The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาปรัชญาการศึกษา คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ
ความเป็นครูจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวิชาชีพครู คุณลักษณะของครูวิชาชีพ เช่น ประวัติความเป็นมา
ความหมายของอาชีพครู ความเป็นมาของวิชาชีพครู และคุณสมบัติก่อนจะเป็นวิชาชีพครู ฯลฯ เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาและเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน ผู้จัดทำจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพครูเป็นอย่างมาก

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prapard123, 2021-03-29 11:04:36

วิชาชีพครู คุณลักษณะของครูวิชาชีพ

รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาปรัชญาการศึกษา คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ
ความเป็นครูจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวิชาชีพครู คุณลักษณะของครูวิชาชีพ เช่น ประวัติความเป็นมา
ความหมายของอาชีพครู ความเป็นมาของวิชาชีพครู และคุณสมบัติก่อนจะเป็นวิชาชีพครู ฯลฯ เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาและเป็นแนวทางในการปฏิบัติตน ผู้จัดทำจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษาเกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพครูเป็นอย่างมาก

วิชาชีพครู คณุ ลักษณะของครูวชิ าชีพ

(Teacher Profession, Characteristics of Professional Teachers)

จัดทำโดย

นายประภาส แกว้ เทพ 63B44640314

นายภาณพุ งศ์ พุแค 63B44640315

นายวฒุ ิ ชะนา 63B44640320

เสนอ
ผศ.ดร.สุวรรณา โชติสุการณ์

รายงานเล่มนเี้ ป็นส่วนหน่ึงของรายวิชา
ปรัชญาการศกึ ษา คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณความเป็นครู

ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563
ปรญิ ญาบัตรบัณฑิต(วิชาชีพครู)

คณะครุศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์

คำนำ

รายงานเลม่ นเ้ี ป็นสว่ นหนึ่งของรายวิชาปรชั ญาการศึกษา คุณธรรม จรยิ ธรรม และจรรยาบรรณ
ความเป็นครจู ัดทำข้นึ เพือ่ ศึกษาข้อมูลเกย่ี วกับวิชาชีพครู คุณลักษณะของครวู ชิ าชีพ เช่น ประวตั ิความเป็นมา
ความหมายของอาชีพครู ความเป็นมาของวชิ าชพี ครู และคุณสมบตั ิก่อนจะเป็นวิชาชพี ครู ฯลฯ เพอ่ื เปน็ ประโยชนใ์ น
การศกึ ษาและเป็นแนวทางในการปฏบิ ัติตน ผ้จู ัดทำจึงหวงั เป็นอย่างยง่ิ ว่า รายงานเลม่ นี้จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ ผู้ทีส่ นใจ
ศึกษาเกย่ี วกบั จรรยาบรรณวิชาชีพครูเป็นอย่างมาก

สารบัญ หนา้

เรื่อง 1
1
ยคุ สมยั ของการศึกษา 2
- ครยู คุ การศึกษาไทยโบราณ 3
- การศกึ ษาในสมยั สุโขทัย 5
- การศกึ ษาในสมยั กรงุ ศรอี ยุธยา
- การศกึ ษาในสมัยธนบุรีและรตั นโกสินทรต์ อนต้น 8

การศกึ ษาในสมัยธนบุรแี ละรัตนโกสนิ ทรต์ อนตน้ 8
11
- การศกึ ษาในรชั สมัยพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยู่หวั 12
- การศึกษาในรัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอย่หู ัว
- การจดั การศึกษาในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อยู่หวั 13

การศึกษาสมยั การปกครองระบอบรัฐธรรมนญู 17

ครยู ุคมพี ระราชบัญญัติกอ่ นมใี บประกอบวิชาชพี 17

ครยู ุคมีใบประกอบวชิ าชีพครู 18

ครูยคุ มีความรงุ่ โรจน์แห่งวชิ าชีพครู 20
23
ครใู นศตวรรษที่ 21
บรรณานกุ รม

1

ยุคสมัยของการศึกษา

ครยู คุ การศึกษาไทยโบราณ (ก่อน พ.ศ. 1730-2413)
ชนชาตไิ ทยมปี ระวตั คิ วามเป็นมาอนั ยาวนาน การดาเนินชวี ติ ทใ่ี หค้ นไทยอยดู่ มี สี ุข อยรู่ อดปลอดภยั และวฒั นา
ถาวรมาเป็นลาดบั ทเ่ี รยี กว่า วฒั นธรรมและประเพณี ไดท้ าการสะสมไวแ้ ลว้ จงึ นามาบอกตอ่ ๆ กบั คนร่นุ หลงั ท่ี
เรยี กวา่ การจดั การศกึ ษา

สมยั อาณาจกั รน่านเจ้า ซ่งึ เป็นหลกั ฐานทางประวตั ศิ าสตรใ์ นการดาเนนิ การจดั การศกึ ษาไทย ใน
ประวตั ศิ าสตรจ์ นี ตอนหน่งึ ไดก้ ล่าวถงึ ชนชาตไิ ทยไวว้ า่ เม่อื ครงั้ อาศยั อย่บู รเิ วณมณฑลยนู าน เรยี กว่า อาณาจกั ร
น่านเจา้ ไทยเป็นชนชาตโิ บราณทม่ี กี ารศกึ ษาดชี าตหิ น่ึง บา้ นเมอื งมคี วามเจรญิ มาก มกี ารจดั ระเบยี บการปกครอง
ตลอดจนวฒั นธรรมประเพณตี ่างๆ มกี ารสงั่ สอนอบรมและถา่ ยทอดมาสคู่ นรุ่นหลงั ตามทไ่ี ดบ้ นั ทกึ ไวใ้ น
ประวตั ศิ าสตรด์ งึ กล่าวขา้ งตน้ ในสว่ นทเ่ี กย่ี วกบั ครนู ่าจะมคี าสาคญั (Key word) อยู่ 2 คา คอื มกี ารศกึ ษาดชี าติ
หน่งึ และ มกี ารสงั่ สอนอบรมและถา่ ยทอดมาสรู่ ุ่นหลงั จากสาคญั ดงั กล่าวยอ่ มแสดงใหเ้ หน็ วา่ ชนชาตไิ ทยมคี รมู า
ตงั้ แตอ่ ดตี หรอื ครไู ดอ้ ุบตั ขิ น้ึ มาพรอ้ มๆ กบั การเกดิ ขน้ึ ของชนชาตไิ ทย หรอื อาจกล่าวโดยสรุปวา่ ครไู ทยเกดิ ขน้ึ ใน
สมยั อาณาจกั รน่านเจา้ ประกอบกบั ในสมยั นนั้ ไม่มรี ะบบโรงเรยี น บคุ คลทท่ี าหน้าทเ่ี ป็น ครู คอื ผรู้ อบรเู้ รอ่ื ง
ขนบประเพณีและวฒั นธรรมของเผา่ พนั ธไุ์ ดแ้ ก่ หวั หน้าของชุมชน หรอื ผนู้ าครอบครวั (เจรญิ ไวรวจั นกลู .
ม.ป.ป. : 17-18 ) ซง่ึ บคุ คลดงั กลา่ วคอื ผทู้ ไ่ี ดร้ บั ยกยอ่ งใหเ้ ป็นครูเพศชายลว้ น ครูจาแนกออกเป็น 3 ระดบั
คอื

1.ตหุ๊ ลวง คอื เจา้ อาวาส(เป็นผมู้ วี ชิ าสงู มคี วามรใู้ นวชิ าหนงั สอื ) ทาหน้าทเ่ี ป็นครใู หญ่
2.ตุ๊บาลก๋า คอื พระภกิ ษุทม่ี พี รรษาแกกว่า 5 พรรษาขน้ึ ไป ทาหน้าทส่ี อนหนงั สอื ใหแ้ กพ่ ระภกิ ษุและสามเณร
ทวั่ ไป
3. ต๊หุ นาน คอื พระภกิ ษุทอ่ี ่อนพรรษา ทาหน้าทส่ี อนโยมวดั (ศษิ ยว์ ดั ) หมายถงึ เดก็ ทพ่ี อ่ แมน่ าไปฝากเป็น
ศษิ ย์

ดงั นนั้ ครผู สู้ อนในสมยั น้คี อื
1. พอ่ แม่ ญาตผิ ใู้ หญ่ ทส่ี งั่ สอน อบรม และถ่ายทอดมาสคู่ นรุน่ หลงั ใหด้ า้ นการประกอบอาชพี ทท่ี าสบื ต่อกนั
มาตงั้ แตบ่ รรพบุรษุ นอกจากน้พี อ่ แม่ ญาตผิ ใู้ หญ่ยงั สอนในเร่อื งของขนบธรรมเนียมประเพณพี น้ื ถนิ่
มารยาททางสงั คม และกฎเกณฑใ์ นชุมชนใหก้ บั ลกู หลานดว้ ย
2. พระภกิ ษุ สอนหลกั ธรรมะ ภาษาบาล-ี สนั สกฤต วชิ าความรสู้ ามญั หลกั คณุ ะรรม จรยิ ธรรม รวมถงึ การ
เขยี นอกั ษร โดยการคดั ลอกพระธรรมคาสอน

2

การศึกษาในสมยั สุโขทยั (พ.ศ. 1781 พ.ศ. 1921) มลี กั ษณะการจดั ดงั น้ี
1. รปู แบบการจดั การศกึ ษา แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย กล่าวคอื
1.1 ฝ่ายอาณาจกั รแบ่งออกเป็น 2 สว่ น ไดแ้ ก่ สว่ นทห่ี น่ึงเป็นการจดั การศกึ ษาสาหรบั ผชู้ ายทเ่ี ป็นทหาร
เชน่ มวย กระบ่ี กระบองและอาวุธต่างๆ ตลอดจนวธิ กี ารบงั คบั มา้ ชา้ ง ตาราพชิ ยั ยุทธซ์ ง่ึ เป็นวชิ าชนั้ สงู ของผทู้ จ่ี ะ
เป็นแม่ทพั นายกอง และสว่ นทส่ี อง พลเรอื น เป็นการจดั การศกึ ษาใหแ้ ก่พลเรอื นผชู้ ายเรยี นคมั ภรี ไ์ ตรเวท
โหราศาสตร์ เวชกรรม ฯลฯ สว่ นพลเรอื นผหู้ ญงิ ใหเ้ รยี นวชิ าชา่ งสตรี การปัก การยอ้ ม การเยบ็ การถกั ทอ
นอกจากนนั้ มกี ารอบรมบ่มนิสยั กริ ยิ ามารยาท การทาอาหารการกนิ เพอ่ื เตรยี มตวั เป็นแม่บา้ นแมเ่ รอื นทด่ี ตี ่อไป
1.2 ฝ่ายศาสนาจกั ร เป็นการศกึ ษาเกย่ี วกบั พระพุทธศาสนาการจดั การศกึ ษาในสมยั สุโขทยั จงึ เป็นการจดั
การศกึ ษาทเ่ี น้นพระพุทธศาสนาและศลิ ปศาสตร์ สมยั น้ีพอ่ ขนุ รามคาแหงไดน้ าช่างชาวจนี เขา้ มาเผยแพร่การทา
ถว้ ยชามสงั คโลกใหแ้ กค่ นไทย และหลงั จากทท่ี รงคดิ ประดษิ ฐอ์ กั ษรไทยแลว้ งานดา้ นอกั ษรศาสตรเ์ จรญิ ขน้ึ มกี าร
สอนภาษาไทยในพระบรมมหาราชวงั มวี รรณคดที ส่ี าคญั คอื หนงั สอื ไตรภูมพิ ระร่วงและตารบั ทา้ วศรจี ุฬาลกั ษณ์
2. สถานศกึ ษา สาหรบั สถานศกึ ษาในสมยั น้ี ประกอบดว้ ย
2.1 บา้ น เป็นสถาบนั สงั คมพน้ื ฐานทช่ี ่วยทาหน้าทใ่ี นการถ่ายทอดความรดู้ า้ นอาชพี ตามบรรพบุรุษ การ
กอ่ สรา้ งบา้ นเรอื น ศลิ ปการป้องกนั ตวั สาหรบั ลูกผชู้ ายและการบา้ นการเรอื น เชน่ การจบี พลู การทาอาหารและการ
ทอผา้ สาหรบั ลกู ผหู้ ญงิ เป็นตน้
2.2 สานกั สงฆ์ เป็นสถานศกึ ษาทส่ี าคญั ของราษฎรทวั่ ไป เพอ่ื หน้าทข่ี ดั เกลาจติ ใจ และแสวงหาธรรมะ
ตา่ งๆ
2.3 สานกั ราชบณั ฑติ เป็นบา้ นของบคุ คลทป่ี ระชาชนยกย่องวา่ มคี วามรสู้ งู บางคนกเ็ ป็นขุนนางมี
ยศถาบรรดาศกั ดิ ์บางคนกเ็ คยบวชเรยี นแลว้ จงึ มคี วามรู้ แตกฉานในแขนงตา่ งๆ
2.4 พระราชสานกั เป็นสถานศกึ ษาของพระราชวงศแ์ ละบุตรหลานของขนุ นางในราชสานกั มพี ราหมณ์หรอื
ราชบณั ฑติ เป็นครสู อน
3. วชิ าทส่ี อน ไมไ่ ดก้ าหนดตายตวั พอแบ่งออกไดด้ งั น้ี
(1) วชิ าความรสู้ ามญั สนั นิษฐานวา่ ในช่วงตน้ สุโขทยั ใชภ้ าษาบาลี และสนั สกฤตในการศกึ ษา ต่อมาใน
สมยั หลงั จากทพ่ี อ่ ขุนรามคาแหงไดท้ รงประดษิ ฐอ์ กั ษรไทยขน้ึ ใชเ้ มอ่ื พ.ศ. 1826 จงึ มกี ารเรยี นภาษาไทยกนั
(2) วชิ าชพี เรยี นกนั ตามแบบอยา่ งบรรพบรุ ุษ ตระกูลใดมคี วามชานาญดา้ นใดลูกหลานจะมคี วามถนดั และ
ประกอบอาชพี ตามแบบอย่างกนั มา เช่น ตระกูลใดเป็นแพทยก์ จ็ ะสอนบุตรหลานใหเ้ ป็นแพทย์
(3) วชิ าจรยิ ศกึ ษา สอนใหเ้ คารพนบั ถอื บรรพบรุ ุษ การรจู้ กั กตญั ญูรคู้ ุณการรกั ษาขนบธรรมเนยี มประเพณี
ดงั้ เดมิ และการรูจ้ กั ทาบญุ ใหท้ าน ถอื ศลี ในระหว่างเขา้ พรรษา เป็นตน้
(4) วชิ าศลิ ปะป้องกนั ตวั เป็นการสอนใหร้ จู้ กั การใชอ้ าวุธ การบงั คบั สตั วท์ ใ่ี ชเ้ ป็นพาหนะในการออกศกึ และ
ตาราพชิ ยั ยุทธ

3

ดงั นนั้ ครผู สู้ อนในสมยั สโุ ขทยั คอื
1. พอ่ แม่ ญาตผิ ใู้ หญ่ ทส่ี งั่ สอน อบรม และถ่ายทอดมาสคู่ นรุ่นหลงั ใหด้ า้ นการประกอบอาชพี ทท่ี าสบื ต่อกนั
มาตงั้ แตบ่ รรพบุรุษ ขนบธรรมเนียมประเพณพี น้ื ถน่ิ มารยาททางสงั คม และกฎเกณฑใ์ นชุมชนใหก้ บั
ลกู หลาน นอกจากน้พี อ่ แม่ ญาตผิ ูใ้ หญ่ยงั สอนในเร่อื งของการกอ่ สรา้ งบา้ นเรอื น ศลิ ปการป้องกนั ตวั
สาหรบั ลูกผชู้ ายและการบา้ นการเรอื น เช่น การจบี พลู การทาอาหารและการทอผา้ สาหรบั ลูกผหู้ ญงิ เป็น
ตน้
2. พระภกิ ษุ สอนหลกั ธรรมะ ภาษาบาล-ี สนั สกฤต วชิ าความรสู้ ามญั หลกั คุณะรรม จรยิ ธรรม รวมถงึ การ
เขยี นอกั ษร โดยการคดั ลอกพระธรรมคาสอน
3. ราชบณั ฑติ ซง่ึ คอื ขนุ นางในราชสานัก ราชบณั ฑติ สอนพระราชวงศแ์ ละบุตรหลานของขนุ นางในราชสานกั
ทงั้ ในเรอ่ื งของวชิ าทหาร เช่น มวย กระบ่ี กระบองและอาวุธตา่ งๆ ตลอดจนวธิ กี ารบงั คบั มา้ ชา้ ง ตารา
พชิ ยั ยุทธซ์ ง่ึ เป็นวชิ าชนั้ สงู ของผู้ทจ่ี ะเป็นแมท่ พั นายกอง รวมถงึ วชิ าสามญั และวชิ าชพี นอกจากน้รี าช
บณั ฑติ ยงั สอนประชาชนทวั่ ไปทเ่ี ป็นทหารในเรอ่ื งของวชิ าทหารอกี ดว้ ย
4. พราหมณ์ สอนพระราชวงศแ์ ละบตุ รหลานของขนุ นางในราชสานกั ในเรอ่ื งของพระราชพธิ ี รฐั พธิ ตี า่ งๆ

การศกึ ษาในสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา (พ.ศ. 1893 - พ.ศ. 2310)
กรุงศรอี ยุธยาซง่ึ เป็นราชธานอี นั ยาวนาน 417 ปี ซง่ึ มคี วามเจรญิ ทงั้ ทางดา้ นการเมอื ง เศรษฐกจิ และสงั คม
การเปลย่ี นแปลงดงั กลา่ วนับเกดิ จากมชี นชาตติ า่ ง ๆ ในเอเชยี เขา้ มาตดิ ตอ่ คา้ ขายและเขา้ มาเพอ่ื ตงั้ หลกั แหลง่ หา
กนิ ในดนิ แดนไทย เชน่ จนี มอญ ญวน เขมร อนิ เดยี และอาหรบั และตงั้ แต่รชั สมยั พระรามาธบิ ดที ่ี 2 ชาตติ ะวนั ตก
ไดเ้ รม่ิ เขา้ มาตดิ ต่อคา้ ขาย เชน่ ชาตโิ ปรตเุ กสเขา้ มาเป็นชาตแิ รก และมชี นชาตอิ น่ื ๆ ตดิ ตามมา เช่น ฮอลนั ดา
ฝรงั่ เศส องั กฤษ เป็นตน้ มผี ลใหก้ ารศกึ ษาไทยมคี วามเจรญิ ขน้ึ โดยเฉพาะใน รชั สมยั สมเดจ็ พระเจา้ ปราสาททอง
และสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช
ลกั ษณะการจดั การศกึ ษาสมยั กรงุ ศรอี ยุธยา มดี งั น้ี
1. รปู แบบการจดั การศกึ ษา มดี งั น้ี
1.1 การศกึ ษาวชิ าสามญั เน้นการอา่ น เขยี น เรยี นเลข อนั เป็นวชิ าพน้ื ฐานสาหรบั การประกอบสมั มาอาชพี
ของคนไทย พระโหราธบิ ดไี ดแ้ ตง่ แบบเรยี นภาษาไทย ช่อื จนิ ดามณี ถวายสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชซง่ึ ใชเ้ ป็น
แบบเรยี นสบื มาเป็นเวลานาน
1.2 การศกึ ษาทางดา้ นศาสนา วดั ยงั มบี ทบาทมากในสมยั สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ พระองคท์ รง
สง่ เสรมิ พุทธศาสนาโดยทรงวางกฎเกณฑไ์ วว้ า่ ประชาชนคนใดไม่เคยบวชเรยี นเขียนอา่ นมากอ่ น จะไมท่ รงแต่งตงั้
ใหเ้ ป็นขา้ ราชการและในสมยั สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชเป็นตน้ มา มนี กั สอนศาสนาหรอื มชิ ชนั นารไี ด้จดั ตงั้
โรงเรยี นสอนหนงั สอื และวชิ าอ่นื ๆ ขน้ึ เรยี กโรงเรยี นมชิ ชนั นารนี ้วี า่ โรงเรยี นสามเณร เพอ่ื ชกั จงู ใหช้ าวไทยหนั ไป
นบั ถอื ศาสนาครสิ ต์

4

1.3 การศกึ ษาทางดา้ นภาษาศาสตรแ์ ละวรรณคดี ปรากฏว่ามกี ารสอนทงั้ ภาษาไทยบาลี สนั สกฤต
ฝรงั่ เศส เขมร พม่า มอญ และภาษาจนี ในรชั สมยั สมเดจ็ พระนารายณ์มหาราชมวี รรณคดหี ลายเล่ม เช่น เสอื โค
คาฉนั ท์ สมุทรโฆษคาฉนั ท์ อนริ ทุ ธค์ าฉนั ท์ และกาสรวลศรปี ราชญ์ เป็นตน้

1.4 การศกึ ษาของผหู้ ญงิ มกี ารเรยี นวชิ าชพี การเรอื นการครวั ทอผา้ ตลอดจนกริ ยิ ามารยาท เพอ่ื ป้องกนั
ไม่ใหเ้ ขยี นเพลงยาวโตต้ อบกบั ผชู้ าย แต่ผหู้ ญิงทอ่ี ยใู่ น ราชตระกูลเรมิ่ เรยี นภาษาไทยตลอดทงั้ การประพนั ธด์ ว้ ย
ในสมยั น้โี ปรตุเกสเป็นชาตแิ รกทน่ี าวธิ กี ารทาขนมหวานทใ่ี ชไ้ ขม่ าเป็นสว่ นผสม เช่น ทองหยบิ ฝอยทอง มา
เผยแพรจ่ นขนมเหล่าน้เี ป็นเอกลกั ษณ์ขนมหวานของไทยในปัจจุบนั

1.5 การศกึ ษาวชิ าการดา้ นทหาร มกี ารจดั ระเบยี บการปกครองในแผน่ ดนิ สมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถ
ทรงแยกราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรอื นออกจากกนั หวั หน้าฝ่ายทหารเรยี กว่า สมุหกลาโหม ฝ่ายพลเรอื น
เรยี กว่า สมุหนายก ในรชั สมยั พระรามาธบิ ดที ่ี 2 ทรงจดั วางระเบยี บทางดา้ นการทหาร มกี ารทาบญั ชี คอื การ
เกณฑค์ นเขา้ รบั ราชการทหาร ผชู้ ายอายตุ งั้ แต่ 13 ปีขน้ึ ไปถงึ 60 ปี เรยี กว่าไพรห่ ลวง เช่อื วา่ ตอ้ งมกี ารศกึ ษา
วชิ าการทหาร เป็นการศกึ ษาดา้ นพลศกึ ษาสาหรบั ผชู้ าย ฝึกระเบยี บวนิ ัยเพอ่ื ฝึกอบรมใหเ้ ป็นกาลงั สาคญั ของชาติ

2. สถานศกึ ษา ในสมยั กรุงศรอี ยุธยาน้ยี งั คงเหมอื นกบั สมยั สุโขทยั ทต่ี ่างออกไป คอื มโี รงเรยี นมชิ ชนั นารี
เป็นโรงเรยี นทช่ี าวตะวนั ตกไดเ้ ขา้ มาสรา้ งเพอ่ื เผยแพรศ่ าสนาและขณะ เดยี วกนั กส็ อนวชิ าสามญั ดว้ ย

3. เน้อื หาวชิ าทส่ี อน มสี อนทงั้ วชิ าชพี และวชิ าสามญั กล่าวคอื
3.1 วชิ าสามญั มกี ารเรยี นวชิ าการอ่าน เขยี น เลข ใชแ้ บบเรยี นภาษาไทยจนิ ดามณี
3.2 วชิ าชพี เรยี นรกู้ นั ในวงศ์ตระกลู สาหรบั เดก็ ผู้ชายไดเ้ รยี นวชิ าวาดเขยี น แกะสลกั และชา่ งฝีมอื ต่าง ๆ
ทพ่ี ระสงฆเ์ ป็นผสู้ อนให้ สว่ นเดก็ ผหู้ ญงิ เรยี นรกู้ ารบา้ นการเรอื นจากพอ่ แม่สมยั ตอ่ มาหลงั ชาตติ ะวนั ตกเขา้ มาแลว้ มี
การเรยี นวชิ าชพี ชนั้ สงู ดว้ ย เช่น ดาราศาสตร์ การทาน้าประปา การทาปืน การพาณิชย์ แพทยศาสตร์ ตารายา
การก่อสรา้ ง ตาราอาหาร เป็นตน้
3.3 ดา้ นอกั ษรศาสตร์ มกี ารศกึ ษาดา้ นอกั ษรศาสตร์ มวี รรณคดหี ลายเลม่ ทเ่ี กดิ ขน้ึ เช่น สมทุ รโฆษคาฉนั ท์
และกาศรวลศรปี ราชญ์ เป็นตน้ อกี ทงั้ มกี ารสอนภาษาไทย บาลี สนั สกฤต ฝรงั่ เศส เขมร พม่า มอญ และจนี
3.4 วชิ าจรยิ ศกึ ษา เน้นการศกึ ษาดา้ นพระพุทธศาสนามากขน้ึ เช่นในสมยั พระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศ ทรง
กวดขนั ในเร่อื งการศกึ ษาหลกั ธรรมของพระพุทธศาสนามาก มกี ารกาหนดใหผ้ ชู้ ายทเ่ี ขา้ รบั ราชการทกุ คนจะตอ้ ง
เคยบวชเรยี นมาแลว้ เกดิ ประเพณกี ารอปุ สมบทเมอ่ื อายุครบ 20 ปี นอกจากน้ใี นสมยั สมเดจ็ พระนารายณ์ทรงให้
เสรภี าพไมก่ ดี กนั ศาสนา ทรงอปุ ถมั ภพ์ วกสอนศาสนา เพราะทรงเหน็ ว่าศาสนาทุกศาสนาต่างสอนใหค้ นเป็นคนดี

5

ดงั นนั้ ครผู สู้ อนในสมยั กรุงศรอี ยธุ ยา ยงั คงคลา้ ยคลงึ กบั สมยั สโุ ขทยั และมสี ว่ นเพม่ิ เตมิ คอื
1. พอ่ แม่ ญาตผิ ใู้ หญ่ ทส่ี งั่ สอน อบรม และถ่ายทอดมาสู่คนรนุ่ หลงั ใหด้ า้ นการประกอบอาชพี ทท่ี าสบื ต่อกนั
มาตงั้ แต่บรรพบุรุษ ขนบธรรมเนียมประเพณพี น้ื ถน่ิ มารยาททางสงั คม และกฎเกณฑใ์ นชุมชนใหก้ บั
ลูกหลาน นอกจากน้พี อ่ แม่ ญาตผิ ใู้ หญย่ งั สอนในเร่อื งของการกอ่ สรา้ งบา้ นเรอื น ศลิ ปการป้องกนั ตวั
สาหรบั ลกู ผชู้ ายและการบา้ นการเรอื น เช่น การจบี พลู การทาอาหารและการทอผา้ สาหรบั ลกู ผหู้ ญงิ เป็น
ตน้
2. พระภกิ ษุ สอนหลกั ธรรมะ ภาษาบาล-ี สนั สกฤต วชิ าความรสู้ ามญั หลกั คุณะรรม จรยิ ธรรม รวมถงึ การ
เขยี นอกั ษร โดยการคดั ลอกพระธรรมคาสอน
3. ราชบณั ฑติ ซง่ึ คอื ขนุ นางในราชสานกั ราชบณั ฑติ สอนพระราชวงศแ์ ละบตุ รหลานของขนุ นางในราชสานกั
ทงั้ ในเรอ่ื งของวชิ าทหาร เช่น มวย กระบ่ี กระบองและอาวุธตา่ งๆ ตลอดจนวธิ กี ารบงั คบั มา้ ชา้ ง ตารา
พชิ ยั ยุทธซ์ ง่ึ เป็นวชิ าชนั้ สงู ของผทู้ จ่ี ะเป็นแมท่ พั นายกอง รวมถงึ วชิ าสามญั และวชิ าชพี นอกจากน้รี าช
บณั ฑติ ยงั สอนประชาชนทวั่ ไปทเ่ี ป็นทหารในเรอ่ื งของวชิ าทหารอกี ดว้ ย
4. พราหมณ์ สอนพระราชวงศแ์ ละบุตรหลานของขนุ นางในราชสานกั ในเรอ่ื งของพระราชพธิ ี รฐั พธิ ตี ่างๆ
5. มชิ ชนั นารี สอนทโ่ี รงเรยี นมชิ ชนั นารี ซง่ึ เป็นโรงเรยี นทช่ี าวตะวนั ตกไดเ้ ขา้ มาสรา้ งเพอ่ื เผยแพรศ่ าสนาและ
สอนวชิ าสามญั ดว้ ย

การศกึ ษาในสมยั ธนบุรแี ละรตั นโกสินทรต์ อนต้น (พ.ศ. 2311 พ.ศ. 2411)
การศกึ ษาในสมยั น้เี ช่นเดยี วกบั สมยั อยุธยา บา้ นและวดั ยงั คงมบี ทบาทเหมอื นเดมิ การจดั การศกึ ษา
ในช่วงน้ี มดี งั น้ี
(1) สมยั พระเจา้ กรุงธนบุรเี ป็นระยะเกบ็ รวบรวมสรรพตาราจากแหล่งตา่ ง ๆ ทร่ี อดพน้ จากการทาลายของ
พมา่ เน้นการทานุบารุงตาราทางศาสนา ศลิ ปะและวรรณคดี
(2) สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงฟ้ืนฟูการศกึ ษาดา้ นอกั ษรศาสตร์ วรรณคดี มกี าร
แต่งรามเกยี รตไิ ดเ้ คา้ โครงเร่อื งมาจากอนิ เดยี เร่อื ง รามายณะ ศลิ ปะ กฎหมาย เช่น กฎหมายตรา3ดวง และ
หลกั ธรรมทางศาสนา มกี ารสงั คายนาพระไตรปิฎก
(3) สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลยั เรม่ิ มชี าวยุโรปเช่น ชาตโิ ปรตเุ กสเขา้ มาตดิ ต่อทางการ
คา้ กบั ไทยใหม่ หลงั จากเลกิ ราไปเม่อื ประมาณปลายสมยั อยธุ ยา และชาตอิ ่นื ๆ ตามเขา้ มาอกี มากมาย เช่น
องั กฤษ ฝรงั่ เศส ฮอลนั ดา เป็นตน้ เน่อื งจากยุโรปมกี ารปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรมทาใหเ้ ปลย่ี นระบบการผลติ จากการใช้
มอื มาใชเ้ ครอ่ื งจกั ร พลงั งานจากไอน้าสามารถผลติ สนิ คา้ ไดม้ ากขน้ึ จงึ ตอ้ งหาแหล่งระบายสนิ คา้ ในสมยั น้ไี ด้
สง่ เสรมิ การศกึ ษาทงั้ วชิ าสามญั โหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ จรยิ ศาสตร์ มกี ารตงั้ โรงทานหลวงขน้ึ ใน
พระบรมมหาราชวงั เป็นทใ่ี หก้ ารศกึ ษา

6

(4) สมยั พระบาทสมเดจ็ พระนัง่ เกลา้ เจา้ อย่หู วั ทรงส่งเสรมิ การศกึ ษาดา้ นศาสนาเป็นพเิ ศษ มกี ารจารกึ วชิ า
ความรสู้ ามญั และวชิ าชพี ลงในแผน่ ศลิ าประดบั ไวต้ ามระเบยี งวดั พระเชตุพนจนมผี กู้ ลา่ วว่าเป็นมหาวทิ ยาลยั แหง่
แรกของไทย มกี ารใชห้ นงั สอื ไทยชอ่ื ประถม ก กา และประถมมาลา นับเป็นแบบเรยี นเลม่ ท่ี 2 และ 3 ตอ่ จาก
จนิ ดามณีของพระโหราธบิ ดี ตอ่ มานายแพทย์ ดี บี บรดั เลยไ์ ดน้ ากจิ การแพทยส์ มยั ใหม่ เช่น การผ่าตดั เขา้ มา
รกั ษาคนไขแ้ ละการตงั้ โรงพมิ พห์ นงั สอื ไทยเป็นครงั้ แรกในปีพ.ศ. 2379 โดยรบั จา้ งพมิ พเ์ อกสารทางราชการเร่อื ง
หา้ มสบู ฝิ่น จานวน 9,000 ฉบบั เมอ่ื ปีพ.ศ. 2382

(5) สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ในสมยั น้ชี าวยโุ รป และอเมรกิ นั เรมิ่ เขา้ มาตดิ ตอ่ คา้ ขาย
และสอนศาสนา มกี ารนาวทิ ยาการสมยั ใหม่ ๆ เขา้ มาปรบั ใชใ้ นเมอื งไทยเพมิ่ ขน้ึ และพระองคท์ รงเหน็ ความสาคญั
ของการศกึ ษาจงึ ทรงจา้ งนางแอนนา เอช เลยี วโนเวนส์ มาสอนสมเดจ็ พระเจา้ ลูกยาเธอ เมอ่ื พ.ศ. 2405 จนรอบรู้
ภาษาองั กฤษเป็นอย่างดี

ลกั ษณะการจดั การศกึ ษาเป็นแบบเดมิ ทงั้ วดั และบา้ น ในสว่ นวชิ าชพี และวชิ าสามญั มอี กั ษรศาสตร์
ธรรมชาตวิ ทิ ยาหรอื วทิ ยาศาสตรก์ ารศกึ ษาของไทยสมยั โบราณ (พ.ศ. 1780 - พ.ศ. 2411 ) ยงั เน้นการจดั
การศกึ ษาทว่ี ดั และบา้ น โดยมหี ลกั สตู รเกย่ี วกบั การอ่านและเขยี นภาษาไทยทงั้ ในดา้ นโคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน
โหราศาสตร์ และไสยศาสตรจ์ ากอาศยั คมั ภรี ท์ างพระพุทธศาสนา มาจนกระทงั่ ในสมยั พระนารายณ์มหาราชเรม่ิ ใช้
หนงั สอื จนิ ดามณีเล่มแรก ตอ่ มามปี ระถม ก กา และประถมมาลา

ครผู สู้ อนในสมยั ธนบุรแี ละรตั นโกสนิ ทร์ตอนตน้ ไดแ้ ก่
1. พระภกิ ษุ
2. นกั ปราชญ์ราชบณั ฑติ
3. พอ่ แม่
4. ช่างวชิ าชพี ตา่ งๆ
5. พราหมณ์
6. มชิ ชนั นารี
สาหรบั การวดั ผลไม่มแี บบแผนแต่มกั จะเน้นความจาและความสามารถในการประกอบอาชพี จงึ จะ
ไดร้ บั การยกย่องและไดร้ บั ราชการ

7

โดยสรุปแลว้ ครใู นยคุ การศกึ ษาไทยโบราณ ไดแ้ ก่
1. พอ่ แม่ ญาตผิ ใู้ หญ่ สอน/ถา่ ยทอดความรตู้ ามบรรพบุรษุ ใหล้ ูกใหห้ ลานตามอาชพี ท่ีทาสบื ต่อกนั มา รวมถงึ
ขนบธรรรมเนียมประเพณีพน้ื ถนิ่ มารยาททางสงั คม กฎเกณฑใ์ นชุมชน
2. พระภกิ ษุ สอนหลกั ธรรมะ ภาษาบาล-ี สนั สกฤต วชิ าความรสู้ ามญั รวมถงึ การเขยี นอกั ษร โดยการคดั ลอก
พระธรรมคาสอน
3. ราชบณั ฑติ ซง่ึ คอื ขนุ นางมยี ศถาบรรดาศกั ดิ ์ หรอื เคยบวชเรยี นแลว้ ทม่ี คี วามรแู้ ตกฉานในแขนงวชิ าต่าง ๆ
วชิ าทส่ี อนกค็ อื สาหรบั ผชู้ ายทเ่ี ป็นทหาร เชน่ มวย กระบ่ี กระบองและอาวธุ ตา่ งๆ ตลอดจนวธิ กี ารบงั คบั
มา้ ชา้ ง ตาราพชิ ยั ยทุ ธซ์ ่งึ เป็นวชิ าชนั้ สงู ของผทู้ จ่ี ะเป็นแมท่ พั นายกอง วชิ าสามญั และวชิ าชพี
4. ชา่ งวชิ าชพี สาขาตา่ งๆ สอนวชิ าชพี เช่น การก่อสรา้ ง แพทยแ์ ผนไทย ช่างไม้ ช่างเหลก็ เป็นตน้
5. พราหมณ์ สอนพระราชวงศแ์ ละบตุ รหลานของขนุ นางในราชสานกั ในเรอ่ื งของพระราชพธิ ี รฐั พธิ ตี า่ งๆ
6. มชิ ชนั นารี สอนทโ่ี รงเรยี นมชิ ชนั นารี ซง่ึ เป็นโรงเรยี นทช่ี าวตะวนั ตกได้เขา้ มาสรา้ งเพอ่ื เผยแพร่ศาสนาและ
สอนวชิ าสามญั

8

การศึกษาของไทยสมัยปฏริ ูปการศกึ ษา (พ.ศ. 2412 – พ.ศ. 2475)
มงุ่ ให้คนเขา้ รบั ราชการและมีความรูท้ ดั เทยี มฝร่งั แต่ไมใ่ ช่ฝรงั่ (คณะอาจารยภ์ าควิชาพ้ืนฐานการศกึ ษา.

2532 : 7) แบง่ ออกเปน็ 3 ชว่ ง ดงั นี้

การศึกษาในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอย่หู วั
หลงั จากที่พระองค์ไดค้ รองราชย์แลว้ กไ็ ด้ทรงปรบั ปรงุ ประเทศใหเ้ จริญรุ่งเรืองในทุกๆ ดา้ น ท้งั ในดา้ นการปกครอง

การศาล การคมนาคมและสาธารณสขุ เปน็ ตน้ โดยเฉพาะด้านการศึกษานัน้ พระองค์ไดท้ รงตระหนกั เพอื่ ปรบั ปรุงคนใน
ประเทศให้มคี วามรคู้ วามสามารถจะช่วยให้ ประเทศชาตมิ ีความเจริญก้าวหนา้ ในทุกๆ ด้าน ดังพระราชดำรสั ท่วี ่า “ …
วิชาหนังสอื เป็นวชิ าทน่ี า่ นับถือและเปน็ ทนี่ ่าสรรเสริญมาแต่โบราณว่า เปน็ วิชาอยา่ งประเสริฐซ่ึงผู้ยิ่งใหญ่นับแต่
พระมหากษัตริยเ์ ป็นต้นมา ตลอดจนราษฎรพลเมืองสมควรและจำเปน็ จะตอ้ งรเู้ พราะเป็นวิชาที่อาจทำให้การทง้ั ปวง
สำเรจ็ ในทกุ สง่ิ ทุกอย่าง… ” (ประไพ เอกอุ่น. 2542 : 83 – 84) การที่พระองค์ทรงเหน็ ความสำคญั ของการศกึ ษา จึงไดม้ ี
การจดั การศกึ ษาอยา่ งมรี ะเบียบแบบแผน (Formal education) มโี ครงการศึกษาชาติ มีโรงเรยี นเกิดข้ึนในวงั และในวัด
มีการกำหนดวิชาทเี รียน มกี ารเรียนการสอบไล่ และมีทุนเล่าเรียนหลวงใหไ้ ปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ ซึ่งปัจจยั ทมี่ ีผลใน
การปฏริ ปู การศึกษาในครงั้ นมี้ ีหลายปจั จัย เชน่
• แนวคดิ และวิทยาการต่างๆ ของชาติตะวนั ตก ซ่งึ คณะมิชชนั มารีไดน้ ำวทิ ยาการเข้ามาเผยแพร่ในดา้ นการแพทย์

การพมิ พ์หนังสือและระบบโรงเรียนของพวกสอนศาสนา ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจ้าอยู่หัวและ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยูห่ วั สืบเน่ืองมาถึงในสมัยนี้ เป็นเหตใุ ห้ไทยต้องรับและปรับปรุงแนวคดิ ในการ
จัดการศกึ ษาขน้ึ เพื่อประโยชน์ในการพฒั นาประเทศ
• ภัยจากการคุมคามของประเทศมหาอำนาจในตน้ คริสต์ศตวรรษที่ 19หรือปลายพทุ ธศตวรรษท่ี 24 ลัทธิจกั รพรรดิ
นิยมกำลังแผ่ขยายมายงั ประเทศต่างๆ ในเอเชยี ซ่งึ ประเทศเพอื่ นบ้าน เชน่ พม่า ญวน เขมรและมลายูเปน็ ต้น ต่าง
ตกอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศมหาอำนาจ สว่ นประเทศไทยมีจุดออ่ นทง้ั ในเรื่องความล้าหลงั ระบบการ
ปกครองและการกำหนดเขตแดนทีช่ ัดเจนพระองคจ์ ึงทรงห่วงใยบ้านเมือง จึงดำเนนิ นโยบายต่างประเทศแบบ
ประณีประนอมและเรง่ ปรบั ปรุงประเทศ โดยเน้นกาu3619 ศกึ ษาของชาติ
• ความตอ้ งการบุคคลทมี่ ีความรคู้ วามสามารถ เข้ามารบั ราชการเนื่องจากพระองค์ทรงปรับปรงุ และขยายงานในส่วน
ราชการต่างๆ จงึ จำเปน็ ต้องจัดต้งั โรงเรียนเพอื่ สอนคนให้เข้ามารับราชการ
• โครงสร้างของสงั คมไทยไดม้ ีการเปลีย่ นแปลง โดยมกี ารเลกิ ทาสและมีการตดิ ต่อกบั ต่างประเทศมากขน้ึ วัฒนธรรม
แบบอย่างตะวันตกได้แพร่หลายจงึ จำเปน็ ต้องการปรบั ปรุงการศกึ ษา เพ่ือใหป้ ระชาชนได้รับการศึกษาเพม่ิ ขน้ึ
• การทพี่ ระองค์ไดเ้ สด็จต่างประเทศท้งั ในเอเชยี และยุโรป ทำให้ได้แนวความคดิ เพ่อื นำมาปฏริ ปู การศกึ ษาและใช้
เป็นแนวทางพฒั นาบา้ นเมือง

9

การจดั ตัง้ สถานศกึ ษา
ปี พ.ศ. 2414 จัดตงั้ โรงเรยี นหลวงขนึ้ ในพระบรมมหาราชวัง เพือ่ ฝกึ คนให้เข้ารับราชการ มพี ระยาศรีสนุ ทร

โวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) ในขณะนั้นเป็นหลวงสารประเสรฐิ เปน็ อาจารยใ์ หญ่ โดยมกี ารสอนหนงั สอื ไทย การคดิ เลข
และขนบธรรมเนียมราชการ นอกจากมีการจดั ตัง้ โรงเรยี นหลวงสำหรบั สอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง เกดิ จาก
แรงผลกั ดันทางการเมืองท่ีส่งผลให้ไทยตอ้ งเรียนรูภ้ าษาองั กฤษ เพอื่ จะไดเ้ จรจากับมหาอำนาจตะวนั ตก และมีการส่ง
นกั เรียนไทยไปศึกษาวชิ าครูที่ประเทศอังกฤษ

• ปี พ.ศ. 2423 จดั ต้ังโรงเรยี นสนุ นั ทาลยั ในพระบรมมหาราชวังเปน็ โรงเรยี นสตรี
• ปี พ.ศ. 2424 ปรบั ปรงุ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบใหเ้ ปน็ โรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก ต่อมาได้กลายเป็น

โรงเรียนขา้ ราชการพลเรือนในปี พ.ศ. 2453 และปี พ.ศ. 2459 ไดต้ ้ังเปน็ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
• ปี พ.ศ. 2425 จัดตั้งโรงเรยี นแผนท่ีและในปี พ.ศ.2427 จัดตงั้ โรงเรยี นหลวงสำหรบั ราษฎรข้นึ ตามวัดใน

กรงุ เทพมหานครหลายแหง่ และแหง่ แรก คอื โรงเรียนมหรรณพาราม
• ปี พ.ศ. 2432 ตัง้ โรงเรยี นแพทยข์ ้ึน เรยี กว่า โรงเรยี นแพทยากร ต้งั อยู่ท่ีริมแม่น้ำหน้าโรงพยาบาลศิรริ าช ใชเ้ ป็น

ทีส่ อนวิชาแพทย์แผนปัจจบุ ัน
• ปี พ.ศ. 2435 จัดตั้งโรงเรยี นมูลศึกษาข้ึนในวดั ทัว่ ไปทั้งในกรงุ เทพมหานครและหัวเมือง โดยประสงค์จะขยาย

การศกึ ษาเล่าเรยี นหนังสือไทยให้แพร่หลายเปน็ แบบแผนยิ่งข้ึน และตัง้ โรงเรยี นฝึกหัดครูเปน็ แหง่ แรกท่ตี ำบลโรง
เล้ยี งเด็ก ต่อมายา้ ยไปอยทู่ ่ีวัดเทพศิรนิ ทราวาส
• ปี พ.ศ. 2437 นกั เรียนฝึกหัดครชู ุดแรก 3 คนสำเร็จการศกึ ษาได้รับประกาศนยี บตั รเป็นครสู อนภาษาไทยและ
ภาษาอังกฤษ
• ปี พ.ศ. 2449 ยา้ ยโรงเรยี นฝกึ หัดครู ซึ่งตัง้ อยู่ที่วดั เทพศริ ิทราวาส ไปรวมกบั โรงเรียนฝกึ หดั ครูฝงั่ ตะวันตก (บ้าน
สมเด็จเจ้าพระยา) ปรบั ปรงุ หลกั สตู รใหส้ งู ขน้ึ เป็น โรงเรียนฝึกหดั อาจารยส์ อนหลักสูตร 2 ปี รบั นักเรยี นท่ีสำเรจ็
มธั ยมศกึ ษา
• ปี พ.ศ. 2456 ตง้ั โรงเรียนฝึกหัดครูหญิงขน้ึ เป็นครงั้ แรกทีโ่ รงเรียนเบญจมราชาลยั

การบรหิ ารการศกึ ษา
เมอื่ จำนวนโรงเรียนเพม่ิ มากข้นึ จงึ จำเป็นตอ้ งมีหน่วยงานรับผดิ ชอบ การศึกษาเปน็ ส่วนหนงึ่ ตา่ งหาก เช่น ปี

พ.ศ. 2430 ทรงโปรดเกลา้ ฯ ให้ต้ังกรมศึกษาธิการโดนโอนโรงเรียนท่ีสงั กัดกรมทหารมหาดเล็กมาท้ังหมด ให้กรมหมน่ื
ดำรงราชานุภาพเป็นผู้บัญชาการอีกตำแหน่งหนง่ึ ปี พ.ศ. 2432 รวมกรมศกึ ษาธิการเขา้ ไปอยใู่ นบงั คับบัญชาของกรม
ธรรมการ และ ปพี .ศ. 2435 ประกาศต้ังกระทรวงธรรมการ มเี จ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นเสนาบดี มหี น้าที่
ในการจัดการศึกษา การพยาบาล พิพิธภัณฑ์และศาสนา

10

การจดั แบบเรียนหลกั สตู รและการสอบไล่
ปี พ.ศ. 2414 ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ใหพ้ ระยาศรีสุนทรโวหาร(นอ้ ย อาจาริยางกรู ) เรยี บเรียงแบบเรียน

หลวงขนึ้ 1 เลม่ ชุดมูลบรรพกิจ เพ่อื ใชเ้ ป็นบทหลักสูตรวชิ าชั้นต้นปี พ.ศ. 2427 กำหนดหลกั สตู รชน้ั ประโยคหนึง่ โดย
อนโุ ลมตามแบบเรียนหลวงหกเล่ม นับเปน็ ปีแรกทีจ่ ดั ใหม้ ีการสอบไล่วชิ าสามญั และมกี ารกำหนดหลักสูตรชนั้ ประโยค
สอง ซง่ึ เปน็ หลกั สตู รทีเ่ กี่ยวกับวิชาสามญั ศึกษา หมายถึง ความรตู้ า่ ง ๆ ทต่ี ้องการใชส้ ำหรับเสมยี นในราชการพลเรือน
ตามกระทรวงตา่ ง ๆ

• ปี พ.ศ. 2431 กรมศกึ ษาธิการ จดั ทำแบบเรียนเร็วใช้แทนแบบเรยี นหลวงชดุ เดิม ผู้แตง่ คอื พระองค์เจ้าดิศวร
กุมาร (กรมพระยาดำรงราชานุภาพ) 1 ชดุ มี 3 เล่ม

• ปี พ.ศ. 2433 ประกาศใชพ้ ระราชบัญญตั ิวิชา พ.ศ. 2433 มีผลทำใหห้ ลกั สตู รภาษาไทยแบง่ ออกเปน็ 3 ประโยค
หลกั สตู รภาษาอังกฤษแบง่ ออกเปน็ 6 ชั้น

• ปี พ.ศ. 2434 ได้แก้ไขการสอบไล่จากเดิมปีละคร้ังเป็นปลี ะ 2 ครงั้ เพ่ือไม่ใหน้ ักเรยี นเสียเวลานานเกินไป

บทสรปุ
การศกึ ษาในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อย่หู ัว มีการจัดการศึกษาอยา่ งมีระเบยี บแบบแผน

(Formal education) มโี ครงการศึกษาชาติ มีโรงเรียนเกดิ ขนึ้ ในวังและในวัด มีการกำหนดวิชาทีเรียน
มีการเรยี นการสอบไล่ และมีทนุ เลา่ เรยี นหลวงให้ไปศึกษาวชิ า ณ ต่างประเทศ พระองค์ยงั จัดตงั้ โรงเรียนเพื่อสอนคนให้
เขา้ มารบั ราชการ

การจดั ตงั้ สถานศึกษาในขณะนนั้ หลวงสารประเสรฐิ เปน็ อาจารย์ใหญ่ โดยมกี ารสอนหนังสอื ไทย การคิดเลข และ
ขนบธรรมเนยี มราชการ มีการจดั ต้ังโรงเรียนหลวงสำหรบั สอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวงั และมีการส่งนักเรียน
ไทยไปศึกษาวิชาครทู ่ปี ระเทศอังกฤษ และยังจัดต้ังโรงเรียนสนุ นั ทาลัยในพระบรมมหาราชวังเปน็ โรงเรยี นสตรี ปรบั ปรงุ
โรงเรียนพระตำหนักสวนกหุ ลาบให้เปน็ โรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก ต่อมาได้กลายเปน็ โรงเรียนขา้ ราชการพลเรือน จัดต้งั
โรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรขึ้นตามวัดในกรุงเทพมหานครหลายแห่ง ตั้งโรงเรยี นแพทย์ขน้ึ เรียกวา่ โรงเรยี นแพทยากร
ตง้ั อย่ทู ี่ริมแมน่ ้ำหนา้ โรงพยาบาลศริ ิราช ใชเ้ ปน็ ที่สอนวชิ าแพทยแ์ ผนปัจจุบนั จัดต้ังโรงเรียนมลู ศกึ ษาขึน้ ในวดั ทวั่ ไปทั้งใน
กรุงเทพมหานครและหวั เมือง ต้ังโรงเรยี นฝกึ หดั ครเู ป็นแหง่ แรกที่ตำบลโรงเล้ยี งเด็ก ตอ่ มาย้ายไปอยู่ท่ีวัดเทพศิรนิ ทราวาส
ปรับปรุงหลักสตู รให้สงู ข้ึนเป็น โรงเรยี นฝึกหัดอาจารย์สอนหลกั สูตร 2 ปี รบั นักเรยี นท่สี ำเร็จมธั ยมศึกษา ตง้ั โรงเรียน
ฝึกหดั ครูหญิงขึ้นเป็นครั้งแรกท่ีโรงเรียนเบญจมราชาลัย

การบริหารการศึกษา ปี พ.ศ. 2430 ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ตัง้ กรมศึกษาธิการโดนโอนโรงเรียนทสี่ งั กัดกรมทหาร
มหาดเลก็ มาท้งั หมด ปี พ.ศ. 2427 กำหนดหลักสตู รช้นั ประโยคหน่งึ โดยอนโุ ลมตามแบบเรยี นหลวงหกเล่ม เปน็ ปีแรกที่
จดั ใหม้ กี ารสอบไล่วชิ าสามญั ปี พ.ศ. 2433 ประกาศใช้พระราชบัญญัตวิ ชิ า พ.ศ. 2433 มีผลทำให้หลกั สูตรภาษาไทยแบง่
ออกเปน็ 3 ประโยค หลักสตู รภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น 6 ช้ัน

11

การศึกษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยู่หวั

ปจั จยั ท่ีมอี ิทธพิ ลต่อการจดั การศกึ ษา มดี ังน้ี
1. พระบรมราชโชบายในการปกครองประเทศ เพื่อให้ประเทศ
มคี วามเจรญิ ก้าวหน้าทดั เทียมกับนานาประเทศ โดยการส่งทหารไปรว่ มกบั ฝ่ายสมั พนั ธมติ รในสงครามโลกคร้งั ท่ี
1 นอกจากนี้พระองค์ทรงสร้างความรู้สึกชาตินยิ มในหมู่ประชาชนชาวไทยโดยมีสาระสำคญั ของอุดมการณ์
ชาตินยิ ม คอื ความรักชาติ ความจงรกั ภกั ดีต่อพระมหากษัตรยิ แ์ ละความยึดมั่นในพทุ ธศาสนา
2. พระองค์ทรงศึกษาวิชาการจากตา่ งประเทศ และเมื่อเสด็จ
กลบั มาแลว้ พระองคไ์ ดท้ รงนำเอาแบบอยา่ งและวธิ ีการที่เป็นประโยชน์มาใชเ้ ป็นหลกั ในการปรบั ปรุงการศึกษา
เช่น ทรงนำเอาแบบอยา่ งและวิธีการท่เี ปน็ ประโยชน์มาใชเ้ ป็นหลกั ในการปรับปรงุ การศึกษา เชน่ ทรงนำเอาวชิ า
ลูกเสอื จากประเทศอังกฤษเข้ามาจดั ตง้ั กองเสือปา่ พระองค์ทรงเป็นนกั ปราชญ์โดย ทรงแปลวรรณคดี
ต่างประเทศเปน็ ภาษาไทยและทรงนิพนธ์วรรณคดีไวห้ ลายเรอ่ื ง
3. ผลอันเนอ่ื งจากการจัดการศึกษาในรชั สมยั พระบาทสมเด็จ
พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยู่หวั เมื่อคนสว่ นมากทไ่ี ดร้ ับการศึกษา มีความรู้และแนวคิดเกีย่ วกับการ

ปกครองประเทศในระบอบรฐั ธรรมนูญในระบบรัฐสภา จงึ มีความปรารถนาจะเปล่ียนแปลงการปกครองไปเปน็ ระบอบ
ประชาธปิ ไตย และปัญหาอนั เกดิ จากคนล้นงานและคนละท้ิงอาชีพและถิ่นฐานเดิม มงุ่ ท่ีจะหนั เขา้ สู่อาชพี ราชการมาก
เกินไป

วิวัฒนาการในการจดั การศึกษา มีดังนี้
• ปี พ.ศ. 2453 ประกาศตง้ั โรงเรียนข้าราชการพลเรือนเพ่ือฝึกคนเข้ารบั ราชการตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ
และต่อมาปี พ.ศ. 2459 ได้ประกาศยกฐานะโรงเรยี นขา้ ราชการพลเรอื นน้ี ข้นึ เป็นจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั
นับเปน็ มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย
• ปี พ.ศ. 2454 ต้งั กองลูกเสอื หรือเสือปา่ ข้นึ เปน็ คร้งั แรกโครงการศึกษาพ.ศ. 2456 และฉบับแกไ้ ข พ.ศ. 2458
โดยมุ่งให้ประชาชนมคี วามรู้ทางดา้ นการทำมาหาเล้ียงชีพตามอัตภาพของตน พยายามที่จะเปลีย่ นค่านิยมของ
ประชาชนไมใ่ หม้ ุ่งที่จะเข้ารบั ราชการอย่างเดียว ปี พ.ศ. 2459 จดั ตั้งกองลูกเสอื หญิงและอนุกาชาดโรงเรียนกลุ
สตรีวังหลงั และได้จัดต้ังกองลูกเสือหญิงขึ้น เรยี กวา่ เนตรนารี ปี พ.ศ. 2461 มีการปรบั ปรุงและขยายฝึกหัดครู
ขนึ้ โดยโอนกลับมาขน้ึ กับกระทรวงศกึ ษาธิการ ซง่ึ เดิมเป็นแผนกหนง่ึ ของโรงเรยี นขา้ ราชการพลเรือน
• ปี พ.ศ. 2461 ประกาศใช้พระราชบญั ญัติโรงเรยี นราษฎร์
• ปี พ.ศ. 2464 ปรบั ปรุงโครงการศกึ ษาชาติ โดยวางโครงการศกึ ษาขน้ึ ใหมเ่ พ่ือส่งเสรมิ ให้ทำมาหาเลี้ยงชีพ
นอกเหนือจากทำราชการ

12

• ปี พ.ศ. 2464 ใชพ้ ระราชบัญญตั ปิ ระถมศึกษาบงั คับใหเ้ ด็กทุกคนทม่ี อี ายุ 7 ปี บริบรู ณห์ รือย่างเข้าปที ่ี 8 ให้เรียน
อยู่ในโรงเรียนจนถึงอายุ 14 ปีบรบิ รู ณ์หรอื ย่างเข้าปีท่ี 15 โดยไม่ต้องเสยี ค่าเล่าเรียน และมกี ารเรียกเก็บเงิน
ศกึ ษาพลจี ากประชาชนคนละ 1- 3 บาทเพื่อนำไปใชจ้ า่ ยในการจดั ดำเนินการประถมศึกษา

การจัดการศกึ ษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกลา้ เจา้ อย่หู ัว

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศกึ ษาในสมยั น้มี ีดงั น้ี
1. ปญั หาการเมืองท่ีเกดิ ขึ้นภายในประเทศ มกี ลุ่มผ้ตู ื่นตวั ทางการเมืองในกรุงเทพมหานคร เรยี กร้องให้มกี าร
เปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง มีการวิพากษ์วจิ ารณร์ ะบอบสมบูรณาญาสิทธิราช
2. ปญั หาสืบเน่ืองจากอิทธิพลจักรวรรดินิยมตะวนั ตก ซง่ึ ตกค้างมาตง้ั แต่รชั กาลก่อน ๆ
3. ปญั หาสบื เน่อื งจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในระหว่าง พ.ศ.2463 - พ.ศ. 2474 เศรษฐกิจของประเทศตกตำ่ จน
เป็นเหตใุ หร้ ฐั บาลตอ้ งตดั ทอนรายจ่ายลง มกี ารยบุ หนว่ ยงานและปลดขา้ ราชการออก สร้างความไม่พอใจให้กบั
รัฐบาลระบอบสมบรู ณาญาสิทธริ าชย์
4. ปญั หาสบื เน่อื งจากการประกาศใช้กฎหมายการศึกษา คือพระราชบญั ญตั ิประถมศึกษา ทำให้การศึกษา
แพรห่ ลายออกไป แต่ขาดความพรอ้ มทางด้านงบประมาณการศึกษา

วิวัฒนาการการจดั การศกึ ษาในสมัยน้ี มดี ังน้ี
• ปี พ.ศ. 2469 เปลยี่ นชอ่ื กระทรวงธรรมการอย่างเดิม
• ปี พ.ศ. 2473 ยกเลิกการเก็บเงนิ ศกึ ษาพลีคนละ 1 - 3บาท จากผชู้ ายทุกคนที่มีอายรุ ะหว่าง 16 - 60 ปี โดยใช้
เงนิ จากกระทรวงพระคลังมหาสมบตั อิ ดุ หนุนการศึกษาแทน
• ปี พ.ศ. 2474 ปรบั ปรุงกระทรวงธรรมการเพอื่ ใหส้ อดคลอ้ งกับภาวะเศรษฐกจิ ตกตำ่ ของประเทศ โดยยุบกรม
สามญั ศึกษาในตอนน้ัน กระทรวงธรรมการจึงมหี นว่ ยงานเพียง 3 หนว่ ยคอื กองบญั ชาการ กองตรวจการศกึ ษา
กรุงเทพ ฯ และกองสุขาภบิ าลโรงเรยี น

13

บทสรปุ
การศกึ ษาในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงศึกษาวชิ าการจากต่างประเทศ ทรงนำเอา

แบบอยา่ งและวิธกี ารท่ีเป็นประโยชนม์ าใชเ้ ปน็ หลักในการปรบั ปรงุ การศึกษา เชน่ ทรงนำเอาวชิ าลกู เสือจากประเทศ
อังกฤษเขา้ มาจดั ตั้งกองเสือป่า มีความรู้และแนวคิดเก่ียวกับการปกครองประเทศในระบอบรฐั ธรรมนูญในระบบรฐั สภา

วิวฒั นาการในการจัดการศกึ ษา ปี พ.ศ. 2453 ประกาศตง้ั โรงเรียนข้าราชการพลเรือนเพ่ือฝกึ คนเข้ารับราชการตาม
กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ปี พ.ศ. 2454 ตงั้ กองลูกเสือหรอื เสอื ปา่ ข้นึ เปน็ ครง้ั แรกโครงการศกึ ษาพ.ศ. 2456 โดยมุ่งให้
ประชาชนมีความรู้ทางดา้ นการทำมาหาเลย้ี งชีพตามอัตภาพของตน พยายามทีจ่ ะเปล่ียนคา่ นยิ มของประชาชนไม่ให้มงุ่ ที่
จะเข้ารบั ราชการอยา่ งเดียว ปี พ.ศ. 2464 ปรับปรุงโครงการศกึ ษาชาติ โดยวางโครงการศกึ ษาขนึ้ ใหมเ่ พื่อสง่ เสรมิ ให้ทำ
มาหาเลี้ยงชีพ นอกเหนอื จากทำราชการ ปี พ.ศ. 2464 ใชพ้ ระราชบัญญตั ิประถมศึกษาบังคบั ใหเ้ ด็กทุกคนท่ีมีอายุ 7 ปี
บรบิ ูรณ์หรือยา่ งเข้าปีที่ 8 ใหเ้ รยี นอย่ใู นโรงเรยี นจนถงึ อายุ 14 ปบี รบิ ูรณห์ รือย่างเข้าปีท่ี 15 โดยไมต่ ้องเสียค่าเลา่ เรยี น
และมีการเรยี กเกบ็ เงินศึกษาพลีจากประชาชนคนละ 1- 3 บาทเพ่ือนำไปใช้จ่ายในการจัดดำเนินการประถมศกึ ษา
การจดั การศกึ ษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยหู่ ัว ปี พ.ศ. 2473 ยกเลิกการเกบ็ เงินศึกษาพลี
คนละ 1 - 3บาท จากผู้ชายทุกคนท่ีมีอายรุ ะหวา่ ง 16 - 60 ปี โดยใช้เงนิ จากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติอดุ หนนุ
การศึกษาแทน

การศกึ ษาสมยั การปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ (พ.ศ. 2475 –ปจั จุบนั )
ปจั จัยของไทยท่ีมีอิทธพิ ลตอ่ การจดั การศึกษา

• นโยบายการจัดการศึกษาของคณะราษฎร์ ประเทศไทยไดเ้ ปลีย่ นแปลงการปกครองจากระบอบ
สมบรู ณาญาสิทธริ าชยม์ าเป็นระบอบประชาธิปไตยเมือ่ วนั ที่ 24 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎร์ซ่ึงเป็นกลมุ่
บคุ คลที่รวมตวั กันเปลยี่ นแปลงการปกครอง ได้วางเปา้ หมายสำคัญหรืออุดมการณข์ องคณะราษฎร์ มปี รากฏอยู่
ในหลัก 6 ประการ ขอ้ ท่ี 6 จะต้องให้การศกึ ษาอย่างเตม็ ท่ีแกร่ าษฎร เพราะคณะราษฎร์มีความเหน็ ว่าการที่จะ
ให้ประชาชนมคี วามรู้ความเข้าใจเร่อื งการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย จำเป็นต้องจัดการศึกษาให้กับ
ประชาชนอย่างทวั่ ถึง เมื่อประชาชนมกี ารศึกษาดยี อ่ มจะทำให้ประเทศชาติเจรญิ ข้นึ ดว้ ย ดังจะเห็นไดจ้ ากคำ
แถลงนโยบายของรฐั บาลพระยามโนปกรณน์ ิติธาดา พ.ศ. 2475 กลา่ วไว้ว่า “….การจดั การศึกษาเพื่อจะให้
พลเมอื งได้มีการศึกษาโดยแพร่หลาย กจ็ ะต้องอนุโลมตามระเบียบการปกครองท่ีใหเ้ ข้าลักษณะเก่ยี วกับแผน
เศรษฐกิจแหง่ ชาติ หลกั สูตรของโรงเรยี นและมหาวิทยาลยั จะตอ้ งขยายใหส้ ูงข้ึนเท่าเทยี มอารยประเทศ ในการน้ี
จะต้องเทียบหลักสตู รของนานาประเทศ หลักสตู รใดสงู ถือตามหลกั สตู รนนั้ ” รัฐบาลชุดตอ่ ๆ มากไ็ ด้พยายามทจี่ ะ
ไดจ้ ดั การศกึ ษาใหท้ ัว่ ถึงในหมู่ประชาชนทั่วไป ถา้ วเิ คราะห์ดจู ากคำแถลงนโยบายของรฐั บาลพบวา่ ได้ตงั้
ความหวงั เรื่องการศึกษาไวส้ ูงเกินไปจะให้เท่าเทียมอารยประเทศ ซ่ึงสภาวะการณ์ในประเทศขณะนนั้ ยังไม่มี

14

ความพร้อม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกจิ ซึ่งเปน็ ปัญหาใหญ่ของประเทศในขณะนั้น เป็นผลให้เกิดปญั หาในการจดั
การศึกษานับแตน่ ้ันเป็นต้นมา
• การเกดิ สงครามโลกคร้ังทสี่ อง พ.ศ. 2484 - พ.ศ. 2488ประเทศไทยตกอยใู่ นภาวะสงครามโลกคร้ังท่สี อง ซึ่งมี
ผลกระทบกระเทือนต่อประเทศไทยอยา่ งรนุ แรงทงั้ ด้านเศรษฐกจิ สังคมและการศึกษา หลงั สงครามโลกคร้ังที่
สอง ประเทศไทยได้รับความเสยี หาย อันสืบเนือ่ งมาจากสงครามโลกคร้งั ท่ีสอง จึงจำเป็นต้องกเู้ งนิ จาก
ธนาคารโลกเพือ่ นำมาใชใ้ นการพัฒนาประเทศและประเทศไทยสมคั รเป็นสมาชิกองคก์ ารศกึ ษาวทิ ยาศาสตรแ์ ละ
วัฒนธรรมแหง่ สหประชาชาติ ทำใหป้ ระเทศไทยไดร้ ับความช่วยเหลือในด้านต่างๆ ตลอดจนแนวคิดใหม่ ๆ มาใช้
ในการพัฒนาประเทศ ทำให้แนวคิดทางการศึกษาของไทยเร่ิมเปลีย่ นแปลงจากเดิมเป็นอยา่ งมาก
วิวัฒนาการการจัดการศึกษา มดี ังนี้
1. มกี ารประกาศใชแ้ ผนการศึกษาชาติ หลงั เปลย่ี นแปลงการปกครองเปน็ ระบอบประชาธิปไตยแลว้ โดยจัดตง้ั
คณะกรรมการการศึกษาและทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ๆ ใหต้ ัง้ สภาการศึกษา พ.ศ. 2475 ประกาศใชแ้ ผนการ
ศึกษาชาติ ต่อมามกี ารปรับปรงุ การจดั การศึกษาภาคบงั คับจาก 6 ปี เหลือ 4 ปี และประกาศใชแ้ ผนการศึกษา
ชาติ พ.ศ. 2479
2. การมอบให้ท้องถน่ิ จดั การศึกษา พ.ศ. 2476 และยกฐานะทอ้ งถิ่นขึ้นเป็นเทศบาลตราพระราชบญั ญัติเทศบาลขึ้น
และเทศบาลไดจ้ ดั การศึกษาอยา่ งแท้จรงิ ใน พ.ศ. 2478
3. การปรับปรงุ หน่วยงานท่ีมสี ว่ นรับผิดชอบในการจดั การศึกษาและเหตุการณ์สำคัญทางการศึกษา ดังเชน่

ปี พ.ศ. 2476 มีการปรบั ปรุงสว่ นราชการในกระทรวงธรรมการและประกาศต้ังมหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์และ
การเมือง
ปี พ.ศ. 2477 โอนคณะนิตศิ าสตร์ในจุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัยไปสมทบกบั มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์และ
การเมือง
ปี พ.ศ. 2478 ประกาศใชพ้ ระราชบญั ญัตปิ ระถมศึกษาทัว่ ประเทศ
ปี พ.ศ. 2488 ประกาศใช้พระราชบัญญัตคิ รูพุทธศักราช 2488
ปี พ.ศ. 2494 มีการประกาศใช้แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ ฉบับที่ 1
ปี พ.ศ.2503 ประกาศใชแ้ ผนการศกึ ษาแห่งชาติ ฉบับท่ี2
ปี พ.ศ.2520 ประกาศใช้แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ ฉบับท่ี3 และปจั จุบนั กำลังใช้แผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535 ฉบับท่ี
4 และ พระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 การปฏิวัตเิ มือ่ เดือนตุลาคม 2501 ไดม้ ีการจัดทำและนำ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาใช้ ซงึ่ ต่อมาได้ยบุ เลิกและจัดตงั้ สภาการศึกษาข้ึนมาแทน สภานี้ได้พจิ ารณาเสนอ
แผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2503 ขนึ้ มา เปน็ ผลใหก้ ารศึกษาในระยะหลงั ได้เปลีย่ นไปอยา่ งมาก

15

การศกึ ษาได้ขยายตวั ขน้ึ ทกุ ระดับ เพราะประเทศกำลังอยูใ่ นระหวา่ งการพัฒนา จึงจำเปน็ จะต้องส่งเสริมให้พลเมือง
ไดร้ ับการศกึ ษาทีด่ ีขนึ้ เพื่อจะได้เป็นพลเมืองทีม่ ีคณุ ภาพสามารถเพ่ิมรายไดข้ องตน และชว่ ยยกฐานะทางเศรษฐกิจของ
ประเทศให้สูงขึ้น ดว้ ยเหตนุ ้รี ัฐบาลจงึ ได้ให้สภาพฒั นาเศษรฐกิจและสงั คมแห่งชาตจิ ัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คม
แห่งชาติ

• ฉบับท่ี 1 (พ.ศ. 2504 - พ.ศ. 2509)
• ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2510 - พ.ศ. 2514)
• ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2515 - พ.ศ. 2519 )
• ฉบบั ท่ี 4 (พ.ศ. 2520 - พ.ศ. 2524)
• ฉบบั ที่ 5 (พ.ศ. 2525 - พ.ศ. 2529)
• ฉบบั ที่ 6 (พ.ศ. 2530 - พ.ศ. 2534)
• ฉบบั ที่ 7 (พ.ศ. 2535 - พ.ศ. 2539)
• ฉบบั ท่ี 8 (พ.ศ. 2540 - พ.ศ. 2544)
• ฉบบั ท่ี 9 (พ.ศ. 2545 – พ.ศ. 2549)
ซ่งึ การจดั การศกึ ษาในปัจจุบันได้มงุ่ ยึดแนวนโยบายทส่ี อดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาตฉิ บับท่ี 9 (พ.ศ.
2545- พ.ศ. 2549) ไดจ้ ดั แผนการศกึ ษาระยะ เวลา 15 ปีเพื่อวางแนวทางในการพฒั นาการอยา่ งบูรณาการคุณภาพชวี ิต
ในทุก ๆ ดา้ นและสอดรบั กบั วิสัยทศั น์ แนวนโยบาย มาตรการและกฎหมายอ่นื ๆ ทีเ่ ก่ียวขอ้ งกับการพฒั นาสังคมไทย
(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาต.ิ 2545 ข : คำนำ)
สว่ นการจัดการศึกษาของประเทศไทยในสมยั การปกครองระบอบรฐั ธรรมนูญมีการขยายสถานศกึ ษาทงั้ ในสว่ นกลางและ
สว่ นภมู ิภาค โดยเฉพาะในสว่ น ภมู ภิ าค เชน่ ปี พ.ศ. 2503 เรมิ่ ก่อสร้างและจัดต้ังมหาวิทยาลัยเชยี งใหม่ และรบั นิสติ ในปี
พ.ศ. 2507 ปี พ.ศ. 2509 เร่มิ ก่อสรา้ งมหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ในภาคใต้ เปน็ ตน้ เนอื่ งจากมีผสู้ นใจศึกษาใน
ระดับอุดมศึกษามากขึน้ ในปี พ.ศ. 2514 มีการจดั ตง้ั มหาวทิ ยาลยั รามคำแหงเปน็ มหาวิทยาลยั เปิดแหง่ แรกและปี พ.ศ.
2521 ต้ังมหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราชเป็นมหาวิทยาลัยเปดิ แห่งทสี่ อง ความเคล่ือนไหวในทางการศกึ ษาไดน้ ำไปสู่
แนวคิดการพัฒนาระบบการบรหิ ารและการจัดการศึกษาให้สามารถพัฒนาทรัพยากรบคุ คลในชาตติ ามแนวทาง
พระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 มีผลทำให้โครงสร้างการบริหารงานและการจัดการศึกษาไดป้ รบั เปล่ียน
ทั้งการจดั การเรยี นการสอนท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญการเปิดสอนในสาขาวชิ าการและวชิ าชพี มุ่งพัฒนาให้ผูร้ อบรู้เปน็ คนเก่ง
คนดีและใช้ชวี ติ ในสังคมอยา่ งมีความสขุ
การปรบั โครงสร้างการบริหารการศกึ ษาของกระทรวงศกึ ษาธกิ ารใหม่แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คอื สภาการศึกษา สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน สำนกั งานคณะกรรมการการ อดุ มศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา
(สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ 2545 ก : 43)

16

บทสรุป
การศกึ ษาเปน็ กระบวนการเรียนรูเ้ พ่ือพฒั นาและสรา้ งทักษะของบคุ คลให้ร้จู ักดำเนินชวี ติ อยา่ งสันติสุข มพี ฤติกรรม

ใฝร่ ู้ที่จะเปน็ พลงั ปญั ญาเพื่อคุณภาพชวี ติ ท่ีดีชว่ ยขดั เกลาให้คนละอายตอ่ บาป มีทักษะในการประกอบอาชีพ เคารพ
กฎหมาย รูค้ ุณค่าของศลิ ปวฒั นธรรม ประเพณีของชาติ ตลอดจนสามารถดำเนินชวี ิตอยา่ งมคี วามสขุ และพรอ้ มที่จะเผชญิ
กับปญั หาตา่ ง ๆ อกี ทัง้ สามารถช่วยสรา้ งสรรค์สงั คมและพัฒนาประเทศชาติ ในการจัดการศึกษาใหบ้ รรลเุ ปา้ หมาย ซ่งึ มี
ปรชั ญาที่นิยมนำมาจดั การศึกษาไดแ้ ก่

1. ลทั ธนิ ริ ันตรนยิ ม (Perennialism)
2. สารัตถนยิ ม (Essentialism)
3. พัฒนาการนิยม (Pregressivism)
4. บรู ณาการนิยม (Reconstructionism)
5. อัตภาวะนยิ ม (Existentialism)

สำหรบั ปรชั ญาการศกึ ษาไทยเป็นแบบผสมผสานระหวา่ งแนวคิดของชาติตะวนั ตกและองิ พุทธศาสนาประเทศไทยมี
ประวัติความเป็นมากับการศึกษาเปน็ เวลาอนั ยาวนาน แบ่งการจดั การศกึ ษาได้แบง่ ออกเป็น 3 ยุค กลา่ วคือ

• การศึกษาไทยในสมยั โบราณ (พ.ศ. 1781 – พ.ศ. 2411) ยังไมม่ โี รงเรียนแกเ่ ด็กไทยในสมัยนนั้ สามารถหา
ความรไู้ ดจ้ ากที่บา้ น สำนักสงฆ์ วิชาทส่ี อนไม่ไดต้ ายตวั มีความรสู้ ามญั เพื่ออ่านออกเขียนได้ วชิ าชีพ
วิชาจริยศกึ ษา และศลิ ปะป้องกันตัว

• การศกึ ษาในสมยั ปฏริ ูปการศึกษา (พ.ศ. 2412 – พ.ศ. 2475) ผลจากการเข้ามาของชาวตะวันตกและการเปดิ
ประเทศคา้ ขายกบั ตะวนั ตกน้ัน ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านการเมืองการปกครอง และการศกึ ษาจึงได้มี
ความสำคัญขน้ึ เพื่อพฒั นาคนเข้ามารับ ราชการนำไปสู่การเปดิ โรงเรยี นและมหาวทิ ยาลัย จงึ ทำให้มีการจดั ทำ
แผนแม่บทในการศึกษาเรียกว่าโครงการศึกษาฉบบั แรกพ.ศ. 2441

• การศกึ ษาสมยั ปกครองตามระบอบ รฐั ธรรมนญู (พ.ศ. 2475 - ปัจจบุ นั ) การศึกษามีความสำคัญมากขนึ้
เน่ืองจากต้องการพฒั นาคนให้เข้าใจระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย อีกท้งั เปน็ เร่ืองของสิทธิของประชาชน
ในการเขา้ รบั การศึกษาเพ่ือพัฒนาประเทศ

การศึกษาจงึ เป็นเครื่องมือสำคญั ของฝ่ายปกครอง โครงการศึกษาได้ถูกเปลี่ยนช่อื มาเป็นแผนการศึกษาชาติ พ.ศ.
2475 ต่อมาในปี พ.ศ. 2503 ไดเ้ ปล่ยี นชือ่ แผนการศึกษาชาตมิ าเปน็ แผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2503 และมี
พระราชบัญญัติศกึ ษา แห่งชาติ พ.ศ. 2542 เพ่ือมุ่งหวงั ว่าคนไทยสามารถปรบั ตัวไดเ้ หมาะสมกบั สถานการณโ์ ลกและ
สงั คมทเี่ ปลย่ี นแปลงและเพอื่ นำไปสกู่ ารพฒั นาการศกึ ษาใหม้ คี ุณภาพจึงไดจ้ ดั ทำแผนการศึกษาระยะยาว 15 ปี เรียกวา่
แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ.2545-2559

17

ครยู คุ มพี ระราชบัญญัติก่อนมใี บประกอบวิชาชีพ(พ.ศ.2488-2545)
พัฒนาการของครูในยคุ น้ีเป็นยคุ ทมี่ ีกฎหมายเป็นของตนเอง มศี กั ด์ิของอาชีพท่ีจะทำภารกิจตามบทบาท หน้าที่

และสิทธติ า่ งๆ ภายใต้ของการรบั รองของกฎหมายครโู ดยเฉพาะสถานภาพของครใู นชว่ งระหวา่ งเวลาดงั กล่าวมีการ
พัฒนาการ

4.1 พระราชบญั ญตั ิครู พุทธศักราช 2488 ไดบ้ ัญญตั ิสาระสำคัญเกี่ยวข้องกับพัฒนาการของครู ดงั น้ี
4.1.1 ให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกวา่ “ครุ ุสภา” และใหส้ ภานเี้ ปน็ นิติบุคคล (มาตรา 4)
4.1.2.1 ควบคมุ และสอดส่องจรรยามรรยาทและวนิ ยั ครู พิจารณาโทษครู ผู้ประพฤตผิ ดิ และพิจารณาคำร้อง
ทกุ ข์ของครู
4.1.2.2 พิทักษส์ ิทธิข์ องครภู ายในทกี่ ฎหมายกำหนด
4.1.2.3 สง่ เสริมให้ครไู ดร้ บั สวัสดิการต่างๆ ตามสมควร
4.1.2.4 พัฒนาความรู้ ความสามารถ คุณภาพ และประสทิ ธิภาพของครู (มาตรรา 6)
4.2 พระราชบญั ญตั ิคณะกรรมการการประถมศึกษา พ.ศ. 2523 ไดบ้ ญั ญตั ิสาระสำคัญเกย่ี วขอ้ งกับพัฒนาการ
ของครู ดังน้ี
4.2.1 ไดใ้ หค้ วามหมาย “ขา้ ราชการคร”ู หมายความวา่ ขา้ ราชการสังกดั สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษา
แหง่ ชาติ (มาตรา 3)
4.2.2 ในคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาตมิ ีขา้ ราชการครูรวมอย่ดู ้วย ซ่งึ เป็นขา้ ราชการครผู ู้ไดร้ บั
เลือกตัง้ เปน็ ผแู้ ทนราชการครู จำนวน 12 คน (มาตรา 5) ในคณะกรรมการ การประถมศึกษาจงั หวัดท่เี ป็นขา้ ราชการครุ
สงั กัดสำนักงานการปฐมศึกษาจงั หวัด ผไู้ ด้รบั เลือกต้ังเป็นผู้แทนราชการครู ผ้ไู ดร้ บั เลือกต้งั เปน็ ผูแ้ ทนขา้ ราชการครทู าง
กลุ่มโรงเรยี นภายในเขตอำเภอกลุม่ โรงเรียนละ 1 คน (มาตรา 23) ในทุกคณะกรรมการมมีวาระอยู่ในตำแหนง่
คราวละ 4 ปี

ครูยุคมใี บประกอบวิชาชีพครู (พ.ศ. 2546)
สำหรับในยคุ ครูสมัยมีใบประกอบวิชาชีพ เป็นยคุ ที่อาชีพครไู ด้มีการเปลยี่ นแปลงเปน็ อย่างมากอันเปน็ ผล

เน่อื งมาจากการวเิ คราะหล์ กั ษณะงานของครูตามบทบาท หน้าท่ี ซ่งึ ลักษณะงานดังกลา่ วไปสอดคลอ้ งกบั ลกั ษณะของ
งานวชิ ีพตา่ งๆท่ีเปน็ วชิ าชีพสูง จงึ ไดม้ กี ารยกระดับอาชีพครูเป็นวิชาชีพ โดยไดต้ ราพระราชบญั ญตั ิสภาครูและบคุ ลากร
ทางการศกึ ษา พ.ศ. 2546 ซ่งึ ไดบ้ ญั ญัติสาระสำคญั ทีแ่ สดงให้เหน็ ถงึ พฒั นาการของอาชพี ครูไปสู่ความเปน็ วชิ าชพี ครู

5.1 จัดให้มีการยกเลิกพระราขบญั ญตั คิ รู ตงั้ แต่พุทธศกั ราช 2488 ถึง 2523 รวม 6 ฉบับ(มาตรา 3 )
5.2 ได้บญั ญัติคำวา่ “วิชาชีพ” และให้ความหมายของคำว่า “ครู” ซงึ่ พฒั นาจากยุคที่ 4 คอื ยุคครสู มยั มี
พระราชบญั ญัติก่อนมใี บประกอบวชิ าชีพ (พุทธศักราช 2488-2545) สำหรับคำนิยามของคำว่า “วชิ าชีพครู” และ “ครู”
ดงั นี้

18

5.2.1 “วิชาชพี ” หมายความวา่ วิชาชพี ทางการศกึ ษาที่ทำหลักทางดา้ นการเรยี นการสอนและการ
สง่ เสรมิ การเรียนร้ขู องผเู้ รยี นด้วยวิธตี า่ งๆ รวมท้งั การรับผิดชอบการบรหิ ารสถาณศึกษาในสถาณศึกษาปฐมวัย
ขน้ั พื้นฐาน และอดุ มศึกษาที่ต่ำกวา่ ปริญญาท้ังของรัฐและเอกชน และการบริหารการศึกษานอกสถาณศึกษาใน
ระดบั เขตพืน้ ท่ีการศึกษา สนับสนุนการศกึ ษาใหบ้ ริการหรอื ปฏิบัติงานเกย่ี วเน่ืองกับการจัดกระบวนการเรียน
การสอน การนเิ ทศ และการบรหิ ารการศกึ ษา

5.2.2 “คร”ู หมายความว่า บคุ คลที่ประกอบอาชพี หลักทางด้านการเรยี นการสอนและการส่งเสริม
การเรยี นรูข้ องผู้เรียนด้วยวิธกี ารต่างๆ ในสถาณศกึ ษาปฐมวยั ขั้นพนื้ ฐาน และ อุดมศึกษาที่ต่ำกวา่ ปรญิ ญาทัง้
ของรัฐและเอกชน
5.3 ได้บญั ญตั ใิ ห้มีสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา เรียกว่า “ครุสภา” มกี ฎระเบยี บอยู่ในกำกับของ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร (มาตรา 7 )
5.4 ครุ ุสภามสี ถาณภาพเปน็ องค์กรวชิ าชพี ครู โดยกำหนดให้คุรุสภามีวตั ถปุ ระสงค์ดังต่อไปนี้

5.4.1 กำหนดมาตรฐานวิชาชพี ออกและเพิกถอนใบอนุญาต
กำกบั การดแู ลการปฏิบัตติ ามมาตรฐานวชิ าชพี และจรรยาบรรณของวชิ าชีพ
รวมทัง้ การพฒั นาวชิ าชพี

5.4.2 กำหนดมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวชิ าชีพ
5.4.3 ประสาน สง่ เสริมการศึกษาและการวิจัย ทเี่ ก่ยี วกบั การประกอบวชิ าชพี (มาตรา 8 )
ครยู ุคมีความรุง่ โรจน์แห่งวิชาชีพครู (พ.ศ. 2547- ปจั จุบัน)
เนอ่ื งด้วยได้มีพระราชบญั ญัติมรี ะเบียบข้าราชการครูและบุคลาการทางการศึกษา พ.ศ.2547 เป็น
พระราชบัญญตั ิทีท่ ำให้ครู มคี วามรงุ่ โรจนแ์ ห่งวิชาชพี ครู ซงึ่ ได้บัญญตั ิมาตราต่างๆ ทไ่ี ด้ช้ีใหเ้ หน็ ถงึ ความรุ่งโรจน์แหง่
วชิ าชพี ครู ดงั น้ี
6.3 มีการกำหนดตำแหนง่ วทิ ยฐานะและการให้ได้รับเงนิ เดือน เงนิ วิทยฐานะและเงินประจำตำแหนง่ ท่ีกำหนดให้
มตี ำแหนง่ ครผู ชู้ ว่ ยและครทู ่เี ป็นข้าราชการครู: มาตรา 38 (ก)
6.4 ให้ตำแหน่งขา้ ราชการครเู ป็นตำแหนง่ ที่มวี ิทยฐานะ ในสว่ นของครมู ีวิทยฐานะ ดังน้ี
6.4.1 ครูชำนาญการ
6.4.2 ครชู ำนาญการพิเศษ
6.4.3 ครูเช่ยี วชาญ
6.4.4 ครเู ชี่ยวชาญพิเศษ
6.5 ขา้ ราชการครมู วี ินัยและรักษาวนิ ัย (มาตรา 82- มาตรา 94 )
6.6 การเทยี บตำแหนง่ ขา้ ราชการครมู ีวิทยฐานะกบั ระบบชีของราชการ
6.7 เมือ่ ตำแหน่งข้าราชการครูไดป้ รับเข้าสู่เงนิ เดอื น หลังจากวันที่ 24 ธนั วาคม 2547 เปน็ ตน้ ไป

19

บทสรุป
ครูยคุ มีพระราชบัญญัติก่อนมีใบประกอบวชิ าชีพ(พ.ศ.2488-2545) พัฒนาการของครูในยุคนี้เป็นยุคที่มกี ฎหมาย

เป็นของตนเอง มีศักดิข์ องอาชีพท่ีจะทำภารกิจตามบทบาท หน้าท่ี และสทิ ธิตา่ งๆ ภายใตข้ องการรบั รองของกฎหมายครู
โดยเฉพาะสถานภาพของครูในชว่ งระหว่างเวลาดงั กลา่ วมีการพัฒนาการ

สำหรับในยุคครสู มยั มีใบประกอบวิชาชพี เปน็ ยคุ ทีอ่ าชีพครไู ดม้ กี ารเปลย่ี นแปลงเป็นอย่างมาก อนั เป็นผล
เนอ่ื งมาจากการวเิ คราะหล์ ักษณะงานของครูตามบทบาท หน้าท่ี ลักษณะงานสอดคลอ้ งกับลกั ษณะของงานวชิ ีพต่างๆที่
เป็นวิชาชีพสงู จงึ ได้มีการยกระดับอาชีพครูเป็นวิชาชพี โดยไดต้ ราพระราชบญั ญตั สิ ภาครูและบุคลากรทางการศึกษา
พ.ศ. 2546 ซึ่งได้บญั ญัตสิ าระสำคัญทแ่ี สดงให้เหน็ ถงึ พฒั นาการของอาชีพครูไปสู่ความเป็นวชิ าชีพครู

ครยู ุคมีความรุ่งโรจน์แห่งวชิ าชีพครู (พ.ศ. 2547- ปจั จุบัน) มีการกำหนดตำแหนง่ วทิ ยฐานะและการให้ไดร้ ับ
เงนิ เดือน เงนิ วิทยฐานะและเงินประจำตำแหน่ง ทีกำหนดใหม้ ตี ำแหน่งครูผู้ชว่ ยและครทู ี่เป็นขา้ ราชการครูใหต้ ำแหนง่
ข้าราชการครเู ป็นตำแหน่งที่มีวทิ ยฐานะ ในสว่ นของครมู วี ิทยฐานะ ดงั นี้

6.4.1 ครูชำนาญการ
6.4.2 ครูชำนาญการพิเศษ
6.4.3 ครูเชี่ยวชาญ
6.4.4 ครูเช่ียวชาญพเิ ศษ
6.5 ข้าราชการครมู วี ินัยและรักษาวนิ ัย (มาตรา 82- มาตรา 94 )
6.6 การเทยี บตำแหน่งข้าราชการครูมวี ทิ ยฐานะกับระบบชีของราชการ
6.7 เมือ่ ตำแหน่งข้าราชการครไู ด้ปรับเขา้ สเู่ งินเดือน หลงั จากวนั ที่ 24 ธันวาคม 2547 เปน็ ตน้ ไป
ซง่ึ การเป็นครูในยุคไมม่ ีประกอบวิชาชพี นนั้ ต้อง มกี ารเรียนเพ่ือเป็นครูแลว้ เพียงแค่เรียนจบครูก็สามารถเป็นครู
ได้ มีกฎหมายคมุ้ ครองครูแลว้ ในยคุ น้ัน
ต่อมา เม่ือถึงยุคมีใบประกอบวิชาชีพ ก็ต้องเรยี นเพอ่ื เปน็ ครู และตอ้ งมคี ุณสมบตั ิที่มากข้นึ เพอ่ื ขอรบั ใบประกอบ
วิชาชีพครู แตก่ ็ทำใหว้ ชิ าชีพครูเพื่อวชิ าชีพชัน้ สงู และดูนา่ เคารพมากข้ึนเพราะการมาเป็นครูนัน้ ไม่ได้งา่ ย

20

ครูในศตวรรษที่ 21

ครเู ป็นบุคคลท่สี ังคมให้ความสำคญั และยกย่อง ครูเป็นบคุ คลสำคัญในการจดั กระบวนการเรยี นรู้ เปน็ บคุ คลที่
ส่งเสริมและสรา้ งสรรคก์ ารเรียนรู้ของผเู้ รยี นให้มีคณุ ภาพ คุณภาพของผู้เรียนขึ้นอยู่กับคุณภาพของครู ในบนั ทึกนี้ ใคร่ขอ
เสนอลกั ษะของครูในยคุ ศตวรรษท่ี 21 มาดังนี้

ทักษะการคิดวจิ ารณญาณ (Critical Thinking) ผูเ้ รียนสามารถคดิ วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศต่าง
ๆ สามารถประเมินผลและประยุกตใ์ ช้ขอ้ มูลสารสนเทศและความรูต้ ่าง ๆ ได้อย่างมีเหตมุ ีผล

ทักษะการทำงานรว่ มกนั (Collaboration Skill) ผู้เรยี นสามารถทำงานรว่ มกบั ผอู้ ื่นได้อยา่ งมีความสขุ มีความ
เปน็ ผู้นำ เปน็ ผตู้ าม สามารถแสดงความคิดเหน็ และยอมรบั ความคดิ เห็นของผู้อ่นื ได้อย่างเหมาะสม ทำใหง้ านของสว่ นรวม
ประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไวไ้ ด้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ

ทักษะการสื่อสาร (Communication Skill) ผู้เรยี นสามารถสื่อสารกบั เพอื่ น ครผู สู้ อน และบคุ คล อ่ืน ๆ ใน
การทำงานรว่ มกัน การสื่อสารเพ่ือแลกเปลีย่ นข้อมูลความรู้ ความคดิ เห็นระหวา่ งกันได้ รวมถึงสามารถอธิบาย และ
นำเสนอข้อมลู ข่าวสารให้ผ้อู ่ืนรบั ร้โู ดยใช้ภาษาที่ถกู ต้องและสื่อสารได้อย่างชัดเจน เขา้ ใจไดง้ ่าย

ทักษะความคดิ สรา้ งสรรค์ (Creative Thinking) ผเู้ รียนในศตวรรษที่ 21 ต้องมคี วามคดิ สรา้ งสรรคใ์ นการ
ทำงาน ในการเรียนรู้ การประยกุ ตค์ วามรู้ไปใช้อย่างสรา้ งสรรค์ รวมถึงสามารถสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ สง่ิ ประดิษฐ์ เทคนิค
วธิ กี าร และ/หรือกระบวนการต่าง ๆ ท่ีเปน็ ประโยชนต์ อ่ ตนเองและสังคมได้

ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (Digital Skill) ผู้เรยี นในศตวรรษท่ี 21 ต้องมีความรูเ้ กี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี
เพ่ือการค้นคว้า การเรยี นรู้ การแลกเปลี่ยน และการแบง่ ปันความรรู้ ่วมกบั ผอู้ นื่ ได้อยา่ งถูกตอ้ งเหมาะสม สามารถคดั
กรองขอ้ มลู วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ ประเมินข้อมลู ได้อยา่ งเหมาะสม สามารถแก้ปญั หาท่ีเกี่ยวกบั การใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ มีจรยิ ธรรมทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ ไมท่ ำผดิ กฎหมายเกี่ยวกับการใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่ือสาร

ทกั ษะทางอาชีพและการใช้ชีวติ (Career Skill & Life Skill) ได้แกร่ ูจ้ ักปรับตัวเพอื่ รับกบั การเปลยี่ นแปลงทั้ง
บทบาทหนา้ ท่ี บริบท สภาพแวดลอ้ ม และสถานภาพท่ีได้รับมีความยืดหยนุ่ ในการทำงานและการดำรงชีวิตมคี วามคิด
ริเริม่ สร้างสรรค์และเปน็ ผ้นู ำมีความเปน็ ตัวของตัวเองทมี่ ีศักยภาพและความสามารถหลากหลาย สามารถทำงานได้หลาย
หนา้ ที่ และจัดสรรแบง่ เวลาไดเ้ หมาะสมระหวา่ งการทำงานและการใช้ชวี ติ รวมถึงสามารถจัดการกบั ปญั หาต่าง ๆ ในท่ี
ทำงานและในการใช้ชีวิตได้อยา่ งมเี หตุมผี ลทำงานรว่ มกบั ผู้อื่นได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ มีภาวะผนู้ ำ และมคี วามรบั ผดิ ชอบ
ประพฤติปฏิบตั ติ นอยู่ในศีลธรรม จรรยา และยึดถือจรรยาบรรณในวชิ าชีพของตนอยา่ งเคร่งครดั

โดยสรุปแลว้ เดก็ ในยุคน้ตี อ้ งรับร้แู ละเรยี นรู้ทจ่ี ะมที ักษะ
1.นกั เรยี นในยตุ น้ี ต้องคิดได้ คิดเปน็ ทำงานร่วมกนั ได้ มีทักษะในการใช้เทคโนโลยี และสรา้ งสรรคผ์ ลงานและมี

ทักษะในการทำงานได้จริงดว้ ย
2.จากทก่ี ล่าวไปคอื นักเรียนต้องทนั ยุคทันสมัย เพราะการเรยี นยคุ ใหมต่ ้องมีความเก่งในการใชเ้ ทคโนโลยี

21

สมรรถนะของครูผ้สู อนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งกระทรวงศกึ ษาธกิ ารได้กำหนดไว้ ดังนี้

สมรรถนะหลัก (Core Competency) 5 ประการ ได้แก่
การมุง่ ผลสัมฤทธิข์ องการปฏิบัตงิ าน
การบริการที่ดี
การพฒั นาตนเอง
การทำงานเปน็ ทีม
จริยธรรมและจรรยาบรรณครู

สมรรถนะตามสายปฏบิ ตั ิงาน (Functional Competency) 6 ประการ ได้แก่
การบริหารหลกั สูตรและการจัดการเรียนรู้
การพัฒนาผู้เรยี น
การบริหารจดั การช้ันเรียน
การวเิ คราะห์ สงั เคราะหแ์ ละวจิ ัยเพอื่ พฒั นาผ้เู รียน
ภาวะผนู้ ำ
การสร้างความสมั พันธ์ และความรว่ มมือกับชมุ ชน

สำหรับยคุ แหง่ เทคโนโลยแี ละการสอื่ สารที่เต็มไปด้วยข้อมูลสารสนเทศหลากหลาย ครูผ้สู อนจงึ จำเปน็ ตอ้ งมีทกั ษะ
สำคญั สำหรับยุคนท้ี เ่ี รยี กว่า C-Teacher (ถนอมพร เลาหจรัสแสง) ซงึ่ ได้แก่

Content: ผู้สอนต้องมีความรแู้ ละทักษะในเรือ่ งที่สอนเปน็ อย่างดี เพราะหากผสู้ อนไมเ่ ชี่ยวชาญในเรอื่ งทส่ี อน
หรอื ถา่ ยทอด ก็ไมส่ ามารถทำให้ผูเ้ รยี นเรียนร้ไู ด้บรรลุเป้าหมาย

Computer (ICT) Integration: ผ้สู อนตอ้ งมที ักษะในนการใชเ้ ทคโนโลยีมาชว่ ยในการจดั การเรยี นการสอน
เนอ่ื งจากกิจกรรมการเรียนการสอนทใ่ี ช้เทคโนโลยีจะชว่ ยกระตุ้นความสนใจใหแ้ กผ่ เู้ รียน ยงิ่ ถ้าได้ผ่านการออกแบบ
กิจกรรมการเรยี นการสอนอย่างมีประสทิ ธิภาพจะยง่ิ ชว่ ยส่งเสริมทกั ษะท่ตี ้องการได้เปน็ อยา่ งดี

Constructionist: ผูส้ อนต้องเข้าใจแนวคดิ ท่ีว่า ผู้เรียนสามารถสรา้ งองค์ความรู้ขนึ้ ไดเ้ องจากการเช่ือมโยง
ความรูเ้ ดิมที่มอี ยเู่ ข้ากับความร้แู ละประสบการณใ์ หม่ ๆ ทีไ่ ดร้ บั และได้จากการลงมอื ปฏิบตั ใิ นกิจกรรมตา่ ง ๆ โดยครู
สามารถนำแนวคิดน้ีไปใชใ้ นการวางแผนการจดั กิจกรรมการเรยี นรเู้ พื่อให้ผเู้ รยี นไดม้ โี อกาสสรา้ งความรูแ้ ละสรา้ งสรรค์
ช้นิ งานต่าง ๆ ผา่ นการประยุกตค์ วามรแู้ ละประสบการณท์ ี่ไดร้ ับจากในชนั้ เรยี นและจากการศึกษาดว้ ยตนเอง

Connectivity: ผสู้ อนต้องสามารถจดั กจิ กรรมใหเ้ ช่ือมโยงระหว่างผู้เรียนด้วยกนั ระหว่างผ้เู รยี นกบั ผู้สอนและ
ระหวา่ งผู้สอนในสถานศกึ ษาเดียวกนั หรอื ต่างสถานศกึ ษา รวมถึงความเชอ่ื มโยงระหว่างสถานศึกษาและสถานศึกษากับ
ชมุ ชนเพ่ือสร้างสภาพแวดลอ้ มในการเรยี นรู้ท่ีเป็นประสบการณต์ รงให้แกผ่ ูเ้ รยี น

22

Collaboration: ผูส้ อนมบี ทบาทสำคัญในการจัดการเรียนรู้ในลกั ษณะการเรยี นรู้แบบร่วมมอื ระหวา่ งผู้เรียนกบั
ผู้เรียน และระหวา่ งผู้เรยี นกบั ผสู้ อน เพื่อฝึกทักษะการทำงานเปน็ ทมี การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การแลกเปลี่ยนความคดิ เห็น
และสารสนเทศระหว่างกัน ซึ่งจะสง่ ผลต่อการพัฒนาผเู้ รยี นในด้านทกั ษะอาชีพและทักษะชีวิต

Communication: ผสู้ อนมีทักษะการสื่อสาร ท้งั การบรรยาย การยกตวั อย่าง การเลือกใช้สื่อ การนำเสนอสอ่ื
รวมถึงการจัดสภาพแวดลอ้ มใหเ้ ออ้ื ต่อการเรียนรู้ เพื่อถา่ ยทอดความรู้ให้แกผ่ ู้เรยี นได้อย่างเหมาะสมนำไปสู่ความเข้าใจ
และสามารถเรียนรู้ไดบ้ รรลเุ ป้าหมายทีก่ ำหนดไว้

Creativity: ผูส้ อนในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องสรา้ งสรรค์กจิ กรรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย แปลกใหม่
จดั สภาพแวดลอ้ มใหเ้ อ้ือต่อการเรยี นร้ขู องผู้เรียนโดยเน้นการเรยี นรู้ดว้ ยตนเองให้มากทสี่ ุด ผูส้ อนต้องเปน็ มากกว่าผู้
ถ่ายทอดความรโู้ ดยตรงเพยี งอย่างเดียว

Caring: ผสู้ อนตอ้ งมีมุทิตาจิตต่อผู้เรยี น ตอ้ งแสดงออกถึงความรัก ความหว่ งใยอย่างจริงใจตอ่ ผเู้ รียน เพ่ือให้
ผู้เรียนเกดิ ความเช่อื ใจส่งผลต่อการจดั สภาพการเรียนรู้ทำให้รู้สกึ ผอ่ นคลาย ซงึ่ เป็นสภาพทผ่ี เู้ รียนจะมคี วามสขุ ในการ
เรยี นรู้และจะเรยี นรู้ได้ดที ี่สดุ

โดยรวมแล้วไมใ่ ชแ่ ค่นกั เรียนทีต่ ้องมีทักษะ ครเู องก็ต้องมีทักษะมากขึ้น
1.ครยู ุคนต้ี อ้ งพัฒนาตวั เองตลอดเวลาเพราะเทคโนโลยีมนั พัฒนาไปไวมากจึงต้องกระตือรือร้นใหม้ ากขึ้น

2.การเป็นครูยคุ นตี้ อ้ งผ่านการเรียนแลว้ จบป. ตรสี าขาการศกึ ษา ซง่ึ ยากลาบากกวา่ ครูยคุ กอ่ นๆ ตอ้ งมีใบประกอบวชิ าชพี
ตอ้ งมกี ารสอบผา่ นการวดั ผลของครุ ุสภา ตอ้ งมีการสอบบรรจคุ รู ทาใหค้ รูในยคุ นตี้ อ้ งมคี วามสามารถในหลากหลายดา้ นและมี
ความคดิ ท่ีสรา้ งสรรค์

3.ครูยคุ นตี้ อ้ งสามารถใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศใหเ้ กิดประโยชนส์ งู สดุ และตอ้ งยดึ ถือความถกู ตอ้ งในการใชเ้ ทคโนโลยี
และสอนการทางานเป็นทมี ท่ีสรา้ งความเขม้ แขง็ ใหก้ บั ทีม สอนความเป็นผนู้ าทถ่ี กู ตอ้ งและใหม้ ีความหว่ งใยผอู้ ื่น

23

บรรณานกุ รม

พัฒนาการของวชิ าชีพครู. (2558). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:
http://rittichai02.blogspot.com/2015/10/blog- post.html. (2564, 15 กมุ ภาพนั ธ)์ .

พื้นฐานวิชาชพี ครู. (2557). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก:

https://sites.google.com/site/orathaieducation
/home/phathnakar-khxng-wichachiph-khru. (2564, 16 กุมภาพันธ)์ .

บทความ-คุณลักษณะครูรุ่นใหมก่ บั การปฏริ ูปหลกั สตู รผลิตครูในศตวรรษ 21. [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก:

https://educ105.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0
%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%
E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0
%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%
88%E0%B8%99/. (2564, 21 กุมภาพันธ์).

สมรรถนะ ทกั ษะและบทบาทครไู ทยศตวรรษที่ 21. (2558). [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก:

https://drsumaibinbai.wordpress.com/2015/11/25/%E0%B8%AA%E0%B8%A1
%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%99%E0%B8%B0-
%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B0%E0%B9%
81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B
8%B2%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A3/comment-page-1/. (2564, 21

กุมภาพนั ธ)์ .
ลกั ษณะของครูทดี่ ี. (2558). [ออนไลน์]. เขา้ ถงึ ได้จาก:

https://sites.google.com/site/krutubtib/khru/laksna-khxng-khru-thi-di.

(2564, 23 กุมภาพนั ธ์).
คณุ ลักษณะของครูในศตวรรษท่ี 21 (๑๑๔). (2558). [ออนไลน์]. เข้าถงึ ได้จาก:

https://www.gotoknow.org/posts/589309. (2564, 23 กุมภาพนั ธ)์ .


Click to View FlipBook Version