นางกุลธิดา สิงห์สูง นางวราภรณ์ สนธิวรรธนะ นายจิรัฏฐ์ จิรวงษ์ศิริ หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป หัวหน้าฝ่ ายบริหารบุคคล หัวหน้าฝ่ ายบริหารกิจการนักเรียน นางอัญชณา สิริภาพ นางสาวอมรรัตน์ พันธุ์พิมพ์ หัวหน้าฝ่ ายบริหารวิชาการ หัวหน้าฝ่ ายบริหารงบประมาณและแผน
คู่มือนักเรียนและผู้ปกครอง โรงเรียนบางปะหัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา โรงเรียนรางวัลพระราชทาน โรงเรียนคุณภาพระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนมาตรฐานสากล ระดับ ScQA รางวัลคุณภาพแห่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ประวัติโรงเรียนบางปะหัน ประวัติการก่อตั้งโรงเรียน ประวัติความเป็นมาของโรงเรียนบางปะหัน โรงเรียนบางปะหัน เริ่มก่อตั้งโดยพระอธิการตี่(เจ้าอาวาสวัด นาค) และประชาชนชาวบางปะหันโดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด พระนครศรีอยุธยา (นายประเสริฐ บุญสม) ขอจัดตั้งโรงเรียนมัธยมวิสามัญตอนปลายคือ ม.4-ม.6 จากทางราชการ และทางราชการอนุมัติให้จัดตั้งเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2502 โดยมีนักเรียนสมัครเข้าเรียน 35 คน เป็น นักเรียนชาย 27 คน นักเรียนหญิง 8 คน โดยมีนายชิต หอมชู ครูใหญ่โรงเรียนวัดบ้านม้ามารักษาราชการใน ตำแหน่งครูใหญ่ และในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2502 ทางราชการได้แต่งตั้ง นายพีระ ดาวเรือง มารักษา ราชการในตำแหน่งครูใหญ่ การเรียนการสอนใช้สถานที่ศาลาการเปรียญวัดนาคเป็นสถานที่เรียนต่อมา เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2503 ทางราชการได้แต่งตั้งให้ นายสำรวม สมดี มาดำรงตำแหน่งครูใหญ่ ระยะการเปลี่ยนแปลง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2510 ได้ย้ายสถานที่จากวัดนาคมาที่วัดอินกัลยา การย้ายครั้งนี้ได้รับการ ประสานงานอย่างดีจาก นายสำรวม สมดี ครูใหญ่โรงเรียนบางปะหันโดยทางวัดอินกัลยาได้มอบที่ดินสำหรับสร้าง อาคารเรียนและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาตามหนังสือ ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2508 เนื้อที่ ประมาณ 17 ไร่ 64 ตารางวา ลงชื่อเจ้าอาวาสวัดอินกัลยา (พระอธิการเยื้อน) และคณะกรรมการวัดเป็นผู้มอบให้ ปัจจุบันมีเนื้อที่ประมาณ 13 ไร่ 64 ตารางวา เนื่องจากได้รับการเวนคืนที่ไปใช้ในการก่อสร้างถนนหลวงหมายเลข 32 (ถนนสายเอเชีย กรุงเทพฯ-นครสวรรค์) ระยะปัจจุบัน ปัจจุบันโรงเรียนบางปะหัน เป็นโรงเรียนมัธยมขนาดกลาง โดยมีนายสมนึก จุ้ยดอยกลอย ดำรงตำแหน่ง รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียน เปิดทำการสอนแบบสหศึกษา เป็น 2 ระดับ คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และ มัธยมศึกษาตอนปลาย แผนการจัดชั้นเรียน 6 : 6 : 6 และ 5 : 5 : 4 มีห้องเรียนทั้งสิ้น 32 ห้อง คณะผู้บริหารและ ครู 50 คน ลูกจ้างประจำ 1 คน ครูอัตราจ้าง 6 คน ยามรักษาความปลอดภัย 3 คน นักการภารโรง 5 คน พี่เลี้ยง เด็กพิการ 1 คน และเจ้าหน้าที่สำนักงาน 1 คน สัญลักษณ์ของโรงเรียนบางปะหัน อักษรย่อของโรงเรียนบางปะหัน บ.ป. ปรัชญาของโรงเรียน เรียนให้รู้ ดูให้จำ ทำให้จริง คติธรรม นิมิตฺตํ สาธุรูปานํกตญฺญูกตเวทิตา ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายแห่งคนดี อัตลักษณ์ เยาวชนดี มีคุณธรรม เอกลักษณ์ เด็กดี วิถีพุทธ สีประจำโรงเรียน น้ำเงิน-ชมพู ความหมายของสีประจำโรงเรียน คือ สีน้ำเงิน หมายถึง พระมหากษัตริย์ สีชมพู ได้มาจากสีขาวและสีแดงผสมกัน สีขาว หมายถึง ศาสนา สีแดง หมายถึง ชาติ ดังนั้น สีชมพูจึงหมายถึง ชาติและศาสนา สีน้ำเงิน-ชมพู หมายถึง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
การกำหนดทิศทางการดำเนินงานของโรงเรียนคุณภาพ และแนวทางการจัดการศึกษาของโรงเรียนบางปะหัน วิสัยทัศน์ของโรงเรียน โรงเรียนคุณภาพใกล้บ้าน ตามมาตรฐานสากล บนพื้นฐานคุณธรรม พันธกิจ 1. พัฒนาระบบบริหารจัดการให้เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ 2. พัฒนาผู้เรียนให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและมาตรฐานสากล 3. ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของผู้เรียนและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 4. ส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรม เป้าประสงค์ 1. โรงเรียนมีระบบการบริหารจัดการตามระบบบริหารงานคุณภาพ 2. ผู้เรียนมีความรู้ มีวินัย มีคุณธรรมจริยธรรม 3. ครูได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานวิชาชีพครู สู่มาตรฐานสากล 4. โรงเรียนเป็นที่ยอมรับของชุมชน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ ยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ระดับสถานศึกษา กลยุทธ์ที่ 1 การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพและมีความสามารถในการแข่งขัน กลยุทธ์ที่ 2 การส่งเสริม พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา กลยุทธ์ที่ 3 การเสริมสร้างคุณภาพชีวิต สร้างงาน สร้างอาชีพ เป็นคนดี มีคุณธรรม กลยุทธ์ที่ 4 การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กร
เพลงประจำโรงเรียน เพลงมาร์ชบางปะหัน เนื้อร้อง – ท ำนอง วิฑูรย์ สมจิต บางปะหัน น้นังามเด่น เป็ นสง่า อยุธยา คู่ธานีศรีสยาม สถาบัน อันเลื่องชื่อ ระบือนาม ท้งัความงาม นามกระเดื่อง เรื่องกีฬา สีน้า เงิน – ชมพูรู้กันชัด โบกสะบัด พัดไสว ในนภา เรียนเราเรียน เล่นเป็ นเล่น เป็ นเวลา การศึกษา มาเป็ นหนึ่ง ถึงปัจจุบัน ชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ ต้องยืนหยัด คู่ไทย ไปนิรันดร์ หากมีใคร ย ่ายีพร้อมพลีชีวัน เพื่อองค์ราชันย์น้นัชีวีน้ียอมถวาย บางปะหัน น้นังามเด่น เป็ นสง่า ชาวประชา สามัคคีมีวินัย กตัญญูกตเวทีมีน้า ใจ ระบือไกล ไม่เคยสร่าง บางปะหัน
กำหนดเวลาเรียนและกิจกรรมประจำวัน ของนักเรียนโรงเรียนบางปะหัน ภาคเรียนที่ 1 – 2 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-ม.3) (คาบเรียนละ 55 นาที) เวลา 07.40 น. สัญญาณให้นักเรียนเข้าแถว เวลา 07.45-08.10 น. กิจกรรมหน้าเสาธง เวลา 08.10-08.20 น. กิจกรรมพบที่ปรึกษา (Home Room) เวลา 08.20-09.15 น. คาบเรียนที่ 1 เวลา 09.15-10.10 น. คาบเรียนที่ 2 เวลา 10.10-11.05 น. คาบเรียนที่ 3 เวลา 11.05-12.00 น. คาบเรียนที่ 4 เวลา 12.00-13.00 น. พักกลางวัน เวลา 13.00-13.55 น. คาบเรียนที่ 5 เวลา 13.55-14.50 น. คาบเรียนที่ 6 เวลา 14.50-15.00 น. กิจกรรมพบที่ปรึกษา (Home Room) เวลา 15.00 น. เดินทางกลับบ้าน ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-ม.6) (คาบเรียนละ 55 นาที) เวลา 07.40 น. สัญญาณให้นักเรียนเข้าแถว เวลา 07.45-08.10 น. กิจกรรมหน้าเสาธง เวลา 08.10-08.20 น. กิจกรรมพบที่ปรึกษา (Home Room) เวลา 08.20-09.15 น. คาบเรียนที่ 1 เวลา 09.15-10.10 น. คาบเรียนที่ 2 เวลา 10.10-11.05 น. คาบเรียนที่ 3 เวลา 11.05-12.00 น. คาบเรียนที่ 4 เวลา 12.00-13.00 น. พักกลางวัน เวลา 13.00-13.55 น. คาบเรียนที่ 5 เวลา 13.55-14.50 น. คาบเรียนที่ 6 เวลา 14.50-15.45 น. คาบเรียนที่ 7 เวลา 15.45-16.00 น. กิจกรรมพบที่ปรึกษา (Home Room) เวลา 16.00 น. เดินทางกลับบ้าน
ระเบียบโรงเรียนบางปะหัน ว่าด้วยการวัดและประเมินผลการเรียนรู้และการจำหน่ายนักเรียน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช ๒๕๕๑ พ.ศ. ๒๕๖๒ …………………………………………………………………………………… ตามที่โรงเรียนบางปะหัน ได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ตามคำสั่ง กระทรวงศึกษาธิการ ที่ 293/2551สพฐ. ลงวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 เรื่อง ให้ใช้หลักสูตร แกนกลางสถานศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 จึงเป็นการสมควรที่จะกำหนดระเบียบโรงเรียนบางปะหัน ว่าด้วยการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้และการจำหน่ายนักเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พ.ศ. 2563 เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายการศึกษาในปัจจุบัน อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ คณะกรรมการการบริหารหลักสูตรและงานวิชาการ โดยความ เห็นชอบของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนบางปะหัน จึงวางระเบียบไว้ดังนี้ ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า“ระเบียบโรงเรียนบางปะหันว่าด้วย การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และการจำหน่ายนักเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 - 2563” ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เป็นต้นไป ข้อ 3 ให้ยกเลิกระเบียบ ข้อบังคับ ที่ขัดแย้งกับระเบียบโดยให้ใช้ระเบียบนี้แทน ข้อ 4 ระเบียบนี้ให้ใช้ควบคู่กับหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบางปะหันตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ข้อ 5 ให้ผู้อำนวยการโรงเรียนบางปะหัน รักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้ หมวดที่1 หลักการดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ข้อ 6 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ให้เป็นไปตามหลักสูตรสถานศึกษา ดังนี้ 6.1 สถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม 6.2 การวัดและการประเมินผลมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียนและตัดสินผลการเรียน 6.3 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่กำหนดในหลักสูตรสถานศึกษา และจัดให้มีการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตลอดจนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 6.4 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียน การสอน ต้องดำเนินการด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถวัดและประเมินผลผู้เรียนได้อย่าง รอบด้าน ทั้งด้านความรู้ ความคิด กระบวนการ พฤติกรรมและเจตคติเหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวัดธรรมชาติวิชา และระดับชั้นของผู้เรียน โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเที่ยงตรง ยุติธรรม และเชื่อถือได้
6.5 การประเมินผู้เรียนพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกต พฤติกรรมการเรียนรู้ การร่วมกิจกรรมและการทดสอบ ควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสม ของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา 6.6 เปิดโอกาสให้ผู้เรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตรวจสอบผลการประเมินผลการเรียนรู้ 6.7 ให้มีการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างสถานศึกษาและระหว่างรูปแบบการศึกษา 6.8 ให้สถานศึกษาจัดทำและออกเอกสารหลักฐานการศึกษา เพื่อเป็นหลักฐาน การประเมินผลการเรียนรู้ รายงานผลการเรียน แสดงวุฒิการศึกษา และรับรองผลการเรียนของผู้เรียน หมวดที่2 องค์ประกอบของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ข้อ 7 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ผู้สอนวัดและประเมินผลการเรียนรู้ผู้เรียนเป็นรายวิชาบนพื้นฐานของตัวชี้วัดในรายวิชาพื้นฐาน และผลการเรียนรู้ในรายวิชาเพิ่มเติมตามที่กำหนดในหน่วยการเรียนรู้ ผู้สอนใช้วิธีการที่หลากหลาย เพื่อให้ได้ผล การประเมินที่สะท้อนความรู้ความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียน โดยวัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไปพร้อมกับการ จัดการเรียนการสอน สังเกตพัฒนาการและความประพฤติของนักเรียน สังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วม กิจกรรม ผู้สอนควรเน้นการประเมินตามสภาพจริง เช่น การประเมินการปฏิบัติงาน การประเมินจากโครงงาน หรือการประเมินจากแฟ้มสะสมงาน ควบคู่ไปกับการใช้การทดสอบแบบต่างๆ อย่างสมดุล ต้องให้ความสำคัญกับ การประเมินระหว่างเรียนมากกว่าการประเมินปลายปี/ปลายภาค และใช้เป็นข้อมูลเพื่อประเมินการเลื่อนชั้นเรียน และการจบการศึกษาระดับต่าง ๆ ข้อ 8 การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน เป็นการประเมินศักยภาพของผู้เรียนในการอ่าน หนังสือ เอกสาร และสื่อต่างๆ เพื่อหาความรู้ เพิ่มพูนประสบการณ์ ความสุนทรีย์และประยุกต์ใช้แล้วนำ เนื้อหา สาระที่อ่านมาคิดวิเคราะห์ นำไปสู่การแสดงความคิดเห็น การสังเคราะห์ สร้างสรรค์ การแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ และถ่ายทอดความคิดนั้นด้วยการเขียนที่มีสำนวนภาษาถูกต้อง มีเหตุผลและลำดับขั้นตอนในการนำเสนอ สามารถ สร้างความเข้าใจแก่ผู้อ่านได้อย่างชัดเจนตามระดับความสามารถในแต่ละระดับชั้น กรณีผู้เรียนมีความบกพร่องในกระบวนการด้านการเห็นหรือที่เกี่ยวข้องทำให้เป็นอุปสรรคต่อ การอ่าน สถานศึกษาสามารถปรับวิธีการประเมินให้เหมาะสมกับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายนั้น การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน สถานศึกษาต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและ สรุปผลเป็นรายปี/รายภาค เพื่อวินิจฉัยและใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาผู้เรียนและประเมินการเลื่อนชั้น ตลอดจน การจบการศึกษาระดับต่าง ๆ ข้อ 9 การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์เป็นการประเมินคุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับ ผู้เรียน อันเป็นคุณลักษณะที่สังคมต้องการในด้านคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม จิตสำนึก สามารถอยู่กับผู้อื่นใน สังคมได้อย่างมีความสุข ทั้งในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์8 คุณลักษณะ ในการประเมินให้ประเมินแต่ละ คุณลักษณะแล้วรวบรวม ผลการประเมินจากผู้ประเมินทุกฝ่ายและแหล่งข้อมูลหลายแหล่งเพื่อให้ได้ข้อ สู่การสรุปผลเป็นรายปี/รายภาค และใช้เป็นข้อมูลเพื่อประเมินการเลื่อนชั้นและการจบการศึกษาระดับต่างๆ ข้อ 10 การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็นการประเมินการปฏิบัติกิจกรรมและผลงานของผู้เรียน และเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรมตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในแต่ละกิจกรรม และใช้เป็นข้อมูลประเมินการเลื่อนชั้น และการจบการศึกษาระดับต่างดังนี้ๆ
10.1กิจกรรมแนะแนว 10.2กิจกรรมนักเรียน - ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาดผู้บำเพ็ญประโยชน์และนักศึกษาวิชาทหาร - ชุมนุม/ชมรม 10.3 กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ หมวดที่ 3 เกณฑ์การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ข้อ 11 การตัดสินผลการเรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำหนดหลักเกณฑ์การวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ เพื่อตัดสินผลการเรียนของผู้เรียน ดังนี้ 11.1ตัดสินผลการเรียนเป็นรายวิชา ผู้เรียนต้องมีเวลาเรียนตลอดภาคเรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 ของเวลาเรียนทั้งหมดในรายวิชานั้น ๆ 11.2 ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินทุกตัวชี้วัดและผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษา 11.3 ผู้เรียนต้องได้รับการตัดสินผลการเรียนทุกรายวิชา 11.4 ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินและมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์สถานศึกษา กำหนดในการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพื่อให้การ จัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ ผู้สอนต้องตรวจสอบความรู้ความสามาแสดงพัฒนาการของผู้เรียนอย่าง สม่ำเสมอและต่อเนื่อง อีกทั้งต้องสร้างให้ผู้เรียนรับผิดชอบการเรียนรู้ด้วยการตรวจสอบความก้าวหน้าในการเรียน ของตนเองอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน ตัวชี้วัดซึ่งมีความสำคัญในการนำมาใช้ออกแบบหน่วยการเรียนรู้นั้นยังเป็น แนวทางสำหรับผู้สอนและผู้เรียนใช้ในการตรวจสอบ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้หรือยัง การประเมินในชั้นเรียนซึ่งต้อง อาศัยทั้งการประเมินเพื่อการพัฒนาและการประเมิน เพื่อสรุปการเรียนรู้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบ ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยผู้สอนกำหนดเกณฑ์ที่ยอมรับได้ในการผ่านตัวชี้วัดทุกตัวให้เหมาะสม กับบริบทของสถานศึกษากล่าวคือ ให้ท้าทายการเรียนรู้ยากหรือง่ายเกินไปไม่ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินว่า สิ่ง ที่ผู้เรียนรู้ได้นั้นเป็นที่เข้าใจ น่าพอใจ บรรลุตามเกณฑ์ที่ยอมรับได้ หากยังไม่บรรลุจะต้องหาวิธีการช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้เรียน สูงสุด การกำหนดเกณฑ์นี้ผู้สอนสามารถให้ผู้เรียนร่วมกำหนดด้วยได้เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ ร่วมกันและ สร้างแรงจูงใจในการเรียน การประเมินเพื่อการพัฒนาส่วนมากเป็นการประเมินอย่างไม่เป็นทางการ เช่นสังเกตหรือซักถาม หรือการทดสอบย่อย ในการประเมินเพื่อการพัฒนานี้ ควรให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาจน เป็นที่ยอมรับได้ ผู้เรียนแต่ละคนอาจใช้เวลาเรียนและวิธีการเรียนที่แตกต่างกัน ฉะนั้น ผู้สอนควรนำข้อมูลปรับ วิธีการสอนเพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพ อันจะนำไปสู่การบรรลุมาตรฐานการเรียน อย่างมีคุณภาพ การประเมินเพื่อการพัฒนาจึงไม่จำเป็นต้องตัดสินให้คะแนนเสมอไป การตัดสินให้คะแนนหรือ ให้เป็นระดับ คุณภาพควรดำเนินการโดยใช้การประเมินสรุปผลรวมเมื่อจบหน่วยการเรียนรู้และจบรายวิชาการตัดสินผล การเรียน ตัดสินเป็นรายวิชา โดยใช้ผลการประเมินระหว่างภาคและปลายภาคตามสัดส่วนที่สถานศึกษากำหนด ทุกรายวิชาต้องได้รับการตัดสินและให้ระดับผลการเรียน ทั้งนี้ผู้เรียนต้อง ผ่านทุกรายวิชา
ข้อ 12 การให้ระดับผลการเรียน 12.1 การตัดสินเพื่อให้ระดับผลการเรียนรายวิชาของกลุ่มสาระการเรียนรู้ตัวเลขแสดง ระดับผลการเรียนเป็น ๘ ระดับ ดังนี้ ระดับผลการเรียน ความหมาย ช่วงคะแนนเป็นร้อยละ 4 ดีเยี่ยม 80 - 100 3.5 ดีมาก 75 - 79 3 ดี 70 - 74 2.5 ค่อนข้างดี 65 - 69 2 ปานกลาง 60 - 64 1.5 พอใช้ 55 - 59 1 ผ่านเกณฑ์ขั้นตำ 50 - 54 0 ตำกว่าเกณฑ์ 0 - 49 ในกรณีที่ไม่สามารถให้ระดับผลการเรียนได้ให้ใช้ตัวอักษรระบุเงื่อนไขของผลการเรียน ดังนี้ “มส” หมายถึง ผู้เรียนไม่มีสิทธิเข้ารับการวัดผลปลายภาคเรียน เนื่องจากผู้เรียนมีเวลาเรียน ไม่ถึงร้อยละ 80 ของเวลาเรียนในแต่ละรายวิชา และไม่ได้รับการผ่อนผันให้เข้ารับการวัดผลปลายภาคเรียน “ร” หมายถึง รอการตัดสินและยังตัดสินผลการเรียนไม่ได้ เนื่องจากผู้เรียนไม่มีข้อมูลผล การเรียนรายวิชานั้นครบถ้วน ได้แก่ ไม่ได้วัดผลระหว่างภาคเรียน/ปลายภาคเรียน ไม่ได้ส่งงานที่มอบหมายให้ ทำงาน ซึ่งงานนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินผลการเรียน หรือมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ประเมินผลการเรียนไม่ได้ 12.2 การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์นั้น ให้ผลการประเมินเป็นผ่านและไม่ผ่าน กรณีที่ผ่านให้ระดับผลการประเมินเป็นดีเยี่ยม ดี และผ่าน 12.2.1 ในการสรุปผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน เพื่อการเลื่อนชั้น และจบการศึกษา กำหนดเกณฑ์การตัดสินเป็น 4 ระดับ และความหมายของแต่ละระดับ ดังนี้ ดีเยี่ยม หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ที่มีคุณภาพดีเลิศอยู่เสมอ ดี หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน ที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับ ผ่าน หมายถึง มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์และขียนที่มี คุณภาพเป็นที่ยอมรับ แต่ ยังมีข้อบกพร่องบางประการ ไม่ผ่าน หมายถึง ไม่มีผลงานที่แสดงถึงความสามารถในการอ่าน คิด วิเคราะห์และ เขียนหรือถ้ามีผลงาน ผลงานนั้นยัง มีข้อบกพร่องที่ต้องได้รับการ ปรับ ปรุงแก้ไขหลาย ประการ 12.2.2 ในการสรุปผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์รวมทุกคุณลักษณะ เพื่อ การเลื่อนชั้นและจบการศึกษา กำหนดเกณฑ์การตัด 4 ระดับ และความหมายของแต่ละระดับ ดังนี้
ดีเยี่ยม หมายถึง ผู้เรียนปฏิบัติตนตามคุณลักษณะจนเป็นนิสัยและนำไปใช้ในชีวิต ประจำวัน เพื่อประโยชน์สุขขอตนเองและสังคม โดยพิจารณาผล การประเมินระดับดีเยี่ยม จ จานวน 8 คุณลักษณะ และ ไม่มีคุณลักษณะใดได้ผลการประเมินต่ำกว่าระดับดี ดี หมายถึง ผู้เรียนมีคุณลักษณะในการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เพื่อให้เป็นการยอมรับ ของสังคม โดยพิจารณาจาก 1. ได้ผลการประเมินระดับดีเยี่ยม จำนวน 1-4 คุณลักษณะและไม่มี คุณลักษณะใดได้ผลการประเมินต่ำกว่าระดับดี หรือ 2. ได้ผลการประเมินระดับดีทั้ง 8 คุณลักษณะหรือ 3. ได้ผลการประเมินตั้งแต่ระดับดีขึ้นไป จำนวน 5-7 คุณลักษณะ และมีบางคุณลักษณะได้ผลการประเมินระดับผ่าน ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่สถานศึกษากำหนด โดยพิจารณาจาก 1. ได้ผลการประเมินระดับผ่านทั้ง 8 คุณลักษณะหรือ 2. ได้ผลการประเมินตั้งแต่ระดับดีขึ้นไป จำนวน 1-4คุณลักษณะและ คุณลักษณะที่เหลือได้ผลการประเมินระดับผ่าน ไม่ผ่าน หมายถึง ผู้เรียนรับรู้และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และเงื่อนไขที่สถานศึกษากำหนด โดยพิจารณาจากผลการประเมินระดับไม่ผ่าน ตั้งแต่ 1 ลักษณะ 12.3 การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน จะต้องพิจารณาทั้งเวลาการเข้าร่วมกิจกรรม การปฏิบัติกิจกรรม และผลงานของผู้เรียนตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด 12.3.1 กิจกรรมแนะแนว 12.3.2 กิจกรรมนักเรียน ซึ่งประกอบด้วย 1) กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ และนักศึกษาวิชาทหาร โดยผู้เรียน เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง 2) กิจกรรมชุมนุมหรือชมรม ทั้งนี้ ผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นจะต้องเข้าร่วมกิจกรรม ข้อ1) และ 2)สำหรับผู้เรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สามารถเลือกเข้าร่วมกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งในข้อ ๑) หรือ ๒) 12.3.3 กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ให้ใช้ตัวอักษรแสดงผล การประเมิน ดังนี้ “ผ” หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ปฏิบัติกิจกรรม ผลงาน ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด “มผ” หมายถึง ผู้เรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ปฏิบัติกิจกรรม ผลงานไม่ เป็นไปตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด ข้อ 13 การเปลี่ยนผลการเรียน 13.1 การเปลี่ยนผลการเรียน “0” 13.1.1 สถานศึกษาจัดให้มีการสอนซ่อมเสริมในมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ที่ผู้เรียนสอบไม่ผ่าน แล้วจึงสอบแก้ตัวได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ถ้าผู้เรียนไม่ดำเนินการสอบแก้ตัวตามระยะเวลาที่ สถานศึกษากำหนด ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะพิจารณาขยายเวลาออกไปอีก 1 ภาคเรียน สำหรับ ภาคเรียนที่ 2 ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น โดยการจะพิจารณาขยายเวลานั้นต้องให้ สอดคล้องกับปฏิทินปฏิบัติงานของสถานศึกษาด้วย
13.1.2 การสอบแก้ตัวให้ได้ระดับผลการเรียนไม่เกิน “1” 13.1.3 ถ้าสอบแก้ตัว 2 ครั้งแล้ว ยังได้ระดับผลการเรียน“0”อีก ให้สถาน ศึกษาแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการเกี่ยวกับการเปลี่ยนผลการเรียนของผู้เรียน โดยปฏิบัติ 1) ถ้าเป็นรายวิชาพื้นฐาน ให้เรียนซ้ำรายวิชานั้น 2) ถ้าเป็นรายวิชาเพิ่มเติม ให้เรียนซ้ำหรือเปลี่ยนรายวิชาเรียน ทั้งนี้ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาในกรณีที่เปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม่ ให้หมายเหตุในระเบียนแสดงผลการเรียน ว่าเรียนแทนรายวิชาใด 13.2 การเปลี่ยนผลการเรียน “ร” 13.2.1 ให้ผู้เรียนดำเนินการแก้ไข “ร” ตามสาเหตุ เมื่อผู้เรียนแก้ไขปัญหา เสร็จแล้วให้ได้ระดับผลการเรียนตามปกติ (ตั้งแต่ 1-4) 13.2.2 ถ้าผู้เรียนไม่ดำเนินการแก้ไข “ร” กรณีที่ส่งงานไม่ครบ แต่มีผลการ ประเมินระหว่างภาคเรียนและปลายภาค ให้ผู้สอนนำข้อมูลที่มีอยู่ตัดสินผลการเรียนยกเว้นมีเหตุสุดวิสัย ให้อยู่ ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะขยายเวลาการแก้“ร” ออกไปอีกไม่เกิน 1 ภาคเรียน สำหรับภาคเรียนที่ 2 ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้วให้เรียนซ้ำ หากผลการเรียนซ้ำเป็น “0” ให้ดำเนินการแก้ไขตามหลักเกณฑ์โดยการจะพิจารณาขยายเวลานั้นต้องให้สอดคล้องกับปฏิทินปฏิบัติงานของ สถานศึกษาด้วย 13.3 การเปลี่ยนผลการเรียน“มส” 13.3.1 กรณีผู้เรียนได้ผลการเรียน“มส”เพราะมีเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 แต่ มีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของเวลาเรียนในรายวิชานั้น ให้สถานศึกษาจัดให้เรียนเพิ่มเติมโดยชั่วโมงสอน ซ่อมเสริม หรือใช้เวลาว่าง หรือใช้วันหยุด หรือมอบหมายงานให้ทำ จนมีเวลาเรียนครบตามที่ กำหนดไว้สำหรับ รายวิชานั้น แล้วจึงให้วัดผลปลายภาคเป็นกรณีพิเศษ “มส” ให้ได้ระดับผลการเรียนผลการแก้ไม่เกิน “1” การแก้“มส” กรณีนี้ให้กระทำให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น ถ้าผู้เรียนไม่มาดำเนินแก้ “มส” ตามระยะเวลาที่ กำหนดไว้นี้ให้เรียนซ้ำ ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัย ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะขยายเวลาการแก้“มส” ออกไป อีกไม่เกิน 1 ภาคเรียน โดยการจะพิจารณาขยายเวลานั้นต้องให้สอดคล้องกับปฏิทินปฏิบัติงานของสถานศึกษา ด้วยแต่เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว ให้ปฏิบัติดังนี้ 1) ถ้าเป็นรายวิชาพื้นฐานให้เรียนซ้ำรายวิชานั้น 2) ถ้าเป็นรายวิชาเพิ่มเติมให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา ให้เรียนซ้ำหรือเปลี่ยนรายวิชา 13.3.2 กรณีผู้เรียนได้ผลการเรียน“มส”เพราะมีเวลาเรียนน้อยกว่าร้อยละ 60 ของเวลาเรียนทั้งหมดให้สถานศึกษาดำเนินการดังนี้ 1) ถ้าเป็นรายวิชาพื้นฐาน ให้เรียนซ้ำรายวิชานั้น 2) ถ้าเป็นรายวิชาเพิ่มเติมให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา ให้เรียนซ้ำหรือเปลี่ยนรายวิชา เรียนใหม่ ในกรณีที่เปลี่ยนรายวิชาเรียนใหม่ ให้หมายเหตุในระเบียนแสดงผลการเรียนว่าเรียนแทนรายวิชาใด 13.4 การเรียนซ้ำรายวิชา ผู้เรียนที่ได้รับการสอนซ่อมเสริมและสอบแก้ตัว 2 ครั้ง แล้ว ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน ให้เรียนซ้ำรายวิชานั้น ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา ในช่วงใดช่วงหนึ่ง ที่สถานศึกษาเห็นว่าเหมาะสมพักกลางวันเช่น วันหยุด ชั่วโมงว่างหลังเลิกเรียนภาคฤดูร้อน เป็นต้นโดยให้นักเรียน ยื่นแบบคำร้องขอลงทะเบียนเรียนซ้ำรายวิชาและรับแบบบันทึกกิจกรรมการเรียนซ้ำรายวิชา/ซ่อมเสริม โดยให้ ครูผู้สอนลงนามเป็นรายครั้ง จนกว่าจะดำเนินการกิจกรรมจนแล้วเสร็จ ในกรณีภาคเรียนที่ 2 หากผู้เรียนยังมีผลการเรียน “0” “ร” “มส” ให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อน เปิดเรียนปีการศึกษาถัดไป สถานศึกษาอาจเปิดการเรียนการสอนในภาคฤดูร้อนเพื่อแก้ไขผลการเรียนของผู้เรียน ได้ ทั้งนี้หากสถานศึกษาใดไม่สามารถดำเนินการเปิดสอบภาคฤดูร้อนได้สอนภาคฤดูให้ สำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษา/ต้นสังกัดเป็นผู้พิจารณาประสานงานให้มีการดำเนินการเรียนการสอน เพื่อแก้ไขผลการเรียนของผู้เรียน โดยการจะพิจารณาขยายเวลานั้นต้องให้สอดคล้องกับปฏิทินปฏิบัติงานของสถานศึกษาด้วย 13.5 การเปลี่ยนผล “มผ” กรณีที่ผู้เรียนได้ผล“มผ”สถานศึกษาต้องจัดซ่อมเสริมให้ผู้เรียนทำกิจกรรมในส่วนที่ ผู้เรียนไม่ได้เข้าร่วมหรือไม่ได้ทำจนครบถ้วน แล้วจึงเปลี่ยนผลจาก “มผ” เป็น “ผ” ได้ทั้งนี้ดำเนินการให้เสร็จสิ้น ภายในภาคเรียนนั้นๆ ยกเว้นมีเหตุสุดวิสัยให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะพิจารณาขยายเวลาออกไปอีก ไม่เกิน 1 ภาคเรียน สำหรับภาคเรียนที่๒ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษา โดยการจะพิจารณาขยาย เวลานั้นต้องให้สอดคล้องกับปฏิทินปฏิบัติงานของสถานศึกษาด้วย ข้อ14 การเลื่อนชั้น เมื่อสิ้นปีการศึกษาผู้เรียนจะได้รับการเลื่อนชั้น เมื่อมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ 14.1 รายวิชาพื้นฐานและรายวิชาเพิ่มเติมได้รับการตัดสินผลการเรียนผ่านตามเกณฑ์ที่ สถานศึกษากำหนด 14.2 ผู้เรียนต้องได้รับการประเมินและมีผลการประเมินผ่านตามเกณฑ์ที่สถานศึกษา กำหนด ในการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 14.3 ระดับผลการเรียนเฉลี่ยในปีการศึกษานั้นควรได้ไม่ต่ำกว่า 1.00 ทั้งนี้ รายวิชาใดที่ ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน สถานศึกษาสามารถซ่อมเสริมผู้เรียนให้ได้รับการแก้ไขในภาคเรียนถัดไป ทั้งนี้สำหรับ ภาคเรียนที่ 2 ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น ข้อ15 การสอนซ่อมเสริม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551กำหนดให้สถานศึกษาจัดสอน ซ่อมเสริมเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนเต็มตามศักยภาพการสอนซ่อมเสริม เป็นการสอนเพื่อแก้ข้อบกพร่อง กรณีที่ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะกระบวนการ หรือเจตคติ/คุณลักษณะ ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่สถาน สถานศึกษาต้อง จัดสอนซ่อมเสริมเป็นกรณีพิเศษนอกเหนือไปจากการสอนตามปกติ เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถบรรลุตาม มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดที่กำหนดไว้โอกาสแก่ผู้เรียนได้เรียนรู้และพัฒนาเป็นการให้โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่หลากหลายและตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล การสอนซ่อมเสริมสาม ดำเนินการได้ในกรณี ดังต่อไปนี้ 15.1 ผู้เรียนมีความรู้/ทักษะพื้นฐานไม่เพียงพอที่จะศึกษาในแต่ละรายวิชา จัดการสอน ซ่อมเสริมปรับความรู้/ทักษะพื้นฐาน 15.2 ผู้เรียนไม่สามารถแสดงความรู้ ทักษะ กระบวนการ หรือเจตคติ/คุณลักษณะ ที่ กำหนดไว้ตามมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดในการประเมินผลระหว่างเรียน 15.3 ผู้เรียนที่ได้ระดับผลการเรียน “0” ให้จัดการสอนซ่อมเสริมก่อนสอบแก้ตัว 15.4 กรณีผู้เรียนมีผลการเรียนไม่ผ่าน สามารถจัดสอนซ่อมเสริมในภาคฤดูร้อนเพื่อ แก้ไขผลการเรียน ทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา ข้อ16 การเรียนซ้ำชั้น ผู้เรียนที่ไม่ผ่านรายวิชาจำนวนมากและมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรียนในระดับ สถานศึกษาอาจตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้เรียนซ้ำชั้นได้ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงวุฒิภาวะและความสามารถของผู้เรียน เป็นสำคัญ ซึ่งการเรียนซ้ำชั้น 2 ลักษณะมี คือ 16.1 ผู้เรียนมีระดับผลการเรียนเฉลี่ยในปีการศึกษานั้นต่ำกว่า 1.00 และมีแนวโน้มว่า จะเป็นปัญหาต่อการเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้น 16.2 ผู้เรียนมีผลการเรียน 0, ร, มส เกินครึ่งหนึ่งของรายวิชาที่ลงทะเบียนเรียนในปี การศึกษานั้น โดยให้นับรวมรายวิชาที่มีผลการเรียนไม่ผ่านในปีการศึกษาที่ผ่านมาและรายวิชาที่ลงทะเบียน เรียนซ้ำรายวิชาในปีการศึกษานั้นด้วย
ทั้งนี้เกิดลักษณะใดลักษณะหนึ่ง หรือทั้ง 2 ลักษณะ ให้สถานศึกษาแต่งตั้งคณะ กรรมการพิจารณา หากเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควรก็ให้ซ้ำชั้น โดยยกเลิกผลการเรียนเดิมและให้ใช้ผลการเรียน หากพิจารณาแล้วไม่ต้องเรียนซ้ำให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาในการแก้ไขผลการเรียน ข้อ 17 เกณฑ์การจบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 17.1 ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติมโดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 66 หน่วยกิตและ รายวิชาเพิ่มเติมตามที่สถานศึกษากำหนด 17.2 ผู้เรียนต้องได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 66 หน่วยกิต และรายวิชาเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 11 หน่วยกิต 17.3 ผู้เรียนมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน ในระดับผ่านเกณฑ์การ ประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด 17.4 ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมิน ตามที่สถานศึกษากำหนด 17.5 ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีผลการประเมินผ่านเกณฑ์การประเมิน ตามที่สถานศึกษากำหนด ข้อ18 เกณฑ์การจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 18.1 ผู้เรียนเรียนรายวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติม โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 41 หน่วยกิต และรายวิชาเพิ่มเติมตามที่สถานศึกษากำหนด 18.2 ผู้เรียนต้องได้หน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 77 โดยเป็นรายวิชาพื้นฐาน 41 หน่วยกิต และรายวิชาเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 36 หน่วยกิต 18.3 ผู้เรียนมีผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนในระดับผ่านเกณฑ์การ ประเมินตามที่สถานศึกษากำหนด 18.4 ผู้เรียนมีผลการประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในระดับผ่านเกณฑ์การประเมิน ตามที่สถานศึกษากำหนด 18.5 ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและมีประเมินผลการ่านเกณฑ์การประเมิน ตามที่สถานศึกษากำหนด หมวดที่3 แนวทางการจำหน่ายนักเรียนตามพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545 ข้อ19 การจำหน่ายนักเรียน การจำหน่ายนักเรียน หมายถึง การดำเนินการให้นักเรียนพ้นสภาพการเป็นนักเรียนจาก โรงเรียนที่เรียนอยู่สาเหตุที่จะจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนได้มีอยู่5 สาเหตุดังนี้ 19.1 นักเรียนย้ายสถานศึกษา 19.1.1 ให้ผู้ปกครองของนักเรียนที่ขอย้ายสถานศึกษากรอกแบบคำร้องขอย้าย ออกนักเรียนเรียบร้อยแล้ว สถานศึกษาจึงขออนุญาตจำหน่ายนักเรียนที่ขอย้ายไปเข้าเรียนในสถานศึกษาอื่นต่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 19.1.2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแจ้งผลการพิจารณาให้สถานศึกษาทราบ 1) อนุญาต กรณีได้รับรายงานจากสถานศึกษาที่นักเรียนย้ายเข้า (กรณีย้ายภายใน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกัน) หรือได้รับแจ้งจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น หรือหน่วยงานที่จัดการศึกษาภาคบังคับ แล้วแต่กรณี (กรณีย้ายต่าง พื้นที่การศึกษาหรือต่างสังกัด) ว่า นักเรียนที่ขอย้ายได้เข้าเรียนแล้ว 2) ไม่อนุญาต กรณีได้รับรายงานจากสถานศึกษาที่นักเรียนย้ายเข้า (กรณีย้ายภายใน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกัน) หรือได้รับแจ้งจากสำนักงานเขตพื้นที องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
หรือหน่วยงานที่จัดการศึกษาภาคบังคับ แล้วแต่กรณี(กรณีย้ายต่าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือต่างสังกัด) ว่านักเรียนที่ขอย้าย ไม่ได้ไปเข้าเรียน 19.1.3 สถานศึกษาจำหน่ายนักเรียนจากทะเบียนกรณีได้รับอนุญาต 19.1.4 สถานศึกษาที่นักเรียนย้ายออกติดตามนักเรียนเข้าเรียน กรณีสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษา ไม่อนุญาตจำหน่ายนักเรียนให้เนื่องจากไม่ไปเข้าเรียนตามที่ขอย้าย หากไม่สามารถ ติดตาม นักเรียนมาเข้าเรียนได้ ให้ดำเนินการขออนุญาตจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียนไม่มีตัวตนอยู่ในพื้นที่ 19.2 นักเรียนถึงแก่กรรม 19.2.1 สถานศึกษาขอสำเนาใบมรณะบัตรของนักเรียนที่ถึงแก่กรรมจาก ผู้ปกครอง โดยตรวจสอบกับสำเนาเอกสารฉบับจริงก่อนดำเนินการอื่นใด 19.2.2 สถานศึกษาขออนุญาตจำหน่ายนักเรียนที่ถึงแก่กรรมต่อสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษา 19.2.3 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาอนุญาตจำหน่ายนักเรียนและ แจ้งผลการพิจารณาให้สถานศึกษาทราบ 19.2.4 สถานศึกษาจำหน่ายนักเรียนที่ถึงแก่กรรมออกจากทะเบียนนักเรียน 19.3 นักเรียนหยุดเรียนติดต่อกันเป็นเวลานาน และไม่มีตัวตนอยู่ในพื้นที่ 19.3.1 ให้ครูที่ปรึกษารายงานนักเรียนไม่มาเรียนเป็นเวลานานต่อหัวหน้า สถานศึกษา ในกรณีที่นักเรียนไม่มาเรียนติดต่อกันเกิน5วัน,10วัน และเกิน15 วัน โดยปราศจากเหตุ อันควร 19.3.2 สถานศึกษาออกหนังสือแจ้งผู้ปกครอง กรณีนักเรียนไม่มาเรียนเป็น เวลานาน โดยให้ติดต่อกลับทางโรงเรียนและให้ส่งนักเรียนเข้าเรียนตามปกติโดยด่วน 19.3.3 ครูที่ปรึกษาทำบันทึกขออนุญาตลงบัญชีรายชื่อนักเรียนแขวนลอย หัวหน้าสถานศึกษา กรณีนักเรียนไม่มาเรียนเป็นเวลานาน และได้ดำเนินการถึงที่สุดแล้ว แต่ผู้ติดต่อหรือส่ง นักเรียนเข้าเรียนแต่ประการใด 19.3.4 สถานศึกษาขอหนังสือรับรองการไม่มีตัวตนของผู้ปกครองและนักเรียน จากผู้ใหญ่บ้าน หรือกำนัน หรือหน่วยงานภาคบังคับ แล้วแต่กรณี 19.3.5 สถานศึกษาขออนุญาตจำหน่ายนักเรียนที่หยุดเรียนเป็นเวลานาน ผู้ปกครองและนักเรียนไม่มีตัวตนในพื้นที่ต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 19.3.6 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาอนุญาตจำหน่ายนักเรียน แจ้งผล การพิจารณาให้สถานศึกษาทราบ 19.4 นักเรียนอายุพ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ เมื่อนักเรียนมีอายุพ้นเกณฑ์ การศึกษาภาคบังคับและผู้ปกครองไม่ประสงค์จะให้เรียนอยู่ในสถานศึกษาต่อไป ให้สถานศึกษาพิจารณาจำหน่าย นักเรียนออกจากทะเบียนนักเรียน แล้วรายงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 19.5 นักเรียนเรียนจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 6 เมื่อสถานศึกษาได้รับ อนุมัติตัดสินผลการเรียนของนักเรียนที่เรียนจบชั้นปีที่ 3 แล้วให้ดำเนินการจำหน่ายนักเรียนออกจากทะเบียน นักเรียนและรายงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประกาศ ณ วันที่ 1 เดือน เมษายน พ.ศ. 2563 (นายสมนึก จุ้ยดอนกลอย) ผู้อำนวยการโรงเรียนบางปะหัน
ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยกระทรวงศึกษาธิการเห็นสมควรให้ปรับปรุงประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การเก็บเงินบำรุง การศึกษาของสถานศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานประกาศ ณ วันที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2553 จึงยกเลิกประกาศดังกล่าวและให้ใช้ประกาศฉบับนี้แทน เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 หนังสือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สุด ที่ นร 0901/0687 ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2552 เรื่อง การเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อจัดการศึกษาของสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดให้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เก็บ เงินบำรุงการศึกษาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการเรียนการสอนนอกหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งมุ่น เน้นหลักสูตรที่มีเนื้อหาสาระมากกว่าปกติ การสอนด้วยบุคลากรพิเศษ การสอนด้วยรูปแบบ หรือวิธีการที่แตกต่าง จากการเรียนการสอนปกติ หรือการสอนที่ใช้สื่อนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จัดหาให้เป็นพิเศษตามอัตราที่เหมาะสม กับสภาพฐานะทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และเป็นไป ด้วยความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียนภายใต้หลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำหนด ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 20 ตุลาคม 2554 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
หลักเกณฑ์การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยปัจจุบันในสถานศึกษาได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่ากิจกรรมพัฒนา คุณภาพผู้เรียนเป็นต้น แต่ในการจัดการศึกษาที่มีความพร้อม และมีศักยภาพเป็นสถานศึกษาที่มีชื่อเสียงต้องการจะ เพิ่มพูนประสิทธิภาพและคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน ด้วยรูปแบบ วิธีการ สื่ออุปกรณ์และบุคลากรที่ทำการสอน เพิ่มเติมจากเกณฑ์มาตรฐานทั่วไป ของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นกรณีพิเศษ โดยมีค่าใช้จ่าย นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายที่รัฐจัดสรรให้กอปรกับการตอบข้อหารือของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสามารถประกาศให้สถานศึกษาของรัฐในสังกัดเก็บค่าใช้จ่าย เพื่อจัด การศึกษานอกหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ ในการจัดการศึกษาที่ผ่านมาสถานศึกษาจำนวนมากได้จัดการศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายตามมาตรา 49 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แล้ว แต่ยังมีสถานศึกษาบางแห่ง เก็บค่าใช้จ่ายเพื่อจัด การศึกษาเพิ่มเติมจากเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นกรณีพิเศษดังนั้น เพื่อให้การขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นไปตามแนวทางเดียวกันและการมีส่วนร่วมสนับสนุนให้สถานศึกษามี ความพร้อมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษารวมทั้งเป็นการคุ้มครองผู้ปกครองมิให้เกิดผลกระทบต่อภาวะค่าใช้จ่าย ในการจัดการศึกษาของนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดหลักเกณฑ์ให้สถานศึกษา ถือปฏิบัติดังนี้ ก. สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอน ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่สามารถเรียกเก็บเงิน สนับสนุน จากนักเรียนหรือผู้ปกครองได้ เนื่องจากรัฐบาลได้จ่ายเงินงบประมาณเพื่ออุดหนุนให้แล้ว ดังนี้ 1. ค่าเล่าเรียน 2. ค่าหนังสือเรียน 3. ค่าอุปกรณ์การเรียน 4. ค่าเครื่องแบบนักเรียน 5. ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมวิชาการ ปีละ 1 ครั้ง 6. ค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมคุณธรรม/ชุมนุนลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาด ปีละ 1 ครั้ง 7. ค่าใช้จ่ายในการไปทัศนศึกษา ปีละ 1 ครั้ง 8. ค่าใช้จ่ายในการให้บริการอินเทอร์เน็ตตามหลักสูตร และที่เพิ่มเติมจากหลักสูตร ปีละ 40 ชั่วโมง 9. ค่าวัสดุฝึก สอน สอบพื้นฐาน 10. ค่าสมุดรายงานประจำตัวนักเรียน 11. ค่าบริการห้องสมุดขั้นพื้นฐาน 12. ค่าบริการห้องพยาบาล 13. ค่าวัสดุสำนักงาน 14. ค่าวัสดุเชื้อเพลิงและหล่อลื่น 15. ค่าวัสดุงานบ้านงานครัว
16. ค่าอุปกรณ์กีฬา 17. ค่าซ่อมแซมครุภัณฑ์และอุปกรณ์การเรียนการสอน 18. ค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือนักเรียน 19. ค่าคู่มือนักเรียน 20. ค่าบัตรประจำตัวนักเรียน 21. ค่าปฐมนิเทศนักเรียน 22. ค่าวารสารโรงเรียน สำหรับรายการที่ 19 20 21 และ 22 หากโรงเรียนได้จัดทำเป็นลักษณะพิเศษอย่างมีคุณภาพสามารถขอรับ การสนับสนุนได้โดยประหยัดตามความจำเป็นเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของท้องถิ่น ข. สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอน นอกเหนือหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพการศึกษาให้นักเรียนเกินมาตรฐานที่รัฐจัดให้ สามารถขอรับการสนับสนุน ค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจ ของผู้ปกครองและนักเรียน ดังนี้ ที่ รายการ อัตราการเก็บ/คน/ภาคเรียน 1 ห้องเรียนพิเศษ MEP (Mini English Program) - ระดับก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่เกิน 35,000 บาท ไม่เกิน 40,000 บาท 2 ห้องเรียนพิเศษ (EP English Program) - ระดับก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนต้น - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ไม่เกิน 17,000 บาท ไม่เกิน 20,000 บาท 3 ห้องเรียนพิเศษด้านภาษาต่างประเทศ ด้านวิชาการและด้านอื่นๆ (เช่น ห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ ห้องเรียนพิเศษคณิตศาสตร์ เป็นต้น) เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น และเหมาะสมกับสภาพฐานะทาง เศรษฐกิจของท้องถิ่น ยกเว้น ค่าใช้จ่ายห้องเรียนพิเศษ ด้าน ภ า ษ าอั งก ฤ ษ ให้ เก็ บ ได้ เกิ น ครึ่งหนึ่งของห้องเรียน MEP การเปิดห้องเรียนพิเศษต้องได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษา แล้วแต่กรณี ค. สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถของนักเรียนที่นอกเหลือจาก หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน โดยไม่รอนสิทธิ์นักเรียนที่ด้อยโอกาส ดังนี้ ที่ รายการ อัตราการเก็บ/คน/ภาคเรียน 1 โครงการพัฒนาทักษะตามความถนัดของนักเรียนนอกเวลาเรียน เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น และความเหมาะสมกับสภาพ เศรษฐกิจของท้องถิ่นทุกรายการ เกิน 1,250 บาท ต่อภาคเรียน 2 ค่าจ้างครูชาวต่างชาติ 3 ค่าตอกแทนวิทยากรภายนอก 4 ค่าเรียนปรับพื้นฐานความรู้ ง. สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนเสริมเพิ่มเติมให้กับนักเรียนนอกเหนือจากเกณฑ์มาตรฐานทั่วไปที่ ได้รับงบประมาณจากรัฐ อาจขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง โดยประหยัดตามความจำเป็นและ เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของท้องถิ่นตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน ดังนี้
1. ค่าจ้างครูที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ 2. ค่าสาธารณูปโภคสำหรับห้องเรียนปรับอากาศ 3. ค่าสอนคอมพิวเตอร์ กรณีโรงเรียนจัดคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนเกินมาตรฐานที่รัฐจัดให้ (1 เครื่อง : นักเรียน 20 คน) 4. ค่าใช้จ่ายในการจัดร่วมโครงการ โครงงาน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเกินมาตรฐานที่รัฐจัดให้ 5. ค่าใช้จ่ายในการไปทัศนศึกษาตามแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนเกินมาตรฐานที่รัฐจัดให้ จ. สถานศึกษาที่จัดให้มีการดูแลด้านสวัสดิการ และสวัสดิภาพนักเรียน อาจขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ เท่าที่จ่ายจริงโดยประหยัด ตามความจำเป็น และเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของท้องถิ่นตามความสมัครใจของ ผู้ปกครองและนักเรียน ดังนี้ 1. ค่าประกันชีวิตนักเรียน/ค่าประกันอุบัติเหตุ 2. ค่าจ้างบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษา 3. ค่าตรวจสุขภาพนักเรียนเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากการให้บริการสาธารณสุขของรัฐ 4. ค่าอาหารนักเรียน 5. ค่าหอพัก 6. ค่าซักผ้า สำหรับสถานศึกษาที่จัดให้นักเรียนอยู่ประจำ สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายตาม ข้อ 1 2 3 4 5 และ 6 ได้ เท่าที่จ่ายจริงโดยประหยัดตามความจำเป็นและเหมาะสมกับสภาพฐานะทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น ฉ. สถานศึกษาต้องพิจารณาให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาสให้ได้เรียน โดยไม่รอนสิทธิ์ที่จะได้รับ 1. การเรียนกับครูชาวต่างประเทศ หากสถานศึกษามีการจัดให้นักเรียนทุกคน ควรจัดให้นักเรียนด้อย โอกาสได้เรียนสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง 2. การเรียนการสอนโดยครูที่สถานศึกษาจ้างหรือโดยวิทยากรภายนอก 3. ค่าสาธารณูปโภคสำหรับห้องเรียนปรับอากาศ 4. ค่าตรวจสุขภาพนักเรียนเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือจากการให้บริการสาธารณสุขของรัฐ 5. ค่าเรียนปรับพื้นฐานความรู้ 6. ค่าอาหารนักเรียน 7. การร่วมกิจกรรมวิชาการ/คุณธรรม/ชุมนุมลูกเสือ/เนตรนารี/ยุวกาชาดและการไปทัศนศึกษา 8. การเรียน การฝึกใช้คอมพิวเตอร์และการใช้การบริการอินเทอร์เน็ต ปีละ 40 ชั่วโมง อนึ่ง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานตาม ข้อ ข ค ง จ และ ฉ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้รับอนุมัติจากสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาก่อน จึงจะดำเนินการขอรับการสนับสนุนได้โดยมีการประกาศ ประชาสัมพันธ์ ให้กับผู้ปกครอง และนักเรียนทราบล่วงหน้า
ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การระดมทรัพยากรของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดแนวปฏิบัติการระดมทรัพยากรของสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการระดมทรัพยากรเพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดให้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดมทรัพยากรเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคลและ การบริหารทั่วไป โดยความเห็นชอบจากคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและเป็นไปด้วยความสมัครใจภายใต้ หลักเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554 นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ฝ่ายบริหารบุคคลและกิจการนักเรียน โรงเรียนบางปะหัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา 1. งานกิจการนักเรียน นายจิรัฏฐ์ จิรวงษ์ศิริ 2. งานพัฒนาระเบียบวินัยนักเรียน นายจิรัฏฐ์ จิรวงษ์ศิริ นางสาวอรอนงค์ เกื้อหนุน หัวหน้าระดับชั้น ม.1 นายวัชรพงศ์ พูลสวัสดิ์ หัวหน้าระดับชั้น ม.2 นายณัฐวุฒิ ศรีคำแดง หัวหน้าระดับชั้น ม.3 นางสาวยุพิน สมงาม หัวหน้าระดับชั้น ม.4 ว่าที่เรือตรีรัฐนัย รื่นกมล ร.น. หัวหน้าระดับชั้น ม.5 นางสาวศุษมา เกษสา หัวหน้าระดับชั้น ม.6 3. งานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 4. งานส่งเสริมประชาธิปไตย นางกุหลาบ ท่าวัง นายวัชรพงศ์ พูลสวัสดิ์ 5. งานดูแลรักษาความปลอดภัย 6. งานป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด นายณัฐวุฒิ ศรีคำแดง นางสาวจิรัฐติกาล คชฤกษ์ 7. งานสำนักงานฝ่าย 8. งานคณะสี นางสาวอรอนงค์ เกื้อหนุน ว่าที่เรือตรีรัฐนัย รื่นกมล ร.น. 9. งานกิจกรรม To Be Number One นางสาววัลยา ธีรฐิติธรรม 10. งานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม โรงเรียนวิถีพุทธและโรงเรียนคุณธรรม นายครองคน บำรุงเวช 11. งานสนับสนุนกิจกรรมนักเรียนและสวัสดิภาพนักเรียน ว่าที่ร้อยตรีหญิงสุภาพิศ จริตธรรม คณะกรรมการตรวจสอบภายใน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน นายสมนึก จุ้ยดอนกลอย ผู้อำนวยการโรงเรียนบางปะหัน นายนันทวัฒน์ พุ่มพวง รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารบุคคลและกิจการนักเรียน นางวราภรณ์ สนธิวรรธนะ หัวหน้าฝ่ายบริหารบุคคล นายจิรัฏฐ์ จิรวงษ์ศิริ หัวหน้าฝ่ายบริหารกิจการนักเรียน
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครอง พ.ศ.2546 รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ จึงวางระเบียบว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษาไว้ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548” ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ข้อ 3 ให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2543 ข้อ 4 ในระเบียบนี้ “ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา” หมายความว่า ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ อธิการบดี หรือ หัวหน้าของโรงเรียนหรือสถานศึกษาหรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นของโรงเรียนหรือสถานศึกษานั้น “กระทำความผิด” หมายความว่า การที่นักเรียนหรือนักศึกษาประพฤติฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับของ สถานศึกษา หรือของกระทรวงศึกษาธิการ หรือกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา “การลงโทษ” หมายความว่า การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด โดยมีความมุ่งหมายเพื่อ การอบรมสั่งสอน ข้อ 5 โทษที่จะลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิดมี 4 สถาน ดังนี้ (1) ว่ากล่าวตักเตือน (2) ทำทัณฑ์บน (3) ตัดคะแนนความประพฤติ (4) ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ข้อ 6 ห้ามลงโทษนักเรียนนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรงหรือแบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ หรือด้วย ความพยาบาท โดยให้คำนึงถึงอายุของนักเรียนนักศึกษา และความร้ายแรงของพฤติกรรมประกอบการลงโทษด้วย การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาให้เป็นไปเพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัยและความประพฤติไม่ดีของนักเรียนนักศึกษาให้รู้ สำนึกในความผิด และกลับประพฤติตนในทางที่ดีต่อไป ให้ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา หรือผู้ที่บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษามอบหมายเป็นผู้มีอำนาจใน การลงโทษนักเรียน นักศึกษา ข้อ 7 การว่ากล่าวตักเตือน ใช้ในกรณีนักเรียนนักศึกษากระทำความผิดไม่ร้ายแรง ข้อ 8 การทำทัณฑ์บนใช้ในกรณีนักเรียนหรือนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับสภาพนักเรียนหรือ นักศึกษา ตามกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา หรือกรณีที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติ ศักดิ์ของสถานศึกษา หรือฝ่าฝืนระเบียบของสถานศึกษา หรือได้รับโทษว่ากล่าวตักเตือนแล้ว แต่ยังไม่เข็ดหลาบ ข้อ 9 การตัดคะแนนความประพฤติ ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการตัดคะแนนความประพฤติ นักเรียนและนักศึกษาของแต่ละสถานศึกษากำหนด และให้ทำบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐาน ข้อ 10 ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้ในกรณีที่นักเรียนและนักศึกษากระทำความผิดที่สมควร ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด ข้อ 11 ให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ รักษาราชการให้เป็นไปตามระเบียบนี้และให้มีอำนาจตีความและ วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548 อดิศัย โพธารามิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
กฎกระทรวง กำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 6 และมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 อันเป็น เป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่ง มาตรา 29 ประกอบกับ มาตรา 31 มาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 48 และมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทพระราชบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ 1 นักเรียนและนักศึกษาต้องไม่ประพฤติตน ดังต่อไปนี้ (1) หนีเรียนหรือออกนอกสถานศึกษาโดยไม่ได้รับอนุญาตในช่วงเวลาเรียน (2) เล่นการพนัน จัดให้มีการเล่นการพนัน หรือมั่วสุมในวงการพนัน (3) พกพาอาวุธหรือวัตถุระเบิด (4) ซื้อ จำหน่าย แลกเปลี่ยน เสพสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์สิ่งมึนเมา บุหรี่ หรือยาเสพติด (5) ลักทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ ข่มขู่ หรือบังคับขืนใจเพื่อเอาทรัพย์บุคคลอื่น (6) ก่อเหตุทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายผู้อื่นเตรียมการหรือกระทำการใดๆ อันน่าจะก่อให้เกิด ความไม่สงบเรียบร้อยหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือรวมกลุ่มหรือมั่วสุมเพื่อกระทำ การดังกล่าว (7) แสดงพฤติกรรมทางชู้สาวอันไม่เหมาะสม กระทำการลามกอนาจาร แต่งกายล่อแหลม หรือไม่ เรียบร้อยในโรงเรียนหรือสถานศึกษา หรือแต่งเครื่องแบบนักเรียนหรือนักศึกษาไม่เรียบร้อย (8) เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี (9) เที่ยวเตร่นอกสถานที่พักรวมกลุ่มหรือมั่วสุมอันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองหรือ ผู้อื่น ข้อ 2 ให้โรงเรียนหรือสถานศึกษา กำหนดระเบียบว่าด้วยความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาได้เท่าที่ ไม่ได้ขัดแย้งกับกฎกระทรวงนี้ ให้ไว้ ณ วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2562 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หมายเหตุ : เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียน และนักศึกษา พ.ศ. 2548 ได้บังคับมาเป็นเวลานาน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมการกำหนดความประพฤติของนักเรียนและ นักศึกษาให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบต่อ สังคม และคำนึงถึงความปลอดภัยของนักเรียนและนักศึกษา จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ระเบียบว่าด้วยผู้ปกครองนักเรียน ประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2522 กล่าวถึงผู้ปกครอง ดังนี้ ก. ว่าด้วยการปฏิบัติของผู้ปกครองนักเรียน 1. ผู้ปกครอง หมายถึง บุคคลซึ่งรับนักเรียนในความปกครอง หรืออุปการะเลี้ยงดู หรือบุคคลที่นักเรียน อาศัยอยู่ด้วย 2. ให้นักเรียนที่กำลังศึกษาในสถานศึกษาสังกัดหรือในความควบคุมดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ เว้นแต่ การศึกษาผู้ใหญ่มีผู้ปกครองตลอดเวลาที่ศึกษาอยู่ 3. ในวันมอบตัวนักเรียนใหม่ ให้ผู้ปกครองมามอบตัวนักเรียนที่สถานศึกษาพร้อมกับส่งหลักฐานเอกสาร ต่างๆ ตามที่สถานศึกษากำหนด ถ้าผู้ปกครองไม่อาจมอบตัวนักเรียนได้ตามเวลาที่กำหนด ผู้ปกครองต้องนำนักเรียน มามอบตัวใหม่ตามวัน เวลา ซึ่งโรงเรียนกำหนดในภายหลัง 4. ผู้ปกครองต้องร่วมมือกับทางโรงเรียนในการควบคุมความประพฤติและการศึกษาเล่าเรียน คอยตักเตือน นักเรียนในความปกครองให้หมั่นศึกษาเล่าเรียน และประพฤติตนให้เรียบร้อยตามข้อบังคับและระเบียบวินัยของ โรงเรียนทุกประการ เป็นผู้อุปถัมภ์ด้านค่าเล่าเรียน เครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน ค่าอาหารให้พอใช้สอย และถูกต้องตามระเบียบ 5. ผู้ปกครองควรติดต่อกับสถานศึกษาอยู่เสมอ เพื่อจะได้รับทราบปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการศึกษาและ ความประพฤติของนักเรียน และร่วมมือกับสถานศึกษาแก้ปัญหานั้นๆ 6. เมื่อผู้ปกครองย้ายที่อยู่ หรือความเป็นผู้ปกครองสิ้นสุดลงด้วยประการทั้งปวง หรือจะเปลี่ยนผู้ปกครอง ผู้ปกครองต้องแจ้งให้โรงเรียนทราบภายใน 3 วัน ผู้ปกครองใหม่ต้องมาทำใบมอบตัวนักเรียนที่โรงเรียน และปฏิบัติ ตามระเบียบว่าด้วยผู้ปกครองนักเรียน 7. สำหรับนักเรียนที่ศึกษาอยู่ในสถานศึกษาแล้ว หากโรงเรียนตรวจสอบติดตามหลักฐานการเป็น ผู้ปกครองนักเรียนเห็นว่า คนใดไม่มีผู้ปกครองหรือมีผู้ปกครองไม่เหมาะสม ก็ให้โรงเรียนดำเนินการให้เป็นไปตาม ระเบียบนี้ ข. ว่าด้วยบุคคลที่เป็นผู้ปกครองของนักเรียนได้ 1. บิดา มารดา 2. ญาติผู้ใหญ่เสมอบิดามารดา หรือครู 3. เจ้าของหรือผู้จัดการหอพัก ซึ่งบิดามารดาของนักเรียน และโรงเรียนพิจารณาเห็นว่าเป็นผู้สมควรเป็น ผู้ปกครองได้ 4. ผู้ที่บรรลุนิติภาวะมีบ้านอยู่อาศัย และมีอาชีพเป็นหลักฐาน ซึ่งบิดามารดามอบความไว้วางใจให้เป็น ผู้ปกครองนักเรียน
ประกาศโรงเรียนบางปะหัน เรื่อง ระเบียบว่าด้วยการควบคุมความประพฤติ การลงโทษ และการตัดคะแนนความประพฤตินักเรียน โรงเรียนบางปะหัน พ.ศ. 2566 อาศัยอำนาจ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 กฎกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 “ละความในมาตรา 6 มาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โรงเรียนบางปะหันจึงได้วางระเบียบการควบคุมความประพฤติ การลงโทษ และการตัดคะแนนความประพฤตินักเรียนขึ้น เพื่อนักเรียนได้ถือปฏิบัติ ดังนี้ ข้อ 1 ให้ยกเลิกประกาศโรงเรียนบางปะหัน เรื่อง ระเบียบว่าด้วยการควบคุมความประพฤติ การลงโทษการ ตัดและการเพิ่มคะแนนความประพฤตินักเรียนโรงเรียนบางปะหัน พ.ศ. 2561 ลงวันที่ 12 พ.ค. 2562 ข้อ 2 ระเบียบนี้เรียกว่า ระเบียบว่าด้วยการควบคุมความประพฤติ การลงโทษ และการตัดคะแนน ความประพฤตินักเรียน โรงเรียนบางปะหัน พ.ศ. 2566 ข้อ 3 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 เป็นต้นไป ข้อ 4 ในกรณีที่โรงเรียนได้กำหนด ระเบียบปฏิบัติ ข้อบังคับ ซึ่งมีบทลงโทษเพื่อความผิด ไว้เป็นการเฉพาะ กรณีให้ถือตามกฎระเบียบข้อบังคับนี้ ข้อ 5 การลงโทษนักเรียนให้ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนนักศึกษา พ.ศ. 2548 ข้อ 6 ให้รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารกิจการนักเรียนโรงเรียนบางปะหัน เป็นผู้รักษาการให้เป็นไปตาม ระเบียบนี้ หมวดที่ 1 การแต่งกายของนักเรียน ข้อ 6 นักเรียนทุกคนจะต้องแต่งเครื่องแบบนักเรียนและเครื่องแบบพลศึกษาตามที่โรงเรียนกำหนดไว้ไม่ว่า จะเป็นวันเรียนปกติหรือวันอื่นใดที่มีกิจธุระติดต่อกับทางโรงเรียน ระเบียบการแต่งกายของนักเรียนเป็นดังนี้ 6.1 นักเรียนชาย ระดับชั้น ม.ต้น และระดับชั้น ม.ปลาย ทรงผม จะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ หากไว้ผมยาวให้ไว้ได้ไม่เกินรองทรงสูง โดยด้านข้างและด้านหลัง ต้องสูงจากใบหูบนขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 2.5 เซนติเมตร ด้านหน้าและด้านบนยาวไม่เกิน 4 เซนติเมตร (ไม่ไว้จอน หนวด เครา ไม่หวีเสย ไม่หวีแสก ไม่ทำสีและไม่ใส่น้ำมันใส่ผมทุกชนิด) เสื้อ ใช้ผ้าขาวเรียบไม่มีลวดลายที่เนื้อผ้า มีกระเป๋าที่ราวนมซ้าย 1 ใบ ด้านหน้าที่สาบตลบออก ด้านนอกกว้าง 3 เซนติเมตร ไม่มีสาบหรือตีเกล็ดด้านหลัง นุ่งทับชายเสื้อไว้ในกางเกงให้เรียบร้อย กางเกง ผ้าสีกากี เนื้อเรียบไม่เป็นมัน มีขอบที่เอว และมีจีบด้านหน้าข้างละ 2 จีบ ขาสั้น ชายกางเกงมีความยาวคลุมหัวเข่า รวบปลายขากางเกงแล้วเหลือ 8 - 12 เซนติเมตร มีกระเป๋าตามแนวตะเข็บ ข้างละ 1 ใบ ไม่มีกระเป๋าหลัง เข็มขัด ใช้เข็มขัดหนังสีน้ำตาล หัวโลหะสีทองรูปสี่เหลี่ยม
รองเท้า รองเท้าหุ้มส้นผ้าใบสีน้ำตาล มีเชือกผูกสีเดียวกับรองเท้า ถุงเท้า สีน้ำตาลความยาวไม่ต่ำกว่าครึ่งน่อง ชุดพลศึกษา เสื้อโปโลสีชมพู(ม.ต้น) สีน้ำเงิน (ม.ปลาย) กางเกงวอร์มสีกรมท่าขลิบสีชมพู กระเป๋าหนังสือ ใช้ตามแบบที่โรงเรียนกำหนดเท่านั้น 6.2 นักเรียนหญิง ระดับชั้น ม.ต้น ทรงผม จะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้โดยสามารถไว้ได้ตามระเบียบรายกรณี ดังนี้ กรณีไว้ผมสั้น ให้ตัดผมทรงนักเรียนโดยหวีเรียบให้เหมาะสม และติดกิ๊บสีดำให้เรียบร้อย ด้านข้าง และด้านหลังของผมยาวพ้นติ่งหูลงไปไม่เกิน 3 เซนติเมตร และไม่กระทำอื่นใดซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็น นักเรียน เช่น ดัดผม ซอยผม สไลด์ผม ไว้ผมทรงหน้าม้า ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม รวมทั้งต้องไม่ใส่เครื่องประดับทุก ชนิด ไม่ทาสีปาก และไม่เขียนคิ้ว กรณีไว้ผมยาว ให้ไว้ผมยาวโดยปลายผมตรงเสมอกันรอบศีรษะ ความยาวไม่เกินรักแร้ และต้องมัดรวบตึงทรงหางม้าในระดับทัดดอกไม้ไว้ด้านหลังให้เรียบร้อย ผูกริบบิ้นตามรูปแบบของโรงเรียน และเก็บ ปอยผมด้วยการติดกิ๊บโลหะสีดำขนาดความกว้างไม่เกิน 0.2 เซนติเมตรให้เรียบร้อย และไม่กระทำอื่นใดซึ่งไม่ เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน เช่น ดัดผม ซอยผม สไลด์ผม ไว้ผมทรงหน้าม้า ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม รวมทั้งต้องไม่ใส่เครื่องประดับทุกชนิด ไม่ทาสีปาก และไม่เขียนคิ้ว เสื้อ ใช้ผ้าขาวเนื้อเรียบ (ไม่บางหรือหนาเกินไป) แบบคอพับในตัว สวมศีรษะได้สะดวก เสื้อซับในเป็นสีขาวหรือสีเนื้อ ไม่มีลวดลาย (ห้ามใส่เสื้อซับในที่มีสายคล้องคอ) กระโปรง ใช้สีกรมท่าเนื้อหนาเรียบ พับเป็นจีบข้างละ 3 จีบ กระโปรงยาววัดจากกึ่งกลางหัวเข่าลง ถึงชายกระโปรง 8 เซนติเมตร ความลึกของจีบ 2 เซนติเมตร หูกระต่าย ต้องสวมหูกระต่าย โดยกลางหูกระต่ายต้องอยู่บริเวณกลางของคอเสื้อ รองเท้า ใช้รองเท้าหนังสีดำ มีสายรัดหลังเท้า ส้นเตี้ย ไม่มีโลหะติดที่พื้นรองเท้า และใช้รองเท้า ผ้าใบสีขาวล้วนกับเครื่องแบบพละศึกษา ถุงเท้า สีขาวไนลอน เนื้อเรียบ สวมพับลงมาเหนือข้อเท้า หรือใช้สีขาวล้วนคลุมตาตุ่ม ชุดพลศึกษา เสื้อโปโลสีชมพู กางเกงวอร์มสีกรมท่าขลิบสีชมพู กระเป๋าหนังสือ ใช้ตามแบบที่โรงเรียนกำหนดเท่านั้น 6.3 นักเรียนหญิง ระดับชั้น ม.ปลาย ทรงผม จะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้โดยสามารถไว้ได้ตามระเบียบรายกรณี ดังนี้ กรณีไว้ผมสั้น ให้ตัดผมทรงนักเรียนโดยหวีเรียบให้เหมาะสม และติดกิ๊บสีดำให้เรียบร้อย ด้านข้าง และด้านหลังของผมยาวไม่เกินปกเสื้อด้านบน และไม่กระทำอื่นใดซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน เช่น ดัด ผม ซอยผม สไลด์ผม ไว้ผมทรงหน้าม้า ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม รวมทั้งต้องไม่ใส่เครื่องประดับทุกชนิด ไม่ทาสีปาก และไม่เขียนคิ้ว กรณีไว้ผมยาว ให้ไว้ผมยาวโดยปลายผมตรงเสมอกันรอบศีรษะ ความยาวไม่เกินรักแร้ และต้องมัดรวบตึงทรงหางม้าในระดับทัดดอกไม้ไว้ด้านหลังให้เรียบร้อย ผูกริบบิ้นตามรูปแบบของโรงเรียน และเก็บ ปอยผมด้วยการติดกิ๊บโลหะสีดำขนาดความกว้างไม่เกิน 0.2 เซนติเมตรให้เรียบร้อย และไม่กระทำอื่นใดซึ่งไม่ เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน เช่น ดัดผม ซอยผม สไลด์ผม ไว้ผมทรงหน้าม้า ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม รวมทั้งต้องไม่ใส่เครื่องประดับทุกชนิด ไม่ทาสีปาก และไม่เขียนคิ้ว เสื้อ ใช้ผ้าขาวเนื้อเรียบ (ไม่บางหรือหนาเกินไป) ใส่เสื้อซับใน เสื้อซับในใช้แบบแขนเป็นสายตรง ธรรมดาสีขาวหรือสีเนื้อ ไม่มีลวดลาย (ห้ามใส่เสื้อซับในที่มีสายคล้องคอ) กระโปรง ใช้สีกรมท่าเนื้อหนาเรียบไม่เป็นมัน ขอบกระโปรงกว้าง 3 เซนติเมตร ตีเกล็ดจากขอบ กระโปรงลงมา 6-12 เซนติเมตร ความยาวกระโปรงจากกึ่งกลางหัวเข่าลงถึงชายกระโปรง 8 เซนติเมตร ความลึก ของจีบ 2 เซนติเมตร
รองเท้า ใช้รองเท้าหนังสีดำ มีสายรัดหลังเท้า ส้นเตี้ย ไม่มีโลหะติดที่พื้นรองเท้า และใช้รองเท้า ผ้าใบสีขาวล้วนกับเครื่องแบบพละศึกษา ถุงเท้า สีขาวไนลอน เนื้อเรียบ สวมทับลงมาเหนือข้อเท้าหรือใช้สีขาวล้วนคลุมตาตุ่ม เข็มขัด ใช้สีดำกว้าง 3-4 เซนติเมตร โดยคาดทับขอบกระโปรง ชุดพลศึกษา เสื้อโปโลสีน้ำเงิน กางเกงวอร์มสีกรมท่าขลิบสีชมพู กระเป๋าหนังสือ ใช้ตามแบบที่โรงเรียนกำหนดเท่านั้น 6.4 การแต่งกายชุดคณะสี นักเรียนชาย-หญิง ทุกระดับชั้นใส่เสื้อตามคณะสีสวมกางเกงวอร์มของทางโรงเรียน และนำ ชายเสื้อใส่ในกางเกงให้เรียบร้อย ห้ามปล่อยชายเสื้อ 6.5 เครื่องหมายและอุปกรณ์ เครื่องหมายและอุปกรณ์คือ เครื่องหมายและอุปกรณ์ที่โรงเรียนบางปะหันกำหนดเท่านั้น อักษรย่อของโรงเรียน คือ บ.ป. ปักด้วยไหมสีน้ำเงินที่เสื้อ บริเวณอกด้านขวาของเสื้อ (ประมาณ กระดุมเม็ดที่ 2) โดยขนาดตัวอักษร บ.ป. และดาว ให้เป็นไปตามแบบและขนาดที่โรงเรียนกำหนดเท่านั้น เครื่องหมายแสดงระดับชั้น เป็นเครื่องหมายดาว ปักด้วยไหมตามคณะสี - ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ให้ปักเหนือชื่อนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีเครื่องหมายดาว 1 ดวง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีเครื่องหมายดาว 2 ดวง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีเครื่องหมายตรา 3 ดวง - ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ให้ปักที่ปกเสื้อด้านซ้ายมือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีเครื่องหมายดาว 1 ดวง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีเครื่องหมายดาว 2 ดวง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีเครื่องหมายดาว 3 ดวง เข็มโรงเรียน ต้องติดเข็มตราสัญลักษณ์โรงเรียน บริเวณเหนืออักษรย่อของโรงเรียน ชื่อและนามสกุล นักเรียนต้องปักด้วยไหมสีน้ำเงิน หน้าอกด้านซ้ายของเสื้อ (กระดุมเม็ดที่ 2) เลขประจำตัวนักเรียน ปักเลขประจำตัวนักเรียนเลขไทย บริเวณใต้อักษรย่อของโรงเรียน หมวดที่ 2 วินัยและการรักษาวินัย ข้อ 7 การเข้าแถวเคารพธงชาติ นักเรียนต้องมาถึงโรงเรียนก่อนเวลา 07.40 น. 7.1 เมื่อได้ยินเสียงเพลงมาร์ชบางปะหัน เวลา 07.40 น. เมื่อเสียงเพลงมาร์ชบางปะหันจบลง นักเรียนทุกคนต้องเข้าแถวให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อเคารพธงชาติและธงโรงเรียน 7.2 เมื่อเสร็จกิจกรรมหน้าเสาธงแล้ว ให้นักเรียนเดินขึ้นชั้นเรียนอย่างเป็นระเบียบ ข้อ 8 การทำความเคารพ 8.1 นักเรียนต้องทำความเคารพครูทั้งขณะที่อยู่ในและนอกโรงเรียนโดยการไหว้ 8.2 เมื่อครูเข้าสอนทุกชั่วโมงให้หัวหน้าชั้นกล่าวว่า “นักเรียนเคารพ” นักเรียนยืนตรงและไหว้ แล้วกล่าวคำว่า“สวัสดีครับ สวัสดีค่ะ” หรือตามข้อตกลงของครูผู้สอนกับนักเรียน 8.3 เมื่อครูถามนักเรียนคนใดในขณะที่นั่งทำงานอยู่ให้ยืนพูดกับครูในท่าตรง เมื่อครูเรียกพบจะ เข้าไปพบให้ยกมือไหว้ทั้งไปและกลับ 8.4 เมื่อหมดคาบเรียน ให้หัวหน้าชั้นกล่าว “นักเรียนเคารพ” นักเรียนยืนตรงและไหว้แล้วกล่าว คำว่า“ขอบคุณครับ ขอบคุณค่ะ” หรือตามข้อตกลงของชั้นเรียน 8.5 การทำความเคารพในสภาวะต่างๆ ให้ปฏิบัติดังนี้
8.5.1 ขณะนักเรียนขี่จักรยานยนต์จักรยาน เมื่อสวนทางกับครูให้ก้มศีรษะลงพองามเป็น การแสดงความเคารพ 8.5.2 เมื่อนักเรียนอยู่กับที่และแต่งเครื่องแบบลูกเสือ เนตรนารี หรือชุดนักศึกษาวิชา ทหาร ถ้ามีครูหรือผู้ที่ควรทำความเคารพผ่านมาให้นักเรียนยืนตรงหันหน้าไปทางผู้ที่ควรเคารพ และทำวันทยาหัตถ์ ถ้าอยู่ในเครื่องแบบนักเรียนให้ยืนตรง และยกมือไหว้พร้อมกับกล่าวคำว่า “สวัสดีครับ หรือสวัสดีค่ะ” ข้อ 9 การมาโรงเรียนและเวลากลับบ้าน 9.1 นักเรียนทุกคนจะต้องมาถึงโรงเรียน ก่อนเวลา 07.40 น. 9.2 นักเรียนที่มาถึงโรงเรียนหลังเวลา 07.45 น. ถือว่ามาโรงเรียนสาย และถูกลงโทษตามที่ โรงเรียนกำหนด 9.3 ในกรณีที่นักเรียนมาโรงเรียนสายให้ครูที่ปรึกษาบันทึกลงสมุดบันทึกการเรียนการสอนประจำ ห้องเรียน หรือครูประจำวิชาให้นักเรียนบันทึกขออนุญาตเข้าห้องเรียน 9.4 นักเรียนคนใดขาดเรียนโดยไม่ทราบสาเหตุเกิน 3 วันหรือขาดสะสมเกิน 5 วัน ให้ครูที่ปรึกษา ประสานฝ่ายบริหารกิจการนักเรียนเพื่อแจ้งผู้ปกครองทราบ ถ้านักเรียนยังมีพฤติกรรมเหมือนเดิมโรงเรียนจะเชิญ ผู้ปกครองมารับทราบเพื่อร่วมแก้ปัญหา หากโรงเรียนไม่ได้รับการติดต่อจากผู้ปกครองจะให้นักเรียนย้ายสถานศึกษา 9.5 ในเวลา 14.50 น. (ม.ต้น) และเวลา 15.45 น. (ม.ปลาย) นักเรียนจะต้องพบครูที่ปรึกษาเพื่อ ตรวจสอบความเรียบร้อยและเรื่องอื่นๆ หรือทำความสะอาดห้องเรียนตามที่ครูที่ปรึกษากำหนด 9.6 ในช่วงเวลา 15.05 น. (ม.ต้น) และเวลา 16.00 น. (ม.ปลาย) นักเรียนเดินทางกลับบ้านได้ โดยการเข้าแถวให้เป็นระเบียบ และทำความเคารพครูเวรประจำวันก่อนออกจากประตูโรงเรียน ข้อ 10 การขออนุญาตให้นักเรียนออกนอกบริเวณโรงเรียน 10.1 กรอกข้อความในบัตรขออนุญาตออกนอกบริเวณโรงเรียนให้ครบถ้วนทั้ง 3 ส่วน เสนอครู ที่ปรึกษาหรือหัวหน้าระดับ และให้หัวหน้าฝ่ายบริหารกิจการนักเรียนหรือรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารกิจการ นักเรียน เป็นผู้อนุญาต 10.1.1 หลังจากได้รับการอนุญาตแล้ว ให้นักเรียนนำบัตรอนุญาตส่งให้กับผู้รับผิดชอบทั้ง 3 ส่วนที่กำกับไว้ในบัตร และลงชื่อในสมุดอนุญาตออกนอกบริเวณโรงเรียน นักเรียนจึงจะมีสิทธิ์ออกนอกบริเวณ โรงเรียนได้ 10.1.2 การขออนุญาตออกนอกบริเวณโรงเรียนและไม่มาเรียนต่อไปในวันนั้นๆ ต้องมี ผู้ปกครองมารับเท่านั้น ข้อ 11 การจัดห้องเรียน และรักษาความสะอาด 11.1 นักเรียนต้องนั่งตามแผนผังที่ครูที่ปรึกษากำหนดหรือตามข้อตกลงของชั้นเรียน 11.2 จัดให้มีเวรประจำห้องเรียน เพื่อทำความสะอาดและดูแลรักษาห้องเรียนให้สะอาดอยู่เสมอ 11.3 ถ้าเวรไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ถือว่ามีความผิดให้หัวหน้าชั้นรายงานครูที่ปรึกษา 11.4 ห้ามทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดของโรงเรียนหรือในห้องเรียนชำรุด หรือสกปรก เปรอะเปื้อน 11.5 ห้ามนักเรียนเข้าห้องพักครูหรือห้องปฏิบัติการก่อนได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด 11.6 นักเรียนต้องรักษาความสะอาด โดยทิ้งขยะในที่ที่จัดให้เท่านั้น ข้อ 12 ข้อปฏิบัติในห้องเรียน 12.1 ในขณะที่เรียนวิชาใดวิชาหนึ่ง ห้ามนำวิชาอื่นขึ้นมาทำหรือดูโดยครูผู้สอนไม่อนุญาต 12.2 ห้ามนำสิ่งของมีค่า อาวุธ หรือวัตถุใดๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนมาโรงเรียน ถ้านำมาโรงเรียน จะยึดสิ่งเหล่านั้น และพิจารณาลงโทษตามที่กำหนด 12.3 นักเรียนต้องตั้งใจเรียน ฟังคำอธิบายของครูด้วยความสงบเรียบร้อย โดยไม่ลุกจากที่นั่ง หาก ไม่ได้รับอนุญาตจากครูผู้สอน 12.4 หากมีข้อสงสัยจะถามครูต้องยกมือขออนุญาต เมื่อได้รับอนุญาตแล้วให้ยืนขึ้นถามได้
12.5 ห้ามลุกออกจากห้องเรียน หรือออกไปธุระอื่นๆ นานเกิน 10 นาที มิฉะนั้นจะถือว่าขาด ชั่วโมงเรียนนั้น 12.6 ห้ามส่งเสียงดัง ลุกเดินพลุกพล่านในห้องโดยพลการ ห้ามนั่งหันหลังให้ครู หรือห้ามหลับ ในชั้นเรียน เพราะถือว่าไม่สนใจการเรียนจะได้รับการพิจารณาโทษ 12.7 ถ้าครูประจำวิชายังไม่เข้าสอนภายใน 15 นาที ให้หัวหน้าชั้นไปแจ้งครูประจำวิชา ถ้าไม่พบ ให้ไปแจ้งหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ของครูผู้สอนวิชานั้นๆ 12.8 ห้ามเล่นการพนัน หรือนำสื่อลามกมาในโรงเรียน หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษ 12.9 ห้ามทำลายอุปกรณ์เครื่องมือหรืออาคารเรียน โต๊ะ ม้านั่ง ให้แตกหักเสียหาย หรือขีดเขียนให้ สกปรก ถือว่าเป็นความผิด ต้องชดใช้แต่ซ่อมแซมตามที่โรงเรียนเรียกร้อง 12.10 ห้ามใช้เครื่องมือสื่อสาร โทรศัพท์มือถือในขณะเรียน ยกเว้นผู้สอนอนุญาต หากมีเหตุจำเป็น ให้ขออนุญาตครูทุกครั้งเป็นรายกรณี ถ้าไม่ขอนุญาตเมื่อครูพบจะยึดเป็นเวลา 3 วัน โดยให้ผู้ปกครองมารับคืน หรือ ผู้สอนเก็บไว้ เมื่อหมดเวลาเรียนจึงคืนนักเรียน 12.11 นักเรียนต้องเข้าห้องเรียนตรงเวลาที่กำหนด ข้อ 13 การเรียน การใช้ห้องเรียน และห้องพักครู 13.1 ในระหว่างเวลาเรียน นักเรียนต้องอยู่ในห้องเรียน จะออกนอกห้องเรียนไปอยู่ที่อื่นไม่ได้เว้น แม้แต่ได้รับอนุญาตจากครูผู้สอน 13.2 ในขณะที่ครูประจำวิชายังไม่เข้าสอน ห้ามออกนอกห้องเรียน ถ้าหากมีความจำเป็นให้ขอ อนุญาตหัวหน้าชั้นเพื่อแจ้งชื่อครูประจำวิชาหรือครูที่ปรึกษา 13.3 ผู้ที่ไม่เข้าห้องเรียนหรือขาดเรียนในชั่วโมงใดชั่วโมงหนึ่ง ถือว่ามีความผิดและจะได้รับ พิจารณาโทษโดยครูที่ปรึกษาแจ้งไปในสมุดบันทึกประจำห้องเรียน 13.4 ถ้านักเรียนขาด 3 วันติดต่อกันโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้ครูประจำวิชาแจ้งครูที่ปรึกษาเพื่อ ติดตามนักเรียนต่อไป 13.5 ถ้านักเรียนขาดเรียนเกิน 5 วันติดต่อกันโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้ครูประจำวิชาแจ้งครูที่ปรึกษา หรือฝ่ายบริหารกิจการนักเรียนทราบ เพื่อแจ้งผู้ปกครองทราบต่อไป 13.6 นักเรียนที่มีความจำเป็นต้องเข้าห้องพักครูต้องขออนุญาตก่อน และห้ามหยิบหรือจับสิ่งของ ใดในห้องก่อนได้รับอนุญาต 13.7 ห้ามเล่นกีฬาในห้องเรียนและบนอาคารเรียน 13.8 การเปลี่ยนห้องเรียน ให้นักเรียนเดินอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ข้อ 14 การลา 14.1 การหยุดโรงเรียนทุกครั้ง ต้องส่งใบลาตามฟอร์มของฝ่ายบริหารกิจการนักเรียน และมีการลง ลายมือชื่อของผู้ปกครอง ซึ่งลายมือชื่อนั้นจะต้องตรงกับลายมือชื่อผู้ปกครองที่ให้ไว้กับทางโรงเรียนในวันมอบตัว 14.2 การยื่นใบลาป่วยให้ยื่นได้อย่างช้าวันรุ่งขึ้น มิฉะนั้นทางโรงเรียนจะออกหนังสือแจ้งไปยัง ผู้ปกครองและเมื่อผู้ปกครองได้รับหนังสือจากทางโรงเรียนแล้ว จะต้องรีบแจ้งให้โรงเรียนทราบทันที 14.3 การลาเป็นสิทธิเฉพาะตัว จะทำแทนกันไม่ได้ เว้นแต่ป่วยจะฝากใบลากับบุคคลอื่นมาก็ได้ 14.4 นักเรียนขาดโรงเรียนโดยไม่มีเหตุผลเกิน 15 วันทำการ เมื่อทางโรงเรียนได้ติดต่อผู้ปกครอง แล้ว และผู้ปกครองไม่มาแจ้งเหตุผลในการขาดเรียนให้โรงเรียนทราบ ทางโรงเรียนจะพิจารณาแขวนลอยนักเรียน หรือคัดชื่อนักเรียนออกตามระเบียบของทางโรงเรียน ข้อ 15 การรับประทานอาหาร 15.1 ห้ามรับประทานอาหารและซื้อขนมหรืออุปกรณ์การเรียน ก่อนเวลาที่โรงเรียนกำหนด 15.2 เศษอาหารหรือภาชนะที่ใส่อาหารให้เก็บใส่ถังภาชนะตามที่โรงเรียนจัดตั้งไว้ 15.3 ห้ามนำภาชนะใส่อาหาร หรือน้ำดื่ม ออกจากโรงอาหาร
15.4 ห้ามนำอาหาร และเครื่องดื่มขึ้นไปรับประทานอาหารบนอาคารเรียน หอประชุม ถ้าฝ่าฝืน จะถูกลงโทษตามความเหมาะสม 15.5 ห้ามสั่งซื้ออาหารจากร้านค้าภายนอก เข้ามารับประทานในโรงเรียนเด็ดขาด ข้อ 16 การจราจรในโรงเรียน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในการขับขี่รถ จอดรถและป้องกันรถหาย โรงเรียนจึงได้กำหนด แนวปฏิบัติดังนี้ 16.1 ให้นักเรียนนำรถจักรยานหรือรถจักรยานยนต์ที่นำมาโรงเรียนไปจอดไว้ ณ ที่จอดที่ทาง โรงเรียนกำหนดให้เท่านั้น 16.2 นักเรียนต้องปฏิบัติตามกฎจราจรในการขับขี่จักรยานยนต์และต้องสวมหมวกนิรภัยทุกครั้ง 16.3 ห้ามนักเรียนขับขี่รถเรียงหน้ากระดานจนเต็มถนนเพราะเป็นการกีดขวางการจราจร 16.4 นักเรียนไม่ควรขับรถเร็วในโรงเรียน เพื่อรักษาความปลอดภัยของเพื่อนนักเรียนและครู 16.5 ห้ามใช้รถจักรยานยนต์ของผู้อื่นโดยเด็ดขาด 16.6 ในเวลาเรียนนักเรียนไม่ควรขับขี่รถจักรยานยนต์ภายในโรงเรียน ยกเว้นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ ออกนอกบริเวณโรงเรียนเท่านั้น 16.7 หากรถจักรยานยนต์หายในที่จอดรถตามที่โรงเรียนกำหนด ให้นักเรียนที่เป็นเจ้าของ รถจักรยานยนต์แจ้งต่อครูหรือรองผู้อำนวยการ หรือแจ้งผู้อำนวยการโรงเรียนทันทีที่รู้ว่ารถหาย เพื่อทางโรงเรียนจะ ทำการสอบสวน และสืบหา หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อไป 16.8 ไม่อนุญาตให้นักเรียนนำรถยนต์มาโรงเรียนโดยเด็ดขาด 16.9 ไม่อนุญาตให้นักเรียนนำรถจักรยานยนต์ออกจากโรงรถโดยไม่รับอนุญาต 16.10 กรณีที่อุปกรณ์ ชิ้นส่วนประกอบรถ และตัวรถเกิดการสูญหายในบริเวณที่ทางโรงเรียน กำหนด ทางโรงเรียนจะไม่รับผิดชอบหรือชดใช้ใดๆทั้งสิ้น 16.11 นักเรียนที่นำรถจักรยานยนต์มาโรงเรียนต้องสวมหมวกนิรภัย 16.12 ไม่ควรตกแต่ง ดัดแปลง รถจักรยานยนต์ที่นำมาโรงเรียนเด็ดขาด 16.13 ไม่ควรนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เกิน 1 คน เพราะไม่เหมาะสมและอันตราย 16.14 ไม่ควรนำรถจักรยานยนต์ไปจอดนอกบริเวณโรงเรียน หมวดที่ 3 การดำเนินทางวินัย ข้อ 17 นักเรียนประพฤติตนเสื่อมเสียชื่อเสียงทางโรงเรียน เป็นความผิดวินัยร้ายแรง ข้อ 18 นักเรียนขัดขืนหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของโรงเรียนหรือครู จนเกิดความเสียหายแก่โรงเรียน เป็นความผิดวินัยร้ายแรง ข้อ 19 นักเรียนแจ้งความเท็จต่อครูหรือผู้บริหาร ทำให้เกิดความเสียหายแก่โรงเรียนเพราะเหตุจากการแจ้ง ความเท็จนั้น เป็นความผิดวินัยร้ายแรง ข้อ 20 นักเรียนแต่งกายเครื่องแบบนักเรียน ไม่เรียบร้อยหรือประพฤติตนไม่เรียบร้อยขณะอยู่ในเครื่องแบบ นักเรียนให้ปรากฏในที่สาธารณะจนเกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศของโรงเรียน เป็นความผิดวินัยร้ายแรง ข้อ 21 นักเรียนทำลายทรัพย์สินหรือสาธารณะสมบัติของโรงเรียนจนใช้การไม่ได้ เป็นความผิดวินัยร้ายแรง ข้อ 22 นักเรียนประพฤติต่อบิดามารดา ผู้ปกครอง ครู หรือผู้บริหาร อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ถือว่า เป็นความผิดวินัยร้ายแรง 22.1 กล่าวคำหยาบ หมิ่นประมาท ก้าวร้าว หรือกล่าวคำผรุสวาท 22.2 ทำร้ายร่างกาย หรือแสดงท่าทีทำร้าย 22.3 หลบหลีก ขัดขืน เมื่อครูลงโทษตามระเบียบของโรงเรียน
ข้อ 23 นักเรียนทะเลาะวิวาท ชกต่อยกันโดยใช้อาวุธหรือไม่ก็ตาม เป็นความผิดวินัยร้ายแรง ข้อ 24 นักเรียนก่อเหตุวิวาทกับบุคคลอื่นให้ได้รับบาดเจ็บ เป็นความผิดวินัยร้ายแรง ข้อ 25 นักเรียนประพฤติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรง 25.1 ซื้อ จำหน่าย แลกเปลี่ยน หรือเสพสุรา บุหรี่ ยาเสพติด ในเครื่องแบบนักเรียนหรือไม่ก็ตาม ให้ปรากฏในสาธารณะ หรือมีไว้ในครอบครอง 25.2 เล่นการพนัน หรือจัดการเล่นการพนันทุกชนิด หรือมั่วสุมในวงการพนัน 25.3 ลักทรัพย์ กรรโชกทรัพย์ ข่มขู่ บังคับขืนใจเพื่อเอาทรัพย์ รีดไถเงิน หรือสิ่งของจากผู้อื่น 25.4 การใดๆ ที่ก่อให้เกิดความแตกแยกสามัคคีในหมูคณะ ทั้งในและนอกโรงเรียน 25.5 พกพาอาวุธ หรือวัตถุระเบิดมาโรงเรียน หรือนอกโรงเรียน 25.6 ค้า หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณี 25.7 แสดงพฤติกรรมชู้สาว ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพของนักเรียน 25.8 ขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของครู ซึ่งสั่งด้วยระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน ข้อ 26 นักเรียนกระทำความผิดอาญาจนมีคดีความ เป็นความผิดวินัยร้ายแรง หมวดที่ 4 การลงโทษ การตัดคะแนนความประพฤติและกระบวนการพิจารณาโทษนักเรียน เพื่อให้เกิดความสงบ เรียบร้อยภายในโรงเรียน รวมทั้งป้องกันเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นในโรงเรียนบางปะหัน จึงได้กำหนดการลงโทษนักเรียนที่กระทำความผิด ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและ นักศึกษา พ.ศ.2548 ดังต่อไปนี้ ข้อ 27 การลงโทษนักเรียน ที่กระทำความผิดมี 4 สถาน ดังนี้ 27.1 ว่ากล่าวตักเตือน 27.2 ทำทัณฑ์บน 27.3 ตัดคะแนนความประพฤติและบันทึกข้อมูล 27.4 ทำกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ข้อ 28 เมื่อนักเรียนกระทำความผิดตามระเบียบหรือข้อบังคับของโรงเรียนให้มีกระบวนการพิจารณาโทษ นักเรียนดังนี้ 28.1 กระทำความผิดครั้งแรกและไม่ร้ายแรง ให้ครูที่พบเห็นว่ากล่าวตักเตือนหรือทำโทษตามควร แก่กรณี แล้วรายงานฝ่ายบริหารกิจการนักเรียนทราบ 28.2 กระทำผิดซ้ำๆ (ตั้งแต่ 2 – 3 ครั้ง) และไม่ร้ายแรง ครูที่ปรึกษาหรือครูที่พบเห็นลงโทษและ บันทึกพฤติกรรมไว้ที่ฝ่ายบริหารกิจการนักเรียน เพื่อตัดคะแนนความประพฤติและแจ้งผู้ปกครองทราบ 28.3 กระทำความผิดร้ายแรง ครูที่ปรึกษาและหัวหน้าระดับ ลงโทษ โดยตัดคะแนนความประพฤติ ทำทัณฑ์บนหรือทำกิจกรรมที่กำหนด และแจ้งผู้ปกครองทราบ 28.4 นักเรียนกระทำความผิดบ่อยครั้งในกรณีเดียวหรือหลายกรณีร้ายแรงหรือไม่ก็ตาม ให้ครู ที่ปรึกษาและหัวหน้าระดับ ทำโทษตัดคะแนนความประพฤติ ทำทัณฑ์บนหรือทำกิจกรรม และแจ้งผู้ปกครองทราบ 28.5 ดำเนินการตาม ข้อ 28.3-28.4 แล้ว นักเรียนยังกระทำความผิดอีก ครูที่ปรึกษาและหัวหน้า ระดับรายงานหัวหน้าฝ่ายบริหารกิจการนักเรียน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารกิจการนักเรียน และผู้อำนวยการทราบ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามลำดับต่อไป ข้อ 29 เมื่อนักเรียนกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้คณะกรรมการฝ่ายบริหารกิจการนักเรียนสืบสวน สอบสวน หาข้อเท็จจริง หากปรากฏชัดว่ากระทำความผิดจริง ให้เสนอผู้อำนวยการทราบเพื่อพิจารณาสั่งการ ข้อ 30 ผู้มีอำนาจลงโทษ 30.1 ครูที่ปรึกษา หัวหน้าระดับ หัวหน้าฝ่ายบริหารกิจการนักเรียน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร กิจการนักเรียน ลงโทษได้ตามข้อ 27.1-27.4 ข้อ 28.1-28.5 และข้อ 29 (แล้วแต่กรณี)
30.2 ผู้อำนวยการลงโทษได้ตาม ข้อ 27 ข้อ 28 ข้อ 29 หรือให้ย้ายสถานศึกษา 30.3 การลงโทษนักเรียนทุกครั้ง ให้บันทึกตามแบบฟอร์มที่ฝ่ายบริหารกิจการนักเรียนจัดทำขึ้น พร้อมทั้งรายงานหัวหน้าฝ่ายและรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารกิจการนักเรียนและผู้อำนวยการทราบ ข้อ 31 คะแนนและการลงโทษตัดคะแนนความประพฤติของนักเรียน นักเรียนทุกคนที่ศึกษาอยู่โรงเรียนบางปะหัน มีคะแนนความประพฤติปีการศึกษาละ 100 คะแนน หากนักเรียนกระทำความผิดหรือขัดต่อระเบียบข้อบังคับของโรงเรียน จะถูกลงโทษและตัดคะแนนความประพฤติ ตามประเภทความผิดที่กำหนด ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาตามความผิดแล้วแต่กรณี ดังต่อไปนี้ 31.1 นักเรียนที่ถูกตัดคะแนนความประพฤติ 20 คะแนนขึ้นไป หรืออยู่ในดุลยพินิจของโรงเรียน จะเชิญผู้ปกครองมาพบ พร้อมบันทึกข้อมูล และร่วมกันแก้ไขความประพฤติของนักเรียน 31.2 นักเรียนที่ถูกตัดคะแนนความประพฤติ 30 คะแนนขึ้นไป โรงเรียนจะเชิญผู้ปกครองมาพบ เพื่อทำทัณฑ์บน ทำกิจกรรมปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลเป็นหลักฐานกับฝ่ายกิจการนักเรียน 31.3 นักเรียนที่ถูกตัดคะแนนความประพฤติ 40 คะแนนขึ้นไป หากปรากฏว่านักเรียนประพฤติ เสื่อมเสียชื่อเสียงของทางโรงเรียน จะแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ ทำทัณฑ์บน ทำกิจกรรมปรับพฤติกรรมที่เหมาะสม พร้อมทั้งบันทึกข้อมูลเป็นหลักฐานกับฝ่ายกิจการนักเรียน และเชิญมาพบหัวหน้าสถานศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไข 31.4 นักเรียนที่ถูกตัดคะแนนความประพฤติ 50 คะแนนขึ้นไป หากปรากฏว่านักเรียนประพฤติ เสื่อมเสียชื่อเสียงและผิดวินัยร้ายแรง โรงเรียนจะแจ้งให้ผู้ปกครองทราบ และเชิญมาพบหัวหน้าสถานศึกษาเพื่อ พิจารณาตามความเหมาะสม ตารางกำหนดการลงโทษและตัดคะแนนความประพฤติของนักเรียนโรงเรียนบางปะหัน ที่ ประเภทความผิด ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ครั้งที่ 3 คะแนน การทำ หมายเหตุ กิจกรรม คะแนน การทำ กิจกรรม คะแนน การทำ กิจกรรม 1 มาโรงเรียนสาย ตักเตือน - 3 √ 5 √ 1. นักเรียนที่ทำผิดในกรณี เดียวกันเกิน 3 ครั้ง ให้ครู พิจารณาโทษเพิ่มขึ้นตาม ความเหมาะสมหรือจะส่ง ให้ฝ่ายบริหารกิจการ นักเรียน พิจารณาโทษอื่น แล้วแต่กรณี 2. กรณีที่นักเรียนทำ ความผิดที่ระบุนอกเหนือ ในตารางจะได้รับพิจารณา โทษเพิ่มขึ้น หรือลดลงให้ อยู่ในดุลพินิจของฝ่าย บริหารกิจการนักเรียน 3. กรณีขโมยสิ่งของหรือ ทำลายทรัพย์สินของ โรงเรียน นักเรียนต้อง ชดใช้ตามมูลค่า 4. เครื่องหมาย √ หมายถึง นอกจากจะถูกตัดคะแนน แล้ว นักเรียนต้องทำ กิจกรรมเพื่อปรับ พฤติกรรมด้วย 2 แต่งกายผิดระเบียบ ตักเตือน - 3 √ 5 √ 3 ไว้ผมยาว/ทรงผมผิดระเบียบ 3 √ 5 √ 7 √ 4 หนีชั่วโมงเรียน/โดดเรียน 3 √ 5 √ 7 √ 5 หนีการเข้าแถวไม่ร่วมกิจกรรม 5 √ 10 √ 15 √ 6 สูบบุหรี่/เที่ยวกลางคืน 10 √ 15 √ 20 √ 7 ดื่มสุรา สูบกัญชา สูดทินเนอร์/ สารระเหย 20 √ 25 √ 30 √ 8 ก่อการทะเลาะวิวาทในและนอก โรงเรียน 20 √ 25 √ 30 √ 9 ขาดโรงเรียนโดยไม่มีเหตุผล ตั้งแต่ 5 วันขึ้นไป 10 √ 15 √ 20 √ 10 ไม่ตั้งใจเรียนในชั่วโมงเรียน/เล่น โทรศัพท์ 5 √ 10 √ 15 √ 11 ขัดคำสั่งครูโดยชอบด้วย ระเบียบแบบแผนข้อบังคับของ โรงเรียน 5 √ 10 √ 15 √ 12 แสดงความกระด้างกระเดื่อง หรือพูดจาหยาบคายต่อครู/แขก ผู้ใหญ่ 10 √ 15 √ 20 √ 13 หนีออกนอกบริเวณโรงเรียนใน เวลาเรียน 10 √ 15 √ 20 √
14 ละทิ้งหน้าที่ที่ครูมอบหมาย 10 √ 15 √ 20 √ 15 ทำลายชื่อเสียงโรงเรียนและครู 10 √ 20 √ 30 √ 16 นำรถออกจากที่จัดเก็บและขับขี่ ในบริเวณโรงเรียน (เวลาเรียน) 5 √ 10 √ 20 √ 17 ปีนรั้ว มุดรั้ว ทำลายรั้วโรงเรียน 10 √ 15 √ 20 √ 18 มาจากบ้านแต่ไม่เข้าโรงเรียน 10 √ 15 √ 20 √ 19 ใช้หรือเล่นโทรศัพท์ในเวลา เรียน 10 √ 15 √ 20 √ 20 กระทำตนไม่พึงประสงค์และมี ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ 15 √ 20 √ 25 √ 21 ประพฤติตนเป็นอันธพาลหรือ ทำอนาจาร 20 √ 40 √ 22 พกอาวุธมาโรงเรียน 20 √ 40 √ 23 ไม่เคารพ ดูหมิ่น เหยียดหยาม ครู 20 √ 40 √ 24 ทำลายทรัพย์สินของโรงเรียน หรือครู หรือนักเรียน 25 √ 40 √ 25 ขโมยของโรงเรียน หรือของคน อื่น รีดไถเงินจากผู้อื่น 25 √ 40 √ 26 เล่นการพนันทุกชนิดในโรงเรียน 25 √ 40 √ 27 นำบุคคลภายนอกเข้ามามั่วสุม หรือก่อการทะเลาะวิวาทใน โรงเรียน 30 √ 40 √ 28 เสพยาหรือติดยาเสพติด และมียาเสพติดไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายจ่ายแจก ให้คณะกรรมการฝ่ายบริหารกิจการนักเรียนพิจารณาลงโทษ โดยเสนอ หัวหน้าสถานศึกษาตัดสิน หรือส่งเข้าสู่ระบบบำบัดโดยผู้ปกครอง (แล้วแต่กรณี) 29 ประพฤติผิดในทางชู้สาว ให้ฝ่ายบริหารกิจการนักเรียนเชิญผู้ปกครองทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อพิจารณาต่อ หัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย 30 พกอาวุธปืน/ระเบิดมาโรงเรียน อยู่ในดุลยพินิจของหัวหน้าสถานศึกษาหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย 31 ความผิดอื่นๆ อยู่ในดุลยพินิจของฝ่ายบริหารกิจการนักเรียน หมวด 5 การลงโทษโดยวิธีการทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ข้อ 32 การลงโทษโดยวิธีการทำกิจกรรม เป็นการทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียน ต้องทำทุกกิจกรรมที่กำหนดแต่ละระดับ หรือทำตามความเหมาะสมของความผิด ทั้งกิจกรรมการพัฒนาบริเวณ โรงเรียน การพัฒนาบุคลิกภาพ การพัฒนาสติปัญญา และการพัฒนาระเบียบวินัย โดยการพิจารณาจากฝ่ายบริหาร กิจการนักเรียนและคะแนนความประพฤติของนักเรียน กิจกรรมที่ 1 ระดับความผิดไม่ร้ายแรง เป็นกิจกรรมที่ครูสามารถให้นักเรียนปฏิบัติได้ทันที (เมื่อถูกตัด คะแนนความประพฤติ3-10 คะแนน) ได้แก่ 1. เก็บเศษกระดาษ เศษวัสดุ ภายในบริเวณโรงเรียน 2. ทำความสะอาดห้องเรียน อาคารเรียน หรือภายในโรงเรียน 3. วิ่งรอบสนาม วิดพื้น หรือวิ่งอยู่กับที่ ตามความเหมาะสม กิจกรรมที่ 2 ระดับความผิดไม่ร้ายแรง เป็นกิจกรรมที่ครูอาจนัดหมายให้นักเรียนปฏิบัติตามเวลาที่กำหนด (เมื่อถูกตัดคะแนนความประพฤติ11-20 คะแนน) ได้แก่
1. พัฒนาทำความสะอาดภายในอาคารเรียน ตามเวลาที่ครูกำหนดเป็นเวลา 3 วันทำการ 2. เก็บเศษขยะ หรือวัสดุอื่น ภายในโรงเรียนตามที่ครูกำหนดในเวลาหลังเลิกเรียน 3. ทำรายงานตามที่ครูกำหนดเพื่อพัฒนาสติปัญญาความยาว 1 หน้ากระดาษ A4 หรือจัดทำ รายงานข่าววันละ 2 ข่าว ให้กับงานประชาสัมพันธ์โรงเรียน กิจกรรมที่ 3 ระดับความผิดร้ายแรง เป็นกิจกรรมที่ครูอาจนัดหมายให้นักเรียนปฏิบัติตามเวลาที่กำหนด (เมื่อถูกตัดคะแนนความประพฤติ21-30 คะแนน) ได้แก่ 1. ล้างห้องน้ำครู-นักเรียน จำนวน 1-2 ห้อง เป็นเวลา 5 วันทำการ 2. พัฒนาโรงเรียนหรือสาธารณสมบัติที่กำหนดในวันหยุดราชการ (เสาร์-อาทิตย์) เป็นเวลา 2 วัน 3. ทำความสะอาดภายในโรงเรียนตามที่ครูกำหนดช่วงหลังเลิกเรียนเป็นเวลา 10 วันทำการ กิจกรรมที่ 4 ระดับความผิดร้ายแรง เป็นกิจกรรมที่ฝ่ายบริหารกิจการนักเรียนจัดขึ้น ในรูปแบบของค่าย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียน จำนวน 2 วัน 1 คืน (เมื่อถูกตัดคะแนนความประพฤติ30 คะแนน ขึ้นไป) ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 (นายสมนึก จุ้ยดอนกลอย) ผู้อำนวยการโรงเรียนบางปะหัน
คณะผู้จัดทำคู่มือนักเรียนและผู้ปกครอง คณะที่ปรึกษา 1. นายประสิทธิ์ ดีทรง ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนบางปะหัน 2. นายสมนึก จุ้ยดอยกลอย ผู้อำนวยการโรงเรียนบางปะหัน 3. นายปิยณัฐ สุขสมพืช รองผู้อำนวยการโรงเรียนบางปะหัน 4. นายนันทวัฒน์ พุ่มพวง รองผู้อำนวยการโรงเรียนบางปะหัน คณะดำเนินการจัดทำ 1. นายจิรัฏฐ์ จิรวงษ์ศิริ ครู หัวหน้าฝ่ายบริหารกิจการนักเรียน 2. นางอัญชณา สิริภาพ ครู หัวหน้าฝ่ายบริหารวิชาการ 3. นางกุลธิดา สิงห์สูง ครู หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป 4. นางวราภรณ์ สนธิวรรธนะ ครู หัวหน้าฝ่ายบริหารบุคคล 5. นางสาวอมรรัตน์ พันธุ์พิมพ์ ครู หัวหน้าฝ่ายบริหารงบประมาณและแผน 6. นางกุหลาบ ท่าวัง ครู หัวหน้างานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 7. นางสาวอรอนงค์ เกื้อหนุน ครู หัวหน้าระดับชั้น ม.1 8. นายวัชรพงศ์ พูลสวัสดิ์ ครู หัวหน้าระดับชั้น ม.2 9. นายณัฐวุฒิ ศรีคำแดง ครู หัวหน้าระดับชั้น ม.3 10. นางสาวยุพิน สมงาม ครู หัวหน้าระดับชั้น ม.4 11. ว่าที่เรือตรีรัฐนัย รื่นกมล ร.น. ครู หัวหน้าระดับชั้น ม.5 12. นางสาวศุษมา เกษสา ครู หัวหน้าระดับชั้น ม.6