การพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ
Personality
การพัฒนาบคุ ลกิ ภาพ
เสนอ
ครปู รยี า ปันธิยะ
นางสาวณฐั ชา วงษว์ ชิ ยั
เลขที่ 9 สบจ 63.1
สาขาวชิ าการจดั การสานกั งาน
รายงานน้ีเป็นส่วนหน่ึงของวิชา 30216 – 2003
โปรแกรมสาเร็จรปู ในงานสานักงาน
สาขาวิชาการจัดการสานักงาน แผนกวิชาการจดั การสานักงาน
คณะบริหารธุรกิจ
วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาลาปาง
ภาคการศกึ ษาท่ี 1 ปกี ารศึกษา 1/2562
คานา
รายงานเล่มน้ี เปน็ สว่ นหน่งึ ของรายวชิ า 30216 – 2003 โปรแกรมสาเรจ็ รปู ในงานสานักงาน
ซ่ึงได้รับมอบหมายจาก ครูปรียา ปันธิยะ ได้ให้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเร่ือง การพัฒนาบุคลิกภาพ
โดยมเี นื้อหาสาระรายงานเลม่ นี้ ประกอบดว้ ย ขอบขา่ ยของบุคลกิ ภาพ, หลกั การท่ัวไป เพอื่ การพัฒนา
บุคลิกภาพ, การพัฒนาบุคลิกภาพในงานเลขานุการ และการพัฒนาบุคลิกภาพเพ่ือการเสริมสร้าง
ลักษณะความเปน็ ผนู้ า
ผู้จัดทา ได้ทาการศึกษา ค้นคว้าและเรียบเรียง เป็นรายงานฉบับสมบูรณ์ เพ่ือให้ผู้ท่ีสนใจ
ศึกษาการพฒั นาบคุ ลิกภาพ เพิ่มเติมจากรายงานเลม่ นี้
ผู้จัดทา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่าน ผู้ที่สนใจจะได้รับประโยชน์ และนาไปประยุกต์ใช้ใน
ชีวติ ประจาวนั ได้
ณฐั ชา วงษว์ ชิ ัย
สาขาวิชาการจัดการสานักงาน
[
สารบญั หนา้
1
เร่อื ง 1
ขอบข่ายของบคุ ลกิ ภาพ 2
3
ความหมายของบุคลิกภาพ 4
ความสาคญั ของบุคลิกภาพ 5
มาตรการในการตรวจสอบบคุ ลิกภาพ 7
หลกั เบอ้ื งต้นในการปรบั ปรงุ บุคลกิ ภาพเพือ่ การพฒั นา 8
ปจั จัยทีม่ ีอทิ ธิพลตอ่ การพฒั นาบคุ ลิกภาพ 9
หลักการทว่ั ไปเพอื่ การพฒั นาบุคลกิ ภาพ 10
บคุ ลิกภาพของคนในองค์กร 10
บคุ ลกิ ภาพบอกนสิ ยั 10
บคุ ลิกภาพเบอื้ งตน้ ท่ีดี 11
บคุ ลิกภาพทเ่ี ลขานุการควรมี 11
การพัฒนาบุคลกิ ภาพในงานเลขานกุ าร 13
นสิ ัยในการปฏบิ ัติงานทีค่ วรพจิ ารณา
นิสัยในการปฏบิ ัติงานของเลขานกุ าร 14
พฤติกรรมทไี่ ม่ควรแสดงออก หรอื กริ ยิ าท่าทางทีค่ วรสารวม 15
ไม่ให้ปรากฏขณะทางานหรืออยรู่ ่วมกบั คนอน่ื
การพัฒนาบคุ ลกิ ภาพเพื่อเสรมิ สรา้ งลกั ษณะความเป็นผู้นา
สร้างภาพพจน์ท่ีดใี หป้ รากฏ
บรรณานกุ รม
สารบญั ภาพ หนา้
1
ภาพที่ 7
ภาพท่ี 1.1 บคุ ลิกภาพการแต่งกาย 9
ภาพที่ 1.2 บคุ ลกิ ภาพภายนอกและภายใน
ภาพที่ 1.3 คนที่ไม่กลา้ ขดั ใจใคร 10
ภาพท่ี 1.4 บคุ ลกิ ภาพเบือ้ งต้นท่ีดี
ภาพที่ 1.5 บุคลกิ ภาพทเี่ ลขานุการควรมี 10
ภาพที่ 1.6 นิสยั ในการปฏิบัตงิ านของเลขานกุ าร 12
ภาพที่ 1.7 พฤตกิ รรมท่ีไมค่ วรแสดงออก 14
ภาพที่ 1.8 สรา้ งภาพพจนท์ ด่ี ีใหป้ รากฏ 15
1
บทที่ 1
การพฒั นาบุคลิกภาพ
1. ขอบข่ายของบุคลกิ ภาพ
ภาพท่ี 1.1 บคุ ลิกภาพการแต่งกาย
ทมี่ า: https://seminardd.com/s/56655
1.1 ความหมายของบคุ ลกิ ภาพ
บคุ ลกิ ภาพ (Personality) หมายถึง ลักษณะอนั เปน็ เปน็ ของจาเพาะแต่ละบุคคล
ซึง่ แสดงออกทางท่าทาง ความร้สู กึ นกึ คดิ ความเฉลยี วฉลาด ตลอดจนกริ ยิ ามารยาท ลกั ษณะนสิ ัย
และอปุ นสิ ัย บุคลกิ ลกั ษณะของคน แบ่งออกเป็น 4 พวกใหญ่ ๆ ดังนี้
1) พวกชอบตดิ ตาม (Extrovert)
2) พวกชอบเหน็ แกต่ วั (Introvert)
3) พวกก้าวรา้ ว (Psychopathic Personality)
4) พวกโรคจิต (Paranoid)
บคุ ลกิ ภาพ ในความหมายจากหนงั สอื บัญญัติศัพท์วิชาการศกึ ษา จะหมายถงึ ผลรวมของ
พนั ธกุ รรมและประสบการณท์ ง้ั หมดของบคุ คล
Morgan ให้ความหมายของบุคลิกภาพ หมายถึง คณุ สมบตั แิ ละคุณลกั ษณะเดน่ ของ
บคุ คล รวมทง้ั การปรบั ตวั ของบคุ คลตอ่ สง่ิ แวดลอ้ มต่าง ๆ
ในความหมายของบคุ ลกิ ภาพจากหลาย ๆ ดา้ นน้ี คนไทยถอื ว่าบคุ ลกิ ภาพเปน็ เครอื่ ง
ทานายสมรรถภาพ และความสามารถทางบคุ คล โดยจะยอมรบั เอาลักษณะเด่นเปน็ บคุ ลิกภาพ
ของคนคนนน้ั
สิ่งท่ีจาเปน็ ประกอบเปน็ บคุ ลกิ ภาพ
ก. การปรากฏกาย (Appearance) เป็นการแสดงถงึ ดา้ นการแต่งกายและพฤติกรรม
ทางกายภาพ
ข. การสอื่ สาร (Communication) คอื การพดู การฟัง การเขียน การคิด
และการควบคมุ อารมณ์
ค. สัญญาณกาย (Body Language) คือ การแสดงออกทางสีหน้า สายตา ทา่ ทาง
และระยะหา่ ง
ง. มารยาทสงั คม (Social Manner) คอื กิริยาวาจาทด่ี ูถกู ตอ้ งของคนในสงั คมน้นั ๆ
1.2 ความสาคัญของบุคลกิ ภาพ
บคุ ลิกภาพมคี วามสาคญั ตอ่ การดารงชวี ิตในสังคมท่ีดาเนนิ อยทู่ ุกวันเปน็ อย่างมาก
โดยพจิ ารณาไดจ้ ากประเด็นตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1) ความม่นั ใจ ตอ้ งมนั ใจในการแสดงออก ทาให้กล้าแสดงออก ทาให้กล้าทจี่ ะแสดง
เพราะคนอนื่ ท่ีพบเห็นจะใหค้ วามสนใจและเชอื่ ม่ัน และเปน็ โอกาสทจี่ ะประสบความสาเรจ็ มากขึน้
2) การคาดหมายพฤตกิ รรม หากทราบว่าบุคคลนัน้ มบี คุ ลิกภาพเช่นไร จะทาใหส้ ามารถ
ทานายได้ว่า สถานการณ์เชน่ น้ันจะแสดงพฤตกิ รรมอย่างไร
3) การยอมรบั ความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล การท่บี อกว่าคนหนึง่ แตกต่างจากอกี คนหนงึ่
ได้นน้ั ก็ตอ้ งอาศยั การสงั เกตดูพฤติกรรมทเ่ี กิดข้นึ เป็นประจาสมา่ เสมอ และจะสามารถทาใหร้ ้วู ิธกี าร
ปรบั ตัวเข้ากับคนเหล่านั้นได้ ก่อให้เกดิ ความสมั พันธ์อนั ดตี ่อไป
4) การตระหนักในเอกลกั ษณ์ของบุคคล บคุ ลกิ ภาพทาใหค้ นมีลกั ษณะเฉพาะตัว
ท่เี ป็นของตนเอง เป็นแบบใหก้ ับคนอ่ืนดว้ ย เชน่ ความมีเมตตา ซ่ือสตั ย์ เป็นตน้
5) การปรบั ตัวใหเ้ ข้ากับคนอื่น การทท่ี ราบถึงบุคลกิ ภาพของคนอื่นนัน้ ทาให้ปรบั ตัว
เข้ากับเขาได้ง่ายขึน้ แกป้ ญั หาได้ และยงั ชว่ ยปรับตวั ไดท้ ันกบั สถานการณไ์ ด้ดว้ ย
6) ความสาเรจ็ บคุ คลทม่ี ีบคุ ลกิ ภาพดมี ักได้เปรียบคนอ่ืนเสมอ และเปน็ พื้นฐาน
แห่งความเชือ่ ถอื แกผ่ ู้พบเหน็ ช่วยใหก้ ารทางานสาเรจ็ งา่ ยข้ึน เพราะจะไดร้ บั ความร่วมมือและความ
สะดวกในการติดตอ่
7) การยอมรบั ของกลมุ่ บคุ ลิกภาพท่ดี ยี อ่ มเป็นที่ยอมรบั ของคนทัว่ ไปยนิ ดใี ห้ความร่วมมือ
และก่อใหเ้ กดิ ความมนั่ คงทางจิตใจ
3
1.3 มาตรการในการตรวจสอบบุคลกิ ภาพ
เมือ่ ไดศ้ กึ ษาถึงบุคลกิ ภาพว่ามสี ่วนสาคัญตอ่ เลขานกุ าร และต้องรจู้ ักตรวจสอบบุคลกิ ภาพ
ของตนเองและผู้อ่ืน เพือ่ จะชว่ ยพฒั นาบุคลกิ ภาพตวั เองให้มบี คุ ลิกภาพดีขึ้น เพื่อนาไปประกอบการ
ตดั สนิ ใจในการทางาน ตามตาแหนง่ ทกี่ าหนดไว้ มาตรการทใ่ี ช้มหี ลายชนดิ ซ่งึ อาจเลือกใชต้ ามความ
เหมาะสม ทสี่ าคญั ไดแ้ ก่
1) Personality Inventory เป็นแบบทดสอบบคุ ลกิ ภาพโดยตรง ลกั ษณะเปน็ คาถาม
หลาย ๆ ขอ้ ครอบคลุมในหลายเน้อื หา เชน่ สุขภาพ อาการผิดปกตทิ ่ีมสี าเหตจุ ากจิตใจ ทศั นคติ
ตา่ ง ๆ เร่ือง เพศ ศาสนา อาชีพ การเมือง สงั คม สถานการณ์ทางครอบครวั ฯลฯ
2) Projective Test แบบท่ี 2 นี้ มุ่งให้ผถู้ กู ทดสอบแสดงความร้สู กึ นึกคิดออกมาโดย
ทางอ้อม สร้างจติ นาการหรือความคิดฝัน เพอ่ื จะหาคาตอบเกยี่ วกบั บุคลิกภาพ
3) Rating Scales ใชส้ งั เกตพฤตกิ รรมของผทู้ ต่ี อ้ งการจะทดสอบ และให้คะแนนหรอื
ประเมินคา่ วา่ บคุ คลน้นั แสดงพฤติกรรมออกมาในระดบั พฤติกรรมท่จี ะประเมนิ ค่านั้น จะแบง่ เปน็
หลายระดับให้คะแนนตามลาดบั มากน้อย อาจเร่มิ ต้นจากไมย่ อมร่วมมอื เลย ใหค้ วามร่วมมอื ปานกลาง
ให้ความรว่ มมืออยา่ งเตม็ มือ ฯลฯ หรือแล้วแตจ่ ะเห็นเหมาะสม ข้อสาคัญท่ีควรระวังอยทู่ ่คี วามลาเอียง
ของผปู้ ระเมิน ซ่ึงจะตอ้ งมเี กณฑท์ ่ีแน่นอนไวใ้ นใจ จะเอนเอยี งไมไ่ ด้
4) Interview วิธีสมั ภาษณ์น้เี ปน็ วธิ เี ก่าแกใช้กันมาช้านานในการสารวจบุคลิกภาพ
ในการพจิ ารณาตวั บคุ คลเพ่ือวตั ถุประสงค์นานาชนิด มกั ใชว้ ิธกี ารสัมภาษณ์ตอ้ งการจะทราบส่งิ ใด
ผู้สมั ภาษณก์ ็จะตงั้ คาถามและสงั เกต สิ่งทผ่ี สู้ มั ภาษณ์ จะต้องยดึ ถือกค็ อื ความยุตธิ รรมในใจนั่นเอง
ข้อแนะนามดี งั นี้
ก. Be a Stage – Setter ผสู้ ัมภาษณต์ อ้ งกาหนดขนั้ ตอนของการสมั ภาษณ์
ให้เหมาะสม กาหนดเรือ่ งราวทต่ี อ้ งการทราบไวใ้ ห้ทราบ และสัมภาษณใ์ หเ้ ปน็ ไป
ข. Be a Starter ผสู้ มั ภาษณต์ อ้ งเปน็ ผเู้ รมิ่ ต้น เพือ่ สรา้ งแนวในการสมั ภาษณ์
ใหต้ รงประเด็น และสมั พนั ธก์ บั ขน้ั ตอนทก่ี าหนดไวแ้ ล้ว
ค. Be a Helmsman จะต้องคอยนาให้ถูกสมั ภาษณเ์ ดนิ ตามแนวท่ีกาหนดไมใ่ ห้
ออกนอกลูน่ อกทาง พยายามหาคาตอบใหไ้ ดต้ ามทีต่ ง้ั เปูาหมายเอาไว้และพยายามให้กะทนั หนั
ตรงไปตรงมา
ง. Be a Good Listener ใหค้ วามสนใจกบั คาตอบของผูถ้ กู สัมภาษณ์ รบั ฟงั คาตอบ
และปญั หาด้วยใจเป็นกลาง ทาตนเป็นผู้ฟังที่ดี และหาทางสรุปคาตอบตามแนวทีต่ ้องการ
จ. Be an Explorer ทาตนเป็นนกั สารวจ คน้ คว้าหาขอ้ เท็จจริงจากคาตอบ
ของผถู้ ูกสมั ภาษณ์ พยายามหาทางตัดคาตอบที่คดิ ว่าไม่ใหป้ ระโยชนอ์ อกไป ประมวลไว้แต่ขอ้ มูล
ทีเ่ ชอื่ แน่ไดว้ า่ เป็นความจรงิ
4
ฉ. Be a Salesman พยายามช้ใี ห้เหน็ เปาู หมายของการสมั ภาษณ์ ผูส้ มั ภาษณ์
ควรทาตนคล้าย ๆ กบั พนกั งานขายคอื บอกถงึ ลกั ษณะของงานและบคุ ลิกภาพอนั พงึ ประสงคท์ ่ีผู้ถูก
สมั ภาษณค์ วรจะมี
ช. Be a Diplomat ผสู้ ัมภาษณค์ วรทาตนเปน็ นกั การทตู คอื ซกั ถามผู้ถูกสมั ภาษณ์
ให้ตอบคาถาม ในบางลกั ษณะทผี่ ้ถู ูกสมั ภาษณไ์ มอ่ ยากเปดิ เผย แตเ่ ปน็ เรอ่ื งทผี่ ูส้ มั ภาษณต์ ้องการ
จะทราบ พยายามใหเ้ ขาพดู ออกมาหรือแสดงกริ ยิ าทา่ ที
ซ. Be a Clock – Watcher กาหนดเวลาการสมั ภาษณ์ไว้ให้พอเหมาะอย่าใหม้ าก
หรอื นอ้ ยเกินไป โดยอาศัยขัน้ ตอนทกี่ าหนดไว้เปน็ เกณฑก์ าหนดเวลา และพยายามรกั ษาเวลาให้เป็นไป
ตามนั้น
ช. Be Yourself เปน็ ตวั ของตัวเอง ไมค่ วรเลยี นแบบคนอ่ืนหรอื ตดั สนิ การสมั ภาษณ์
ตามความคดิ เห็นคนอื่น ควรพจิ ารณาจากความรสู้ ึกของตนเอง พยายามทาตนเป็นกนั เอง
กับผถู้ ูกสมั ภาษณใ์ หเ้ ขาเกิดความรสู้ ึกสบายใจเหมอื นการคุยปกติ
ญ. Be a Judge ตัง้ อยูใ่ นความยตุ ธิ รรม พยายามค้นหาความจรงิ แล้วชง่ั นา้ หนกั
คาตอบหรอื ความจรงิ เหลา่ น้นั ด้วยความยุติธรรม ถ้ามีการเปรียบเทยี บระหว่างผถู้ ูกสัมภาษณ์หลายคน
ผสู้ มั ภาษณ์จะตอ้ งมจี ติ ใจแนว่ แน่ไมโ่ อนเอนไปด้านใดดา้ นหนงึ่ อยา่ ให้เกดิ Halo effect คือ แนวโน้ม
ในการตดั สนิ บุคคลโดยแคเ่ พียงเห็นหนา้ ตาท่าทางเท่าน้นั จะต้องใชป้ จั จัยอนื่ ๆ ประกอบดว้ ย
1.4 หลักเบ้ืองต้นในการปรบั ปรงุ บุคลกิ ภาพเพือ่ การพฒั นา
Adler เสนอแนะหลักเบอื้ งตน้ ในการปรบั ปรุงบุคลกิ ภาพเพอ่ื การพฒั นาไว้ ดงั นี้
1) พยายามตัดคาวา่ “ไม”่ ออกไปจากการกระทา พฤตกิ รรมและการพูด จะต้องแสดง
ให้เหน็ ว่าตนเองสามารถจะ “ทาได”้ และพยายามทาแต่สงิ่ ท่ีดีเท่านัน้ คาว่า “ส่ิงที่ด”ี ในที่นี้
ก็หมายถึง ความเห็นโดยเฉลี่ยของบุคคลทว่ั ไปว่า “ด”ี น่ันเอง ฝกึ ใหเ้ ปน็ นสิ ัย จนกระท่ัง “ทาได”้
โดยไมฝ่ นื
2) มั่นใจตนเอง และมจี ิตนาการท่จี ะเปน็ แนวในการปฏบิ ตั ใิ หส้ อดคล้องกับแนวโนม้
ของสังคม และพยายามกาหนดจดุ ยืนของตนไว้ในใจ หาทางฟันฝุาใหไ้ ปถงึ จุดกาหนดของตนเองในทาง
ท่ถี ูกต้อง
3) ไมเ่ ปน็ ผทู้ หี่ ยุดนง่ิ อยู่กบั ท่ี ใหท้ กุ สงิ่ ทุกอย่างเคลอ่ื นไหวเสมอ หาทางเปลีย่ นแปลง
5 ตนเองใหไ้ ปสบู่ ุคลิกภาพท่ีน่าจะเป็น การเปล่ยี นแปลงอาจเกดิ ขึน้ ได้จากการสงั เกต การจดจา
การเปรียบเทยี บ และนาสง่ิ ทด่ี ีมาเปน็ หลกั ในการทจ่ี ะเปล่ียนตนเองไปสจู่ ดุ นัน้ ใหไ้ ด้
ไมด่ ถู ูกตนเอง ถือวา่ เมือ่ คนอืน่ ทาไดเ้ รากต็ อ้ งทาได้ ตรวจสอบผลการกระทาของตนเองอยู่ บอ่ ย ๆ
เพ่อื แกไ้ ขข้อบกพรอ่ งตา่ ง ๆ ใหก้ ารกระทาคราวตอ่ ไปอยูใ่ นสภาพทีเ่ หมาะสม
5) พยายามเป็นบคุ คลทร่ี า่ เรงิ แจม่ ใสในอารมณ์ ทาตนเปน็ คนง่าย และย้มิ ไดใ้ น
ทุกสถานภาพ การฝึกใหเ้ ป็นผรู้ ่าเรงิ ช่ืนบานตลอดเวลานน้ั แรก ๆ อาจทาใหย้ ากแตถ่ า้ ฝกึ ฝนเปน็ ประจา
กจ็ ะมที างประสบผลสาเรจ็
1.5 ปัจจัยที่มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การพัฒนาบุคลกิ ภาพ
บุคลกิ ภาพของแตล่ ะคนทสี่ ามารถจะพฒั นาได้ โดยมงุ่ ใหม้ ผี ลลัพธ์อย่างใดนั้น มิไดข้ ้นึ อยู่
กับ หลกั เกณฑก์ ารพฒั นาตา่ ง ๆ ตามที่ไดแ้ นะนามาแล้วเทา่ นั้น แตย่ ังขึน้ อยกู่ ับปจั จยั อื่นที่มีอทิ ธพิ ล
ต่อการพฒั นาอย่มู าก และกถ็ อื เป็นส่วนสาคญั ที่ควรนามาประกอบหาข้อสรปุ ว่า ทาไมการพัฒนา
บคุ ลิกภาพของแตล่ ะคนซงึ่ ใชก้ ฎเกณฑเ์ ดยี วกันจงึ ไม่ไดผ้ ลอย่างเดียวกนั
ปจั จยั ทม่ี ีอทิ ธพิ ลตอ่ การพฒั นาดงั กลา่ วนั้น พอแยกได้เปน็ 3 ประเภท
1) ด้านวิทยา องคาพยพ หรอื สว่ นประกอบเปน็ ตวั บคุ คลเปน็ ปัจจยั เบอ้ื งตน้
ท่จี ะเสรมิ สร้างใหแ้ นวโน้ม ในการพฒั นาสมั ฤทธผิ ลตามเปูาหมาย ซงึ่ ควรพจิ ารณาถึง
ก. สิง่ แวดล้อมต่าง ๆ ท่ีมกี ่อนปฏสิ นธิ และปรากฏการณต์ ่าง ๆ ขณะคลอดออกมา
เป็นทารก
ข. ความสมบรู ณข์ องกานวภิ าค
ค. ระบบประสาท และสงิ่ แวดลอ้ มท่ัวไปเกี่ยวกบั รา่ งกาย
ง. ลาดบั ข้นั การเจรญิ เตบิ โตของอวัยวะสว่ นตา่ ง ๆ และวุฒิภาวะ
2) ด้านสังคม เปน็ เครอ่ื งสนบั สนนุ การพฒั นาบุคลิกภาพทสี่ าคัญ เพราะมอี ทิ ธิพลสงู
สามารถจะบงั คับใหบ้ คุ คลในสังคมคลอ้ ยตามพฤตตกิ รรมของส่วนรวมตลอดมา ทงั้ น้ี อาจเกิดจาก
สญั ชาตญาณในการเลยี นแบบของบุคคลในอนั ท่จี ะเกิดการยอมรบั จากบคุ คลอนื่
ก. สถานภาพทางครอบครวั ความมั่นคง ความอยูร่ อดของครอบครัวเปน็ ส่งิ แรก
ทแ่ี ตล่ ะบุคคลพึงประสบ
ข. การอบรมเลย้ี งดูตงั้ แต่แรกเกิด และการเป็นแบบนาของพอ่ แม่
ค. ระดบั เศรษฐกจิ โดยส่วนรวม และเศรษฐกจิ ครอบครวั
ง. ภูมิลาเนาของครอบครวั ซ่งึ ตา่ งกนั ไปโดยตาบลที่ตง้ั เช่น อยูใ่ นบททหี่ า่ งไกล
อยชู่ านเมอื ง ในตวั เมอื ง ชุมชนแออัด
จ. ปัญหาอัดเกดิ จากกลุ่มชนทงั้ ส่วนใหญ่ และสว่ นย่อย อนั มผี ลกระทบต่อความ
เป็นอยู่ของบุคคลนนั้ ๆ
6
ฉ. ปัญหาการครองชพี ความสะดวกสบาย สุขภาพ การศกึ ษา และสวสั ดิการ
ความปลอดภัย
ช. ปัญหาเรือ่ งเช้ือชาติ คา่ นยิ ม และอิทธิพลของศาสนา
3) ด้านจิตวิทยา เปน็ เรื่องท่ีศึกษาเกย่ี วกบั ตัวบคุ คล และพยายามทาความเขา้ ใจถึง
สาเหตุตา่ ง ๆ ที่สง่ ผลให้แตล่ ะคนมลี ักษณะเฉพาะตวั รวมถึงการประพฤติปฏบิ ัติทุกอย่างของบคุ คล
เท่าทจี่ ะสามารถสงั เกตเห็นได้ หรือใชเ้ คร่อื งมือชว่ ยสงั เกตได้โดยอาจอนุมานเอาจากการกระทา หรอื
การแสดงออก ซงึ่ เรียกวา่ “พฤติกรรม” (Behavior)
เพือ่ ใหท้ ราบถงึ พฤตกิ รรมของแตล่ ะคน อาจใช้วธิ ีการรวบรวมขอ้ มูลประกอบหลายวิธี
ดว้ ยกัน เท่าท่ีใช้กนั อยู่ก็มี การสงั เกต การสารวจ การศกึ ษาประวตั ริ ายบคุ คล การทดสอบ การทดลอง
พฤตกิ รรมท่มี อี ทิ ธพิ ลต่อการพฒั นาบคุ ลิกภาพด้านวิทยา พอจะแยกไดด้ งั น้ี
ก. บทบาทของแมท่ ่มี ีต่อลูก เช่น ความสมั พันธฉ์ ันแมล่ ูกเป็นไปตามปกติวิสัย หรือ
อปกติ หมายถงึ ความเอาใจใส่ การเลยี้ งดู ความรักใครท่ ะนถุ นอม ซ่งึ เป็นแม่บทท่ที าใหล้ กู สงั เกต
จดจา ประพฤตกิ รรมปฏบิ ัติตาม แยกได้ท้งั ทางดี และไมด่ ี
ข. บทบาททางฝาุ ยพ่อ ซ่ึงกม็ ีลกั ษณะคล้ายคลงึ กบั แม่ ที่สาคญั คือ พฤติกรรมของพ่อ
ทีแ่ สดงออก ในฐานะหัวหนา้ ครอบครวั การให้ความค้มุ ครองปกปอู งรกั ษา ใหค้ วามปลอดภยั
แกค่ รอบครวั
ค. ความสัมพนั ธท์ ่มี ีต่อครอบครัวในฐานะสมาชกิ ของครอบครัว เชน่ การช่วยทางาน
การช่วยเหลือเกือ้ กลู การพกั ผ่อนหย่อนในระหว่างเครือญาติ การอยูร่ วมกันในครอบครัว
ง. ในด้านสว่ นตวั บคุ คล ในแง่ความรสู้ กึ ดา้ นต่าง ๆ เช่น ความห่วงใย ความกดดัน
ของสิง่ แวดล้อม ความรักทีม่ ีตอ่ บุคคลอนื่ ความรว่ มมือรว่ มใจ ความรับผดิ ชอบต่อหน้าท่ี
จ. ความร้สู านึกในตนเอง ความสานกึ ต่อช่ือเสียงเกียรติยศ ความมีทักษะ มีความคดิ
ริเร่มิ สร้างสรรค์ สัญชาตญาณในการต่อสูป้ ูองกนั ตนเอง และพวกพ้อง การควบคุมสติอารมณ์ และ
ความสานึกในการท่ีจะปรบั ตนเองใหส้ อดคลอ้ งกบั สง่ิ แวดล้อม
ปัจจัยทง้ั สามดา้ นดังกล่าวมานนั้ จะเปน็ เครือ่ งเสรมิ หรอื เครอ่ื งบ่ันทอนการพฒั นา
บุคลกิ ภาพของแตล่ ะคน ภายใต้ปัจจยั ทต่ี ่างกนั ใน 3 ดา้ นดังกล่าว จะทาใหผ้ ลการพัฒนาบคุ ลิกภาพ
ของคนไม่เหมอื นกนั แม้จะใชห้ ลกั เกณฑอ์ ย่างเดียวกันก็ตาม
7
2. หลักการทวั่ ไปเพ่อื การพัฒนาบคุ ลกิ ภาพ
บคุ ลิกภาพเปน็ เร่อื งเฉพาะตวั ของแตล่ ะคนซง่ึ บุคลกิ ภาพท่มี เี สน่ห์ใครชอบใครเห็นจงึ เปน็ ยอด
ปรารถนาของทกุ คน บางคนแมเ้ หน็ ครั้งเดียวก็อยากคบหาสมาคม หรอื พดู จาด้วย เพราะ ชอบท่าทาง
หนา้ ตา การยมิ้ การพดู จา ความเอ้ืออาทรต่อกัน ทกุ หน่วยงานต่างปรารถนาท่ีจะไดค้ นดี คนเก่งมา
ทางาน เพอื่ ให้ลูกค้าประทับใจ และเข้ากบั ผรู้ ่วมงานคนอื่นได้ รวมทง้ั กล้าทจี่ ะคิด ช่วยสร้างสรรค์
สิ่งใหม่ หรอื ทาประโยชนใ์ ห้ หรอื ประเมนิ สถานการณ์
หากพดู ถงึ บคุ ลกิ ภาพจะนึกออกว่า ใครเป็นใคร เพราะเปน็ แบบแผนเฉพาะตัวของแตล่ ะคน
บคุ ลกิ ภาพ จงึ เปน็ ภาพรวมทง้ั หมดของบคุ คลคนหนง่ึ ทแี่ ตกต่างไปจากคนอ่ืน บุคลกิ ภาพจงึ เกดิ จาก
“ภายนอก” เช่น รปู ร่าง หนา้ ตา เสอื้ ผ้า เคร่อื งแต่งกาย ผวิ ขาว ผิวดา ฯลฯ สว่ นบุคลิกภาพ
“ภายใน” สติปัญญา ความจรงิ ใจ การมจี ติ ใจดี มคี วามซือ่ สตั ย์ สุจริต ความมีน้าใจ มคี ุณธรรม
มคี ่านิยมท่ีดี
ภาพท่ี 1.2 บคุ ลกิ ภาพภายนอกและภายใน
ทม่ี า: https://www.dek-d.com/board/view/3612376/
บุคลกิ ภาพภายนอกและภายใน จะกลายเป็นบุคลกิ ภาพท้ังหมดทบี่ ุคคล คนน้นั แสดงออก
น้ันกเ็ กดิ จากการขัดเกลา หรอื การอบรมสงั่ สอนตงั้ แตเ่ ล็ก และคนทส่ี าคัญคนแรก คอื พ่อแม่
ผปู้ กครอง ตัวแทนถดั ไป คือ โรงเรียน เพอื่ นบ้าน เพอ่ื นเลน่ วดั วาอาราม กลุม่ อาชพี สื่อมวลชน ฯลฯ
ท่ีจะชว่ ยอบรมสง่ั สอนขัดเกลาหล่อหลอมบคุ ลกิ ภาพของบุคคล
คนแตล่ ะคนจงึ มบี ุคลกิ ภาพต่างกนั จากหลาย ๆ ปจั จยั ตามทก่ี ลา่ วมา จึงตอ้ งใจกว้าง อย่ามี
อคติ หรือไมย่ อมรับกัน โดยเฉพาะในหน่วยงานต่าง ๆ เปน็ ทรี่ วมของบุคลกิ ภาพหลายรูปแบบมีทมี่ า
ความเชอื่ พฤติกรรม อดุ มการณท์ ตี่ า่ งกันไม่น้อย
8
การทางานจึงตอ้ งยอมรบั ว่าเขาอาจไม่เหมอื นเรา เราอาจไมเ่ หมอื นเขา แต่เรากอ็ ยู่กันได้
ถา้ เราไมถ่ อื “เขา” ถือ “เรา” และตอ้ งระลกึ เสมอวา่ คนเราเปลี่ยนแปลงไดต้ ามกาลเวลา สถานท่ี
อายุ ท่เี ปลยี่ นแปลงไป โดยอยา่ ด่วนสรปุ งา่ ย ๆ จากบคุ ลิกภาพแคท่ เ่ี หน็ หรือไดย้ นิ มา แต่ต้องให้
โอกาสทจ่ี ะทาความเขา้ ใจให้ถอ่ งแท้
ตอ่ ไปนี้ เปน็ กรณีไว้ศึกษาลกั ษณะของคนไวบ้ ้าง อาจจะทาให้การทางาน ทางานได้งา่ ย และ
เข้าใจกันได้งา่ ยข้นึ
2.1 บคุ ลิกภาพของคนในองคก์ ร
1) คนพดู ตรงไปตรงมา เปน็ พวกไม่ดัดจริต ไมม่ อี ะไรมาปิดบงั ซอื่ สัตย์ พวกน้ี
จะทางานจรงิ จงั มคี วามจริงใจสงู อาจจะพดู ไมเ่ พราะ แต่มจี ติ ใจท่ดี ี
2) คนเสียสละ เกดิ อะไรขน้ึ จะรบั ผิดชอบ และอาจจะรับอะไรเรว็ ไป จนบางคร้งั
เป็นผลเสยี ตอ่ ตัวเอง คนประเภทนี้ ทางานด้วยกส็ บายใจ ไม่เอาเปรยี บใคร มีแต่ให้มากกว่ารับ
3) คนหน้าตาย เกบ็ กด อาจจะดา่ อะไรนายลบั หลงั เรา จงึ เปน็ คนหน้ากลวั
ที่จะทางานดว้ ย
4) คนไม่กลา้ ขัดใจใคร มกั จะเหน็ ด้วยเกือบทกุ เรอ่ื ง เวลาทางานกับพวกน้ี จะต้อง
กล้าแสดงความคดิ เห็น เพอื่ เขาจะได้สบายใจ
5) คนพูดมาก เร่มิ นมุ่ นวล ใชค้ าพูดซา้ ๆ จึงควรใสใ่ จ หรอื พยายามเขา้ ใจเขาวา่
ต้องการพูดเรอื่ งอะไร หากอยากให้งานสาเรจ็ กต็ อ้ งบอกเปูาหมาย เพอื่ เขาจะได้ทาได้
6) คนมองโลกในแง่รา้ ย มกั จะชอบคา้ นอยู่เร่ือย อาจจะมเี หตผุ ล หรือไม่มเี หตุผล
ใครทางานดว้ ยอาจหมดกาลงั ใจ แตก่ ต็ อ้ งทาใจดว้ ยการให้อภัย
7) คนชอบทาลาย พวกนอ้ี ยากเหน็ ความเสยี หายของผอู้ น่ื เชน่ แกลง้ ขโมยเอกสาร
บา้ ง หรอื รบั โทรศัพท์กไ็ มบ่ อก เปน็ ตน้ หากทางานด้วยต้องยอมรบั วา่ เขาอาจรา้ ยไดท้ ุกเม่อื เปน็ หน้าที่
ของนายตอ้ งคาดโทษเขา หากทาใหบ้ ริษัทเสยี หาน
8) คนไมพ่ ดู ไมแ่ สดง จะเก็บล้นิ เก็บฟันไมพ่ ดู อะไร ไมช่ อบยงุ่ กลับใคร ไม่อยากเขา้ ไป
เก่ียวขอ้ งดว้ ย เข้าทานองปลอดภยั ไว้ งานจะไม่กา้ วหน้าเทา่ ทคี่ วร เพราะไมก่ ล้าทงั้ ตแิ ละชม
ทาใหไ้ มม่ คี วามคดิ รเิ ร่ิม หรือคดิ ปรบั ปรงุ อะไร ถอื ว่า การไมพ่ ดู ไม่มเี รื่องราวกบั ใครคอื
การไม่มีความคดิ งาน จะได้ผลกค็ ือ มอบงานใหท้ าพรอ้ มกบั บอกรายละเอียดว่าตอ้ งรายงานกลบั มา
เรอื่ งอะไรบา้ ง พรอ้ มกบั วนั เวลาท่ีต้องทาใหเ้ สร็จ
9
ภาพท่ี 1.3 คนทีไ่ มก่ ล้าขัดใจใคร
ท่ีมา: https://www.wallstreetenglish.in.th
2.2 บุคลกิ ภาพบอกนสิ ัย
บางคนเช่ือวา่ หน้าตาจะบอกว่าใครดใี ครเลว ซง่ึ ถ้านายคดิ แบบนค้ี งต้องรบั คนจาก
รูปร่างหนา้ ตาเปน็ หลกั ส่วนใครจะเชื่อรปู หนา้ หรือโหงวเฮ้งกแ็ ลว้ แต่ความเชือ่ แตล่ ะคน
1) หนา้ สามเหลี่ยม หนา้ ผากกวา้ ง เป็นคนฉลาดหลกั แหลม คดิ วา่ ตวั เกง่ จึงชอบเอา
ตัวเปน็ หลัก แตใ่ นขณะเดยี วกัน ก็เป็นคนออ่ นไหวง่าย ใครยแุ ยงใส่ร้ายปูายสี พวกเชื่อเอางา่ ย ๆ
จงึ เป็นคนทีค่ บยาก และเข้ากบั คนยาก เพราะไมร่ จู้ ะเอาอย่างไร หลายคนจงึ มองวา่ เปน็ พวกฉลาด
แกมโกง พวกนจ้ี ะเป็นนกั วทิ ยาศาสตร์ ศลิ ปนิ พยายามใหท้ างานด้วยต้องอยา่ พูดอะไรให้
กระทบกระเทือนใจ และถ้าไดเ้ ป็นหวั หนา้ การงานจะสาเรจ็ ไดง้ า่ ย
2) หนา้ กงึ่ กลางสามเหลีย่ ม พวกนค้ี ลา้ ยกบั พวกแรก จะต่างกนั ตรงไมอ่ ดทนเทา่
พวกแรก และชอบหนปี ญั หามากกว่าสกู้ ับปัญหา เพราะออ่ นไหวเกินไป จนไม่ยอมมจี ิตใจทจ่ี ะยอมรบั
ปัญหาทอ่ี าจเกิดไดโ้ ดยไมค่ าดฝัน ต้องระวังทจี่ ะทางานดว้ ย และควรให้ทางานทีม่ ีชว่ งระยะเวลาส้ัน ๆ
3) หน้าส่เี หลย่ี มจัตรุ สั เป็นพวกอดทน มีมานะ มีความพยายาม มคี วามขยันจงึ มักจะ
ได้เป็นผูน้ า เพราะกล้าทจี่ ะทาทกุ อยา่ งท่ขี วางหน้า จะเสยี ตรงใจรอ้ น อารมณ์รอ้ น ข้ีโมโหแต่กห็ ายเรว็
ถา้ รจู้ ักเอาเขามาใชง้ าน งานไมเ่ สีย
4) หนา้ กลม เป็นคนสภุ าพ นมุ่ นวล ชอบความสงบ ไม่อยากมีเรอ่ื งกนั จงึ ชอบมชี วี ติ
แบบสบาย ๆ ไม่เร่ืองมาก ไมช่ อบทาอะไรแบบพธิ ีรตี อง จัดวา่ เปน็ คนมีความรอบคอบ คดิ อะไรดไี ด้ดี
5) หน้ารปู ไข่ เปน็ ใบหนา้ ทีป่ ระสบความสาเรจ็ สงู เพราะฉลาดเป็นคนนุ่มนวล
รอบคอบ ขยนั มีมานะอดทน และถ้าทาอะไร การงานจะกา้ วหนา้ เพราะพวกหน้ารปู ไขเ่ ชื่อวา่
อปุ สรรค คอื พลงั นายมีลูกนอ้ งแบบนี้ นายสบายใจ งานไปไดด้ ี และมคี วามสาเร็จ
10
2.3 บุคลกิ ภาพเบอ้ื งตน้ ที่ดี ภาพที่ 1.4 บุคลกิ ภาพเบ้ืองตน้ ทีด่ ี
1) ยิ้มแย้มแจม่ ใส ท่มี า:https://40plus.posttoday.com
2) กิริยาทา่ ทางเหมาะสม
3) แตง่ กายสะอาด
4) มองโลกในแงด่ ี
5) ปรบั ตวั ได้ตามสถานการณ์
6) มีความกระตือรือรน้
7) ร้จู กั ยกยอ่ งชมเชยผอู้ น่ื
8) สรา้ งกาลงั ใจใหแ้ กตนเอง
9) เปล่ยี นความเคยชินทท่ี าใหเ้ สียบคุ ลิกภาพ
10) หม่ันปรบั ปรุง และพัฒนาตนเองอยูเ่ สมอ
2.4 บุคลกิ ภาพทเี่ ลขานุการควรมี ภาพท่ี 1.5 บคุ ลิกภาพทเ่ี ลขานุการควรมี
1) คลอ่ งแคลว่ วอ่ งไว ท่มี า: http://www.rmutphysics.com
2) ย้มิ แย้มแจม่ ใส
3) ความเชือ่ มนั่ ในตวั เอง
4) ความฉลาด ไหวพริบ
5) ความซื่อสัตย์
6) ความเปน็ ผใู้ หญ่
7) แตง่ กานเหมาะสม
8) ร้จู ักมารยาททถ่ี ูกตอ้ ง
9) มีศิลปะในการพูด
10) ความคิดริเริม่ สรา้ งสรรค์
3. การพัฒนาบคุ ลกิ ภาพในงานเลขานุการ
บุคลิกภาพของแตล่ ะคน ย่อมแตกต่างตามธรรมชาติ มีบา้ งบางคนที่บคุ ลกิ ภาพตามธรรมชาติ
เหมาะสม สอดคล้องกบั การเปน็ เลขานกุ ารทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ บางคนกไ็ มค่ อ่ ยจะตรงเท่าใดนัก
แต่บุคลกิ ภาพสามารถจะพัฒนาได้ โดยความพยายามของบคุ คลนน้ั เอง ทม่ี ุ่งมน่ั ปรบั ปรุงใหด้ ขี ึน้ และ
ตรงกบั ตาแหนง่ ทที่ าโดยอาศัยหลักทก่ี ลา่ วมาแลว้
เลขานกุ ารควรปรับปรงุ บคุ ลกิ ภาพดา้ นใดบ้าง บุคลกิ ลกั ษณะ และนสิ ัยเช่นไม่ใดเป็น
พงึ ประสงค์ หรอื ตอ้ งเปล่ียนแปลง เพอ่ื ให้การทางานสาเร็จตามวัตถุประสงค์ ขอให้พิจารณาจาก
ข้อเสนอแนะตอ่ ไปนี้
11
3.1 นิสัยในการปฏิบตั ิงานทคี่ วรพจิ ารณา
1) โรคปฏเิ สธคนอ่ืนไมเ่ ป็น บางเร่ืองทม่ี ผี ขู้ อร้องให้ช่วย ถา้ เห็นวา่ ไม่มีความสาคญั
หรือจาเป็นควรบอกปัด และขอรอ้ งให้ไปตดิ ตอ่ คนอนื่
2) โรคแกร่ ายละเอียด งานบางอยา่ งตอ้ งการความกะทดั รัด มแี ตส่ าระสาคญั
กไ็ มค่ วรท่จี ะเพิ่มเติมรายการไมเ่ ปน็ ผลดี
3) โรคลังเล ควรเป็นผตู้ ดั สนิ ใจโดยรวดเรว็ และถกู ต้อง แต่ดว้ ยความรอบคอบ
การกลัวจนไมก่ ลา้ ทาอะไรน้นั ไมเ่ ปน็ ผลดี
4) โรคทางานทกุ อยา่ งทีข่ วางหนา้ งานใดท่พี อจะแบง่ ใหผ้ ูน้ อ้ ย หรอื ลกู นอ้ งไปทาบา้ ง
กจ็ ะเปน็ การแบง่ เบาภาระ หรอื โรคทางานจบั จด ทางานน้ันนิด ทางานนห้ี น่อย แตล่ ะงานไม่จบสนิ้
ไม่สาเรจ็ เปน็ ช้ินเปน็ อัน
5) โรคผัดวันประกนั พรงุ่ งานทกุ ชนดิ ที่เปน็ งานสาคัญตอ้ งปฏบิ ตั เิ ตม็ ท่ี ทนั ที
เปน็ ไปตามขัน้ ตอน ไมค่ วรเลือกว่างานนีย้ ากเอาไวว้ นั พรงุ่ นที้ ากไ็ ด้
3.2 นิสัยในการปฏบิ ัติงานของเลขานุการ
1) เข้าบคุ คลอืน่ ไดท้ กุ โอกาส ขอ้ นี้ถอื เป็นจุดสาคัญทีส่ ดุ ในบรรดานสิ ัยการทางาน
ของเลขานกุ าร เพราะเลขานกุ ารอยทู่ า่ มกลางบุคคลมากมาย ฉะนนั้ การเขา้ กับผอู้ ่ืนได้ จึงเปน็ ส่ิงที่
ควรแกก่ ารยกยอ่ งชมเชยเลขานุการจะตอ้ งเข้ากบั เพอ่ื ร่วมงานทกุ คนได้
2) เมื่อมกี ารปฏเิ สธ จะตอ้ งปฏิเสธอย่างน่มุ นวลในการทจ่ี ะให้ข้อสนเทศแก่บคุ คลอนื่
สอบถามถงึ การตัดสนิ ใจของผบู้ งั คับบัญชา ในงานบางอย่างซง่ึ เปน็ ความลบั เฉพาะ เลขานุการไม่อยู่
ในฐานะทจ่ี ะเปิดเผยได้ จาเป็นทจ่ี ะตอ้ งหาทากหลกี เลยี่ งการตอบคาถามให้แนบเนยี นเหมาะสม
อย่าให้ผบู้ รหิ ารอน่ื หรือเพ่ือนรว่ มงานท่ถี ามปัญหาเกดิ อารมณข์ ุ่นเคอื งได้ เลขานกุ ารอาจตอบวา่
“เรอื่ งน้ไี มท่ ราบรายละเอยี ดลึกซงึ้ เกรงไปว่าจะตอบผดิ พลาดไปจากเจตนารมณข์ องผบู้ งั คบั บญั ชา
โดยตรง จะเกิดผลเสียหายได้ เม่ือได้รบั รายละเอยี ดในเรอ่ื งน้แี ล้ว จะเรียนใหท้ ราบ” ดงั นีเ้ ปน็ ตน้ ไป
3) ทางานโดยตงั้ ใจให้มผี ลผลติ ปกติแล้วนายจ้างจะจา่ ยค่าจา้ งตอบแทนให้แก่ผลงาน
ทที่ า ฉะน้ัน จึงตอ้ งแสดงผลงานใหช้ ัดแจง้ ต้งั ใจทางานให้ไดร้ ับผลเปน็ ท่พี ่งึ พอใจ โดยใชเ้ วลานอ้ ย
คณุ ภาพสงู งานถูกตอ้ ง และประหยัดวสั ดุ งานทเี่ ลขานกุ ารทาจะต้องอาศัยวิธี การทางานทด่ี ี
ตอ้ งตดั สนิ ใจให้รอบคอบ และทาอยา่ งมีประสิทธิภาพมงุ่ สู่เปาู หมายอนั เปน็ ผลผลติ ของงาน
12
วธิ ที ่ดี ใี นการทางาน คือ
ก. ศกึ ษางานทท่ี า แยกยอ่ ยออกไปเป็นส่วน ๆ เปน็ ข้นั เป็นตอน
ข. จดั ข้นั ตอนตา่ ง ๆ ใหเ้ ป็นไปตามลาดบั ก่อนหลงั
ค. จัดหาวัสดุอุปกรณ์ เครอื่ งมอื เครอื่ งใชเ้ ก่ียวกบั งานทท่ี านนั้ ใหเ้ ปน็ ทพี่ อใจ
ของผู้ทางานใหม้ ากทส่ี ุด และจาแนกวสั ดุ เครือ่ งมือเครอ่ื งใช้เหล่านั้น ไว้ตามตามลาดบั ขน้ั ตอนของงาน
4) ทางานด้วยความระมดั ระวังและไว้ใจได้ ถา้ เลขานกุ ารเปน็ บุคคลดีเชื่อถอื และ
ไวใ้ จได้ จะทาใหน้ ายจา้ งคลายกงั วล หลงั จากสงั่ งาน หรือแนะนาเสรจ็ กไ็ ปทาธุระอยา่ งอนื่ โดยมอบ
หนา้ ที่ในการดาเนินงานเร่ืองน้ันใหเ้ ลขานกุ าร และไม่ต้องคอยหว่ งใยงานนนั้ อีก เพือ่ สรา้ งความเช่อื ถอื
ไว้วางใจให้กับผู้บังคบั บญั ชา เม่อื นายจา้ งแนะนา หรอื สงั่ งาน เลขานุการตอ้ งต้ังใจฟงั อยา่ งจดจอ่ แน่ใจว่า
เขา้ ใจในคาส่งั หรอื คาแนะนานน้ั ตอ้ งทราบว่าจะทาอะไร แล้วดาเนนิ การตามน้นั อย่าใหบ้ กพร่อง
ทาให้เสรจ็ ตามเวลา และมปี ระสทิ ธิภาพ
5) รู้เทคนคิ ในการบรหิ ารเวลา การบรหิ ารเวลาทมี่ ปี ระสิทธิภาพน้นั ตอ้ งเปลี่ยนแปลง
พฤตกิ รรมอยา่ งมาก และควรปรบั นสิ ยั เองทลี ะเรอื่ ง เปล่ยี นไปจนกระทง่ั กลายเปน็ นสิ ยั ใหมใ่ นด้านการ
ควบคุมการใชเ้ วลา “เราเทา่ นั้นจะเอาชนะใจของเธอเองได”้
ภาพท่ี 1.6 นิสัยในการปฏิบตั งิ านของเลขานกุ าร
ทีม่ า: https://sites.google.com/site/karphathna104/bukhlikphaph-kab-kar-phud
ฉะนั้น ก่อนการปฏบิ ตั ิงานแตล่ ะเรอ่ื ง ต้องพจิ ารณาวา่ จะนาเทคนคิ ใดมาใช้
ในการปฏบิ ตั ิ เพอื่ ให้งานนน้ั บรรลุผลอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ ควรยึดถอื หลกั ปฏบิ ัติ ดังน้ี
ก. จัดลาดบั ความสาคญั ของงานกอ่ น – หลัง
ข. งานใดทย่ี ังมขี ้อมลู ไม่เพยี งพอควรแสวงหาขอ้ มูลเพิ่มเติม
13
ค. แบ่งงานทีท่ าออกเปน็ ช่วง ๆ คือ
- ขน้ั เตรยี มการ หรอื วางแผน
- ขน้ั ปฏิบตั ิการ
- ขน้ั ตรวจงาน
ง. ทางานด้วยความกระตอื รอื ร้น
จ. มสี มาธิในการทางาน
ฉ. อุปกรณ์ทีใ่ ชบ้ อ่ ย ควรวางไว้ใกล้มอื
ช. มีอุปกรณส์ ื่อสารทพี่ ร้อมสมบรู ณ์ สามารใชอ้ านวยความสะดวกทนั ที
และตลอดเวลา
เวลาเปน็ สงิ่ มคี า่ ย่งิ ในชีวิตการทางาน ถ้าปลอ่ ยเวลาใหส้ ูญเสยี เปล่าก็เทา่ กับทาใหเ้ วลา
เสียไปโดยใชเ่ หตุ ฉะนัน้ จงึ ไมค่ วรผดั วันประกันพรุ่งในการทางาน ดงั คาพังเพยทีไ่ ด้กลา่ วไวว้ ่า “เวลา
และวารไี ม่เคยรอใคร เวลาทีล่ ว่ งไป ๆ บัดนีเ้ ราทาอะไรอยู่”
ปรัชญาการใชเ้ วลาของเลขานุการ
จงใช้เวลา เพอื่ การทางาน เพราะนน่ั คอื ราคาของความสาเรจ็
จงใช้เวลา เพอื่ นกึ คดิ เพราะนั่นคือ ทม่ี าของอานาจ
จงใชเ้ วลา เพอื่ เล่น เพราะน้นั เปน็ เคลด็ ลับของความกระฉบั กระเฉง
จงใชเ้ วลา เพอื่ อ่าน เพราะน่ันคอื ฐานของความรู้
จงใชเ้ วลา เพอ่ื คบเพื่อน เพราะน่ันเป็นถนนส่คู วามสาเรจ็
จงใชเ้ วลา เพอ่ื หวั เราะ เพราะนั่นคือ ดนตรปี ระจาใจ
3.3 พฤติกรรมทไ่ี ม่ควรแสดงออก หรือกริ ิยาทา่ ทางทค่ี วรสารวมไมใ่ หป้ รากฏ
ขณะทางาน หรอื อยูร่ ว่ มกับคนอืน่
1) หยิบของใชข้ องผู้อ่นื โดยไม่ขออนญุ าต เมอื่ ผู้อนื่ ทวงกลบั แสดงสหี น้าไม่พอใจ
2) ขอบแสดงสีหนา้ ไมเ่ ปน็ มิตรกบั คลทว่ั ไป ทัง้ ๆ ทีย่ งั ไม่ไดพ้ ดู จาอะไรกัน หรอื ลงมือ
ทางานร่วมกนั
3) แคะ ตดั ตะไบเลบ็ มือเลบ็ เทา้ ดดู รมิ ฝปี ากดงั ๆ ไอ หรือจามโดยไม่ใช้ผ้าปิดปาก
ทาเสยี งฮึมในลาคอ ครวญเพลง ผิวปาก พดู กบั ตวั เองดงั ๆ วิพากษว์ จิ ารณ์คนอื่นอยา่ งเสยี หาย
โดยไมเ่ กรงใจ ยัว่ ยแุ หย่ใหค้ นอ่นื โกรธ
4) กัดเลบ็ แทะดินสอ หรอื แกะเกาตามเน้ือตวั ขยกุ ขยกิ ขบเค้ียวของกนิ ขณะทางาน
ชนดิ ไม่ยอมใหป้ ากอยูน่ ิง่ ๆ และชวนบคุ คลอนื่ ร่วมรับประทานดว้ ย
14
5) ตบแต่งทรงผม หวีผมบ่อย ๆ ขณะทางาน เกาศรี ษะ น้วิ แยงรจู มูก แคะหู
ขณะทางาน เปน็ กริ ิยาทีไ่ มส่ ุภาพ
6) หรี่ตา ดงึ จมูก จบี ใบหู ชาเลืองด้วยหางตา ลูบคาง ทาหนา้ บดิ เบยี้ ว แสดงกริ ิยา
ลอ้ เลียนบคุ คลอน่ื ในขณะทางาน
7) พดู สอด พดู เสยี ด บคุ คลอน่ื ไม่น่งั ประจาทท่ี างานของตน ชอบไปยุ่งกบั โตะ๊ คนอนื่
ในขณะท่ีเขาทางาน เกะกะขดี ขวางทางเดิน ยนื ค้าศีรษะคนอื่น
8) ใช้เทา้ เคาะจงั หวะทาใหเ้ กิดเสยี งขณะทางาน แม้แตข่ ณะรับฟงั คาสั่งจาก
ผู้บงั คบั บญั ชา กม็ กั จะกระดกิ เท้าตลอดเวลา เป็นการกระทาทไี่ มส่ ุภาพ
9) กระชากกระดาษออกจากเคร่อื งพมิ พ์ดดี ขยา ๆ ปาท้งิ ขว้างปาสมดุ หนงั สอื
ดินสอ ปากกา หรือโยนโครมครามใหเ้ กดิ เสยี งดงั เวลาทไ่ี ม่ประสบอารมณ์ หรอื ไมพ่ อใจใครขึน้ มา
10) หน้าไหวห้ ลงั หลอก ตอ่ หนา้ ผบู้ งั คับบัญชาเรยี บรอ้ ย ลบั หลงั หลกุ หลกิ
เปน็ ลิงหลอกเจ้า ไมส่ ารวม เลียนกริ ิยาท่าทางผบู้ งั คบั บญั ชาในแงตลกขบขัน
ภาพท่ี 1.7 พฤตกิ รรมท่ีไม่ควรแสดงออก
ทีม่ า: https://www.hairworldplus.com
4. การพฒั นาบุคลิกภาพเพื่อเสริมสรา้ งลกั ษณะความเปน็ ผู้นา
บุคลิกภาพเปน็ คุณลักษณะทางกายภาพ ทางจิตใจ และความรูส้ กึ นกึ คดิ ทส่ี ะท้อนออกมา
ให้ผ้อู ื่นเหน็ และเกิดความประทบั ใจมากนอ้ ยเพยี งใดนัน่ เอง บุคลิกภาพเป็นสงิ่ เฉพาะตวั ไม่ซ้าแบบกนั
ตามกรรมพนั ธุ์ และการอบรม และสภาพส่งิ แวดลอ้ มเป็นสิ่งมคี ่า ซง่ึ เงินไมส่ ามารถจะซื้อได้ แต่ทุกคน
สามารถปลกู ฝงั ใหม้ ีข้นึ ในตัวได้ ไมม่ ีใครมาเปลยี่ นบคุ ลิกภาพของเราได้นอกจากตัวเอง เราอาจจะ
ปรับปรงุ หรือเสรมิ สร้างบุคลิกของเราได้นอกจากตัวเอง เราอาจจะปรบั ปรุง หรือเสรมิ สร้างบคุ ลกิ
15
ของเราไดน้ อกจากตัวเอง เราอาจจะปรับปรงุ หรอื เสรมิ สร้างบคุ ลกิ ภาพของเราใหด้ ีขน้ึ ได้
โดยการสงั เกตศกึ ษา และประสบการณ์และนามาปรบั มาใชเ้ หมาะสมกบั ตัวเรา และฝึกฝนใหเ้ คยชินจน
เปน็ นสิ ยั สามารถปฏบิ ตั ไิ ดโ้ ดยอตั โนมตั ิ บุคลิกที่ดเี หลา่ น้ันจะเป็นสงิ่ ทต่ี ดิ ตัวเราตลอดไป
บุคลกิ ลกั ษณะ คือ ลักษณะภายนอกของบุคคลทจี่ ะสร้างความประทับใจในเบ้ืองตน้
ใหบ้ ังคบั ผลต่อไป บุคคลจะต้องมีท่วงท่าตอ้ งตาต้องใจบคุ คลอ่นื ซึ่งประกอบด้วยรอยยิ้มที่อบอนุ่
จิตวทิ ยาดี อารมณ์คงที่ คาพดู ทจ่ี รงิ ใจ การยนื การเดิน การนั่ง การวางทา่ ทปี ระสมประสานกับภาพ
หน้าตาของคณุ การฝกึ ฝนหรือมารยาทให้ดเู ปน็ ธรรมชาตเิ หมาะเจาะ คอยสังเกตบุคคลอ่ืนทมี่ ีบุคลกิ ดี
และจดจาทาตาม ทาอย่างไรถงึ จะมีมาดผนู้ า
4.1 สรา้ งภาพพจนท์ ด่ี ใี หป้ รากฏ
1) การแตง่ ตัว ไมช่ อมชอ่ แตก่ ไ็ มห่ รหู ราจนเกนิ ไป
2) ซุ่มเสยี ง การกระตุน้ ใหค้ นฟัง จะตอ้ งมจี ังหวะจะโคน บทสนทนาจะตอ้ งรจู้ กั
ใช้คาพดู ท่ีมพี ลงั และเหมาะแก่การเขา้ ใจงา่ ย มเี หตุผล การหาเหตุ และผลควรจะอ่านใหม้ าก
ศึกษาใหม้ าก เพ่ือการมองการณ์ไกล และไหวตัวเรว็ ต่อสถานการณ์
3) ไหวพรบิ ทจ่ี ะโตต้ อบ ขณะที่น่งั สนทนา อยา่ นง่ั ฟงั เพยี งอย่างเดียว ต้องรจู้ ัก
สอดแทรกคาพูดทีค่ ลอ้ ยตามใหค้ สู่ นทนาเกิดความเปน็ กนั เอง
4) ทาความเคารพ หรอื รบั ไหวอ้ ย่างมจี ังหวะจะโคน
5) ไม่ควรสูบบหุ ร่ตี ่อหน้าผอู้ ื่น
6) มคี วามเชื่อม่ันในตนเอง
7) การยมิ้ แยม้ แจ่มใส
8) การมีศิลปะการชักจงู
9) เข้าใจคาอธิบายได้เรว็
10) มีมนุษยส์ ัมพันธ์ดี
ภาพท่ี 1.8 สร้างภาพพจนท์ ่ดี ีใหป้ รากฏ
ที่มา: http://koratdontree.com/
บรรณานุกรรม
กฤษณเนตร พนั ธมุ โพธ์ิ. การจดั การสานกั งาน. เอกสารประกอบการสมั มนา
เรอื่ ง การจัดการสานกั งานอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ. บรษิ ทั การจัดการธรุ กจิ , 2539
เธยี รชยั เอีย่ มมารเมธ. พจนารุกรมองั กฤษ – ไทย (ฉบับใหม)่ . พิมพค์ รัง้ ที่ 3
กรงุ เทพฯ : อกั ษรพทิ ยา, 2536.
นโปเลียน ฮลิ ล.์ GROW RICH WITH PEACHE OF MIND. แปลโดย ถริ นันท์ อนวชั ศิรวิ งศ์
และอภีไท สกลฤกษ์
เนตรพ์ ณั ณา ยาวริ าช. งานสานกั งาน. กรงุ เทพฯ : มณฑลการพมิ พ,์ 2540
ปราณี พรรณวเิ ชียร. หลักการจดั การ. กรุงเทพฯ : สวุ รรณสาสน์ การพิมพ,์ 2528
ปรารมภ์ นพคณุ . เทคนคิ งานเลขานกุ าร. กรุงเทพฯ : สานักพิมพส์ ถาบันราชภัฏ สวนดุสติ , 2540.
พงศ์ สวุ รรณธาดา. การเลขานกุ าร. กรงุ เทพฯ : บุญเลศิ การพมิ พ,์ 2538
เพ็ญพรรณ วิสทุ ธิ ณ อยุธยา. เอกสารประกอบการสัมมนา “สู่มาดใหมข่ องเลขานุการบรหิ าร
และช่วยผบู้ รหิ าร”. 19 – 20 มิถนุ ายน 2541 โรงแรมแลนมาร์ค. กรงุ เทพฯ : 2541.
ไมตรี ทองประวตั ิ และเสถียรภาพ พนั ธไุ์ พโรจน.์ ทาอย่างไรจงึ จะเป็นหัวหน้างานทลี่ กู น้องยอมรบั
และบรษิ ัทมอบความไวว้ างใจ. กรุงเทพฯ : ธรรมนติ ,ิ 2539
ภรณี วินิจฉัยกุล. ขอบข่ายงานในหนา้ ที่และความรบั ผดิ ชอบของเลขานุการ.
9 – 11 กุมภาพนั ธ์ 2541. โรงแรม ซาลิน่า กรงุ เทพฯ : 2541.
ลเู ธอร์ เจ ไซเวิท. บริหารเวลาอย่างเตม็ คุณคา่ . แปลโดย ปรีดา ล้ิมถวลิ . กรุงเทพฯ : เอช. เอน็ .
กรุป๊ , 2537
ระเด่น ทกั ษณา. คดิ และเขียน. พิมพค์ รง้ั ท่ี 2 กรุงเทพฯ : แสงเทียน, 2541
ระเบียบสานักงานนายกรฐั มนตรี “ว่าดว้ ยงานสารบญั ” พ.ศ. 2536
ศริ ิรัตน์ เสรีรัตน์ และสมชาย หิรญั กติ ต.ิ การบรหิ ารสานกั งานแบบใหม.่ ดวงกมลสมยั , 2538
สร้างศกั ยภาพ สรา้ งอนาคต. กรงุ เทพฯ : ขา้ งฟาุ ง, 2534
สพุ ตั รา สุภาพ. เอกสารอบรมเทคนคิ การบริหารงานอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพยุคใหม่.
29 มนี าคม 2539. กรงุ เทพฯ : สถาบันนิตธิ รรม, 2536
อษุ ณีย์ ตุลาบดี. ส่คู วามสาเร็จของเลขานกุ ารมืออาชีพ. พมิ พค์ รัง้ ที่ 2 กรงุ เทพฯ : ธรรมนติ ,ิ 2536.
Littlefield. C.L. and Other Management of office Operation. “Prectice Hall of India.”
1981, 204 p. Lu. Brown Gavnu “Secreterial office Proceduces” McGraw – Hill
International Editions, 1995