The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by lalitpat nuisee, 2023-08-24 01:56:55

การสร้างคำ

การสร้างคำ

น.ส.ลลิตภัทร นุ้ยสี ม.4/1 เลขที่ 15


การสร้างคำ ในภาษาไทยจากคำ มูล มีอยู่ 3 แบบ 3. คำ ซ้ำ 2. คำ ซ้อน 1. คำ ประสม


คำ มูล คำ มูล มูล มีความหมายว่า “โคน รากเหง้า” หรือ ส่วนล่างสุดของต้นไม้ที่อยู่ในดิน คำ มูล จึงหมายถึง คำ พื้นฐานที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง เป็นคำ ที่จะนำ ไปใช้สร้างเป็นคำ ประสม คำ ซ้ำ และคำ ซ้อน ที่เราจะได้เรียนรู้กันต่อไป คำ มูล เป็นคำ ที่มีความหมายเดียว เช่น ทำ บ้าน พ่อ แม่ หรือหลายความ หมายก็ได้ เช่น สาว พาย ชาย แก่ คำ มูลอาจมีพยางค์เดียว หรือหลายพยางค์ก็ได้ เช่น กระจอก สนุก สับปะรด บันได ลิเก นิโคติน เป็นต้น หากคำ มูลมีหลายพยางค์ เมื่อแยกพยางค์ออกแล้ว แต่ละพยางค์จะต้องไม่มี ความหมาย หากมีพยางค์ใดพยางค์หนึ่งหรือทุกพยางค์มีความหมาย ความ หมายนั้นจะต้องไม่เหมือนกับความหมายของคำ มูลเดิม


คำ ประสม คือ คำ ที่มาจากคำ มูลตั้งแต่ 2 คำ ขึ้นไป ที่มีความหมายต่างกันมารวมกัน แล้วมีความหมายใหม่ แต่ต้องมีความหมายใกล้เคียงกับคำ มูลเดิมคำ ใดคำ หนึ่งที่นำ มา ประสมกัน หรือมีความหมายไปในเชิงเปรียบเทียบ เช่น “แม่ทัพ” คำ ว่า “แม่” หมายถึง “มารดา” ความหมายต่างจากคำ ว่า “ทัพ” ที่หมายถึง “กองกำ ลังทหาร” แต่เมื่อรวมกัน หมายถึง “ผู้ออกคำ สั่ง หรือ หัวหน้าสูงสุดของกองทหาร” ชนิดของคำ ที่นำ มาประสมจนเกิดคำ ใหม่ 1. คำ นามประสมกับคำ นาม เช่น น้ำ ปลา รถไฟ 2. คำ นามประสมกับคำ กริยา เช่น รถเข็น ปลากัด นักวิ่ง 3. คำ นามประสมกับคำ วิเศษณ์ เช่น น้ำ หวาน ใจดี กล้วยหอม 4. คำ นามประสมกับคำ ลักษณะนาม เช่น เพื่อนฝูง 5. คำ นามประสมกับคำ สรรพนาม เช่น คุณพ่อ คุณแม่ 6. คำ กริยาประสมกับคำ กริยา เช่น ตีพิมพ์ เดินเล่น 7. คำ กริยาประสมกับคำ วิเศษณ์ เช่น ยิ้มแป้น ผัดเผ็ด 8. คำ วิเศษณ์ปณ์ ระสมกับคำ วิเศษณ์ เช่น หวานเย็น เปรี้ยวหวาน ข้อสังเกตสำ หรับการแยกคำ ประสม คือ หากความหมายของคำ นั้นไม่มีความ เกี่ยวข้องกับความหมายของคำ มูลที่ ประสมกันเลย แสดงว่าคำ นั้นเป็นคำ มูล หลายพยางค์ ไม่ใช่คำ ประสม 1. คำ ประสม


คำ ซ้อนเป็นการประสมกันของคำ ที่มีความ หมายเหมือนกัน คล้ายกัน หรือ ตรงข้ามกันมารวมกันเป็นคำ ใหม่ เพื่อให้มีความหมายชัดเจน หนักแน่นมากขึ้น คำ ซ้อนสามารถแบ่งจุดประสงค์ของการ ซ้อนคำ ได้เป็น 2 ลักษณะคือ 1.) ซ้อนเพื่อความหมาย 2.) ซ้อนเพื่อเสียง คำ ซ้อนที่มาจากคำ มูลที่มีความหมายคล้ายกัน เช่นแลกเปลี่ยน เกลียดชัง ช้านาน คำ ซ้อนที่มาจากคำ มูลที่มีความหมายตรงกันข้าม เช่นสูงต่ำ ดำ ขาว ชั่วดี คำ ซ้อนเพื่อความหมาย เกิดจากการนำ คำ 2 คำ ที่มีความหมายเหมือนกัน ใกล้เคียงกัน หรือตรงข้ามกันมาซ้อนกัน เน้นที่ความหมายของคำ 1. ซ้อนแล้วความหมายเหมือนเดิมหรือชัดเจนมากขึ้น เช่น รูปร่าง ว่างเปล่า มากมาย 2. ซ้อนแล้วความหมายแคบหรือเฉพาะเจาะจงมากกว่าเดิม เช่น ขัดถู ใจคอ เชื่อมต่อ 3. ซ้อนแล้วความหมายกว้างกว่าเดิม เช่น ถ้วยชาม ข้าวปลา ทุบตี 4. ซ้อนแล้วความหมายเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น หนักแน่น อ่อนหวาน เดือดร้อน 5. ซ้อนแล้วความหมายไม่แน่นอน เป็นคำ ซ้อนที่เกิดจากนำ คำ ที่ความหมายตรงกันข้ามมาซ้อนกัน เช่น ชั่วดี ผิดถูก แพ้ชนะ ยากง่าย 2. คำ ซ้อน วิธีสร้างคำ ซ้อนเพื่อเสียง 1. นำ คำ ที่มีเสียงพยัญชนะต้นกับตัวสะกดเหมือนกัน แต่เสียงสระ ต่างกันมาซ้อนกัน เช่น งุ่มง่าม จริงจัง 2. นำ คำ ที่มีเสียงพยัญชนะต้นกับเสียงสระเหมือนกัน แต่ตัวสะกด ต่างกันมาซ้อนกัน เช่น ออดอ้อน รวบรวม 3. นำ คำ ที่มีเสียงพยัญชนะต้นต่างกัน แต่มีเสียงสระกับตัวสะกด เหมือนกันมาซ้อนกัน เช่น แร้นแค้น ราบคาบ จิ้มลิ้ม 4. นำ คำ ที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกัน แต่เสียงสระกับตัวสะกด ต่างกันมาซ้อนกัน เช่น แข็งขัน ขับขี่ เจิดจ้า 5. นำ คำ ที่ไม่มีความหมายมาซ้อนกับคำ ที่มีความหมาย มักใช้ ภาษาพูด เช่น ร้อนเริ้น บ้าบอ 6. เพิ่มพยางค์ลงไปในคำ ซ้อนเพื่อให้คำ หน้ากับคำ หลังสมดุลกัน เช่น กะหนุงกะหนิง พะรุงพะรัง 7. คำ ซ้อนที่มีหลายพยางค์ จะต้องมีเสียงสัมผัสภายในคำ ที่ คล้องจองกัน โดยที่คำ นั้นจะมีความหมายหรือไม่จำ เป็นต้องมี ความหมายก็ได้ เช่น อดตาหลับขับตานอน


หลักการใช้ไม้ยมกในคำ ซ้ำ ต้องใช้ กับคำ ที่เขียนเหมือนกันเท่านั้น ใน ความหมายและหน้าที่เดียวกัน โดยปกติจะอยู่คำ หลังเพื่อซ้ำ ความ หมายของคำ ให้แตกต่างกันออกไป เป็นคำ ที่เกิดจากคำ มูลตั้งแต่ 2 คำ ขึ้น ไปมาประสมกัน แต่คำ มูลที่นำ มา ประสมกันนั้นต้องเป็นคำ เดียวกัน จึง จะเกิดเป็นคำ ซ้ำ โดยคำ ที่เกิดขึ้นใหม่ จะมีความหมายคล้ายเดิม แต่เน้นน้ำ หนักของความหมายให้หนักขึ้นหรือ เบาลง หรืออาจเปลี่ยนความหมาย เป็นอย่างอื่นก็ได้ ลักษณะของคำ ซ้ำ คือ - เป็นคำ ประเภทใดก็ได้เช่น คำ นาม สรรพนาม กริยา วิเศษณ์ - นำ คำ หนึ่งคำ มาซ้ำ กันสองครั้ง เช่น ร้อนๆ,หนาวๆ,เด็กๆ,เล่นๆ - น้ำ คำ ซ้อนมาแยกเป็นคำ ซ้ำ สองคำ เช่น ลูบคลำ เป็น “ลูบๆ คลำ ๆ” ดีชั่วเป็น “ดีๆ ชั่วๆ” - น้ำ คำ ซ้ำ มาประสมกัน เช่น งูๆ ปลาๆ,ไปๆ มาๆ 1. ซ้ำ แล้วความหมายเปลี่ยนไปเชิงเพิ่มปริมาณ (พหูพจน์) ใช้เมื่อต้องการบอกว่าสิ่งนั้นมีจำ นวนมาก เช่น เขามีรถเป็นสิบ ๆ คัน – ปริมาณเพิ่มขึ้น มีรถหลายคัน 2. ซ้ำ แล้วความหมายแยกจำ นวน ใช้เมื่อต้องการแยกเป็นอย่าง ๆ ไปเป็นสัดส่วน ใช้กับลักษณะนาม เช่น เราได้ค่าแรงเป็นวัน ๆ – ค่าแรงได้เป็นรายวัน 3. ซ้ำ แล้วความหมายเปลี่ยนไปเชิงลดปริมาณ ใช้เมื่อต้องการบอกความหมายให้เบาลง อ่อนลง เช่น เธอยังเจ็บขาอยู่ค่อย ๆ เดิน – ค่อย ๆ หมายถึงเดินให้ช้าลง 4. ซ้ำ แล้วความหมายเป็นเชิงคาดคะเน ไม่แน่นอน เช่น เขานั่งอยู่แถวหลัง ๆ – บอกว่านั่งอยู่แถวหลังแต่ไม่ระบุชัดเจนว่าแถวที่เท่าไหร่ 5. ซ้ำ แล้วความหมายหนักขึ้น เน้นความหมายให้ชัดเจนขึ้น อาจใช้ไม้ยมกหรือเปลี่ยนวรรณยุกต์เพื่อเสียงเพื่อนเน้น เช่น ในที่สุดก็มีวันหยุด ฉันดีใจ๊ดีใจ – เน้นว่าดีใจมาก ๆ 6. ซ้ำ แล้วความหมายเปลี่ยนไป เช่น คนนี้พูดภาษาญี่ปุ่นแบบงู ๆ ปลา ๆ – งู ๆ ปลา ๆ หมายถึง มีความรู้เพียงเล็ก น้อย, รู้ไม่จริง, รู้ไม่ลึกซึ้ง 3. คำ ซ้ำ


Click to View FlipBook Version