The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียนครูอุไรวรรณ ชูเดช

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by rachanok.nt32, 2022-09-20 03:45:00

วิจัยในชั้นเรียนครูอุไรวรรณ ชูเดช

วิจัยในชั้นเรียนครูอุไรวรรณ ชูเดช

1

2

รายงานการวิจยั ในช้นั เรียน

เรื่อง
การพัฒนาการอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะ

ของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรยี นวัดชอ่ งเป่ยี มราษฎร์

โดย

นางอไุ รวรรณ ชูเดช
ตำแหน่ง ครู วทิ ยฐานะ ชำนาญการพิเศษ

โรงเรียนวดั ชอ่ งเป่ยี มราษฎร์
สำนกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาตรงั เขต 1
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน กระทรวงศกึ ษาธิการ

3



เรอ่ื ง : การพัฒนาการอ่านและการเขียนสะกดคำในแมก่ กา โดยใชแ้ บบฝึกทักษะ ของนักเรียนชั้น
ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรยี นวดั ช่องเปี่ยมราษฎร์

ชอ่ื ผู้วจิ ยั : นางอุไรวรรณ ชเู ดช

โรงเรียนวดั ชอ่ งเป่ียมราษฎร์ สำนักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 1

กลุ่มสาระการเรยี นรู้ : กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิชาภาษาไทย

ปีการศกึ ษา : 2563

บทคัดยอ่

การวิจยั ครงั้ นม้ี ี จุดประสงค์เพอ่ื พฒั นาแบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ ของ
นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นวัดชอ่ งเปี่ยมราษฎร์ ให้มปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และเพื่อพฒั นา
ผลสัมฤทธดิ์ า้ นการอา่ นและเขียนสะกดคำของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรียนวัดชอ่ งเป่ยี มราษฎร์ โดยใช้
แบบฝกึ วิชาภาษาไทยเรื่องการเขยี นสะกดคำในแม่ ก กา กลุ่มตัวอยา่ ง คือ เปน็ นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 ภาค
เรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรยี นวัดชอ่ งเปีย่ มราษฎร์ มนี ักเรียนจำนวน 16 คน ซ่งึ ได้มาจากการเลือกตวั อยา่ ง
แบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใชเ้ วลาในการทดลอง 10 ชวั่ โมงเรยี น เครอ่ื งมือที่ใช้ในการวิจัย คอื แบบฝึก
วชิ าภาษาไทย เร่อื ง การอา่ นและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา การวเิ คราะห์ข้อมูลใช้สถติ ิ ค่าเฉล่ีย และคา่ เบ่ยี งเบน
มาตรฐาน

ผลของการวจิ ยั พบว่าคะแนนเฉลี่ยของผลการทดลองระหว่างเรยี นไดค้ ะแนนเฉลย่ี (x )̅ เท่ากับ 9.25
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 3.15 และคะแนนเฉลี่ยของผลการทดลองหลังเรยี นไดค้ ะแนนเฉล่ยี (x )̅
เทา่ กับ 16.56 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) เทา่ กบั 1.21 และค่าประสิทธภิ าพของแบบฝกึ เรือ่ งการอา่ นจบั
ใจความจากเร่ืองสัน้ ที่สรา้ งขึ้นมปี ระสทิ ธิภาพ เท่ากับ 84.00/91.80

ข4

กติ ติกรรมประกาศ

รายงานการวิจยั เร่ือง การพัฒนาการอ่านและการเขียนสะกดคำ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ ของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดช่องเปี่ยมราษฎร์ สำเร็จสมบูรณ์ลงได้ด้วยความกรุณาและความอนุเคราะห์
อย่างสงู จากคณุ ครขู วัญฤทยั แกว้ ละเอยี ด และคณุ ครูพริ าวรรณ แซ่ต้ัน ที่ใหค้ วามกรุณาเปน็ ผ้เู ชยี่ วชาญ ให้
คำปรึกษาแนะนำ ตรวจสอบแก้ไขเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดทำให้สมบูรณ์ยิ่งข้ึน
ผูว้ จิ ยั ขอขอบคณุ เป็นอยา่ งสูงไว้ ณ โอกาสนี้

ขอขอบคณุ คณะครูโรงเรยี นวดั ช่องเปย่ี มราษฎร์ ทุกท่านท่ีมสี ่วนเกยี่ วข้องและเป็นกำลงั ใจในการ
ทำวิจัยครงั้ นี้ ขอขอบใจนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 1 ทกุ คน ที่เป็นเด็กดี ที่ต้ังใจเรียน ตั้งใจทำงาน ตลอดจน
ใหค้ วามรว่ มมือในการทดลองเคร่อื งมอื และเกบ็ รวบรวมข้อมูลอย่างครบถว้ น

อไุ รวรรณ ชูเดช

บทที่ 1
บทนำ

ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็น

เอกภาพและเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือในการ
ตดิ ตอ่ ส่ือสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพนั ธท์ ่ีดีต่อกัน คนไทยจะตอ้ งทำความเขา้ ใจและศึกษา
หลักเกณฑ์ทางภาษา หมั่นฝึกฝนให้มีทักษะการฟัง พูด อ่านและเขียนภาษาไทยให้มีประสิทธิภาพ
เพื่อนำไปใช้ในการสื่อสารการเรียนรสู้ ิ่งต่างๆ และการสรา้ งความเขา้ ใจอันดตี ่อกันให้เกิดประโยชน์แก่
ตนเอง ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ดังนั้นภาษาไทยจึงเป็นสมบัติของชาติที่ควรค่าแก่การเรียนรู้
อนุรักษแ์ ละสืบสานให้คงอยคู่ ูช่ าตไิ ทยตลอดไป (กรมวชิ าการ. 2552 : 1)

กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดให้วิชาภาษาไทยเป็นวิชาบังคับอยูใ่ นหลกั สูตรการศึกษาข้นั
พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยกำหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเป็นกลุ่มที่มุ่งส่งเสริมทักษะที่
ต้องฝกึ ฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสอ่ื สาร การเรียนรูอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และเพื่อ
นำไปใช้ในชีวติ จริง

การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนดิ ต่างๆ การอ่านใน
ใจเพื่อสร้างความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไปปรับใช้ใน
ชีวิตประจำวนั

การอา่ นและการเขียน การอ่านและการเขียนสะกดตามอักขรวธิ ี การอา่ นและการเขยี นสื่อสาร โดย
ใช้ถ้อยคำและรูปแบบต่างๆ ของการอ่านและการเขียน ซึ่งรวมถึงการอ่านและการเขียนเรียงความ ย่อ
ความ รายงานชนิดต่างๆ การอ่านและการเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิง
สรา้ งสรรค์

การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น
ความรู้สกึ พูดลำดับเรื่องราวต่างๆ อย่างเปน็ เหตุเปน็ ผล การพดู ในโอกาสตา่ งๆ ท้งั เปน็ ทางการและไม่
เป็นทางการ และการพดู เพ่อื โน้มน้าวใจ

หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาตแิ ละกฎเกณฑข์ องภาษาไทย การใชภ้ าษาให้ถกู ต้องเหมาะสมกับ
โอกาสและบุคคล การแต่งบทประพนั ธป์ ระเภทตา่ งๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย

วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด
คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของ
เด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม
ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซึ้ง
และภูมใิ จ ในบรรพบรุ ุษที่ไดส้ ่งั สมสบื ทอดมาจนถึงปจั จุบัน (กรมวิชาการ. 2552 : 2-3)

จากเหตุผลดงั กล่าวแสดงให้เห็นว่าครูตอ้ งสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสทิ ธิภาพ
ตามจดุ ประสงค์ของหลกั สตู รนั้น คือ ผสู้ อนตอ้ งสอนใหผ้ ู้เรยี นสามารถใชภ้ าษาไทยในการติดตอ่ สื่อสาร
ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพจึงมีความจำเป็นต้องฝึกฝนทักษะพื้นฐานให้สัมพันธ์กันทั้ง 5 ด้าน
คอื การอ่าน, การอ่านและการเขียน, การฟัง การดู และการพดู , หลักภาษา, วรรณคดีและวรรณกรรม

ทักษะการอ่านและการเขียนมีความสำคัญต่อการเรียนการสอนภาษาไทยมากเพราะทักษะการอ่าน
และการเขียนเป็นการถ่ายทอดความคิด เป็นการพัฒนาทางความคดิ สติปัญญาและทัศนคติ การอ่าน
และการเขยี นที่ดสี ามารถนำไปใช้ในชวี ิตประจำวันอย่างมีประสทิ ธิภาพ มีความสำคญั ต่อการศึกษาหา
ความรู้ของผู้เรียนซ่ึงการเรียนรู้ของผู้เรียนสามารถสร้างเสริมประสบการณ์ได้ตั้งแต่เริ่มเข้ามาอยู่ใน
ระบบการศึกษาในโรงเรียนโดยครูผสู้ อนต้อนสอนใหผ้ ้เู รยี นสามารถใช้ภาษาในการสอ่ื สารได้ถูกต้องทำ
ให้ผู้เรียนมีทักษะทั้ง 4 ด้านคือการฟังพูด อ่าน และเขียนสัมพันธ์กัน (อัจฉรา ชีวพันธ์. 2538 : 1)
และเนอื่ งจากลักษณะของภาษาไทยที่มีพยัญชนะ 44 ตัว แต่มีเสียงเพียง 21 เสยี งทำให้คำภาษาไทย
มีเสียงพ้องกัน แต่มีความหมายต่างกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าจำหลักเกณฑ์ในการอ่านและการเขียน
ไม่ได้ ก็มักจะเขียนสะกดคำผิด ใช้คำไม่ถูกต้องทำให้ความหมายผิดไป สื่อสารกันไม่เข้าใจ โดยสาเหตุ
หนึ่งที่ทำให้นักเรียนเขียนสะกดคำผิดอาจเนื่องมาจากมีประสบการณ์ผิด การไม่ทราบความหมายที่
แท้จริงของคำที่เขียน การออกเสียงผิดการเดา (สุนันทา โสรัจจ์. 2538 : 87) และครูมักละเลยเม่ือ
พบวา่ นกั เรยี นเขียนสะกดคำผดิ ไม่พยายามช้ีแนะให้นักเรียนเห็นความสำคัญในการสะกดคำให้ถูกต้อง
(ประเทนิ มหาขนั ธ.์ 2539 : 104)

ดงั น้ันการอา่ นและการอา่ นและการเขียนจึงเปน็ รากฐานในการเรียนวิชาตา่ งๆ จะต้องเขียน
ให้ถูกต้องตามอกั ขรวิธี ถ้าหากเขียนคำผิดพลาด คลาดเคลือ่ นหรือบกพร่องก็จะทำให้ความหมายของ
คำเปลี่ยนไป และจากการประเมินปัญหาด้านการเรียนการสอนภาษาไทยของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนวัดช่องปี่ยมราษฎร์ สำนักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา ตรัง เขต
1 พบวา่ นกั เรียนในระดบั ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 มปี ญั หาในด้านการอา่ นและเขยี นสะกดคำ ซง่ึ สังเกต
ได้จากการตรวจงานในสมุดงานนักเรียน การอ่านและการเขียนตามคำบอก การอ่านและการเขียน
สะกดคำของนักเรียนยังไม่ถูกต้อง วิธีสอนของครูมีความสำคัญมาก เพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดท้ัง
ความรู้และความสนุกสนานในการเรียนรู้ อีกทั้งเป็นการจูงใจให้นักเรียนเกิดทัศนคติที่ดีต่อวิชา
ภาษาไทย และรักที่จะเรียนวชิ าภาษาไทยสืบไป การฝึกทักษะทางภาษานั้นจะอาศัยเฉพาะแบบเรียน
และแบบฝึกในบทเรียนเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ การสร้างแบบฝึก เพื่อฝึกทักษะหลังจากที่เรียน
เนื้อหาในบทเรียนไปแล้วเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะแบบฝึกมีประโยชน์ต่อการเรียนการสอน
และยงั เปน็ สงิ่ ท่ีช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทนอีกด้วย การสอนโดยใชแ้ บบฝึกทักษะการอ่านและ
เขียนสะกดคำเป็นการจัดกิจกรรมที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนต้องลงมือทำกิจกรรม
ด้วยตนเองตามความสามารถ ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะทำให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลาและมี
ความเชื่อมั่นในตนเอง นอกจากนี้ยังปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักการทำงานอย่างมีระบบระเบียบและ
ทำงานเป็นขัน้ เป็นตอน การเรียนการสอนสะกดคำนั้นตอ้ งอาศัยการฝึกฝนอย่างถูกวิธฝี ึกบอ่ ยๆ อย่าง
สม่ำเสมอ จึงจะทำให้เกิดความแม่นยำความชำนาญ และความคล่องแคล่วสามารถนำความรู้และ
ทักษะจากการเรียนไปใชใ้ นชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้การใช้แบบฝึกยังเป็นการทบทวนความเข้าใจ
ให้แก่เด็ก และเปน็ อุปกรณท์ ่ีครูจะใช้พฒั นาการอ่านและการเขียนหรือแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องการอ่าน
และการอ่านและการเขยี นสะกดคำของเดก็ ได้อย่างหน่งึ

จากสภาพปัญหาทีพ่ บดังกล่าว ผู้วิจัยจึงเห็นว่าการอ่านและการอ่านและการเขียนสะกดคำ
เปน็ ปัญหาท่ีตอ้ งได้รับการพฒั นาและปรับปรงุ แก้ไข โดยการศกึ ษาในคร้งั นี้มีความมุ่งหมายเพื่อพัฒนา
แบบฝึกการอ่านและการอ่านและการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียน
เทศบาล 1 (บ้านเก่า) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นดา้ นการอ่านและการอ่านและการเขยี นสะกดคำ โดยมีแนวทางในการพฒั นาแบบฝึกการ

อา่ นและการอ่านและการเขยี นสะกดคำจากหนังสือเรียนภาษาไทยของกรมวิชาการ ซง่ึ ใช้คำในกลุ่มท่ี
เป็นปัญหาของนกั เรียน เพอ่ื ให้นกั เรยี นเกิดการพัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคำ
ในภาษาไทยเพิ่มมากขึ้นและการอ่านและการเขียนสะกดคำที่ถูกต้องย่อมนำไปสู่การเรียนภาษาไทย
และการเรยี นในกลุ่มสาระการเรยี นรอู้ ื่นๆ ทมี่ ีประสิทธิภาพต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อพัฒนาแบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา ของ

นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดช่องเปีย่ มราษฎร์ ให้มปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
2. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กาของนักเรียนช้ัน

ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดช่องเปี่ยมราษฎร์ โดยใช้แบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการ
เขยี นสะกดคำใน แม่ ก กา

สมมติฐานของการศกึ ษาค้นคว้า
แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา ของนักเรียนช้ัน

ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนวัดช่องเป่ียมราษฎร์ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80

ขอบเขตของการศึกษาคน้ ควา้
1. ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2565

ของโรงเรยี นวัดชอ่ งเปย่ี มราษฎร์ สำนักงานเขตพ้นื ที่การศกึ ษาประถมศึกษาตรังเขต 1
2. กลมุ่ ตวั อยา่ ง
เป็นนกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 1โรงเรียนวัดชอ่ งเป่ียมราษฎร์ ปีการศึกษา 2563 มี

นักเรียนจำนวน 16 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) (ศุภ
วัฒนาการ วงศธ์ นวสุ และพรี สิทธิ์ คำนวณศลิ ป์ 2552 : 38 )

3. ระยะเวลาทใ่ี ชใ้ นการทดลอง
ดำเนนิ การทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 โดยใช้ระยะเวลาในการทดลอง

วันละ 1 ชัว่ โมงเรียน รวม 10 ชว่ั โมงเรยี น
4. เนอื้ หาท่ใี ชใ้ นการวิจยั
คำที่ใช้ในการจัดทำแบบฝึกเป็นคำจากหนงั สือเรียนสาระการเรียนรูภ้ าษาไทย หลักการ

ใชภ้ าษา วรรณคดีและวรรณกรรมของนักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 1

นิยามศพั ท์เฉพาะ
1. การอ่านและการเขยี นสะกดคำ หมายถึง การอา่ นและการเขยี นโดยเรียงลำดบั พยัญชนะ

สระ วรรณยุกต์ และตัวสะกดเป็นคำได้อย่างถูกหลักเกณฑ์ และถูกต้องตามพจนานุกรมฉบับราช
บัณฑิตสถาน พ.ศ. 2554 เพื่อให้สามารถสื่อความหมายได้ถูกต้องความสำคัญของการอ่านและการ
เขียนสะกดคำ

2. แบบฝึก หมายถึง เคร่ืองมอื ที่ผวู้ ิจัยสร้างขึ้น โดยเป็นสื่อการเรียนการสอนท่ีใช้สำหรับให้
นกั เรยี นฝึกและปฏิบัตเิ พอ่ื ใหเ้ กดิ ความรู้ ความเข้าใจและมีทกั ษะเพ่มิ ข้ึน

3. แบบฝกึ การอา่ นและการเขียนสะกดคำ หมายถงึ แบบฝึกการอ่านและการเขียนสะกดคำ
ทผ่ี ู้วจิ ยั สรา้ งขน้ึ สำหรับนกั เรยี นช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นวดั ชอ่ งเป่ยี มราษฎร์ 4. แบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ข้อสอบที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นเพื่อใช้วัดความสามารถด้านการอ่าน
และการเขียนสะกดคำใน แม่ ก กาหลังเรยี นของนกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1โรงเรียนวัดช่องเป่ยี ม
ราษฎร์

5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำใน แม่ ก กา หมายถึง ผลท่ี
ไดจ้ ากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นเร่ืองการอ่านและการเขยี นสะกดคำใน แม่ ก กา
ทผ่ี ู้วจิ ัยสรา้ งขึน้

6. ประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา หมายถึง ระดับ
ประสิทธิภาพของแบบฝึกเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำใน แม่ ก กาสำหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดช่องเปี่ยมราษฎร์ ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นซึ่งมีระดับประสิทธิภาพที่ช่วยให้
ผูเ้ รียนเกิดการเรียนรตู้ ามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80

7. เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หมายถึง ระดับคะแนนที่กำหนดขึ้นเพื่อประเมินผลสัมฤทธ์ิ
เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำใน แม่ ก กาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนวัดช่อง
เป่ียมราษฎร์ โดยกำหนดใหร้ ะดับคะแนนเปน็ ดงั นี้

80 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละ 80 ของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จาก
คะแนนแบบทดสอบท้ายแบบฝกึ แตล่ ะชดุ ซึ่งเป็นประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1)

80 ตัวหลัง หมายถึง ร้อยละ 80 ของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนทุกคนที่ได้จาก
คะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธหิ์ ลังเรียนซ่งึ เป็นประสิทธิภาพของผลลพั ธ์ (E2)

8. กลุ่มทดลอง หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ท่ีกำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนท่ี 1
ปีการศึกษา 2565 ของโรงเรียนวดั ชอ่ งเปย่ี มราษฎร์

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกยี่ วข้อง

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา โดยใช้แบบฝึก
ทักษะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดช่องเปี่ยมราษฎร์ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าจาก
เอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ียวข้องดังตอ่ ไปน้ี

1. หลกั สตู รการศึกษาขน้ั พืน้ ฐานพทุ ธศกั ราช 2551 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
2. เอกสารที่เกีย่ วข้องกบั การอ่านและการเขียน

2.1 ความหมายของการอ่านและการเขยี น
2.2 จุดมุ่งหมายของการอ่านและการเขยี น
3. เอกสารทเ่ี กี่ยวข้องกบั การอา่ นและการเขียนสะกดคำ
3.2 ความหมายของการอา่ นและการเขียนสะกดคำ
3.3 ความสำคัญของการอา่ นและการเขยี นสะกดคำ
3.4 ปญั หาของการอา่ นและการเขยี นสะกดคำ
3.5 เทคนิคการสอนเขียนสะกดคำ
3.6 จติ วิทยาทีเ่ กีย่ วข้องกบั การอา่ นและการเขยี นสะกดคำ
4. เอกสารทเ่ี กยี่ วข้องกับแบบฝกึ
4.1 ความหมายและความสำคัญของแบบฝกึ
4.2 รปู แบบของแบบฝึก
4.3 ลกั ษณะของแบบฝึกท่ีดี
4.4 หลักการสร้างและขน้ั ตอนการสร้างแบบฝกึ
4.5 ทฤษฎแี ละหลกั จติ วทิ ยาในการสรา้ งแบบฝกึ
5. งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วขอ้ ง
5.1 งานวจิ ัยที่เกย่ี วข้องกบั การอ่านและการเขยี นสะกดคำ

1. หลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

หลกั สตู รการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 มงุ่ พัฒนาคนไทยใหเ้ ป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
เป็นคนดีมีปัญญามีความสุขและมีความเป็นไทยมีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพจึง
กำหนดจดุ หมาย เพื่อใหเ้ กดิ กบั ผูเ้ รียนเม่อื จบการศกึ ษาขน้ั พื้นฐานดงั น้ี (กรมวชิ าการ. 2553 :1-7)

1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พงึ ประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติ
ตนตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาที่ตนนบั ถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง

2. มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมี
ทกั ษะชีวติ

3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตท่ดี ี มีสขุ นิสยั และรักการออกกำลงั กาย
4. มคี วามรักชาติ มจี ติ สำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวถิ ชี ีวิตและ การ
ปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข
5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา
สิ่งแวดล้อม มจี ิตสาธารณะท่มี งุ่ ทำประโยชนแ์ ละสร้างสิ่งทด่ี ีงามในสังคม และอยู่รว่ มกนั ในสังคมอย่าง
มีความสขุ
โดยมีรายละเอียดในส่วนของความสำคญั ธรรมชาติหรือลักษณะเฉพาะ วิสัยทัศน์ คุณภาพ
ผเู้ รียน สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ แนวทางการพัฒนาหลกั สตู ร และการจดั การเรียนรู้ดงั นี้
1. ความสำคญั
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติเป็นสมบัติทางวัฒน ธรรมอันก่อให้เกิดความเป็น
เอกภาพและสร้างเสริมบคุ ลกิ ภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมอื ในการติดต่อส่ือสาร
เพือ่ สรา้ งความเข้าใจและความสมั พนั ธท์ ่ดี ตี ่อกัน ทำใหส้ ามารถประกอบกจิ ธรุ ะ การงานและดำรงชีวิต
ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ประสบการณ์
จากแหล่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ความคิดวิเคราะห์วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อ
การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีตลอดจนนำไปใช้ในการ
พฒั นาอาชพี ใหม้ ีความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยงั เป็นสื่อทแ่ี สดงภูมิปญั ญาของบรรพ
บุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี ชีวทัศน์ โลกทัศน์ และสุนทรียภาพโดยบันทึกไว้เป็นวรรณคดีและ
วรรณกรรมอันลำ้ ค่า ภาษาไทยจงึ เป็นสมบัติของชาติท่ีควรค่าแก่การเรยี นรู้ เพือ่ อนรุ กั ษแ์ ละสืบสานให้
คงอยู่คู่ชาตไิ ทยตลอดไป

2. ธรรมชาติหรอื ลกั ษณะเฉพาะ
ภาษาไทยเป็นเครื่องมือใช้สื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันและตรงตามจุดมุ่งหมายไม่
ว่าจะเป็นการแสดงความคิดความต้องการ และความรู้สึก คำในภาษาไทยย่อมประกอบด้วยเสียง รูป
พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และความหมาย ส่วนประโยคเป็นการเรียงคำตามหลักเกณฑ์ของภาษา
และประโยคหลายประโยคเรียงกนั เปน็ ขอ้ ความ นอกจากนั้นคำในภาษาไทยยังมเี สียงหนักเบา มรี ะดบั
ของภาษา ซึ่งต้องใช้ให้เหมาะสมแก่กาลเทศะและบุคคล ภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
ตามสภาพวฒั นธรรมของกลุ่มคน ตามสภาพของสังคมและเศรษฐกิจการใช้ภาษาเปน็ ทักษะที่ผู้ใช้ต้อง
ฝึกฝนให้เกิดความชำนาญไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การอ่านและการเขียน การพูด การฟัง และการดูสื่อ

ต่างๆ รวมทั้งต้องใช้ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทางภาษาเพื่อสื่อสารให้เกิดประสิทธิภาพและใช้อย่าง
คลอ่ งแคลว่ มวี ิจารณญาณและมีคุณธรรม

3. วิสัยทศั น์
ภาษาไทยเป็นเครอ่ื งมือของคนในชาติเพ่ือการส่ือสารทำความเขา้ ใจกัน และใชภ้ าษาในการ
ประกอบกิจการงานทั้งส่วนตัว ครอบครัว กิจกรรมทางสังคมและประเทศชาติ เป็นเครื่องมือการ
เรียนรู้การบันทึกเรื่องราวจากอดตี ถึงปัจจุบนั และเป็นวรรณกรรมของชาติ ดังนั้นการเรียนภาษาไทย
จึงต้องเรียนรู้เพื่อให้เกิดทักษะอย่างถูกต้อง เหมาะสมในการสื่อสาร เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้
แสวงหาความรู้และประสบการณ์ เรียนรู้ในฐานะเป็นวัฒนธรรมทางภาษาให้เกิดความช่ืนชม ซาบซึ้ง
และภูมิใจในภาษาไทย โดยเฉพาะคุณค่าของวรรณคดีและภูมิปัญญาทางภาษาของบรรพบุรุษที่ได้
สร้างสรรค์ไว้ อันเป็นสว่ นเสรมิ สรา้ งความงดงามในชีวิต
การเรียนรู้ภาษาไทยเกี่ยวพันกับความคิดของมนุษย์ เพราะภาษาเป็นสื่อของความคิดการ
เรียนรู้ภาษาไทยจึงต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิดสร้างสรรค์ คิดวิพากษ์วิจารณ์ คิดตัดสินใจแก้ปัญหา
และวินิจฉัยอย่างมีเหตุผล ขณะเดียวกันการใช้ภาษาอย่างมีเหตุผล ใช้ในทางสร้างสรรค์ และใช้
ภาษาไทยอย่างสละสลวยงดงามย่อมสร้างเสริมบุคลิกภาพของผู้ใช้ภาษาให้เกิดความน่าเชื่อถือและ
ภาคภูมิด้วย
ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการเสื่อสารการ
อ่านและการฟังเป็นทักษะของการรับรู้เรื่องราว ความรู้และประสบการณ์ ส่วนการพูดและการอ่าน
และการเขียนเป็นทักษะของการแสดงออกด้วยการแสดงความคิดเห็น ความรู้และประสบการณ์ การ
เรียนภาษาไทยจึงต้องเป็นการเรียนเพื่อการสื่อสารให้สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างพินิจ
พิเคราะห์สามารถเลือกใช้คำเรียบเรียงความคิด ความรู้ และใช้ภาษาได้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ได้ตรง
ตามความหมาย และถูกต้องตามกาลเทศะ บุคคล และมีประสิทธิภาพ
ภาษาไทยมีส่วนที่เป็นเนื้อหาสาระ ได้แก่ กฎเกณฑ์ทางภาษา ซึ่งผู้ใช้ภาษาจะต้องรู้และใช้
ภาษาให้ถูกต้อง นอกจากน้ันยังมีวรรณคดีและวรรณกรรม ตลอดจนบทร้องเล่นของเด็กเพลงกล่อม
เดก็ ปรศิ นาคำทาย เพลงพืน้ บา้ น วรรณกรรมพืน้ บ้าน เปน็ สว่ นหนง่ึ ของวฒั นธรรมซง่ึ มีคุณค่าการเรียน
ภาษาไทยจึงต้องเรียนวรรณคดี วรรณกรรม ภูมิปัญญาทางภาษาที่ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม
ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีตและความงดงามของภาษาในบทประพันธ์ท้ังร้อย
แก้วและร้อยกรองประเภทต่างๆ เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและความภูมิใจในสิ่งที่บรรพบุรุษได้สั่งสม
และสบื ทอดมาจนถงึ ปัจจบุ นั
4. คณุ ภาพของผู้เรียน
เมื่อจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว ผู้เรียนต้องมีความรู้ ความสามารถ คุณธรรม
จริยธรรม และค่านิยมดังนี้

4.1 สามารถใช้ภาษาส่อื สารได้ดี
4.2 สามารถอา่ น เขยี น ฟัง ดู และพดู ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
4.3 มีความคดิ สรา้ งสรรค์ คิดอยา่ งมเี หตผุ ลและคิดเป็นระบบ
4.4 มีนิสัยรักการอ่าน การอ่านและการเขียน การแสวงหาความรู้และใช้
ภาษาไทยการพัฒนาตนและสร้างสรรค์งานอาชพี
4.5 ตระหนักในวัฒนธรรมการใช้ภาษาและความเป็นไทย ภูมิใจและชื่นชมใน
วรรณคดีและวรรณกรรมซง่ึ เปน็ ภมู ปิ ญั ญาของคนไทย

4.6 สามารถนำทักษะทางภาษามาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และถกู ตอ้ งตามสถานการณแ์ ละบคุ คล

4.7 มีมนษุ ยสมั พันธ์ทดี่ ี และสรา้ งความสามคั คใี นความเป็นชาตไิ ทย
4.8 มคี ณุ ธรรมจริยธรรม มิวิสยั ทัศน์ โลกทัศนท์ ก่ี ว้างไกลและลกึ ซึ้ง
เมื่อจบแต่ละช่วงชั้น ผู้เรียนต้องมีความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม จริยธรรมและ
ค่านิยม เชน่
5. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระท่ี 1 : การอา่ น

มาตรฐาน ท 1.1 : ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรูแ้ ละความคิดไปใช้
ตดั สนิ ใจแกป้ ญั หาและสร้างวิสัยทศั น์ในการดำเนนิ ชีวิต และมีนสิ ัยรักการอ่าน

สาระที่ 2 : การอา่ นและการเขียน
มาตรฐาน ท 2.1 : ใช้กระบวนการอ่านและการเขียน เขียนสื่อสาร

เขียนเรียงความย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและ
รายงานการศกึ ษาคน้ คว้าอย่างมีประสิทธิภาพ

สาระที่ 3 : การฟัง การดู และการพดู
มาตรฐาน ท 3.1 : สามารถเลอื กฟงั และดอู ยา่ งมวี ิจารณญาณ และพูด

แสดงความรู้ ความคดิ ความรูส้ ึกในโอกาสต่างๆ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและสรา้ งสรรค์
สาระที่ 4 : หลกั การใชภ้ าษา
มาตรฐาน ท 4.1 : เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การ

เปลี่ยนแปลงของภาษาและพลงั ของภาษา ภูมปิ ัญญาของภาษา และรกั ษาภาษาไวเ้ ป็นสมบัติของชาติ
สาระท่ี 5 : วรรณคดีและวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 : เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ

วรรณกรรมไทยอยา่ งเห็นคุณค่า และนำมาประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ จริง

6. แนวการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
การจัดการเรียนรู้ให้บรรลุมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยผู้สอนจะต้องศึกษา
วิเคราะห์สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น
จัดทำสาระการเรียนรชู้ ว่ งชั้นผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั รายปีหรือรายภาคสาระการเรียนรู้รายปีหรือราย
ภาคและจัดทำคำอธบิ ายรายวิชา เพ่อื ใหเ้ กิดความรู้ความเข้าใจกอ่ นการจดั ทำแผนการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู้ผู้สอนต้องดำเนนิ การดังนี้

6.1 เลือกรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผู้สอนต้องเลือกรูปแบบการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและเหมาะสมกับผู้เรียนเช่นการสืบค้นภูมิปัญญาท้องถิ่นจากแหล่ง
เรียนร้ใู นทอ้ งถ่ินการปฏิบตั กิ ิจกรรมตามความสนใจของผูเ้ รียนโดยใหผ้ ู้เรียนทำโครงงาน

6.2 คิดค้นเทคนิคกลวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผู้สอนสามารถคิดค้นรูปแบบ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบอื่นๆและนำมาใช้ให้เหมาะสมกับปัจจัยต่างๆได้แก่ความรู้
ความสามารถด้านเน้ือหาวชิ าความสนใจและวัยของผเู้ รียนความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้แต่
ละช่วงชน้ั เวลาสถานทีว่ ัสดอุ ปุ กรณ์และสภาพแวดลอ้ มของโรงเรียนและชุมชน

6.3 การจัดกระบวนการเรียนรู้มีหลายรูปแบบผู้สอนสามารถเลือกนำมาใช้หรือ
ปรบั ใช้โดยคำนึงถึงสภาพและลักษณะของผู้เรียนเน้นให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติตามกระบวนการเรียนรู้อย่าง
มคี วามสขุ

7. การจดั การเรียนรู้
การจัดการเรียนรูภ้ าษาไทยให้บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทย ผู้สอนจะต้องศึกษา
วิเคราะห์จุดมุ่งหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทย รวมทั้งเอกสารหลักสูตรที่เกี่ยวข้องเพื่อวาง
แผนการจดั กิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยดำเนินการ ดังน้ี

7.1 เลือกรูปแบบการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ ผูส้ อนตอ้ งเลอื กรูปแบบการเรียนรู้ที่
หลากหลาย และเหมาะสมกับผู้เรียน เช่น กิจกรรมการเรียนรู้แบบทดลอง แบบโครงงาน แบบศูนย์
การเรียน แบบสบื สวนสอบสวน แบบอภิปราย แบบสำรวจ แบบรว่ มมอื เปน็ ตน้

7.2 คิดค้นเทคนิคกลวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถคิดค้นรูปแบบ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบต่างๆ เช่น ความรู้ความสามารถด้านเนื้อหา ความสนใจและวัยของ
ผู้เรียนความสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ แต่ละช่วงชั้น เวลา สถานที่ วัสดุอุปกรณ์ และ
สภาพแวดล้อมของโรงเรียนและชมุ ชน

7.3 จัดกระบวนการเรียนรู้ การจัดกระบวนการเรียนรู้มีหลายรูปแบบผู้สอน
สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงสภาพและลักษณะของผู้เรียน เน้นการฝึกปฏิบัติตาม
กระบวนการเรียนรูอ้ ยา่ งมคี วามสขุ ดังนี้

7.3.1 การจดั การเรียนรู้แบบโครงงานเปน็ การจดั ประสบการณ์ให้รู้จัก
แก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ รู้จักวางแผน วิเคราะห์และประเมินผลการปฏิบัติงานได้ด้วย
ตนเอง และฝึกการเปน็ ผูน้ ำ และผตู้ ามทด่ี ี

7.3.2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ เปิดโอกาส
ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกัน ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผู้เรียนค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเองจน
สามารถนำความรูค้ วามเข้าใจจากการปฏิบตั ิงานใช้ในชีวติ ประจำวนั และอยใู่ นสังคมไดอ้ ย่างสนั ติ

7.3.3 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความคิด มีวิธีการท่ี
หลากหลาย เช่น การใช้คำถาม การตั้งคำถามโดยใช้หมวก 6 ใบเป็นการใช้คำถามอย่างสร้างสรรค์
เพื่อให้ผู้เรียนใช้ความคิดอย่างมีวิจารณญาณในการแก้ปัญหา การตัดสินใจ การวางแผนดำเนินชีวิต

7.4 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารครู
ผู้บริหาร ผู้ปกครอง ตลอดจนชุมชนมีส่วนสำคัญในการพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
โดยการจดั กิจกรรมร่วมกนั เพื่อให้ผู้เรียนมสี มรรถภาพในการใชภ้ าษา ทง้ั กิจกรรมการฟัง การพูด การ
อ่าน การอ่านและการเขียน ด้วยการจัดกิจกรรมในห้องเรียน ในโรงเรียน และในชุมชน เช่น การ
อภิปราย การเล่าเรื่องการวิจารณ์ การโต้วาทีการคัดลายมือการอ่านและการเขียนเรียงความ การทำ
โครงงาน การประกวดการอา่ นการศึกษาคน้ คว้าการแขง่ ขนั ตอบคำถามการอา่ นทำนองเสนาะ

7.5 การพัฒนาการเรียนรู้หลักการใช้ภาษา จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจธรรมชาติของ
ภาษาและวัฒนธรรมการใช้ภาษาไทย

7.6 การพัฒนาการเรียนร้วู รรณคดีและวรรณกรรม เป็นเรอื่ งราวท่สี ะทอ้ นให้เห็น
ถึงวิถีชีวิตของคนไทยในยุคสมัยต่างๆ และเป็นการปลูกฝังให้ผู้เรียนเกิดความซาบซ้ึงเช่น การรายงาน
การจัดแสดง การสร้างสรรค์วรรณกรรมทั้งร้อยแก้วและรอ้ ยกรอง ทำให้ผู้เรียนมีนิสยั
รักการอ่านและศึกษาค้นควา้ ดว้ ยตนเองเปน็ แนวทางในการผลติ งานเพื่อพัฒนาตนเองและสงั คม

7.7 การพัฒนาการเรียนรู้ภูมิปัญญาทางภาษา ช่วยให้เข้าใจวิถีชีวิตและศิลปะ
การใช้ภาษาของคนในท้องถิ่น การจัดกิจกรรม เช่นการสัมภาษณ์ การรายงาน การทำโครงงาน การ
จดั การแสดง เปน็ ต้น โรงเรยี นและชมุ ชนต้องรว่ มมือกนั จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถ่ิน
เพอื่ อนรุ ักษแ์ ละพัฒนาภมู ปิ ัญญาทางภาษา

จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาไทยมีเทคนิคการเรียนรู้ท่ี
หลากหลายวิธี ซึ่งผู้สอนสามารถเลือกนำมาใช้หรือปรบั ใช้ โดยคำนึงถึงสภาพและลักษณะของผู้เรียน
เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการฝึกปฏิบัติตามกระบวนการเรียนรู้อย่างมีความสุขและจัดให้เหมาะสม
กับผู้เรยี นและธรรมชาติของสาระการเรยี นร้เู พื่อใหบ้ รรลตุ ามมาตรฐานการเรียนรู้

2. การอา่ นและการเขยี น
การสอนเขียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีทักษะในการอ่าน

และการเขียน เขียนได้ถูกต้องสวยงาม สื่อความหมายได้ สามารถคิดลำดับเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องท่ี
เขียน มีนสิ ัยทด่ี ใี นการอา่ นและการเขียน รกั การอ่านและการเขียนและนำการอ่านและการเขียนไปใช้
ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของการอ่านและการเขียน
ความสำคัญของการอ่านและการเขยี น และจดุ ม่งุ หมายของการอา่ นและการเขยี นไว้ดังน้ี

2.1 ความหมายของการอ่านและการเขยี น
ทักษะการอ่านและการเขียนเป็นทักษะที่มีความสลับซับซ้อนกว่าการใช้ทักษะอื่นๆ ซึ่งมี
นักวชิ าการได้กลา่ วถึงความหมายของการอา่ นและการเขยี น ไว้ดงั นี้
นภดล จันทรเ์ พญ็ (2535 : 91) กลา่ ววา่ การอา่ นและการเขียน คือ การแสดงออกในการ
ตดิ ตอ่ สอ่ื สารอย่างหน่ึงของมนุษย์ โดยอาศัยภาษาตัวอักษรเป็นส่ือเพื่อถา่ ยทอดความรู้สึกนึกคิดความ
ต้องการ และความในใจของเราให้ผู้อื่นทราบ การอ่านและการเขียนมีลักษณะเป็นการสื่อสารถาวร
สามารถคงอยู่ไดน้ าน สามารถตรวจสอบได้เป็นหลักฐานอ้างอิงนานนับพันปีถา้ มีการรักษาให้คงอย่ใู น
สภาพเดิมไว้ได้ การอ่านและการเขียนเป็นการสื่อสารจากความหมายอย่างหนึ่งของมนุษย์ เป็นการ
แสดงออกทางภาษา หรอื เป็นลายลกั ษณ์อักษรท่ีอาศัยความรูค้ วามสามารถในด้านความคิด ความรู้สึก
จินตนาการ และประสบการณ์ของผู้เขียนประกอบกัน สมควรที่จะได้รับการฝึกฝนอยู่เสมอไม่ว่าเป็น
งานเขียนรปู แบบใดกต็ าม
วรรณี โสมประยูร (2549 : 139) ได้กล่าวถึงความหมายของการอ่านและการเขียนไว้ว่า
การอ่านและการเขยี น หมายถึง การถา่ ยทอดความรสู้ ึกนกึ คดิ และความตอ้ งการของบุคคลออกมาเป็น
สญั ลักษณ์หรือตัวอักษรเพือ่ ส่อื ความหมายใหผ้ ู้อนื่ เขา้ ใจได้
ฐะปะนีย์ นาครทรรพ (2545 : 54) ได้ให้ความหมายของการอ่านและการเขียนไว้ว่า การ
อ่านและการเขียน เป็นทักษะที่ต้องใช้เวลาฝึกนานกว่าทักษะอ่ืนๆ เริ่มตั้งแต่การคัดลายมือ การอ่าน
และการเขียนตัวหนังสือให้ถูกแบบ การสะกดคำให้ถูกต้อง การถ่ายทอดความคิดออกเป็นตัวหนังสือ
ให้ผู้อื่นอ่านเข้าใจ ตลอดจนการอ่านและการเขียนถ้อยคำสำนวนให้สละสลวยได้ประโยชน์ตรงตาม
จดุ ประสงค์

จากความหมายของการอ่านและการเขียนข้างต้น พอสรุปได้ว่า การอ่านและการเขียน
หมายถึง การถ่ายทอด สิ่งอันเป็นความรู้สึกนึกคดิ ของตนเองออกมาเป็นสัญลักษณ์ ประทับตราไว้บน
วัตถหุ รอื สงิ่ ตา่ งๆ อาจจะต้องการสื่อกบั บคุ คลอื่นหรอื ไมส่ ่ือก็ไดข้ ้ึนอย่กู บั จุดประสงค์ของผเู้ ขียน

2.2 จดุ ม่งุ หมายของการอ่านและการเขยี น
การอ่านและการเขียนนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสื่อสาร แต่ในการอ่านและการเขียน
นั้นก็ต้องมีจุดมุ่งมุ่งหมายในการอ่านและการเขียน ดังท่ีวรรณี โสมประยูร (2549 : 103) ได้อธิบาย
จุดมุง่ หมายการสอนภาษาไทย ดังน้ี

1. เพอ่ื คัดลายมอื หรือเขียนให้ถูกต้องตามลักษณะตวั อกั ษรให้เปน็ ระเบียบชัดเจน
หรอื เข้าใจงา่ ย

2. เพื่อเป็นการฝึกทักษะการอ่านและการเขียนให้พัฒนางอกงามขึ้นตามควรแก่
วยั

3. เพื่อให้การอ่านและการเขียนสะกดคำถูกต้องตามอักขรวิธี เขียนวรรคตอน
ถกู ต้อง

4. เพื่อให้ร้จู ักภาษาเขียนที่ดี มีคุณภาพเหมาะสมกบั บุคคลและโอกาส
5. เพ่ือให้สามารถรวบรวมและลำดับความคดิ แล้วจดบันทึก สรปุ และย่อใจความ
เรอ่ื งท่ีอ่านหรอื ฟงั ได้
6. เพอ่ื ให้สามารถสงั เกตจดจำและเลือกเฟน้ ถอ้ ยคำหรือสำนวนโวหารใหถ้ กู ตอ้ ง
7. เพ่อื ใหม้ ีทักษะการอา่ นและการเขยี นประเภทตา่ งๆ
8. เพอื่ เปน็ การใชเ้ วลาว่างใหเ้ กิดประโยชน์
9. เพื่อใหเ้ ห็นความสำคญั และคุณค่าของการอ่านและการเขียนว่ามีประโยชน์ต่อ
การประกอบอาชีพการศกึ ษาหาความร้แู ละอนื่ ๆ

จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่าจุดประสงค์ในการอ่านและการเขียนนั้นต้องมีการใชภ้ าษาให้
ถูกต้องตามกาละเทศ รู้จกั การใชภ้ าษาเขียนทดี่ ี การรวบรวม และลำดบั ความคดิ สามารถสรปุ หรือย่อ
ใจความสำคัญของเรอ่ื งที่อา่ นหรอื ฟังได้อยา่ งถกู ต้อง

3. การอ่านและการเขียนสะกดคำ
การอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงมากที่สุดในเรื่องของ

ความถูกต้องเพราะการเรียนภาษาไทยให้ประสบความสำเร็จจะต้องมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ มี
นักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของการอ่านและการเขียนสะกดคำความสำคัญของการอ่าน
และการเขียนสะกดคำปัญหาของการอ่านและการเขียนสะกดคำเทคนิคการสอนเขียนสะกดคำ และ
จติ วทิ ยาท่ีเกีย่ วข้องกบั การอา่ นและการเขยี นสะกดคำไว้ดงั นี้

3.1 ความหมายของการอ่านและการเขียนสะกดคำ
การอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยเป็นสิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงมากที่สุดในเรื่องของ
ความถูกต้องเพราะการเรียนภาษาไทยให้ประสบความสำเร็จจะต้องมีความเข้าใจดังนั้นเพื่อให้เข้าใจ
พนื้ ฐานการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยอย่างมีระบบเกดิ การเรียนรู้ในการอา่ นและการเขียน

ภาษาไทยให้ถูกต้องและมีความหมายสมบูรณ์มีนักวชิ าการไดใ้ ห้ความหมายของการอ่านและการเขียน
สะกดคำ ดังน้ี

สุรีพร แย้มฉาย (2536 : 3) ได้กล่าวถึง การอ่านและการเขียนสะกดคำที่ถูกต้องว่าเป็น
ปัจจยั สำคญั ทจี่ ะช่วยใหผ้ ู้เขียนสื่อความหมายไดด้ ี ถกู ตอ้ งและรวดเร็ว อกี ทง้ั ยังช่วยสร้างเจตคติที่ดีแก่
ผู้อ่านอีกทั้งยงั ช่วยให้เกดิ ความม่นั ใจในตนเอง และกอ่ ให้เกิดศรัทธาแกผ่ ทู้ ีไ่ ด้อา่ นอีกด้วย

ปิลันธนา ศุภดล (2543 : 11) ได้ให้ความหมายของการอ่านและการเขียนสะกดคำ
ภาษาไทยว่า เป็นทักษะอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่อาศัยทักษะการฟังการพูดการอ่านเป็นพื้นฐานแล้วจึง
สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดประสบการณ์ต่างๆและความต้องการของตนออกมาเป็นสัญลักษณ์
หรือตัวอกั ษรเพอื่ สือ่ ความหมายให้ผ้อู ่านเข้าใจ

วีรศักดิ์ ปัตตาลาโพธ์ิ (2540 : 12) ได้ให้ความหมายของการสะกดคำไว้ว่า การสะกดคำ
คือ การจัดเรียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ให้เป็นคำที่มีความหมายและถูกต้องตามหลัก
พจนานุกรมฉบับราชบณั ฑิตยสถาน และสามารถนำคำดงั กลา่ วไปใช้ส่ือสารในชวี ติ ประจำวันได้

ชุติกาญจน์ เทศยรัตน์ (2545 : 33) ได้ให้ความหมายของการอ่านและการเขียนสะกดคำ
ไว้ว่า การอ่านและการเขียนสะกดคำ หมายถึง การถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของ
บคุ คลออกมาเป็นสญั ลักษณ์ หรือตวั อกั ษรเพื่อส่ือความหมายให้ผู้อน่ื เข้าใจได้ รวมทั้งความสามารถใน
การอ่านและการเขียนคำ โดยเรียงลำดับ พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตัวการันต์ ในภาษาไทยได้อย่าง
ถกู ต้อง และสามารถนำหลกั การไปใช้ประโยชน์ได้ด้วย

บัณฑิตา แจ้งจบ (2545 : 8) กล่าวถึงการอ่านและการเขียนสะกดคำไว้ว่า การอ่านและ
การเขียนสะกดคำเป็นการนำพยัญชนะต้นมาประสมกับสระและวรรณยุกต์ บางคำมีตัวสะกดที่ตรง
ตามมาตรา คือมีพยัญชนะใช้สะกดตัวเดียว บางคำมีตัวสะกดที่ไม่ตรงตามมาตรา คือ มีพยัญชนะใช้
สะกดหลายตัว หรอื บางคำมที ง้ั ตัวสะกดและตวั การันต์

นิมิต เพชรจำนงค์ (2547 : 20) ไดใ้ ห้ความหมายของการอ่านและการเขยี นสะกดคำไว้ว่า
การอ่านและการเขียนสะกดคำ หมายถึงการนำพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ พยัญชนะตัวสะกด และ
เครื่องหมายต่างๆ มาผสมกันตามหลักของอักขรวิธีทางภาษา จนได้พยางค์หรือคำทั้งที่มีความหมาย
และไมม่ ีความหมายแล้วนำไปใชต้ ามจุดประสงค์

จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่าความหมายของการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทย
หมายถึงการจัดเรียงพยัญชนะสระ วรรณยุกต์ตัวสะกดและตัวการันต์มาประสมกันให้มีความหมายท่ี
ถูกตอ้ งแล้วนำไปใชต้ ามจุดประสงค์

3.2 ความสำคญั ของการอา่ นและการเขียนสะกดคำ
การอ่านและการเขียนสะกดคำเป็นพื้นฐานที่จำเป็นของการอ่านและการเขียนอย่างหนึ่ง
เพราะนักเรียนจะต้องรู้จักสะกดคำได้ถูกต้องก่อนจึงจะสามารถพัฒนาเป็น การอ่านและการเขียน
ประโยคและเรื่องราวได้การทเ่ี ด็กเขยี นสะกดคำผิดบ่อยจะไม่สามารถแสดงให้ผู้อ่ืนเข้าใจความรู้สึกนึก
คดิ ของตนเองได้ดังน้นั การอ่านและการเขยี นสะกดคำใหถ้ ูกต้องนับว่าเปน็ สิ่งสำคญั ในการอ่านและการ

เขยี นภาษาไทยเป็นอยา่ งยิ่งนอกจากนี้ยังมีนกั วิชาการอีกหลายท่านได้ให้ความสำคัญของการอ่านและ
การเขียนสะกดคำดงั นี้

สราวดี เพ็งศรีโคตร (2539 : 14) กล่าวว่า การอ่านและการเขียนสะกดคำผิดยังส่งผลทำ
ใหผ้ ูอ้ า่ นประเมนิ ผูเ้ ขยี นในระดับทต่ี ่ำลงดงั นั้นการอ่านและการเขยี นสะกดคำได้ถกู ต้องส่ือสารให้ผู้อ่าน
เข้าใจในความหมายที่แท้จริงได้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างการยอมรับนับถือเกิดความเชื่อมั่นและ
ศรัทธาจากผู้อา่ นรวมท้งั สรา้ งความประทับใจทด่ี ีระหว่างผอู้ ่านและผเู้ ขียนไดใ้ นทางกลับกันหากผู้เขียน
สะกดคำผิดก็จะเสียความยอมรับนับถือจากผู้อ่านตั้งแต่เริ่มต้นดังนั้นผู้ที่เรียนในระดับชั้นที่สูงๆก็
เช่นกนั ก็ควรให้ความสำคัญกบั การอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยให้ถูกต้องมากกว่าผู้ท่ีเรียนใน
ระดับทตี่ ่ำกวา่

วรรณี โสมประยูร (2539 : 156) กล่าวว่าการอ่านและการเขียนสะกดคำเป็นพื้นฐานที่
จำเป็นทางการอ่านและการเขียนอย่างหนงึ่ เพราะเดก็ ต้องรู้จกั สะกดคำได้ถูกต้องก่อนจึงสามารถเขียน
ประโยคและเรื่องราวได้ถ้าเด็กเขียนสะกดคำผิดเสมอจะไม่สามารถแสดงให้ผู้อื่นเข้าใจความคิดของ
ตนเองดงั นน้ั การอ่านและการเขียนสะกดคำได้ถกู ต้องนับวา่ เป็นสิ่งสำคญั ในการอา่ นและการเขียนเป็น
อยา่ งยิง่ เด็กควรเขียนสะกดคำให้ถูกต้องเสยี แต่เมื่อเร่ิมเขยี นคำเพ่ือชว่ ยให้เด็กรู้จักคำต่างๆท่ีจำเป็นใน
ชีวิตประจำวันช่วยให้เด็กใช้คำต่างๆได้ถูกต้องกว้างขวางครูจึงต้องฝึกฝนนักเรียนอย่างสม่ำเสมอทุก
ระดับช้นั

จากความสำคัญของการอ่านและการเขียนสะกดคำสรุปได้ว่าความสำคัญของการอ่านและ
การเขียนสะกดคำคือการอ่านและการเขียนสะกดคำให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์หรือตามหลัก
ภาษาไทยและการอ่านและการเขยี นสะกดคำยังถือเป็นสง่ิ จำเป็นในการเรยี นภาษาไทยเพราะการอ่าน
และการเขยี นเป็นทักษะท่สี ำคัญนักเรียนสามารถนำประโยชน์ท่ีได้รับจากการอ่านและการเขียนสะกด
คำไปใช้ต่อยอดในการอ่านและการเขียนได้กับทุกๆสาระการเรียนรู้และสามารถนำไปใช้สื่อสารใน
ชวี ิตประจำวนั ได้

3.3 ปัญหาของการอา่ นและการเขียนสะกดคำ
การอ่านและการเขียนสะกดคำเป็นปัญหาที่สำคัญของนักเรียนและครูสอนภาษาไทยเป็น
อย่างมากและจากการศึกษาพบว่า สาเหตุของการอ่านและการเขียนสะกดคำผิดก็ได้มีนักวิชาการได้
กลา่ วไว้หลายท่าน ดังน้ี
กรรณิการ์ พวงเกษม (2532 : 2) ได้กล่าวถึงปัญหาและข้อบกพร่องจากการอ่านและการ
เขยี นสะกดคำผิดว่ามรี ูปแบบในการอา่ นและการเขยี นสะกดคำผิด ดังนี้

1. เขยี นผดิ ท่ีพยัญชนะ
2.การตัดและเติมสระ สระเปลี่ยนรปู การอา่ นและการเขยี นสระผิด การอ่านและ
การเขยี นสรุปเสยี งสั้นยาวสลับกนั เขยี นคำท่ีประวสิ รรชนีย์ สระประสมเขยี นผดิ
3. ใช้วรรณยุกต์ไม่ถกู ตอ้ ง
4. ใช้สะกดผิดที่ ใช้ตัวการันต์ผิด เขียนคำที่มาจากภาษาอื่นผิดเขียนผดิ โดยแทน
เสียงใหส้ ้ันลงหรอื ยืดเสียงให้ยาวออก เขียนคำทใ่ี ช้ ร ล ว ควบกลำ้ ผิดทสี่ ระ ไอ โอ และ อัย เขียนคำที่
ใช้นำอักษรผดิ

สุชาดา ชาทอง (2534 : 76 - 77) ได้วิจัยเกี่ยวกับลักษณะข้อผิดพลาดในการเรียน
ภาษาไทยของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 พบวา่ ลักษณะขอ้ ผดิ พลาดในการใช้คำที่ใช้เก่ียวกับการ
ใช้ตวั สะกดการนั ตผ์ ดิ มีดังนี้

1. การใช้พยญั ชนะตน้ ผดิ
2.การใช้สระผิด
3. การใชพ้ ยญั ชนะตัวสะกดการันต์ผดิ
4. การใช้วรรณยกุ ตผ์ ิด
5. การใชพ้ ยญั ชนะต้นและพยัญชนะสะกดผดิ
สุธิวงค์ พงศ์ไพบูรณ์ (2534 : 290) ไดก้ ล่าวไวว้ า่ การอา่ นและการเขียนสะกดคำภาษาไทย
ผิดนับว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ควรสนใจเป็นพิเศษเพราะการอ่านและการเขียนหนังสือผิดเป็นเครื่องบ่ง
บอกว่าผู้นั้นไม่สนใจในการใช้ภาษาไทยทุกคนอาจจะเขียนหนังสือผิดบ้างไม่มากก็น้อยแต่ทุกคนควร
จะได้ระมัดระวังให้ผิดน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้การสะกดการันต์นั้นยึดพจนานุกรมฉบับ
ราชบัณฑติ ยสถานเปน็ หลักดังน้นั การอา่ นและการเขยี นผิดอาจเกดิ จากหลายสาเหตุดังนี้
1. เขียนผิดเพราะไม่ทราบความหมายของคำเพราะคำในภาษาไทยเรามีเสียง
ตรงกันมากแตส่ ะกดการนั ตต์ ่างกนั และมคี วามหมายตา่ งกันเมื่อเปน็ เช่นนีอ้ าจจะทำใหผ้ ิดในเรื่องสะกด
การันตไ์ ด้งา่ ย ถ้าหากจำแตเ่ สยี งโดยไมพ่ ิจารณาถึงความหมายเฉพาะของคำ
2. เขียนหนังสือผิดเพราะใช้แนวเทียบผิดคำบางคำเมื่อจะเขียนเราไม่มั่นใจเรา
มักจะนึกเทยี บเคียงกบั คำอ่ืนๆ ซ่งึ เคยรู้มาแล้วเป็นอย่างดีวิธีการเชน่ นี้เป็นเหตุที่ทำให้เขียนหนังสือผิด
เพราะคำบางคำมีความหมายหรอื รูปศัพท์ตลอดจนหลักภาษาต่างกันจะใชก้ ฎอันเดียวกันไม่ได้จึงควร
พจิ ารณาจดจำเป็นคำๆไป
3. เขียนหนังสือผิดเพราะออกเสียงผิดคำบางคำบางคนออกเสียงไม่ตรงหรือออก
เสียงไม่ชัดเลยติดนิสัยเมื่อเขียนจึงผิดด้วยแต่คำบางคำส่วนมากออกเสียงอย่างหนึ่งซึ่งไม่ตรงกับรูปที่
เขียนตามพจนานกุ รม
4. เขียนหนังสือผิดเพราะไม่รู้หลักภาษาหลักภาษานับเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการ
เรียนภาษาการที่จะเรียนโดยไม่ต้องรู้หลักนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้แต่เนื่องจากหลักภาษาไทยมีข้อยกเว้น
มากมายจึงควรจะไดต้ ระหนักในข้อนีโ้ ดยเฉพาะในการอา่ นและการเขยี น
ประทีป แสงเปยี่ มสุข (2538 : 54) ไดก้ ล่าวถึงปญั หาของการอ่านและการเขียนว่า ปัญหา
ของการอ่านและการเขียนสะกดส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสะกดการันต์นักเรียนประถมศึกษา
ส่วนมากยังเขียนสะกดการันต์ผิดพลาดสาเหตุเพราะเด็กไม่ได้รับการฝึก การอ่านและการเขียนสะกด
อย่างถูกวิธีและเพียงพอฉะนั้นครูควรจัดกิจกรรมในการสอนเขียนสะกดคำให้นักเรียนเกิดความรู้และ
สนุกสนาน เพื่อช่วยให้นักเรียนที่จะเรียนและมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาภาษาไทยโดยการจัดทำแบบฝึก
สะกดคำยากทน่ี า่ สนใจและยั่วยใุ ห้นักเรียนอยากเรียน
อจั ฉรา ชวี พนั ธ์ (2538 : 75) ได้พดู ถงึ ขอ้ บกพร่องของการอ่านและการเขียนสะกดการันต์
ผิดดังนี้
1. เขียนผิดเพราะใช้แนวเทียบผิดเช่นสังเกตเขียนเป็นสังเกต เพราะเทียบกับ
สาเหตุ
2. ใชว้ รรณยกุ ต์ เพราะไมเ่ ขา้ ใจหลักการผนั วรรณยกุ ตข์ องอักษรสูง อกั ษรต่ำเช่น
ตัวโน้ตมักเขียนผิดเป็นตวั โนต๊

3. เขียนอักษรไม่ถูกต้องเช่นหัวบอดรูปแบบอักษรไม่ถูกต้องทั้ง สระพยัญชนะ
วรรณยกุ ต์

4. สบั สนเรอื่ งการใช้ ร ล และคำควบกล้ำเชน่
4.1 พดู ไม่ชดั สัง่ ให้เขยี นตามเสยี งของตนเช่น กอกกิ้ง จากกลอก
4.2 สับสนในเรือ่ ง ร ล ควบกลำ้ เช่น แปลเปล่ยี น (แปรเปลีย่ น)
4.3 สับสนในการใช้พยญั ชนะต้น ร และ ล เชน่ เขา้ โลง (เขา้ โรง)

5. วางรปู สระหรือวรรณยุกต์ผดิ ตำแหนง่ เชน่ ออน่ ชอ้ย(อ่อนชอ้ ย )
6. ใชต้ วั การันตผ์ ิด เช่น อานสิ งส์ (อานิสงฆ)์
7. เขียนต่อตวั เพราะความเลนิ เล่อ เช่น ฝรั่งเศส (ฝรั่งเศส)
วรรณี โสมประยูร (2544 : 157) ได้ศึกษาลักษณะคำยาก ซึ่งเป็นคำที่นักเรียนส่วนมาก
เขยี นผดิ น้ัน สาเหตทุ ี่เขยี นผดิ สรุปได้ดงั น้ี
1. นกั เรยี นมปี ระสบการณ์เก่ยี วกับคำผดิ โดยเห็นแบบอยา่ งที่สะกดผิด
2. นักเรียนไมร่ ้หู ลักภาษา เชน่ ไม่รู้จักประวสิ รรชนยี ์ เป็นต้น
3. นกั เรียนไมท่ ราบความหมาย เพราะคำไทยมีคำพอ้ งเสยี ง
4. นักเรียนฟังไม่ชัด เพราะคำไทยมีคำควบกล้ำ เช่น คราว คลอง ครอง กลอง
กรอง
5. นักเรียนไม่สามารถถ่ายทอดคำตามเสียงคำที่มาจากภาษาอังกฤษซึ่งเขียน
แตกต่างจากเสียงได้ เช่น ชอลก์ ด๊อกเตอร์ แทก็ ซ่ี
6. นักเรยี นใช้คำทม่ี ี ร ล ไมถ่ กู เช่น ราว – ลาว , ราด – ลาด

จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ปัญหาที่สำคัญของการอ่านและการเขียนสะกด
คำผิด ขนึ้ อยูก่ บั ครูผู้สอน ตวั นักเรียนเองและวิธีการสอนของครู ดังนั้นผู้ท่เี กี่ยวข้องจึงควรตระหนักถึง
ปัญหาเหลา่ นเี้ ปน็ สำคัญและหาวธิ ีการเพ่ือแก้ไขและพัฒนาตอ่ ไป

3.4 เทคนิคการสอนเขียนสะกดคำ
เนื่องจากการอ่านและการเขียนสะกดคำมีความสำคัญต่อการใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสาร
ความหมายและเป็นรากฐานของการเรียนวิชาต่างๆแต่ปรากฏว่ามีปัญหาซึ่งเป็นสาเหตุให้เด็กเขียน
สะกดผิดมีหลายด้านวิธีหนึ่งที่จะแก้ปัญหาดังกล่าวเหล่านั้นคือ ความเอาใจใส่สนใจของครูผู้สอนที่
จะตอ้ งคน้ หาวธิ ีตา่ งๆทดี่ ที ส่ี ุดมาสอนเพอื่ แก้ไขใหเ้ ดก็ เขียนสะกดคำได้อย่างถูกต้องไวด้ งั น้ี

1. เขยี นคำตา่ งๆตามหนังสอื ท่ีหลักสูตรกำหนดให้เรยี นได้
2. เขียนคำบางคำที่จำเปน็ และควรเขยี น
3. สามารถเขียนไดถ้ ูกแบบและสวยงามเรียบร้อยพอสมควร
4. สามารถเขียนไดค้ ลอ่ งแคลว่ ชำนาญไม่ผดิ พลาด หรือชา้ เกนิ ไป
5. แสดงการอา่ นและการเขยี นออกได้ตามกาลเทศะ ท่ีเหมาะสมเสมอ
ทั้งนี้เพราะภาษาเกิดจากการเลียนแบบและการทำซ้ำถ้าเด็กได้อ่านบ่อยๆเขียนบ่อยๆโดย
ได้รับความเอาใจใส่จากครูแล้วเดก็ คนนั้นจะต้องอ่านออกเขียนได้อยา่ งไม่มีปัญหาโดยเฉพาะครูสนใจ
ในหลักการใหม่ๆ ทางการศึกษาด้วยแล้วการสอนก็จะสะดวกขึ้น การเรียนก็จะมีผลสัมฤทธิ์ขึ้นเป็น
ทวีคูณการอ่านและการเขียนสะกดคำซ่ึงเป็นสว่ นหน่ึงของการอา่ นและการเขียนนัน้ ต้องอาศัยเทคนิค

และวิธีสอนเช่นเดียวกับการสอนทักษะทั่วๆไปคือเน้นท่ีการฝึกฝนเพราะหัวใจของการสอนวชิ าทักษะ
อย่ทู ีก่ ารฝกึ ฝนและไดร้ ับการชใี้ หเ้ ห็นถึงขอ้ บกพร่องและแนวทางแกไ้ ข

จากข้อความขา้ งตน้ สรปุ เทคนิคการสอนเขียนสะกดคำไดว้ ่าเทคนิควธิ ีสอนทเ่ี สนอแนะไว้จะ
ช่วยให้การเรียนสะกดคำของนักเรียนสนุกสนานมากขึ้นถ้าได้นำมาใช้ในห้องเรียน การรู้ความหมาย
ของคำจะมีผลทำใหเ้ ด็กสะกดคำไดถ้ ูกตอ้ งมากข้ึน ครูผู้สอนจึงควรนำไปปฏิบัตเิ พือ่ แก้ปัญหาการอ่าน
และการเขียนสะกดคำผิดและเพ่ิมประสิทธภิ าพการอ่านและการเขยี นของเดก็

3.5 จติ วิทยาที่เกยี่ วขอ้ งกับการอา่ นและการเขียนสะกดคำ
ในการสรา้ งแบบฝึกการอ่านและการเขียนสะกดคำยากเพ่ือใช้ฝึกทักษะในการเรียนรู้อย่างมี
ประสิทธิภาพจำเป็นต้องนำเอาทฤษฎีหรือหลักจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อเสริม ความเหมาะสมให้
แบบฝึกการอ่านและการเขียนสะกดคำมีความเหมาะสมถูกต้องและสมบูรณ์เหมาะสมกับการที่จะ
นำไปใช้กับนกั เรยี นตามวยั ความสามารถและความสนใจของนักเรียนซ่ึงจะสง่ ผลทำให้แบบฝึกหัดน้ันมี
ประสิทธิภาพเกดิ ความนา่ เชอื่ ถอื มากยงิ่ ขน้ึ ดังท่ีมีนักวชิ าการได้กลา่ วไว้หลายท่านดังน้ี
สจุ ริต เพยี รชอบ และสายใจ อนิ ทรมั พรรย์ (2535 : 52) ได้กล่าวไว้ดังน้ี

1. กฎการเรียนรู้ของธอร์นไดด์ (Thorndike) ซึ่งสอดคล้องกับอเนกกุล กรีแสง
(2526 : 134-135) ทีไ่ ด้กล่าวถึงกฎของธอรน์ ไดดใ์ นการจัดการเรยี นการการสอนดงั นี้

1.1 กฎแห่งการฝึกฝน (Law of Exercise) คือการให้ผู้เรียนทำ
แบบฝึกหัดมากๆจะทำให้เกิดความคล่องและชำนาญการสร้างแบบฝึกจึงช่วยทำให้ผู้เรียนทำ
แบบฝกึ หดั ที่เสรมิ จากแบบฝึกหดั ในบทเรยี นและมีหลายรปู แบบ

1.2 กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) คือการให้ผู้เรียนมี
ความพร้อมในการเรยี นจะทำใหเ้ กดิ ความพอใจในการเรียน

1.3 กฎแห่งผล (Law of Effect) คือแบบฝึกต้องมีเนื้อเรื่องเป็นที่
สนใจของผู้เรียนมีความยากง่ายให้เหมาะสมกับวัยและสติปัญญามีสิ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนพอใจในการ
เรยี นการประเมนิ ควรกระทำอยา่ งรวดเร็วหลังจากทีน่ กั เรยี นทำเสร็จแลว้

2. ความแตกต่างระหว่างบุคคลครูควรคำนึงถึงนักเรียนแต่ละคนมีความรู้ความ
ถนัดความสามารถและความสนใจท่แี ตกตา่ งกนั ดังนน้ั จึงควรพจิ ารณาถึงความเหมาะสมไมย่ ากและ
ไม่ง่ายเกินไปควรมีคละกนั หลายแบบ

3. การจงู ใจผเู้ รียนสามารถทำได้โดยการจดั แบบฝกึ จากงา่ ยไปหายากเพอ่ื ดงึ ดูด
ความสนใจของผู้เรียนเป็นการกระตุ้นให้ติดตามต่อไปและแบบฝึกควรสั้นๆจะช่วยให้ผู้เรียนไม่เบ่ือ
หนา่ ย

4. การนำสิ่งที่มีความหมายต่อชีวิตและการเรียนรู้มาให้นักเรียนได้ทดลองทำ
ภาษาที่ใช้พดู ใช้เขียนในชีวติ ประจำวันทำให้ผู้เรียนได้เรียนและทำแบบฝึกในส่ิงทีใ่ กล้ตัวจะทำให้จำได้
แมน่ ยำนักเรยี นยังสามารถนำหลักและความรทู้ ่ไี ดร้ บั ไปใชป้ ระโยชน์อกี ดว้ ย

เบอร์นาร์ด (พนมวัน วรดลย์. 2542 : 41 ; อ้างอิงจาก Bernard. 1976 : 62) ได้
เสนอแนะหลกั การนำกฎแหง่ การฝึกหัดไปใช้ในการเรยี นการสอนดังน้ี

1. ครูจะต้องหาโอกาสหรือพยายามเปิดโอกาสที่จะให้นักเรียนได้ใช้ความรู้ไม่ว่า
จะเปน็ กิจกรรมในหอ้ งเรียนหรือนอกหอ้ งเรยี นก็ตาม

2. การทดสอบที่ดีการทำแบบฝึกหัดที่ดีนับเป็นกิจกรรมที่จะทำให้ผู้เรียนได้ใช้
ความรู้ความสามารถทั้งส้นิ จงึ นา่ จะหมัน่ ทดสอบหรือถามคำถามต่างๆใหม้ าก

3. ให้นักเรียนได้พบปัญหาหรือหาสถานการณ์ใหม่ๆหรือกิจกรรมใหม่ๆอยู่เสมอ
เพือ่ เปิดโอกาสให้เขาได้ใชค้ วามรูค้ วามสามารถอยา่ งเต็มที่

4. การใหเ้ ดก็ กระทำซำ้ ๆจำเป็นต้องให้เดก็ เขา้ ใจหรือรู้ความมุ่งหมายไปด้วย
และพยายามเนน้ ให้เดก็ เรยี นรกู้ ารประยกุ ต์ใชค้ วามรู้นัน้ ในปญั หาตา่ งๆ

จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่าจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียนสะกดคำมี
ความสำคัญในการนำมาใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและการสร้างแบบฝึกหัดของครู
ทั้งนี้เพราะถ้าครูผู้สอนได้ศึกษาและเข้าใจหลักทฤษฎีทางจิตวิทยาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและ
การเขียนสะกดคำ ย่อมจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้หรือใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกหัดให้มี
คุณภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุดในการเรียนการสอนรวมทั้งจะทำให้สามารถสร้างแบบฝึกหัดที่มี
ความสอดคล้องและเหมาะสมกับวัยความสนใจระดับคุณวุฒิความต้องการของผู้เรียน ได้เป็นอย่างดี
ส่งผลใหก้ ารจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนบรรลุจุดประสงคต์ ามแผนการสอนท่ีกำหนดไว้ได้

4. แบบฝึก
แบบฝึกเป็นกิจกรรมพัฒนาทักษะการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม มี

ความหลากหลาย มีปริมาณเพียงพอที่สามารถตรวจสอบและพัฒนาทักษะกระบวนการคิด
กระบวนการเรียนรู้รวมทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจในบทเรียนได้ด้วยตนเอง มี
นกั วชิ าการหลายทา่ นให้ความหมายของแบบฝึก ความสำคัญของแบบฝกึ หลกั การและแนวคดิ เกี่ยวกับ
การสรา้ งแบบฝึกประโยชนข์ องแบบฝกึ รปู แบบของการสร้างแบบฝกึ ดังนี้

4.1 ความหมายของแบบฝึก
การจะเรียนภาษาไทยได้ดีน้ันสิง่ ทม่ี ีความสำคัญมากท่ีสุดคือ การฝกึ ฝนจนเกิดความชำนาญ
และใหผ้ เู้ รียนสามารถใช้ทักษะทางภาษาได้คล่องแคล่วและมปี ระสทิ ธิภาพ ดังท่ีนักวชิ าการหลายท่าน
ได้นิยามความหมายของแบบฝกึ ไวด้ งั นี้
วนิดา ราชรักษ์ (2548 : 35) ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึก หมายถึงงานหรือ
กิจกรรมท่คี รผู ู้สอนมอบหมายให้ผู้เรยี นกระทำเพ่ือฝึกทักษะและความชำนาญจนสามารถนำความรู้ไป
ใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันและประสบความสำเร็จในการเรียนแบบฝึกจึงเป็นสื่อที่มีประโยชน์ใน
การเรียนการสอนเพราะช่วยให้ผู้เรียนได้แก้ไขข้อบกพร่องทางการเรียนด้วยการฝึกฝนจากแบบฝึกที่
ครูสร้างขึ้น ในการสร้างแบบฝึกต้องคำนึงถึงหลักการสร้างจิตวิทยาที่เกี่ยว ลักษณะของแบบฝึกที่ดี
ประโยชนข์ องแบบฝกึ และหลักการนำแบบฝกึ ไปใช้ดว้ ย
ทัศน์วัลย์ เนียมบุปผา (2551 : 15 อ้างถึง อัจรฉรา ชีวพันธ์. 2532 : 102) ให้
ความหมายของแบบฝึกว่า แบบฝึก หมายถึง สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเสริมความเข้าใจและเพิ่มเติมเนื้อหา
บางส่วนทีช่ ่วยใหน้ ักเรียนไดป้ ฏบิ ตั แิ ละนำเอาความรู้ไปใช้ไดอ้ ยา่ งแมน่ ยำ ถูกตอ้ ง และคลอ่ งแคล่ว
สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2551 : 32) ให้ความหมาย แบบฝึกหรือแบบฝึกหัดคือ สื่อการ
เรียนการสอนชนิดหน่ึง ที่ใช้ฝึกทักษะให้กับผู้เรียนหลังจากเรียนจบเนื้อหาในช่วงหน่ึงๆ เพื่อฝึกฝนให้
เกิดความรคู้ วามเขา้ ใจ รวมทง้ั เกดิ ความชำนาญในเร่ืองน้ันๆ อยา่ งกวา้ งขวางมากขึ้น

จากนิยามข้างต้น สรุปได้ว่า แบบฝึก หมายถึง สื่อการสอนที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกดิ
ความรู้ ความเข้าใจ ช่วยเสริมสร้างทักษะด้วยการฝกึ ฝนในเรื่องน้นั ๆ ใหเ้ กดิ ความชำนาญและสามารถ
นำไปใชไ้ ด้ถกู ตอ้ ง

4.2 ความสำคญั ของแบบฝึก
แบบฝึกเปน็ อปุ กรณ์การเรยี นการสอนอยา่ งหน่ึงทส่ี รา้ งขน้ึ เพื่อฝกึ ทักษะหลงั จากเรียนเนื้อหา
ไปแล้ว แบบฝกึ จึงถือเป็นตัวช่วยทด่ี ีท่ีสดุ ทท่ี ำให้ผ้เู รยี นได้พฒั นาและทบทวนความรู้ที่ไดเ้ รียนมา ดังนนั้
แบบฝกึ จึงมคี วามสำคญั สำหรับครผู ู้สอน มีนกั วิชาการหลายทา่ นได้ใหค้ วามหมายของความสำคัญของ
แบบฝกึ ไว้ดงั นี้
สุพตั รา หล้าปาวงศ์ (2549 : 29) กล่าวว่า การสร้างแบบฝึกทีผ่ ู้วจิ ัยแตล่ ะรายสร้างข้ึนนั้น
มีผลทำให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านทักษะทางภาษาที่ฝึกแต่ละเรื่องดีขึ้น อันเป็นข้อยืนยันที่สามารถ
สรปุ ไดว้ า่ แบบฝกึ มคี วามสำคัญตอ่ การเรียนการสอนภาษาไทยอยา่ งแท้จรงิ
นิภา แก้วประทีป (2546 : 16) กล่าวไว้ว่า แบบฝึกมีความจำเป็นและมีความสำคัญต่อ
การเรียนการสอนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งครูจะต้องให้นักเรียนได้มีการฝึกหลังจากที่ได้เรียนเนื้อหาใน
แบบเรยี นไปแลว้ เพื่อให้มีความรู้กวา้ งขวางย่งิ ขึ้น ทั้งน้แี บบฝกึ หัดทค่ี รูใช้ควรเป็นแบบฝึกท่ีครูสร้างข้ึน
เองเพราะครูเปน็ ผู้ที่อยใู่ กลช้ ิดกบั นักเรียนย่อมจะรับรปู้ ญั หาในการเรียนของนักเรียน ซึ่งเราถือว่าแบบ
ฝึกนนั้ เป็นอปุ กรณใ์ นการเรียนการสอนอยา่ งหนึ่งท่ีครูผลิตข้ึนมาใช้เพือ่ พฒั นาการเรียนของนักเรียนให้
ดยี ง่ิ ขนึ้
พัฒนพงษ์ บรรณการ (2552 : 31) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกสอดคล้องกันว่า
แบบฝึกมีความสำคัญต่อการสอนวิชาทักษะ เพราะเป็นเครื่องมือที่ผูเ้ รียนสนใจ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้
จากการกระทำจริง ทำให้รู้และจดจำได้ดี สามารถนำไปใช้ได้ และยังเป็นเครื่องมือวัดผลประเมินผล
การเรยี นอีกดว้ ย
จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า แบบฝึกเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นสำหรับการจัดการเรียนการ
สอนเป็นอย่างยิ่งเพื่อช่วยในการพัฒนาในด้านการเรียนการสอนให้ดีขึ้น โดยการนำแบบฝึกมาให้
ผู้เรยี นได้ลงมอื ปฏิบตั ิเพ่ือให้ทราบวา่ ผ้เู รียนมีความเข้าใจในเน้ือหามากน้อยเพยี งใดเพ่ือนำมาปรับปรุง
และแกไ้ ขตอ่ ไป

4.3 หลักการและแนวคดิ เก่ยี วกบั การสรา้ งแบบฝกึ
หลักการสรา้ งแบบฝึก นอกจะคำนึงถึงวัย ความสามารถของผเู้ รยี น สำนวนภาษาท่ีใช้ เพ่ือหา
ของแบบฝึก เวลาทเ่ี หมาะสม และกจิ กรรมท่ีน่าสนใจแล้ว ยังมนี ักวชิ าการหลายท่านได้ให้ความหมาย
ของหลักการและแนวคดิ เกย่ี วกบั การสร้างแบบฝกึ ไว้ดังนี้
สุนันทา สนุ ทรประเสริฐ (2547 : 45-46) กล่าวถึง ขั้นตอนการสรา้ งแบบฝึก ไวว้ า่ มคี วาม
คลา้ ยคลึงการสรา้ งนวัตกรรมทางการศึกษาประเภทอนื่ ๆ คือ

1. วิเคราะหป์ ญั หาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน เช่น
- ปญั หาที่เกิดขึน้ ในขณะทำการสอน
- ปญั หาการผา่ นจุดประสงคข์ องนักเรยี น
- ผลจากการสงั เกตพฤตกิ รรมทพี่ ึงประสงค์
- ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น

2. ศกึ ษารายละเอยี ดในหลักสตู ร เพ่ือวเิ คราะห์เนอ้ื หา จุดประสงค์แต่ละกจิ กรรม
3. พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึก และ
เลือกเนื้อหาในส่วนทจี่ ะสร้างแบบฝกึ นั้น วา่ จะทำเรือ่ งใดบา้ ง กำหนดโครงเร่ืองไว้
4. ศึกษารปู แบบของการสร้างแบบฝกึ จากเอกสารตวั อย่าง
5. ออกแบบชดุ แต่ละชดุ ให้มีรปู แบบทห่ี ลากหลาย น่าสนใจ
6. ลงมือสร้างแบบฝึกแต่ละชุดพร้อมทั้งข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน ให้
สอดคลอ้ งกับเน้อื หาและจดุ ประสงค์การเรยี นรู้
7. สง่ ใหผ้ ้เู ชยี่ วชาญตรวจ
8. นำไปทดลองใช้ แลว้ บันทึกผลเพือ่ นำมาปรับปรงุ แกไ้ ขส่วนทบี่ กพร่อง
9. ปรับปรุงจนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ทีต่ ัง้ ไว้
10. นำไปใชจ้ รงิ และเผยแพรต่ ่อไป
สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553 : 97-98) กล่าวไว้ว่า ชุดการฝึก/ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้เป็น
เครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอน จึงต้องมีความรู้ความเข้าใจ
เกย่ี วกบั ชดุ การฝึก/ชุดฝึกทักษะการเรียนรู้เป็นอย่างดี ซงึ่ มหี ลกั สำคัญเป็นแนวทางในการจัดทำชุดฝึก
ทกั ษะดงั นี้
1. จดั เนือ้ หาสาระในการฝึกตรงตามจุดประสงค์การเรยี นรู้
2. เน้อื หาสาระและกิจกรรมการฝึกเหมาะสมกับวัยและความสามารถของผเู้ รียน
3. การวางรูปแบบของแบบฝึกมีความสัมพันธ์กับโครงเรื่องและเนื้อหาสาระของ
เรอื่ ง
4. แบบฝึกต้องมีคำชี้แจงง่ายๆ สั้นๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ เรียนจากง่ายไปยาก มี
แบบฝกึ ที่น่าสนใจและท้าทายใหผ้ ้เู รียนใหแ้ สดงความสามารถ
5. มีความถูกต้อง ครูผู้สอนจะต้องพจิ ารณาตรวจสอบให้ดีอย่าใหม้ ขี ้อผิดพลาด
6. กำหนดเวลาที่ใชแ้ บบฝึกแต่ละตอนใหเ้ หมาะสม
ศุภมาส ด่านพานิช (2541 : 93 - 94) กล่าวถึงหลักการสร้างแบบฝึกและลักษณะของ
แบบฝึกที่ดีไว้ว่า การอ่านและการเขียนแบบฝึกต้องแน่ใจภาษาที่ใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียนและควร
สรา้ งโดยใชจ้ ติ วทิ ยาดังนี้
1. ใช้แบบฝกึ หลายๆ ชนิดเพ่ือใหน้ ักเรียนเกิดความสนใจ
2. แบบฝึกที่จัดทำขึ้นต้องให้นักเรียนสามารถแยกออกมาพิจารณาได้ว่าแต่ละ
แบบแต่ละข้อตอ้ งการทำอะไร
3. ให้นักเรียนได้ฝึกการตอบแบบฝึกหัดแต่ละชนิด แต่ละรูปแบบว่ามีการตอบ
อย่างไร
4. ให้นักเรียนได้มีโอกาสตอบสนองสิ่งเร้าดังกล่าวด้วยการแสดงความสามารถ
และความเขา้ ใจในแบบฝึก
5. นักเรยี นได้นำสิ่งท่ีเรยี นรูจ้ ากบทเรยี นมาตอบในแบบฝกึ ให้ตรงเป้าท่สี ดุ

จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า หลักการสร้างแบบฝึกจะต้องคำนึงเชื่อมโยงกับเนื้อหาสาระ
ของเรื่องนั้นๆ แบบฝึกต้องหลากหลายพร้อมทั้งชักจูงเป็นที่น่าสนใจของผู้เรียน พร้อมทั้งมีความ

เหมาะสม สมวัยกับผู้เรียน เหมาะสมกับเวลา มีการตรวจสอบข้อผิดพลาด และมีข้อชี้แจงสั้นๆ ทำให้
ผอู้ ่านอา่ นแลว้ สามารถเข้าใจได้ทนั ที

4.4 ประโยชนข์ องแบบฝกึ
แบบฝึก เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการฝึกทักษะทางภาษาของนักเรียน และการฝึกแต่ละทักษะน้ัน
ควรมีหลายๆ รูปแบบเพื่อที่นักเรียนจะได้ไม่เบื่อ แบบฝึกนอกจะเป็นสื่อที่สำคัญต่อการเรียนของ
นักเรียนแล้วยังมีประโยชน์สำหรับครูผู้สอนอีกด้วย มีนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงของประโยชน์
ของแบบฝึก ไวด้ ังน้ี
อดุลย์ ภปู ลื้ม (2539 : 24-25) ไดก้ ลา่ วถงึ ประโยชน์ของแบบฝกึ ไว้ดังน้ี

1. ช่วยให้ผูเ้ รียนไดเ้ ข้าใจบทเรียนได้ดขี น้ึ
2. ชว่ ยให้ผูเ้ รยี นจดจำเน้ือหาของบทเรียนและคำศัพทต์ า่ งๆได้คงทน
3. ชว่ ยให้เกิดความสนกุ สนาน
4. ทำให้นักเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง
5. สามารถนำแบบฝกึ มาทบทวนเนือ้ หาเดิมดว้ ยตนเองได้
6. ทำให้ผู้สอนทราบความบกพร่องของนกั เรียน
7. ทำให้ประหยดั เวลา
8. ทำใหน้ กั เรียนสามารถนำภาษาไทยไปใชใ้ นการส่ือสารได้อย่างมีประสิทธภิ าพ
รัตนา เสมอใจ (2544 : 17) ได้สรุปประโยชน์ของแบบฝึกไว้ว่า แบบฝึกที่ดีและมี
ประสิทธิภาพช่วยทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี แบบฝึกที่ดี
เปรียบเสมือนผู้ช่วยที่ดีของครู ทำให้ครูลดภาระการสอนลงได้ทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้
อยา่ งเต็มที่ และเพมิ่ ความมนั่ ใจในการเรียนไดเ้ ป็นอย่างดี
สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553 : 96-97) ได้กล่าวประโยชน์ไว้ว่าแบบฝึก/แบบฝึก เป็นสื่อการ
เรยี นรทู้ ี่มงุ่ มั่นในเรื่องของการแก้ปัญหาและพฒั นากิจกรรมการจัดการเรยี นรู้ นอกจากนี้มีนักวิชาการ
ได้ใหน้ ิยามแบบฝกึ /แบบฝกึ มปี ระโยชนอ์ กี หลายประการ
1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามอัตภาพ เด็กแต่ละคนมีความสามารถ
แตกตา่ งกนั การใหผ้ ้เู รียนได้จัดทำชดุ การฝกึ เหมาะสมกับความสามารถของแตล่ ะคนใชเ้ วลาท่แี ตกต่าง
กันออกไปตามลักษณะการเรียนรู้ของแต่ละคนจะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ ทำใหผ้ ูเ้ รียนเกิดกำลังใจในการเรียนรู้ นอกจากนนั้ ยงั เปน็ การซ่อมเสริมผู้เรียนที่เรียนไม่
ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ
2. ชุดการฝกึ ชว่ ยเสริมใหผ้ ูเ้ รียนเกิดทักษะท่ีคงทน ชดุ การฝึกสามารถใหผ้ ู้เรยี นได้
ฝึกทันทีหลังจากจบบทเรียนนั้นๆ หรือให้การฝกึ ซ้ำหลายๆ ครั้งเพื่อความแม่นยำในเรือ่ งท่ีตอ้ งการฝึก
หรอื เนน้ ย้ำใหน้ กั เรียนทำชุดการฝกึ เพิ่มเติมเฉพาะในเรือ่ งทผ่ี ิด
3. ชุดการฝึกสามารถเป็นเครื่องมือในการวัดผลหลังจากที่ผู้เรียนเรียนจบใน
บทเรียนแต่ละครั้ง ผูเ้ รยี นกส็ ามารถตรวจสอบความรู้ความสามารถของตนเองได้และเมื่อไม่เข้าใจและ
ทำผดิ ในเรอ่ื งๆใด ผู้เรียนกส็ ามารถซอ่ มเสรมิ ตนเองได้ จัดไดว้ า่ เป็นเครือ่ งมือท่มี ีคณุ ค่าท้ังของครูผู้สอน
และผ้เู รียน ผูเ้ รียนไม่มีปมด้อยทีต่ นทำผิดและสามารถแก้ไขขอ้ ผดิ พลาดของตน
4. เป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมบทเรียนหรือหนังสือเรียนหรือคำสอนของครูผู้สอน
ชุดการฝึกที่ครูผู้สอนจัดทำขึ้นเพื่อฝึกทักษะการเรียนนอกเหนือจากความรู้ในหนังสือเรียนหรือ

บทเรยี น เช่น ชุดฝกึ ทกั ษะการคิดในรูปแบบต่างๆ เปน็ การเสรมิ สร้างคุณลกั ษณะของผเู้ รยี นให้เป็นผู้ที่
รจู้ กั คิดเปน็ นำไปสกู่ ารแกป้ ัญหาต่างๆ ในการดำเนินชวี ติ ต่อไป

5. ชุดการฝึกรายบุคคลผู้เรียนสามารถนำไปฝึกเมื่อไรก็ได้ ไม่จำกัดเวลาและ
สถานท่ี นอกจากนยี้ ังช่วยให้ผู้เรียนทำแบบฝึกได้ตามความต้องการของตน โดยมคี รูผสู้ อนคอยกระตุ้น
หรือเรา้ ใจใหผ้ เู้ รียนเกดิ ความกระตือรือร้นที่จะเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง

6. ลดภาระการสอนของครูผู้สอน ไม่ต้องฝึกทบทวนความรู้ให้แก่ผู้เรียน
ตลอดเวลาไมต่ อ้ งตรวจงานดว้ ยตนเองทุกคร้งั นอกจากกรณที ่ชี ดุ การฝึกน้ันเปน็ การฝึกทักษะการคิดที่
ไม่มเี ฉลยตายตวั หรอื มแี นวเฉลยที่หลากหลาย

7. เปน็ การฝึกรับผิดชอบของผู้เรยี น การให้ผู้เรียนได้เรียนรูโ้ ดยการทำชุดการฝึก
ตามลำพังโดยมีภาระงานให้ทำตามที่มอบหมาย จัดได้ว่าเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์การทำงาน
ใหผ้ ้เู รียนไดน้ ำไปประยุกตป์ ฏิบตั ใิ นการดำเนินชวี ิต

8. ผู้เรียนมเี จตนาที่ดีต่อการเรียนรู้ การที่ผู้เรียนได้ทำชุดฝกึ ทักษะการเรียนร้ทู ่มี ี
รปู แบบหลากหลายจะทำให้ผ้เู รียนสนกุ และเพลดิ เพลนิ เปน็ การท้าทายใหล้ งมือทำกจิ กรรมตา่ งๆ ตาม
ชดุ การฝึก

จากข้อความข้างต้นสรุปได้ว่า แบบฝึกเป็นสื่อในการจัดการเรียนการสอนที่ช่วยทักษะการ
เรียนรูใ้ นเนอื้ หาเร่ืองน้ันๆ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิภาพมากยิง่ ขึน้ ดงั นน้ั แบบฝกึ ทมี่ คี วามหลากหลาย ดึงดูด
ชักจงู ทำให้ผู้เรียนมีความสนใจทำใหก้ ารเรยี นในรายวชิ านนั้ ๆ ประสบผลสำเร็จเปน็ อย่างสูง

4.5 ลกั ษณะของแบบฝึกท่ดี ี
การสรา้ งแบบฝกึ สำหรบั เด็กมีองคป์ ระกอบหลายประการ การอา่ นและการเขยี นแบบฝึก
ต้องแน่ใจในภาษาที่ใช้ให้เหมาะสมกบั การเรยี น ดงั ทว่ี รรณ แกว้ แพรก (2526 : 33-38) ได้กลา่ วว่า
แบบฝกึ ที่ดีควรมีลักษณะดังน้ี

1. เนื้อหาที่จะนำมาต้องเป็นเนื้อหาที่มีอยู่ในบทเรียนหรือสอดคล้องสัมพันธ์กับ
แบบเรียนท้ังทเี่ ปน็ คำ ประโยค ข้อความและเนื้อเรอื่ ง และมีเนอ้ื หาตรงตามหลักสตู รกำหนด

2. มีหลายแบบหลายลกั ษณะเพือ่ ไมใ่ หเ้ บ่อื และเปน็ การทา้ ทายใหอ้ ยากทำ
3. ต้องช่วยให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำ 2 ประการ คือ รู้คำ
เพ่มิ ขน้ึ เข้าใจความหมายของคำดีข้นึ และสามารถในการใช้คำสูงขึน้ ตามลำดบั ของชน้ั เรยี น
4. ต้องส่งเสริมให้นักเรียนใช้ความคิดโดยอาศัยความรู้และความเข้าใจเดิมเป็น
พน้ื ฐาน
5. ต้องไม่มีลักษณะอย่างข้อสอบทั่วๆ ไปที่มุ่งวัดความรู้ ความเข้าใจอย่างเดียว
แต่ต้องมีลักษณะที่จะเรา้ ความสนใจ ยั่วยุ จูงใจให้นักเรยี นได้คิด ได้พิจารณา และได้ศึกษาค้นคว้าจน
เกิดความรู้ความเขา้ ใจทกั ษะและความสามารถในการใชค้ ำสงู ขนึ้ ได้ดว้ ย

จากลักษณะของแบบฝึกที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าแบบฝึกจะต้องมีเนื้อหาที่จะนำมา
เป็นเนื้อหาที่มีอยู่ในบทเรียน และมีเนื้อหาตรงตามหลักสูตรกำหนด มีหลายแบบหลายลักษณะเพื่อ
ไมใ่ ห้เบือ่ และเปน็ การท้าทายให้อยากทำ อกี ทั้งตอ้ งชว่ ยใหน้ กั เรียนเกิดความรู้ความเขา้ ใจอีกด้วย และ
ต้องไม่มีลักษณะอย่างข้อสอบทั่วๆ ไปที่มุ่งวัดความรู้ ความเข้าใจอย่างเดียว ทั้งนี้ในการไปสร้างแบบ

ฝึกนั้นเราควรจะต้องนำไปใช้สอดคล้องและเหมาะสมกับเนื้อหาตลอดจนนักเรียนที่จะนำไปฝึกด้วย
เพอื่ ให้เกดิ ประสทิ ธภิ าพตอ่ นักเรยี นและการใช้ภาษาใหม้ ากท่สี ุด

4.6 รปู แบบของแบบฝึก
แดคคาเนย์ (Daccanay. 1963 : 306 อ้างในศรีประภา ปาลสุทธ์ิ. 2523) ได้กล่าวถึง
รูปแบบของแบบฝึกวา่ มีรูปแบบดังนี้

1. แบบใหเ้ ขยี นตามแบบ (coppy exercise)
2. แบบให้นักเรียนเลอื กคำทีก่ ำหนดมาใหเ้ ติมลงในชอ่ งวา่ งใหเ้ หมาะสม
3. แบบจบั ค่โู ดยจับคูข่ อ้ ความ 2 ขอ้ ความ ใหเ้ รียงเปน็ เร่อื งเดียวกนั
4. แบบสร้าง คือใหป้ ระโยคแลว้ นำคำในวงเล็บท้ายประโยคมาใสล่ งในตำแหน่งที่
ถูกต้องในประโยคเดิม
5. แบบใหส้ รา้ งเป็นประโยคจากคำทก่ี ำหนดให้
กระทรวงศึกษาธิการ (2544 : 40) ได้กำหนดรูปแบบของแบบฝึกการอ่านและการเขียน
สะกดคำไวห้ ลายรปู แบบดงั น้ี
1. แบบเลือกคำจากการประมวลคำมากำหนดกิจกรรมในแบบฝึก
2. แบบเลือกคำท่ีนักเรียนพบและใช้ในชวี ิตประจำวันนำมากำหนดกิจกรรมใช้ใน
การฝึกทำแบบฝึก
3. แบบฝึกใหอ้ า่ นคำงา่ ยกอ่ น
4. แบบใชภ้ าพช่วยใหร้ คู้ วามหมายของคำ
5. แบบนำความหมายของคำจากพจนานุกรมมาปรับเป็นภาษาง่ายๆเหมาะสม
กับนักเรยี นในระดับชน้ั นน้ั ๆ
6. แบบการใชค้ ำคล้องจองฝึกการอา่ นและบอกความหมายของคำ
7. แบบใชค้ ำปริศนาคำทายปรศิ นาอักษรไขว้
8. แบบฝกึ ต่อคำ / เตมิ คำเพือ่ ให้ไดค้ ำใหม่
9. แบบให้อ่านคำเขียนคำด้วยตนเองประกอบด้วยอ่านคำใต้ภาพอ่านจากคำโยง
คำอ่านจากการเลือกคำอ่านจากการเติมคำอ่านจากการต่อคำอ่านจากคำคล้องจองอ่านจากบทร้อย
กรองรู้ความหมายของคำด้วยตนเองจากภาพการจับคู่กำกับความหมายปริศนาอักษรไขว้ และปริศนา
คำทาย
10. แบบมีเฉลยด้วยข้อความ / ภาพ
11. แบบเนน้ รปู แบบงา่ ยๆไปหายากเพื่อเร้าความสนใจมีความหลากหลาย
ไมใ่ ช้วิธีการเดมิ ในเรอื่ งเดยี วกนั

จากข้อความข้างต้นสรุปได้วา่ รูปแบบของแบบฝึกนั้นมีหลายรูปแบบในการนำรูปแบบของ
แบบฝึกแต่ละรูปแบบไปใชก้ ับนกั เรยี นครูจะต้องเลือกรปู แบบให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถของ
ผู้เรียนมีความหลากหลายในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ

5. งานวจิ ัยที่เกย่ี วข้อง

5.1 งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้องกบั การอา่ นและการเขียนสะกดคำ
ยุพิน อินทะยะ (2525 : 59) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการศึกษาความสามารถทางการอ่านและ
การเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังกดั กรมสามัญศึกษา จังหวัด
เชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัด
เชยี งใหม่ จำนวน 342 คน เป็นนักเรียนชาย 141 คนและนักเรียนหญิง 201 คน ผลการวิจยั
ปรากฏว่า

1. ความสามารถทางการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนกลุ่ม
ตวั อย่างอยใู่ นระดับค่อนข้างต่ำ

2. การอา่ นและการเขยี นสะกดคำผิดของนักเรยี นมสี าเหตุตามลำดับดังน้ีคือ การ
ไม่ทราบความหมายของคำ ได้รับประสบการณ์มาผิดๆ ไม่แม่นยำในหลักภาษา และไม่คุ้นเคยกับการ
ใชพ้ จนานุกรมออกเสียงพูดหรอื อา่ นผิด ใช้แนวเทยี บผิดโดยอาศยั การเดา

3. นักเรียนชายและนักเรียนหญิงมีความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกด
คำภาษาไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ นักเรียนหญิงมีความสามารถ
มากกวา่ นกั เรียนชาย

4. นักเรียนที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกันมีความสามารถทางด้านการ
อ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 กล่าวคือ นักเรียนท่ี
ศึกษาอยู่ในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่มีความสามารถสูงกว่านักเรียนที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียน
ขนาดเลก็

5. ไม่มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศและขนาดของโรงเรียนต่อความสามารถทางการ
อา่ นและการเขยี นสะกดคำภาษาไทยอยา่ งมีนยั สำคัญทางสถติ ิท่ีระดับ .05

สุภาพ ดวงเพ็ชร (2533 : 72) ได้เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านและการเขียน
สะกดคำของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ที่ได้รับการสอนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการ
เขียนสะกดคำกับการใช้แบบฝึกตามคู่มือครู กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปี
การศึกษา 2533 โรงเรยี นวดั น้อยนพคุณ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบวา่

1. ความสามารถในการอา่ นและการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนที่ได้รับ
การสอนโดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำกับนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยการ
ใชแ้ บบฝึกหัดตามคู่มือครูแตกต่างกนั อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถติ ิที่ระดับ .01

2. พัฒนาการของความสามารถในการอ่านและการเขยี นสะกดคำภาษาไทยของ
นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใชแ้ บบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำก่อนและหลงั การทดลอง
แตกต่างกนั อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ่ีระดบั .01

3. พัฒนาการของความสามารถในการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยของ
นักเรียนที่ได้รบั การสอนโดยการใช้แบบฝึกหัดตามคู่มือครูก่อนและหลังการทดลองแตกต่างกันอย่างมี
นัยสำคญั ทางสถติ ิท่ีระดับ .01

4. ความคงทนในการอ่านและการเขียนสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนที่ได้รับ
การสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำกับนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยการใช้
แบบฝกึ หดั ตามคมู่ อื ครูแตกตา่ งกนั อย่างมีนยั สำคัญทางสถิตทิ ่ีระดบั .01

พิมล แจ่มแจ้ง (2542 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการสร้างชุดฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการ
เขียนสะกดคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพ
ของชุดฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการเขียนสะกดคำสำหรบั นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์
80 / 80 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2541
โรงเรียนวัดดิสหงสารามเขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบ
เจาะจง ดำเนินการสอนโดยใชช้ ุดฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการเขียนสะกดคำทผี่ วู้ ิจยั สร้างข้ึน ใช้เวลา
ในการทดลอง 13 ครั้ง เครื่องมือที่ใชใ้ นการรวบรวมข้อมูลขอ้ มูล ได้แก่ ชุดฝึกซ่อมเสริมการอ่านและ
การเขียนสะกดคำ ประกอบด้วยชุดย่อยจำนวน 5 ชุด แผนการสอนซ่อมเสริมประกอบชุดฝึกซ่อม
เสริมการอ่านและการเขียนสะกดคำแบบฝึกซ่อมเสริมการอ่านและการเขียนสะกดคำ แบบทดสอบ
ท้ายชดุ ฝึกซ่อมเสรมิ การอ่านและการเขยี นสะกดคำ และแบบทดสอบวดั ความสามารถในการอ่านและ
การเขียนสะกดคำ ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกซ่อมเสรมิ การอ่านและการเขียนสะกดคำ สำหรับนักเรยี น
ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 2 มปี ระสิทธภิ าพ 89.22 / 82.01

จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและการเขียนสะกดคำ สรุปได้ว่า การเรียน
การสอนโดยใชแ้ บบฝกึ เพ่อื พัฒนาทักษะในดา้ นการอ่านและการเขียนสะกดคำให้กบั นักเรียนท่จี ะให้ได้
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นท่ีสูงนั้น องค์ประกอบที่สำคัญจะเกีย่ วข้องกับครูผู้สอน นักเรียน และสื่อการ
เรียนการสอน ซึ่งทั้งหมดจะต้องสอดคล้องกัน ทั้งน้ีแบบฝึกการอ่านและการเขียนสะกดคำเป็น
กิจกรรมหรือสื่อการเรียนการสอนอย่างหนึ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อนำไปพัฒนาและแก้ไขปัญหาการอ่าน
และการเขียนสะกดคำของนักเรยี นให้มีประสทิ ธภิ าพยิ่งขึน้

บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนนิ การศกึ ษาคน้ คว้า

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำใน แม่ ก กา โดยใช้แบบฝึก
ทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดช่องเปีย่ มราษฎร์ การวิจัยครั้งน้ีเป็นการศึกษา
ในลักษณะของการศึกษาแบบเชิงทดลอง (Experimental Research) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนเรื่องการอา่ นและการเขยี นสะกดคำในแม่ ก กา ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษา
ปีที่ 1 โรงเรียนวัดช่องเปี่ยมราษฎร์ และเพื่อพัฒนาแบบฝึกวิชาภาษาไทยเรือ่ งการอ่านและการเขียน
สะกดคำใน แม่ ก กา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดช่องเปี่ยมราษฎร์ ที่มี
ประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80

รูปแบบการวิจัย
การวิจัยในครั้งนี้เป็น แบบกลุ่มเดียวสอบก่อนและหลัง (one-group pretest posttest

design) (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2538 : 248-249) สามารถเขียนสัญลักษณ์แทนแบบ
แผนการวิจยั ได้ ดังน้ี

1 2

เมือ่ หมายถึง กลมุ่ ทดลอง นักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 หอ้ ง 5
หมายถงึ การทดลองการใช้แบบฝกึ เร่ืองการอา่ นและการเขยี นสะกดคำ
1 หมายถึง การทดสอบวดั ผลเรอ่ื งการอ่านและการเขยี นสะกดคำ ก่อนการ

ทดลอง
2 หมายถึง การทดสอบวัดผลเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำ หลังการ

ทดลอง

ประชากรและกลุม่ ตัวอย่าง
ประชากร ได้แก่ นกั เรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 กล่มุ เครอื ข่ายโรงเรยี น สำนักงานเขตพื้นที่

การศึกษาประถมศึกษาตรังเขต 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 25 คน ที่ไม่ใช่กลุ่ม
ตวั อยา่ ง

กลุม่ ตวั อยา่ ง ไดแ้ ก่ นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นวดั ช่องเปี่ยมราษฎร์ ภาคเรียน
ที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 16 คน ที่มีปัญหาการอ่านและการเขียนสะกดคำ ได้มาโดยการ
เลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
เครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ในการวจิ ัย

1. แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ ของนักเรียนชั้น
ประถมศึกษาปที ี่ 1 จำนวน 10 ชุด

2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำ ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 1 ชนดิ เลือกตอบ 3 ตวั เลือก จำนวน 20 ขอ้

การสรา้ งและตรวจสอบคณุ ภาพเครอ่ื งมอื
1. แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำ ของนักเรียนช้ัน

ประถมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นวัดช่องเปีย่ มราษฎร์ มีขน้ั ตอนการสรา้ งและตรวจสอบคุณภาพดังน้ี
1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการ

เรียนรู้ภาษาไทย เกี่ยวกับมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชนั้ สาระการเรยี นรู้และผลการเรียนรทู้ ่ีคาดหวังราย
ปขี องชัน้ ประถมศึกษาท่ี 1 และคู่มอื ครภู าษาไทย และแบบเรยี นภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

1.2 ศกึ ษาเอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกยี่ วขอ้ งกับการอา่ นและการเขียนสะกด
คำรวมทั้งวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกการอ่านและการ
เขยี นสะกดคำ

1.3 ผู้วิจัยคัดเลือกคำที่นักเรียนมักอ่านและเขียนสะกดคำผิด จากหนังสือเรียน
รายวชิ าพ้ืนฐานภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 เพอ่ื นำมาสร้างแบบฝึกการอ่านและการเขียนสะกด
คำใน แม่ ก กา

1.4 นำแบบฝึกที่ผ่านการปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 3 คนซึ่ง
ผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการสอนวิชาภาษาไทยไม่ต่ำกว่า 4 ปีทุกคน เพื่อพิจารณาความ
สอดคลอ้ งกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) และให้ข้อเสนอแนะ

1.5 นำขอ้ เสนอแนะของผ้เู ชี่ยวชาญมาปรับปรงุ แกไ้ ขใหด้ ีขึน้
1.6 พิมพ์แบบฝกึ ฉบับทดลอง
1.7 นำแบบฝึกไปทดลอง (try-out) ไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง
จากน้ันนำผลการทดลองมาวิเคราะห์คุณภาพแบบฝึกเสริมวิชาภาษาไทย เรอ่ื ง การอ่านและการเขียน
สะกดคำในแม่ ก กา เพื่อหาประสิทธิภาพให้ได้ตามเกณฑ์ 80/80 กล่าวคือ ระดับประสิทธิภาพของ
ใบงานที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ คิดได้จากคะแนนปฏิบัติระหว่างเรียนรวมกัน และคะแนนสอบ
หลังการใช้แบบฝึก เรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำ โดยกำหนดค่าประสิทธภิ าพเป็น E1 (คะแนน
เฉล่ยี คิดเป็นร้อยละจากทำแบบทดสอบระหว่างเรียนดว้ ยใบงาน) E2 (คะแนนเฉลย่ี คดิ เป็นร้อยละจาก
การทำแบบทดสอบหลังเรียนจนจบบทเรียนท้ังหมด) ดังนี้

ผลการตรวจสอบคณุ ภาพของแบบฝึกวิชาภาษาไทยเร่อื งการอ่านและการเขยี นสะกดคำ

ตารางที่ 3.1 การตรวจสอบคุณภาพของแบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนสะกด

คำใน แม่ ก กามผี ลสรปุ การประเมินความสอดคลอ้ ง (IOC) โดยผเู้ ชีย่ วชาญ 3 คนดงั น้ี

ข้อท่ี คะแนนผเู้ ชย่ี วชาญ ผลรวมของคะแนน ค่า IOC การแปลผล
คนท่ี 1 คนท่ี 2 คนท่ี 3 การพจิ ารณา

1.1 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง

1.2 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคลอ้ ง

1.3 0 +1 +1 2 0.67 สอดคลอ้ ง

1.4 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง

1.5 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง

1.6 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง
1.7 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคลอ้ ง
2.1 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคลอ้ ง
2.2 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคลอ้ ง
2.3 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง
2.4 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคลอ้ ง
2.5 +1 +1 +1 3 1.00 สอดคล้อง

จากตารางที่ 3.1 การตรวจสอบคุณภาพของ แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการ
เขียนสะกดคำมีผลสรุปการประเมินความสอดคล้อง (IOC) โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ผลปรากฏว่าค่า
IOC ที่มีค่าตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปถือว่า ผ่านเกณฑ์และแบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียน
สะกดคำ ชุดนั้นสามารถนำไปใช้ได้ ต่อไปเป็นแบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนสะกด
คำ ไปทดลอง (try-out) ใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอยา่ ง เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนกลุ่มเครือข่าย ที่กำลังศึกษาใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 25 คน เพื่อหา
ประสทิ ธภิ าพภาพตามเกณฑ์ 80/80 จากการทดลองไดค้ า่ ประสิทธิภาพเท่ากับ 85.77/91.80

2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก
กา ของนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 มีขน้ั ตอนการสร้างและการตรวจสอบคุณภาพ ดังน้ี

2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาไทย การวัดประเมินผลการเรียนรู้ และศึกษาหนังสือเรียนภาษาไทยที่เป็น
เนือ้ หาเกยี่ วกับเร่อื ง การอา่ นและการเขยี นสะกดคำของนักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 1

2.2 วเิ คราะห์ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสาระการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรยี นรู้ ตวั ชว้ี ัด
ใหส้ อดคลอ้ งกับวตั ถุประสงคใ์ นเรอื่ งท่ตี ้องการสรา้ งแบบทดสอบ

2.3 สร้างแบบทดสอบแบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ
โดยให้ครอบคลมุ เนือ้ หา และวตั ถุประสงค์ท่ีกำหนดไว้

2.4 นำแบบทดสอบพร้อมแบบประเมิน เสนอผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบความ
เที่ยงตรงของเนื้อหากับจุดประสงค์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ในการสอนวิชาภาษาไทยไม่ต่ำกวา่
4 ปีทกุ คน เพอ่ื พจิ ารณาความเท่ียงตรงเชิงเน้อื หา (IOC) และใหข้ อ้ เสนอแนะ

2.5 นำข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนใหด้ ีขึน้

2.6 พิมพ์แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นฉบับทดลอง
2.7 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลองใช้กับนักเรียนกลุ่ม
ตัวอย่าง จากนั้นนำผลการทดลองมาวิเคราะห์คุณภาพของข้อสอบ โดยหาค่าความยาก (P) ซึ่งเกณฑ์
ในการพจิ ารณาคา่ ความยากของข้อสอบมีค่าต้งั แต่ .20 ถึง .80 หาค่าอำอาจจำแนก (r) เกณฑใ์ นการ
พิจารณาคา่ อำนาจจำแนกมีค่าตัง้ แต่ .20 ข้ึนไป
2.8 จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านการตรวจสอบ
คุณภาพเป็นฉบบั สมบรู ณเ์ พอื่ ใชจ้ รงิ

ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ

ตารางท่ี 3.2 การหาความสอดคล้องของวัตถปุ ระสงคแ์ ละเนือ้ หา (IOC) โดยผู้เชยี่ วชาญ 3 คน

ขอ้ ที่ คะแนนผู้เชี่ยวชาญ SUM(R) SUM(R)/N คา่ IOC
คนที่ 1 คนท่ี 2 คนที่ 3

10 +1 +1 2 2/3 0.67

2 +1 +1 +1 3 3/3 1

30 +1 +1 2 2/3 0.67

4 +1 +1 +1 3 3/3 1

50 +1 +1 2 2/3 0.67

6 +1 +1 +1 3 3/3 1

7 +1 +1 +1 3 3/3 1

80 +1 +1 2 2/3 0.67

9 +1 +1 +1 3 3/3 1

10 +1 +1 +1 3 3/3 1

11 0 +1 +1 2 2/3 0.67

12 +1 +1 +1 3 3/3 1

13 +1 +1 +1 3 3/3 1

14 0 +1 +1 2 2/3 0.67

15 +1 +1 +1 3 3/3 1

16 +1 +1 +1 3 3/3 1

17 0 +1 +1 2 2/3 0.67

18 +1 +1 +1 3 3/3 1

19 0 +1 +1 2 2/3 0.67

20 0 +1 +1 2 2/3 0.67

จากตารางที่ 3.2 การหาความสอดคล้องของวัตถุประสงค์และเนือ้ หา (IOC) โดยผู้เช่ยี วชาญ
3 คน ผลปรากฏว่าค่า IOC ผ่านเกณฑ์ที่ 0.5 ขึ้น ต่อไปข้าพเจ้าจะตรวจสอบความยากง่าย (p) ของ
แบบทดสอบ ผลทไ่ี ดป้ รากฏดงั ตารางท่ี 3.3

ตารางที่ 3.3 การหาค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบ

ข้อ จำนวนนกั เรียน ค่าความยาก (P) นกั เรียนท่ตี อบถูก นกั เรยี นที่ตอบถูก
ทีต่ อบถกู ในกลุ่มสูง ในกลมุ่ ต่ำ
0.840 11 (0.92) 5 (0.63)
1 21 0.840 12 (1.00) 5 (0.63)
0.840 12 (1.00) 4 (0.50)
2 21 0.800 10 (0.83) 7 (0.88)
0.840 12 (1.00) 5 (0.63)
3 21 0.760 11 (0.92) 5 (0.63)
0.840 12 (1.00) 5 (0.63)
4 20 0.880 10 (0.83) 8 (1.00)
0.840 12 (1.00) 5 (0.63)
5 21 0.880 11 (0.91) 6 (0.75)
0.880 11 (0.92) 6 (0.75)
6 19 0.880 10 (0.83) 7 (0.88)
0.880 12 (1.00) 7 (0.88)
7 21 0.840 9 (0.75) 8 (1.00)
0.880 10 (0.83) 8 (1.00)
8 22 0.840 11 (0.92) 6 (0.75)
0.880 11 (0.92) 6 (0.75)
9 21 0.840 11 (0.92) 6 (0.75)
0.880 10 (0.83) 7 (0.88)
10 22 0.840 10 (0.83) 6 (0.75)

11 22

12 22

13 22

14 21

15 22

16 21

17 22

18 21

19 22

20 21

จากตารางที่ 3.3 การหาค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบ ผลปรากฏวา่ มขี ้อสอบที่ผ่าน
เกณฑ์ทุกข้อ ตามหลักการพิจารณาค่าความยากง่ายจะต้องมีค่าตั้งแต่ 0.2 - 0.8 ต่อไปข้าพเจ้าจะ
ตรวจสอบค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ ผลทไ่ี ดป้ รากฏดงั ตารางท่ี 3.4

ตารางที่ 3.4 การหาค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ

ขอ้ จำนวนนักเรยี น ค่าอำนาจจำแนก นกั เรียนท่ตี อบถูก นกั เรียนท่ตี อบถูก
ท่ตี อบถูก (r) ในกลุ่มสงู ในกลุม่ ตำ่
5 (0.63)
1 21 0.292 11 (0.92) 5 (0.63)
4 (0.50)
2 21 0.375 12 (1.00) 7 (0.88)
5 (0.63)
3 21 0.500 12 (1.00) 5 (0.63)

4 20 0.042 10 (0.83)

5 21 0.375 12 (1.00)

6 19 0.292 11 (0.92)

7 21 0.375 12 (1.00) 5 (0.63)
8 22 0.167 10 (0.83) 8 (1.00)
9 21 0.375 12 (1.00) 5 (0.63)
10 22 0.167 11 (0.91) 6 (0.75)
11 22 0.167 11 (0.92) 6 (0.75)
12 22 0.042 10 (0.83) 7 (0.88)
13 22 0.125 12 (1.00) 7 (0.88)
14 21 0.250 9 (0.75) 8 (1.00)
15 22 0.167 10 (0.83) 8 (1.00)
16 21 0.167 11 (0.92) 6 (0.75)
17 22 0.167 11 (0.92) 6 (0.75)
18 21 0.167 11 (0.92) 6 (0.75)
19 22 0.042 10 (0.83) 7 (0.88)
20 21 0.083 10 (0.83) 6 (0.75)

จากตารางท่ี 3.4 การหาคา่ ความยากงา่ ย (p) ของแบบทดสอบ ผลปรากฏวา่ มีข้อสอบท่ีผ่าน
เกณฑ์จำนวน 8 ขอ้ และไม่ผา่ นเกณฑ์จำนวน 12 ข้อ ตามหลักการพิจารณาค่าอำนาจจำแนกจะต้อง
มคี า่ ตง้ั แต่ 0.2 ข้ึนไป และตอ่ ไปข้าพเจา้ จะเปรียบเทียบค่าความยากงา่ ย (p) และคา่ อำนาจจำแนก (r)
ของแบบทดสอบ ดงั ตารางที่ 3.5

ตารางท่ี 3.5 เปรียบเทยี บคา่ ความยากงา่ ย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ

จำนวน นกั เรยี นที่ นักเรยี นที่ ระดบั คุณภาพของ

ขอ้ นกั เรียน คา่ (p) คา่ (r) ตอบถูก ตอบถูก ขอ้ สอบ สรปุ

ท่ตี อบถกู ในกลมุ่ สูง ในกลุม่ ตำ่ (p) (r) ใช้ได้
ใช้ได้
1 11 งา่ ยมาก พอใช้ ใช้ได้
21 0.840 0.292 (0.92) 5 (0.63) ใช้ได้
ใชไ้ ด้
0.840 12 งา่ ยมาก ดี ใช้ได้

2 21 0.375 (1.00) 5 (0.63)

0.840 12 ง่ายมาก ดมี าก

3 21 0.500 (1.00) 4 (0.50)

10 งา่ ยมาก ตำ่

4 20 0.800 0.042 (0.83) 7 (0.88)

12 ง่ายมาก ดี

5 21 0.840 0.375 (1.00) 5 (0.63)

11 5 (0.63) คอ่ นข้างงา่ ย พอใช้

6 19 0.760 0.292 (0.92)

12 5 (0.63) ง่ายมาก ดี ใช้ได้

7 21 0.840 0.375 (1.00) ตำ่ ใช้ได้

10 ง่ายมาก ดี ใช้ได้

8 22 0.880 0.167 (0.83) 8 (1.00) ตำ่ ใชไ้ ด้

21 12 ง่ายมาก ตำ่ ใช้ได้
ตำ่ ใชไ้ ด้
9 0.840 0.375 (1.00) 5 (0.63)
ตำ่ ใชไ้ ด้
22 0.167 11 งา่ ยมาก
พอใช้ ใชไ้ ด้
10 0.880 (0.91) 6 (0.75) ตำ่ ใช้ได้

11 22 0.880 0.167 11 (0.92) 6 (0.75) งา่ ยมาก ตำ่ ใช้ได้
ตำ่ ใช้ได้
22 10 งา่ ยมาก ตำ่ ใชไ้ ด้
ตำ่ ใช้ได้
12 0.880 0.042 (0.83) 7 (0.88)
ตำ่ ใชไ้ ด้
22 12 ง่ายมาก

13 0.880 0.125 (1.00) 7 (0.88)

14 21 0.840 0.250 9 (0.75) 8 (1.00) งา่ ยมาก

22 10 งา่ ยมาก

15 0.880 0.167 (0.83) 8 (1.00)

16 21 0.840 0.167 11 (0.92) 6 (0.75) งา่ ยมาก

17 22 0.880 0.167 11 (0.92) 6 (0.75) งา่ ยมาก

18 21 0.840 0.167 11 (0.92) 6 (0.75) งา่ ยมาก

22 10 ง่ายมาก

19 0.880 0.042 (0.83) 7 (0.88)

21 10 งา่ ยมาก

20 0.840 0.083 (0.83) 6 (0.75)

KR-20 (Alpha) = 0.395

จากตารางที่ 3.5 เปรียบเทียบค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r) ของ
แบบทดสอบ ผลปรากฏว่ามีข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์จำนวน 20 ข้อ และมีค่า KR-20 ซึ่งเป็นค่าความ
เที่ยงแบบสอดคล้องภายใน โดยมคี า่ ความเที่ยงเทา่ กบั 0.395

การเก็บรวบรวมข้อมลู
งานวิจัยนี้เริ่มทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง นั่นคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1

จำนวน 16 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง สถานท่ี
เก็บรวบรวมข้อมูลโรงเรียนวัดชอ่ งเปีย่ มราษฎร์ ซึ่งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน เรื่อง การ
อ่านและการเขยี นสะกดคำในแม่ ก กา ของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบทดสอบประเภท
ปรนัย แบบเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ต่อ 1 ชุด และจัดทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนท้งั หมด 16 ชุด โดยมีการจดั การสอบออกเป็น 2 ชว่ ง คอื การทดสอบกอ่ นเรียนและหลัง
เรียน

การวิเคราะห์ขอ้ มูล
การวจิ ยั ในครัง้ น้ผี ูว้ จิ ยั แบง่ การวิจยั ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1. วิเคราะหข์ อ้ มูลพ้นื ฐานของกลุ่มตวั อย่างโดยใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ไดแ้ ก่ ค่าเฉลีย่

( ̅)รอ้ ยละ (%) และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.)
สูตรการคำนวณหาค่าเฉล่ยี ( ̅)

( ̅) = ∑



สูตรการคำนวณหาค่าร้อยละ (%)

ร้อยละ = ตัวเลขทีต่ ้องการเปรยี บเทียบจำนวนทง้ั หมด × 100
จำนวนทั้งหมด

สูตรการคำนวณหาคา่ สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.)

S.D. = √∑( −̅ ̅̅)2

−1

2. วเิ คราะหเ์ พอ่ื ตอบวตั ถุประสงค์ เพือ่ พัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน เรือ่ ง การ
อ่านและการเขยี นสะกดคำในแม่ ก กา ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวดั ชอ่ งเป่ยี ม
ราษฎร์ โดยใช้แบบฝึกวชิ าภาษาไทย เร่ือง การอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา โดยใชส้ ถิตใิ น
การวเิ คราะห์เพ่ือเปรียบเทียบคา่ เฉลี่ยก่อนเรียนและหลงั เรียน ไดแ้ ก่ ค่าสถิติทดสอบที (t-test) แบบ
Dependent

สูตรการคำนวณสถติ ิทดสอบที (t-test)

t= ̅ − เม่ือ df = n-1





การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบฝึกวิชาภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำใน

แม่ ก กา ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1 จากสูตร E1/E2 ดังน้ี
สูตรที่ 1

เม่อื E1 =  x1 100

NA

สตู รที่ 2

เมือ่ E2 =  x2 100

NB

สัญลกั ษณ์ท่ใี ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู
การนำเสนอการวิเคราะห์ข้อมลู และการแปลความหมายเพ่ือความเข้าใจ ผู้วจิ ัยขอนำเสนอ
สัญลกั ษณท์ ี่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู ดงั นี้

E1 หมายถงึ ประสทิ ธภิ าพกระบวนการ

X1 หมายถึง ผลรวมของคะแนนท่ไี ดจ้ ากการวัดระหว่างเรยี น
N หมายถงึ จำนวนนกั เรียนท้งั หมด
A หมายถึง คะแนนเตม็ ของแบบวัดระหวา่ งเรียน
E2 หมายถึง ประสทิ ธภิ าพของผลลัพธ์

X2 หมายถึง ผลรวมของคะแนนทไี่ ดจ้ ากการวัดหลังเรียน
B หมายถึง คะนนเตม็ ของแบบวัดหลังเรียน

บทที่ 4
ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา โดยใช้แบบฝึก
ทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดช่องเปี่ยมราษฎร์ ผู้วิจัยเสนอผลการวิเคราะห์
ขอ้ มลู ดงั น้ี

สัญลกั ษณ์ทใ่ี ชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มูล
การวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความหมายผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ

ตรงกัน ผู้รายงานไดใ้ ช้สญั ลักษณใ์ นการวเิ คราะหข์ ้อมลู ดงั น้ี
N แทน จำนวนนกั เรยี นในกลุม่ ตัวอยา่ ง
̅ แทน คะแนนเฉล่ยี
S.D. แทน ความเบยี่ งเบนมาตรฐาน
t แทน คา่ สถิตทิ ่ีใช้ t-test for Dependent Samples
D แทน ความแตกตา่ งของแตล่ ะคู่
D แทน ผลรวมทง้ั หมดของผลตา่ งของคะแนนกอ่ นและหลงั การทดลอง
D2 แทน ผลรวมของกำลงั สองของผลตา่ งของคะแนนก่อนและหลงั การ
ทดลอง

ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
1. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ก่อนใช้

แบบทดสอบและหลงั ใช้แบบทดสอบเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา ของนักเรียนชนั้
ประถมศึกษาปีท่ี 1 ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ̅) ร้อยละ (%) และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D.)

การวเิ คราะห์คะแนนการสอบของนกั เรยี น
ตารางที่ 4.1 การแสดงผลคะแนนการสอบก่อนเรียนและหลังสอบของนกั เรยี น

แบบฝกึ ที่

เลขที่ กอ่ นทดลอง 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 รวม หลังทดลอง แตกต่าง D แตกต่าง D2

1 8 7 7 8 9 9 7 9 8 7 8 79 18 10 100

2 2 7 7 7 7 7 7 7 7 7 7 70 16 14 196

3 10 9 9 9 8 9 9 9 9 8 9 88 16 6 36

4 14 9 9 10 9 10 10 9 10 8 10 94 17 3 9

5 15 9 9 9 9 9 9 9 9 9 9 90 18 3 9

6 8 8 10 8 8 8 9 8 8 8 8 83 17 9 81

7 12 9 9 9 9 9 9 9 9 9 9 90 15 3 9

8 10 10 9 10 9 10 9 10 9 9 10 95 18 8 64

9 8 9 9 8 9 9 9 9 8 9 9 88 16 8 64

10 9 8 8 8 9 8 8 9 8 8 8 82 16 7 49

11 7 9 9 9 9 9 8 9 8 9 9 88 17 10 100

12 9 10 10 9 10 10 10 10 10 10 10 99 18 9 81

13 5 7 7 7 8 7 7 8 7 7 7 72 17 12 144

14 10 8 9 9 8 9 8 8 9 8 8 84 15 5 25

15 10 9 8 9 9 9 9 8 8 9 8 86 17 7 49

16 11 10 10 10 10 10 10 10 10 10 10 100 14 3 9

รวม 148 138 139 139 140 142 138 141 137 135 139 1388 265 117 1025

X 9.25 8.63 8.69 8.69 8.75 8.88 8.63 8.81 8.56 8.44 8.69 86.75 16.56 7.31 64.06

S.D. 3.15 1.02 1.0จ1าก0ต.9า5ราง0ท.7่ี 74.10.9ก6ารแ1ส.0ด2งผ0ล.8ค3ะแ0น.9น6กา0ร.ส9อ6บข1.อ0ง1นัก8เร.4ีย7น ผล1ป.2ร1ากฏว่า3ค.3่า6เฉลี่ยค52ะ.แ82นน

ร้อยละ 46.25 8ส6อ.2บ5ห8ล6ัง.8เร8ีย8น6ข.8อ8ง8น7ัก.5เ0รีย8น8ม.7ีค5่า861.265.5868.1ค3ิด8เป5.็6น3ร้อ8ย4.ล3ะ8 8862.8.88186ซ.7ึ่ง5สูงกว8่า2ค.8่า1เฉลี่ย3ค6ะ.5แ6นนสอบก่อน

เรียนของนกั เรยี นอยู่ที่ 9.25 คิดเป็นรอ้ ยละ 46.25

การวิเคราะหห์ าค่าเฉลี่ย ( ̅) และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)

ตารางที่ 4.3 ค่าเฉลี่ย ( ̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ก่อนใช้แบบทดสอบและหลังใช้แบบทดสอบเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กาของ

นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1

คะแนน N ( ̅) S.D.

ก่อนสอบ 16 9.25 3.15

หลังสอบ 16 16.56 1.21

การวจิ ัยเชิงทดลองเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำใน
แม่ ก กา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดช่องเปี่ยมราษฎร์ โดยใช้แบบฝึกวิชา
ภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา ผู้วิจัยได้สุ่มตัวอยา่ งนกั เรียนมาจำนวน 6
คน ท่มี ีผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเร่ืองการอ่านและการเขียนสะกดคำต่ำ แลว้ ทดลองใช้แบบฝึกการอ่าน
และการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา น้ี หลังการทดลองได้ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์เรื่องการอ่านและการ
เขียนสะกดคำในแม่ ก กา ของนักเรียนกลุ่มนี้ผลปรากฏว่า คะแนนสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉล่ีย
16.56 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.21 ซึ่งคะแนนสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่าคะแนน
สอบกอ่ นเรียนอย่ทู ี่ 7.31 คะแนน

การวเิ คราะหเ์ พอื่ ตอบวัตถปุ ระสงค์
การทดลองโดยใช้แบบฝึกวชิ าภาษาไทยเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา ของ
นกั เรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1 จะทำให้ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าภาษาไทยเร่ืองการอ่านและเขียน
สะกดคำในแม่ ก กา สงู กวา่ เกณฑท์ ี่กำหนด ระดับนัยสำคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .05
ตารางที่ 4.4 ผลรวมทงั้ หมดของผลต่างของคะแนนก่อนและหลงั การทดลอง

คนที่ ก่อนเรียน(20) หลังเรียน(20) D D2

1 8 18 10 100
196
2 2 16 14 36
9
3 10 16 6 9
81
4 14 17 3 9
64
5 15 18 3 64
49
6 8 17 9 100
81
7 12 15 3 144
25
8 10 18 8 49
9
9 8 16 8 D2 = 13689

10 9 16 7

11 7 17 10

12 9 18 9

13 5 17 12

14 10 15 5

15 10 17 7

16 11 14 3

รวม 148 265 D =117

ขั้นที่ 1 ตัง้ สมมตุ ิฐาน

สมมตุ ฐิ านทางสถิติ H0 : ≤ 10
H1 : ≥ 10

ขน้ั ท่ี 2 กำหนดระดบั นัยสำคญั

= .05

ขน้ั ท่ี 3 เลอื กสถติ ทิ ่ใี ช้ในการทดสอบสมมุติฐาน

t= ̅ − เม่อื df = n-1





ขนั้ ที่ 4 กำหนดขอบเขตวกิ ฤต

จากการกำหนด = .05
และเป็นการตั้งสมมุตฐิ านทางเดียว df = 25 - 1 = 24

เปดิ ตารางท่ี = .05 ได้ค่าวกิ ฤต t = (tตาราง )

ขน้ั ที่ 5 คำนวณคา่ สถติ ติ ามสูตร

t= ̅ − เม่ือ df = 25 -1 = 24





t = 17.70−10

1.55

√25

t = 4.847
ขน้ั ท่ี 6 สรปุ ตดั สนิ ใจ

เมือ่ tคำนวณ > tตาราง จะปฏเิ สธ H0 และ ยอมรบั H1
เมื่อ tคำนวณ < tตาราง จะยอมรบั H0
เนื่องจาก tคำนวณ = 4.837 มากกว่า tตาราง = 1.7109 จึงปฏิเสธ H0 ยอมรับ H1 นั่นคือ

หลังการใช้แบบทดสอบการอ่านและเขียนสะกดคำ ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเรื่อง

การอา่ นและเขียนสะกดคำสงู กวา่ เกณฑ์ท่ีกำหนดไว้ อย่างมีนยั สำคญั ทางสถติ ทิ ่รี ะดับ .05

บทที่ 5
สรปุ อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

การวจิ ัยในคร้งั นีเ้ ป็นการวิจยั เชงิ ทดลอง (Experimental Research) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ
พัฒนาแบบฝึกและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่
ก กา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดช่องเปี่ยมราษฎร์ โดยใช้แบบฝึกวิชาภาษาไทย
เร่อื งการอ่านและการเขียนสะกดคำในมา ก กา

ประชากรทใี่ ช้ในการวิจัยครง้ั น้ี คือ นกั เรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1 จำนวน 25 คน ภาคเรียน
ที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรยี นกลุ่มเครอื ขา่ ยท่ไี ม่ใชก่ ล่มุ ตวั อย่าง

ตวั อย่างที่ใช้ในการวจิ ัยครง้ั น้ี คือ นกั เรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 จำนวน 16 คน ภาคเรียนท่ี
1 ปีการศกึ ษา 2565 โรงเรยี นวัดช่องเป่ียมราษฎร์

ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ประกอบด้วย ตัวแปรอิสระ คือ แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง
การอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา ตวั แปรตาม คอื ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นโดยใช้แบบฝกึ วชิ า
ภาษาไทย เร่ือง การอ่านและการเขยี นสะกดคำในแม่ ก กา

เคร่อื งมอื ที่ใช้ในการวิจัยในคร้ังนป้ี ระกอบด้วย แบบฝึกวิชาภาษาไทย เรื่อง การอ่านและการ
เขียนสะกดคำในแม่ ก กา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 รวมทั้งหมดจำนวน 10 ชุด และ
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการอ่านและการเขียนสะกดคำในแม่ ก กา ของนักเรียน
ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 1 ซงึ่ เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 3 ตวั เลอื ก จำนวน 20 ข้อ

สถิติที่ใช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูลมีดงั นี้ ค่าเฉลี่ย ( ̅) ร้อยละ (%) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(S.D.)

สตู รการคำนวณหาคา่ เฉลี่ย ( ̅)

̅ = ∑



สูตรการคำนวณหาค่ารอ้ ยละ (%)

ร้อยละ = ตวั เลขท่ีตอ้ งการเปรียบเทียบ × 100
จำนวนทัง้ หมด

สูตรการคำนวณหาคา่ สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.)

สรปุ ผลการวจิ ยั (S.D.) = √∑( − ̅)2

−1

1. สรุปผลการวิจัยจาก บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากตารางที่ 4.3 พบว่า คะแนนเฉลี่ย

ของผลการสอบก่อนเรียนได้คะแนนเฉลี่ย ( ̅) เท่ากับ 9.25 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ

3.15 และคะแนนเฉลี่ยของผลการสอบหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ย ( ̅) เท่ากับ 16.56 ส่วนเบี่ยงเบน

มาตรฐาน (S.D.) เทา่ กับ 1.21

2. สรุปผลการวิจัยจากบทที่ 4 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ

นักเรียน หลังการใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านและการเขียนสะกดคำใน

แม่ ก กา ทำให้ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นภาษาไทย เร่อื งการอา่ นและเขียนสะกดคำในแม่ ก กา สงู กวา่

เกณฑท์ ่ีกำหนดไว้ คอื 10 คะแนน อยา่ งมีนยั สำคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .05

3. ผลสัมฤทธท์ิ างการพัฒนาแบบฝึกวชิ าภาษาไทย เรื่องการอ่านและการเขยี นสำกดคำในแม่

ก กา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนวดั ช่องเปี่ยมราษฎร์ ในระหว่างเรยี นและหลังเรยี น

ของนักเรียนท่ีเรียนด้วยแบบฝึกจากตารางที่ 7 พบว่ามีประสทิ ธิภาพ เท่ากับ 84.00/91.80 ซึ่งสูงกวา่

เกณฑ์มาตรฐานท่ีต้งั ไว้ คอื 80/80

ขอ้ เสนอแนะ
การวิจัยครั้งนีผ้ ู้วิจัยมีข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจยั ไปใชแ้ ละขอ้ เสนอแนะสำหรับการทำ

วจิ ัยคร้ังตอ่ ไป ดงั น้ี
1. ขอ้ เสนอแนะในการนำผลการวิจยั ไปใช้
1.1 ก่อนการจดั การเรียนรู้ครูผสู้ อนควรศึกษามาตรฐานการเรยี นรู้ ตัวชวี้ ดั และสาระ

การเรียนรู้ รวมถึงระดับชั้นของผู้เรียนก่อน เพื่อให้กำหนดจุดประสงค์ในการจัดการเรียนรู้ได้ตรงกับ
ผู้เรียนและบรรลเุ ปา้ หมายอยา่ งมีประสิทธภิ าพ

1.2 ครูผู้สอนควรศึกษาเนื้อหาที่นำมาสร้างแบบฝึกให้เข้าใจ และควรกำหนดให้
เหมาะสมกับ เพศ วัย แลระดับความสามารถของผู้เรียน เพื่อให้กระตุ้นผู้เรียนเกิดความกระตือรือรน้
มากยิ่งขึ้น

1.3 ครูผ้สู อนควรศกึ ษาเน้ือหาท่เี ปน็ เนอื้ เรอื่ งเก่ียวกับการอ่านและการเขียนสะกดคำ
ให้เข้าใจ และกระบวนการสร้างแบบฝึกที่ดี รวมถึงการหาประสิทธิภาพของแบบฝึก เพื่อนำไปเป็น
แนวทางในการจัดสรา้ งแบบฝึกใหม้ ีความหลากหลายและช่วยกระตุ้นใหผ้ เู้ รยี นสนใจ เขา้ ใจเนื้อหาได้ดี
ย่ิงข้นึ

2. ขอ้ เสนอแนะในการทำวิจัยครั้งตอ่ ไป
2.1 ควรมีการสร้างแบบฝึก ในระดับชั้นต่างๆ หรือในกลุ่มสาระอื่นที่เห็นว่ามีความ

เหมาะสม และแสวงหาความรู้ แนวคดิ ใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้ให้สอดคลอ้ งกับการพัฒนาเทคโนโลยี
2.2 ควรมีการทดลองใช้แบบฝึก ภายหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการเรียนการสอน

แลว้ วัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นโดยใหน้ กั เรยี นเขยี นตอบและประเมนิ ผลตามสภาพจรงิ
2.3 ควรมีการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้แบบฝึกกับวิธสี อนหลายๆ

วิธี


Click to View FlipBook Version