๙๗
เขยี น สว่ นการรับสาร ได้แก่ การรับความรู้ ความเชอื่ ความคดิ ด้วยการอา่ นและการฟังการฝึกทักษะการ
สื่อสารจึงเป็นการฝึกทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ให้สามารถรับสารและส่งสารอย่างมี
ประสทิ ธิภาพ
ธรรมชาติของภาษา
ธรรมชาตขิ องภาษาเปน็ คณุ สมบัติของภาษาท่ีสำคัญ มีคณุ สมบัตพิ อสรุปได้ คือ ประการท่ีหนึ่ง
ทุกภาษาจะประกอบด้วยเสียงและความหมาย โดยมีระเบยี บแบบแผนหรือกฎเกณฑ์ในการใช้ อยา่ งเป็นระบบ
ประการที่สอง ภาษามพี ลงั ในการงอกงามมิรู้ส้ินสุด หมายถึง มนุษย์สามารถใช้ภาษา ส่ือความหมายได้โดย
ไม่สิ้นสุด ประการที่สาม ภาษาเป็นเรื่องของการใช้สัญลักษณ์ร่วมกันหรือสมมติร่วมกัน และมีการรับรู้
สัญลักษณ์หรือสมมติร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน ประการที่สี่ภาษาสามารถใช้ภาษาพูดในการ
ติดต่อสื่อสาร ไม่จำกัดเพศของผู้ส่งสาร ไม่ว่าหญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ สามารถผลัดกันในการส่งสารและ
รับสารได้ ประการที่ห้า ภาษาพูดย่อมใช้ได้ทั้งในปัจจุบัน อดีต และอนาคต ไม่จำกัดเวลาและสถานท่ี
ประการที่หก ภาษาเป็นเครื่องมือการถ่ายทอดวัฒนธรรมและวิชาความรู้นานาประการ ทำให้เกิด
การเปล่ียนแปลงพฤตกิ รรมและการสร้างสรรคส์ ิ่งใหม่
แนวคดิ ในวรรณกรรม
แนวคิดในวรรณกรรมหรือแนวเรื่องในวรรณกรรมเปน็ ความคิดสำคัญในการผูกเรือ่ งให้ ดำเนนิ
เรื่องไปตามแนวคิด หรือเป็นความคิดที่สอดแทรกในเรื่องใหญ่ แนวคิดย่อมเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสังคม
เป็นสารที่ผู้เขียนส่งให้ผู้อ่าน เช่น ความดีย่อมชนะความชั่ว ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ความยุติธรรมทำให้โลก
สันติสุข คนเราพ้นความตายไปไม่ได้ เป็นต้น ฉะนั้นแนวคิดเป็นสารที่ผูเ้ ขียนต้องการส่งให้ผู้อื่นทราบ เช่น
ความดี ความยตุ ธิ รรม ความรกั เปน็ ต้น
บริบท
บริบทเป็นคำที่แวดล้อมข้อความที่อ่าน ผู้อ่านจะใช้ความรู้สึกและประสบการณ์มากำหนด
ความหมายหรือความเข้าใจ โดยนำคำแวดล้อมมาช่วยประกอบความรู้และประสบการณ์ เพื่อทำความ
เขา้ ใจหรือความหมายของคำ
พลังของภาษา
ภาษาเป็นเคร่ืองมือในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์จึงสามารถเรียนรู้ภาษาเพ่ือการดำรงชีวิต
เปน็ เครอื่ งมือของการสอ่ื สารและสามารถพัฒนาภาษาของตนได้ ภาษาช่วยให้คนรจู้ ักคดิ และแสดงออกของ
ความคิดด้วยการพดู การเขยี น และการกระทำซึ่งเปน็ ผลจากการคิด ถ้าไมม่ ภี าษา คนจะคิดไมไ่ ด้ ถ้าคน
๙๘
มีภาษาน้อย มีคำศัพท์น้อย ความคิดของคนก็จะแคบไม่กว้างไกล คนที่ใช้ภาษาได้ดีจะมีความคิดดีด้วย
คนจะใช้ความคิดและแสดงออกทางความคิดเป็นภาษา ซึ่งส่งผลไปสู่การกระทำ ผลของการกระทำส่งผล
ไปสู่ความคิด ซึ่งเป็นพลังของภาษา ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญต่อมนุษย์ ช่วยให้มนุษย์พัฒนาความคิด
ช่วยดำรงสังคมให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขมีไมตรีต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยการใช้ภาษา
ตดิ ตอ่ สือ่ สารกนั ชว่ ยใหค้ นปฏบิ ตั ิตนตามกฎเกณฑข์ องสงั คม ภาษาชว่ ยให้มนษุ ย์เกดิ การพฒั นา ใช้ภาษา
ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การอภิปรายโต้แย้ง เพื่อนำไปสู่ผลสรุป มนุษย์ใช้ภาษาในการเรียนรู้
จดบนั ทึกความรู้ แสวงหาความรู้ และช่วยจรรโลงใจ ดว้ ยการอา่ นบทกลอน รอ้ งเพลง ภาษายังมีพลังในตัว
ของมนั เอง เพราะภาพย่อมประกอบด้วยเสียงและความหมาย การใช้ภาษาใชถ้ ้อยคำทำให้เกิดความรู้สึกต่อ
ผู้รับสาร ให้เกิดความจงเกลียดจงชังหรือเกิดความชื่นชอบ ความรักย่อมเกิดจากภาษาทั้งสิ้น ที่นำไปสู่
ผลสรปุ ทมี่ ีประสิทธิภาพ
ภาษาถน่ิ
ภาษาถิ่นเป็นภาษาพื้นเมืองหรือภาษาที่ใช้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมของชาวพื้นบ้านที่ใช้
พูดจากันในหมู่เหล่าของตน บางครั้งจะใช้คำที่มีความหมายต่างกันไปเฉพาะถิ่น บางครั้งคำที่ใช้พูดจากัน
เป็นคำเดียว ความหมายต่างกันแล้วยงั ใชส้ ำเนียงที่ต่างกนั จึงมคี ำกล่าวท่วี ่า “สำเนียง บอกภาษา” สำเนยี ง
จะบอกว่าเปน็ ภาษาอะไร และผู้พูดเป็นคนถิ่นใด อย่างไรกต็ ามภาษาถิ่นในประเทศไทยไมว่ ่าจะเป็นภาษา
ถ่ินเหนอื ถิน่ อสี าน ถ่ินใต้ สามารถสื่อสารเข้าใจกนั ได้ เพียงแต่สำเนียงแตกต่างกันไปเทา่ น้ัน
ภาษาไทยมาตรฐาน
ภาษาไทยมาตรฐานหรือบางทีเรียกว่า ภาษาไทยกลางหรือภาษาราชการ เป็นภาษาที่ใช้
สื่อสารกันทั่วประเทศและเป็นภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ภาษาราชการ ในการ
ติดต่อสื่อสารสร้างความเป็นชาติไทย ภาษาไทยมาตรฐานก็คือภาษาที่ใช้กันในเมืองหลวง ที่ใช้ติดต่อกัน
ท้งั ประเทศ มคี ำและสำเนยี งภาษาที่เปน็ มาตรฐาน ตอ้ งพดู ให้ชัดถ้อยชัดคำได้ตามมาตรฐานของภาษาไทย
ภาษากลางหรอื ภาษาไทยมาตรฐานมีความสำคัญในการสร้างความเป็นปึกแผ่น วรรณคดีมกี ารถา่ ยทอดกัน
มาเป็นวรรณคดีประจำชาติจะใช้ภาษาที่เป็นภาษาไทยมาตรฐานในการสร้างสรรค์งานประพันธ์ ทำให้
วรรณคดีเปน็ เครื่องมือในการศกึ ษาภาษาไทยมาตรฐานได้
ภาษาพูดกบั ภาษาเขียน
ภาษาพูดเปน็ ภาษาที่ใชพ้ ูดจากนั ไม่เปน็ แบบแผนภาษา ไมพ่ ิถพี ิถนั ในการใช้แตใ่ ช้ส่ือสารกันได้ดี
สร้างความรู้สึกที่เป็นกันเอง ใช้ในหมู่เพื่อนฝูง ในครอบครัว และติดต่อสื่อสารกันอย่างไม่เป็นทางการ
๙๙
การใช้ภาษาพูดจะใช้ภาษาที่เป็นกันเองและสุภาพ ขณะเดียวกันก็คำนึงว่าพูดกับบุคคลที่มีฐานะต่างกัน
การใชถ้ ้อยคำก็ต่างกนั ไปดว้ ย ไม่คำนึงถงึ หลกั ภาษาหรอื ระเบยี บแบบแผนการใช้ภาษามากนกั
ส่วนภาษาเขียนเป็นภาษาที่ใช้เคร่งครัดต่อการใช้ถ้อยคำ และคำนึงถึงหลักภาษา เพื่อใช้ในการ
สื่อสารให้ถูกต้องและใช้ในการเขียนมากกว่าพูด ต้องใช้ถ้อยคำที่สุภาพ เขียนให้เป็นประโยค เลือกใช้
ถ้อยคำที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในการสื่อสาร เป็นภาษาที่ใช้ในพิธีการต่าง ๆ เช่น การกล่าวรายงาน
กล่าวปราศรัย กล่าวสดุดี การประชุมอภิปราย การปาฐกถา จะระมัดระวังการใช้คำที่ไม่จำเป็นหรือ
คำฟุม่ เฟือย หรอื การเลน่ คำจนกลายเปน็ การพดู หรอื เขยี นเลน่ ๆ
ภูมปิ ัญญาทอ้ งถิ่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) บางครั้งเรียกว่าภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นกระบวนทัศน์
(Paradigm) ของคนในทอ้ งถิ่นท่มี ีความสมั พนั ธร์ ะหว่างคนกบั คน คนกับธรรมชาติ เพ่อื ความอยู่รอด แต่คน
ในท้องถิ่นจะสรา้ งความรู้จากประสบการณ์และจากการปฏิบัติ เป็นความรู้ ความคิด ที่นำมาใช้ในทอ้ งถิ่น
ของตนเพอื่ การดำรงชีวิตทเี่ หมาะสมและสอดคลอ้ งกบั ธรรมชาติ ผรู้ ูจ้ ึงกลายเป็นปราชญ์ชาวบา้ นที่มีความรู้
เกีย่ วกบั ภาษา ยารกั ษาโรคและการดำเนนิ ชีวิตในหมู่บา้ นอยา่ งสงบสุข
ภูมปิ ญั ญาทางภาษา
ภูมิปัญญาทางภาษาเป็นความรู้ทางภาษา วรรณกรรมท้องถิ่น บทเพลง สุภาษิต คำพังเพยใน
แต่ละท้องถิ่น ท่ีได้ใช้ภาษาในการสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมทางสังคมท่ีต่างกนั
โดยนำภูมิปัญญาทางภาษาในการสั่งสอนอบรมพิธีการต่าง ๆ การบันเทิงหรือการละเล่น มีการแต่งเป็น
คำประพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนิทาน นิทานปรัมปรา ตำนาน บทเพลง บทร้องเล่น บทเห่กล่อม
บทสวดตา่ ง ๆ บททำขวญั เพ่อื ประโยชนท์ างสงั คมและเปน็ สว่ นหน่ึงของวัฒนธรรมประจำถนิ่
ระดบั ภาษา
ภาษาเปน็ วัฒนธรรมท่ีคนในสังคมจะต้องใชภ้ าษาให้ถูกต้องกับสถานการณ์และโอกาสที่ใช้ภาษา
บุคคลและประชุมชน การใช้ภาษาจึงแบ่งออกเป็นระดับของการใช้ภาษาได้หลายรูปแบบตำราแต่ละเลม่
จะแบง่ ระดบั ภาษาแตกตา่ งกันตามลกั ษณะของสัมพันธภาพของบคุ คลและสถานการณ์
การแบง่ ระดบั ภาษาประมวลได้ดงั น้ี
๑. การแบ่งระดบั ภาษาทีเ่ ป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการ
๑.๑ ภาษาที่ไม่เป็นทางการหรือภาษาที่เป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการประชุม
ในการกล่าวสนุ ทรพจน์ เปน็ ตน้
๑๐๐
๑.๒ ภาษาทไ่ี มเ่ ปน็ ทางการหรอื ภาษาท่ีไมเ่ ปน็ แบบแผน เชน่ การใช้ภาษาในการสนทนา การ
ใช้ภาษาในการเขยี นจดหมายถึงผคู้ นุ้ เคย การใชภ้ าษาในการเล่าเรือ่ งหรือประสบการณ์ เป็นตน้
๒. การแบง่ ระดบั ภาษาที่เป็นพิธกี ารกับระดับภาษาทไี่ ม่เปน็ พธิ ีการ การแบง่ ภาษาแบบนเ้ี ปน็ การ
แบง่ ภาษาตามความสมั พันธ์ระหว่างบุคคลเป็นระดับ ดงั น้ี
๒.๑ ภาษาระดับพิธีการ เปน็ ภาษาแบบแผน
๒.๒ ภาษาระดบั ก่ึงพิธีการ เป็นภาษาก่งึ แบบแผน
๒.๓ ภาษาระดบั ทไี่ ม่เป็นพิธกี าร เปน็ ภาษาไมเ่ ป็นแบบแผน
๓. การแบ่งระดับภาษาตามสภาพแวดล้อม โดยแบ่งระดับภาษาในระดับย่อยเป็น ๕ ระดับ
๓.๑ ภาษาระดับพธิ ีการ เช่น การกล่าวปราศรัย การกลา่ วเปดิ งาน
๓.๒ ภาษาระดับทางการ เชน่ การรายงาน การอภปิ ราย
๓.๓ ภาษาระดบั กึ่งทางการ เช่น การประชมุ อภปิ ราย การปาฐกถา
๓.๔ ภาษาระดบั การสนทนา เช่น การสนทนากับบุคคลอย่างเปน็ ทางการ
๓.๕ ภาษาระดับกนั เอง เช่น การสนทนาพดู คุยในหมู่เพ่อื นฝงู ในครอบครัว
วิจารณญาณ
วิจารณญาณ หมายถึง การใช้ความรู้ ความคิด ทำความเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีเหตุผล
การมีวิจารณญาณต้องอาศัยประสบการณ์ในการพิจารณาตัดสินสารด้วยความรอบคอบ และอย่างชาญฉลาด
เป็นเหตุเป็นผล
๑๐๑