1. เนื้อเยื่อพืช เนื้อเยื่อพืช (plant tissue) เปนกลุมเซลลของพืชหลายลานเซลลที่มีลักษณะคลายกันมาอยู รวมกัน แลวทําหนาที่เดียวกัน หน่วยการเรียนรู้ที่ โครงสรางและ หนาที่ของพืชดอก 1 เนื้อเยื่อพืช เนื้อเยื่อเจริญ สวนปลาย เนื้อเยื่อผิว เนื้อเยื่อเจริญ เหนือขอ เนื้อเยื่อพื้น เนื้อเยื่อเจริญ ดานขาง เนื้อเยื่อ ลําเลียง • วาสคิวลาร- แคมเบียม • คอรก- แคมเบียม • ไซเล็ม • โฟลเอ็ม • พาเรงคิมา • คอลเลงคิมา • สเกลอเรงคิมา • เอพิเดอรมิส • เพริเดิรม เนื้อเยื่อเจริญ เนื้อเยื่อถาวร
เนื้อเยื่อถาวร (permanent tissue) เปนกลุมเซลลที่มีผนังเซลลปฐมภูมิ สามารถแบงเซลลแบบไมโทซิสไดตลอดชีวิต ประกอบดวย • เนื้อเยื่อเจริญสวนปลาย อยูบริเวณปลายยอดและปลายรากของพืช ทําใหลําตน กิ่งกาน หรือราก ยืดยาวออก เรียกการเจริญลักษณะนี้วา การเติบโตปฐมภูมิ • เนื้อเยื่อเจริญเหนือขอ อยูบริเวณเหนือขอลางหรือปลอง เมื่อแบงเซลลจะทําใหปลองยืดยาวขึ้น • เนื้อเยื่อเจริญดานขาง อยูบริเวณดานขางของรากและลําตน เพิ่มจํานวนออกทางดานขาง เรียกวา แคมเบียม ทําใหลําตนและรากมีขนาดเสนผานศูนยกลางเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเรียกการเจริญลักษณะนี้วา การเติบโต ทุติยภูมิ ประกอบดวย กลุมเซลลที่เจริญเต็มที่แลว ไมมีการแบงเซลลอีกตอไป แตจะเปลี่ยนแปลง รูปรางเพื่อทําหนาที่เฉพาะ ซึ่งจะพัฒนาและเปลี่ยนสภาพมาจากเนื้อเยื่อเจริญ • เนื้อเยื่อผิว ประกอบดวย เอพิเดอรมิสและเพริเดิรม เอพิเดอรมิส เปนเนื้อเยื่อที่อยูรอบนอกสุด โดย ทําหนาที่ปองกันเนื้อเยื่ออื่น ๆ สวนเพริเดิรม เปนเนื้อเยื่อที่เกิดจากการแบงตัวของเนื้อเยื่อบริเวณเสนรอบวง ของรากและลําตน เซลลชั้นนอกสุด คือ คอรก สะสมสารซูเบอริน ชั้นถัดมา คือ คอรกแคมเบียม ทําหนาที่ สรางเพริเดิรม และชั้นถัดมา คือ เฟลโลเดิรม ซึ่งประกอบดวยเซลลพาเรงคิมา • เนื้อเยื่อพื้น ประกอบดวย พาเรงคิมา คอลเลงคิมา และสเกลอเรงคิมา โดยพาเรงคิมา เปนเซลลที่มี ชีวิต ทําหนาที่สังเคราะหดวยแสง สะสมอาหาร คอลเลงคิมา เปนเนื้อเยื่อที่ใหความแข็งแรงแกโครงสรางพืช และสเกลอเรงคิมา เปนเนื้อเยื่อที่ทําหนาที่ชวยพยุงและใหความแข็งแรงแกสวนตาง ๆ ของพืช แบงออกเปน 2 ชนิด คือ เซลลเสนใยหรือไฟเบอร และสเกลอรีด พบในบริเวณที่ไมมีการเจริญเติบโต • เนื้อเยื่อลําเลียง ประกอบดวย ไซเล็มและโฟลเอ็ม โดยไซเล็ม เปนเนื้อเยื่อที่ทําหนาที่ลําเลียงนํ้า และธาตุอาหารจากรากไปสวนตาง ๆ ของพืช ประกอบดวยเซลล 2 ชนิด คือ เทรคีดและเวสเซลเมมเบอร โดยเซลลทั้ง 2 ชนิด เมื่อเจริญเต็มที่จะไมมีชีวิต สวนโฟลเอ็ม เปนเนื้อเยื่อที่ทําหนาที่ลําเลียงอาหารที่ไดจาก กระบวนการสังเคราะหดวยแสงไปยังสวนตาง ๆ ของพืช เซลลที่ทําหนาที่ลําเลียงอาหาร คือ ซีฟทิวบเมมเบอร ซึ่งแตละเซลลจะประกบติดกับเซลลคอมพาเนียน หากซีฟทิวบเมมเบอรหลาย ๆ เซลลเรียงตอกัน เรียกวา ซีฟทิวบ เนื้อเยื่อเจริญ (meristematic tissue)
2. อวัยวะและหนาที่ของอวัยวะของพืช พืชดอก ประกอบดวย โครงสรางที่สําคัญ ไดแก ราก ลําตน ใบ และดอก โดยแตละสวน มีหนาที่เฉพาะที่แตกตางกันแตทั้งหมดทํางานสัมพันธกัน เพื่อใหพืชเจริญเติบโตได โครงสรางและหนาที่ของราก ราก เปนสวนแรกที่งอกจากเมล็ด ทําหนาที่ดูดซึมนํ้า และธาตุอาหารในดินไปสูสวนตาง ๆ ของพืช และยังชวยคํ้าจุนลําตนใหคงอยูกับที่ • รากในระยะแรกจะเรียกวา แรดิเคิล ซึ่งจะเจริญไปเปนรากแกว ในพืชใบเลี้ยงคูรากแกวจะเจริญเพิ่ม ขนาดและความยาวไปเรื่อย ๆ และมีการสรางรากสาขาที่เรียกวา รากแขนง สวนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวรากแกว จะหยุดเจริญตั้งแตพืชยังเล็ก จะมีรากพิเศษเกิดขึ้นแทน • ชนิดของราก ถาแบงตามการกําเนิดจะแบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้ 1. รากปฐมภูมิ เปนรากที่เกิดมาจากแรดิเคิล ในขณะที่เปนเอ็มบริโออยูในเมล็ดแลวเจริญยืดยาว ออกมาซึ่งจะติดกับลําตน มีขนาดใหญและเรียวเล็กลงเรื่อย ๆ เรียกวา รากแกว 2. รากทุติยภูมิ เปนรากที่เจริญจากรากแกว เรียกวา รากแขนง 3. รากพิเศษ หรือรากวิสามัญ เปนรากที่เกิดจากกิ่ง ใบ หรือลําตน มีหลายชนิดตามรูปรางและหนาที่ เชน รากเกาะ รากหายใจ รากสะสมอาหาร • โครงสรางภายในของปลายรากที่ตัดตามขวาง ประกอบดวย 1. เอพิเดอรมิส เปนชั้นที่อยูนอกสุด เซลลจะเรียงตัวเปนแถวเดียวโดยมีคิวตินเคลือบอยูผนังชั้นนอก ชวยปองกันเนื้อเยื่อภายในและมีบางสวนที่ยื่นออกไปเพื่อดูดนํ้าและธาตุอาหาร เรียกวา บริเวณขนราก 2. คอรเทกซ ประกอบดวย เซลลพาเรงคิมาเรียงตัวกันหลายแถว ไมมีคลอโรพลาสต ทําหนาที่สะสม อาหาร ชั้นในสุดมีสารซูเบอรินมาสะสมเปนแถบ เรียกวา แถบแคสพาเรียน ซึ่งทําหนาที่ยับยั้งการเคลื่อนที่ของ นํ้าและธาตุอาหาร เมื่อเซลลมีอายุมากขึ้นจะมีลิกนินมาสะสม เห็นชัดเจนในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว 3. สตีล อยูถัดจากชั้นเอนโดเดอรมิสเขาไป ประกอบดวยเนื้อเยื่อหลายชนิด ไดแก - เพริไซเคิล ประกอบดวย เซลลพาเรงคิมาเรียงเปนวงชั้นเดียวหรือหลายชั้นแลวแตชนิดของพืช ซึ่งเซลลสามารถเปลี่ยนสภาพเปนเนื้อเยื่อเจริญและเกิดการแบงเซลลแบบไมโทซิส ทําใหเกิดรากแขนง - มัดทอลําเลียง ประกอบดวย โฟลเอ็มปฐมภูมิและไซเล็มปฐมภูมิ โดยในพืชใบเลี้ยงคูไซเล็ม เรียงตัวเปนแฉกอยูตรงกลางของรากและมีโฟลเอ็มอยูระหวางแฉก สวนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวไซเล็มกับโฟลเอ็มจะ เรียงตัวขนานกันในแนวรัศมี โดยมีพิธอยูตรงกลาง - พิธ อยูบริเวณตรงกลางของรากที่ไมใชไซเล็มปฐมภูมิ พบเฉพาะในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
ลําตนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ลําตนพืชใบเลี้ยงคู 1. กลุมทอลําเลียงกระจายทั่วไปในเนื้อเยื่อพืช 1. กลุมทอลําเลียงเรียงตัวเปนระเบียบในแนวรัศมี 2. สวนใหญไมพบเนื้อเยื่อเจริญวาสคิวลารแคมเบียม ยกเวนหมากผูหมากเมีย และพืชวงศปาลม 2. มีเนื้อเยื่อเจริญวาสคิวลารแคมเบียม ระหวาง โฟลเอ็มและไซเล็ม 3. ไมเห็นขอบเขตของเนื้อเยื่อพิธ เพราะมีกลุม ทอลําเลียงกระจายอยูเต็ม 3. มองเห็นขอบเขตของเนื้อเยื่อพิธชัดเจน 4. สวนใหญไมมีการเติบโตแบบทุติยภูมิ บริเวณพิธและ เนื้อเยื่ออื่น ๆ สลายกลายเปนชองกลางลําตน เรียกวา ชองพิธ 4. เมื่อมีการเติบโตแบบทุติยภูมิ พิธจะถูกแทนที่ ดวยไซเล็ม โครงสรางและหนาที่ของลําตน ลําตน เปนสวนของพืชที่เจริญเหนือระดับผิวดินขึ้นมา ทําหนาที่ชูกิ่ง ใบ ดอก และผล ลําเลียงนํ้า ธาตุอาหาร และสารอาหารไปยังสวนตาง ๆ ของพืช นอกจากนี้ยังมีหนาที่พิเศษอื่น ๆ อีกตามลักษณะภายนอกที่พบ เชน สะสมอาหาร สังเคราะหดวยแสง ชวยในการคายนํ้า ใชใน การขยายพันธุ • ลําตน แบงตามตําแหนงที่พบไดเปน 2 ชนิด คือ ลําตนเหนือดิน และลําตนใตดิน • การเจริญเติบโตของลําตนแบบปฐมภูมิจะทําใหพืชมีลําตนสูง พบทั้งในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และพืช ใบเลี้ยงคู สวนการเติบโตแบบทุติยภูมิทําใหพืชมีลําตนขยายออกทางดานขาง พบเฉพาะในพืชใบเลี้ยงคู • ความแตกตางระหวางลําตนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และลําตนพืชใบเลี้ยงคู มีดังนี้ • แกนไม (heart wood) เปนบริเวณที่ไซเล็มมีอายุมาก จะหยุดลําเลียงนํ้าแตยังคงใหความแข็งแรง แกลําตน และอาจมีการสะสมสารอินทรียจึงทําใหมองเห็นไซเล็มบริเวณนี้มีสีเขม • กระพี้ไม (sap wood) เปนบริเวณที่ไซเล็มมีอายุนอย สามารถลําเลียงนํ้าและธาตุอาหารได มีสีจาง เนื่องจากยังไมมีการสะสมสารอินทรีย • ใน 1 ป วาสคิวลารแคมเบียมจะแบงเซลลเพิ่มขึ้นมากนอยตางกันในแตละฤดู ในฤดูฝนไซเล็มจะเจริญเร็ว ทําใหกวางและมีสีจาง สวนฤดูแลงไซเล็มจะเล็กและมีสีเขม ลักษณะดังกลาวที่มีเนื้อไมสีจางและเขมสลับกัน มองเห็นเปนวง เรียกวา วงป
โครงสรางและหนาที่ของใบ ใบ เปนสวนที่ติดอยูกับกิ่งหรือลําตน ทําหนาที่สรางอาหารโดยกระบวนการสังเคราะหดวยแสง แลกเปลี่ยนแกส หายใจ ควบคุมดุลยภาพของนํ้าโดยวิธีการคายนํ้า นอกจากนี้ พืชบางชนิดอาจมี ใบที่ทําหนาที่พิเศษ เชน ดักจับแมลง • โครงสรางภายนอกของใบ ประกอบดวย แผนใบ เสนใบ หูใบ และกานใบ • โครงสรางภายในของใบ ประกอบดวยชั้นตาง ๆ 3 ชั้น ดังนี้ 1. เอพิเดอรมิส เปนเยื่อหุมใบทั้งดานบนและดานลางของใบ ประกอบดวย ปากใบจํานวนมากโดย เฉพาะดานลางใบ 2. มีโซฟลล ประกอบดวย เซลลพาเรงคิมาที่มีคลอโรพลาสต มี 2 แบบ คือ แพลิเซดมีโซฟลล และ สปนจีมีโซฟลล 3. มัดทอลําเลียง ประกอบดวย ไซเล็มและโฟลเอ็มอยูภายในบันเดิลชีท สวนใหญอยูในชั้น สปนจีมีโซฟลล • ชนิดของใบ แบงออกได ดังนี้ 1. ใบเลี้ยง (cotyledon) ทําหนาที่สะสมอาหารเพื่อเลี้ยงตนออนขณะงอก โดยพืชใบเลี้ยงคูจะมี ใบเลี้ยง 2 ใบ สวนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีใบเลี้ยงเพียง 1 ใบ 2. ใบแท (foliage leaf) ทําหนาที่สรางอาหารดวยกระบวนการสังเคราะหดวยแสง แลกเปลี่ยนแกส และคายนํ้า ซึ่งแบงออกเปน 2 กลุมใหญ ๆ คือ 3. ใบที่เปลี่ยนแปลงไป (modifiedleaf) พืชบางชนิดมีใบที่ทําหนาที่พิเศษ ทําใหใบมีการเปลี่ยนแปลง ไปเปนลักษณะอื่นเพื่อใหเหมาะสมกับหนาที่ เชน ใบสะสมอาหาร ใบประดับ ใบเกล็ด มือเกาะ หนาม กับดักแมลง ใบแพรพันธุ • การจัดเรียงเสนใบ พืชใบเลี้ยงคู เสนใบจะแยกออกจากเสนกลางใบและแตกแขนงเปนรางแห สวนพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เสนใบจะเรียงขนานกันไปตลอดใบ จะไมมีการแตกแขนง ใบที่มีแผนใบเพียง แผนเดียว เชน มะละกอ ฟกทอง ตําลึง มันสําปะหลัง ใบที่แยกออกเปนใบเล็ก ตั้งแต 2 ใบขึ้นไป ติดอยูกับกานใบกานเดียว เรียกวา ใบยอย เชน มะขาม กระถิน มะพราว ใบเดี่ยว (simple leaf) ใบประกอบ (compound leaf)
3. การแลกเปลี่ยนแกสและการคายนํ้าของพืช กระบวนการแลกเปลี่ยนแกสและการคายนํ้าของพืชเปนกระบวนการสําคัญในการดํารงชีวิต ของพืช ซึ่งเกี่ยวของกับกระบวนการสรางอาหาร และการลําเลียงสารของพืช กระบวนดังกลาว จะเกิดขึ้นทางปากใบ ปจจัยภายนอก ปจจัยภายใน • ขนาดและรูปรางของใบ ใบที่มี ขนาดใหญและกวางจะคายนํ้า ไดมากกวาใบที่มีขนาดเล็ก และแคบ • การจัดเรียงตัวของใบ ถา ใบอยูในมุมตรงขามกับ แสงอาทิตยเปนมุม แคบจะคายนํ้านอยกวา มุมกวาง • จํานวนราก พืชที่มีรากมาก อัตราการคาย นํ้าจะมาก • อุณหภูมิ ถาสูงขึ้น อัตราการคายนํ้าจะสูงขึ้น • ความเขมของแสง ถาความเขมของแสงมากขึ้น อัตราการคายนํ้าจะมากขึ้น • ความชื้นในอากาศ ถาความชื้นในอากาศสูง อัตราการคายนํ้าจะตํ่าลง • แกสคารบอนไดออกไซด ถามีปริมาณ มากกวาปกติ รูปากใบจะหรี่ลง • สภาพนํ้าในดิน ถามีปริมาณนอย รูปากใบจะปดเพื่อลดอัตรา การคายนํ้า • ความกดอากาศ ถาพืชอยูใบริเวณ ที่มีความกดอากาศตํ่า อัตราการ สูญเสียนํ้าจะเพิ่มขึ้น • กระแสลม ถาลมพัดมาก อัตราการสูญเสีย นํ้าจะเพิ่มขึ้น จะเกิดขึ้นเมื่อความชื้นสัมพัทธในอากาศภายนอกตํ่ากวาภายในใบพืช จะทําใหนํ้าภายในพืช ระเหยเปนไอออกมาทางรูปากใบ (stomata) • การคายนํ้าของพืชนอกจากจะเกิดบริเวณปากใบแลวยังสามารถเกิดขึ้นไดบริเวณชองอากาศที่เรียกวา เลนทิเซล (lenticel) ซึ่งเปนรอยแตกที่เปลือกของลําตนพืชที่มีการเติบโตทุติยภูมิ เชน หมอน มะยม • การที่ปากใบเปดหรือปดขึ้นอยูกับความเตงและการสูญเสียความเตงของเซลลคุม ซึ่งลักษณะดังกลาว ขึ้นอยูกับความเขมขนของสารละลาย (โพแทสเซียมไอออน) ภายในเซลล ปจจัยภายนอกและภายในที่มีผลตอการเปด-ปดของปากใบ การคายนํ้า
• การลําเลียงนํ้าในทอไซเล็ม เกิดขึ้นโดยอาศัยแรงดันรากที่เกิดจากการออสโมซิสของนํ้าจากดินสูราก อยางตอเนื่อง ขณะเดียวกันภายในทอไซเล็มมีแรงโคฮีชันและแรงแอดฮีชันยึดเหนี่ยวใหนํ้าลําเลียงอยางตอเนื่อง ประกอบกับมีแรงดึงเนื่องจากการคายนํ้าที่ใบ จึงทําใหเกิดการลําเลียงนํ้าจากรากสูยอดไดอยางตอเนื่อง • แรงโคฮีชัน (cohesion) เปนแรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลของนํ้าดวยกันเอง • แรงแอดฮีชัน (adhesion) เปนแรงยึดเหนี่ยวระหวางโมเลกุลของนํ้ากับผนังของทอไซเล็ม เอนโดเดอรมิส เวสเซล มัดทอลําเลียง 4. การลําเลียงนํ้าและธาตุอาหารของพืช การลําเลียงนํ้าและธาตุอาหารของพืชชั้นตํ่า เชน มอส จะไมมีทอลําเลียง แตเซลลไดรับนํ้า อยางทั่วถึงดวยการออสโมซิสของนํ้าจากเซลลหนึ่งไปยังอีกเซลลหนึ่ง สวนพืชชั้นสูงจะมีไซเล็ม ซึ่งทําหนาที่ลําเลียงนํ้าและธาตุอาหารจากรากไปยังสวนตาง ๆ • ทิศทางการเคลื่อนที่ของนํ้าภายในราก มีดังนี้ • ทิศทางการเคลื่อนที่ของนํ้า เกิดขึ้น 2 แบบ คือ นํ้า เซลลขนราก เอพิเดอรมิส ชั้นคอรเทกซ เพริไซเคิล ไซเล็ม แบบอโพพลาสต (apoplast) นํ้าเขาสูรากผานชั้นคอรเทกซไปถึงชั้นเอนโดเดอรมิส โดยนํ้าจะผานจากเซลลหนึ่งไปยังอีกเซลลหนึ่งทาง ผนังเซลลหรือชองวางระหวางเซลล แบบซิมพลาสต (symplast) นํ้าเคลื่อนผานเซลลหนึ่งไปอีกเซลลหนึ่งทางไซโทพลาซึม ที่เรียกวา พลาสโมเดสมาตา (plasmodesmata) เขาไปใน เซลลเอนโดเดอรมิสกอนและเขาสูไซเล็มตอไป
2. ธาตุอาหารรอง (micronutrients) เปนสารอาหารที่พืชตองการในปริมาณนอย แตพืชจะขาดไมได ประกอบดวยธาตุ 9 ชนิด ไดแก คลอรีน (Cl) เหล็ก (Fe) โบรอน (B) สังกะสี (Zn) ทองแดง (Cu) แมงกานีส (Mn) โมลิบดินัม (Mo) นิกเกิล (Ni) และซิลิคอน (Si) • กัตเตชัน (guttation) เปนปรากฏการณที่พืชไมสามารถคายนํ้าไดตามปกติเนื่องจากความชื้น สัมพัทธในบรรยากาศสูงมาก แตนํ้ายังคงเคลื่อนที่เขาสูทอไซเล็มของราก เนื่องจากรากพืชยังคงดูดนํ้าจากดิน ตลอดเวลา ทําใหเกิดแรงดันภายในราก เรียกวา แรงดันราก (root pressure) ดันนํ้าที่อยูภายในไซเล็มผานออก มาทางรูไฮดาโทด (hydathode) ในรูปหยดนํ้า • ธาตุอาหารที่จําเปนตอการเจริญเติบโตของพืช แบงออกเปน 2 กลุม คือ ธาตุอาหารหลัก และธาตุ อาหารรอง 1. ธาตุอาหารหลัก (macronutrients) เปนสารอาหารที่พืชตองการในปริมาณมาก ประกอบดวย ธาตุ 6 ชนิด ดังนี้ ธาตุ หนาที่ ลักษณะที่พืชแสดงออก เมื่อขาดธาตุอาหาร ไนโตรเจน (N) เปนองคประกอบสําคัญของสารภายในเซลล เชน คลอโรฟลล กรดอะมิโน ใบจะเหลืองและมีขนาดเล็กลง ลําตนแคระแกร็น และใหผลผลิตตํ่า โพแทสเซียม (K) ควบคุมแรงดันออสโมติก รักษาสมดุลไอออน ควบคุมการสังเคราะหนํ้าตาล แปง และโปรตีน พืชจะไมแข็งแรง ลําตนออนแอ ขอบใบและปลายใบไหม ฟอสฟอรัส (P) ชวยเรงการเจริญเติบโตและการแพรกระจาย ของราก ควบคุมการออกดอกออกผล และ การสรางเมล็ด ระบบรากไมเจริญเติบโต ใบแกจะ เปลี่ยนจากสีเขียวเปนสีแดงหรือสีมวง แลวกลายไปเปนสีนํ้าตาลและหลุดรวง ลําตนแคระแกร็นไมผลิดอกออกผล แคลเซียม (Ca) เปนองคประกอบของผนังเซลล ชวยในการ แบงเซลล กระตุนการทํางานของเอนไซมและ การงอกของเมล็ด ใบที่เจริญใหมจะหงิกงอ ตายอดไม เจริญ อาจมีจุดดําที่เสนใบ รากสั้น ผลแตก แมกนีเซียม (Mg) ชวยเสริมสรางสารคลอโรฟลล ชวยในการ เคลื่อนยายธาตุฟอสฟอรัส และชวยกระตุนการ ทํางานของเอนไซม ใบแกจะเหลืองยกเวนเสนใบ เกิดจุด สีแดงบนใบ และใบรวงหลนเร็ว กํามะถัน (S) เปนองคประกอบสําคัญของกรดอะมิโน โปรตีน และวิตามิน ซึ่งเกี่ยวของกับการสังเคราะห ดวยแสงและเมแทบอลิซึมของกรดไขมัน ใบบนและใบลางจะมีสีเหลืองซีด ลําตน ออนแอ
ทดลองการลําเลียงอาหารของพืช โดยการควั่น ลําตนพืชใบเลี้ยงคู ตั้งแตเปลือกจนถึงชั้น แคมเบียม หางกันประมาณ 2 ซม. แลวปลอยทิ้ง ไวระยะหนึ่ง พบวา บริเวณเหนือรอยควั่นมี ลักษณะพองออก 5. การลําเลียงอาหารของพืช การสรางอาหารของพืชเกิดจากกระบวนการสังเคราะหดวยแสง โดยผลผลิตที่ได คือ นํ้าตาล และจะสะสมอยูในรูปของแปงซึ่งเปนคารโบไฮเดรต สวนใหญจะเกิดขึ้นที่ใบแลวจึงลําเลียงไปยัง สวนตาง ๆ ของพืช มารเซลโล มัลพิจิ (Marcello Malpighi) พ.ศ. 2229 ไดศึกษาการทดลองของมัลพิจิ พบวา รอยควั่น เปลือกตนไมไมมีผลตอการคายนํ้า เพราะไซเล็ม ยังสามารถลําเลียงนํ้าได นอกจากนี้ ยัง ศึกษาทิศทางการลําเลียงของนํ้าตาล โดยใช ธาตุกัมมันตรังสี 14C พบวา การลําเลียงอาหาร ของพืชมี 2 ทิศทาง คือ ขึ้นไปสูยอดและลง ไปสูราก พ.ศ. 2471 ที จี เมสัน (T.G. Mason) และ อี เจ มัสเคล (E.J. Maskell) ศึกษาเกี่ยวกับการลําเลียง อาหารภายในโฟลเอ็ม โดย พบวา เพลี้ยออนเปนสิ่งมีชีวิต ที่ดํารงชีวิตโดยการดูดกินนํ้าเลี้ยงตามใบและยอดออนของพืช นอกจากนี้ ยังทําการศึกษาความเร็วในการลําเลียงอาหารภายในทอโฟลเอ็มโดยการ ใชคารบอน 14C เปนองคประกอบในการสังเคราะหดวยแสงของพืช เอ็ม เอช ซิมเมอรแมน (M.H. Zimmerman) พ.ศ. 2496 การทดลองเกี่ยวกับผลผลิตที่ไดจากกระบวนการสังเคราะหดวยแสง
• พืชใชแกสคารบอนไดออกไซดที่รับเขามาทางรูปากใบเพื่อใชสรางอาหาร อาหารที่พืชสรางขึ้นจะถูก ลําเลียงในรูปของนํ้าตาลซูโครสทางโฟลเอ็มได 2 ทิศทาง คือ ลําเลียงขึ้นไปสูยอด และลําเลียงลงไปสูราก • อาหารหรือนํ้าตาลจากแหลงสรางจะลําเลียงเขาสูโฟลเอ็มดวยกระบวนการแอกทีฟทรานสปอรตและ อาศัยนํ้าจากเซลลขางเคียงออสโมซิสเขามาดันอาหารใหเคลื่อนที่ไปตามทอลําเลียงอาหาร แบบจําลองกลไกการลําเลียงอาหารของมึนซ 2 1 5 4 ซีฟทิวบตนทาง ซิฟทิวบปลายทาง โมเลกุลนํ้าตาลซูโครส ไซเล็ม นํ้า นํ้า เซลลคอมพาเนียน เซลลคอมพาเนียน แหลงใช แหลงสราง โฟลเอ็ม 3 นํ้าตาลกลูโคสถูกสรางในแหลงสราง (source) โดย นํ้าตาลสวนหนึ่งจะถูกลําเลียงออกมาในไซโทพลาซึม แลวเปลี่ยนเปนนํ้าตาลซูโครส ทําใหความเขมขนของ นํ้าตาลภายในเซลลเพิ่มสูงขึ้น นํ้าตาลจึงถูกลําเลียง ไปยังเซลลขางเคียงไปเรื่อย ๆ 1 แหลงสราง นํ้าจากซีฟทิวบปลายทางออสโมซิสออกสูเซลล ขางเคียง สงผลใหซีฟทิวบปลายทางมีแรงดัน นอยกวาซีฟทิวบตนทาง จึงมีการลําเลียงอาหาร อยางตอเนื่องตลอดเวลาที่พืชมีการสังเคราะห ดวยแสง 5 นํ้า ซูโครสเคลื่อนยายจากแหลงสรางไปยังโฟลเอ็ม ผานเซลลคอมพาเนียน เขาไปสูซีฟทิวบ โดยอาศัย กระบวนการแอกทีฟทรานสปอรต ทําใหความเขมขน ของสารละลายในซีฟทิวบตนทางสูงขึ้น 2 เซลลคอมพาเนียน ซูโครสออกจากซีฟทิวบ ผานเซลลคอมพาเพียน เขาสูเซลลในเนื้อเยื่อดวยกระบวนการแอกทีฟทรานสปอรตอีกครั้ง ทําใหซีฟทิวบปลายทางมีความ เขมขนของสารละลายลดลง 4 เซลลคอมพาเนียน นํ้าจากเซลลขางเคียงออสโมซิสเขาสูซีฟทิวบ ทําให ซีฟทิวบมีแรงดันเตงสูงขึ้น ทําใหสารละลายนํ้าตาล ซูโครสลําเลียงไปตามทอซีฟทิวบจนถึงเนื้อเยื่อตาง ๆ ที่เปนแหลงใช (sink) 3 นํ้า