The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วันสำคัญของไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วนัชพร สิทธิสุวรรณ, 2022-11-08 03:52:05

วันสำคัญของไทย

วันสำคัญของไทย

วันสิ่งแวดล้อมโลก

วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีถือว่าเป็น “วันสิ่งแวดล้อมโลก” เพื่อ
ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรา ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ที่มีการเกื้อ
หนุนซึ่งกันละกัน เป็นวงจร และวัฏจักรที่เกี่ยวข้องกันทุกระบบ



สิ่งแวดล้อมของประเทศไทย
มี 2 ประเภท ได้แก่ 1. สิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ ที่สามารถเกิดขึ้น
เองได้ตามธรรมาติ เช่น ป่าไม้ ภูเขา ดิน น้ำ อากาศ ทรัพยากร2. สิ่ง
แวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น ชุมชนเมือง สิ่งก่อสร้างโบราณสถาน ศิลปกรรม
ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมมีข้อตกลงจากการประชุมให้มา
ดำเนินการจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้น ซึ่งประเทศไทยก็ได้ตรา
พระราชบัญญัติส่งเสริม และรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม และได้ก่อตั้ง
สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้นอันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ
ของการดำเนินงาน ด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย

ประวัติวันสิ่งแวดล้อมโลก
จากปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งหิมะขั้วโลกเหนือละลาย น้ำท่วม แผ่นดิน

ไหว หรืออากาศร้อนขึ้น ซึ่งผลมาจากการที่มนุษย์เป็นผู้ทำลายธรรมชาติ
จึงได้เกิดวัน “สิ่งแลดล้อมโลก”เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความตื่นตัวในด้าน
วิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความตื่นตัวในด้านวิกฤตการณ์สิ่ง
แวดล้อมขึ้นทั่วโลกรวมทั้งกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทางที่ดี และ
เพื่อให้เป้าหมายบรรลุผล
กิจกรรมในวันสิ่งแวดล้อมโลก

จัดให้มีการณรงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมทั้ง
ประชาชน และเยาวชนเพื่อให้เห็นคุณค่ารวมทั้งความเข้าใจเกี่ยวกับการ
ดูแลสิ่งแวดล้อม

1. จัดนิทรรศการด้านพลังงาน
2.กิจกรรมการปลูกต้นไม้
3. รณรงค์การแยกทิ้งเศษกระดาษจากขยะอื่น

วันไหว้ครู

“ครู” มีความหมายว่า ผู้สั่งสอนศิษย์ หรือ ผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์ ซึ่งมาจากคำว่า ครุ
(คะ-รุ) ที่แปลว่า “หนัก” อันหมายถึงความรับผิดชอบในการอบรมสั่งสอนของครูนั้น นับเป็น
ภาระหน้าที่ที่หนักหนาสาหัสไม่น้อย กว่าคนๆ หนึ่งจะเติบโตมีวิชาความรู้ และเป็นคนดีของ
สังคม จะต้องทุ่มเทแรงกายและแรงใจไม่น้อยไปกว่าพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเลยในชีวิตของคนๆ หนึ่ง
นอกเหนือไปจากพ่อแม่ซึ่งเปรียบเสมือน ครูคนแรก ของเราแล้ว การที่เด็กๆ จะดำรงชีพต่อไป
ได้ในสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี ครู ที่จะประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ เพื่อปูพื้นฐานไปสู่
หนทางทำมาหากินในภายภาคหน้าด้วย ดังนั้น ครู จึงเป็นบุคคลสำคัญเป็นที่สอง รองไปจาก
บิดามารดาที่เราทุกคน ควรจะได้แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน เพราะหากโลกนี้ ไม่มีผู้
ที่ทำหน้าที่เป็น ครู แล้ว สรรพวิชาต่างๆก็คงสูญหายไปจากพิภพ แม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัม
พุทธเจ้าเอง ก็ทรงเป็น ครูของโลก พระองค์หนึ่ง ด้วยเหตุนี้เอง การบูชาครู การไหว้ครู จึงเป็น
ประเพณีสำคัญที่มีมา แต่โบราณ ถือเป็นพิธีกรรมที่แสดงความเคารพ และระลึกถึงพระคุณ
ของบูรพาจารย์ ครูอาจารย์ผู้ประสิทธิ์วิชาความรู้ให้ ทำให้เราสามารถนำไปประกอบวิชาชีพ
สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ตนเองและครอบครัวได้ในอนาคต

ความสำคัญพิธีไหว้ครู
คือ การที่ศิษย์แสดงความเคารพ ยอมรับนับถือครูบาอาจารย์อย่างจริงใจว่า ท่านเป็นผู้
เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมความรู้ ศิษย์ในฐานะผู้สืบทอดมรดกทางวิชาการ จึงพร้อมใจกัน
ปวารณาตัวรับการถ่ายทอดวิชาความรู้ด้วยความวิริยะอุตสาหะ เพื่อให้บรรลุปลายทางแห่ง
การศึกษาตามที่ตั้งใจเอาไว้ ซึ่งการไหว้ครูนี้ นอกจากจะเป็นธรรมเนียมอันดีงามที่มีส่วนโน้ม
น้าวจิตใจคนให้รักษาคุณความดี และช่วยธำรงรักษาวิทยาการให้สืบเนื่องต่อไปแล้ว การที่
ศิษย์แสดงความเคารพยอมรับนับถือครูตั้งแต่เบื้องต้น ก็มีส่วนทำให้ครูเกิดความรัก ความ
เมตตาต่อศิษย์ อยากมอบวิชาความรู้ให้อย่างเต็มที่ และศิษย์เองก็จะมีความรู้สึกผูกพันใกล้ชิด
เกิดมั่นใจว่าตนจะมีผู้คุ้มครองดูแล สั่งสอนให้ไปสู่หนทางแห่งความดีงาม และความเจริญ
ก้าวหน้าแน่นอน

พิธีไหว้ครูในโรงเรียน และดอกไม้ไหว้ครู
โดยปกติสถานศึกษามักจัดพิธีไหว้ครูขึ้นในวันพฤหัสบดี สัปดาห์ที่ 2 หรือวันใดวัน
หนึ่งในราวเดือนมิถุนายนดอกไม้ที่ใช้ในการไหว้ครู ในพิธีไหว้ครูนับตั้งแต่สมัยก่อน
จะใช้ดอกไม้ในการทำพาน ซึ่งดอกไม้ความหมายในการระลึกคุณครู ได้แก่
หญ้าแพรก สื่อถึง เป็นหญ้าที่เติบโตเร็วและทนต่อสภาพดินฟ้า อากาศ ทนต่อการ
เหยียบย่ำ ซึ่งเปรียบเสมือน คำดุด่าของครูบาอาจารย์ เมื่อได้รับการสั่งสอนก็พร้อม
จะเรียนรู้ เหมือนดังหญ้าแพรกที่แม้บางครั้งจะเหี่ยวเฉาไป แต่เมื่อใดที่ได้รับน้ำก็
พร้อมจะเติบโตทันที
ดอกเข็ม สื่อถึง สติปัญญาเฉียบแหลม เหมือนชื่อของดอกเข็ม
ดอกมะเขือ สื่อถึง มะเขือนั้นจะคว่ำดอกลงเสมอเมื่อจะออกลูก แสดงถึงนักเรียนที่จะ
เรียนให้ได้ผลดีนั้นต้องรู้จักอ่อนน้อม ถ่อมตน เป็นคนสุภาพเรียบร้อย เหมือนมะเขือที่
โน้มลง และดอกงอกงามได้อย่างรวดเร็ว
ข้าวตอก สื่อถึง ความรู้ที่แตกฉาน เพิ่มพูนอย่างรวดเร็ว เหมือนลักษณะของข้าวสาร
เปรียบได้กับการที่ครู “คั่ว” นักเรียนคนใดคนหนึ่ง กล่าวคือ “คั่ว”คือการเคี่ยวเข็ญ
ว่ากล่าวตักเตือน อบรมสั่งสอนนั่นเอง วิชาความรู้ของนักเรียนเหล่านั้นจะ
“แตก”ฉานสามารถนำมาใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้

วันสุนทรภู่

ประวัติสุนทรภู่แบบย่อ
พระสุนทรโวหาร (ชื่อจริง: ภู่, ภาษาอังกฤษ: Sunthron Phu) หรือที่เรารู้จักกันทั่วไปว่า "สุนทร
ภู่" เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
มารดาของสุนทรภู่เป็นแม่นมของพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง ในวัยหนุ่ม สุนทรภู่ได้ลอบรัก
กับหญิงสาวชาววังหลังชื่อแม่จัน จนได้รับโทษขังคุก เมื่อพ้นโทษสุนทรภู่เดินทางไปหาบิดาที่บวช
เป็นพระ ณ บ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ต่อมาได้สมัครเป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้า
ปฐมวงศ์ พระโอรสในกรมพระราชวังหลัง และเริ่มแต่งผลงาน 3 เรื่อง ได้แก่ นิทานคำกลอน
เรื่องโคบุตร นิราศเมืองแกลง และนิราศพระบาท ระหว่างปี พ.ศ. 2349-2350
ในปี พ.ศ. 2363 สุนทรภู่เข้ารับราชการในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาล
ที่ 2 ได้รับตำแหน่ง "ขุนสุนทรโวหาร" และเริ่มแต่งนิทานคำกลอนเรื่องพระอภัยมณี ขณะที่ติดคุก
จากโทษฐานที่ทำร้ายญาติผู้ใหญ่ของแม่จัน
ชีวิตของสุนทรภู่ตกอับในช่วงรัชกาลที่ 3 ส่งผลให้ต้องสร้างสรรค์ผลงานมากมายเมื่อเลี้ยงชีพ
ก่อนที่จะกลับมาได้ดีอีกครั้งในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยได้รับราชการเป็น "พระสุนทรโวหาร"
สุนทรภู่ถึงแก่กรรมในปี พ.ศ. 2398 สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ผล
งานเรื่องสุดท้าย คือ บทละครเรื่องอภัยนุราช
สุนทรภู่เป็นกวีในสมัยรัตนโกสินทร์ที่มีชีวิตและสร้างสรรค์ผลงานใน 4 รัชกาล จึงได้รับการ
ขนานนามว่ากวีสี่แผ่นดิน

ผลงานทั้งหมดของสุนทรภู่ (ตามที่มีหลักฐานปรากฏ)
นิราศ - นิราศเมืองแกลง, นิราศพระบาท, นิราศภูเขาทอง, นิราศสุพรรณ, นิราศวัดเจ้าฟ้า, นิราศ
อิเหนา, รำพันพิลาป, นิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร
นิทานกลอน - โคบุตร, พระอภัยมณี, พระไชยสุริยา, ลักษณวงศ์ และสิงหไกรภพ
สุภาษิต - สวัสดิรักษา และเพลงยาวถวายโอวาท
บทละคร - อภัยนุราช
บทเสภา - ขุนช้างขุนแผน และเสภาพระราชพงศาวดาร
บทเห่กล่อมพระบรรทม - เห่เรื่องพระอภัยมณี, เห่เรื่องโคบุตร, เห่เรื่องจับระบำ และเห่เรื่องกากี



ข้อคิดและคำสอนเกี่ยวกับความสำคัญของการศึกษา
แม้นใครรักรักมั่งชังชังตอบ ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา

รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
– พระอภัยมณี

รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา ไปเบื้องหน้าเติบใหญ่จะให้คุณ
– ขุนช้างขุนแผน

อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ ประเสริฐสุดซ่อนใส่เสียในฝัก
สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย
– เพลงยาวถวายโอวาท
มีความรู้อยู่กับตัวกลัวอะไร ชีวิตไม่ปลดปลงคงได้ดี
– พระอภัยมณี
รู้วิชาก็ให้รู้เป็นครูเขา จึงจะเบาแรงตนช่วยขวนขวาย
มีข้าไทใช้สอย ค่อยสบาย ตัวเป็นนายโง่เง่าบ่าวไม่เกรง
– พระอภัยมณี
ข้อคิดและคำสอนเกี่ยวกับการประหยัดอดออม

มีสลึงพึงประจบให้ครบบาท อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
จงมักน้อยกินน้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน
ไม่ควรซื้อก็อย่าไปพิไรซื้อ ให้เป็นมื้อเป็นคราวทั้งคาวหวาน
เมื่อพ่อแม่แก่เฒ่าชรากาล จงเลี้ยงท่านอย่าให้อดระทดใจ

– นิราศภูเขาทอง

วันที่ 26 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันต่อต้านยาเสพติด โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531
เป็นต้นมาโดยในปี 2560 นี้กำหนดให้มี คำขวัญ “ทำดีเพื่อพ่อ สานต่อแก้ปัญหายาเสพ
ติด”
26 มิถุนายน วันต่อต้านยาเสพติดโลก “Do Good Deeds for Dad against
Drugs”
26 June, International Day Against Drug Abuse and Illicit
Trafficking
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงโทษของยาเสพติด และการแก้
ปัญหา ดังนี้

1. เพื่อให้ประชาชน ชุมชน เยาวชน และหน่วยงานภาคี รับรู้และเห็นถึงความสำคัญของ
วันต่อต้านยาเสพติด ในการที่จะร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด

2. เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังความสามัคคีของคนในชาติ ที่ร่วมเป็น “พลังแผ่นดินเอาชนะ
ยาเสพติด”

3. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายในทุกภาคส่วนของสังคมเกิดความตระหนักถึงภัยจากยาเสพติด
และเข้าร่วมในการ แก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อการเอาชนะยาเสพ
ติดให้ได้ผลอย่างยั่งยืน

4. เพื่อให้วันที่ 26 มิถุนายน เป็นวันที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของการผนึกกำลังของคนใน
ชาติ เพื่อร่วมแก้ไข ปัญหายาเสพติดให้หมด

กิจกรรมวันต่อต้านยาเสพติด 2563
เนื่องจากปีนี้ มีเหตุการณ์การระบาดโควิด-19 หลายหน่วยงานและหลายจังหวัดได้งดจัด
กิจกรรมวัน ต่อต้านยาเสพติด 2563 กลางแจ้ง และเปลี่ยนมาใช้สื่อประชาสัมพันธ์
ออนไลน์เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ ข้อมูลข่าวสารได้อย่างเข้าถึงผ่านทาง Social
Media
ยาเสพติด คือ สารเคมีที่มีผลต่ออารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของผู้เสพ โดยออก
ฤทธิ์ต่อระบบ ประสาท และทําให้ผู้เสพรู้สึกต้องการ ขาดไม่ได้ รวมถึงส่งผลกระทบข้าง
เคียงต่อร่างกาย ทําให้อ่อนเพลีย ร่างกายซูบผอม และมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย เมื่อใช้
สารเสพติดเป็นระยะเวลานานๆ จะทําให้การตัดสินใจ ต่างๆ ช้าลง มีผลต่อการนอนหลับ
การใช้ยาเสพติดจะทําให้ประชากรมีชีวิตที่แย่ลง รวมถึงกระบวนการค้าที่มีโทษตาม
กฎหมาย มีความเสี่ยงในคดีอาชญากรรมต่างๆ ด้วย ดังนั้นหากพบเห็นการค้ายาเสพติด
แจ้งเบาะแสยาเสพติด สายด่วน ป.ป.ส. 1386

วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ 1 กรกฎาคม

การสถาปนาลูกเสือแห่งชาติในไทย เริ่มขึ้นโดย พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ รัชกาลที่ 6 โดยทรงมีพระบรมราชองค์การโปรด
เกล้าฯ ให้สถาปนากองลูกเสือป่าขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 เพื่อ
ฝึกอบรมข้าราชการพลเรือน ให้เรียนรู้วิชาการด้านการทหาร ไว้สำรองยามเกิด
ศึกสงครามและช่วยบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม และยังมีไว้ช่วยปราบปรามโจร
ผู้ร้าย ยามจำเป็น พระองค์ทรงมองเห็นว่ากองกิจการลูกเสือนั้นจะช่วยให้คน
ไทยรักชาติ มีมนุษยธรรม มีความเสียสละ สามัคคีและมีความกตัญญู และได้
ยึดเอาวันที่ 1 กรกฎาคม เป็นวันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติทุกปี ซึ่ง
ประเทศไทยเป็นประเทศที่สามของโลกที่มีการจัดกองลูกเสือของโลกขึ้น โดย
ทุก ๆ ปี จะมีการจัดให้มีการเดินสวนสนามของลูกเสือ ณ สนามศุภชลาศัย
สนามกีฬาแห่งชาติ เป็นประจำทุกปี แต่ในปี พ.ศ. 2556 (จัดที่ลาน
พระราชวังดุสิต) ในแต่ละปีจะมีลูกเสือทั้งในส่วนกลางและปริมณฑลมาร่วม
เดินสวนสนาม ประมาณ 10,000 คน เพื่อแสดงความเคารพและกล่าว
ทบทวนคำปฏิญาณ ต่อองค์พระประมุขคณะลูกเสือแห่งชาติ เพื่อประกาศว่าตน
เป็นลูกเสืออย่างแท้จริง

ลูกเสื อกองแรกของไทย

ลูกเสือกองแรกของไทยตั้งขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงเรียก“ลูกเสือกรุงเทพฯ
ที่1”

ต่อมาขยายตัวออกไปจัดตั้งที่โรงเรียนหรือสถานที่ใดสุดแต่สภากรรมการคณะลูกเสือ
แห่งงชาติจะเห็นสมควรเด็กที่จะเป็นลูกเสือจะต้องทำพิธีเข้าประจำกองกล่าวคำ
ปฏิญาณตนตามคำมั่นสัญญานั้น
พระองค์ผู้ทรงให้กำเนิดลูกเสือได้พระราชทานคำขวัญไว้ว่า”เสียชีพอย่าเสียสัตย์”ใน
สมัยนั้นกิจการลูกเสือไทยเลื่องลือไปยังนานาชาติว่า”พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงใฝ่
พระทัยในกิจการลูกเสือเป็นอย่างยิ่ง”ถึงกับกองลูกเสือที่8ของประเทศอังกฤษได้มี
หนังสือขอพระราชทานนามนามลูกเสือกองนี้ว่า
”กองลูกเสือในพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยามพระองค์ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯพระราชทานให้ตามความประสงค์ลูกเสือกองนี้ติดเครื่องหมายช้างเผือกที่แขน
เสื้อทั้งสองข้างและยังปรากฏ อยู่ตราบเท่าทุกวันนี้

วันอาสาฬหบูชา ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘


นับเป็นวันที่สำคัญในประวัติศาสตร์แห่งพระพุทธศาสนา คือวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนา
หรือหลักธรรมที่ทรงตรัสรู้ เป็นครั้งแรกแก่เบญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ณ มฤคทายวัน ตำบลอิสิปตนะ เมืองพาราณ
สี ในชมพูทวีปสมัยโบราณซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย ด้วยพระพุทธองค์ทรงเปรียบดังผู้ทรงเป็น
ธรรมราชา ก็ทรงบันลือธรรมเภรียังล้อแห่งธรรมให้หมุนรุดหน้า เริ่มต้นแผ่ขยายอาณาจักรแห่งธรรม นำ
ความร่มเย็นและความสงบสุขมาให้แก่หมู่ประชา ดังนั้น ธรรมเทศนาที่ทรงแสดงครั้งแรกจึงได้ชื่อว่า ธัมมจัก
กัปปวัตตนสูตร แปลว่า พระสูตรแห่งการหมุนวงล้อธรรม หรือพระสูตรแห่งการแผ่ขยายธรรมจักร กล่าว
คือดินแดนแห่งธรรม

เมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีมาแล้วนั้นชมพูทวีปในสมัยโบราณ กำลังย่างเข้าสู่ยุคใหม่แห่งความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรือง
เฟื่องฟูทุกด้านและมีคนหลายประเภททั้งชนผู้มั่งคั่งร่ำรวย นักบวชที่พัฒนาความเชื่อและ ข้อปฏิบัติทางศาสนา เพื่อให้ผู้
ร่ำรวยได้ประกอบพิธกรรมแก่ตนเต็มที่ ผู้เบื่อหน่ายชีวิตที่วนเวียน ในอำนาจและโภคสมบัติที่ออกบวช หรือบางพวกก็
แสวงหาคำตอบที่เป็นทางรอกพ้นด้วยการคิดปรัชญาต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เหลือวิสัยและไม่อาจพิสูจน์ได้บ้าง
พระพุทธเจ้าจึงทรงอุบัติในสภาพเช่นนี้ และดำเนินชีพเช่นนี้ด้วยแต่เมื่อทรงพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นขาดแก่นสาน ไม่
เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง แก่ตนเองและผู้อื่น จึงทรงคิดหาวิธีแก้ไขด้วยการทดลองต่าง ๆ โดยละทิ้งราชสมบัติ และอิสริ
ยศแล้วออกผนวช บำเพ็ญตนนานถึง ๖ ปี ก็ไม่อาจพบทางแก้ได้ ต่อมาจึงได้ทางค้นพบ มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสาย
กลาง เมื่อทรงปฏิบัติตามมรรคานี้ก็ได้ค้นพบสัจธรรมที่นำคุณค่า แท้จริงมาสู่ชีวิต อันเรียกว่า อริยสัจ ๔ ประการ ใน
วันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศก ๔๔ ปี ที่เรียกว่า การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า จากนั้นทรงงานประกาศศาสนาโดยทรงดำริ
หาทางที่ได้ผลดีและรวดเร็ว คือ เริ่มสอนแก่ผู้มีพื้นฐานภูมิปัญญาดีที่รู้แจ้งคำสอนได้อย่างรวดเร็วและสามารถนำไปชี้แจง
อธิบาย ให้ผู้อื่นเข้ามาได้อย่างกว้างขวาง จึงมุ่งไปพบนักบวช ๕ รูป หรือเบญจวัคคีย์ และได้แสดงธรรม เทศนาเป็นครั้ง
แรกในวันเพ็ญ เดือน ๘

ความหมายของอาสาฬหบูชา

“อาสาฬหบูชา” (อา-สาน-หะ-บู-ชา/อา-สาน-ละ-หะ-บู-ชา) ประกอบด้วยคำ ๒ คำ คือ
อาสาฬห (เดือน ๘ ทางจันทรคติ) กับบูชา (การบูชา) เมื่อรวมกันจึงแปลว่า การบูชาในเดือน ๘
หรือการบูชาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในเดือน ๘ หรือเรียกให้เต็มว่า อาสาฬหบูรณมีบูชา
โดยสรุป วันอาสาฬหบูชา แปลว่า การบูชาในวันเพ็ญ เดือน ๘ หรือ การบูชาเพื่อระลึกถึง
เหตุการณ์สำคัญในวันเพ็ญ เดือน ๘ คือ

๑. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเริ่มประกาศพระศาสนา
๓. เป็นวันที่เกิดอริยสงฆ์ครั้งแรกคือการที่ท่านโกณฑัญญะรู้แจ้งเห็นธรรม เป็นพระ
โสดาบัน จัดเป็นอริยบุคคลท่านแรกในอริยสงฆ์
๔. เป็นวันที่เกิดพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา คือ การที่ท่านโกณฑัญญะขอ
บรรพชาและ ได้บวชเป็นพระภิกษุ หลังจากฟังปฐมเทศนาและบรรลุธรรมแล้ว
๕. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงได้ปฐมสาวกคือ การที่ท่านโกณฑัญญะนั้น ได้บรรลุธรรม
และบวชเป็นพระภิกษุ จึงเป็นสาวกรูปแรกของพระพุทธเจ้า
เมื่อเปรียบกับวันสำคัญอื่น ๆ ในพระพุทธศาสนา บางทีเรียกวันอาสาฬหบูชา นี้ว่า
วันพระสงฆ์ (คือวันที่เริ่มเกิดมีพระสงฆ์)

ผลจากการแสดงปฐมเทศนา
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแล้ว ปรากฏว่าโกณฑัญญะผู้เป็นหัวหน้า
เบญจวัคคีย์ได้เกิดเข้าใจธรรม เรียกว่า เกิดดวงตาแห่งธรรมหรือธรรมจักษุ บรรลุ
เป็นโสดาบัน จึงทูลขอบรรพชาและถือเป็นพระภิกษุสาวก รูปแรกในพระพุทธศาสนา
มีชื่อว่า อัญญาโกณฑัญญะ



พิธีกรรมที่กระทำในวันนี้ โดยทั่วไป คือ ทำบุญ ตักบาตร รักษาศีล เวียนเทียน ฟัง
พระธรรมเทศนา (ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร) และสวดมนต์ ดังนั้นในวันนี้จึงถือว่า
พุทธศาสนิกชนควรได้รับประโยชน์ ที่เป็นสาระสำคัญจากอาสาฬหบูชา กล่าวคือ
ควรทบทวนระลึกเตือนใจสำรวจตนว่า ชีวิตเราได้เจริญงอกงามขึ้นด้วยความเป็นอยู่
อย่างผู้รู้เท่าทันโลกและชีวิตนี้บ้างแล้วเพียงใด เรายังดำเนินชีวิตอยู่อย่างลุ่มหลง
มัวเมา หรือมีจิตใจอิสระปลอดโปร่งผ่องใสบ้างแล้วเพียงใด

วันเข้าพรรษา

"เข้าพรรษา" แปลว่า "พักฝน" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่าง
ฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรม
คำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่า
ไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้
พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน โดยแบ่งเป็น



- ปุริมพรรษา หรือ วันเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี หรือถ้าปีใด
มีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ
เดือน 11
- ปัจฉิมพรรษา หรือ วันเข้าพรรษาหลัง เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ
เดือน 12



อย่างไรก็ตาม หากมีกิจธุระ คือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในวันเดียวนั้น ก็ทรง
อนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า "สัตตาหะ" หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้
รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด

ข้อยกเว้นการจำพรรษาของพระสงฆ์
ถึงแม้ว่าการเข้าพรรษาจะถือเป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระภิกษุโดยตรงที่ไม่สามารถ
ละเว้นได้ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม แต่ในการจำพรรษาของพระสงฆ์ในระหว่างพรรษา
นั้นอาจมีกรณีจำเป็นบางอย่างที่ทำให้พระภิกษุผู้จำพรรษาต้องออกจากสถานที่จำ
พรรษาเพื่อไปค้างแรมที่อื่น พระพุทธองค์ก็ทรงอนุญาตให้ทำได้โดยไม่ถือว่า
เป็นการขาดพรรษาโดยมีเหตุจำเป็นเฉพาะกรณีๆ ไป ซึ่งได้มีระบุไว้ในพระไตรปิฎก
ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการพระศาสนา หรือการอุปัฏฐานบิดามารดา ทั้งนี้ ก็จะต้อง
กลับมาภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 วัน การออกนอกที่จำพรรษาล่วงวันเช่นนี้เรียกว่า
สัตตาหกรณีย พระพุทธเจ้าได้ทรงระบุเหตุต่างๆ เอาไว้ในกรณีจะออกจากที่จำ
พรรษาไปชั่วคราวได้ ดังนี้

1.การไปรักษาพยาบาล หาอาหารให้ภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย กรณีนี้ทำได้
กับสหธรรมิก 5 และบิดามารดา

2. การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้ กรณีนี้ทำได้กับสหธรรมิก 5
3.การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด หรือ

การไปทำสังฆกรรม อาทิ สวดญัตติจตุตถกรรมวาจาให้พระผู้ต้องการอยู่
ปริวาส เป็นต้น
4.หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ให้ไปทายกได้โดยให้ทาน รับศีล ฟังเทศนาธรรมได้
ในกรณีนี้หากโยมไม่มานิมนต์ก็จะไปค้างไม่ได้

28 กรกฎาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมน
ทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว




พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลง
กรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นพระราชโอรสเพียงพระองค์เดียวในพระบาท
สมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรและ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระราช
สมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2495 เวลา 17:45 น. ณ พระที่นั่ง
อัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้ 4 พรรษา สมเด็จ
พระบรมชนกนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เริ่มรับการถวายพระอักษร ได้ทรง
เข้าศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนจิตรลดา แล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินไปทรง
ศึกษาต่อที่โรงเรียนคิงส์มีด ที่แคว้นซัสเซกส์ และโรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอมเมอร์
เซท ที่ประเทศอังกฤษ จากนั้นทรงเข้ารับการศึกษาระดับเตรียมทหารที่โรงเรียน
คิงส์ ซิดนีย์ และสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการทหารดันทรูน แคนเบอร์รา
ประเทศออสเตรเลีย จนสำเร็จการศึกษาเมื่อปี พ.ศ. 2519

เมื่อนิวัติประเทศไทยทรงรับราชการทหารแล้วทรงศึกษาต่อที่โรงเรียน
เสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 46 เมื่อ พ.ศ. 2520 ทรงเข้าศึกษาในสาขาวิชา
นิติศาสตร์ รุ่นที่ 2 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อ พ.ศ. 2525 ทรงสำเร็จ
การศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 2) และ พ.ศ. 2533 ทรงได้รับ
การศึกษา ณ วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรแห่งสหราชอาณาจักร

เมื่อพระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษา 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระมหา
ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้ง
การพระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิรา
ลงกรณ ให้ทรงดำรงพระราชอิสริยยศขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้า
มหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ในวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 ณ
พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชวังดุสิต

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะที่วัด
พระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2509 ก่อนเสด็จพระราชดำเนิน
ไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ทั้งทรงมีพระราชศรัทธาทรงผนวชในพระพุทธ
ศาสนา โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีผนวช ณ พัทธสีมาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในวันที่
6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 โดยมีสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระ
สังฆราช (วาสน์ วาสโน) เป็นพระอุปัชฌาย์ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญสุวฑฺฒ
โน) เป็นพระกรรมวาจาจารย์ สมเด็จพระธีรญาณมุนี (ธีร์ ปุณฺณโก) ถวาย
อนุศาสน์ ได้รับถวายพระสมณนามว่า “วชิราลงฺกรโณ” และได้ประทับอยู่ ณ วัด
บวรนิเวศวิหาร ตลอดจนทรงลาสิกขาในวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521
บรมราชาภิเษก

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ณ พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร
กรุงเทพมหานคร โดยทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า
"พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพล
ราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถ
บพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" และมีพระปฐมบรมราชโองการความว่า "เราจะ
สืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่ง
อาณาราษฎรตลอดไป"

วันภาษาไทยแห่งชาติ 29 กรกฎาคมของทุกปี




ความเป็นมาของวันภาษาไทยแห่งชาติ
วันภาษาไทยแห่งชาติ ประวัติความเป็นมาสืบเนื่องจากคณะกรรมการรณรงค์เพื่อ
ภาษาไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ตระหนักในคุณค่าและความสำคัญของ
ภาษาไทย และมีความห่วงใยในปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่อภาษาไทย รวมถึงเพื่อ
กระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญ
ของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุง ส่งเสริม และอนุรักษ์ภาษาไทยให้
คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป จึงได้เสนอขอให้รัฐบาลประกาศให้วันที่ 29 กรกฎาคม
ของทุกปี เป็น วันภาษาไทยแห่งชาติ เช่นเดียวกับวันสำคัญอื่นๆ ที่รัฐบาลได้จัด
ให้มีมาก่อนแล้ว เช่น วันวิทยาศาสตร์, วันสื่อสารแห่งชาติ เป็นต้น และคณะ
รัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 เห็นชอบให้วันที่ 29
กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ

วัตถุประสงค์ในการจัดวันภาษาไทยแห่งชาติ มีดังต่อไปนี้
1. เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถ
บพิตร ผู้ทรงเป็นนักปราชญ์และนักภาษาไทย รวมทั้งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ
พระองค์ที่ได้ทรงแสดงความห่วงใย และพระราชทานแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย
2. เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรม
นาถบพิตร เนื่องในมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542
3. เพื่อกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกของคนไทยทั้งชาติ ให้ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของภาษา
ไทย ตลอดจนร่วมมือร่วมใจกันทำนุบำรุงส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์และเป็น
สมบัติวัฒนธรรมอันล้ำค่าของชาติ ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป
4. เพื่อเพิ่มพูนประสิทธิภาพในการใช้ภาษาไทย ทั้งในวงวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเพื่อยก
มาตรฐานการเรียนการสอนภาษาไทยในสถานศึกษาทุกระดับ ให้มีสัมฤทธิผลยิ่งขึ้น
5. เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐฯ และเอกชนทั่วประเทศ มีส่วนร่วมในการจัด
กิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อเผยแพร่ความรู้ภาษาไทยในรูปแบบต่างๆ ไปสู่สาธารณชน ทั้งในฐานะที่
เป็นภาษาประจำชาติ และในฐานะที่เป็นภาษาเพื่อการสื่อสารของทุกคนในชาติ

ประโยชน์ที่คาดว่าได้รับจากการมีวันภาษาไทยแห่งชาติ
1. วันภาษาไทยแห่งชาติ จะทำให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐฯ และเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัย ตระหนักในความสำคัญของภาษาไทย
และร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อกระตุ้นเตือน เผยแพร่ และเน้นย้ำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของ
“ภาษาประจำชาติ” ของคนไทยทุกคน และร่วมมือกันอนุรักษ์การใช้ภาษาไทยให้มีความถูกต้อง
งดงามอยู่เสมอ
2. บุคคลในวงวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาไทย โดยเฉพาะในวงการศึกษา และวงการ
สื่อสาร ช่วยกันกวดขันดูแลให้การใช้ภาษาไทยเป็นไปอย่างถูกต้องเหมาะสม มิให้ผันแปร
เปลี่ยนแปลงจนเกิดความเสียหายแก่คุณลักษณะของภาษาไทยอันเป็น เอกลักษณ์ของชาติ
3. ผลสืบเนื่องในระยะยาว คาดว่าปวงชนชาวไทยทั่วประเทศจะตื่นตัวและสนใจที่จะร่วมกันฟื้นฟู
ทำนุบำรุง ส่งเสริมและอนุรักษ์ภาษาไทย อันเป็นเอกลักษณ์และสมบัติวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติให้
ดำรงคงอยู่คู่ชาติไทย ตลอดไป






























































Click to View FlipBook Version