4หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี
การเคลอื่ นท่ีของส่ิงมีชีวิต
ผลการเรียนรู้
• สบื ค้นข้อมลู อธิบาย และเปรยี บเทียบโครงสร้างและหนา้ ทขี่ องอวัยวะท่เี กย่ี วขอ้ งกับการเคลอื่ นที่ของแมงกะพรุน หมกึ ดาวทะเล ไสเ้ ดือนดิน แมลง ปลา และนก
• สืบคน้ ข้อมูล และอธิบายโครงสรา้ งและหน้าทีข่ องกระดูกและกล้ามเนื้อทเ่ี กย่ี วขอ้ งกับการเคล่อื นไหวและการเคล่ือนที่ของมนุษย์
• สังเกต และอธบิ ายการทางานของขอ้ ตอ่ ชนดิ ตา่ ง ๆ และการทางานของกลา้ มเนอ้ื โครงร่างทเี่ กยี่ วข้องกับการเคลอ่ื นไหวและการเคลอื่ นที่ของมนุษย์
? สิง่ มชี วี ติ ทอ่ี าศัยในสภาพแวดลอ้ มแตกตา่ งกัน
มโี ครงสร้างทเี่ หมาะสมในการเคล่อื นทีแ่ ตกต่างกนั อยา่ งไร ?
การเคลือ่ นที่ของส่งิ มีชวี ติ เซลล์เดยี ว
? สง่ิ มีชวี ติ เซลล์เดียวแตล่ ะชนดิ เคลื่อนท่ีแตกต่างกนั อยา่ งไร ?
การเคล่ือนทีข่ องสง่ิ มีชีวติ เซลล์เดยี ว
การเคลือ่ นทโ่ี ดยอาศยั การไหลของไซโทพลาซมึ
• พบในอะมบี า เรยี กวา่ การเคลอ่ื นที่แบบอะมีบา (amoeboid movement)
• อาศัยการไหลของไซโทพลาซึมทแี่ ปรสภาพกลบั ไปกลบั มา ไดแ้ ก่ เอ็กโทพลาซึม (ectoplasm) อยชู่ ั้นนอก มลี ักษณะข้นหนดื
และเอนโดพลาซมึ (endoplasm) อยชู่ ั้นใน มีลกั ษณะคอ่ นข้างเหลว
• ทางานร่วมกบั การหดและคลายตัวของไมโครฟิลาเมนท์ ไดแ้ ก่ แอกทนิ (actin) และ ไมโอซนิ (myosin)
เท้าเทยี ม
เอก็ โทพลาซมึ
เอนโดพลาซึม
การเคลือ่ นท่ีของส่ิงมีชวี ิตเซลล์เดียว
การเคลื่อนทโ่ี ดยอาศัยแฟลเจลลมั และซเิ ลยี
แฟลเจลลัม (flagellum) ซเิ ลยี (cilia)
แฟลเจลลมั
ซิเลีย
• มีลักษณะเปน็ เส้นใยยาวคล้ายแส้ • มีลกั ษณะส้นั และกระจายอยู่รอบเซลล์
• มจี านวน 1 หรือ 2 เสน้
• มีจานวนมากกว่าแฟลเจลลัม
• โบกพดั จากโคนสปู่ ลายทาให้เกิดการเคล่อื นไหวเป็นแบบลกู คลน่ื
และเกดิ แรงผลกั ใหเ้ คล่อื นท่ี • โบกพดั ไปในทศิ ทางเดียวกนั เพอ่ื ให้เซลล์เคลื่อนทไ่ี ปดา้ นหน้า
แต่ไมม่ กี ารควบคมุ ทิศทางทาให้เซลลห์ มุนไปไดท้ ุกทิศทาง
• พบในยกู ลีนา วอลวอกซ์
• พบในพารามีเชยี ม
โครงสร้างของแฟลเจลลมั และซิเลีย
ไมโครทวิ บลู • ประกอบดว้ ยไมโครทิวบูลจานวน 9 กลุม่
ไดนีนอารม์ กลมุ่ ล่ะ 2 หลอด เรียงกนั เปน็ วง
และแกนกลางมี 2 หลอด
แฟลเจลลัม
เบซัลบอดี • ไมโครทวิ บูลที่เรียงเปน็ วงโดยรอบ
มีโปรตนี ไดนีนเกาะกับไมโครทิวบลู
แกนกลาง เรียกวา่ ไดนีนอาร์ม
(dynein arm)
• โครงสรา้ ง เรียกวา่ 9 + 2
การเคลอื่ นที่ของสัตว์
? สัตว์ไม่มกี ระดกู สันหลังและสตั วม์ กี ระดูกสันหลงั
มโี ครงสร้างในการเคล่อื นทแี่ ตกต่างกนั อย่างไร ?
แมงกะพรุน
มีโซเกลยี ชอ่ งแกสโทรวาสควิ ลาร์ ทิศทางการเคลือ่ นท่ี
เนือ้ เย่ือชนั้ ใน เนอื้ เยื่อชั้นนอก
การหดตัวของ
เทนทาเคิล ปาก/ทวารหนัก เน้อื เย่อื บริเวณ
ขอบกระด่งิ
• มีเน้ือเยอ่ื 2 ชน้ั ไดแ้ ก่ เน้อื เยอ่ื ชนั้ นอกและเน้ือเยื่อช้ันใน
• มีของเหลวแทรกอยรู่ ะหวา่ งเนอ้ื เย่ือท้งั 2 ชน้ั เรียกวา่ มีโซเกลีย (mesoglea) ทิศทางการไหลของน้า
• การเคลอื่ นทอ่ี าศัยการหดตวั ของเนือ้ เยอ่ื บริเวณขอบกระด่ิงและผนังลาตัวสลับกัน
ทาให้เกิดแรงดนั น้าผลักใหพ้ ุ่งไปในทิศทางตรงขา้ มกบั นา้ ทีพ่ น่ ออก
หมึก
• อาศัยการหดตวั ของกลา้ มเนือ้ บรเิ วณลาตัว
• น้าภายในลาตัวถกู พ่นออกทางทอ่ ไซฟอน (siphon) ทาใหต้ วั หมกึ พ่งุ ไปในทิศทางตรงข้ามกับทิศทางของน้าท่พี ่นออก
• ท่อไซฟอนเคล่อื นไหวไดจ้ งึ เปลยี่ นทิศทางของนา้ ทพ่ี น่ ออก ทาใหส้ ามารถเปลีย่ นทศิ ทางของการเคลอ่ื นท่ีได้
ทอ่ ไซฟอน ทอ่ ไซฟอน
อาศัยระบบท่อน้า (water vascular system) ดาวทะเล การเคลื่อนทข่ี องดาวทะเล
ทอ่ นา้ วงแหวน (ring canal) มาดรโี พไรต์ (madreporite) น้า
เปน็ ทอ่ น้าทีอ่ ยรู่ อบปาก เปน็ ชอ่ งตะแกรงน้าเข้า
เช่อื มตอ่ กับทอ่ เลก็ ๆ อย่ดู า้ นหลังของดาวทะเล มาดรโี พไรต์
ที่ต่อมาจากมาดรีโพไรต์
แอมพูลลา ท่อนา้ วงแหวน
ทอ่ น้าแนวรัศมี (radial canal) ทิวบ์ฟีท (tube feet) เปน็ ทอ่ ขนาดเลก็ จานวนมากอยดู่ า้ นล่างลาตัว ดา้ นบนมี ท่อน้าแนวรศั มี
เป็นทอ่ นา้ ที่แยกออกจาก แอมพูลลา (ampulla) ลักษณะเป็นกระเปาะ ทิวบ์ฟีทแต่ละอันจะมีท่อขนาดเล็ก
ทอ่ น้าวงแหวนตามแนวรศั มี เชอ่ื มกับทอ่ นา้ แนวรัศมี แอมพลู ลา
กล้ามเนอื แอมพูลลาหดตวั
ทวิ บฟ์ ีท
กลา้ มทวิ บ์ฟีทพลู าหดตัว
แอมพลู ลา
ไส้เดอื นดิน
• มีกลา้ มเนื้อ 2 ชดุ ไดแ้ ก่ กล้ามเนือวง (circular muscle) และกล้ามเนอื ตามยาว (longitudinal muscle)
• การเคล่ือนที่เกดิ จากการทางานร่วมกันของกลา้ มเน้อื ท้ัง 2 ชดุ ในสภาวะตรงกนั ขา้ ม โดยเคลือ่ นที่แบบระลอกคล่นื
• มีเดือย (setae) ชว่ ยบงั คับทิศทางในการเคลอื่ นที่
กลา้ มเน้ือตามยาวคลายตัว กลา้ มเนอื้ ตามยาวหดตวั
กลา้ มเน้ือวงหดตวั กล้ามเนอื้ วงคลายตวั
เดือย
123
VDO
ปลา
• การเคล่ือนทีใ่ นแนวระนาบ เกิดจากการหดตวั ของกล้ามเนื้อแตล่ ะสว่ นของลาตวั สลับกัน ทาใหป้ ลาว่ายนา้ โคง้ ไปมาคล้ายตัว S
และครบี หางจะพัดโบกในทิศทางตรงกนั ขา้ มกับสว่ นหวั
• การเคลื่อนทใ่ี นแนวดง่ิ อาศัยการทางานของครีบหลัง ครบี อก และครีบสะโพก ช่วยในการทรงตวั และควบคมุ ทศิ ทางการเคล่ือนที่
กล้ามเนอื คลายตวั
ลักษณะท่ีชว่ ยในการเคลื่อนที่ของปลา ครีบหาง
• รปู รา่ งเพรยี ว ผวิ เรียบลืน่ และมีเมือก ครบี สะโพก
ช่วยลดแรงเสียดทานของน้าขณะเคลื่อนที่ ครบี หลงั
• แรงลอยตวั ของนา้ มสี ่วนชว่ ยในการเคลอื่ นท่ี กลา้ มเนอื หดตวั
ของปลา
กล้ามเนือหดตวั ครบี อก
กล้ามเนอื คลายตัว
นก
• อาศยั การทางานของกล้ามเนอ้ื 2 ชดุ ท่ียึดระหวา่ งกระดูกโคนปีกและกระดูกอก ไดแ้ ก่ กล้ามเนอื ยกปกี (pectoralis minor)
และกลา้ มเนือกดปกี (pectoralis major) ในสภาวะตรงกนั ข้ามกนั
ยกปกี ขึน กดปีกลง
กลา้ มเนือยกปีกหดตวั กล้ามเนือยกปกี คลายตัว
กลา้ มเนือกดปีกคลายตวั กลา้ มเนอื กดปกี หดตัว
โครงสรา้ งท่ีช่วยในการลอยตัว
• กระดูกทกี่ ลวง เบา และอดั ตัวแนน่ ทาให้นกมขี นาดเลก็ และรูปรา่ งเพรียว จงึ เคล่อื นตัวในอากาศไดด้ ี
• ขนปีกช่วยดนั อากาศขณะหุบปกี ลง ทาให้นกพุ่งตัวไปขา้ งหนา้
การเคลือ่ นทขี่ องมนุษย์
? การเคล่อื นท่ขี องมนษุ ย์
เกิดจากการทา้ งานรว่ มกัน
ของโครงสรา้ งใด ?
ระบบโครงกระดูก
กระดกู แกน (axial skeleton) ➢ อยูบ่ รเิ วณกลางของรา่ งกาย มี 80 ชน้ิ ไขสนั หลงั
กระดูกสนั หลัง
กะโหลกศีรษะ
• กระดูกทเ่ี ป็นแผน่ เชื่อมตดิ กนั หมอนรอง
• ทาหนา้ ทห่ี อ่ หุ้มและปอ้ งกนั สมอง กระดกู
กระดกู อก
• อย่ตู รงกลางของทรวงอก เชอ่ื มตอ่ กับกระดกู ซโี่ ครง
• ทาหน้าท่ีปอ้ งกนั อวยั วะทอี่ ยู่ภายในช่องอก
กระดกู ซโี่ ครง กระดกู สนั หลงั
• กระดูกทม่ี ีลกั ษณะเปน็ ข้อ ๆ ต่อกนั
• ลกั ษณะเปน็ ซี่ๆ 12 คู่ เชื่อมต่อกับกระดูกสันหลังและ
กระดกู อก • ทาหน้าทชี่ ่วยค้าจนุ และรองรับน้าหนกั ของร่างกาย
• ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อมีหมอนรองกระดูก
• ทาหนา้ ทป่ี ้องกันอนั ตรายใหก้ บั อวยั วะภายใน
• ทางานร่วมกับกล้ามเน้ือยึดกระดูกซี่โครงแถบนอก ช่วยรับแรงกดท่ีเกิดจากการเคลื่อนไหวและป้องกัน
แรงกระเทือนแกก่ ระดกู สนั หลัง
และแถบในทเ่ี กี่ยวกบั การหายใจ
ระบบโครงกระดกู ข้อตอ่ และเอน็ ยึดข้อตอ่
กระดกู ไหปลาร้า • บริเวณทกี่ ระดูก 2 ชิ้นมาเชอ่ื มตอ่ กนั
กระดูกสะบกั • มีน้าไขข้อ (synovial fluid) หลอ่ ลื่นข้อตอ่
กระดกู แขน
ใหเ้ คลอื่ นไหวได้สะดวกและไม่เสียดสีกนั
กระดกู เชิงกราน • มีเอน็ ยึดขอ้ (ligament) ยึดกระดูกให้เชอื่ ม
กระดูกขา ติดกัน
กระดูกรยางค์ (appendicular skeleton) เอน็ ยึดขอ้
น้าไขขอ้
• โครงกระดกู ที่นอกเหนือจากกระดูกแกน
• มี 206 ชน้ิ
ขอ้ ต่อ
ขอ้ ต่อ แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท
1 ขอ้ ต่อทเี่ คลอื่ นไหวไมไ่ ด้
• ข้อต่อที่กระดกู ยึดตดิ กันด้วยเน้อื เยอื่ เก่ยี วพนั ที่เปน็ พังผืด
หรือลักษณะการเช่อื มต่อของกระดูกทม่ี ีรอยหยกั คล้ายฟัน
• พบทก่ี ะโหลกศีรษะ
2 ข้อตอ่ ที่เคลอื่ นไหวได้เล็กนอ้ ย
• ขอ้ ตอ่ ที่กระดกู ยึดติดกนั ด้วยกระดกู ออ่ น
• พบทีก่ ระดกู สันหลัง กระดูกซโี่ ครง
3 ขอ้ ต่อทเ่ี คล่อื นไหวไดด้ ี
• ขอ้ ต่อที่เคล่ือนไหวไดม้ าก มชี ่องวา่ งอย่ภู ายใน
• พบท่ีหวั ไหล่ ขอ้ ศอก นวิ้ มือ หัวเข่า
ขอ้ ต่อแบบเดือยหรอื แบบหมนุ 6 ขอ้ ตอ่ ทเ่ี คล่อื นไหวได้ ข้อตอ่ แบบเบ้า (ball and socket joint)
(pivot joint or rotary joint)
1 • มอี สิ ระในการเคลื่อนไหวมากทส่ี ดุ
• มีการเคลื่อนไหวแบบหมนุ • เชน่ ขอ้ ต่อบรเิ วณหวั ไหล่ ข้อตอ่ บรเิ วณสะโพก
• เช่น ข้อตอ่ บริเวณต้นคอกับฐาน 2
ข้อตอ่ แบบวงรีหรอื แบบปมุ่
กะโหลกศรี ษะ 3 (ellipsoidal/condylar joint)
ข้อต่อแบบบานพับ (hinge joint) 5 • มพี ้ืนผิวของข้อตอ่ คล้ายกบั ข้อต่อแบบเบา้
แตจ่ ากัดการเคลื่อนไหวในด้านใดด้านหน่ึง
• มกี ารเคล่ือนไหวในสองมิติคล้ายบานพับ
ประตู • เชน่ ขอ้ ตอ่ กระดกู ฝา่ มอื และขอ้ มอื
• เช่น ข้อตอ่ บริเวณขอ้ ศอกและขอ้ เขา่ ข้อต่อแบบสไลด์ (gliding joint)
ขอ้ ต่อแบบอานม้า (saddle joint) 4 • เคลอื่ นไหวเฉพาะแนวระนาบ
• เช่น ขอ้ ตอ่ กระดูกข้อมือ ขอ้ ต่อกระดกู ขอ้ เทา้
• ข้อตอ่ ที่มกี ารประกบกนั ของส่วนเว้าของปลาย
กระดกู ทง้ั สองในแนวทตี่ ่างกัน จงึ จากัดการหมนุ ขอ้ ตอ่ กระดกู สันหลัง
• เช่น ข้อตอ่ ระหว่างกระดูกฝา่ มือกบั
กระดกู น้วิ หัวแม่มือ
ระบบกลา้ มเนือ
กล้ามเนอื หัวใจ (cardiac muscle)
• เปน็ กล้ามเนื้อของหวั ใจโดยเฉพาะ
• เซลล์รปู ทรงกระบอกทมี่ ีลายตามขวาง สว่ นปลายของเซลล์แตกแขนงและเชื่อมต่อ
กบั เซลลข์ า้ งเคียงแต่ละเซลล์มหี ลายนวิ เคลียส
• ถกู ควบคมุ โดยระบบประสาทอัตโนวัติ
กล้ามเนือเรยี บ (smooth muscle)
• เปน็ กลา้ มเนือ้ ทไ่ี มม่ ีลาย
• เซลล์มีลักษณะแบนยาว หวั ท้ายแหลม แตล่ ะเซลล์มี 1 นวิ เคลยี ส
• ถกู ควบคมุ โดยระบบประสาทอตั โนวตั ิ
• พบในอวยั วะภายใน เช่น ลาไส้ ปอด กระเพาะอาหาร
กล้ามเนือโครงรา่ ง (skeletal muscle)
• เป็นกลา้ มเนื้อทีย่ ึดตดิ กบั กระดกู
• เซลล์มีลักษณะเป็นทรงกระบอก มแี ถบสเี ขม้ สลับสจี าง แต่ละเซลลม์ หี ลายนวิ เคลยี ส
• ถกู ควบคุมโดยระบบประสาทโซมาติก
• เป็นกลา้ มเน้อื ทพ่ี บมากที่สุดในร่างกาย เช่น บรเิ วณแขน ขา ใบหน้า
การเคลือ่ นไหวของมนษุ ย์
เกิดจากการทางานของกลา้ มเนื้อ 2 ชดุ เชน่ การทางานของกล้ามเนอื ไบเซพ (biceps) และกลา้ มเนอื ไตรเซพ
(triceps) ในสภาวะตรงกนั ข้าม
ขณะงอแขน ขณะเหยยี ดแขน
กลา้ มเนือไบเซพหดตวั กล้ามเนอื ไบเซพคลายตวั
กลา้ มเนือไตรเซพหดตัว
กล้ามเนือไตรเซพคลายตวั
โครงสรา้ งของกลา้ มเนอื โครงร่าง ไมโอซิน
แอกทนิ
กลา้ มเนือ
เสน้ ใยกล้ามเนอื
มดั กลา้ มเนอื
ซารโ์ คเมยี ร์ (กลา้ มเนอื คลายตวั )
เสน้ ใยกล้ามเนอื เล็ก ซารโ์ คเมยี ร์ (กล้ามเนือหดตัว)
การท้างานของกล้ามเนอื โครงรา่ ง
สมมติฐานการหดตัวของกล้ามเนอื (sliding filament hypothesis) เกิดจากการเลือ่ นตวั ของแอกทินเข้าหากันตรงกลาง
ซึง่ ตอ้ งอาศยั พลังงานและแคลเซยี มเพ่ือทาให้เสน้ ใยกลา้ มเนื้อหดตัว
แคลเซียม
2
1
เมื่อแคลเซียมสงู ข้ึนจะ
ในสภาวะปกติ ไมโอซินไม่ เขา้ จบั กับโปรตีนควบคมุ
ทาให้ไมโอซินสามารถ
สามารถจับกบั แอกทินได้ แอกทิน จับกบั แอกทินได้
เนื่องจากมีโปรตีนควบคุม
ขัดขวางอยู่ ไมโอซิน
4 3
แคลเซียมถกู ดึงกลบั แอกทนิ เลอ่ื นตวั เขา้ หากนั
ซารโ์ คพลาสมิกเรติคิวลัม ทาให้กล้ามเนอื้ หดตวั
โดยแคลเซียมป๊ัม (ใช้ ATP)
ทาให้กล้ามเนอ้ื คลายตวั
SUMMARY การเคล่อื นที่ของสิ่งมชี ีวติ
การเคลอื่ นทีข่ องสงิ่ มีชวี ิตเซลล์เดียว
การเคลอ่ื นท่ีโดยอาศัยการไหลของไซโทพลาซมึ
พบในอะมีบา โดยอาศัยการแปรสภาพกลับไปกลับมาของเอ็กโทพลาซึมและเอนโดพลาซึม ซ่ึงจะทางานร่วมกับการหดและคลายตัว
ของไมโครฟิลาเมนต์ (แอกทินและไมโอซิน) ทาให้เกิดการไหลของไซโทพลาซึมไปในทิศทางที่เซลล์เคลื่อนที่และดันเยื่อหุ้มเซลล์
ให้โป่งออกเป็นเท้าเทียม
การเคลอ่ื นที่โดยอาศัยแฟลเจลลัมและซเิ ลีย
• แฟลเจลลัม : โบกพดั จากโคนส่ปู ลาย ทาใหเ้ กิดการเคลอื่ นไหวแบบลูกคลน่ื พบในยกู ลนี าและวอลวอกซ์
• ซิเลีย : โบกพดั ในทศิ ทางเดยี วกัน ทาใหเ้ ซลล์เคล่อื นที่ไปด้านหนา้ แบบไมม่ ีทิศทาง พบในพารามเี ซียม
SUMMARY การเคล่อื นทีข่ องสิ่งมชี ีวิต
การเคล่ือนท่ีของสัตว์
แมงกะพรนุ อาศยั การหดตวั ของเนื้อเย่ือบริเวณขอบกระดงิ่ และบรเิ วณผนังลาตัวสลับกนั ทาใหเ้ กิดแรงดนั นา้ ผลกั ตัวแมงกะพรนุ ใหเ้ คล่อื นที่
ไปในทิศทางตรงข้ามกับนา้ ที่พน่ ออกมา
หมึก อาศยั การหดตัวของกลา้ มเนื้อบริเวณลาตัว ทาให้นา้ ภายในลาตัวพน่ ออกทางทอ่ ไซฟอนซึ่งอยทู่ างสว่ นลา่ งของหวั ตวั ของหมึกจึงพุ่งไป
ในทิศทางตรงขา้ มกบั ทิศทางของนา้ ที่พน่ ออกมา
ดาวทะเล อาศัยแรงดันของระบบทอ่ นา้ นา้ เข้าทางมาดรโี พไรต์ไหลไปตามท่อน้าวงแหวนและท่อน้าแนวรศั มีเขา้ ส่แู อมพลู ลา เมื่อกล้ามเนอื้
ของแอมพูลลาหดตัวจะดันนา้ ไปยงั ทิวบฟ์ ที ทาใหท้ ิวป์ฟที ยืดยาวไปแตะพ้นื ใตน้ า้ และเม่อื กล้ามเน้ือของทวิ ป์ฟีทหดตวั จะดนั น้ากลบั ไปยงั
แอมพูลา ทาใหท้ ิวปฟ์ ที สน้ั ลง การยดื และหดของทวิ บ์ฟีทหลาย ๆ ครั้ง ทาใหด้ าวทะเลเคลอ่ื นที่
ไส้เดือนดิน อาศัยการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อวงและกล้ามเนื้อตามยาวซ่ึงทางานในสภาวะตรงกันข้าม เม่ือกล้ามเนื้อวงคลายตัว
และกล้ามเน้ือตามยาวหดตัวจะทาใหป้ ลอ้ งสั้นลงและโป่งออก และเมื่อกล้ามเน้ือวงหดตัวและกล้ามเนื้อตามยาวคลายตัวจะทาให้ปล้องยาว
และยืดออก อกี ทง้ั มเี ดอื ยชว่ ยบังคบั ทศิ ทางในการเคล่ือนท่ี
SUMMARY การเคลือ่ นที่ของสง่ิ มชี วี ติ
การเคล่อื นท่ขี องสัตว์
แมลง มกี ารเคลือ่ นที่ 2 รูปแบบ ดังน้ี
• การบนิ : ยกปีกขนึ : กล้ามเนือ้ ตามยาวยึดปกี คลายตัว กล้ามเนอื้ ยึดเปลอื กหุ้มสว่ นอกหดตัว
กดปดี ลง : กลา้ มเน้ือตามยาวยดึ ปกี หดตวั กลา้ มเนื้อยดึ เปลือกหุ้มส่วนอกคลายตัว
• การกระโดด : งอขา : กลา้ มเนือ้ เฟล็กเซอรห์ ดตัว กล้ามเนือ้ เอก็ เทนเซอรค์ ลายตวั
เหยียดขา : กล้ามเน้อื เฟล็กเซอร์คลายตวั กลา้ มเน้อื เอ็กเทนเซอรห์ ดตวั ตัว
ปลา
• การเคล่อื นทแี่ นวระนาบ : อาศัยการหดและคลายตัวแบบสลบั ของกล้ามเนอ้ื ยดึ ติดกระดกู ท่ียึดตดิ กับกระดกู สันหลังแต่ละสว่ น
และการพดั โบกของครบี หางในทิศตรงขา้ มกับส่วนหัว ทาใหเ้ คลื่อนท่คี ลา้ ยตัว S
• การเคลื่อนทใี่ นแนวด่งิ : อาศัยการทางานของครีบหลงั ครีบอก และครบี สะโพกชว่ ยในการทรงตวั
นก อาศยั การทางานของกล้ามเนอื้ ยกปกี และกลา้ มเน้ือกดปกี ในสภาวะตรงกนั ขา้ ม
• ยกปกี ขนึ : กลา้ มเนอื้ ยกปกี หดตัว กลา้ มเนื้อกดปีกคลายตัว
• กดปกี ลง : กลา้ มเนอื้ ยกปกี คลายตวั กลา้ มเน้ือกดปีกหดตวั
SUMMARY การเคล่ือนทขี่ องสิง่ มีชีวิต
การเคลอื่ นท่ีของมนษุ ย์
ระบบโครงกระดกู
ประกอบด้วยกระดกู แกน 80 ชิน้ และกระดูกรยางค์ 126 ชิ้น ซึ่งมขี ้อต่อและเอ็นยึดข้อเชื่อมตอ่ กระดูก 2 ช้ิน เข้าด้วยกัน
ระบบกล้ามเนือ
• กลา้ มเนอ้ื หัวใจ พบเฉพาะท่ีหัวใจ
• กล้ามเน้ือเรียบ พบที่อวัยวะภายใน
• กล้ามเนื้อโครงร่าง เปน็ กล้ามเนื้อท่ียดึ ติดกบั กระดูก เชน่ บริเวณแขนและขา ซึ่งการทางานของกลา้ มเนื้อโครงรา่ งทาใหเ้ กิดการเคลื่อนท่ี
เช่น การทางานของกลา้ มเนอ้ื ไบเซพและกล้ามเน้อื ไตรเซพในสภาวะตรงกนั ข้าม ทาให้เกดิ การงอแขนและเหยียดแขน
โครงสรา้ งและการทา้ งานของกลา้ มเนือ
การหดตวั ของกลา้ มเนอ้ื เกิดจากแอกทนิ เลอื่ นตวั เขา้ หากนั ตรงกลาง ซง่ึ ต้องอาศัยพลังงานและแคลเซยี ม จึงทาให้เสน้ ใยกล้ามเนอื้ หดตวั