สังคมญี่ปุ่นเก่า
ในสมัยต่าง ๆ
เสนอ
ผศ.ดร.วรรณพร บุญญาสถิตย์
จัดทำโดย
ปิยะนันท์ ทองเดช 6210121228017
สาขาสังคมศึกษา วิทยาลัยการฝึกหัดครู
มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร
คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) คือ หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรม
คอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้า
จอคอมพิวเตอร์ หรือบนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้ และสามารถอ่านที่ไหน
เมื่อไหร่ได้ตลอดเวลาเนื่องจากพกไปได้ตลอดและสะดวกเหมาะสมกับโลกใน
ปัจจุบัน
อิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคมญี่ปุ่นเก่าในสมัยต่าง ๆ ที่มีความแตก
ต่างกันของแต่ละสมัย ที่ได้มีการพัฒนาการไปตามยุคตามสมัยของแต่ละสังคมใน
ญี่ปุ่น โดยที่ผู้จัดหวังว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่อ่าน ที่
กำลังต้องการข้อมูลเกี่ยวกับสังคมญี่ปุ่นเก่าในสมัยต่าง ๆ ไปศึกษาและต่อยอดในการ
ทำรายงาน หรือประกอบในการเรียน หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขอน้อม
รับไว้และขออภัยไว้ ณ ที่นี้
ผู้จัดทำ
ปิยะนันท์ ทองเดช
สารบัญ หน้า
1
บทนำ 2
1.สังคมสมัยญี่ปุ่นสมัยก่อนประวัติศาสตร์ 2
2
1.1 สังคมสมัยวัฒนธรรมโจมอน 4
1.2 สังคมสมัยวัฒนธรรมยายอย 5
1.3 สังคมสมัยวัฒนธรรมหลุมศพ 5
2. สังคมญี่ปุ่นในสมัยประวัติศาสตร์ 6
2.1 สมัยตำนานโบราณ 8
2.2 สมัยอาณาจักรยามาโต 8
3. ประวัติศาสตร์โดยสังเขปของญี่ปุ่นก่อนสมัยนาระ 10
3.1 บันทึกของจีนเกี่ยวกับญี่ปุ่น 10
3.2 ลักษณะการปกครองของญี่ปุ่น 13
16
3.2.1 อิทธิพลวัฒนธรรมจีนในสังคมญี่ปุ่นระยะแรก
3.2.2 การปฏิรูปปสมัยไทกะ
บรรณนานุกรม
บทนำ
ญี่ปุ่นและอังกฤษและอังกฤษมีลักษณะอย่างเดียวกันที่ได้ประโยชน์จากการอยู่
โดดเดี่ยวของตน เพราะเป็นหมู่เกาะ แต่ญี่ปุ่นนั้นมีลักษณะเป็นเอกเทศมากกว่า
อังกฤษ เพราะอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ (เกาหลี) ประมาณ 115 ไมล์ ลักษณะโดดเดี่ยว
ตามธรรมชาตินี้ทำให้ชาวเกาะตื่นตัวที่จะเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างตนและคนต่าง
ชาติ นอกจากนี้การปลอดภัยจากการรุกรานภายนอก ทำให้ญี่ปุ่นมีวิวัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ของประเทศที่มั่นคงทั้งสนใจที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมอื่นอย่างไม่รังเกียจ
เดียดฉันท์ เพราะตนเองมิได้กังวลที่จะถูกกลืนวัฒนธรรมไป
กำเนิดของหมู่เกาะญี่ปุ่นในแง่ธรณีวิทยานั้น เชื่อว่าญี่ปุ่นเป็นแผ่นดินเดียวกับ
แผ่นดินใหญ่ เนื่องจากได้ขุนพบซากกระดูกช้าง ซึ่งไม่ใช่สัตว์ท้องถิ่นของญี่ปุ่นและเป็น
สัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม แต่ผิวโลกได้เปลี่ยนแปลงไปจากอำนาจธรรมชาติ จนทำให้
ญี่ปุ่นกลายเป็นหมู่เกาะไป
นักโบราณคดีเชื่อว่า ญี่ปุ่นนั้นมีมนุษย์อาศัยอยู่ก่อนที่จะกลายเป็นหมู่เกาะ มนุษย์
รุ่นล่าสุดนั้นอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 4,000 – 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล คนแรกนั้น
คาดว่าได้มาจากตะวันออกเฉียงเหนือของเอเชีย ผ่านคาบสมุทรเกาหลีและมาอาศัย
อยู่ในหมู่เกาะญี่ปุ่น ญี่ปุ่นจึงไม่มีวัฒนธรรมยุคหินเก่า ขุดพบแต่เครื่องมือที่เป็นหินขัด
และเครื่องปั้ นดินเผา ซึ่งมีอยู่มากทางตอนใต้ของฮอนชู และตะวันออกเฉียงใต้ของ
คิวชู
2
1. สังคมสมัยญี่ปุ่นสมัยก่อนประวัติศาสตร์
1.1 สังคมสมัยวัฒนธรรมโจมอน (Jomon Culture)
เป็นวัฒนธรรมของสังคมสมัยหินใหม่อันเป็นสมัยแรกสุด
ของสังคมญี่ปุ่น มีลักษณะเป็นวัฒนธรรมรูปเชือกโดย
เรียกตามลักษณะลวดลายในเครื่องปั้ นดินเผาที่ขุดพบ
จากลักษณะโบราณวัตถุที่พบทำให้สันนิษฐานได้ว่า
วัฒนธรรมสมัยโจมอนนี้มีอายุประมาณ 4,000 – 3,000
ปีก่อนคริสตกาล หรือนิยมกันว่ามีอายุในช่วง 8,000 –
300 ปีก่อนคริสตกาล นับว่าเป็นสังคมที่มีวิวัฒนาการ
ยาวนาน
1.2 สังคมสมัยวัฒนธรรมยายอย (Yayoi Culture) เครื่องปั้ นดินเผา Jomon
วัฒนธรรมสมัยนี้มีอายุประมาณ 300 ปีก่อนคริสตกาล - ค.ศ. 300 มีอาณาเขต
อยู่บริเวณโตเกียว เริ่มใช้เครื่องมือหินขัดเครื่องทอผ้า เครื่องมือ(แป้นหมุน) ในการปั้ น
ดินเผา และใช้เครื่องมือโลหะช่วยในการเพาะปลูก ความต่อเนื่องระหว่างสมัยโจมอน
และสมัยยายอยนั้น ยังไม่มีผู้ใดให้คำตอบที่แน่ชัดได้ บางคนกล่าวว่า การบังคับคน
มาสร้างกำแพงเมืองจีนในสมัยพระเจ้าชิวั่งตี่ หรือพระเจ้าฉินซีฮ่องเต้นั้น ทำให้คลื่น
มนุษย์หนีความทารุณ ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสและข้ามเข้ามายังแมนจูเรีย
เกาหลีจากคาบสมุทรเกาหลีมายังตอนใต้ของญี่ปุ่น นำวัฒนธรรมจีนมาเผนแร่ใน
ญี่ปุ่น กลายเป็นบรรพบุรุษของคนญี่ปุ่นไป แต่ก็มีหลายคนที่ปฏิเสธแนวความคิดดัง
กล่าว โดยอ้างว่าเป็นคนญี่ปุ่นเองที่สามารถเรียนรู้ ดัดแปลงและเลียนแบบวัฒนธรรม
อื่นที่สูงกว่าตนได้เป็นอย่างดี
สมัยยายอยมีวัฒนธรรมด้านการเพาะปลูกซึ่งมีผลลึกซึ้งต่ออารยธรรมญี่ปุ่น
เพราะการเพาะปลูกทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานถาวรขึ้น จนทำให้เกิดองค์การต่าง ๆ
ของผู้คนที่อยู่รวมกันตามมา หน่วยครอบครัวจะเป็นหน่วยปกครองและเศรษฐกิจแรก
สุด สังคมซับซ้อนขึ้นเพราะมีระดับชุมชนต่าง ๆ โครงสร้างของสังคมจึงเกิดขึ้น
การเพาะปลูกในลุ่มแบบตอนกลางและใต้ของจีน ทำให้ต้องใช้แรงงานมาก เกิด
กลุ่มชาวนาที่อยู่ติดที่ดิน เมื่อคนอยู่ร่วมกันมากขึ้น มีความสามารถและประกอบ
อาชีพที่ให้ผลแตกต่างกันทางเศรษฐกิจและสังคม ทำให้เกิดผลตามมา คือความแตก
ต่างของฐานะในสังคม และมีการพัฒนาประเพณี เคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่หรือเจ้านาย
สังคมญี่ปุ่นจึงเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญต่อระบบชนชั้น หรือฐานะในสังคมของ
บุคคลมาก
3
ในเมื่อญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีน้ำใช้อุดมสมบูรณ์ในแต่ละท้องถิ่น ๆ จึงสามารถมี
ชีวิตและประกอบอาชีพเพาะปลูกที่เลี้ยงตนเองได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาท้องถิ่นอื่น
สังคมญี่ปุ่นจึงเน้นและให้ความสำคัญต่อการปกครองระดับท้องถิ่น หรือภูมิภาค
มากกว่าระดับชาติ รูปแบบการปกครองแบบกระจายอำนาจจึงเป็นที่คุ้นเคยกับคน
ญี่ปุ่นมากกว่าการปกครองประเภทรวมอำนาจมาอยู่ที่ศูนย์กลาง(centralization)
การกระจายอำนาจการปกครอง(decentralization) ของญี่ปุ่นจึงทำให้ญี่ปุ่นผิดแผก
จากจีนที่ต้องมีระบบใช้น้ำสำหรับที่ราบอันกว้างใหญ่ ซึ่งต้องการแรงงานอย่าง
มหาศาล ลักษณะเช่นนี้ทำให้จีนต้องใช้อำนาจปกครองของคน ๆ เดียวขึ้นควบคุมงาน
สาธารณะที่ทุกคนจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงมิใช่อยู่ในลักษณะต่างคนต่างทำและ
จีนก็ได้ใช้การปกครองในระดับชาติที่มีรูปแบบรัฐบาลกลางที่มีอำนาจสูงสุด
ญี่ปุ่นสมัยยายอยนี้ รู้จักใช้วัตถุและเหล็กจากแผ่นดินใหญ่ เพราะญี่ปุ่นไม่มีสมัย
ทองสัมฤทธิ์ของตนเองอย่างแท้จริง เห็นได้จากการที่ญี่ปุ่นในสมัยนี้ได้ทิ้งหินมาใช้
เหล็กและไม้ในการเพาะปลูกในสมัยเดียวกันเลย มีการทดลองปลูกข้าวพันธุ์ใหม่
ขยายที่นา ทำการชลประทาน และมีการสะสมเครื่องมือเครื่องใช้ในระดับหมู่บ้าน
ที่ดินที่สำคัญอยู่ทางเหนือของเกาะคิวชู ตอนกลางของเกาะฮอนชู และบริเวณที่ราบ
คานโต เราจะพบระฆังสัมฤทธิ์ทางภาคกลางของฮอนชูซึ่งสันนิฐานกันว่าเป็นระฆังที่
ใช้สำหรับเป็นเครื่องประดับ
4
1.3 สังคมสมัยวัฒนธรรมหลุมศพ (Tomb Culture)
สมัยนี้จะเริ่มหลังศตวรรษที่ 3 ของสมัยยายอย สมัยนี้เป็นการเข้าสู่ยุคการพัฒนา
วัตถุ มีประเพณีการสร้างหลุมศพขึ้น ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างกระจัดกระจายนับพัน ๆ
แห่งทั่วทั้งญี่ปุ่น มีซากเหลือให้เห็นทุกวันนี้ในลักษณะเป็นเนินดิน ที่มีขนาดใหญ่มหึมา
ที่สุดได้แก่หลุมศพของพระเจ้านินโตกุ ซึ่งอยู่ใกล้เมืองโอซากะปัจจุบัน มีรูปเหมือนรู
กุญแจยักษ์ล้อมรอบด้วยคูน้ำ 3 ด้าน เนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 80 เอเคอร์ นับว่าใหญ่
กว่าหลุมฝังพระศพพระเจ้าชิวั่งตี่เสียอีก สันนิษฐานว่าได้ถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 4
จากประเพณีการสร้างหลุมศพทั้งใหญ่และเล็กต่าง ๆ นี้ แสดงว่าสังคมญี่ปุ่นนั้น
ได้เริ่มให้ความแตกต่างต่างของชนชั้น ชนชั้นขุนนางจะเกณฑ์ไพร่พลตอลดจนวัตถุ
มาสร้างอนุสาวรีย์ให้แก่ผู้นำของตน หลุมศพขนาดใหญ่มักอยู่บริเวณคานไซ ซึ่งเชื่อ
กันว่าเป็นบริเวณศูนย์กลางของการรวมประเทศในนระยะแรก (อาณาจักรยามาไต
หรือยามาโต) ระหว่างศตวรรษที่ 4
จากวัตถุต่าง ๆ ที่ขุดพบบริเวณหลุมศพนั้น ทำให้เราสามารถศึกษาถึงรูปสังคม
และความเป็นอยู่ของคนญี่ปุ่นในสมัยนั้นได้อย่างน่าสนใจ เช่น การใช้อาวุธทำด้วย
สัมฤทธิ์และเหล็ก เครื่องประดับกาย ดาบ กระจกเงา และอัญมณี หรือพลอยหินต่าง
ๆ ที่เรียกมางาตามะ ทั้งสามสิ่งนี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของจัก
พรรดิญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังสามารถทราบว่า ในสมัยนั้นได้มีความก้าวหน้าทางวิชาการ
ทหารจากรูปปั้ นฮานิวะ ที่ปั้ นเป็นรูปทหารขี่ม้าขึ้น สำหรับม้านั้น ก่อนสมัยหลุมศพ
ตามบันทึกจีนในสมัยราชวงศ์เว้ ได้กล่าวว่าพวกแผ่นดินวา(ญี่ปุ่น) ไม่ได้เลี้ยงหรือใช้
ม้ากันเลยในศตวรรษที่ 3 กลุ่มนักรบบนหลังม้าเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 4 เมื่อมีการรวอำ
นาจขึ้นอย่างรวดเร็วในเขตคานไซ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงนโยบายการขยายอำนาจไป
ยังเกาหลีกลางศตวรรษที่ 4 เป็นต้นไปด้วย
รูปปั้ นฮานิวะ
5
ประมาณ ค.ศ. 369 ญี่ปุ่นเริ่มมีฐานอำนาจของตนตอนใต้คาบสมุทรเกาหลีที่
เมืองมิมานะ ขณะที่เกาหลีเองได้มีอาณาจักรใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ อาณาจักรโคกูริโอ
ทางเหนือ อาณาจักรปากเชทางตะวันตก และอาณาจักรสิลลาทางตะวันออก ญี่ปุ่น
นั้นมีความสัมพันธ์และให้ความช่วยเหลือแก่อาณาจักรปากเชเพื่อต่อต้านอีกสอง
อาณาจักรอยู่เนือง ๆ เป็นผู้บังคับบัญชาทหารเกาหลี (จากบันทึกประวัติศาสตร์ของ
จีนสมัยหลิวสุ้ง ค.ศ. 420 – 479)
สมัยหลุมศพ ยังเป็นสมัยของศิลปกรรมพื้นเมืองทางด้านการปั้ นรูปหุ่นฮานิวะมี
ความสูงไม่กี่ฟุต ใช้กดลงไปบนพื้นดินรอบ ๆ หลุมศพ ฮานิวะรุ่นแรกนั้นเป็นรูปทรง
กระบอกอาจใช้สำหรับป้องกันการศึกกร่อนของพื้นผิวดินหรือเพื่อแสดงขอบเขตของ
เนื้อที่หลุมศพและใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ต่อมาประดิษฐ์เป็นรูปปั้ นฮานิวะนี้แทนโรคภัย
ไข้เจ็บทั้งหลายของมนุษย์ได้
2. สังคมญี่ปุ่นในสมัยประวัติศาสตร์
2.1 สมัยตำนานโบราณ
นับเป็นการเริ่มสมัยประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นในปลายศตวรรษที่ 5 และ 6 เพราะ
มีการใช้อักษรจีนในภาษาญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีการสร้างตำนานของชนชาติญี่ปุ่นที่มี
คุณค่าสำคัญยิ่งต่อนักประวัติศาสตร์ ทำให้เราทราบถึงประเพณี แนวความคิด
โบราณและอุปนิสัยใจคอ (จากตัวละครในตำนานนิยายปรัมปรา) เรื่องราวต่าง ๆ ดู
เป็นความจริงเมื่อมีการบันทึกด้วยตัวหนังสือ ผลงานเด่นได้แก่ การบันทึกของ
สถาบันจักรพรรดิ (พงศาวดาร) และหนังสือถ้อยคำโบราณในศตวรรษที่ 6 หลังจาก
นั้นญี่ปุ่นก็ถูกปกครองโดยตระกูลเดียวกัน (ตระกูลยามาโต) ติดต่อกันมา จึงทำให้มี
การเขียนตำนานประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 6 – 8 ขึ้น ที่สำคัญได้แก่ หนังสือโคจิกิ
หนังสือนิฮอนโชกิ และหนังสือคำประพันธ์มานิโอชิ ที่ควรคำนึงก็คือ การเขียนงาน
ประวัติศาสตร์ดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นในสมัยที่ญี่ปุ่นตกอยู่ใต้อิทธิพลจีน ทั้งยังใช้ตัว
หนังสือจีนในภาษาเขียนของตน ตลอดจนรับอิทธิพลนักปรัชญาจีน การบันทึก
ประวัติศาสตร์แบบจีน และการดำเนินนิยายแบบจีน
ในตำนานโบราณที่กล่าวมาแล้วนั้น ได้กล่าวถึงการแบ่งแยกของสวรรค์และพิภพ
(โลก) ออกจากกันในระยะแรก จนถึงยุคที่ 7 ก็เป็นยุคของเทพอิซานางิ และพระชายา
คือเทพีอิซานามิ ผู้ช่วยกันสร้างหมู่เกาะญี่ปุ่น (เกาะแรก คือ เกาะโอโนโงโระ) และยัง
สร้างคมิแห่งธรรมชาติทั้งหลายขึ้นอีกมากมาย จนในที่สุดพระธิดาองค์หนึ่งคือ
พระนางอามาเตราสุ (สุริยเทพี) ก็ได้รับคำบัญชาให้ปกครองสรวงสวรรค์ ต่อมา
พระนางอามาเตราสุก็ทรงมีบัญชาให้พระนัดดาคือ เทพนินิงิ เสร็จลงมาปกครอง
พิภพ คือบริเวณทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะฮอนชู แล้วก็ทรงมีครอบครัว
6
ช่วยกันทำการกำจัดทุกข์เข็ญของคนพื้นเมืองต่าง ๆ ทางภาคตะวันออกของญี่ปุ่น
หลานปู่ของเทพนินิงิ คือ พระเจ้าจิมมุ สามารุรวบรวมดินแดนทางภาคกลางของ
ญี่ปุ่นในเขตคานไซได้ (บริเวณแผ่นดินทางทะเลภายในของญี่ปุ่น) ก็ได้รับการ
สถาปนาเป็นจักรพรรดิของญี่ปุ่นใน 660 ปีก่อนคริสตกาล ตรงกับวันที่ 11 กุมภาพันธ์
และถือเป็นวันชาติ (Foundation Day) ญี่ปุ่นมาจนทุกวันนี้
สมัยนี้มีเรื่องราวของศาสนาหรือลัทธิชินโต (เส้นทางแห่งเทพเจ้า) ในหนังสือ
ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ด้วย มีเนื้อหาที่คล้ายคลึงกับตำนานปรัมปราทั่วไปของเอเชีย ที่
แตกต่างกันก็คือ คนญี่ปุ่นไม่เน้นในเรื่องของโลกบาดาล หรือโลกแห่งความมืดมน
(ความตาย) แต่กลับให้ความสำคัญต่อพิธีชำระล้างร่างกานและจิตใจให้บริสุทธิ์ ทั้งมี
ลักษณะเน้นเรื่องการสืบเชื้อสายจากสุริยเทพีขององค์จักรพรรดิญี่ปุ่นผู้สืบเชื้อสาย
จากตระกูลยามาโต และกล่าวถึงตำนานการต่อสู้ปราบปรามพวกอนารยชน (พวกเอ
มิชิ)ทางตะวันออกและทางเหนือของเกาะฮอนชูของพระเจ้าจิมมุ ผู้ทรงเป็นจักรพรรดิ
องค์แรกของราชบัลลังก์ญี่ปุ่นด้วย
2.2 สมัยอาณาจักรยามาโต หรือยามาไต เป็นสมัยประวัติศาสตร์ที่คาบเกี่ยวกับสมัย
หลุมศพ แต่มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่แน่นอนยิ่งขึ้นในศตวรรษที่ 6 ทำให้
เราทราบความเป็นมาของสถาบันทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้อย่าง
ถูกต้อง นับเป็นสมัยเดียวกับสมัยตำนานโบราณนั่นเอง
สมัยนี้น่าสนใจมาก เพราะมีเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์เกิดขึ้นหลาย
ประการ คือ
ค.ศ. 538 หรือ ค.ศ. 552 : มีการนำพุทธศาสนาจากเกาหลีเข้าสู่ญี่ปุ่น
ค.ศ. 593 – 622 : สมัยของเจ้าชายโชโตกุผู้ทรงเป็นผู้สำเร็จราชการของพระนาง
ซุยโกะ เป็นสมัยที่ทั้งพุทธศาสนาและขงจื๊อรุ่งเรืองมากในญี่ปุ่น
ค.ศ. 607 : ญี่ปุ่นได้ส่งคณะทูตคณะแรกไปจีน และบางคนก็ได้อยู่เรียนหนังสือ
และวัฒนธรรมจีนต่อ เพื่อนำกลับมาเผยแพร่ในญี่ปุ่นต่อไป
7
ค.ศ. 645 : เป็นสมัยการปฏิรูปไทกะ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงรูปการปกครองและ
เลียนแบบวัฒนธรรมจีนมาใช้ในทางการเมืองการปกครอง
ค.ศ. 702 : ญี่ปุ่นเริ่มจัดระเบียบการปกครองให้เป็นปึกแผ่นด้วยการประกาศใช้
กฎหมายไทโฮ นับเป็นการเริ่มระบบการปกครองโดยรวมอำนาจมาที่ศูนย์กลางตาม
แบบจีนขึ้น
ประวัติศาสตร์ที่สำคัญของสมัยยามาโตนี้ คือ ระหว่างปลายศตวรรษที่ 6 และ 7
นั้น เป็นเวลาของการเคลื่อนไหวขนานใหญ่ในเอเชียตะวันออก คือการรวมประเทศ
จีนเข้าด้วยกันภายใต้ราชวงศ์สุย (ค.ศ. 589 – 618) และราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 –
907) มีการปกครองเป็นปึกแผ่นแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง จึงทำให้ทั้งญี่ปุ่น
และเกาหลีมุ่งมั่นที่จะรวมประเทศที่ยังแตกแยกกันอยู่เป็นก๊กเป็นเหล่าต่าง ๆ เข้าด้วย
กันเยี่ยงจีนบ้าง โดยเฉพาะมีความคิดเห็นว่า การที่จีนรวมกันได้มั่งคงนั้น เป็นเพราะ
พลังสำคัญของศาสนาพุทธ(มหายาน) ญี่ปุ่นจึงได้ต้อนรับศาสนาพุทธที่เกาหลีนำเข้า
มาเผนแพร่ในญี่ปุ่นเป็นอย่างดี นับว่าศาสนาพุทธได้เข้าสู่ญี่ปุ่นด้วยคตินิยมทางการ
เมืองเป็นเบื้องแรก
เชื่อกันว่า ศาสนาพุทธเข้าสู่ญี่ปุ่นใน
ค.ศ. 552 เมื่อกษัตริย์ปากเชแห่งเกาหลีได้
ส่งคณะทูตพร้อมกับกำนัลจักรพรรดิญี่ปุ่น
ด้วยคัมภีร์พุทธศาสนา และพระพุทธรูปที่
งดงามเข้ายังญี่ปุ่น โดยหวังที่จะขอความ
ช่วยเหลือทางทหารจากญี่ปุ่นในการต่อ
ต้านอาณาจักรสิลลาจากจุดนี้เอง ทำให้เกิด
ช่วงเวลาของการเริ่มขบวนการปฏิรูป 150
ปี อันจะนำไปสู่การสถาปนารัฐบาลกลางที่
มีอำนาจเข้มแข็งประมาณต้นศตวรรษที่ 8
ขบวนการปฏิรูปนี้แบ่งเป็นสองลักษณะ คือ
ระยะการเตรียมตัว ค.ศ. 552 – 645 และ
ระยะการดำเนินการปฏิรูปอย่างแท้จริวของ
สมัยไทกะ (Taika) ใน ค.ศ. 645 จนถึงการ
สร้างเมืองหลวงแห่งแรกที่เมืองนาระใน
ค.ศ. 710
ยามาโต
8
3. ประวัติศาสตร์โดยสังเขปของญี่ปุ่นก่อนสมัยนาระ
เนื้อหาของประวัติศาสตร์ช่วงนี้ ส่วนใหญ่ได้มาจากการบันทึกประวัติศาสตร์ของ
จีน เมื่อกล่าวถึงญี่ปุ่นในสมัยราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์เว้ ราชวงศ์สุย และราชวงศ์ถัง จีน
ได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับญี่ปุ่นและจัดไว้ในหมวดเรื่องราวของอนารยชน บันทึกของ
จีนเกี่ยวกับญี่ปุ่นนี้มีค่ามากในช่วงศตวรรษที่ 1 – 5 อันเป็นช่วงที่ญี่ปุ่นยังไม่มีตัว
อักษรใช้ และเรารู้เรื่องราวของญี่ปุ่นได้จากหลักฐานทางวัตถุเท่านั้น
3.1 บันทึกของจีนเกี่ยวกับญี่ปุ่น: ประมาณ ค.ศ. 1 – 300 อันเป็นครึ่งหลังของ
สมัยยายอยของญี่ปุ่นนั้น จีนเรียกญี่ปุ่นว่าเป็น “ดินแดนแห่งพวกวา” (วา แปลว่า
แกร็น แคระ) เพราะญี่ปุ่นเป็นพวกที่ตัวเตี้ยกว่าจีนขณะนั้น และให้ความรู้ว่า ในต้น
ศตวรรษแรก ญี่ปุ่นอยู่กันเป็นก๊กเป็นเหล่า กระจัดกระจายกันกว่า 300 แห่ง แสดงว่า
มีก๊กน้อยใหญ่อยู่กันเป็นจำนวนมาก
จนถึง ค.ศ. 57 ปรากฏว่ามีคนญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งเดินทางไปเฝ้าพระเจ้ากวางวูผู้
สร้างราชวงศ์ฮั่นตอนปลาย (ค.ศ. 25 – 220) พระองค์ทรงมอบตราพระราชลัญจกร
ทองคำให้เป็นที่ระลึก ซึ่งใน ค.ศ. 1784 ได้มีชาวญี่ปุ่นขุดพบตราราชลัญจกรนี้ใน
ทุ่งนาใกล้เมืองฮากาตะทางเหนือของเกาะคิวชู จึงมีส่วนช่วยให้เชื่อได้ว่าบันทึกของ
จีนนั้นเป็นความจริง
บันทึกของจีนได้กล่าวต่อมาว่า ในศตวรรษที่ 2 ได้เกิดการจลาจลขึ้นในดินแดน
แห่งพวกวา จึงตีความได้ว่า เกิดสงครามต่อสู้เพื่อรวมและขยายดินแดนกันขึ้นใน
ญี่ปุ่นเพราะในศตวรรษที่ 3 นั้น มีเพียง 30 ก๊กเท่านั้น และต่างก็รวตัวกันหลวม ๆ
ภายใต้การนำของพวกนางพิมิโกะ หรือฮิมิโกะ บันทึกของจีนเกี่ยวกับญี่ปุ่นในช่วงนี้
เป็นบันทึกสมัยราชวงศ์เว้ที่เขียนขึ้นประมาณ ค.ศ. 297 ทำให้เรารู้วัฒนธรรมของ
พวกวานี้ว่า เป็นพวกชอบกินผักสด เดินทางด้วยเท้า ขุนหลุมฝั่ งศพเป็นเนินดินแล้ว
ตบแต่ง ตบมือแสดงความเคารพคามิ (เทพเจ้า) ส่งข่าวสารถึงมือด้วยการหมอบหรือ
คึกเข่าลงโดยใช้สองมือวางอยู่บนพื้นเพื่อแสดงความเคารพ ทำให้เราเห็น
ขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของญี่ปุ่น
อาณาจักรของพระนางพิมิโกะ เรียกว่า อาณาจักรยามาไต หรือยามาโต ซึ่งเป็น
ดินแดนของพวกวาในบันทึกของจีน พระนางพิมิโกะทางทำหน้าที่เป็นประมุขทาง
ศาสนามากกว่าการเมือง ไม่เกี่ยวข้องกับเพศตรงข้าม และยังทรงเป็น “คนทรง”
(แบบพ่อมดหมอผี) ทำเวทมนตร์คาถาให้แก่ประชาชนด้วย ขณะเดียวกันก็ทรงมอบ
หมายให้อนุชาดูแลกิจการบริหารบ้านเมือง นับว่าพระนางทรงมีบทบาทเป็นพ่อมด
หมอผีที่ประชาชนให้ความนับถือเกรงกลัว จนสามารถควบคุมดินแดนแห่งวาไว้ได้
ประมาณกลางศตวรรษที่ 3 และหลังจากพระนางสิ้นพระชนม์ ดินแดนแห่งวาก็
วุ่นวาย เกิดภาวะสงครามขึ้นอีก
9
สำหรับอาณษเขตทำเลที่ตั้งของอาณาจักรยามาโตซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งแรก
ของญี่ปุ่นนี้ มีปัญหาอยู่มากกว่า จะอยู่ที่ตอนกลางของเขตคานไซหรือควรอยู่ในคิวชู
น่าสังเกตว่าเมื่อบันทึกของจีนกล่าวถึงพระนางพิมิโกะ ว่าเป็นผู้นำของ 30 ก๊ก หรือ
30 ประเทศของคิวชูนั้น อาจเป็นไปได้ที่เขตคานไซและคิวชูเข้ามารวมกันอย่าง
หลวม ๆ เพราะมีความจริงปรากฏว่า การสร้างรัฐและการรวมตัวกันของคนญี่ปุ่นใน
ประวัติศาสตร์นั้น ได้มีอาณาเขตคานไซขึ้นระหว่าง ค.ศ. 250 – 400 น่าเสียดายที่
ประวัติศาสตร์จีนโดยการบันทึกของราชวงศ์เว้ได้สิ้นสุดลงปลายศตวรรษที่ 3 การ
อวสานของอาณาจักรเว้นี้ทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะทราบประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น
ในช่วงเวลา 150 ปีหลังสมัยราชวงศ์เว้นั้น
ประมาณกันว่า อำนาจของอาณาจักรยามาโตนั้น พุ่งถึงขีดสุดในศตวรรษที่ 5
ภายใต้การนำของพระเจ้านินโตกุสิ้นสุดลงในสมัยของพระเจ้ายูริอากุ ผู้ทรงทำงาน
ด้านการขยายอำนาจออกไปพร้อมกับเรียกร้องเครื่องบรรณาการจากหัวเมืองขึ้น
อย่างไม่หยุดยั้ง ในบันทึกของจีนอ้างว่า พระองค์ปกครองมณฑลทางตะวันออกถึง
55 แห่ง ทางตะวันตก 66 แห่ง และในเกาหลี 15 แห่ง หลักฐานของจีนยังกล่าวถึง
จักรพรรดิญี่ปุ่น 5 พระองค์ที่ทรงส่งคณะทูตนำเครื่องบรรณาการไปยังประเทศจีน
ด้วย
พระเจ้านินโตกุ
10
3.2 ลักษณะการปกครองของญี่ปุ่น ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นนั้นมีอยู่ 2 ครั้งที่
ญี่ปุ่นตกอยู่ใต้อิทธิพลของวัฒนธรรมชาติอื่นโดยสิ้นเชิง เช่น ในศตวรรษที่ 7 ญี่ปุ่นรับ
อารยธรรมจีนมาใช้ และในศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นก็อยู่ภายใต้อารยธรรมตะวันตก
ในศตวรรษที่ 7 และ 8 นั้น เป็นช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นตื่นตัวและตื่นเต้นกับวัฒนธรรม
จีนที่สูงกว่าตนมาก ญี่ปุ่นจึงลอกเลียนแบบมาใช้ ขณะเดียวกันก็สร้างวัฒนธรรมของ
ตนแข่งขันกับจีนด้วย
3.2.1 อิทธิพลวัฒนธรรมจีนในสังคมญี่ปุ่นระยะแรก ญี่ปุ่นได้มีการ
เปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางการเมืองและสังคมอันเป็นผลิตผลจากวัฒนธรรมจีน
กำหนดให้การปฏิรูปไทกะใน ค.ศ. 645 เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นของญี่ปุ่นที่จะ
พัฒนาประเทศแข่งขันกับจีน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะดึงอำนาจเข้าสู่
ศูนย์กลาง และสถาปนาสถาบันขุนนางที่มีอภิสิทธิ์ขึ้นในสังคม ทั้งเกิดการ
เปลี่ยนแปลงคตินิยม ความเชื่อ หรือศาสนาพื้นบ้านของญี่ปุ่นในสมัยยามาโตด้วยการ
เน้นฐานะทางสังคมของผู้นำในศตวรรษที่ 6 กล่าวคือ
ก. ในศตวรรษที่ 6 ประมุขของอาณาจักรยามาโตได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น
กษัตริย์ หรือจักรพรรดิ (เช่นเดียวกับ “ฮ่องเต้” ของจีน) มีอำนาจเหนือตระกูลทั้ง
หลายผู้เป็นข้าราชบริพารของพระองค์ มีข้าราชสำนักประกอบด้วยสมาชิกของตระกูล
ยามาโต ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นขุนนางชั้นสูง สภาแห่งรัฐได้แก่ผู้ดำรงตำแหน่ง
“โอมิ” (Omi) ฝ่ายซ้ายและ “มูราจิ” (Muraii) ฝ่ายขวา สำหรับท่านโอมินั้นต้องเป็นผู้
ที่มาจากตระกูลที่เป็นเชื้อสายกับจักรพรรดิด้วย ส่วนมูราจินั้นก็เป็นตำแหน่งของ
หัวหน้าตระกูลที่มีอิทธิพล สภาแห่งรัฐนี้ทำหน้าที่ช่วยเหลือจักรพรรดิในการบริหาร
บ้านเมือง หรือเป็นเหมือนคณะรัฐมนตรี ต่ำกว่าระดับนี้ลงไปก็ได้แก่ตำแหน่งคูนิ -
โนะ - มิยัทสุ - โกะ (ผู้ว่าราชการจังหวัด) และตำแหน่ง “เบะ” (be) ของกลุ่มอาชีพต่าง
ๆ ทำให้โครงสร้างการปกคราองของญี่ปุ่นเป็นรูปแบบขึ้น
ข. ญี่ปุ่นต้องการสร้างจักรวรรดิญี่ปุ่นเช่นเดียวกับจีนที่มีอาณานิคมน้อยใหญ่
ญี่ปุ่นจึงแสวงหาอิทธิพลของตนในเกาหลีอันเป็นดินแดนที่อยู่ใกล้เคียงตนมากที่สุด
จนสามารถครอบครองเมืองมิมานะ (Mimana) บนคาบสมุทรเกาหลี ให้เป็นเมืองออก
และฐานทัพของตนในแผ่นดินใหญ่ แล้วญี่ปุ่นก็เข้าแทรกแซงการทะเลาะวิวาทกัน
ระหว่างอาณาจักรโคกูริโอปากเชและสิลลา ด้วยปรากฏว่า ญี่ปุ่นมักจะเข้าข้างปากเช
ต่อต้านกับอีกสองอาณาจักนอยู่เนือง ๆ อาจเป็นเพราะอาณาจักรปากเชนั้นตั้งอยู่ใน
เส้นทางของญี่ปุ่นที่จะเดินทางต่อไปยังจีนตอนเหนือแต่ใน ค.ศ. 532 ทั้งสิลลาและ
ปากเชช่วยกันโจมตีเมืองมิมานะของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นต้องถอนตัวออกไปใน ค.ศ. 562
11
ค. จากการที่ญี่ปุ่นมีอำนาจครอบครองเมืองมิมานะนั้น ทำให้ญี่ปุ่นได้สืบทอด
อารยธรรมจีนมาทั้งทางการทหาร การฝีมือ และความรู้ใหม่ ๆ เป็นต้นว่าการ
ชลประทาน วัฒนธรรมเกาหลีก็คือวัฒนธรรมจีนนั่นเอง เมืองศูนย์กลางการแลก
เปลี่ยนการทูตกันระหว่าง ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีนั้นได้แก่ เมืองนานิวะ (Naniwa) ซึ่ง
เป็นเมืองท่าของอาณาจักรยามาโตทางตะวันออกของทะเลภายใน มีพวกลี้ภัยอพยพ
จากแผ่นดินใหญ่เข้าสู่ญี่ปุ่นและอ่อนน้อมต่ออาณาจักรยามาโต ซึ่งต่างก็มักจะได้
ดำรงตำแหน่งสูงทางการเมืองด้วยเพราะญี่ปุ่นยกย่องว่าเป็นพวกที่มีวัฒนธรรมสูง
กว่าตน เช่น พวกตระกูลฮาตะ และอายะ เป็นต้น ผู้อพยพจากแผ่นดินใหญ่เข้าสู่ญี่ปุ่น
อย่างไม่ขาดระยะในช่วงศตวรรษที่ 5 – 6 นี้ ได้ให้ความรู้และวิทยาการของจีนแก่
ญี่ปุ่นอย่างกว้างขวาง เช่น นักปราชญ์วานิ (Wani) เป็นผู้นำในราชสำนักเกี่ยวกับการ
เผยแพร่ลัทธิขงจื๊อ ช่วงนี้จึงนับเป็นช่วงสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น เพราะมี
การใช้ตัวหนังสือจีนกันแพร่หลายในญี่ปุ่น โดยเฉพาะใช้กันในบรรดาผู้อพยพชาวจีน
และเกาหลีที่มีจำนวนมาก
ง. อิทธิพลศาสนาพุทธ (มหายาน) จากจีนโดยผ่านเกาหลีเข้ามายังญี่ปุ่นนั้น มี
มากมายเหลือประมาณในการสร้างและส่งเสริมวัฒนธรรมญี่ปุ่นตามที่เราเห็นอยู่ใน
ปัจจุบัน ในระยะแรกนั้นตระกูลใหญ่ ๆ ในระดับผู้นำเป็นผู้ใช้ศาสนาพุทธ (ตั้งแต่ ค.ศ.
538 แต่เชื่อว่าศาสนาพุทธมาสู่ญี่ปุ่นเป็นทางการใน ค.ศ. 552) เป็นเครื่องแสวงหา
อิทธิพลทางการเมือง ทั้งนี้เพื่อลดอำนาจจักรพรรดิที่ถือกันว่าสืบเชื้อสายมาจากคามิ
แห่งดวงอาทิตย์ และสามารถทำให้จักรพรรดิเป็นประมุขที่ปราศจากอำนาจทางการ
เมือง มาเป็นผู้ทำหน้าที่นพิธีกรรมทางศาสนาเป็นส่วนใหญ่ จึงปรากฏว่าในศตวรรษ
ที่ 6 นัน ตระกูลต่าง ๆ ในเขตรอบนอกที่ห่างไกลได้พากันกระด้างกระเดื่องต่ออำนาจ
จักรพรรดิ อำนาจการทหารของญี่ปุ่นเองก็อ่อนแอลงด้วยจนต้องเสียเมืองมิมานะใน
เกาหลีไปใน ค.ศ. 562
คามิแห่งดวงอาทิตย์
12
จ. อย่างไรก็ตามในปลายศวรรษที่ 6 ประเทศจีนถูกรวมให้เป็นปึกแผ่นมั่งคง
ภายใต้ราชวงศ์สุยและถัง ซึ่งทำให้คนญี่ปุ่นตื่นเต้นและประทับใจในอารยธรรมจีนกัน
มาก งานชื้นสำคัญของจักรพรรดิจีนสมัยราชวงศ์ถังคือ การวางระบบการบริหารเป็น
แบบดึงอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางด้วยการตั้งระบบข้าราชการพลเรือนขึ้นช่วยในการ
บริหารประเทศ วางระบบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น และระบบภาษี ตลอดสร้าง
กฎหมายขึ้นใช้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองด้วย ทั้งยังพัฒนาแนว
ความคิดว่า “กษัตริย์เป็นการโอรสแห่งสวรรค์” เพราะได้รับอาณัติจากสวรรค์ให้
มาปกครองมวลมนุษย์ นับว่าเป็นการให้ความสำคัญต่อสถาบันจักรพรรดิว่ามีอำนาจ
เหนือผู้อื่นใดในแผ่นดิน สังคมจีนในสมัยราชวงศ์ถังจึงเป็นสังคมขุนนางที่มรศักดินา
เด่นชัดกว่าสมัยอื่น ๆ นากจากนี้จีนยังใช้ศาสนาพุทธเป็นเครื่องค้ำจุนความมั่งคงของ
จักรวรรดิจีนด้วยเช่นกัน เพราะขอบข่ายการทำงานของบุคลากร วัดวาอาราม สำนัก
บวชต่าง ๆ ในวงการศาสนานั้นก็ประกอบด้วยตำแหน่งยศทางศาสนาสูงต่ำทั่วไป
ญี่ปุ่นได้นำระบบบริหารราชการพลเรือนแบบจีนเข้ามาใช้เพื่อดึงอำนาจการ
ปกครองมายังศูนย์กลาง แต่ไม่ใคร่ได้ผลเพราะต้องปรับใช้ให้เข้ากับคตินิยมหรือ
ประเพณีนิยมของญี่ปุ่นด้วย สำหรับศาสนาพุทธนั้น ปรากฏว่าขุนนางตระกูลโซงะ
(Soga) ผู้ประกาศตัวเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนาพุทธในญี่ปุ่นนั้น สามารถใช้ศาสนาพุทธ
เป็นเครื่องมือแสวงหาอำนาจจนตระกูลนี้มีอำนาจสูงสุดในอาณาจักรยามาโตใน ค.ศ.
580 หัวหน้าตระกูล เช่น ท่านอุมาโกะ สามารถสนับสนุนให้ลูกหลานของตนสมรสกับ
องค์จักรพรรดิ และมีรัชทายาทที่มีสิทธิในราชบัลลังก์ได้ ตระกูลนี้เกือบจะกลายเป็น
ผู้นำแย่งอำนาจในราชบัลลังก์ไป โชคดีที่เจ้าชายโชโตกุไทชิ ผู้อภิเษกกับสตรีใน
ตระกูลโซงะเช่นกันนั้น พยายามปกป้องศักดิ์ศรีของสถาบันจักรพรรดิและควบคุม
อำนาจของตระกูลโซงะไว้ได้ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์
เจ้าชายโชโตกุไทชิ
13
เจ้าชานโชโตกุเองก็ทรงเลื่อมใสในศาสนาพุทธและสามารถใช้ศาสนาพุทธช่วย
พระองค์ในด้านการปกครองบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่น มีความสุขในแผ่นดิน และทรง
ใช้ลัทธิขงจื๊อของจีนมาช่วยในการปฏิรูปด้านการเมือง ทรงประกาศการใช้ระบบแต่ง
ตั้งตำแหน่งข้าราชการสำนักขึ้น 12 ตำแหน่งพร้อมด้วยหมวกยศใน ค.ศ. 603 นับว่า
เป็นการเริ่มระบบข้าราชการพลเรือนของญี่ปุ่นโดยเลียนแบบจีน ทั้งยังทรงประกาศ
ใช้กฎหมายปกครองหรือรัฐธรรมนูญ 17 มาตราขึ้นใช้ในการปกครองบ้านเมือง ทรง
ใช้ลัทธิขงจื๊อในการกำหนดทฤษฎีการเมืองโดยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์
และประชาชนให้อยู่ในรูปเหมือน “สวรรค์” ปกครอง “พิภพ”
เจ้าชายโชโตกุทรงเขียนรัฐธรรมนูญ 17 มาตรา
3.2.2 การปฏิรูปปสมัยไทกะ (Taika Reformation) เมื่อเจ้าชายโชโตกุ
สิ้นพระชนม์ใน ค.ศ. 622 ก็เป็นช่วงเวลาที่ท่านโวงะ - โนะ อุมาโกะ ถึงแก่กรรมด้วย
แนวความคิดด้านการเมืองของเจ้าชายโชโตกุจึงถูกถือเป็นแนวปฏิบัติสืบต่อมา ทำให้
เกิดการปฏิรูปสมัยไทกะ ค.ศ. 645ขึ้น
หลังสมัยโอมิ อุมาโกะ ผู้ที่สืบตำแหน่งโอมิต่อมาได้แก่ เอมิชิ และ อิรูงะ ซึ่งต่าง
ก็ต้องการมีอำนาจในการปกครองด้วยการทำลายอำนาจของสถาบันจักรพรรดิ
กล่าวกันว่า โอมิ อิรูงะนั้น ถึงกลัสร้างหลุมศพมหึมาส่วนตัวเอาไว้เพราะมีความ
ทะเยอทะยานสูงถึงกับจะชิงราชย์ด้วย
ดังนั้นเจ้าชายนากะ - โนะ - โอเยะ (Naka – on - Oye) ร่วมด้วยขุนนางคู่
พระทัย คือ นากาโตมิ คามาตาริ (Nakatiomi Kamatari) จึงทำการขัดขวางพวก
ขุนนางตระกูลโซงะ ซึ่งสืบทอดตำแหน่งโอมินั้น ด้วยการปฏิรูปและการศึกษาวิทยา
การจีนสมัยถัง และพยายามกำจัดอิทธิพลของตระกูลโซงะ ทั้งนี้เพื่อความเป็นปึก
แผ่นมั่นคงของประเทศและราชบัลลังก์ โดยเน้นการปกครองที่ดึงอำนาจสู่ศูนย์กลาง
14
เจ้าชายนากะ - โนะ – โอเยะ ทรงสามารถสังหารอิรูงะผู้ทะเยอทะยานได้ และ
ตัวเอมิชิเองนั้นก็เผาตัวตายในปราสาทหลังจากพ่ายแพ้ต่อเจ้าชาย เมื่อหมดตัวผู้ขัด
ขวางการปฏิรูปประเทศของพระองค์ เจ้าชายก็ทรงประกาศการดำเนินการปฏิรูปไท
กะ (การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่) ทันที ได้มีการกล่าวถึงการปฏิรูปไทกะนี้ในหนังสือ
นิฮอนโชกิด้วย
หนังสือนิฮอนโชกิ
ลักษณะที่สำคัญของการปฏิรูปไทกะ (ค.ศ. 645) ได้แก่
ก. การปฏิรูปที่ดิน มุ่งที่จะทำลายระบบนายทุนที่ดินและอำนาจของ
ตระกูลซึ่งมี “แผ่นดินและประชาชนส่วนตัว” โดยกำหนดให้ราชอาณาจักรเป็นผู้ครอบ
ครองที่ดินทั้งหมด และให้ประชาชนมาภักดีโดยตรงต่อราชบัลลังก์ มีการแบ่งที่ดินให้
ประชาชนได้ใช้ทำมาหากินเท่า ๆ กัน เมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็ต้องคืนผืนดินนั้นให้รัฐบาลได้
จัดสรรต่อไปใหม่
ข. ระบบภาษี เพื่อหารายได้แก่รัฐเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสร้างสิ่ง
สาธารณประโยชน์ให้แก่ประชาชน อันเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาลกลาง จึงมีการเก็บ
ภาษีพืชผล เช่น ไหม ฝ้าย ด้าย นอกจากนี้ก็มีภาษีแรงงาน และภาษีการเกณฑ์เข้าเป็น
ทหาร
ค. สถาบันการปกครอง เลิกตำแหน่ง โอมิ มูราจิ และคาบาเนะ โดยใช้
ตำแหน่งใหม่แทนคือ รัฐมนตรีฝ่ายซ้าย รัฐมนตรีฝ่ายขวา และรัฐมนตรีฝ่ายกลาง และ
เรียกชื่อประเทศว่า “นิฮอน”
หน่วยงานกรปกครองแบ่งเป็น จังหวัด อำเภอ ตำบล ภายใต้การดูแลของเจ้า
เมือง หรือผู้ว่าราชการ นายอำเภอ หัวหน้าครอบครัวตาทมลำดับ
ง. โครงสร้างทางสังคม ประกอบด้วยระบบชนชั้นหรือแบ่งเป็นชนชั้นสูง
อันได้แก่ ชาวนาและขุนนาง และชนชั้นต่ำที่ทำงานหนักในฐานะทาส
จ. สถาบันทางกฎหมาย ทั้งพระเจ้าเทนฉิ (เจ้าชายนากะ - โนะ – โอเยะ)
และพระเจ้าเทมมุ ต่างก็ทรงรวบรวมตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ที่เคยใช้ในแผ่นดิน ให้ชื่อ
ว่า กฎหมายไทโฮ (Taiho Code) ใน ค.ศ. 701
15
ในสมัยการปฏิรูปไทกะนี้ ญี่ปุ่นยังทำสงครามในคาบสมุทรเกาหลีด้วย โดยเข้า
ช่วยอาณาจักรปากเชรบกับอาณาจักรสิลลาผู้มีจีนหนุนหลังอยู่ใน ค.ศ. 663 ปรากฏ
ว่าพ่ายแพ้ และญี่ปุ่นต้องถอนตัวจากคาบสมุทรเกาหลีโดยไม่ทิ้งฐานกำลังอะไรไว้
เลย
เจ้าชายนากะ - โนะ - โอเยะ ได้ทรงบริหารแผ่นดินในทันทีที่ทำรัฐประหารได้
สำเร็จในปี ค.ศ. 645 นั้น ทรงเลียนแบบเจ้าชายโชโตกุ โดยบริหารแผ่นดินใน
ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการอยู่ชั่วระยะหนึ่ง เจ้าชายนากะทรงประกาศให้ใช้กฎหมาย
ฉบับต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ เพื่อพัฒนาญี่ปุ่นให้เจริญทัดเทียมประเทศจีน แต่การปฏิรูป
ต่าง ๆ นั้นได้ผลช้ามาก ที่น่าสนใจ คือ การปฏิรูปที่ดินที่เจ้าชายนากะทรงประกาศให้
ผืนนาข้าวทั้งหลายเป็นที่ดินสาธารณะ โดยพระองค์ทรงกระทำเป็นตัวอย่างการ
ถวายที่ดินส่วนพระองค์ให้เป็นที่ดินของรัฐใต้การปกครองของจักรพรรดิ ทั้งนี้เพื่อ
ทำลายระบบนายทุนที่ดิน ขยายที่ดินสาธารณะ นับเป็นการหารายได้ของรัฐจากภาษี
ที่ดินนั้น
ใน ค.ศ. 649 ญี่ปุ่นมีรูปแบบการปกครองส่วนกลางแบบจีน ซึ่งแบ่งราชการ
ออกเป็น 8 กระทรวง ได้แก่ พิธีกรรม มหาดไทย สาธารณะ สงคาม ยุติธรรม คลัง
สำนักเลขา และสำนักพระราชวัง มีข้าราชการเข้าประจำในกระทรวงต่าง ๆ เจ้าชาย
นากะทรงขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 668 ทรงพะนามว่า พระเจ้าเทนฉิ (ค.ศ. 668 – 671)
นับว่าเป็นองค์จักรพรรดิที่ทรงมีอำนาจการบริหารอย่างเต็มที่ แต่เมื่อพระองค์
สิ้นพระชนม์ อาณาจักรก็แตกแยกกันอีก จนถึงสมัยพระเจ้าเทมมุ (ค.ศ. 673 – 686)
พระเจ้าเทมมุได้ทรงทำการปราบปรามผู้กระด้างกระเดื่อง และทรงส่งเริมทางการ
ทหารให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นกว่าอดีต จนนับได้ว่าจักรพรรดิทรงมีอำนาจการปกครอง
สูงสุดในแผ่นดินอย่างแท้จริง ในด้านโยบายการบริหารนั้น พระเจ้าเทมมุทรงดำเนิน
การปกครองตาอจากพระเจ้าเทนฉิในการปฏิรูปญี่ปุ่นได้เป็นผลสำเร็จ หลังจากการ
สวรรคตของพระองค์อีกไม่กี่สิบปีก็ได้มีการสร้างเมืองหลวงที่เป็นที่ประทับของ
จักรพรรดิเป็นการถาวรที่เมืองเฮโจ (Heijo) ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในนาม “นาระ” (ไม่
ต้องย้ายเมืองหลวงไปตามวังที่ประทับของจักรพรรดิองค์ใหม่ตามความเชื่อดั้งเดิมว่า
ที่ใดมีคนตายที่นั้นจะไม่บริสุทธิ์)
ที่เมืองนาระนี้เอง ญี่ปุ่นก็ได้พัฒนาระบบการปกครองอย่างมั่นคง ว่าด้วยการ
ใช้ระบบข้าราชการพลเรือน ระบบกฎหมาย ระบบการบริหาร การปกครอง ส่วนท้อง
ถิ่น ระบบภาษี (ที่ดิน พืชผล เกณฑ์แรงงาน) และกิจการด้านทหาร นับเป็นผลสำเร็จ
ของการปฏิรูปในสมัยพระเจ้าเทมมุนั่นเอง
16
บรรณานุกรรม
เพ็ชรี สุมิตร. (2514). ประวัติอารยธรรมญี่ปุ่น. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เพ็ญศรี กาญจโนมัย. (2530). อารยธรรมญี่ปุ่น. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัย
เกษตรศาสตร์
อรอนงค์ ข้อหล้า. (2563). ประวัติศาสตร์อารยธรรมญี่ปุ่น. กำแพงเพชร :
มหาวิทยาลัยกำแพงเพชร
กนกพร แก้วพะโอะ. (ม.ป.ป.). ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น. (ออนไลน์). แหล่งที่มาจาก :
https://1th.me/BnFHc. (11 กันยายน 2564)
พรรวี วิจิตรโรทัย. (ม.ป.ป.). อารยธรรมญี่ปุ่น. (ออนไลน์). แหล่งที่มาจาก :
https://1th.me/9wEQH. (11 กันยายน 2564)
ชูชาติ หิรัญรักษ์. (ม.ป.ป.). ประเทศญี่ปุ่น. (ออนไลน์). แหล่งที่มาจาก :
https://1th.me/r2geL. (11 กันยายน 2564)
ตรีนุช อิงคุทานนท์. (2563). ไทชิ โชโตกุ. (ออนไลน์). แหล่งที่มาจาก :
https://1th.me/Ihuv6. (11 กันยายน 2564)
วิกิพีเดีย. (2562). การปฏิรูปปีไทกะ. (ออนไลน์). แหล่งที่มาจาก :
https://1th.me/erQg4. (11 กันยายน 2564)