รายงานการศึกษาค้นคว้า เรื่อง วัฒนธรรมการแต่งกายชาติพันธ์ุม้ง เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเอี่ยม จัดทำโดย นางสาวพรทิพย์แสงสรทวีศักดิ์ รหัส 6410540131069 รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า รหัส GE4005 ภาคเรียนที่ 1/2566 สาขาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา
คำนำ รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้สนใจอ่านทราบความสำคัญและรายละเอียดของวัฒนธรรมการแต่งกาย ชาติพันธุ์ม้ง เนื้อหาประกอบด้วย ข้อมูลพื้นฐาน ประวัติศาสตร์ การตั้งถิ่นฐานและกระจายตัว วิถีชีวิตและ วัฒนธรรม ภาษา การแต่งกาย ชาติพันธุ์ม้งเวียดนาม ชาติพันธุ์ม้งจีน และเครื่องประดับ สาเหตุที่ผู้จัดทำเลือกทำ รายงานเรื่อง วัฒนธรรมการแต่งกายชาติพันธุ์ม้ง เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการแต่งกายและชุดการแต่งกายที่มี ความแตกต่างของชาติพันธุ์ม้งที่มีประชากรอยู่ในประเทศต่าง ๆ ผู้จัดทำขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเอี่ยม ผู้สอนรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อ การสื่อสาร รหัสวิชา GE 4005 รวมทั้งเพื่อน ๆ ที่ให้คำแนะนำและช่วยเหลือในการจัดทำรายงานเป็นอย่างดี ผู้จัดทำหวีงเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุก ๆ ท่าน ผู้จัดทำ 4 กันยายน 2566
สารบัญ เรื่อง หน้า ข้อมูลพื้นฐาน 1 ประวัติศาสตร์ 2 การตั้งถิ่นฐานและกระจายตัว 3 วิถีชีวิตและวัฒนธรรม 4 ภาษา 6 การแต่งกาย 6 ชาติพันธุ์ม้งเวียดนาม 9 ชาติพันธุ์ม้งจีน 10 เครื่องประดับ 12 สารบัญ สารบัญภาพ
1 ม้ง ประวัติศาสตร์ต้นกำเนิดของคนม้ง สันนิษฐานจากการตีความตำนาน เรื่องเล่า บันทึก ประเพณี ความเชื่อ พิธีกรรม และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม สามารถแบ่งออกเป็น 3 แนวทาง คือ 1) มีต้นกำเนิดมาจาก ดินแดนขั้วโลกเหนืออพยพผ่านไซบีเรียและมองโกเลียเข้ามายังตอนเหนือของจีน 2) มีต้นกำเนิดอยู่ในมองโกเลียใน ปัจจุบัน 3) เป็นกลุ่มคนดั้งเดิมในบริเวณทะเลเหลืองของประเทศจีน ได้อพยพเข้ามาในประเทศไทยช่วงศตวรรษที่ 19 เดิมชาวม้งมีวิถีชีวิตที่พึ่งพิงธรรมชาติด้วยการปลูกพืชพื้นบ้านและเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงวิถีการ ดำรงชีพในการปลูกพืชเชิงพานิชย์เพื่อตอบสนองระบบตลาด นอกจากนี้ชาวม้งบางส่วนได้เปลี่ยนแปลงอาชีพหัน ไปค้าขายและเป็นผู้ประกอบการในภาคธุรกิจการท่องเที่ยว 1. ข้อมูลพื้นฐาน ม้งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ข้ามชาติ มักเรียกตนเองว่า “ม้ง” ซึ่งความหมายนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ทั้งในหมู่ คนม้งด้วยกันเองหรือแม้กระทั่งนักวิชาการ ส่วนชื่อที่คนอื่นใช้เรียกม้งนั้นมีสองชื่อด้วยกันคือ “เหมียว” และ “แม้ว” ซึ่งในมุมของคนม้งแล้ว คำทั้งสองนี้มีความหมายที่แตกต่างกันและแสดงถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ แตกต่างกัน โดยคำหลังนั้นเป็นคำที่คนอื่นในเอเชียอาคเนย์และชาวตะวันตกใช้เรียกคนม้งและมีนัยของความเป็น อื่นที่เชื่อมโยงกับเสียงของแมวแฝงอยู่ ทำให้คนม้งไม่ชอบในขณะที่คำแรกนั้นเป็นคำที่ใช้เรียกม้งในจีนซึ่งมีรากศัพท์ มาจากภาษาจีนและมีความหมายสัมพันธ์กับการเป็นคนพื้นเพดั้งเดิมที่สัมพันธ์กับชาวจีนมายาวนาน และพวกเขา ไม่ได้ปฎิเสธแต่อย่างใด ในอดีตม้งอาศัยอยู่เฉพาะในดินแดนปัจจุบันที่เป็นประเทศจีนในปัจจุบัน แต่ภายหลังส่วนหนึ่งซึ่งถือเป็นส่วนน้อย ของประชากรได้อพยพเคลื่อนย้ายถิ่นมายังภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ในห้วงคริสต์วรรษที่ 19 ด้วย มากไปกว่านั้น ในช่วงหลังสงครามเย็นก็มีชาวม้งจากประเทศลาวหลายหมื่นคนที่อพยพลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ตามประเทศใน แถบตะวันตกด้วย และปัจจุบันคนรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งก็เดินทางไปศึกษาต่อและแต่งงานข้ามชาติกับพลเมืองประเทศ ต่าง ๆ ด้วย ทำให้คนม้งปัจจุบันนั้นอยู่กระจัดกระจายอยู่บนโลกใบนี้เช่นเดียวกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น อย่างไรก็ตาม จำนวนประชากรที่มีจำนวนมากที่สุดก็ยังคงถือว่าอยู่ในประเทศจีนเป็นหลัก ทั้งนี้สำหรับประเทศไทยนั้น “ม้ง” ตั้ง ชุมชนกระจายอยู่ตามพื้นที่รอบนอกเมืองใน 15 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย กำแพงเพชร ตาก และกาญจนบุรี แม้ว่าม้งจะตั้งชุมชนมายาวนาน ไม่ต่ำกว่าสองศตวรรษ แต่ด้วยความแตกต่างทางวัฒนธรรมกับวัฒนธรรมกระแสหลักคนม้งถูกจดจำเฉพาะในแง่ ความเป็นอื่นในสังคมไทยเสมอ นักวิชาการวิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ยังมีภาพจำที่เป็นอื่นต่อคนม้งในสังคมไทยนั้นมา จากกรอบความคิดสี่ประเด็น คือ ประเด็นแรกเรื่องม้งกับยาเสพติดโดยเฉพาะภาพจำเกี่ยวกับการปลูกฝิ่น ประเด็น ที่สองเรื่อง การทำเกษตรบนพื้นที่สูงที่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม ประเด็นที่สามเรื่องความมั่นคง และประเด็น สุดท้ายเรื่อง ชาวเขาทำมาหากินในเขตป่าและยากจนวาทกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดความเข้าใจคนม้งแต่ในภาพเชิงลบ
2 และเป็นที่มาของความพยายามในการหลบหลีกความเป็นม้งหรือปิดบังตัวตนทางชาติพันธุ์ของคนม้งในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยวาทกรรมข้างต้น ส่งผลให้ผู้คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจอัตลักษณ์ของคนม้งในเชิงลบไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม หากจะต้องอธิบายว่า “คนม้งมีตัวตนเป็นอย่างไร” อาจต้องพูดถึงบริบทเป็นสำคัญ เพราะความเป็นจริงคือไม่ อาจจะเหมารวม (generalize) ตัวตนคนม้งได้เป็นเพียงแค่แบบเดียวได้ เพราะม้งในแต่ละพื้นที่ชุมชนเผชิญกับ สภาวะทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในรูปแบบที่มีความเข้มข้นแตกต่างกัน สภาพแวดล้อมเหล่านี้จะเป็นตัว กำกับหรือกำหนดการแสดงตัวตนทางชาติพันธุ์ของคนม้งเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากจะกล่าวถึงอัตลักษณ์แบบ ผิวเผินเมื่อพูดถึงคนม้งในไทยทั่วไปจากทัศนะและความเข้าใจของคนนอกแล้ว คนม้งมักจะถูกเข้าใจและถูกจัด ความสัมพันธ์ให้เป็น “ชนเผ่า” และ “ชาวเขา” ซึ่งมีนัยของความเป็นคนป่าเถื่อนและด้อยการพัฒนา ซึ่งตรงข้าม กับความรู้สึกของม้งที่พวกเขากลับรู้สึกว่าตนเป็น “ชนชาติ” หนึ่งที่เคยมีดินแดนและกษัตริย์ของตนเองมาก่อน มี ระบบความเชื่อ ภาษา เครื่องแต่งกาย เครื่องดนตรี และเทศกาลหรือประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีการดำรงชีพ ที่โดดเด่นและแตกต่างจากกลุ่มอื่น (ดังรายละเอียดที่กล่าวไว้ในแต่ละส่วน) ประเด็นต่าง ๆ ที่ปรากฏในงานชิ้นนี้จึง น่าจะพออธิบายลักษณะตัวตนของคนม้งได้ระดับหนึ่ง 2. ประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับแหล่งต้นกำเนิดของคนม้ง จากการสันนิษฐานที่ได้มาจากการตีความตำนาน เรื่อง เล่า บันทึก ความเชื่อกับพิธีกรรม และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับตัวพื้นที่กายภาพและผู้คน เผยให้เห็น ถึงสามแนวคิดหลักเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของม้ง ดังนี้ แนวคิดแรก สันนิษฐานว่าม้งน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากดินแดนขั้วโลกเหนือ โดยอพยพผ่านไซบีเรียและมองโกเลียเข้า มายังดินแดนทางตอนเหนือของจีน จากนั้นลงมายังทางใต้ของจีนและต่อมาภายหลังส่วนหนึ่งเดินทางออกไปตั้งถิ่น ฐานทางตอนเหนือที่ปัจจุบันเป็นประเทศเวียดนาม ลาว พม่า และไทย ดังสะท้อนอยู่ในงานของมิชชันนารีตะวันตก ชื่อ Savina ซึ่งแนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อการศึกษาของนักวิชาการรุ่นหลังอย่าง Quincy และคนอื่น ๆ อย่างมากที่ พยายามอธิบายว่าตัวตนม้งผ่านลักษณะกรรมพันธุ์ที่คล้ายกับคนผิวขาวในยุโรปที่มีผมสีบรอนและนัยน์ตาสีฟ้า แนวคิดที่สอง สันนิฐานว่าต้นกำเนิดของม้งอยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศมองโกเลียปัจจุบัน โดยอ้างอิงจากตำนานที่ เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงม้งคนหนึ่งชื่อ “เม่าเก้าเลีย” หรือ “มองโกเลีย” ที่ไม่กลัวสิ่งอันตรายใด ๆ จนเป็นที่ น่ายกย่องและนำมาสู่การเรียกชื่อพื้นที่ที่เด็กหญิงม้งคนนั้นอยู่ว่า “มองโกเลีย” เหตุนี้จึงมีการสันนิฐานว่าม้งมีถิ่น กำเนิดในประเทศมองโกเลียปัจจุบัน
3 และแนวคิดสุดท้าย สันนิษฐานว่าม้งเป็นชนดั้งเดิมในจีน (aboriginal Chinese) โดยแรกเริ่มตั้งถิ่นฐานอยู่ทางด้าน ตะวันออกของทะเลเหลือง จากนั้นได้เคลื่อนย้ายทำมาหากินตามแม่น้ำฮวงโหเข้ามาสู่บริเวณที่เป็นภาคกลางของ จีน ต่อมาถูกรุกรานจากชาวมองโกลจึงได้อพยพลงมายังทางตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งปัจจุบันเป็นมณฑลเสฉวน กวางสี และยูนนาน ทั้งนี้ภายหลังช่วงกลางศตวรรษที่ 18 เกิดสงครามการต่อต้านรัฐบาลส่วนกลางปักกิ่งที่ทำการขูดรีด และการเก็บภาษีสูงจากกลุ่มผู้มีอำนาจในจีน ส่งผลให้ม้งส่วนหนึ่งได้อพยพออกจากดินแดนในจีนเข้ามายังพื้นที่ บริเวณแถบอินโดจีนเพื่อการตั้งถิ่นฐานและการทำมาหากินใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศเวียดนาม ลาว พม่า และ ไทย 3. การตั้งถิ่นฐานและกระจายตัว ม้งเป็นชนดั้งเดิมในจีน (aboriginal Chinese) โดยแรกเริ่มตั้งถิ่นฐานอยู่ทางด้านตะวันออกของทะเล เหลือง จากนั้นได้เคลื่อนย้ายทำมาหากินตามแม่น้ำฮวงโหเข้ามาสู่บริเวณที่เป็นภาคกลางของจีน ต่อมาถูกรุกราน จากชาวมองโกลจึงได้อพยพลงมายังทางตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งปัจจุบันเป็นมณฑลเสฉวน กวางสี และยูนนาน ทั้งนี้ ภายหลังช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 เกิดสงครามการต่อต้านรัฐบาลส่วนกลางปักกิ่งที่ทำการขูดรีดและการเก็บ ภาษีสูงจากกลุ่มผู้มีอำนาจในจีน ส่งผลให้ม้งส่วนหนึ่งได้อพยพออกจากดินแดนในจีนเข้ามายังพื้นที่บริเวณแถบอิน โดจีนเพื่อการตั้งถิ่นฐานและการทำมาหากินใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศเวียดนาม ลาว พม่า และไทย ปัจจุบันมีหมู่บ้านม้งอยู่กระจายตามพื้นที่รอบนอกเมืองของจังหวัดต่าง ๆ ถึง 15 จังหวัดทางภาคเหนือด้วยกัน คือ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย กำแพงเพชร ตาก และกาญจนบุรี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนม้งจะอยู่แต่เฉพาะในชุมชนของตนเท่านั้น ปัจจุบันประชากรม้งนั้น ได้เคลื่อนเข้ามาตั้งถิ่นฐานร่วมกับชุมชนเมืองต่าง ๆ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเชียงใหม่ รวมถึงบางส่วนที่เดินทางไปเป็นแรงงานและศึกษาต่อในต่างประเทศ ทั้งนี้ แม้ม้งจะเข้าอยู่ในประเทศไทยมาเป็น ระยะเวลานานกว่าสองศตวรรษแล้วก็ตาม แต่ด้วยความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมกับวัฒนธรรมกระแสหลัก ทำ ให้ม้งถูกบันทึกและจดจำกันเฉพาะในแง่ของความเป็นคนอื่นในสังคมไทย (the other within) มาโดยตลอด และ ยิ่งไปกว่านั้นสำนึกของคนม้งเองส่วนใหญ่ก็ยอมรับและเข้าใจว่าตนเองเป็นคนอื่นจริง ๆ ในสังคมไทย นักวิชาการ เห็นว่าสาเหตุที่สังคมไทยมองคนม้งเป็นคนอื่นนั้นเกิดขึ้นจากกรอบความคิดที่มีต่อม้งสี่ประการคือ ประการแรก ม้ง กับยาเสพติดที่รัฐมักจะเหมารวมให้คนม้งเกี่ยวข้องกับฝิ่นนับแต่อดีตมาจนปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้าและ เสพยาเสพติด ประการที่สอง ม้งกับระบบการเกษตรที่เป็นการทำลายป่าและสิ่งแวดล้อม ประการที่สาม ม้งกับการ การทำลายความมั่นคงของชาติ (Mark 1973 และ Tapp 1986) และประการสุดท้าย ม้งกับความเป็น “ชาวเขา” และ “ชนเผ่า” ที่อาศัยอยู่ตามป่าเขาเร่ร่อนทำมาหากินและมีความยากจน กรอบความคิดดังกล่าวก่อให้เกิดความ
4 เข้าใจคนม้งแต่ในภาพเชิงลบและเป็นที่มาของความพยายามในการหลบหลีกความเป็นม้งหรือปิดบังตัวตนทางชาติ พันธุ์ของคนม้งเองในปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ จากการรวบรวมของกองกิจการนิคมสร้างตนเองและพัฒนาชาวเขา กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในหนังสือชื่อ “ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง ครอบคลุมพื้นที่ 20 จังหวัดของ ประเทศไทย ประจำปี 2559” ระบุว่า ชุมชนชาติพันธุ์ม้งจํานวนทั้งหมด 269 ชุมชน 29,515 หลังคาเรือน 40,863 ครอบครัว ประชากรรวมทั้งสิ้น จํานวน 207,151 คน โดยจังหวัดที่มีประชากรม้งอาศัยอยู่มากที่สุดอยู่ที่ตาก จํานวน 54,617 คน คิดเป็นร้อยละ 26.36 รองลงมาคือ จังหวัดเชียงราย จํานวน 31,963 คน คิดเป็นร้อยละ 15.42 และจังหวัดน่าน จํานวน 31,037 คน คิดเป็นร้อยละ 14.98 และจังหวัดที่มีม้งอาศัยอยู่น้อยที่สุดคือที่จังหวัด กาญจนบุรี จำนวน 149 คน ซึ่งตัวเลขต่าง ๆ ข้างต้นผู้เขียนเห็นว่าอาจมีความคาดเคลื่อนได้ เพราะปัจจุบันคนม้ง มิได้อาศัยอยู่เฉพาะในชุมชนดังกล่าวอย่างเดียว บางส่วนได้เข้ามาซื้อที่ดินและสร้างบ้านหรือสร้างชุมชนเล็ก ๆ อยู่ ในเมืองด้วย รวมถึงส่วนหนึ่งก็มีการแต่งงานข้ามวัฒนธรรมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น และเคลื่อนย้ายไปพื้นที่อื่น ๆ ด้วย ตัวเลขข้างต้นจึงอาจเป็นเพียงการประมาณการเท่านั้น 4. วิถีชีวิตและวัฒนธรรม 4.1 การดำรงชีวิต ในอดีตชาวม้งส่วนใหญ่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเพาะปลูกพืชพื้นบ้านและเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก โดย นอกเหนือจากการปลูกข้าว พืชผัก และข้าวโพดเลี้ยงยังชีพแล้ว การปลูกฝิ่นถือเป็นพืชที่นำมาซึ่งรายได้หลักของ คนม้ง และแม้รัฐจะมีการประกาศให้ฝิ่นเป็นพืชผิดกฎหมายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 แล้วก็ตาม แต่คนม้งส่วนใหญ่ก็ ยังคงปลูกมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งราว พ.ศ. 2520 ที่ทางราชการเริ่มมีความเข้มงวดมากขึ้น ประกอบกับมีโครงการ พัฒนาพันธุ์พืชทดแทนฝิ่น เริ่มเข้าไปนำเสนอให้กับชุมชนชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงด้วย ทำให้ชาวม้งเริ่มหันมาปลูกพืชผัก และไม้ผลอย่างอื่นเข้ามาแทนที่ฝิ่นตามการส่งเสริมขององค์กรต่าง ๆ และตามกลไกลของตลาดนับแต่นั้นมาจนถึง ปัจจุบัน ซึ่งอาชีพเกษตรนั้นถือเป็นอาชีพหลักของคนม้งส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในห้วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ม้งใน ไทยหันไปประกอบอาชีพอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการทำการเกษตร เช่น ผู้ประกอบการธุรกิจ ข้าราชการ นัก กิจกรรม นักวิชาการ และรับจ้างทั่วไป รายละเอียดแต่ละส่วนงานมีดังนี้ การทำการเกษตรของคนม้งในไทยปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งผลิตเพื่อการ บริโภคในครัวเรือนอีกต่อไป มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ยังคงทำการผลิตข้าวไว้บริโภค แต่ส่วนใหญ่นั้นได้หันมาปลูก พืชเชิงพาณิชย์กันอย่างแพร่หลาย แล้วนำเงินที่ได้มานั้นไปซื้อข้าวและพืชผักต่าง ๆ ที่ตนเองเคยปลูกไว้ตามไร่นา เพื่อบริโภคในครัวเรือนเมื่อครั้งอดีต ในปัจจุบันก็ไม่มีเวลาที่จะทำสิ่งเหล่านี้แล้ว และหันไปพึ่งพาอาหารจากตลาด
5 เป็นหลัก เพราะพวกเขาได้ผันตนเองเข้ามาเป็นเกษตรกอย่างเต็มตัวที่มุ่งทำการผลิตเพื่อป้อนให้กับตลาดอย่างเดียว และเมื่อแรงงานในครอบครัวและชุมชนไม่เพียงพอ พวกเขาส่วนใหญ่จึงมีการว่าจ้างแรงงานข้ามชาติไม่ว่าจาก ประเทศเมียนมาหรือลาวเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิตพืชผลทางการเกษตรด้วย ชุมชนม้งที่มีชื่อเสียงและทำการ ผลิตพืชผักเป็นจำนวนมากป้อนให้กับตลาดใหญ่ ๆ ในประเทศไทย คือ ชุมชนม้งในเขตอำเภอพบพระและอำเภอแม่ สอดในจังหวัดตาก ทำการผลิตผักกาดขาวเป็นจำนวนมากให้กับสถานประกอบการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ชุมชนม้งในเขตอำเภอฮอดและแม่สะเรียงที่ทำการผลิตกะหล่ำปลีและผักกาดขาวให้กับบริษัทเทสโก้โลตัสที่ ชุมชนม้งในเขตอำเภอแม่ริมที่ทำการผลิตพืชผักตามความต้องการของโครงการหลวงและตลาดขายส่งในจังหวัด เชียงใหม่ ชุมชนม้งในเขตอำเภอสะเมิง แม่แจ่ม และกัลยาณิวัฒนาที่ทำการผลิตกะหล่ำปลี ผักกาดขาว และผลไม้ ตามฤดูกาล ป้อนให้กับพ่อค้าคนกลางตามตลาดขายส่งขนาดในจังหวัดต่าง ๆ ซึ่งในส่วนของการจัดจำหน่าย ดังกล่าวนั้นได้มีคนม้งรุ่นใหม่จำนวนมากที่หันเข้ามาเป็นทั้งผู้รับซื้อผลผลิตต่อจากเกษตรกรและมีแผงขายของ ตนเองตามตลาดขายส่งที่พร้อมกระจายสินค้าให้กับลูกค้ารายย่อยต่อไปด้วย นอกจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรแล้ว ยังมีม้งส่วนหนึ่งที่ผันตนเองมาทำการค้าขายกับสินค้าหัตถกรรม เช่น ผ้าปัก เสื้อผ้าม้งประยุกต์ และเครื่องประดับต่าง ๆ ให้ทั้งกับคนม้งด้วยกันเองและคนนอกวัฒนธรรมด้วย ซึ่งขนาด ของกิจกรรมเริ่มตั้งแต่การมีสถานประกอบการไปจนถึงการเป็นกิจการอุตสาหกรรมครัวเรือนขนาดเล็ก สถาน ประกอบการที่มีชื่อเสียงในการผลิตชุดม้งเครื่องแต่งกายสำหรับผู้บริโภคที่เป็นม้ง ได้แก่ บริษัทเยี่ยมจื้อวัฒนกิจ บริษัทปั้นดาววาณิช บริษัทเหมาฝัวแฟชั่นเทค และกิจการออนไลน์ของม้งซิสเตอร์ช้อป โดยสินค้าต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อจำหน่ายให้กับม้งไทยเท่านั้น แต่ยังมีการส่งออกไปยังเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ม้งที่อยู่ใน ต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและนอกเหนือจากการเป็นผู้ผลิตและจัดหน่ายสินค้าหัตถกรรมที่มีลักษณะ เป็นเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์แล้ว ก็มีคนม้งหลายคนที่ได้ก้าวเข้าไปสู่การทำการค้าที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับความเป็นชาติ พันธุ์อีกด้วย เช่น ธุรกิจการการทำตุ๊กตาเลซิ่น การผลิตปุ๋ย-ยา (บริษัทดีม้ง) การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การ ผลิตและจำหน่ายชาและกาแฟ และการขาย “ไก่ทอดหาดใหญ่” ตามเมืองใหญ่ต่าง ๆ รวมถึงงานบริการด้าน วิศวกรรมโยธา และการหันมา "เล่นหุ้น" เป็นอาชีพของกลุ่มคนม้งรุ่นใหม่ อาชีพข้าราชการที่คนม้งส่วนหนึ่งที่ได้รับการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป เช่น ครู อาจารย์ แพทย์ พยาบาล ตำรวจ ทหาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชาวม้งบางส่วนจะได้รับการศึกษาในระดับสูงก็ตาม แต่อาจไม่เลือกเข้าสู่ อาชีพรับราชการ และหันมาประกอบอาชีพที่มีความเป็นอิสระแทน เช่น นักวิชาการ ทนายความ และนักธุรกิจข้าม ชาติ เป็นต้น สำหรับชุมชนที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทำให้ม้งบางส่วนหันมาประกอบอาชีพเป็นผู้ประกอบการที่พัก ตามแหล่งท่องเที่ยว เช่น บ้านหนองหอย จังหวัดเชียงใหม่ ม้งที่ภูทับเบิก เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และม้งที่บริเวณ
6 ภูชี้ฟ้า จังหวัดเชียงราย เป็นต้น และอีกส่วนหนึ่งก็กลายไปเป็นแรงงานรับจ้างตามสถานประกอบการในเมืองใหญ่ และส่วนหนึ่งได้เดินทางไปเป็นแรงงานในภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศ เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น อิสราเอล เป็นต้น ดังที่กล่าวมานั้น จะเห็นได้ว่าปัจจุบันคนม้งในประเทศไทยหันมาประกอบอาชีพที่หลากหลายเช่นเดียวกับคนทั่วไป ในสังคม ฉะนั้นการจะนำเสนอแต่ว่า “ม้งยาบ้า” หรือ “ม้งทำลายป่า”ยิ่งเท่ากับเป็นการบดบังการประกอบอาชีพ ในมิติอื่น ๆ ของคนม้งดังที่ได้กล่าวมา 5. ภาษา ภาษาม้งจัดอยู่ในสาขา เมี้ยว - เย้าจอง ตระกูลจีน - ธิเบต ไม่มีภาษาเขียนแต่ยืมตัวอักษรภาษาโรมัน มาใช้ ม้งไม่มีภาษาที่แน่นนอน ส่วนใหญ่มักจะรับภาษาอื่นมาใช้พูดกัน เช่น ภาษาจีนยูนนาน ภาษาลาว ภาษาไทย ภาคเหนือ เป็นต้น ซึ่งม้งทั้ง 3 เผ่าพูดภาษาคล้าย ๆ กัน คือ มีรากศัพท์และไวยากรณ์ที่เหมือนกัน แต่การออกเสียง หรือสำเนียงจะแตกต่างกันเล็กน้อย ม้งสามารถใช้ภาษาเผ่าของตนเองพูดคุยกับม้งเผ่าอื่นเข้าใจได้เป็นอย่างดี 6. การแต่งกาย การแต่งกายของม้งนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ผู้หญิงม้งนั้นได้รับการอบรมฝึกฝนในการปักลายผ้าและทำ ชุดม้งจากแม่มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นลำดับขั้นตอนการทำจะเป็นผู้หญิงที่ลงมือทำเอง เริ่มตั้งแต่การเตรียมผ้าในการทำ แต่ละชุดจนถึงการตัดเย็บให้เป็นชุดพร้อมสวมใส่ มีทั้งชุดผู้หญิงและผู้ชายเพื่อใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวันและงาน สำคัญ เช่น งานปีใหม่ งานมงคลสมรส งานศพ เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของม้งอีกด้วย มีการพัฒนาการ จากอดีตจนถึงปัจจุบันให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้นตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไปจนถึงปัจจุบัน มีการผสผสานระหว่างชุดม้ง เขียวและม้งขาวเข้าด้วยกัน ชุดม้งนั้นมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศที่อยู่อาศัยและในแต่ละประเทศก็มี การแต่งกายที่แตกต่างกันไปตามภูมิประเทศของประเทศนั้น ๆ 6.1 การแต่งกายของชนเผ่าม้งในประเทศไทยและลาว 6.1.1 การแต่งกายของม้งเขียว หญิง ยังสวมกระโปรงสีฟ้าแก่ ประดับลายภาพวาดด้วยขี้ผึ้งและมีปักลวดลายในส่วนล่างของกระโปรง มีผ้าคาดเอวสีแดง ผ้าห้อยลงมาสีดำ เสื้อเป็นสีต่าง ๆ คอปกเสื้อเล็กกว่าม้งขาว 4 นิ้ว ขอบปกเป็นรูปโค้ง ไม่มีผ้า โพกหัว แต่มีผ้าถักบาง ๆ แถบเป็นลายดอกไม้สีแดง พันรอบมวยผม ชาย ใส่กางเกงดำเหมือนม้งขาว แต่เป้ากางเกงหย่อนลงมาจนเกือบถึงพื้นดินแบบอาหรับ ปลายขารัด ที่ข้อเท้า สวมหมวกทำด้วยผ้าแพรต่วน ไม่มีขอบ
7 ภาพที่1 อดีตม้งมักแต่งด้วยเสื้อผ้าสีดำเป็นหลัก ตกแต่งด้วยลายปักผ้าที่มี ลวดลายแตกต่างกันไป มีเครื่องประดับเงินเป็นเครื่องบอกฐานะ (ที่มา : https://shorturl.asia/uti4f 20 สิงหาคม 2566) ภาพที่2 ปัจจุบันการแต่งกายยังคงลักษณะเดิม ปัจจุบันสามารถใช้เครื่องจักร มาช่วยในการทำได้อย่างสวยงามและละเอียด เปลี่ยนผ้าแถบที่บนหัวเป็นหมวก ประดับด้วยลูกปัดหรือเครื่องเงิน เพื่อเพิ่มความสวยงาม (ที่มา : https://shorturl.asia/HgK8Y ค้นหา 1 กันยายน 2566) 6.1.2 การแต่งกายของม้งขาว หญิง สวมกระโปรงผ้าป่านดิบยาวลงมาถึงหัวเข่า มีผ้าพันหน้าแข้งตั้งแต่ข้อเท้ถึงหัวเข่า หรือใส่กางเกง สีดำกว้าง ๆ แบบจีน คาดเอวด้วยผ้าสีแดง ปล่อยชายผ้าสี่เหลี่ยมทิ้ง ยาวลงมาด้านหน้าและด้านหลัง คอปกเสื้อ กว้างแบบทหารเรือ โพกหัวด้วยผ้าสีคราม หรือสีดำ ชาย นุ่งกางเกงดำกว้าง ๆ เป้าหย่อนลงมาไม่มากนัก สวมเสื้อป้ายอกมีผ้าคาดเอว ภาพที่3 อดีตการแต่งกายของม้งขาวในอดีต (ที่มา : https://shorturl.asia/W7c9H ค้าหา 20 สิงหาคม 2566)
8 ภาพที่4 ปัจจุบันได้นำลายผ้าปักมาประดับแต่งเข้ากับชุดม้งขาว (ที่มา : https://shorturl.asia/WtQwN ค้นหา 1 กันยายน 2566) จนถึงปัจจุบันความสามารถในการตัดเย็บชุดได้นำไปสู่การเปิดร้านขายชุดม้ง และออกแบบชุดด้วยตัวเองออกมา มากมาย โดยผสมผสานระหว่างชุดม้งเขียวและม้งขาวกับชุดม้งจีนหรือประเทศอื่นเข้าด้วยกันให้ออกมาเป็นชุดใหม่ กลายเป็นชุดม้งประยุกต์ทั้งนี้ยังมีการนำลายผ้าปักมาทำเป็นชุดต่าง ๆ นอกเหนือจากชุดม้งด้วย ทำให้เป็นที่รู้จัก กันอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภาพที่5 การออกแบบชุดม้งประยุกต์มีมาหลายปีเรื่อย ๆ จนถึง ปัจจุบัน (ที่มา : https://shorturl.asia/WPl0b ค้นหา 1 กันยายน 2566) ภาพที่6 ปัจจุบันมีการนำลวดลายชุดม้งมาประกอบเข้ากับชุดเดรส กลายเป็นชุดแฟชั่น (ที่มา : https://shorturl.asia/RXdZz ค้นหา 8 สิงหาคม 2566)
9 7. ชาติพันธุ์ม้งเวียดนาม ชาติพันธุ์ม้ง ชนส่วนน้อยพิเศษในประชาคมชนเผ่าพี่น้องเวียดนาม ชนเผ่าเฮอมงหรือชนเผ่าม้ง เป็นหนึ่งใน กลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อยที่มีประชากรมากที่สุดในเวียดนามโดยส่วนใหญ่อาศัยบนเขตเขาสูงภาคเหนือ ภาคตะวันตก และเขตเตยเงวียน ซึ่งเนื่องจากเป็นชนกลุ่มน้อยที่แบ่งเป็นหลายสายและมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย ม้งได้มีส่วนร่วม ไม่น้อยในการเพิ่มความสมบูรณ์ในคลังวัฒนธรรมประชาชาติของเวียดนาม จากการใช้ภาษาและชุดแต่งกายที่ไม่เหมือนกันชนเผ่าม้งในเวียดนามได้ถกกันแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น ม้งขาว ม้งดำ ม้งแดง ม้งมาน หรือนาแม้ว เป็นต้น ชื่อของม้งก็เป็นส่วนหนึ่งที่บ่งชี้ถึงเอกลักษณ์วัฒนธรรมที่โดดเด่น โดย เมื่อก่อนนี้คนทั่วไปเรียกม้งว่า “แม้ว” มีความหมายตามภาษาฮั่นนม คือ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ประกอบอาชีพ เกษตรกรรมเป็นหลัก ซึ่งผูกพันกับการทำนาทำสวนและพืชพันธุ์แต่ไม่มีการเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่อาศัยในเขตเขาสูง จึงถนัดกับการทำไร่ทำนาขั้นบันใด ดร.เจิ่นทูถวี นักวิจัยด้านชาติพันธุ์เผยว่า “ม้งได้อพยพเข้ามาอาศัยในเวียดนาม ก่อนหน้านี้ประมาณ 500 ปีซึ่งตอนนั้นชนเผ่ากิงหรือเวียดได้อาศัยในเขตที่ราบ ส่วนกลุ่มชนเผ่าเย้า ไต ไท ได้อาศัย ในพื้นที่หุบเขาไม่มีที่สำหรับชาวม้งเข้ามาตั้งหลักแหล่ง ดังนั้นชาวม้งก็ต้องขึ้นเขาบุกเบิกพื้นที่ใหม่เพื่อดำเนินชีวิต ทำไร่ทำนาและปลูกข้าวนาดำ สามารถปรับตัวเข้ากับทุกสภาพแวดล้อมและสร้างสรร์รูปแบบการผลิตใหม่พร้อม กิจกรรมวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับท้องถิ่นที่ตนอาศัย” ม้งอาศัยกระจายในหลายจังหวัดของเวียดนามแต่อยู่รวมกันเป็นชุมชนเฉพาะในท้องถิ่นนั้น ๆ โดยไม่อยู่ร่วมกับชน เผ่าอื่น ๆ บ้านพักมักจะตั้งในเชิงเขาใกล้แหล่งน้ำและมีภูเขาเป็นแนวป้องกัน ลักษณะบ้านไม่สูงและไม่ค่อยมี หน้าต่างเพื่อกันหนาวและมักจะทำด้วยไม้หรือดิน ความเชื่อของม้งทุกสิ่งต่างมีวิญญาณและบ้านก็เช่นกัน โดยมีเทพ ดูแลประตูบ้าน เสาบ้าน ครัวบ้านรวมทั้งผีบ้านผีเรือน เพื่อปกป้องคุ้มครองม้งให้พ้นจากภัยร้ายทั้งปวง เเต่เมื่อออก จากบ้านไม่มีเทพเจ้าอะไรคอยคุ้มครองก็ต้องถือวัตถุสักชิ้นติดตัวเพื่อเป็นเครื่องรางของขลังป้องกันภูติผีปีศาจ ม้งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ดำเนินชีวิตตามประเพณีวัฒนธรรมที่ผู้ชายมีอำนาจในครอบครัว มีบทบาทสถานะสำคัญใน การตัดสินใจทุกอย่างและเป็นผู้สืบทอดมรดกตกทอดของครอบครัว การแต่งงานก็มักจะอยู่ในวงศ์ตระกูลเท่านั้นซึ่ง มีน้อยคนที่ไปแต่งงานกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่น นอกจากนี้ม้งเชื่อว่าการแต่งงานมีครอบครัวก็เป็นการสืบวงศ์ตระกูลและ เพิ่มชื่อเสียงเช่นเดียวกับการเพิ่มแรงงานให้แก่ครอบครัว ดังนั้นแต่ละครอบครัวมักจะมีบุตรหลายคนและพ่อแม่จะ อยู่กับบุตรชายคนสุดท้องซึ่งเป็นผู้รับหน้าที่บูชาบรรพบุรุษของครอบครัว ทั้งนี้ระบบกฎเกณฑ์ในการจัดระเบียบของวงศ์ตระกูลจึงมีความหมายสำคัญเป็นอย่างมาก โดยในแต่ละวงศ์ตระกูล จะต้องมีการแต่งตั้งผู้เป็นหัวหน้าตระกูล มีหน้าที่รับผิดชอบในการแก้ไขทุกปัญหาของครอบครัวและหมู่บ้าน แต่ละ ตระกูลจะมีกฎระเบียบที่ไม่เหมือนกันและทุกคนต้องปฏิบัติตาม เช่น ถ้าหากอยู่ในตระกูลเดียวกันก็สามารถอาศัย
10 จนแก่ตายในบ้านของกันได้ แต่เมื่อลูกสาวในบ้านแต่งงานแล้วก็จะเป็นคนของตระกูลของสามีแล้ว ดังนั้นไม่ สามารถกลับไปที่บ้านของพ่อแม่ตัวเองได้อีก ประชาคม 54 ชนเผ่าเวียดนาม ม้งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ที่สามารถอนุรักษ์ความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของ วัฒนธรรมชนเผ่าไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ท่ามกลางกระแสการพัฒนาและผสมผสานของยุคสมัยในปัจจุบันนี้ 7.1 ชุดแต่งกายของม้งที่เมืองซาปา จังหวัดลาวกาย ชุมชนม้งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีทักษะการทำนาดำเก่ง โดยอาศัยในเขตริมฝั่งแม่น้ำแยงซี ประเทศจีน เนื่องจากมีความขัดแย้งกับชุมชนชาวฮั่น ม้งอพยพย้ายถิ่นลงไปทางใต้และเข้ามาตั้งหลักอาศัยในเวียดนาม โดยกลุ่ม ชาวม้งแรก ๆ ได้มาอาศัยที่ท้องถิ่นในเทือกเขาหว่างเลียนเซิน นาย หย่างแซวก่า สมาชิกสมาคมวัฒนธรรมพื้นบ้าน เวียดนามเผยว่า ชุดแต่งกายของม้งที่ซาปาคล้ายกับชุดของเผ่าม้งที่อาศัยในมณฑลเสฉวนของจีน ซึ่งม้งโดยทั่วไปจะ มีชุดแต่งกายที่เหมือนกันโดยในอดีตนั้นได้ใช้สีดำเป็นสีหลักในการย้อมผ้า ส่วนในปัจจุบันก็ปรับสีให้เป็นครามเข้ม เพื่อให้มีความเหมาะสมกับสังคมและถ้าอยากศึกษาเรื่องชุดแต่งกายก็ต้องเข้าใจในประเพณีวัฒนธรรมของชุมชนม้ง "ตามเรื่องที่ผู้สูงอายุในชุมชนเล่านั้น ชาวเผ่าม้งก็มีสัญลักษณ์เฉพาะของตัวเอง เช่นที่หิ้งบูชาจะมีสัญลักษณ์ของรูป วงกลม3 รูป โดยวงกลมอยู่ตรงกลางหมายถึงโลก ส่วนสองวงที่มีขนาดเล็กกว่าอยู่สองข้างเรียกว่าพระจันทร์และ พระอาทิตย์โดยติดบนกระดาษสีน้ำเงินเข้ม ซึ่งจากนั้นชาวม้งที่ซาปาจึงถือเอาสีดำเป็นสีหลัก" สำหรับชุดแต่งกายของชายหญิงม้งที่ซาปานั้นจะเห็นสีพื้นฐาน คือ สีดำเหมือนกันแต่มีการเย็บปักถักร้อยตกแต่ง ลวดลายไม่ซ้ำกัน โดยชุดของผู้ชายจะมีกางเกง เสื้อแขนยาว เสื้อคลุมและหมวก เสื้อคลุม นอกนั้นมีการปักลายที่ คอและขัดผ้าด้วยขี้ผึ้งเพื่อให้เป็นเงา บนแขนเสื้อจะมีการปะแถบผ้าขนาดใหญ่และขนาดเล็ก นาย หย่างแซวก่า เผย ต่อไปว่า เดี๋ยวนี้มีแต่ผู้ชายม้งที่ซาปาที่ยังใช้เสื้อคลุมในชุดชนเผ่าของตนโดยพวกเรามีความภูมิใจเมื่อได้ใส่ชุดของชน เผ่าในวันงานสำคัญต่าง ๆ เช่น ในโอกาสตรุษเต๊ต ส่วนนาย หย่างอาส่าย เจ้าหน้าที่ศูนย์วัฒนธรรมเมืองซาปาเผยว่า เสื้อคลุมของชายม้งมักจะถูกตัดเย็บจากผ้าหลายส่วน "เสื้อของผู้ชายมักจะมีสี่ส่วน คือ ส่วนหลังมีขนาดใหญ่สุด ส่วนผ้าที่ประกอบสองข้างมีขนาดเล็กสุด สำหรับกางเกงมีความเรียบง่ายกว่า โดยเป็นกางเกงขาทรงกระบอกเพื่อ สะดวกแก่การเดินป่า" ตามความหมายที่ชาวบ้านได้บอกเล่านั้น เสื้อของผู้ชายม้งมักจะติดกระดุมข้างขวา ส่วนถ้าเป็นเสื้อติดกระดุมข้าง ซ้ายจะเป็นเสื้อสำหรับผู้ตาย ซึ่งสิ่งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแบบเสื้อของผู้หญิง นาย หย่างแซวก่า เผยว่า "เมื่อก่อนนี้ สตรีม้งมักใส่กระโปรงแต่เนื่องจากพำนักอาศัยในเขตป่าเขาที่มีความชื้นสูง มีแมลง มียุงเยอะจึงเปลี่ยนมาใช้กางเกง ที่ยาวถึงหัวเข่า ส่วนเสื้อก็มีสี่ส่วน แขนเสื้อทรงหลวมและมีลายปักที่หลากหลาย ถ้าเป็นเสื้อใส่เพื่อทำงานก็มักจะ เป็นเสื้อสีดำ ส่วนเสื้อที่มีลายสวยงามจะเป็นชุดใส่ในโอกาสสำคัญหรือเทศกาลต่าง"
11 ชุดพื้นเมืองของม้งที่เมืองซาปาจะใช้ผ้าลินินและม้งแต่ละสาขาจะมีการตกแต่งลวดลายต่าง ๆ ที่สะท้อนเอกลักษณ์ ที่สวยงามแม้จะยังใช้สีดำเป็นสีหลักเมื่อเทียบกับชาวม้งที่อาศัยในท้องถิ่นอื่น ๆ ของเวียดนาม ภาพที่7 ผู้หญิงแต่งกายแบบดั้งเดิม (ที่มา : https://shorturl.asia/c1CIt ค้นหา 8 ) 8. ชาติพันธุ์ม้งจีน หมู่บ้านม้งพันครอบครัวแห่งซีเจียง...สัมผัสวิถีวัฒนธรรมในหมู่บ้านม้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก (เมืองเหลยซาน มณฑลกุ้ยโจว) วิถีวัฒนธรรมของหมู่บ้านม้งพันครอบครัวแห่งซีเจียง เป็นหมู่บ้านชนเผ่าเหมียวจู๋ (ม้ง) ที่ใหญ่ที่สุดใน โลก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “หมู่บ้านแม้วพันครอบครัว” ที่นี่มีประวัติอันยาวนานกว่า 5,000 ปี ถือเป็นหมู่บ้าน ม้งที่เก่าแก่มาก ตั้งอยู่ในหุบเขาเขตอำเภอเหลยซาน เขตปกครองตนเองชนชาติม้งและต้งเมืองเฉียนตงหนาน มณฑล กุ้ยโจว มีผู้อยู่อาศัยประมาณหมื่นกว่าคนและชนเผ่าเหมียวจู๋ (ม้ง) ถือเป็น 1 ใน 56 ชนเผ่าทั่วเมืองจีน ที่มี การรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น มีขนาดใหญ่และประชากรมากที่สุดในบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองต่าง ๆ ในประเทศ จีน และสามารถรักษารากฐานวัฒนธรรมของตนได้อย่างดีที่สุด บ้านไม้โบราณที่สร้างสูงเพียง 2 - 3 ชั้น ด้วยใช้ วิธีการเข้าลิ่มไม้ ไม่ตอกตะปูแม้แต่ตัวเดียว หลังคากระเบื้องทรงจั่วสูง ลักษณะแบบเก๋งจีน มีทั้งเปิดเป็นร้านอาหาร ร้านขายของฝาก ของที่ระลึกอย่างร้านเครื่องเงิน เครื่องประดับที่ทำจากเงินแท้ 99.9% จุดเด่นที่ห้ามพลาดเมื่อมาเที่ยวหมู่บ้านม้งพันครอบครัวแห่งซีเจียง คือ การชมการแสดงของม้งที่มีเอกลักษณ์โดด เด่นในเรื่องประเพณีวัฒนธรรม จากนั้นนั่งรถพ่วงขึ้นไปที่จุดชมวิวบนยอดเขา เพื่อชมวิวยามค่ำคืนของบ้านโบราณที่ ปลูกลดหลั่นไปตามภูเขาสูงนับพันหลังท่ามกลางนาขั้นบันได และขุนเขาที่โอบล้อมเมื่อยามที่ทุกบ้านเปิดไฟอย่าง พร้อมเพรียงจะทำให้เห็นวิวที่งดงามเหมือนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับ
12 ชุดม้งจีน ภาพที่ 8 ผู้หญิงใส่ชุดพื้นเมืองมาร่ายร า ร้องเพลงต้อนรับ แขกผู้มาเยือน (ที่มา : https://shorturl.asia/WUSpb ค้นหา 8 สินหาคม) 9. เครื่องประดับ เครื่องประดับเป็นศิลปะในการตกแต่งร่างกาย และเป็นวัฒนธรรมการแต่งกายที่เด่นชัดของม้ง นิยมสวมใส่ เครื่องเงินซึ่งมีความเชื่อว่า “โลหะเงินเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงและสุขสวัสดิ์ในชีวิต” ดังนั้นทุกครอบครัวจึง ต้องทําหรือซื้อหาให้ลูกหลานได้ใส่ในงานปีใหม่หรืองานสําคัญของชนเผ่า สําหรับรูปแบบเครื่องเงินของม้งแยก ออกเป็น 2 ประเภท คือ เครื่องประดับร่างกายและเครื่องประดับเสื้อผ้า โดยเครื่องประดับร่างกายและ เครื่องประดับเสื้อผ้าจะประกอบไปด้วย กําไลคอเดี่ยว แผงกําไลคอ สร้อยระย้า กําไลข้อมือ ต่างหูแหวน ปิ่นปักผม เชิงมวยผม และเหรียญเงินรูปีที่ใช้สําหรับประดับตกแต่งเสื้อผ้าและของใช้ ภาพที่9 กําไลคอเดี่ยว (ที่มา : https://shorturl.asia/muQro ค้นหา 8 สิงหาคม 2566) สมัยก่อนห่วงคอต้องเป็นเงินแท้ เงินแท่งที่ช่างเครื่องเงินนำมาตีม้วนเป็นชั้น ๆ ซ้อนทับกัน ชายใดฐานะดีย่อมมี หลายชั้น มีน้อยขอชั้นเดียวก็ยังดี หากไม่มีเลยถือเป็นเด็กกำพร้าไร้คู่เคียง สาว ๆ จึงมองไปทางชายที่ห่วงคอเป็น สำคัญว่าชายนั้นพร้อมจะปกป้องชีวิตเธอและมอบอนาคตแก่ทายาทของเธอได้ไหม เมื่อกาลเวลาเลยผ่านสู่ยุคเงิน
13 ธนบัตรใช้คล่องกว่าเงินแท่ง ของเทียมมากกว่าของแท้ ฐานะหรือจะสู้ภูมิฐาน ห่วงคอเงินจึงเหลือคุณค่าเพียง ประดับกายให้สวยงาม แต่ไม่ใช่หมดราคา รู้ไหมว่ากว่าห่วงคอเงินจะกลายเป็นอาภารณ์ทรงคุณค่าเคียงคู่เครื่องแต่งกายอย่างทุกวันนี้ ห่วงคอเงินเคย เป็นโซ่ตรวนผูกมัดชาวม้งไว้กับชีวิตการเป็นทาสจีนมาก่อน ห่วงคอเงินที่ช่างเครื่องเงินบรรจงวาดลวดลายลงไป บรรจงชุบออกมาให้สวยงาม ห่วงคอเงินที่เคยแสดงถึงฐานะทางสังคมของม้ง ห่วงคอเงินที่เราเรียกกันวัน “เสา” หรือ “เป่าท์” ผู้ใช้นาม chiv keeb อธิบายความหมายของคำว่า “เสา” นี้ว่าไม่ใช่คำในภาษาม้ง คำนี้ม้งยืมมาจาก ภาษาจีน คือ 鎖 แปลว่า กักขัง หรือล่ามไว้ ส่วนคำที่ม้งเขียวเรียกว่า Paug นั้น บางทีอาจเป็นเพราะห่วงคอนี้เมื่อ สวมใส่ไว้แล้วเสียดสีกับผิวหนังจนเกิดบาดแผล อีกทั้งโลหะเมื่อนานไปสกปรกจนทำให้บาดแผลนั้นอักเสบเป็น หนองขึ้นมา อาจเป็นเพราะห่วงนี้ทำให้คอเป็นน้ำหนอง จึงเรียกห่วงคอนี้ว่า Lub niag xeeb paug แปลว่า ต้นตอ ของหนอง นานเข้าจึงพูดสั้น ๆ เหลือเพียง Lub paug หรือ “เป่าท์” อย่างทุกวันนี้ มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าเมื่อครั้งม้งพ่ายแพ้แก่จีนและถูกกวาดต้อนเป็นทาสนั้น จีนใช้เหล็กมาตีเป็นห่วงล่ามคอม้ง ไว้กับเสาไม่ให้หนีไปไหน พร้อมสลักชื่อทาสและเจ้าของไว้บนแผ่นโลหะที่ทุกวันนี้เราเรียกว่า Daim phiaj เมื่อถึง เวลาทำงานจึงปลดโซ่ให้ ม้งต้องทำงานภายใต้ห่วงคอเหล็กและโซ่ตรวนตลอดชีวิต จวบจนม้งถูกปลดปล่อยเป็น อิสระ จีนเจ้าของทาสจึงข่มขู่ม้งไม่ให้ถอดห่วงคอนี้ไม่เช่นนั้นมัจจุราชจะมาคร่าชีวิต ม้งเดินทางสู่มาตุภูมิด้วยห่วง โลหะที่คอจะถอดก็กลัวคำสาปจะเป็นจริง ต้องฝืนสวมใส่ไว้อย่างนั้นอีกทั้งลูกเล็กเด็กแดงที่เกิดใหม่ต้องรีบหาโลหะ มาคล้องไว้จนมีคำกล่าวสืบต่อกันมาว่า “Xauv Pov Siav” แปลว่า ห่วงคอปกป้องชีวิต เมื่อม้งพบว่าแผ่นดินที่ตน อาศัยนี้มีบ่อเงินมากมาย ม้งเห็นว่าห่วงเหล็กสกปรกไม่สวยงามจึงเปลี่ยนจากห่วงเหล็กเป็นห่วงเงิน เงินที่มีคุณค่า เงินที่ไม่กัดกินเลือดเนื้อ เงินที่ชุบง่ายกว่าโลหะ จากเครื่องพันธนาการจึงกลายเป็นเครื่องประดับกายแทน ความเชื่อที่ว่าห่วงคอปกป้องชีวิตเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยได้ยินและเคยใส่ห่วงคอทองแดงเส้นเล็ก ๆ เมื่อครั้งยัง เด็ก ห่วงคอที่หมอผีบอกว่าให้เราสวมใส่เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจจะมาคร่าขวัญหรือวิญญาณออกจากร่าง คือคำสาป ที่ม้งได้รับจากจีนผู้มอบวัฒนธรรมนี้ให้ ถึงต้นตอจะโหดร้ายเพียงใด แต่ชาวม้งรู้จักปรับเปลี่ยนให้สวยงามและพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในอาภารณ์ ทรงคุณค่าให้ชาติพันธุ์ของตน และนี่ไม่ใช่สิ่งสุดท้ายแต่เป็นสิ่งเริ่มต้นของชุดประจำกาย ความเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของม้ง คือ การแต่งกาย จากการศึกษารูปแบบการแต่งกายของแต่ละประเทศ ลวดลายบนเสื้อผ้า ตลอดจนเครื่องประดับของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันโดยสามารถแยกความแตกต่างของ แต่ละประเทศได้จากเสื้อผ้าที่สวมใส่ ซึ่งรูปแบบของเสื้อผ้า ลวดลาย จะมีความแตกต่างกัน เอกลักษณ์ที่เด่นชัด ที่สุดของเครื่องแต่งกายม้งอยู่ที่ลวดลายที่ปักอยู่บนเสื้อผ้า การปักแสดงการเล่าเรื่องราวและการคิดลายใหม่ขึ้นมา รวมถึงสีที่เลือกมาปักลาย เพื่อใช้ประดับเสื้อผ้าให้มีสีสรรค์และความสวยงามของชุดที่สมบูรณ์ที่สุด (pdf ในเฟส)
14 เครื่องประดับเงินชนเผ่าเหมียว การสวมใส่เครื่องประดับเงินเป็นประเพณีดั้งเดิมของชนเผ่าเหมียว เช่น ที่อำเภอ ปกครองตนเองชนเผ่าเหมียวหรงสุ่ย เขตปกครองตนเองกว่างซี ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ทุกครั้งที่มีการจัด เทศกาลหรืองานสำคัญชาวบ้านที่มาร่วมงานจะสวมใส่ชุดเครื่องประดับเงินอย่างเต็มที่ เพื่อแสดงถึงความอยู่ดีมีสุข ของตน เครื่องประดับเงินของชนเผ่าเหมียวมีหลากหลายชนิด เช่น สร้อยคอ กำไลข้อมือ กำไลข้อเท้า และ เครื่องเงินสวมใส่บนศีรษะ ทั้งนี้ การทำเครื่องเงินชิ้นหนึ่งต้องผ่านกระบวนการหลายสิบขั้นตอน ใช้ความคิดและ ฝีมือที่มีความประณีตมาก ปัจจุบันชนเผ่าเหมียวในจีนได้สืบทอดศิลปะการทำเครื่องเงินจากรุ่นสู่รุ่นต่อเนื่อง
บรรณานุกรม จิราพร รอดคุ้ม. ทรงวุฒิเอกวุฒิวงศา. อุดมศักดิ์สาริบุตร. (2559). การศึกษาเอกลักษณ์ชาวเขาเผ่าม้ง อําเภอพบ พระ จังหวัดตาก เพื่อการออกแบบเครื่องประดับ. สืบค้น 14 สิงหาคม 2566, จาก https://shorturl.asia/Tv2na ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (2566). ม้ง. สืบค้น 14 สิงหาคม 2566, จาก https://shorturl.asia/t2M1o สถานีวิทยุเวียดนาม – ส่วนกระจายเสียงต่างประเทศแห่งชาติ. (2557). ชนเผ่าม้ง ชนส่วนน้อยพิเศษในประชาคม ชนเผ่าพี่น้องเวียดนาม. สืบค้น 14 สิงหาคม 2566, จาก https://shorturl.asia/c1CIt องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งช้าง. (2566). วิถีชีวิตชนเผ่าม้ง. สืบค้น 14 สิงหาคม 2566, จาก https://shorturl.asia/sMUIz CRI. (2562). งดงามจริงๆ เครื่องประดับเงินชนเผ่าเหมียว. สืบค้น 14 สิงหาคม 2566, จาก https://shorturl.asia/xR8ad HMOOB-HMONG. (2562). Xauv จากสิ่งพันธนาการหฤโหดสู่อาภรณ์ทรงคุณค่า. สืบค้น 14 สิงหาคม 2566, จาก https://shorturl.asia/muQro nairobroo logo. (ม.ป.ป.). หมู่บ้านม้เงพันครอบครัวแห่งซีเจียง...สัมผัสวิถีวัฒนธรรมในหมู่บ้านม้งที่ใหญ่ที่สุดใน โลก. สืบค้น 14 สิงหาคม 2566, จาก https://shorturl.asia/iJ3Po
ภาพผนวก ชุดม้งแฟชั่นประยุกต์ (ที่มา : https://shorturl.asia/kWsql ค้นหา 1 กันยายน 2566) (ที่มา : https://shorturl.asia/Vbaid ค้นหา 1 กันยายน 2566) (ที่มา : https://shorturl.asia/zTBnC ค้นหา 1 กันยายน 2566) (ที่มา : ค้นหา https://shorturl.asia/SnNDv 1 กันยายน 2566) (ที่มา : ค้นหา https://shorturl.asia/RBon9 1 กันยายน 2566)
(ที่มา : https://shorturl.asia/TtZeW ค้นหา 1 กันยายน 2566) (ที่มา : https://shorturl.asia/1NlGO ค้นหา 2 กันยายน 2566) (ชุดม้งพม่า) (ที่มา : https://shorturl.asia/3dpEL ค้นหา 2 กันยายน 2566)
เครื่องประดับม้ง (สร้อยคอ) (ที่มา : https://shorturl.asia/bqBc7 ค้นหา 4 กันยายน 2566) (ต่างหู) (ที่มา : https://shorturl.asia/iIQbc ค้นหา 4 กันยายน 2566) (กำไลมือ) (ที่มา : https://shorturl.asia/LNMjW ค้นหา 4 กันยายน 2566) (เข็มขัดเงิน) (ที่มา : https://shorturl.asia/Q1Toy ค้นหา 4 กันยายน 2566) (เข็มขัดเงิน) ที่มา : https://shorturl.asia/8BRvM ค้นหา 4 กันยายน 2566)
เครื่องประดับม้งจีน (ต่างหู) (ที่มา : https://shorturl.asia/fipHA ค้นหา 4 กันยายน 2566) (กำไลมือม้ง) (ที่มา : https://shorturl.asia/KJXbq ค้นหา 4 กันยายน 2566) (สร้อยคอ) (ที่มา : https://shorturl.asia/L7o1z ค้นหา 4 กันยายน 2566) หมวกม้ง (ที่มา : https://shorturl.asia/4c5Dz ค้นหา 4 กันยายน 2566)
(ที่มา : https://shorturl.asia/HXC1k ค้นหา 4 กันยายน 2566) (ที่มา : https://shorturl.asia/5JGub ค้นหา 4 กันยายน 2566) หมวกม้งจีน (ที่มา : https://shorturl.asia/fZ3Sv ค้นหา 4 กันยายน 2566) (ที่มา : https://shorturl.asia/WUSpb ค้นหา 4 กันยายน 2566)
2