ ลักษณะ และอาการของส่ิงมีชีวิต
และสิ่งที่ไม่มีชีวิต ทั้งสิ่งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ประเภทของคํานาม แบ่งได้ ๕ ประเภท
ต่อไปน้ี
๑. คาํ นามทีเ่ รยี กชอ่ื ทว่ั ไป ได้แก่ ช่ือบุคคล ชอ่ื สัตว์ ชอ่ื ส่ิงของ ชื่อสถานท่ี เชน่ พอ่ ช้าง
สมุด เปน็ ตน้
๒.คํานามท่ีเป็นช่ือเฉพาะ ได้แก่ ช่ือบุคคล ช่ือสัตว์ ชื่อส่ิงของ และชื่อสถานท่ี เช่น พระ
อภยั มณี ช้างก้านกล้วย หนงั สือเรียนภาษาไทย สถานรี ถไฟหัวลาํ โพง เป็นตน้
๓. คํานามท่ีบอกความเป็นหมู่พวก กลุ่ม หรือคณะ ได้แก่ ช่ือบุคคล ชื่อสัตว์ ชื่อส่ิงของ
และชือ่ สถานที่
เช่น คณะนักเรียนโรงเรยี นบา้ นหนองํนา้ ใส โขลงชา้ งพงั กองหนงั สอื หมบู่ ้านทา่ ขา้ ม เป็นต้น
๔ คํานามที่เป็นนามธรรม ไม่มีขนาดและรูปร่าง แต่สามารถส่ือความหมายได้เข้าใจ ดังน้ี
“การ” หรือ“ความ” นําหน้าคํากริยาเรยี กวา่ อาการนาม เชน่ การนอน การเดิน การน่งั ซง่ึ คาํ ท่ี
มี “ความ” นําหน้ามักเป็นคําวิเศษณ์ หรือคําท่ีเกี่ยวกับจิตใจ เช่น ความรัก ความซื่อสัตย์
ความจงรักภกั ดี ความคดิ ความโกรธ เป็นตน้
“การ” นาํ หนา้ คาํ นาม จัดเปน็ นามท่วั ไป เช่น การบ้าน การเมือง การครัว การคลัง
๕. คํานามท่ีใช้บอกลักษณะของนาม บางทีเรียก ลักษณนาม คํานามประเภทน้ี บอกให้
ทราบลักษณะของสิง่ ท่กี ล่าวถึงว่ามรี ปู พรรณสณั ฐานเป็นอย่างไร เช่น
รถ ร่ม มลี กั ษณนามเป็น คัน
กระดาษ มลี กั ษณนามเป็น แผ่น
นอกจากนี้ คําลักษณนามใช้เป็นคําบอกจํานวนนับโดยมีจํานวนนับอยูห่ น้าลักษณนามนน้ั
เช่น มีคนเดินมาในห้อง ๑๐ คน แม่ซ้ือดินสอให้ฉัน ๕ แท่ง หรือใช้ประกอบหลังคํานาม เช่น
บา้ นหลงั ที่ทาสีขาวเป็นบ้านของพชี่ าย สมดุ เลม่ นีฉ้ ันยืมน้องมา เปน็ ต้น
แบบฝกึ หดั เร่ืองคำนาม
แบบฝึกหัดท่ี ๑
ลกั ษณะและหน้ำที่ของคำนำม
คำชี้แจง จงตอบคําถามต่อไปนใ้ี ห้ถูกตอ้ ง
๑. คํานามมลี กั ษณะอย่างไร จงอธบิ าย
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
๒. จงอธบิ ายหนา้ ทข่ี องคาํ นาม พร้อมยกตวั อย่างมา ๕ ตัวอยา่ ง
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………
แบบฝึกหดั เร่ืองคำนาม
แบบฝึกหัดที่ ๒
เร่อื งกำรนำคำนำมไปใชใ้ หถ้ กู ต้อง
คำชี้แจง จงเติมคาํ ลงในช่องว่างของสํานวนไทยตอ่ ไปนี้ใหถ้ ูกตอ้ ง
๑. ดนิ พอกหาง…………………………
๒. จับ…………………………ชน…………………………
๓. เอาหไู ป…………………………เอา…………………………ไร่
๔. เรอื ลม่ ใน…………………………ทองจะไปไหน
๕. นาํ้ พง่ึ เรอื …………………………พึ่งปา่
๖. …………………………ตายทัง้ ตวั เอา…………………………มาปิด
๗. แกว่งเทา้ หา…………………………
๘. …………………………เห็นตนี …………………………งเู หน็ นม…………………………
๙. ขดุ บอ่ ล่อ…………………………
๑๐. ปดิ ทองหลัง…………………………
๑๑. มะนาวไมม่ …ี ………………………
๑๒. เสน้ ผมบัง…………………………
๑๓. …………………………ข้นกวา่ น้ํา
๑๔. …………………………ผลี ูกคน
๑๕. ขาย…………………………เอาหนา้ รอด
แบบทดสอบเรอ่ื งคำนาม
๑. ถ้วย....นน้ั ราคาย่อมเยาน่าใช้
ก. ใบ ข. อัน
ค. ถว้ ย ง. พวก
๒. เด็ก ๆ เห็นม้า......หน่ึงทกี่ าํ ลังว่ิงขวกั ไขว่อย่ชู ายป่า
ก. ตวั ข. ฝงู
ค. กลมุ่ ง. โขลง
๓. “โรงเรยี นน้ี เราไมเ่ คยไดย้ ินชอื่ ” คําท่ขี ีดเส้นใต้เป็นคาํ นามท่ีทําหน้าทอี่ ะไร
ก. เปน็ ภาคแสดง ข. เปน็ ภาคประธาน
ค. เป็นกรรมของประโยค ง. เปน็ ประธานของประโยค
๔. วิธที ดสอบว่าคาํ ใดทําหน้าทเ่ี ป็นกรรมรองทาํ ไดอ้ ย่างไร
ก. ตัดคาํ นามออก ข. แยกประโยคออกทีละประโยค
ค. แทรกคาํ บุพบทเขา้ ไปในประโยค ง. แทรกคาํ “ใหแ้ ก่” เขา้ ไปในประโยค
๕. ข้อใดใช้ลกั ษณะนามผิด
ก. ขลุ่ย – เลา ข. สวงิ – ปาก
ค. งาช้าง – งา ง. สกั วา - บท
๖. ข้อใดเปน็ อาการนาม
ก. การงาน ข. การเมือง
ค. การกนิ ง. การพาณชิ ย์
แบบทดสอบเรื่องคำนาม
๗. “นักกีฬาของโรงเรียนบ้านลาํ แกน่ ชนะใจคนดู” คําทข่ี ดี เส้นใต้เป็นคํานามชนิดใด
ก. คาํ นามสามญั ข. คาํ ช่อื เฉพาะ
ค. คาํ นามรวมหมู่ ง. คํานามธรรม
๘. ข้อใดใหค้ ําจํากัดความ “คํานาม” ไดถ้ ูกตอ้ งทส่ี ดุ
ก. คาํ ท่ีทาํ หน้าทีแ่ ทนบุคคล ข. คาํ ทีแ่ สดงความหมายของการกระทํา
ค. คาํ ทแ่ี สดงความหมายถึงบคุ คล สตั ว์ และส่งิ ของ ง. คําที่แสดงความหมายเฉพาะส่งิ มชี วี ติ เท่านั้น
๙. ขอ้ ใดมคี ํานามที่ทาํ หน้าทีเ่ ปน็ นามเรียกขาน
ก. ฉันคอื นาฬิกาดาํ แลว้ ข. เขาชอบดืม่ นมมากกว่าสง่ิ อนื่
ค. เขาชอบดื่มนามมาก ๆ เวลากลางคนื ง. นกั เรียนฟงั ครูอธิบายให้เข้าใจก่อน
๑๐. ข้อใดไม่ใชห่ นา้ ทขี่ องคํานาม
ก. เป็นกรรม ข. เปน็ ประธาน
ค. ขยายกริยา ง. เปน็ คําเรยี กขาน
คำสรรพนาม
คําสรรพนาม คือ คําท่ีใชแทนคํานาม หรือขอความที่กลาวมาแลว เพ่ือไมตองกลาวคํานามหรือขอความนั้นซํ้าอีก
ซ่งึ คําสรรพนามเปนไดทงั้ ประธานและกรรมของประโยค โดยสรรพนามสามารถแบงออกได ๖ ชนดิ ดงั นี้
๑. บุรษุ สรรพนำม คอื คําสรรพนามแทนบุคคล ใชแทนชอื่ ผูพูด ผูทพี่ ูดดวย และผูท่พี ดู ถึง แบงออกเปน ๓ ชนดิ คอื
๑) บรุ ษุ ที่ ๑ ใชแทนช่ือผูพดู เชน ฉัน ผม ขาพเจา กระผม ดิฉนั อาตมภาพ พวกเรา เปนตน
๒) บุรษุ ที่ ๒ ใชแทนชือ่ ผูที่พูดดวย เชน ทาน คุณ เธอ ใตเทา ฝาบาท เปนตน
๓) บุรษุ ท่ี ๓ ใชแทนชื่อผูที่พดู ถึง เชน เขา มัน ทาน พระองค เปนตน
๒. นยิ มสรรพนำม คอื คําสรรพนามช้เี ฉพาะ ใชแทนคํานาม เพ่อื บงบอกความชัดเจนหรือกาํ หนดระยะ
เชน น่ี น่นั โนน น้ี นน้ั โนน ทั้งนี้ ทงั้ น้ัน เชนน้ี เชนน้นั อยางน้นั อยางโนน เปนตน
๓. อนิยมสรรพนำม คอื คาํ สรรพนามไมช้เี ฉพาะ ใชแทนคํานามท่วั ไป ไมกําหนดแนนอนวาหมายถึงผูใด อะไร สิง่ ใด
หรอื สถานทใี่ ด เชน ใคร อะไร ที่ไหน ผูใด ผูอื่น ผูใดผูหนึง่ เปนตน ซง่ึ อนิยมสรรพนามมีลกั ษณะ
คลายปฤจฉาสรรพนาม หรือสรรพนามถาม แตแตกตางตรงทอี่ นยิ มสรรพนามอยูในประโยคที่ไมตองการคําตอบ
๔. ปฤจฉำสรรพนำม คอื คําสรรพนามถาม ใชแทนคาํ นามในประโยคคําถามที่ตองการคําตอบหรือแสดงความสงสัย
เชน ใคร อะไร ทไ่ี หน ส่งิ ใด ผูใด เปนตน
๕. วภิ ำคสรรพนำม คอื คําสรรพนามแยกฝาย ใชแทนคาํ นาม เพอ่ื แสดงการแยกพวก รวมพวก หรือแบง
พวก เชน ตาง บาง กนั เปนตน
๖. ประพนั ธสรรพนำม คอื คาํ สรรพนามเชอ่ื มประโยค ใชแทนคาํ นามทอี่ ยูขางหนา เพือ่ ทาํ หนาทเ่ี ช่อื มประโยค เชน
ผู ที่ ซงึ่ อนั ดงั ผูที่ ผูซึง่ เปนตน
คำสรรพนำมมีหนำทใี่ นประโยค ดังน้ี
๑. เปนประธำนของประโยค เชน เขาอาสาเปนผูนําเพ่ือน ๆ ช้ัน ป.๖ ทํากจิ กรรมวันสุนทรภู, นน่ั คือโรงเรียนที่สันติ
และปญญาเรยี นอยู
๒. เปนกรรมของประโยค เชน โปรดนาํ หนังสือมาคืนฉันวนั นี้, ใครอานวรรณคดีใหพวกเขาฟง
๓. เปนสวนขยำยประธำน เชน หลวงลุงทานกําลังเทศนใหคนท่มี าทาํ บุญฟง (ทาน ขยาย หลวงลุง)
๔. เปนสวนเติมเต็มของกริยำ เปน เหมือน คลาย เทากัน คือ เชน เธอคอื ใคร, แมวตวั น้นั เปนอะไร
๕. เปนตัวเชอ่ื มประโยคเขำดวยกนั เชน ฉนั ชอบบานสฟี าท่ีอยูใกลํน้าตก (เชอื่ มประโยค ฉันชอบบานสีฟาและบาน
สีฟาอยูใกลํน้าตก), ทวิดาเปนนักเรียนช้ัน ป. ๖/๑ ซ่ึงเคยไดรับรางวัลชนะเลิศในการประกวดการอานทํานองเสนาะ (เชื่อม
ประโยค ทวิดาเปนนกั เรยี นชั้น ป. ๖/๑ และทวิดาเคยไดรบั รางวลั ชนะเลิศในการประกวดการอานทาํ นองเสนาะ)
แบบฝกึ หดั เร่ืองคำสรรพนาม
นามแบบฝึกหัดท่ี ๑
ลักษณะและหน้ำท่ขี องคำสรรพนำม
คําช้แี จง จงตอบคําถามตอ่ ไปนใ้ี ห้ถกู ตอ้ ง
๑. คาํ สรรพนามมลี ักษณะอย่างไร จงอธบิ าย
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
๒. จงอธบิ ายหน้าทข่ี องคําสรรพนามพร้อมยกตัวอยา่ งมา ๕ ตวั อยา่ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………
แบบฝึกหัดเรอื่ งคำสรรพนาม
นามแบบฝกึ หัดท่ี ๒
เร่อื งกำรนำคำสรรพนำมไปใชใ้ นประโยคใหถ้ ูกตอ้ ง
ตอนท่ี ๑ เตมิ คำสรรพนำมลงในชอ่ งวำ่ ง และบอกชนิดของคำสรรพนำม
๑. ..............................ไมเ่ ขา้ ใจเรือ่ งนบ้ี ้าง (คําว่า ......................... เป็น ..........................................................)
๒. คุณตา ........................... เป็นคนดี (คําว่า ......................... เป็น ..........................................................)
๓. คุณกาํ ลงั ทํา ........................... อยู (คาํ ว่า ......................... เป็น ..........................................................)
๔. ท่ี ........................... คอื บ้านของฉัน (คําว่า ......................... เป็น ..........................................................)
๕. พวกเราเป็นมนุษยเ์ หมือน................... (คาํ ว่า ......................... เป็น ..........................................................)
๖. ........................... ฉนั กก็ ินได้ทัง้ นน้ั (คาํ ว่า ......................... เป็น ..........................................................)
๗. ทาํ ไม ........................ จงึ ทาํ แบบนี้กบั ฉัน (คาํ ว่า ......................... เป็น ..........................................................)
๘. ฉันอาศยั อยู่กบั คุณป้า .................... เป็นคนใจดีมาก (คําว่า ......................... เป็น ..........................................................)
๙. ...................... อาพาธไปสวดมนต์พรุ่งน้ีไมไ่ ด (คําว่า ......................... เป็น ..........................................................)
๑๐. คณุ ครคู รับ ...................... ขอลาหยุด ๒ วัน (คําว่า ......................... เป็น ..........................................................)
ตอนท่ี ๒ ขดี เสนใตคำสรรพนำมจำกเน้อื เพลงท่กี ำหนด
ขอใจเธอแลกเบอรโทร
คํารอง/ทาํ นอง : บอย เขมราฐ
เรียบเรียง : สวัสด์ิ สารคาม
ศลิ ปน : หญงิ ลี ศรจี ุมพล
แวบเดยี วแคดู กท็ าํ ใหรูวาเธอนะโดนหัวใจ อยากบอกเหลอื เกินวาเธอนารกั แคไหน จรติ มากไปกลัว
มันไมดีไมงาม ก็เลยเกกฟอรม ทําเปนออมคอมทําเปนวาดูเฉยเมย จนเธอมาขอเบอรโทรเขาทางแลวเอย
อยากบอกจังเลยถึงบ้านใหรีบโทรหา เบอรโทรอน่ื จะไดยินเสียงรอสาย แบบแบบแบบวาใหรอ แตเบอรนีจ้ ะ
ไดยินเสียงใจบอกวา ทานกําลังเขาสูบริการรับฝากหัวใจ ลงทะเบียนฝากไวตัวเอากลับไป ใจใหเก็บรักษา
ยอมจํานนเธอแลววนั น้ีแคแรกเหน็ หนา ฝากไวกบั ฉนั นะหัวใจของเธอ แลกเบอรโทร โอะ โอ โอย…
แบบทดสอบเรอ่ื งคำสรรพนาม
๑. คําสรรพนามแบง่ ออกเป็นก่ีชนดิ นาม
ก. ๕ ชนดิ ข. ๖ ชนิด
ค. ๗ ชนิด ง. ๘ ชนิด
๒. สรรพนามทใ่ี ช้แทนนามท่แี บ่งเป็นส่วน ๆ เรยี กว่า
ก. อนิยมสรรพนาม ข. นยิ มสรรพนาม
ค. วภิ าคสรรพนาม ง. ประพนั ธสรรพนาม
๓. คําสรรพนามทีใ่ ช้เช่อื มขอ้ ความเรียกวา่ อะไร
ก. วภิ าคสรรพนาม ข. ประพันธสรรพนาม
ค. ปฤจฉาสรรพนาม ง. นยิ มสรรพนาม
๔. เขาชอบบ้านทีอ่ ยู่ในป่า คาํ วา่ ที่ เปน็ สรรพนามชนิดใด
ก. วิภาคสรรพนาม ข. ประพันธสรรพนาม
ค. ปฤจฉาสรรพนาม ง. นยิ มสรรพนาม
๕. คําในขอ้ ใด เป็นได้ทั้งสรรพนามบุรุษท่ี ๒ และ ๓
ก. ฉัน ข. ผม
ค. คุณ ง. ท่าน
๖. ข้อใดมีปฤจฉาสรรพนามและสรรพนามบรุ ษุ ที่ ๑
ก. วันนฉ้ี นั ตอ้ งไปไหน ข. ใคร ๆ กร็ ักฉัน
ค. เธอไมเ่ ข้าใจอะไร ง. ผูใ้ ดจะไปกับฉนั ก็ได้
๗. ขอ้ ใดมีสรรพนามบุรษุ ที่ ๒
ก. ท่านไมม่ าหาแม่ ข. อาตมาจะแสดงธรรมท่ีน่ี
ค. อยา่ มาหากระผมเลย ง. คณุ แจ่มใสข้นึ มาก
แบบทดสอบเรอื่ งคำสรรพนาม
๘. ขอ้ ใดเป็นสรรพนามบุรุษท่ี ๓ นาม
ก. น่เี ธอตดั ผมใหม่อีกแลว้ นะ ข. เธอจะไปกับเราไหม
ค. เขาทาํ ไมถงึ ไดม้ าช้านัก ง. เม่อื ไร ๆ แกไมเ่ คยเปล่ียนเลยนะยายทราย
๙. น่นั มรี าคาแพง นั่น เป็นคําสรรพนามชนิดใด
ก. นิยมสรรพนาม ข. อนิยมสรรพนาม
ค. ปฤจฉาสรรพนาม ง. ประพันธสรรพนาม
๑๐. อะไร ในข้อใดเป็นอนิยมสรรพนาม
ก. อะไรตกลงมาบนหลังคา ข. เธอพดู อะไรฉนั ไม่ได้ยนิ
ค. อะไรคณุ ก็ไมก่ ินสกั อยา่ ง ง. วันน้ีเธอทําอาหารอะไร
คำกรยิ า
คํากริยา คือ คําท่ีแสดงอาการ บอกสภาพ หรือแสดงการกระทําของประธานในประโยค
หากขาดคํากริยาจะส่ือสารกันไม่เข้าใจ คํากริยาจึงเป็นคําสําคัญในประโยค ซ่ึงอาจจะเป็นคําแสดง
อาการคาํ เดียว หรอื เปน็ กลุ่มคําก็ได้ เชน่ นั่ง นงั่ เลน่ ดูแล ร้อง ร้องเรยี ก เรียกรอ้ ง เปน็ ต้น
๑) ประเภทของคํากรยิ า แบ่งได้ ๕ ประเภท ดงั นี้
๑.๑) คํากริยาท่ีมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย เป็นคําท่ีบอก
อาการแล้วผฟู้ งั สามารถเข้าใจได้ทนั ที อาจมีคาํ ขยายกรยิ า หรือคําบุพบทประกอบประโยคก็ได้ เชน่
นกร้องเพลงในสวน (มีส่วนขยาย คอื คําว่า ในสวน)
๑.๒) คํากริยาที่ต้องมีกรรมมารับ คํากริยาชนิดน้ีถ้าไม่มีกรรมมารับข้างท้ายจะทําให้ผู้ฟัง ไม่
เขา้ ใจเพราะความหมายยังไมส่ มบรู ณ์ เชน่ ฉนั ไป (โรงเรยี น) (จากประโยคข้างต้น ไม่สามารถบอกได้
ว่า ไปไหน)
๑.๓) คํากริยาท่ีต้องมีส่วนเติมเต็ม เพราะใจความของประโยคยังไม่สมบูรณ์ ต้องมีคํานาม
หรือสรรพนามมารับข้างท้ายจึงจะได้ใจความสมบูรณ์ คํากริยาประเภทน้ีได้แก่คําว่า เป็น เหมือน
คล้าย เท่า แปลว่า หมายความวา่ เท่ากบั ราวกบั คือ เชน่ น้องชายของฉันเปน็ นกั ดนตรี
๑.๔) คําช่วยกริยา เป็นคําท่ีไม่มีความหมายในตัวเองต้องอาศัยกริยาสําคัญในประโยค ช่วย
ส่ือความหมายในประโยคให้ชัดเจนย่ิงข้ึน คําช่วยกริยาเป็นคําท่ีบอกความรู้สึก การคาดคะเน การ
ขอร้อง บังคับ โดยกริยาช่วยบางคําจะอยู่ท้ายประโยค ถ้าเอาคําช่วยกริยาออกก็ไม่ทําให้ขาด
ใจความสําคญั เชน่ วนั นี้ฝนตกหนกั รถคงติดมาก (เป็นการคาดคะเน)
๒) หน้ำท่ีของคำกรยิ ำ มีดังน้ี
๒.๑) เปน็ คําแสดงอาการหรือบอกสภาพของประธาน เชน่ ไก่จกิ ขา้ วท่ีตากบนลาน
๒.๒) คํากริยาทําหน้าท่ีขยายนาม เช่น พ่ีชวนฉันไปทะเล (ชวน เป็นกริยาสําคัญ ไป เป็น
คํากรยิ าขยาย ทะเล)
๒.๓) คาํ กริยาที่ทาํ หนา้ ที่เหมอื นคาํ นาม เชน่ พูดดีเป็นศรแี ก่ตวั
แบบฝกึ หดั เรอ่ื งคำกรยิ า
แบบฝกึ หัดท่ี ๑
จงขดี เส้นใต้ และบอกชนิด
คําช้ีแจง ให้นักเรียนพิจารณาประโยคท่ีกําหนดให้ และขีดเส้นใต้คํากริยาในประโยค
แล้วบอกชนดิ ของคํากริยาในประโยคนน้ั
1. นาฬิกาตายนานแลว้
2. ชาวนาเกีย่ วขา้ วเม่อื สนิ้ ฤดูฝน
3. บา้ นแถวนส้ี วยทุกหลังเลย
4. วันนฝี้ นนา่ จะตกหนักท่ีสดุ
5. ปีนเ้ี กดิ ภาวะฝนแลง้
6. เด็กคนนใี้ ชส่ มศักด์แิ นน่ ะ
7. ขอเตือนไวก้ อ่ นอยา่ พยายามลอกการบ้าน
8. ผมวานซอ้ื บตั รโทรศัพทใ์ ห้หน่อย
9. เขาสูงขนึ้ มากทเี ดยี ว
10. พวกเรากลับจากไปเทยี่ วมา
11. เขาฝืนกนิ นํ้ามะเขือเทศทง้ั ๆ ทีไ่ มช่ อบ
12. เดยี๋ วใครมาเหน็ เข้า
13. เขาเดนิ ออกนอกประตูไป
14. เขาสง่ ยม้ิ ให้แตฉ่ ันแกลง้ คอ้ นกลบั ไป
15. เราคยุ กนั เพลินไปหน่อย
แบบทดสอบเรอ่ื งคำกรยิ า
๑. ขอ้ ใดคือความหมายของคํากรยิ า
ก. คาํ ที่ใชแ้ ทนคํานาม ข. คําท่ีใช้เรียกชือ่ คน , สตั ว์ , ส่งิ ของ
ค. คําท่ใี ชข้ ยายคํานาม ง. คําทใ่ี ช้แสดงอาการของนามสรรพนาม
๒. คํากริยามกี ี่ชนิด
ก. ๒ ชนดิ ข. ๓ ชนดิ
ค. ๔ ชนิด ง. ๕ ชนดิ
๓. ข้อใดเปน็ คาํ กรยิ าทุกคํา
ก. บนิ กัด ข. เขา้ สาย
ค. กนิ คณุ ง. เตะ โอ๊ย
๔. ข้อใดมคี ํากรยิ า
ก. เส้ือสีแดง ข. เสื้อสีเหลอื ง
ค. มะละกอ ง. นกเขาขนั
๕. ขอ้ ใดใชค้ ํากรยิ าไมถ่ กู ตอ้ งตามกาลเทศะ
ก. นอ้ งกินขนม ข. เขาถูกเชิญใหไ้ ปเท่ยี ว
ค. คณุ พ่อดืม่ สรุ า ง. นักเรียนไดร้ บั รางวลั
๖. กริยาในขอ้ ใดเป็นได้ทั้งอกรรมกรยิ าและสกรรมกรยิ า
ก. ถอื ข. หยบิ
ค. ตดั ง. ขัน
แบบทดสอคบำเกรร่ือิยงาคำกริยา
๗. ขอ้ ใดเป็นสกรรมกริยา ข. ว่งิ
ก. ปลวิ ง. นอน
ค. หยิบ
ข. เด็กควรดืม่ นมเยอะ ๆ
๘. ข้อใดมีวิกตรรถกรยิ า ง. บา้ นเราใชค้ วายไถนา
ก. เขาคล้ายสงิ โตเดอะสตาร์
ค. เราว่ิงแข่งกันตอนงานกีฬาสี ข. ออกไปเสียเถอะ
ง. ออกไปเดี๋ยวน้ีนะ
๙. คํากริยาขอ้ ใดเป็นคาํ กรยิ าเชงิ ชักชวน
ก. กินข้าวกนั เถอะ ข. แม่คา้ ขายขา้ วแกง
ค. กินข้าวเสยี ซิ ง. นกั เรียนควรอ่านหนังสือกอ่ นสอบ
๑๐. ข้อใดมกี รยิ านุเคราะห์
ก. นกบนิ เร็วมาก
ค. ผมเปน็ ครสู อนภาษาไทย
คำวิเศษณ์
คําวิเศษณ์ คือ คําท่ีมีหน้าท่ีขยายคํานาม คําสรรพนาม คํากริยา หรือคําวิเศษณ์ด้วยกัน เพ่ือให้ได้ใจ
ความชัดเจนยิ่งขึ้น
๑. ลักษณวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์ที่บอกลักษณะต่าง ๆ เช่น บอกชนิดสี เช่น เหลือง แดง/บอกขนาด เช่น
ใหญ่ เล็ก/ บอกสัณฐาน เช่น กลม แบน / บอกกลิ่น เช่น หอม เหม็น/บอกรส เช่น เปร้ียว หวาน /บอกความรู้สึก
เชน่ ร้อน เยน็ เป็นตน้
๒. กาลวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณบ์ อกเวลา เช่น เช้า สาย บา่ ย เย็น อดีต อนาคต เป็นตน้
๓. สถานวิเศษณ์ คือ คาํ วเิ ศษณ์บอกสถานท่ี เช่น ใกล้ ไกล บน ล่าง เหนือ ใต้ ซา้ ย ขวา เป็นตน้
๔. นิยมวิเศษณ์ คอื คาํ วเิ ศษณท์ ีบ่ อกความชี้เฉพาะ เช่น น้ี นน่ั โน่น ทั้งนี้ ท้ังน้นั แน่นอน เปน็ ต้น
๕. อนยิ มวิเศษณ์ คือ คาํ วิเศษณท์ บี่ อกความไม่ชเ้ี ฉพาะ เช่น ใด อ่ืน ไหน อะไร ใคร ฉันใด เปน็ ตน้
๖. ปฤจฉาวเิ ศษณ์ คอื คําวิเศษณ์แสดงคําถาม หรือแสดงความสงสยั เช่น ใด ไร อะไร สงิ่ ใด ทาํ ไม เปน็ ต้น
๗. ประพันธวิเศษณ์ คอื คําวิเศษณท์ ี่ทําหน้าที่เช่อื มคาํ หรอื ประโยคใหม้ ีความเกีย่ วข้องกนั
๘. ประมาณวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์บอกจํานวน หรือปริมาณ เช่น หนึ่ง สอง สาม มาก น้อย บ่อย หลาย
บรรดา ตา่ ง บา้ ง เป็นตน้
๙. ประติเษธวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์ที่แสดงความปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับ เช่น ไม่ ไม่ใช่ มิ มิใช่ ไม่ได้ หามิได้
เป็นตน้ เช่น เขามไิ ดม้ าคนเดียว หรือ ของนีไ้ ม่ใชข่ องฉนั ฉันจงึ รบั ไวไ้ ม่ได้
๑๐. ประติชญาวิเศษณ์ คือ คําวิเศษณ์ท่ีใช้แสดงการขานรับหรือโต้ตอบ เช่น ครับ ขอรับ ค่ะ เป็นต้น เช่น
คุณครบั มีคนมาหาขอรบั หรอื คณุ ครูขา สวัสดีค่ะ/ครบั
หน้ำท่ีของคำวเิ ศษณ์ มีดงั นี้
๑. เปน็ คาํ ขยายนาม เช่น แมวอ้วนนอนหลับ ชายหนมุ่ ว่งิ ออกกําลงั กาย สาวสวยเดินอยบู่ นเวที
๒. เปน็ คําขยายสรรพนาม เช่น เราทัง้ หลายตอ้ งร่วมมอื ร่วมใจกนั ฉนั นัน่ แหละท่ีส่งดอกไมใ้ หเ้ ธอ
๓ .เปน็ คําขยายคํากริยา เช่น ทาํ ไมกนิ จุจงั น้าํ ท่วมหนักในปีนี้ จิงโจ้กระโดดสูงจรงิ ๆ
๔. เป็นคาํ ขยายคาํ วิเศษณ์ เช่น พระจนั ทรส์ ่องแสงสวยมาก ตะโกใ้ บเตยมกี ลิน่ หอมหวาน
๕. เป็นคาํ กรยิ าหรือตัวแสดงในภาคแสดงของประโยค เช่น ถนนสายน้ียาว
แบบฝกึ หัดคำวิเศษณ์
แบบฝึกหัดที่ ๑
ลักษณะและหน้ำที่ของคำวเิ ศษณ์
คำช้ีแจง จงตอบคาํ ถามต่อไปน้ีให้ถกู ตอ้ ง
๑. คาํ วิเศษณม์ ีลกั ษณะอย่างไร จงอธบิ าย
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๒. จงอธิบายหน้าที่ของคําวเิ ศษณ์ พรอ้ มยกตัวอยา่ งมา ๕ ตวั อยา่ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
แบบฝกึ หัดคำวิเศษณ์
แบบฝกึ หัดที่ ๒
กำรนำคำวิเศษณไ์ ปใช้ในประโยคใหถ้ ูกต้อง
คาํ ชี้แจง ใหน้ ักเรยี นเลอื กคาํ วเิ ศษณท์ เ่ี หมาะสมเตมิ ลงในชอ่ งว่างให้ถกู ตอ้ ง
เรว็ เยน็ อ้วน เพราะ ดํา
สวย เรียบรอ้ ย รอ้ น ใกล้ ๆ หลาย
เมื่อวานตอน (๑).......................ฉันป่ันจักรยานไปซื้อของที่ตลาดให้แม่ ทางไปตลาดต้องผ่านวัด
ฉันรีบป่ันจักรยานด้วยความ (๒)....................เพราะกลัวจะมืดก่อน พอไปถึงตลาดก็รีบตรงไปท่ีแม่ค้าประจํา
ซ่ึงเป็นคุณป้าท่ีพูด (๓)................และขายของไม่แพง ฉันเลือกซื้อไก่ที่ตัว (๔)............................และเน้ือไม่ช้ํา
แม่ค้า (๕)............................คนเร่ิมเก็บของ ฉันรีบเดินไปซ้ือผักท่ีร้าน( ๖).............. กันคนขายเป็นคน
(๗).............................มากและยังมีมารยาท (๘)...............................อีกด้วย พอซอื้ ของไดค้ รบแล้ว ฉันเดินมาท่ี
จักรยาน เสียงฟ้าร้องดังมาแต่ไกล ฉันเงยหน้าดูท้องฟ้าเห็นเมฆสี (๙)......................เต็มท้องฟ้า ฉันรีบปั่น
จักรยานด้วยความเร็วจนรู้สกึ (๑๐).....................ไปหมด พอผ่านวัดฉนั กย็ ิ่งเร่งฝีเท้าขึน้ ไปอกี กลับถึงบ้านฝนก็
เทลงมาพอดี เหน็ แมย่ นื รอฉนั อยู่หนา้ บา้ น
แบบฝกึ หดั คำวเิ ศษณ์
แบบฝึกหดั ท่ี ๓
ควำมสำคัญของกำรใชค้ ำวเิ ศษณ์อย่ำงถูกต้อง
คําชแ้ี จง ให้นกั เรยี นบอกถึงความสาํ คัญของการใช้คาํ วเิ ศษณอ์ ย่างถกู ตอ้ ง และแต่งประโยค ๑ ประโยค
ทปี่ ระกอบด้วยคาํ วเิ ศษณ์ พรอ้ มวาดภาพระบายสีประกอบ
........................................................................................................................... ...................................................
............................................................................................................................. .................................................
........................................................................................................................................................ ......................
........................................................................................................... ...................................................................
แบบฝกึ ทดสอบเรอ่ื งคำวเิ ศษณ์
๑. คําวิเศษณบ์ อกสถานที่ตรงกับข้อใด ข. เราควรคบคนใกล้ไวด้ ีกว่า
ก. อยา่ มานง่ั ใกล้ฉนั นะ ง. บ้านฉนั อยู่ใกล้บ้านเขา
ค. ฉนั ชอบนั่งใกลเ้ ขา
ข. ขลุ่ยเลานเ้ี ป่าเพราะมาก
๒. ข้อใดมีคาํ วิเศษณ์บอกอาการ ง. หมากทะลายนม้ี ผี ลดก
ก. มดี เล่มนีห้ ักแล้ว
ค. นักกฬี าคนนวี้ ิง่ เหยาะ ๆ
๓. “มาก” ในข้อใดเปน็ คําวเิ ศษณ์ขยายคําวิเศษณด์ ้วยกัน
ก. ฉนั มีเวลามาก ข. ผู้หญงิ คนนเ้ี รียนเกง่ มาก
ค. นางงามคนนี้มมี ารยาทมาก ง. เธออาฆาตเขามาก
๔. ขอ้ ใดมคี าํ วิเศษณบ์ อกสถานที่
ก. บ้านของดาํ อยู่ใกลโ้ รงเรยี น ข. กสุ ุมาเปน็ คนบ้านนอก
ค. จะเด็ดชอบนอนใกลต้ องอู ง. สอพิณยายนื อยูข่ ้างเวที
๕ . “หนงั สือเล่มน้เี ปน็ ของพส่ี าวคนโต เธอซือ้ มาราคา ๕ บาท” ขอ้ ความนม้ี คี ําวิเศษณก์ ่ีคาํ
ก. ๑ คํา ข. ๒ คํา
ค. ๓ คํา ง. ๔ คํา
๖. ขอ้ ใดไมม่ ีคาํ วเิ ศษณ์
ก. จนั ใหข้ ้อคิดในการทาํ งานแก่พระเจา้ แปร ข. นมหวานท่แี ม่ซ้ือมาอร่อยมากมาก
ค. อดีตเขาอาจเกเรแตป่ จั จุบันเขาเปน็ คนดี ง. ปีใหมน่ ้ีจะไปฉลองทไี่ หนดี
แบบฝกึ ทดสอบเรอื่ งคำวเิ ศษณ์
๗.. ข้อใดมีคาํ วิเศษณบ์ อกอาการ ข. พอแสงทองจบั ฟ้าขอลาเอย
ก. ลมเรือ่ ยเร่อื ยเฉือ่ ยฉิวต้องผิวเนอ้ื ง. สกุณากาดุเหว่าก็เร่าร้อง
ค. ผู้ดีไพรไ่ มป่ ระกอบชอบอารมณ์
ข. คุณยายเปรียบเหมอื นไม้ใกลฝ้ งั่
๘. ข้อใดมีคําวิเศษณ์บอกสถานท่ี ง. นกบินกลับรังใกลค้ ่าํ
ก. บา้ นใกล้เรือนเคียงเมียงมองทุกวนั
ค. เขาทาํ ตวั เป็นคนใกล้เกลอื กนิ ด่าง ข. บรรดานักเรียนไทย
ง. ผิวพรรณผุดผ่องเป็นยองใย
๙. ขอ้ ใดตาํ แหน่งวเิ ศษณ์ต่างจากขอ้ อื่น
ก. นกนอ้ ยคล้อยบินมาเดยี วดาย ข. โน่น ครูมาแล้ว
ค. เส้นผมนมุ่ ไมห่ ยาบกระด้าง ง. โนน่ กระเป๋าคุณหรอื ครับ
๑๐. ข้อใดมีนิยมวิเศษณ์
ก. นีเ่ ธอจะไปกับเขาหรอื ไม่
ค. คณุ น่ีเองที่ฉันจะไปพบ
คำสันธาน
คําสันธาน คือ คําท่ีเชื่อมประโยคกับคํา เชื่อมประโยคกับกลุ่มคํา หรือเชื่อมประโยคกับประโยค
รวมให้เป็นประโยคเดียวกัน ทําให้ประโยคชัดเจน กะทดั รดั สละสลวยยิ่งข้ึน ดังนนั้ ประโยคท่ีเกดิ ใหมจ่ งึ สามารถ
แยกเป็นประโยคความเดียวได้ต้ังแต่ ๒ ประโยคข้ึนไป จะพบคําสันธานในประโยคความรวม และประโยคความ
ซ้อน ดงั เช่นตารางตอ่ ไปนี้
ประโยคความเดียว ประโยคความเดียว เชือ่ มด้วยสันธาน กลายเป็น
พอ่ ของฉันเปน็ คน แม่ของฉันเป็นคน และ พ่อและแมข่ องฉันเปน็ คน
ขอนแก่น ขอนแกน่ ขอนแก่น (ประโยคความรวม)
ถ่วั สกุ งาไหม้ กว่า...ก็ กว่าถั่วจะสกุ งาก็ไหม้
เด็กยืนรอ้ งไห้ เดก็ เป็นน้องของฉนั ที่ เด็กที่ยืนร้องไห้เป็นน้องของฉัน
(ประโยคความซ้อน)
หน้ำท่ีของคำสนั ธำน
๑.๑) เชอื่ มคาํ กับคาํ
๑.๒) เช่ือมคาํ กบั กลุ่มคาํ
๑.๓) เชื่อมประโยคกบั ประโยค
ขอ้ สงั เกต
๑. การใช้คําสนั ธานเชื่อมประโยคบางครั้งอาจละคําสนั ธานไวใ้ นฐานที่เข้าใจ
๒. คาํ วา่ ให้ เปน็ คาํ กริยา แต่เมอื่ นาํ มาเชอ่ื มประโยค กท็ ําหนา้ ทเี่ ปน็ คําสันธาน
๓. คําสรรพนามเช่ือมความ ท่ี ซึ่ง อัน ผู้ เมื่อเช่ือมประโยคจะทําหน้าท่ีเป็นคําสันธาน เช่น
เขาทาํ งาน เขาตอ้ งอดทนมาก เชือ่ มประโยคเป็น เขาทาํ งานทตี่ อ้ งใช้ความอดทนมาก
(สันธานอาจเป็นคําชนิดอ่ืน เช่นเดียวกับคําสรรพนามในข้อ ๓ แต่เมื่อทําหน้าที่เช่ือมคํา กลุ่มคํา
หรือประโยค คาํ นนั้ ก็เป็นคาํ สันธาน)
แบบฝึกหดั คำสนั ธาน
แบบฝึกหัดท่ี ๒
เติมสนั ธำนลงในช่องวำ่ ง
คําชแี้ จง ให้นกั เรียนนาํ คาํ สันธานในวงเล็บทีก่ ําหนดให้ เติมลงในชอ่ งวา่ งให้ถูกต้อง
๑. เธอตอ้ งทํางานหนกั ..........เธอจะไมม่ เี งนิ พอใช้ (เพราะฉะนั้น มิฉะนั้น เพราะวา่ )
๒. เขาต้องทนทุกขเ์ วทนา..........เป็นโรคกระเพาะอาหาร (หรอื มิฉะน้ัน ดว้ ยวา่ )
๓. ทุกคนลกุ ขน้ึ ยืนทําความเคารพ...........คุณวลีจนั ทร์เธอนัง่ เฉย (และ แต่ เพราะ)
๔. ..........คณุ พอ่ จะนอน ............ เปน็ เวลาลว่ งยามสองแลว้ (ถงึ ...ก็, คร้ัน....และ, กว่า.....ก)็
๕. .........เธอ.......เขาตอ้ งถกู ตแี น่ ๆ (ทง้ั ......ก,็ ท้งั ........แลว้ , ทั้ง............กบั )
๖. แมย่ อ่ มรักลูก.........ลกู เปน็ แกว้ ตาของทา่ น (อย่าง ราวกบั เพราะฉะนั้น)
๗. .........เธอไปเขยี นรายงาน เธอควรไปหาเขาทค่ี ลนิ กิ (ถา้ ฝา่ ย ขณะ)
๘. เขาเปน็ ทหาร.......ฉนั เปน็ ครู (กบั ส่วน ทั้ง)
๙. เธอตอ้ งซกั ผ้า............จะถูกลงโทษ (เพราะ มิฉะนั้น และ)
๑๐. เธอจะกนิ ข้าว ...........จะรอ้ งเพลง (หรอื และ จึง)
แบบทดสอบเรอ่ื งคำสนั ธาน
๑. ข้อใดมีคําสันธานแสดงความขัดแย้ง ข. เขาค้อบาดเจ็บแตเ่ ขาทรายปลอดภยั
ก. แต่ชา้ แต่เขาแหย่ ายมา ง. เขามาโรงเรียนแตเ่ ช้า
ค. แตก่ ่อนแตไ่ รเธอไม่สนใจ
๒. คําสันธานในขอ้ ใดวางอยหู่ นา้ ประโยค
ก. ทง้ั ๆ ทฉ่ี นั รู้ว่าเขารา้ ยกาจก็ยงั รกั เขา
ข. เขาทํางานหนกั จึงสรา้ งตวั ขนึ้ ได้
ค. เขาจะเป็นคนดกี ต็ าม คนรา้ ยก็ตาม ลูกอย่าไปคบหาเขา
ง. โปรดอยา่ ถามว่าฉันเป็นใครและฉันรักใคร
๓. ควรใช้สันธานในขอ้ ใดเช่อื มประโยคตอ่ ไปนี้ให้มคี วามคลอ้ ยตามกนั
“……………..ทาํ การบ้านเสร็จ ฉัน……………..รสู้ กึ โล่งใจ”
ก. เมอ่ื ……………..จงึ ข. พอ……………..ก็
ค. เพราะ……………..จงึ ง. แลว้ ……………..ก็
๔. ประโยคในขอ้ ใดมคี าํ สันธาน
ก. อา้ ยเสรมิ เอ็งกะขา้ มาสู้กันด้วยเกยี รติยศของผู้ชายส้กู นั ด้วยหมัด
ข. เสือแกว่นจะสเู้ สือด้วยมือเปล่า
ค. ยนื ข้ึนมาอ้ายเสรมิ
ง. ถา้ เอ็งเป็นลกู ผ้ชู าย เอง็ ต้องยนื ข้ึนส้กู บั ข้า
๕. “เธอจะซอ้ื ตัว๋ ชน้ั ทหี่ นงึ่ หรือช้นั ทส่ี อง” ประโยคนมี้ ีคําใดเป็นสันธาน
ก. จะ ข. ที่
ค. ชนั้ ท่ี ง. หรอื
แบบทดสอบเรือ่ งคำสันธาน
๖. คํา “เพราะ” ในข้อใดเปน็ คาํ สันธาน
ก. เพลงของพมุ่ พวงเพราะมาก ข. สตั ว์ปา่ หนีตายเพราะไฟไหม้
ค. เขายังโสดเพราะยังไมพ่ บคนถูกใจ ง. ปะการงั ถูกทําลายเพราะนกั ทอ่ งเที่ยว
๗. ข้อใดใชส้ นั ธานไม่เหมาะสม
ก. เขากินข้าวแล้วจึงดูทีวี ข. ยายกินขา้ วกบั กินขนม
ค. ยานี้ใชก้ ินกไ็ ดท้ ากไ็ ด้ ง. เธอเปน็ คนขยันจงึ สวย
๘. คาํ “ท่ี” ในข้อใดไมใ่ ช่สันธาน
ก. ขอกาแฟ ๒ ที่นะแจว๋ ข. ฉันดีใจที่เธอมาได้
ค. เราอจิ ฉาเขาทม่ี ีแฟนสวย ง. เจ้านายทําโทษเขาที่มาสาย
๙. ขอ้ ใดเติมคาํ ในช่องวา่ งได้ถกู ตอ้ ง "พี่ชอบอา่ นนยิ าย......น้องชอบอา่ นบทร้อยกรอง"
ก. และ ข. แต่
ค. เพราะ ง. กบั
๑๐. ขอ้ ใดไม่ใช่หน้าที่ของคําสนั ธาน
ก. เชอ่ื มแประโยคกับประโยค ข. เช่ือมคาํ กบั คํา
ค. เชื่อมวลีกบั วลี ง. นําหน้าบท
คำบพุ บท
คําบุพบท คือ คําที่ใช้เช่ือมคําต่อคํา มักอยู่หน้าคํานาม คําสรรพนาม หรือคํากริยา มีคําว่า ด้วย โดย ใน
ของ แห่ง กับ แก่ แด่ ต่อ เป็นตน้ คาํ บุพบทมกั จะนําหน้าคํา หรอื กลุ่มคาํ เพื่อบอกความสัมพันธ์ระหว่างข้อความ
ข้างหนา้ กบั คาํ หรือกลุ่มคําข้างหลงั
การใช้และหนา้ ทีข่ องคําบุพบท
คาํ บพุ บท การใช้ ตวั อย่าง
ของ แห่ง ใชเ้ พอ่ื แสดงความเปน็ เจ้าของ โ ร ง เ รี ย น ส า ธิ ต แ ห่ ง ม ห า วิ ท ย า ลั ย เ ก ษ ต ร ศ า ส ต ร์
บางเขนเปดิ รับสมัครนักเรยี น
ใน ใชก้ ับข้อความท่ีเปน็ ไปในทศิ ทาง นา้ กับหลานมาเย่ยี มปา้ ที่โรงพยาบาล
กับ เดียวกัน
ใชใ้ นความหมายวา่ ให้ - คุณย่าถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์
แก่ แด่ - พ่อยกมรดกให้แก่ลกู
แด่ ใชเ้ ม่อื ผูน้ อ้ ยให้ผใู้ หญ่
- แก่ ใช้เม่ือผู้ใหญ่ให้ผู้น้อย และใช้กับ
คนท่วั ไป
ต่อ เมื่อประจันหน้า หรือใช้บอกความ - นายแดงทาํ ดีต่อเจ้านายเทา่ นัน้
เฉพาะ - เลขานุการแสดงความคดิ เห็นตอ่ ทปี่ ระชมุ
แต่ จาก ใช้นําหน้าคําเพื่อบอกเวลา หรือบอก - แหวนน้ที ่านได้แต่ใดมา
สถานที่ และอาจใชท้ นกันได้ - เขามาจากไหน
ละบพุ บท อาจละบุพบทในฐานท่เี ข้าใจได้ - แม่อยู่ทบี่ ้าน (อาจละบพุ บท ท)่ี
หน้ำที่ของคำบพุ บท
๑. นําหน้าคํานาม เชน่ อย่าหักพร้าดว้ ยเขา่ ของขวญั น้ีเพือ่ น้องนะจะ๊
๒. นําหนา้ คําสรรพนาม เช่น พ่ีดีตอ่ ฉนั มาก พระท่านให้พรแก่พวกเรา
๓. นําหนา้ คาํ กริยา เชน่ เขาเป็นคนเหน็ แก่ได้ หนงั สือนี้เขาใช้สาํ หรับคน้ คว้าเท่านน้ั
แบบฝกึ หดั คำบพุ บท
แบบฝกึ หัดที่ ๑
เติมบพุ บทลงในฉันสิ
คําช้แี จง นกั เรยี นเลือกคาํ บุพบทท่ีเหมาะสมเตมิ ลงในช่องว่างใหถ้ ูกตอ้ ง
บน ของ กบ ใน ใต้ ใกล้ รมิ ตำม นอก จำก
ฝูงนกบินกรูอยู่...............ท้องฟ้า และมีฝูงปลาว่ายอยู่...............นํ้า ลูกแมวนอนอยู่
...............โตะ๊ ตวั ดาํ สว่ นแม่ดาํ ขําออก..............บ้านจะไปไหน เจา้ ดา่ งตัวดเี หา่ ท่ี..............บ้าน
ยาย............ฉันรําคาญออกมาไล่ ฉันเห็น..............ตาว่ามีงูตัวใหญ่ หยิบไม้.................คุณตา
มาตงี ู เจ้างตู วั รา้ ยเลื้อยไป................นา้ํ มนั เล้ือยไป...............ทางท่มี ันอยู่
เลือกเตมิ คำบุพบทนะนอ้ งหนู จำไวแ้ ล้วดูเลือกเติมใหด้ ี
แบบทดสอบเร่อื งคำบุพบท
๑. ข้อใดใชค้ าํ บพุ บทไม่ถูกต้อง
ก. บา้ นของฉันอยู่ใกลโ้ รงเรยี น ข. พ่อคือพอ่ ของแผน่ ดิน
ค. ลูกศิษยป์ รกึ ษาครูประจาํ ช้นั ง. คุณปอู่ อกไปเดินเลน่ นอกบา้ น
๒. คาํ บพุ บท แบง่ ออกเป็นกป่ี ระเภท
ก. ๒ ประเภท คาํ บพุ บทบอกสถานที่ คาํ บพุ บทบอกความเปน็ เจ้าของ
ข. ๓ ประเภท คําบุพบทบอกสถานท่ี คาํ บุพบทบอกความเป็นเจา้ ของ คําบพุ บทบอกความหมายเกี่ยวข้อง
ค. ๔ ประเภท คาํ บพุ บทบอกสถานที่ คาํ บุพบทบอกความเป็นเจา้ ของ คําบพุ บทบอกความหมายเก่ียวขอ้ ง
คําบพุ บทบอกการใหแ้ ละบอกความประสงค์
ง. ๖ ประเภท คาํ บพุ บทบอกสถานท่ี คําบุพบทบอกความเปน็ เจา้ ของ คําบุพบทบอกความหมายเกี่ยวข้อง
คําบพุ บทบอกการให้และบอกความประสงค์ คําบุพบทบอกเวลา คําบพุ บทบอกความเปรยี บเทียบ
๓. ขอ้ ใด ไมใ่ ชห่ น้าทีข่ องคําบพุ บท
ก. ใช้นําหน้าคาํ นาม ข. ใชน้ าํ หน้ากริยา
ค. ใช้นําหน้าประโยค ง. ใช้นําหน้าคาํ สันธาน
๔. ข้อใด คอื คาํ บุพบท
ก. เปน็ คําทใี ชแ้ สดงความสัมพนั ธ์ระหวา่ งคําหรือประโยค เพอ่ื บอกความเก่ียวข้องและหน้าท่ขี องคําเหล่านัน้
ข. คาํ ท่ีทาํ หน้าท่ีเชื่อมคาํ
ค. คาํ ชนดิ หน่ึงที่ใช้เรียกช่ือ คน สัตว์ ส่ิงของ ธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม
ง. บอกหมวดหมู่ หรือสงิ่ ที่มจี าํ นวนมาก
แบบทดสอบเร่อื งคำบุพบท
๕. ขอ้ ใดเปน็ คําบพุ บทบอกสถานที่?
ก. บา้ นฉนั อยู่ใกลโ้ รงเรยี น ข. หนงั สอื เล่มนี้เป็นของฉนั
ค. สวนลมุ พนิ ีเป็นสวนสาธารณะสําหรบั ประชาชน ง. รถคันนน้ั ว่ิงเร็วกว่ารถคันน้ี
๖. ข้อใด เป็น คําบุพบทบอกความหมายเก่ยี วข้อง? *
ก. บา้ นฉนั อยู่ใกล้โรงเรยี น ข. หนังสือเล่มน้ีเปน็ ของฉนั
ค. สวนลมุ พนิ ีเป็นสวนสาธารณะสําหรบั ประชาชน ง. รถคนั น้นั วิ่งเรว็ กว่ารถคันนี้
๗.. ขอ้ ใดเป็นคาํ บพุ บทบอกความเป็นเจ้าของ
ก. บ้านฉันอยู่ใกล้โรงเรียน ข. หนงั สอื เล่มน้ีเปน็ ของฉนั
ค. สวนลุมพินีเปน็ สวนสาธารณะสําหรับประชาชน ง. รถคันนน้ั วง่ิ เร็วกว่ารถคันนี้
๘. . ข้อใดเปน็ คาํ บพุ บทบอกการให้และบอกความประสงค์
ก. แหง่ ของ ข. บน ใน ใต้
ค. โดย ทง้ั ดว้ ย ง. สาํ หรบั กบั แก่
๙. ขอ้ ใดเปน็ คําบุพบทบอกเวลา
ก. เมอ่ื ตั้งแต่ จน กระท่ัง ข. บน ใน ใต้
ค. โดย ทง้ั ด้วย ง. สาํ หรบั กับ แก่
๑๐. ขอ้ ใดเปน็ คําบพุ บทบอกความเปรยี บเทียบ
ก. บา้ นฉนั อยใู่ กล้โรงเรียน ข. หนังสอื เล่มนี้เป็นของฉนั
ค. สวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะสาํ หรบั ประชาชน ง. รถคนั นั้นวงิ่ เร็วกว่ารถคันนี้
คำอุทาน
คําอุทาน คือ คําหรือเสียงท่ีเปล่งออกมาเพื่อแสดงอารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ดีใจ
เสียใจ พอใจ ตกใจ แปลกใจ เปน็ ตน้ คําอทุ านไมม่ ีความหมายสําคัญในประโยค แตท่ าํ ใหผ้ ูร้ บั
สารเข้าใจเจตนา และความรูส้ กึ ของผู้ส่งสารชดั เจนยง่ิ ขึน้
ประเภทของคาํ อทุ าน แบ่งได้ ๒ ประเภท ดังน้ี
๑.๑) คาํ อทุ านบอกอารมณ์ ความรูส้ กึ เชน่
ตายจรงิ ! ฉนั ลืมปดิ เตาแก๊ส (ตายจรงิ อทุ านด้วยความตกใจ)
ไซโย ! สวนกหุ ลาบชนะแลว้ (ไชโย อทุ านด้วยความดีใจ)
๑.๒) คําอุทานเสริมบท เป็นคําที่ไม่ได้บอกอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูด แต่ใช้ในการสนทนา
เพอ่ื แสดงความรู้สกึ คุน้ เคยและทาํ ใหก้ ารสนทนามีรสชาติข้ึน เช่น
ความประพฤติของหลานๆ ทําใหย้ ่าหนักอกหนักใจมากนะ
เธอเหน็ ฉนั เป็นหวั หลกั หวั ตอหรอื อย่างไร
การใช้คําอุทานทําให้ผู้รับสารเกิดอารมณ์คล้อยตาม สนุกสนานตามเนื้อเร่ือง และเห็น
ภาพพจนช์ ดั เจนยง่ิ ข้ึน
แบบฝึกหัดคำอทุ าน
แบบฝกึ หัดท่ี ๑
หำฉนั ให้เจอ
คาํ ช้แี จง ตารางตอ่ ไปนม้ี ีคาํ อทุ านเสรมิ บทซอ่ นอยู่ ๑๒ คํา ให้นักเรยี นค้นหาให้พบ เม่อื พบแล้ว
วงล้อมรอบคาํ นน้ั แลว้ นําไปเตมิ ในช่องวา่ งใหเ้ หมาะสม
ลดร า ว าศอกป
ก วั ด ว า อ า ร า ม
ห ฟั ร า ก า ผ ฝ ล เ
ยู น ช า ม แ ช ม ผ้ ส้ื
กฟจน ย ศษส า อ
ย า ค มื อ ไ ม้ ต ผ่ แ
า ง ร ถ ร า จนอส
ม ข น ผ ม เ ผ้ า น ง
ปื น ผ า ห น้ า ไ ม้ ย
ข จ น ป พิ ธี รี ต อ ง
๑. ในกรงุ เทพ ฯ ม.ี .......................................................ท่สี วยงามหลายแหง่
๒. ลมพัดแรงจน .......................................................ของเราย่งุ เหยิง
๓. เข้าเปน็ คนหวั แข็ง ไม่ยอม.......................................................ให้ใครงา่ ย ๆ
๔. เธอไปทําอะไรมา.......................................................ขาดว่ินเชียว
๕. ผูใ้ หญต่ ้องรอบคอบเกบ็ .......................................................ใหพ้ ้นมอื เดก็
๖. ถา้ เธอไมก่ นิ .......................................................แล้วจะหายปว่ ยเมอ่ื ไหร่
๗. เราเป็นคนกนั เอง ไม่ตอ้ งม.ี ......................................................หรอก
๘. รีบเก็บ.......................................................เสีย ฝนกําลงั ตก
แบบทดสอบเรอ่ื งคำอทุ าน
๑. ขอ้ ใดคอื ชนดิ ของคาํ อุทาน
ก. อทุ านบอกบท ข. อุทานเสรมิ อาการ
ค. อทุ านแสดงสภาพ ง. อุทานบอกอาการ
๒. คาํ อุทานทอ่ี ยู่ในคําประพนั ธ์เรยี กว่าอุทานชนดิ ใด
ก. อทุ านเสรมิ บท ข. สร้อยคํา
ค. อทุ านบอกอาการ ง. อทุ านคลอ้ งจอง
๓. เครอื่ งหมายท่ใี ช้กับอุทานบอกอาการเรียกว่าอะไร
ก. ปรศั นี ข. อศั จรรย์
ค. อัศเจรีย์ ง. วิสรรชนีย์
๔. ข้อใดไม่ใช่ประโยชนข์ องอุทานเสรมิ บท
ก. เพ่มิ เสียงของคํา ข. เกดิ ความคลอ้ งจอง
ค. เนน้ ความหมาย ง. แสดงความรูส้ กึ
๕. ข้อใดเป็นคําอทุ านแสดงความประหลาดใจ
ก. โอ๊ย! ข. ออ๋ !
ค. โอ! ง. อเุ หม่!
๖. ป้องเศษรู้ว่าครู ไมพ่ อใจเมอื่ ครอู ทุ านคาํ ใดออกมา
ก. เอะ๊ ! ข. ตายจรงิ !
ค. อ้าว! ง. ว้าย!
แบบทดสอบเร่อื งคำอุทาน
๗. ข้อใดถกู ตอ้ ง
ก. ว้าย! หนมู ีหกล้ม ข. โอ๊ย! ฟา้ ร้อง
ค. คุณพระชว่ ย! ไมร่ อกนั เลยนะ ง. อ๋อ! น่าอิจฉาเหลือเกิน
๘. ข้อใดมคี าํ อุทาน
ก. เสยี งยอ่ มยอยศใคร ทว่ั หล้า ข. ว่าโอเ้ รานี้ชัว่ ชอบกรรม ช่วั นา
ค. คดิ แล้วจงึ รอ้ งวา่ ไปเหวยไอ้ลงิ ไพรพารา ง. เหน็ สนกุ ทกุ ขถ์ ึงตวั จ่งึ รู้
๙. คาํ อุทานในข้อใดไมจ่ ําเป็นต้องมเี คร่ืองหมายอัศเจรยี ์
ก. ดดู ู๋ ข. นี่แนะ่
ค. แฮ ง. เออ
๑๐. โครม เป็นอุทานชนิดใด
ก. แสดงอาการสงสัย ข. เสรมิ บท
ค. แสดงอาการสงสาร ง. แสดงเสียงธรรมชาติ
จดั ทำโดย
นางสาวณัฐมล แปง้ ออ่ น