The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แบบเรียน หลักภาษาไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ธนาธร กาเส็มส๊ะ, 2023-03-25 03:03:09

แบบเรียน หลักภาษาไทย

แบบเรียน หลักภาษาไทย

โรงเรียนสตูลวิทยา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๑๖ ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ แบบเรียนรายวิชาเพิ่มเติม หลักภาษาไทย ท๓๓๒๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕


๑. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษา 1.1 ความหมายของภาษา “ภาษา” มาจากค าในภาษาสันสกฤตว่า ภาษฺ ตรงกับค าในภาษาบาลีว่า ภาสา โดยความหมาย ตามรากศัพท์ เป็นค ากริยา แปลว่า กล่าว พูด หรือ บอก ซึ่งเมื่อค ามาเปลี่ยนรูปเป็น“ภาษา” ในภาษาไทย ได้ท าหน้าที่เป็นค านาม มีความหมายตามรูปศัพท์ว่า ค าพูด หรือถ้อยค า พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ ได้อธิบายความหมายของค าว่า “ภาษา” ดังนี้ (๑) น. ถ้อยค าที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อ สื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม (๒) น. เสียง ตัวหนังสือ หรือกิริยาอาการที่สื่อความได้ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ภาษามือ หน่วยที่ ๑ เอกลักษณ์ไทย ภาษาเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบสัญลักษณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสื่อสารในชีวิตประจ าวัน ผู้ส่งสาร และผู้รับสารจ าเป็นต้องเรียนรู้ ระบบสัญลักษณ์และความหมายของสัญลักษณ์เดียวกัน จึงจะเข้าใจความหมาย ของระบบภาษานั้น ๆ นอกจากภาษาเป็นแบบแผนที่มีความจ าเป็นในการด ารงชีวิต ก็ยังเป็นวัฒนธรรมอย่าง หนึ่งที่มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของคนในสังคมกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกด้วย สรุปได้ว่า ภาษา หมายถึง เครื่องมือในการสื่อ ความหมาย ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ใช้เสียง ตัวอักษร รวมถึงภาษาในรูปแบบสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่มนุษย์คิดค้น เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ความต้องการ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตนต้องการ 1.2 ความส าคัญของภาษา ๑.2.1 ภาษาเป็นวัฒนธรรม เป็นสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นหรือสร้างขึ้นและมีการถ่ายทอด สืบค้น และบันทึกต่อ ๆ กันมา มีการปรับปรุงและแก้ไขให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ 1.2.๒ ภาษาแสดงความเป็นปัจเจกบุคคล ภาษาแสดงให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของบุคคล ให้เห็นว่า บุคคลมีอุปนิสัย รสนิยม สติปัญญาความคิดความอ่าน เช่น คนหนึ่งอาจพูดว่า “เหนื่อย ได้ยินไหม เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ยังจะให้เดินอีก” ส่วนอีกคนหนึ่งพูดว่า “เหนื่อยจัง ฉันว่าพักเหนื่อยสักหน่อย แล้วค่อย ไปต่อดีไหม”การใช้ภาษาของบุคคลเหล่านี้อาจอนุมานอุปนิสัยของผู้พูดแตกต่างกันไป -๑-


1.2.๓ ภาษาช่วยพัฒนามนุษย์ มนุษย์ใช้ภาษาเป็นสื่อในการถ่ายทอดวิชาความรู้ ความคิด และประสบการณ์ต่าง ๆ ท าให้มนุษย์มีความรู้กว้างขวางมาก เพื่อให้ชีวิตความเป็นอยู่และสังคมมนุษย์พัฒนาขึ้น 1.2.๔ ภาษาช่วยก าหนดอนาคต การใช้ภาษาสามารถก าหนดอนาคต เช่น การวางแผน การท าสัญญา การพิพากษา การพยากรณ์ การท านายก าหนดการต่าง ๆ 1.2.5 ภาษาช่วยจรรโลงใจ ภาษาช่วยยกระดับจิตใจของมนุษย์ จึงได้มีการน าภาษาไปเรียบ เรียงเป็นค าประพันธ์ที่มีสัมผัสอันไพเราะ ก่อให้เกิดความบันเทิงและสามารถเล่นความหมายของค าในภาษา ควบคู่ไปกับการเล่นเสียงสัมผัสได้จึงท าให้เกิดค าคม ค าผวน ส านวน สุภาษิตและการแปลงค าขวัญ เพื่อให้เกิด ส านวนที่น่าฟัง ไพเราะ และสนุกสนานไปกับภาษาด้วย 1.3 ลักษณะทั่วไปของภาษา 1.3.๑ ภาษาเป็นส่วนหนึ่งวัฒนธรรม ภาษาเป็นวัฒนธรรม เพราะมนุษย์สร้างขึ้น และจะมี วิวัฒนาการเป็นความเจริญอยู่ เรื่อยวัฒนธรรมต้องการเรียนรู้และถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง เพราะคน ในสังคมจ าเป็นต้องเรียนรู้ภาษาและถ่ายทอดไปสู่ชนรุ่นต่อไป 1.3.2 ภาษาแต่ละภาษามีกฎเกณฑ์และโครงสร้างที่แตกต่างกัน ภาษาประกอบด้วย โครงสร้างทางไวยากรณ์ของแต่ละภาษามีความแตกต่างกัน เช่น ภาษาไทยจะวางค าขยายไว้หลังค าที่ถูกขยาย แต่ภาษาอังกฤษจะวางค าขยายไว้หน้าค าที่ถูกขยาย ดังตัวอย่าง beautiful (สวย) girl (สาว) = สาวสวย 1.3.3 ภาษาประกอบด้วยหน่วยเล็กซึ่งประกอบกันเป็นหน่วยใหญ่ขึ้น คือ เสียง --> ค า --> กลุ่มค าหรือประโยค --> เรื่องราว สามารถขยายได้เรื่อย ๆ ไม่จ ากัด 1.3.4 ภาษามีการเปลี่ยนแปลง ภาษามีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากการพูดในชีวิตประจ าวัน (กลืนเสียง/กลายเสียง/ตัดเสียง/ กร่อนเสียง) อิทธิพลของภาษาอื่น (ยืมค า/เลียนแบบส านวนหรือประโยค) การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและ เทคโนโลยีต่าง ๆ ท าให้เกิดสิ่งใหม่ขึ้น ส่งผลให้ค าเก่าที่เคยใช้ถูกแทนที่ด้วยค าใหม่ การเลียนภาษาของเด็ก รวมถึงการคิดค าใหม่ ๆ ขึ้นมาใช้สื่อความหมายเฉพาะกลุ่ม (ค าสแลง) 1.3.5 ภาษามีลักษณะเฉพาะที่ต่างและเหมือนกัน (1) ลักษณะเฉพาะที่ต่างกันของแต่ละภาษา ได้แก่ เสียง ชนิดของค า และไวยากรณ์ (2) ลักษณะเฉพาะเหมือนกันในแต่ละภาษา เช่น เสียงสื่อความหมาย มีวิธีสร้างค าหลากหลาย มีค าชนิดต่าง ๆ ขยายประโยคได้เรื่อย ๆ มีวิธีแสดงความคิดคล้ายกัน และภาษามีการเปลี่ยนแปลง -๒-


1.4 ประเภทของภาษา แบ่งตามลักษณะของภาษา 2 ประเภท ดังนี้ วัจนภาษา ภาษาถ้อยค า ได้แก่ ค าพูดหรือตัวอักษรที่ก าหนดใช้ร่วมกัน รวมทั้งเสียง ลายลักษณ์ อักษร ภาษา ถ้อยค าที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างมีระบบมีหลักเกณฑ์ทางภาษาหรือไวยากรณ์ซึ่งคนในสังคมต้องเรียนรู้ และใช้ภาษาในการฟัง พูด อ่าน เขียน และคิดการใช้วัจนภาษาในการสื่อสาร ต้องค านึงถึงความชัดเจนถูกต้อง ตามหลังภาษาและตามความเหมาะสมกับลักษณ์ การสื่อสารลักษณ์งาน เป้าหมาย สื่อสารและผู้รับสาร วัจนภาษาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ภาษาพูด ภาษาเขียน และรับสารผ่านการฟัง และการดู อวัจนภาษา หมายถึง เป็นการสื่อสารโดยไม่ใช้ถ้อยค า แสดงออกทางด้านอื่นที่รับรู้กันได้สามารถ แปลความหมายได้และท าความเข้าใจต่อกันได้ แบ่งได้ 7 ประเภท ดังนี้ 1. เทศภาษา เป็นอวัจนภาษาที่ใช้เกี่ยวข้องกับสถานที่ ระยะห่างระหว่าง บุคคลก าลังสื่อสารกัน เช่น การจัดสถานที่ในห้องประชุม โดยก าหนดให้ หัวหน้านั่งบริเวณโต๊ะใหญ่ส่วนหน้า และมีการเรียงล าดับที่นั่งตามระดับ ต าแหน่งของแต่ละบุคคล เป็นต้น 2. เนตรภาษา เป็นอวัจนภาษาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ดวงตา สายตา เพื่อสื่อสารถึงอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดจากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร เช่น การมอง การจ้อง เหลือบ ช าเลือง หรี่ตา ถลึงตา ฯลฯ 3.กาลภาษา อวัจนภาษาเกี่ยวกับเวลา หรือระยะเวลาที่ก าลังสื่อสารกัน เช่น การตกลงเวลาในการนัดหมาย หรือแม้กระทั่งการรักษาเวลาในการท า กิจกรรมต่าง ๆ ฯลฯ 4. อาการภาษา อวัจนภาษาที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวอวัยวะของ ร่างกายเพื่อสื่อความหมายบางประการ เช่น ส่ายศรีษะ แสดงว่า ปฏิเสธ โบกมือ แสดงการทักทายหรือการลาก็ได้ อาการภาษาจะถูกก าหนดโดยคน ในแต่ละสังคมซึ่งเข้าใจกันได้ -๓-


7. วัตถุภาษา เป็นอวัจนภาษาที่เกี่ยวข้องกับการเลือกใช้วัตถุเพื่อ น ามาสื่อถึงความหมายบางประการ เช่น การเลือกใช้เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ข้าวของเครื่องใช้ในการแต่งบ้าน เช่น สร้อยทองค า แสดงถึงความร่ ารวย แต่งกายชุดสีด า แสดงว่าเสียใจและไว้อาลัย ให้แก่ผู้ตาย เป็นต้น 5.สัมผัสภาษา อวัจนภาษาโดยการผู้ส่งสารสัมผัสกับผู้รับสารเพื่อ แสดงถึงความรู้สึก และอารมณ์ของผู้ส่งสารที่ต้องการสื่อ เช่น การเดิน คล้องแขน จับมือ โอบกอด ลูบหัว เช่น การโอบกอดและหอมแก้มใน สังคมตะวันตก หมายถึง การแสดงความรักและห่วงใย เป็นต้น 6. ปริภาษา เป็นอวัจนภาษาที่หมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ภาษา แบ่งเป็น 2 ลักษณะ 6.1 ปริภาษาเกี่ยวกับภาษาพูด ได้แก่ น้ าเสียง ความเร็ว ความ ดัง จังหวะในการพูดเพราะสามารถบ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้ พดในขณะนั้นได้ 6.2 ปริภาษาเกี่ยวกับภาษาเขียน ได้แก่ การใช้รูปแบบตัวอักษร ใหญ่ เล็ก ตัวหนา บาง เอียง สีของอักษร การขีดเส้นใต้ การใช้ เครื่องหมายวรรคตอนเพื่อเน้นย้ าข้อความ ความหมาย คือ ความหมายที่เกิดจากค าและประโยค เพื่อใช้ในการสื่อสารและสร้าง ความเข้าใจระหว่าผู้ส่งสารและผู้รับสาร 2. องค์ประกอบของภาษาไทย เสียง เสียงที่มนุษย์เปล่งออกมาเพื่อสื่อความหมายระหว่างมนุษย์ เสียงที่ใช้สื่อ ความหมายในภาษาไทยจ าแนกเป็น 3 ประเภท คือ เสียงสระ (เสียงแท้) เสียงพยัญชนะ (เสียงแปร) เสียงวรรณยุกต์(เสียงดนตรี) พยางค์และค า กลุ่มเสียงที่เปล่งออกมาแต่ละครั้ง จะประกอบด้วย เสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ พยางค์จะมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้ ส่วนค าจะ มีความหมายเฉพาะสมบูรณ์ ค าบางค าประกอบด้วยพยางค์เดียว หรือมีหลายพยางค์ก็ได้ ประโยค คือ การน าค ามาเรียงกันตามลักษณะ โครงสร้างของภาษา หรือเป็นระบบ ไวยากรณ์ของแต่ละภาษา โครงสร้างประโยคในภาษาไทยจะเรียงค าตามรูปแบบ ประธาน กริยา กรรม word -๔-


๓. ลักษณะของภาษาไทย 3.๑ ภาษาไทยเป็นภาษาค าโดด ส่วนมากมีพยางค์เดียว แต่ละค ามีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง ใช้ได้อย่างอิสระ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปศัพท์ เพื่อบอกเพศ พจน์ การกระท า และกาลเวลา เช่น โอ่ง หมา ดิน น้ า นั่ง นอน กิน สั้น ไม้ ใจ หัว 3.2 ภาษาไทยมีระบบเสียงพยัญชนะ เสียงสระ เสียงวรรณยุกต์ 3.3 ภาษาไทยจะมีตัวสะกดตรงตามมาตรา มาตราตัวสะกดมี ๘ มาตรา ค าไทยแท้จะมีตัวสะกดตรง ตามมาตรา เช่น ชก กัด ตบ ถอง ชน ทุ่ม ต่อย เหนี่ยว ข้อสังเกต ค าที่มีมาตราตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราส่วนใหญ่ มักจะเป็นค าที่มาจากภาษาอื่น เช่น อัจฉรา สัจจะ อิสระ มาจากภาษาบาลี อัปสร สัตย์ อิศวร มาจากภาษาสันสกฤต เพ็ญ เผอิญ เดียรดาศ มาจากภาษาเขมร 3.4 ภาษาไทยมีค าลักษณนาม ค าลักษณนามเป็นค าที่บอกลักษณะของนามข้างหน้า ลักษณนามจะ ใช้ตามหลังค าวิเศษณ์บอกจ านวน เช่น คอมพิวเตอร์ ๒ เครื่อง, น้ า ๑ แก้ว 3.5 ค าภาษาไทยค าเดียวมีหลายความหมาย และมีหลายหน้าที่ ค าจะมีหน้าที่และความหมาย เปลี่ยนแปลงไปตามต าแหน่งที่ปรากฏในประโยค ตัวอย่าง ค าว่า “ฉัน” ในประโยคต่อไปนี้ ประโยค ๑ : ฉันและเพื่อนก าลังไปมหาวิทยาลัย (ประธาน) ประโยค ๒ : พระภิกษุก าลังฉันภัตตาหารเพล (กริยา) นอกจากนี้ยังรวมไปถึงค าพ้องรูปที่ค ามีหลายความหมายและใช้แตกต่างกัน เช่น ขัน เป็นค านาม หมายถึง ภาชนะที่ใช้ตัก และ ขัน ค ากริยา หมายถึง ตลก ขันขัน 3.6 ภาษาไทยเป็นภาษาเรียงค า การเรียงค าเข้าประโยคในภาษาไทยเป็นเรื่องส าคัญมากความหมาย ของค าจะเปลี่ยนไป เมื่อต าแหน่งที่ค านั้นปรากฏในประโยคเปลี่ยนไป ตัวอย่าง ประโยค ๑ : เธอรักเขา (เธอเป็นประธาน เขาเป็นกรรม) ประโยค ๒ : เขารักเธอ (เขาเป็นประธาน เธอเป็นกรรม) 3.7 ค าขยายจะวางไว้หลังค าที่ถูกขยาย การวางค าขยายในภาษาไทยจะวางไว้หลังค าที่ถูกขยาย ค าขยายจะช่วยให้รายละเอียดที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น อากาศหนาว (หนาว ขยายค าว่า อากาศ) 3.๘ ภาษาไทยมีการสร้างค าใหม่การสร้างค าในภาษาไทยถือเป็นวิธีการเพิ่มจ านวนค าในภาษาไทย ให้มีความหลากหลาย ซึ่งภาษาไทยมีวิธีการสร้างค า ดังนี้ ประสมค า ซ้อนค า หรือ ซ้ าค า 3.9 ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีการใช้ค าให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคลและโอกาส (1) ระดับพิธีการ ใช้ในพิธีการส าคัญต่าง ๆ ใช้ภาษาทางการที่คัดสรรและเรียบเรียงอย่าง ประณีต เช่น การกล่าวสดุดี การกล่าวรายงานในพิธีมอบปริญญา (2) ระดับทางการ ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการโดยทั่วไป เช่น การแถลงข่าว หนังสือ ราชการ (3) ระดับกึ่งทางการ ใช้ในโอกาสที่เป็นทางการ แต่ลดระดับลงโดยใช้ภาษาสุภาพที่ เป็นกันเองมากขึ้น เช่น การบรรยายในชั้นเรียน (4) ระดับสนทนา ใช้ในโอกาสไม่เป็นทางการ เช่น การพูดคุยทั่วไป สามารถใช้ ภาษาพูดได้เช่น การคุยกันในครอบครัว (5) ระดับกันเอง ใช้ในโอกาสไม่เป็นทางการกับเพื่อนสนิท สามารถใช้ภาษาพูด และภาษาคะนองเช่น เพื่อนสนิทคุยกัน -๕-


สรุป เป็นเครื่องมือในการสื่อความหมาย ไม่ว่าจะเป็นภาษาที่ใช้เสียง ตัวอักษร รวมถึงภาษ าในรูปแบบสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่มนุษย์คิดค้น เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสาร ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก ความต้องการ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตนต้องการ จากเนื้อหา ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเห็นว่าภาษาไทยมีลักษณะเฉพาะที่ควรเรียนรู้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ลักษณะของภาษาไทยอย่างถ่องแท้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งควรตระหนักถึงความส าคัญของภาษาไทย ในฐานะภาษาประจ าชาติและเป็นเครื่องมือในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการมีความรู้ ความเข้าใจลักษณะและความส าคัญของภาษาไทยจะเป็นพื้นฐานของการใช้ภาษาไทยอย่างมี วิจารณญาณเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจ าวัน ภาษา -๖-


-7- หน่วยที่ ๒ เลื่อมใสเสียงและอักษร 1. รูป เสียงพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ 1.1 รูปและเสียงพยัญชนะในภาษาไทย 1.1.1 รูปพยญัชนะ พยัญชนะในภาษาไทยมีทั้งหมด ๔๔ รูป ดังนี้ พยัญชนะ ริมฝีปาก ริมฝีปาก กับฟัน ฟันและ ปุ่มเหงือก เพดานแข็ง เพดานอ่อน เส้นเสียง ระเบิดไม่ก้อง ไม่มีลม ป ต จ ก อ ระเบิดไม่ก้อง ไม่มีลม พ ท ช ค ระเบิด ก้อง ไม่มีลม บ ด นาสิก ม ล ง n ข้างลิ้น น รัว ร เสียดแทรก ฟ ซ ฮ เสียงสระ ว ย ว 1.1.2 เสียงพยัญชนะ เสียงพยัญชนะ คือ การที่ลมออกมาจากปอด ผ่านหลอดลม กล่องเสียง เส้นเสียง สู่ช่องปาก หรือช่องจมูก โดยใช้ลิ้นกล่อมเกลาเสียงให้กระทบกับเพดาน ปุ่มเหงือก ฟัน หรือให้ริมฝีปากกระทบกัน เสียงที่ เกิดขึ้นจะถูกสกัดกั้นในล าคอ ช่องปากหรือช่องจมูก โดยอาจจะถูกสกัดกั้นไว้ทั้งหมดหรือถูกสกัดกั้นเพียงบางส่วน เสียงที่เกิดขึ้นลักษณะนี้เรียกว่า เสียงแปร เสียงที่แปรเกิดเป็นเสียงพยัญชนะต่าง ๆ จ านวน ๒๑ เสียง ตารางการเกิดเสียงพยัญชนะไทยตามหลักสัทศาสตร์ พยัญชนะไทยมี ๔๔ รูป มีเสียง ๒๑ เสียง


-8- เสียงพยัญชนะไทย ๒๑ เสียง เนื่องจากพยัญชนะบางรูปเสียงซ้ ากัน ดังนี้ เสียงพยัญชนะไทย ๒๑ เสียง รูปพยัญชนะไทย ๔๔ รูป /ก/ ก /ค/ ข ฃ ค ฅ ฆ /ง/ ง /จ/ จ /ช/ ฉ ช ฌ /ซ/ ซ ศ ษ ส /ด/ ฎ ด (ฑ ในบางค า เช่น มณฑป) /ต/ ฏ ต /ท/ ฐ ฑ ฒ ท ธ ถ /น/ ณ น /บ/ บ /ป/ ป /พ/ พ ภ ผ /ฟ/ ฟ ฝ /ม/ ม /ย/ ย ญ /ร/ ร /ล/ ล ฬ /ว/ ว /ฮ/ ฮ ห /อ/ อ พยัญชนะทั้ง ๒๑ เสียงเป็ นพยัญชนะต้นพยางค์ได้ทั้ง ๒๑ เสียง


-9- ๑.๒ พยัญชนะต้นควบ เป็นพยัญชนะต้นสองตัวประสมกัน ดังนี้ ๑.๒.๑. อักษรควบ คือ พยัญชนะสองตัวประสมสระเดียวกัน ออกเสียงเป็นพยางค์ เดียว แบ่งออกเป็น อักษรควบแท้ได้แก่ กรฺ กลฺ กวฺ ครฺ ขรฺ คลฺ ขลฺ ควฺ ขวฺ พรฺ พลฺ ผลฺ ปรฺ ปลฺ ตรฺ และอักษรควบไม่แท้ เช่น ทรฺ จรฺ สรฺ ศรฺ ฟรฺ เป็นต้น ๑.๒.๒. อักษรน า-อักษรตาม มาตรา เสียงพยัญชนะ ตัวสะกด พยัญชนะใน มาตรา ตัวอย่างค า กก /ก/ ก ข ค ฆ กัก สุข โรค เมฆ กง /ง/ ง จึง ขัง ด่าง กด /ด/ จ ด ต ถ ท ธ ฎ ฏ ฑ ฒ ช ซ ศ ษ ส พูด กิจ คช ก๊าซ กฎ รัฐ ครุฑ วุฒิ รถ บาท รส พัฒน์ฆาต พิษ พิศ พยาธิ ชัฏ กน /น/ น ณ ญ ร ล ฬ คน หาญ คุณ พร ผล กาฬ กบ /บ/ บ ป พ ภ ฟ กับ บาป ภาพ กราฟ โลภ กม /ม/ ม กลม ข้าม เกย /ย/ ย กาย เขย คุย เกอว /ว/ ว ก้าว เขียว แมว พยัญชนะที่ไม่ใช้เป็นตัวสะกดมี ๙ ตัว คือ ฃ ฅ ฉ ฌ ผ ฝ ห อ ฮ มาตราแม่ ก กา คือ พยางค์ที่ไม่มีตัวสะกด ค าในมาตราแม่ ก กา เป็นค าที่ประสมด้วยพยัญชนต้น สระ และ วรรณยุกต์เท่านั้น ไม่มีพยัญชนะท้ายพยางค์เช่น มานีพามาลามาหาป้ามาลีเมียตาสีมาดูหมีที่ป่าช้า หน้าที่ของพยัญชนะ พยัญชนะท าหน้าที่ในพยางค์หลายประการ เช่น ท าหน้าที่เป็นพยัญชนะต้นพยางค์ พยัญชนะท้าย พยางค์ ท าหน้าที่รักษารูปศัพท์เดิม ท าหน้าที่เป็นอักษรย่อ ดังนี้ ➢ ๑. ท าหน้าที่เป็นพยัญชนะต้นพยางค์ พยัญชนะทุกตัวของไทย ยกเว้น ฃ ฅ ซึ่งเลิกใช้แล้ว ท าหน้าที่เป็นพยัญชนะต้นได้และ พยัญชนะต้นอาจเป็นพยัญชนะต้นตัวเดียว หรือพยัญชนะต้นสองตัวประสมกันซึ่งแบ่งเป็นอักษรควบ และ อักษรน าอักษรตาม ๑.๑ พยัญชนะต้นเดี่ยว เป็นพยัญชนะต้นตัวเดียวที่อยู่ต้นพยางค์ เช่น กิน ข้าว ไป จะมีพยัญชนะต้นตัวเดียว พยัญชนะไทย ๒๑ เสียงเป็นพยัญชนะต้นได้ทุกเสียง ➢ ๒. ท าหน้าที่เป็นพยัญชนะท้ายพยางค์หรือพยัญชนะสะกด มี ๘ มาตรา ดังนี้


-10- 1.2 รูปและเสียงสระ สระในภาษาไทย มี 21 รูป 32 เสียง 1.2.1 รูปสระ เครื่องหมายที่ใช้เขียนแทนเสียงสระ มีทั้งหมด ๒๑ รูป ซึ่งมีชื่อวิธีการเขียนและ วิธีใช้ ดังนี้ รูปที่ รูป ชื่อรูป วิธีใช้ ๑ ะ วิสรรชนีย์ ใช้เป็นสระอะ เมื่ออยู่หลังพยัญชนะ เช่น จะ มะ และใช้ประสมกับสระรูป อื่นให้เป็นเสียงสระอื่น เช่น เละ แกะ โต๊ะ เอียะ อัวะ ๒ ั ไม้ผัด ไม้หันอากาศ ใช้เขียนบนพยัญชนะแทนเสียงสระอะเมื่อมีตัวสะกด เช่น จัด และประสม กับสระรูปอื่น เช่น วัว ผัวะ ๓ ็ ไม้ไต่คู้ เขียนบนพยัญชนะแทนวิสรรชนีย์เมื่อมีตัวสะกด เช่น เป็ด (เปะ+ด) และใช้ แทนสระเอาะที่มีวรรณยุกต์โท ซึ่งมีค าเดียวคือ ก็ (เก้าะ) ๔ า ลากข้าง ใช้เป็นสระอา ส าหรับเขียนหลังพยัญชนะและใช้ประสมกับรูปสระรูปอื่น เป็นสระเอาะ อ า เอา เช่น เงาะ น า เรา ๕ ิ พินทุ์อิ ใช้เป็นสระอิ ส าหรับเขียนไว้บนพยัญชนะ เช่น ทิปริ และใช้ประสมกับ สระรูปอื่นให้เป็นสระ อี อือ เอียะ เอีย เอือะ เอือ ๖ ่ ฝนทอง เขียนไว้ข้างบนพินทุ์อิ ท าให้เป็นสระอีเช่น ดีสีผี ๗ “ ฟันหนู ใช้เขียนไว้ข้างบนพินทุ์อิเป็นสระอือ เอือะ เอือ เช่น คือ เสือ ๘ หยาดน้ าค้างนฤคหิต ใช้เขียนไว้ข้างบนลากข้าง ท าให้เป็นสระอ า ( ำ) และเขียนบนพินทุ์อิเป็น สระอึ เช่น ค า น า ปรึกษา ศึกษา ๙ ุ ตีนเหยียด ใช้เป็นสระอุ เขียนไว้ข้างล่างตรงเส้นหลังของพยัญชนะเช่น จุ ๑๐ ู ตีนคู้ ใช้เป็นสระอู เขียนไว้ข้างล่างตรงเส้นหลังของพยัญชนต้น เช่น ครู ๑๑ เ ไม้หน้า ใช้เป็นสระเอ สองรูปจะเป็นสระแอและใช้ประสมกับสระรูปอื่นให้เป็น สระอื่น เช่น เอือ เอา เออะ เอียะ เอีย เอาะ แอะ ๑๒ ใ ไม้ม้วน ใช้เป็นสระใอ เขียนไว้หน้าพยัญชนะ เช่น ใช่ ให้ใน มีใช้ ๒๐ ค าเท่านั้น ๑๓ ไ ไม้มลาย ใช้เป็นสระไอ ส าหรับเขียนไว้ข้างหน้าพยัญชนะ เช่น ไป ไหน ฯลฯ ๑๔ โ ไม้โอ ใช้เป็นสระโอ ส าหรับเขียนไว้ข้างหน้าพยัญชนะ เช่น โต โค ใช้ประสม กับวิสรรชนีย์ท าให้เป็นสระ โอะ เช่น โต๊ะ โละ ๑๕ ฤ ตัวรึ ใช้เป็นสระ ฤ จะใช้เดี่ยว เช่น ฤดี หรือจะใช้ประสมกับพยัญชนะ (ต้อง เขียนไว้หลังพยัญชนะ) ๑๖ ฤๅ ตัวรือ ใช้เป็นสระ ฤๅ ใช้โดด ๆ เช่น ฤๅไม่ หรือใช้เป็นพยางค์หน้าค า เช่น ฤๅษี ๑๗ ฦ ตัวลึ ใช้เป็นสระ ฦ (ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว) ๑๘ ฦๅ ตัวลือ ใช้เป็นสระ ฦๅ (ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว) ๑๙ ย ตัวยอ ใช้ประสมกับรูปสระรูปอื่น ท าให้เป็นสระอื่น เช่น สระเอีย เอียะ ๒๐ ว ตัววอ ใช้ประสมกับสระรูปอื่น เป็นสระ อัวะ อัว ๒๑ อ ตัวออ ใช้เขียนหลังพยัญชนะเป็นสระ ออ และประสมกับรูปสระรูปอื่น เป็นสระ อือ เออะ เอือะ เอือ


-11- 1.2.2 เสียงสระ คือ เสียงที่เปล่งออกมาจากปอด หลอดลม กล่องเสียง ผ่านล าคอ ช่องปาก ช่องจมูก โดยสะดวก ลมที่เปล่งออกมาจะไม่ถูกสกัดกั้นจากอวัยวะใด ๆ ในปาก แต่จะมี การเปลี่ยนแปลงระดับของลิ้นและรูปริมฝีปาก ขณะที่ออกเสียง เส้นเสียงที่อยู่ในกล่องเสียงจะปิดและเปิดอย่าง รวดเร็ว เส้นเสียงจึงมีความสั่นสะเทือน เกิดความกังวาน ซึ่งเรียกว่า เสียงก้อง เสียงสระจะออกเสียงให้ ยาวนาน เช่น อา อีอู โอ เราเรียกเสียงนี้ว่า เสียงแท้ มี ๒๑ เสียง จ าแนกตามลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ เสียงสระในภาษาไทยมี 21 เสียง สระเดี่ยว ๑๘ เสียง / สระประสม ๓ เสียง / สระเกิน 8 เสียง ระดับ ของลิ้น ส่วนของลิ้น หน้า กลาง หลัง สูง อิอี อึ อื อุ อู กลาง เอะ เอ เออะ เออ โอะ โอ ต่ า แอะ แอ อะ อา เอาะ ออ ความสัมพันธ์ของลิ้นกับริมฝีปากขณะออกเสียงสระ สระประสม มี ๓ เสียง เกิดจากสระเดี่ยวสองเสียง เปล่งเสียงออกมาในระยะกระชันชิดกันจนฟังดูเหมือน เปล่งออกมาครั้งเดียว เสียงสระประสม เสียงสระเดี่ยว เอีย อี + อา อัว อู + อา เอือ อื+อา * หมายเหตุ เสียง เอียะ (อิ+ อะ) เอือะ (อึ+ อะ) และ อัวะ (อุ + อะ) เมื่อก่อนนับเป็นสระประสม เสียงสั้น แต่นักภาษาศาสตร์ในปัจจุบัน ไม่นับเป็นเสียรสระแล้ว เนื่องจากมีค าใช้น้อย และบางค าก็เป็นค าที่รับมาจาก ภาษาอื่น หรือค าภาษาไทยถิ่น เช่น เกียะ เชือะ สระเกิน มี ๘ รูป ไม่นับเป็นเสียงสระ เพราะมีเสียงพยัญชนะประสมอยู่กับเสียงสระเดี่ยว มีดังนี้ อ า ไอ ใอ เอา ฤ ฤา ฦ ฦา สระเดี่ยว มี ๑๘ เสียง แบ่งเป็น สระเสียงสั้น ๙ เสียง สระเสียงยาว ๙ เสียง ดังนี้


-12- วิธีใช้สระ เมื่อพยัญชนะประสมกับสระและมีตัวสะกด จะมีวิธีใช้สระหลายวิธีดังนี้ ๑. คงรูป คือเขียนรูปสระให้ปรากฏครบถ้วน ได้แก่ เช่น น + า + ง = นาง ก + ิ + น = กิน ย + อ + ม = ยอม ถ + แ + ว = แถว ๒. แปลงรูป คือ แปลงสระเดิมให้เป็นอีกรูปหนึ่ง ได้แก่ -ะ , เ-ะ , แ-ะ , เ-อ เช่น จ + ะ + บ = จับ (แปลงวิสรรชนีย์เป็นไม้หันอากาศ) ด + เ-ะ + ก = เด็ก (แปลงวิสรรชนีย์เป็นไม้ไต่คู้) ข + แ-ะ + ง = แข็ง (แปลงวิสรรชนีย์เป็นไม้ไต่คู้) ก + เ-อ + น = เกิน (แปลงตัวออเป็นพินทุ์อิ) ๓. ลดรูป คือไม่ต้องเขียนรูปสระให้ปรากฏ หรือปรากฏบางส่วนแต่ยังคงต้องออกเสียงให้ตรงกับรูปสระที่ลด นั้น การลดรูปมี ๒ วิธีคือ ๓.๑ ลดรูปทั้งหมด ได้แก่ โ-ะ / -อ เช่น ด + โ-ะ + ก = ดก, ก + -อ + ร = กร ๓.๒ ลดรูปบางส่วน เช่น ล + เ-อ + ย = เลย ส + ัว + น = สวน ๔. เติมรูป คือ เพิ่มรูปนอกเหนือจากที่มีอยู่แล้ว ได้แก่ ที่ใช้ ในแม่ ก กา จะเติม -อ เช่น ๕. ลดรูปและแปลงรูป = ก็ (ลดรูป เ-าะ และรูปวรรณยุกต์ แล้วแปลงเป็น ) น + เ-าะ + ก = น็อก (ลดรูป เ-าะ แล้วแปลงเป็น อ ) า / ิ/ ี/ / - ุ/ - ู/ เ / แ / โ / -อ / เ ย / เ อ ถ + – = ถือ ม + – = มือ ก + เ-าะ + เป็น อ


-13- 1.3 รูปและเสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทย เสียงวรรณยุกต์ คือ เสียงที่มีท านองสูง ต่ า เหมือนเสียงดนตรี ค าทุกค าในภาษาไทยจะมีเสียงวรรณยุกต์ เสมอ แม้ว่าจะไม่มีรูปวรรณยุกต์แสดงให้เห็น วรรณยุกต์ในภาษาไทยมี 4 รูป 5 เสียง รูปวรรณยุกต์ เสียงวรรณยุกต์ ่ ้ ๊ จัตวา เอก โท ตรี สามัญ ๑. เสียงสามัญ เสียงกลางระดับ เช่น กา นอน ใน รัง ไม่มีรูปวรรณยุกต์ ๒. เสียงเอก เสียงต่ าระดับ เช่น ด่าง แข่ง ต่อ สู่ เด็ก กัด จะ เจ็บ ๓. เสียงโท เสียงสูงตก เช่น ด้าน ต้าน สู้ ห้า ท่อ ที่ ย่า ล่าง ว่าน คู่ แม่ แน่น ลาด มาก ๔. เสียงตรี เสียงสูงระดับ เช่น ก๊าซ จ๊ะ โต๊ะ โป๊ะ เช่น ป๊า ด๊า โต๊ะ รู้ แล้ว คล้อง ไว้ แท้ ๕. เสียงจัตวา เสียงต่ าขึ้น เช่น ป๋า ก า หนู เห็น เขา สูง ไหม วรรณยุกต์เสียงเลื่อน มีการเปลี่ยนแปลงระดับเสียง มี ๒ เสียง คือ โท เลื่อนจากสูงลงต่ า และ จัตวา เลื่อนจากต่ าขึ้นไปสูง ลักษณะเสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทย มี ๒ พวก วรรณยุกต์เสียงระดับ มีระดับเสียงค่อนข้างคงที่ไปตลอด มี ๓ เสียง คือ สามัญ เอก ตรี


-14- 2. ไตรยางค์ ค าเป็นค าตาย อักษรคู่-อักษรเดี่ยว เสียงวรรณยุกต์ 2.1 ไตรยางศ์ “ไตรยางศ์” หรืออักษรสามหมู่ ใช้เพื่อการจ าแนกอักษร เพื่อความสะดวกในการผันเสียงวรรณยุกต์ได้แก่ 2.2 ค าเป็น ค าตาย อักษรกลาง ๙ ตัว คือ ก จ ด ฎ ต ฏ บ ป อ (ไก่ จิก เด็ก ตาย บน ปาก โอ่ง) อักษรสูง ๑๑ ตัว คือ ผ ฝ ถ ฐ ข ฃ ส ศ ษ ห ฉ (ผี ฝาก ถุง ข้าว สาร ให้ ฉัน) อักษรต ่า ๒๔ ตัว แบ่งเป็น ๒ พวก คือ ❖ อักษรต่ าคู่ ๑๔ ตัว คือ พ ภ ฟ ท ธ ฒ ฑ ค ฅ ฆ ซ ฮ ช ฌ (พ่อ ค้า ฟัน ทอง ซื้อ ช้าง ฮ่อ) ❖ อักษรต่ าเดี่ยว ๑๐ ตัว คือ ง ย ญ น ณ ม ร ล ฬ ว (งู ใหญ่ นอน อยู่ ณ ริม วัด โม ฬีโลก) ➢ พยางค์ที่มีเสียงสระยาวในแม่ ก กา เช่น มา รู โต ➢ พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นหรือเสียงยาว และมีพยัญชนะสะกด แม่ กง กน กม เกย เกอว เช่น นาง กิน ปม นาย หิว กาด ➢ พยางค์ที่มีเสียงสระสั้นในแม่ ก กา เช่น ปะ ติ เพราะ ➢ พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นหรือเสียงยาว และมีพยัญชนะสะกด แม่ กก กด กบ เช่น นก มัด ค าเป็ น ค าตาย


-15- 2.3 การผันเสียงวรรณยุกต์ การผันเสียงวรรณยุกต์หรือการผันอักษร การเปลี่ยนเสียงของค าให้สูงต่ าตามรูปวรรณยุกต์ที่ ซึ่ง ความหมายของค าจะขึ้นอยู่กับวรรณยุกต์ที่ผันไปตามเสียงนั้น ๆ การผันวรรณยุกต์มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ (๑) การผันอักษรกลาง - อักษรกลางค าเป็น มีพื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ ผันได้ครบ ๕ เสียง - อักษรกลางค าตาย พื้นเสียงเป็นเสียงเอก ผันได้ ๔ เสียง คือ เอก โท ตรี จัตวา (๒) การผันอักษรสูง - อักษรสูงค าเป็น มีพื้นเสียงเป็นเสียงจัตวา ผันได้ ๓ เสียง คือ เอก โท จัตวา - อักษรสูงค าตาย มีพื้นเสียงเป็นเสียงเอก ผันได้ ๒ เสียง คือ เอก โท (๓) การผันอักษรต่ า - อักษรต่ าค าเป็น จะมีพื้นเสียงเป็นเสียงสามัญ ผันได้เพียง ๓ เสียง คือ สามัญ โท ตรี - อักษรต่ าค าตาย สระเสียงสั้น มีพื้นเสียงเป็นเสียงตรีผันได้เพียง ๓ เสียง คือ โท ตรี จัตวา สระเสียงยาว มีพื้นเสียงเป็นเสียงโท ผันได้เพียง ๓ เสียง คือ โท ตรี จัตวา


หน่วยที่ 3 พเนจรต่างประเทศ -๑6- ภาษาต่างประเทศเข้ามาปนภาษาไทยผ่านทางการยืมค ามาใช้“ค ายืม” จึงเป็นลักษณะธรรมชาติของภาษา มาใช้เป็นการช่วยให้ มีถ้อยค าใช้มากขึ้น และเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร วิธียืมให้เหมาะแก่การใช้ ในภาษาของตนมีหลายวิธี ได้แก่ การยืมเสียง การยืมค า การยืมความหมาย การยืมประโยค การยืมส านวน และ บางครั้งยังรับเอาไวยากรณ์ภาษาค ายืมนั้นมาด้วย ขึ้นอยู่กับความต้องการและความสะดวกของผู้ใช้ การน าภาษาต่างประเทศเข้ามาใช้ในภาษาไทยมีสาเหตุหลายประการสรุปได้ ดังนี้ 1. สาเหตุทางด้านภูมิศาสตร์ ประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อกับประเทศต่าง ๆ ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย จึงท าให้คนไทย ที่อยู่ อาศัยบริเวณชายแดนเดินทางข้ามแดนไปมาหาสู่กันและเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็นการข้ามแดนเพื่อเข้ามาหา งานท า การท่องเที่ยว การอพยพย้ายถิ่น เป็นต้น เหตุผลดังกล่าวจึงท าให้เกิดการแลกเปลี่ยนภาษากัน เช่น คนไทยที่อยู่ ภาคอีสานที่อยู่ในจังหวัด สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษก็จะสามารถสื่อสารด้วยภาษาเขมรได้ คนไทยที่อยู่ทางภาคใต้ เช่น จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา ก็รับภาษาชวา มลายูเข้ามาใช้ เป็นต้น 3. สาเหตุทางด้านการเมือง ด้านท าการสงคราม หรือการท าสัมพันธไมตรีกับชาวต่างชาติ เหตุการณ์ทางด้านประวัติศาสตร์ ได้ระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่าไทย ได้ท าสงครามรบพุ่งกับประเทศเพื่อนบ้านเสมอมา เช่น เขมร พม่า และ ในบางโอกาสก็ได้มีการสร้างสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ทาง ตะวันตกตั้งแต่สมัยอยุธยา อีก เช่น ฝรั่งเศส โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ เป็นต้น ย่อมมีผลท าให้ค าของภาษาเหล่านั้นเข้ามาปะปนอยู่ใน ภาษาไทย 2. สาเหตุทางด้านประวัติศาสตร์ การอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน การกวาดต้อนผู้คนพลเมืองในทางประวัติศาสตร์พบว่า ได้มีการอพยพโยกย้าย กวาดต้อนผู้คนทั้งของไทยไปดินแดนอื่น ๆ เช่น พม่า หรือผู้คนจากดินแดนอื่นมาในไทย เช่น จีน เขมร ถ้าหากเรา ยอมรับว่าดินแดนที่เป็นอาณาเขตของประเทศไทยในปัจจุบัน เดิมก่อนที่ไทยจะเข้าครอบครองก็เคยมีเจ้าของเป็นชน เชื้อชาติอื่น เช่น ขอม มอญ ละว้า เมืองไทยได้อพยพเข้ามาจึงได้รับเอาภาษาของพวกชนเหล่านั้นเข้าไว้ด้วย ย่อมเป็น เครื่องยืนยันว่า จากความสัมพันธ์ทางด้านประวัติศาสตร์ท าให้เกิดการยืมภาษาจากชนชาติอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี สาเหตุที่ภาษาต่างประเทศเข้ามาปนภาษาไทย เหตุการณ์ราชทูตฝรั่งเศสอันเชิญ พระราชสาส์นจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มาถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช


-17- 4. สาเหตุทางด้านศาสนา ไทยเราได้รับเอาลัทธิบางอย่างของศาสนาพราหมณ์ซึ่งเป็นศาสนาของพวกที่เป็นเจ้าของถิ่นดั้งเดิมของ สุวรรณภูมิเข้าไว้ และหลังจากนั้นได้รับพระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นศาสนาประจ าชาติมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จึงมีค ายืม จากภาษาบาลี สันสกฤต ซึ่งใช้ในศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ ปะปนกับภาษาไทยมาตั้งแต่แรกเริ่มดังที่กล่าว ไว้แล้วในตอนต้น และปัจจุบันค าศัพท์ต่าง ๆ ที่มาจากภาษาบาลี สันสกฤต โดยผ่านภาษา ทั้งสองนี้ ก็มีใช้อยู่ใน ภาษาไทยเป็นจ านวนมาก จนบางครั้งเราลืมไปว่าค าต่าง ๆ เหล่านั้น เป็นค าภาษาไทยที่ใช้แต่เดิม เพราะใช้กันมา ยาวนาน นอกจากนี้ศาสนาอื่น ๆ ที่ได้เผยแผ่ เช่น ศาสนาคริสต์ อิสลาม จึงมีค าศัพท์ที่มาพร้อมกับศาสนาเหล่านี้ เป็นจ านวนมาก เช่น คาทอริก เยซู รอมฎอน มัสยิด ฯลฯ 5. สาเหตุทางด้านธุรกิจ และการติดต่อค้าขาย ประเทศไทยมีการติดต่อกับต่างชาติตั้งแต่สมัยพ่อขุน รามค าแหง ซึ่งติดต่อกับประเทศจีน โปรตุเกส ฮอลันดา อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ เข้ามาติดต่อค้าขายกับประเทศไทย ภาษาจึงเป็นเครื่องมือส าคัญในการติดต่อสื่อสาร ตกลงเรื่อง กิจการค้าขาย หรือโฆษณาสินค้าซึ่งกันและกัน ท าให้ภาษาของ ชาตินั้น ๆ เข้ามาปะปนกับภาษาไทยเป็นจ านวนมาก 6. ความสัมพันธ์ส่วนตัว กลุ่มคนไทยหลายกลุ่มที่เดินทางไปใช้ชีวิตต่างแดน และได้แต่งงานกับชาวต่างชาติ คนไทยตามบริเวณ ชายแดนอาจแต่งงานกับชาวมลายู พม่า เขมร หรืออาจแต่งงานกับชาติอื่น ๆ เช่น จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส ก็มีผลท า ให้ภาษาของชาติเหล่านั้นปะปนกับค าภาษาไทยได้ เช่น คนที่แต่งงานกับชาวอังกฤษ สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ อาจพูดภาษาไทยปนกับภาษาอังกฤษได้ หรือคนไทยที่แต่งงานกับคนจีน ก็มีการน าค าเรียกเครือ ญาติมาใช้ เช่น อาม่า อากง หมวย ซ้อ เฮีย เป็นต้น 7. สาเหตุทางด้านการศึกษา การศึกษาแต่เดิมของคนไทยมีการศึกษาเล่าเรียนที่วัด ฉะนั้น ภาษาที่ใช้เล่าเรียน คือ ภาษาบาลี เขมร ต่อมาเมื่อการศึกษาได้มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นวิทยาการต่าง ๆ รับมาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศ ทางตะวันตก อันเป็นผลท าให้ภาษาเข้ามาปะปนกับภาษาไทยมากขึ้นโดยเฉพาะในปัจจุบัน และยังมีอิทธิพลต่อ ภาษาทั้งด้านเสียง ศัพท์ ความหมาย และโครงสร้างประโยคของภาษาไทยด้วย 8. ความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีของ ประเทศที่เจริญแล้ว ท าให้เกิดเครื่องมือเครื่องใช้ส าหรับ อ านวยความสะดวกแก่บุคคลในสังคมต่าง ๆ คนไทยก็ได้รับ อิทธิพลจากความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีของ ประเทศเหล่านี้มาเช่นเดียวกัน มีการสั่งซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ ใหม่ ๆ เข้ามาในประเทศไทยจ านวนมากมาย ชื่อของ เครื่องมือเครื่องใช้และถ้อยค าที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือเครื่องใช้ เหล่านั้นได้เข้ามาปะปนอยู่ในภาษาไทยมากขึ้น เช่น คอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ไอคอน เมาส์ เป็นต้น


-18- การศึกษาค าภาษาต่างประเทศในภาษาไทย จ าเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะเบื้องต้นของค า ไทย เพื่อให้สามารถจ าแนกความแตกต่างระหว่างค าในภาษาไทยและค าภาษาต่างประเทศได้อย่างถูกต้อง ลักษณะค าไทยแท้ ค าไทยแท้เป็นค าที่มีใช้ดั้งเดิมอยู่ในภาษาไทย ค าไทยแท้มีเอกลักษณ์และมีหลักในการสังเกตที่ท าให้สามารถ วิเคราะห์แยกแยะค าไทย ดังนี้ ๑. ค าไทยแท้เป็นค าพยางค์เดียว ไม่มีเสียงควบกล้ า มีใช้อยู่ครบทั้ง ๗ ชนิด ตัวอย่างเช่น นาม : พ่อ แม่ ดิน น้ า บ้าน ช้าง สรรพนาม : ท่าน เธอ เขา เจ้า มัน กริยา : เช่น เล่น นอน ไป เที่ยว ดู วิเศษณ์ : เช่น สวย ดี โง่ ขาว ใหญ่ เช้า บุพบท : เช่น ใต้ ของ แก่ ชิด ข้าง สันธาน : เช่น ก็ แม้ จึง หรือ แต่ เพราะ อุทาน : เช่น ว้าย ! อุ๊ย ! เอ๊ะ ! ว้า ! โอย ! ๒. ค าไทยแท้ที่เกิดจากการกร่อนเสียง แทรกเสียง และการเติมพยางค์หน้าค ามูล ตัวอย่างเช่น ก. การกร่อนเสียง เช่น หมากพร้าว กร่อนเป็น มะพร้าว ตาวัน กร่อนเสียง ตะวัน ข. การแทรกเสียง คือการแทรกเสียง อะ เข้าตรงกลางค า เช่น นกจิบ เป็น นกกระจิบ ลูกท้อน เป็น ลูกกระท้อน ผักถิน เป็น ผักกระถิน ค. การเติมพยางค์หน้าค ามูล คือการเติมเสียงอะหน้าค ามูล มักขึ้นต้นด้วย กะ กระ ประ ปะ เช่น โตกตาก เป็น กะโตกกะตาก ท า เป็น กระท า หนึ่ง เป็น ประหนึ่ง ๓. ค าไทยแท้ส่วนใหญ่ตัวสะกดต้องตรงตามมาตรา เช่น ๑) แม่กก มาตราแม่กก ใช้ “ก” เป็นตัวสะกด เช่น รัก ฉาก จิก ปีก จุก ลูก โบก ตัก เด็ก เปียก ฯลฯ ๒) แม่กด มาตราแม่กด ใช้ “ด” เป็นตัวสะกด เช่น คด จุด เช็ด แปด อวด เบียด ปูด เลือด กวด ฯลฯ ๓) แม่กบ มาตราแม่กบ ใช้ “บ” เป็นตัวสะกด เช่น จับ ชอบ ซูบ ดาบ เล็บ โอบ เสียบ เกือบ สิบ ฯลฯ ๔) แม่กง มาตราแม่กง ใช้ “ง” เป็นตัวสะกด เช่น ขัง วาง ปิ้ง ซึ่ง งง โยง เล็ง กรง ถุง ดอง ฯลฯ ๕) แม่กน มาตราแม่กน ใช้ “น” เป็นตัวสะกด เช่น คัน ขึ้น ฉุน แบน ล้วน จาน เส้น โล้น กิน ฯลฯ ๖) แม่กม มาตราแม่กม ใช้ “ม” เป็นตัวสะกด เช่น จาม อิ่ม ซ้อม เต็ม ท้วม ตุ่น แก้ม สาม ล้ม ฯลฯ ๗) แม่เกย มาตราแม่เกย ใช้ “ย” เป็นตัวสะกด เช่น ชาย ขาย โกย คุ้ย คอย เย้ย รวย เมื่อย ตาย ฯลฯ ๘) แม่เกอว มาตราแม่เกอว ใช้ “ว” เป็นตัวสะกด เช่น ข้าว คิ้ว เหว แก้ว เลี้ยว เร็ว หนาว นิ้ว ฯลฯ ๔. ค าไทยแท้ไม่มีตัวการันต์ (ฉะนั้นค าเหล่านี้ไม่ใช่ค าไทยแท้ เช่น สิทธิ์ องค์ นัยน์ นารายณ์ เป็นต้น) ๕. ค าไทยแท้สร้างค าโดยใช้วรรณยุกต์ เพื่อท าให้เกิดความหมายแตกต่างกัน เช่น เขียว เขี่ยว เขี้ยว, ผา ผ่า ผ้า ๖. ค าไทยแท้ไม่นิยมใช้พยัญชนะบางตัวที่เขียนยาก ค าไทยแท้ไม่นิยมใช้พยัญชนะบางตัว เช่น ฆ ณ ญ ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ฌ ธ ภ ศ ษ ฬ และสระ ฤ ฤา **ยกเว้นค าไทยแท้บางค า ดังนี้เฆี่ยน ฆ่า ฆ้อง ระฆัง หญิง ศึก ใหญ่ ณ ธ เธอ ศอก อ าเภอ ๗. ค าไทยแท้ไม่ใช้รูป “อัย” มักใช้ “ใ” กับ “ไ” มากกว่า ฉะนั้น ค าว่า ตรัย วัย นัย ภัย จึงไม่ใช่ค าไทยแท้ ๘. ค าไทยแท้มีลักษณะนาม เป็นนามที่บอกลักษณะของนามที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งในภาษาไทยจะใช้ค าเหล่านี้แตกต่างจาก ภาษาอื่นชัดเจน เช่น หนังสือ ๒ เล่ม, พระภิกษุ ๕ รูป, พลู ๓ จีบ, ดอกไม้ ๓ ดอก, แหวน ๑ วง


-19- ค าภาษาต่างประเทศที่ไทยยืมมาใช้ที่นับว่ามีอิทธิพลต่อภาษาไทยมาก ได้แก่ ภาษาบาลีสันสกฤต เขมร อังกฤษ ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาชวา มลายู ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอาหรับ เปอร์เซีย ฯลฯ ดังตัวอย่าง ตัวอย่างค าภาษาบาลี กิตติ กิเลส กิริยา กีฬา เขต ขณะ คิมหันต์ จตุบท จิต จุฬา โจร เจดีย์ จุติ ฉิมพลี ญาติ ดิถี ดารา ดุริยะ เดชะ ทัพพี ทิฐิ นาฬิกา นิพพาน นิลุบล ปฏิทิน ปฏิบัติ ปฐพี ปกติ ปัญญา ปัจจัย บุคคล บัลลังก์ บุปผา โบกขรณี ปฐม ปัญหา พยัคฆ์ พรหม ภัตตา ภิกขุ ภริยา มัจจุราช มัจฉา มัชฌิม มหันต์ เมตตา มิจฉา มเหสี มุสา มัสสุ รัตนา โลหิต วัตถุ วิชา วิญญาณ วิตถาร วิริยะ วิสุทธิ์ วุฒิ สงกา สังข์ สงฆ์ สูญ สิริ สันติ สัญญาณ เสมหะ สัจจะ สติ โสมนัส อิทธิ อัคคี อัจฉรา อนิจจา อัชฌาสัย อายุ อาสาฬห โอวาท โอรส โอกาส อุบล ค ายืมที่มาจากภาษาสันสกฤต กรีฑา จุฑา ครุฑ ไพฑูรย์ กรรณ ขรรค์ ครรภ์ ธรรม พรรษา บรรพต วรรค วรรณะ มหัศจรรย์ สรรพ สวรรค์ สุวรรณ อัศจรรย์ กษัตริย์ เกษตร ตรุษ บุตร ปราชญ์ ปรารถนา พฤกษ์ เนตร ไมตรี ศาสตรา อาทิตย์ กษัย เกษม เกษียณ ทักษิณ ทัศนีย์ บุษกร บุรุษ เพศ ภิกษุ มนุษย์ วิเศษ ศิลปะ ศิษย์ ศึกษา ศุกร์ ศูนย์ เศียร อักษร อัธยาศัย ไศล ไศวะ ไวทย์ ไวษณพ ไวยากรณ์ ไวศฺย ไอราวัณ ไอยรา เกาศัย เอารส ฤดี ฤทัย ฤทธิ์ ฤๅษี กฤษณา พฤติกรรม พฤษภาคม ทฤษฎี นฤมล มฤตยู ฦๅชา กัลป์ การบูร กีรติ โกรธ จักร จันทรา ดัสกร ทรัพย์ นิตยา ประพันธ์ ประพฤติ พยายาม ลักษณะ วิทยุ มนตรี มัธยม ศัพท์ ศาสนา ศาสตรา อาชญา อาตมา อาจารย์ อุทยาน ตัวอย่างค าที่มาจากภาษาเขมร กระชับ กระโดง กระเดียด กระบอง กระบือ กระท่อม กระโถน กระพัง ตระพัง ตะพัง กระเพาะ กระแส กังวล ก าจัด ก าเดา รัญจวน ลออ สกัด สนอง สนุก สดับ สบง สบาย สังกัด สไบส าราญ สรร ส าโรง แสวง แสดง ก าแพง ก าลัง ขนาน ขจี โขมด จัด เฉพาะ ฉบับ เชลย โดยทรวง ถนน บายศรี ประกายพรึก ปรับ ประจาน เผด็จ เสด็จ ตรัส เผชิญ โปรด ประมูล สมควร ต าบล กระทรวง แถลง บรรทัด กราบ ก าลัง เจริญ โฉนด ประชุม แผนก ระเบียบ บวช เฉลย สะเทิน เสบียง กรรแสง ขจร พนม ถวาย ประกวด เพ็ญ เชลย สนอง สงบ ก าเนิด ตัวอย่างค าภาษาต่างประเทศในภาษาไทย


-20- ตัวอย่างค าที่มาจากภาษาจีน อาหาร : เต้าหู้ เต้าฮวย เต้าเจี้ยว ซาลาเปา เฉาก๊วย ก วยเตี๋ยว พะโล้ โอเลี้ยง เก๊กฮวย บะหมี่ เกี๊ยว ซีอิ๊ว จับฉ่าย ผักผลไม้ : กุยช่าย แปะก๊วย ขึ้นฉ่าย คะน้า ไช้เท้า ตั้งโอ ลิ้นจี่ ของใช้ : กอเอี้ยะ ซาเล้ง เก้าอี้ โต๊ะ เอี๊ยม เข่ง ตะหลิว อั้งโล่ ค าเรียกญาติ : เตี้ย เฮีย ก ง เจ๊ ตี๋ ม่วย (หมวย) อาม่า อากง ค าอื่น ๆ : ไต้ก ง ตังเก ซินแส โหงวเฮ้ง ฮวงจุ้ย ก๊ก เฮง ตั๋ว ซวย ยี่ห้อ ห้าง หุ้น ตัวอย่างค าที่มาจากภาษาอังกฤษ อาหาร : ซุป สลัด แฮมเบอร์เกอร์ แซนด์วิช กาแฟ ช็อกโกเลต คุกกี้ ผักผลไม้ : พลัม บรอกโคลี แอปเปิล แคร์รอต กีฬา : เทนนิส แบดมินตัน ฟุตบอล วอลเลย์บอล สเกต ดนตรี : เปียโน ไวโอลิน กีตาร์ แซ็กโซโฟน ฟลุต ของใช้ : คัตเตอร์ ชอล์ก โซฟา เน็กไท เชิ้ต คอมพิวเตอร์ ชอล์ก ปลั๊ก ไมโครโฟน ไมโครเวฟ ริบบิ้น ลิปสติก ค าอื่น ๆ : แคปซูล โบนัส ฟุต เคาน์เตอร์ ออฟฟิศ วิตามิน การ์ตูน กัปตัน ครีม คลอรีน คอนกรีต กราฟ กลูโคส แก๊ส กุ๊ก เกียร์ แก๊ง แกลลอน คริสต์มาส ไดนาโม ไดโนเสาร์ คลินิก คอนเสิร์ต เคเบิล เครดิต เคาน์เตอร์ แคลอรี เช็ค เชิ้ต เชียร์ โชว์ ซีเมนต์ เซลล์ ไซเรน ดีเซลดอลลาร์ ดีเปรสชั่น เต็นท์ ทอนซิล เทอม แท็กซี่ แทรกเตอร์ นิโคติน นิวเคลียร์ นีออน นิวเคลียส โน้ต ไนลอน บล็อก เบนซิน แบคทีเรีย ปิกนิก เปอร์เซ็นต์ พลาสติก พีระมิด ฟลูออรีน ฟอร์มาลีน ฟังก์ชัน ฟาร์ม ฟิสิกส์ มอเตอร์ มัมมี่ มาเลเรีย โมเลกุล ไมล์ ยิปซัม ยีราฟ เรดาร์ ลิกไนต์ เลเซอร์ วัคซีน ตัวอย่างค าที่มาจากภาษาฝรั่งเศส กัปปิตัน กิโล โก้เก กรัม กงสุล เบเรต์ บูเกต์ ปาร์เกต์ รูจ มองซิเออร์ คาเฟ่ ครัวซองท์ โชบองต์ บูเช่ คิว เมอแรง ลิตร เมตร โชเฟอร์ กรังด์ปรีซ์ แชมเปญ เบียร์ บุฟเฟต์ มายองเนส มาการีน ชีฟอง คลินิก คาสิโน โชเฟอร์ ซาลอน การันตี โควตา แคตาลอก คูปอง เช็ค (ใบสั่งจ่ายเงิน) เปตอง บราโว มาร์ช แมกกาซีน บัลเลต์ ตัวอย่างค าที่มาจากภาษาญี่ปุน่ อาหาร : สุกียากี้ ซาบะ วาซาบิ โมจิ ยากิโซบะ เท็มปุระ ซูชิ เบนโตะ กีฬา : คาราเต้ ซูโม่ ยูโด ค าอื่น ๆ : สึนามิ กิโมโน ซามูไร คาราโอเกะ


-21- ตัวอย่างค าที่มาจากภาษาชวา-มลายู อาหาร : ซ่าหริ่ม บูดู ผลไม้ : ทุเรียน น้อยหน่า มังคุด จ าปาดะ สละ สัตว์ : กะปะ กะพง กุเลา โลมา อุรังอุตัง บุหรง ของใช้: ซ่าโบะ (ผ้าห่ม) กระจูด ก ายาน กริช ปาเต๊ะ โสร่ง กุญแจ ค าอื่น ๆ : กะลาสี โกดัง รองเง็ง อังกะลุง กะละปังหา สลัด บุหงา บุหลัน ปั้นเหน่ง กระดังงา ตัวอย่างค าที่มาจากเปอร์เซีย-อาหรับ ตัวอย่างค าภาษาเปอร์เซีย กากี กุหลาบ คาราวาน ปั้นหยา ตาด ตราชู สนม ตรา บัดกรี สักหลาด องุ่น ยี่หร่า ราชาวดี ตัวอย่างค าภาษาอาหรับ กะลาสี การบูร ระย า สลาม มัสยิด อักเสบ อ าพัน ฝิ่น มุสลิม สุลต่าน อัลกุรอาน ฮาเร็ม ฮิจเราะห์ อิหม่าม การเปลี่ยนแปลงทางภาษาเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นธรรมดาในทุกภาษา การยืมภาษา เป็นการที่ภาษาหนึ่งรับภาษาหนึ่งไปใช้ในภาษาของตน ด้วยวิธีการต่าง ๆ ภาษาไทยมีค าใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งยืมมาจากภาษาต่างประเทศด้วย สาเหตุต่าง ๆ อาทิ ด้านประวัติศาสตร์ ด้านภูมิศาสตร์ ด้านการเมือง การปกครอง เป็นต้น เมื่อน ามาใช้ในภาษาไทยจึงมีการเปลี่ยนแปลงเสียง การเปลี่ยนแปลงค า การเปลี่ยนแปลง ความหมาย การยืมไวยากรณ์ และการยืมฉันทลักษณ์มาใช้ เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อ การใช้ การยืมภาษาแสดงให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ของสองภาษาทั้งผู้ให้ยืมและผู้รับ และ สาเหตุอีกประการที่ต้องยืมค าภาษาต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทยนั้น เพราะว่าค าในภาษาไทย มีไม่เพียงพอ และเพื่อต้องการให้ภาษาไทยมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ค าภาษาต่างประเทศที่ไทย ยืมมาใช้ที่นับว่ามีอิทธิพลต่อภาษาไทยมาก ได้แก่ ภาษาบาลีสันสกฤต เขมร อังกฤษ ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาชวา มลายู ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอาหรับ เปอร์เซีย ฯลฯ


บันทึกเพิ่มเติม


หน่วยที่ 4 แสนวิเศษการสร้างค า -๑6- สาเหตุที่ภาษาต่างประเทศเข้ามาปนภาษาไทย


แบบเรียนรายวิชาเพิ่มเติม หลักภาษาไทย ท๓๓๒๐๑ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ หน่วยที่ ๔-๖


-23- มูล มีความหมายว่า “โคน รากเหง้า” หรือ ส่วนล่างสุดของต้นไม้ที่อยู่ในดิน ค ามูล จึงหมายถึง ค าพื้นฐาน ที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง เป็นค าที่จะน าไปใช้สร้างเป็นค าประสม ค าซ้ า และค าซ้อน ค ามูล เป็นค าที่มีความหมายเดียว เช่น ท า บ้าน พ่อ แม่ หรือหลายความหมายก็ได้ เช่น สาว พาย ชาย แก่ ปาน กา รา ด า ค ามูลอาจมีพยางค์เดียว หรือหลายพยางค์ก็ได้ เช่น กระจอก สนุก สับปะรด บันได ลิเก นิโคติน เป็นต้น ตัวอย่างแบบสร้างของค ามูล คน มี ๑ พยางค์ คือ คน สิงโต มี ๒ พยางค์ คือ สิง + โต นาฬิกา มี ๓ พยางค์ คือ นา + ฬิ+ กา ทะมัดทะแมง มี ๔ พยางค์ คือ ทะ + มัด + ทะ + แมง กระเหี้ยนกระหือรือ มี ๕ พยางค์ คือ กระ + เหี้ยน + กระ + หือ + รือ จากตัวอย่างแบบสร้างของค ามูล จะเห็นว่าเมื่อแยกพยางค์จากค าแล้ว แต่ละพยางค์ไม่มีความหมายในตัวหรือ อาจมีความหมายไม่ครบทุกพยางค์ ค าเหล่านี้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อน าทุกพยางค์มารวมเป็นค า ลักษณะเช่นนี้ ถือว่าเป็นค าเดียวโดด ๆ ค าในภาษาไทยประกอบขึ้นด้วยพยางค์ที่มีความหมาย อาจเป็นค าพยางค์เดียวหรือค า หลายพยางค์ก็ได้ ค าที่เราน ามาใช้พูดจาสื่อสารกันนั้นมีลักษณะและวิธีการสร้างค าขึ้นหลายแบบ ได้แก่ค าที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะคือ ค ามูล และค าที่สร้างขึ้นใหม่จากค ามูล เช่น ค าซ้ า ค าซ้อน ค า ประสม และค าสมาส การที่เราสร้างค าเพิ่มขึ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ก็เพื่อให้มีถ้อยค าใช้ใน ภาษาไทยมากขึ้น ๔.๑ ค ำมูล การสร้างค าในภาษาไทยจากค ามูล มีอยู่ ๓ แบบ คือ ค าประสม ค าซ้อน ค าซ้า แสนวิเศษการสร ้ างค า - หน ่ วยท ี ่ ๔ -


-24- ๑. ค าประสมที่เกิดจากค ามูลที่มีรูป เสียง และความหมายต่างกัน เมื่อประสมกันเกิดเป็นความหมายใหม่ ไม่ตรงกับความหมายเดิม เช่น ลูก หมายถึง ผู้มีก าเนิดจากพ่อแม่ หรือถือว่ามีฐานะเสมือนลูก หรือใช้เรียกสิ่งที่มีรูปกลม ๆ เสือ หมายถึง ชื่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม คล้ายแมว แต่ตัวโตกว่ามาก เป็นสัตว์กินเนื้อ ค่อนข้างดุร้าย ลูก + เสือ ได้ค าใหม่ คือ ลูกเสือ หมายถึง สมาชิกแห่งองค์การที่มีวัตถุประสงค์ในการฝึกหัดอบรมบ่ม นิสัยเด็กชายให้เป็นพลเมืองดีตามจารีตประเพณี มีอุดมคติ และความรับผิดชอบต่อตัวเอง และต่อผู้อื่น ค าประสมชนิดนี้มีมากมาย เช่น แม่ครัว ลูกเรือ พ่อตา มือลิง ลูกน้ า ลูกน้อง ปากกา ๒. ค าประสมที่เกิดจากค ามูลที่มีรูป เสียง และความหมายต่างกัน เมื่อประสมกันแล้วเกิด ความหมายใหม่ แต่ยังคงรักษาความหมายของค าเดิมแต่ละค าได้เช่น หมอ หมายถึง ผู้รู้ ผู้ช านาญ ผู้รักษาโรค ดู หมายถึง ใช้สายตาเพื่อให้เห็น หมอ + ดู ได้ค าใหม่ คือ หมอดู หมายถึง ผู้ท านายโชคชะตาราศี ค าประสมชนิดนี้ เช่น หมอความ นักเรียน ชาวนา ของกิน ช่างแท่น ร้อนใจ เป็นต้น ๔.๒ ค าประสม ค าประสม คือ ค าที่มาจากค ามูลตั้งแต่ 2 ค าขึ้นไป ที่มีความหมายต่างกันมารวมกัน แล้วมีความหมายใหม่ แต่ต้องมีความหมายใกล้เคียงกับค ามูลเดิมค าใดค าหนึ่งที่น ามาประสมกัน หรือมีความหมายไปในเชิงเปรียบเทียบ ตัวอย่างแบบสร้างค าประสม แม่ยาย เกิดจากค ามูล ๒ ค า คือ แม่ + ยาย ลูกเสือ เกิดจากค ามูล ๒ ค า คือ ลูก + เสือ ภาพยนตร์จีน เกิดจากค ามูล ๒ ค า คือ ภาพยนตร์ + จีน จากแบบสร้างค าประสม จะเห็นว่าเมื่อแยกค าประสมออกจากกัน จะได้ค ามูลซึ่งแต่ละค ามีความหมายในตัวเอง ตัวอย่างค าประสม • ค านามประสมกับค านาม เช่น ผีเสื้อ ปลาเสือ น้ าปลา พ่อตา รถไฟ • ค านามประสมกับค ากริยา เช่น รถเข็น ปลากัด ข้าวผัด นักวิ่ง ไก่ชน • ค านามประสมกับค าวิเศษณ์ เช่น น้ าหวาน หัวหอม ใจดี ปากหวาน กล้วยหอม • ค านามประสมกับค าลักษณะนาม เช่น วงเดือน ดวงใจ เพื่อนฝูง วงแหวน ใบสั่ง • ค านามประสมกับค าสรรพนาม เช่น คุณพ่อ คุณแม่ คุณหลวง ท้าวเธอ • ค ากริยาประสมกับค ากริยา เช่น กันชน ตีพิมพ์ เดินเล่น กินรวบ • ค ากริยาประสมกับค าวิเศษณ์ เช่น ยิ้มแป้น เดินทน ผัดเผ็ด • ค าวิเศษณ์ประสมกับค าวิเศษณ์ เช่น หวานเย็น เปรี้ยวหวาน ด ามืด คมกริบ ขาวปลอด ชนิดของค ำประสม การน าค ามูลมาประสมกัน เพื่อให้เกิดค าใหม่ขึ้นเรียกว่า “ค าประสม” นั้น มีวิธีสร้างค าตามแบบสร้าง อยู่ ๕ วิธี คือ


-25- ค าซ้อน หมายถึง ค าที่เกิดจากการน าค าตั้งแต่ ๒ ค า ขึ้นไปมาเรียงต่อกันโดยแต่ละค านั้น สัมพันธ์กันในด้านความหมาย อาจเป็นความหมายเหมือนกัน คล้ายกัน ท านองเดียวกัน หรือตรงกันข้ามก็ได้ ค าที่น ามาซ้อนแล้วท าให้เกิดความหมายนั้นแบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ 4.3.๑ ความหมายเหมือนกัน ลักษณะนี้จะน าค าที่มีความหมายเหมือนกันมาซ้อนกัน เพื่อขยาย ความซึ่งกันและกัน เช่น เร็วไว ใหญ่โต ดูแล นุ่มนิ่ม ข้าทาส ว่างเปล่า โง่เขลา บ้านเรือน เป็นต้น 4.3.2 ความหมายคล้ายกัน ลักษณะนี้จะน าค าที่มีความหมายไปในท านองเดียวกันซ้อนกัน เช่น เล็กน้อย แข้งขา ใจคอ ยักษ์มาร เขตแดน เย็บปักถักร้อย ฝนฟ้า บ้านเมือง ตับไตใส้พุง เป็นต้น 4.3.3 ความหมายตรงกันข้าม ค าที่น ามาซ้อนกันนั้นมีความหมายเป็นคนละลักษณะหรือคนละ ฝ่าย เช่น ผิดถูก ชั่วดี ใกล้ไกล สูงต่ าด าขาว ตื้นลึกหนาบาง เป็นต้น ที่มาของค าที่มาซ้อนกัน ค าที่น ามาซ้อนกันอาจเป็นค าไทยซ้อนกับค าไทย ค าไทยซ้อนกับค าต่างประเทศ หรือค าต่างประเทศซ้อนกัน ๑) ค าไทยกลางซ้อนกับค าไทยกลาง เช่น กู้ยืม เดือดร้อน ปากคอ เย็บปัก บ้านเมือง ฝนฟ้า 2) ค าไทยกลางซ้อนกับค าไทยถิ่น เช่น เข็ดหลาบ ตัดสิน แก่เฒ่า พัดวี เก็บง า ข่มเหง 3) ค าไทยซ้อนกับค าต่างประเทศ - ค าไทยซ้อนกับค าภาษาบาลี – สันสกฤต เช่น ข้าทาส ศึกสงคราม แก่นสาร โจรผู้ร้าย ภูตผี - ค าภาษาไทยซ้อนกับค าภาษาเขมร เช่น ล้างผลาญ เขียวขจี ฝาผนัง ทรวงอก แสวงหา - ค าภาษาไทยซ้อนกับค าภาษาอังกฤษ เช่น พักเบรก แจกฟรี 4) ค าต่างประเทศซ้อนกัน เช่น ต าหนิติเตียน ละเอียดลออ กระจัดกระจาย ค าซ้ า หมายถึง ค าที่ประกอบด้วยหน่วยค า ๒ หน่วย ซึ่งเหมือนกันทุกประการ หรืออีกนัยหนึ่ง การพูดหรือเขียน ค าใดค าหนึ่งอีกครั้งท าให้เกิดค าซ้ า เช่น เด็ก ๆ,ด า ๆ,แดง ๆ,สวย ๆ,ดี ๆ ในการเขียนค าซ้ าจะใช้เครื่องหมายไม้ยมก (ๆ) แทนค าที่ซ้ า ๔.๓ ค ำซอ้น ๔.๔ ค ำซ้ำ ค าซ้ าประเภทไม่เปลี่ยนเสียง ถ้าค าเดิมเป็นค าพยางค์เดียวจะลงเสียงหนักที่ พยางค์หลังเหมือนค าสองพยางค์ เช่น หลาน ๆ, แดง ๆ, สวย ๆ ถ้าค าเดิมเป็นค าสองพยางค์หรือค าหลายพยางค์ เมื่อเป็นค าซ้ าก็จะออกเสียงเหมือนค าเดิมเพิ่ม เช่น พอดี ๆ, สัปดาห์ ๆ, ระบบ ๆ ค าซ้ าประเภทเปลี่ยนเสียง ค าซ้ าประเภทที่เน้นความหมายหรือเพิ่มความหมาย ขึ้น จะเปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์ของพยางค์หน้าเป็น วรรณยุกต์เน้นพิเศษ ค าซ้ าประเภทนี้จะซ้ าค า โดยไม่ใช้ไม้ยมก เช่น แด๊งแดง ส๊วยสวย ผู้ดี๊ผู้ดี ขยั๊นขยัน เป็นต้น


-26- ลักษณะความหมายของค าซ้ า ความหมายของค าซ้ าอาจเปลี่ยนไปจากค าเดิมได้ เช่น 1. บอกความเป็นพหูพจน์ ค าเดิมอาจจะเป็นค าเอกพจน์หรือพหูพน์ อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ค าที่ซ้ าที่เกิดขึ้นใหม่ จะเป็นพหูพจน์ได้อย่างเดียว เช่น “ไปเที่ยวกับเพื่อน” (เอกพจน์หรือพหูพจน์ ได้ทั้ง 2 กรณี) “ไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ” (เป็นพหูพจน์ เพราะเพื่อนหลายคน) “เด็กอยู่ในห้อง” (เอกพจน์หรือพหูพจน์ ได้ทั้ง 2 กรณี) “เด็ก ๆ อยู่ในห้อง” (เป็นพหูพจน์ เพราะเด็กหลายคน) 2. บอกความเน้นหนักของค า ค าวิเศษณ์บางค า เมื่อเป็นค าซ้ าจะมีความหมายเน้นหนักมากกว่าเดิมโดยมากเป็น ภาษาพูด โดยออกเสียงค าแรกเป็นเสียงตรี เช่น “สวย ๆ” ออกเสียงเป็น “ซ้วยสวย” “ดี ๆ” ออกเสียงเป็น “ดี๊ดี” “มาก ๆ” ออกเสียงเป็น “ม้ากมาก” “ด า ๆ” ออกเสียงเป็น “ด๊ าด า” “ใหญ่ ๆ” ออกเสียงเป็น “ไย้ใหญ่” 3. บอกความไม่เน้นหนัก ค าวิเศษณ์บางค าเมื่อเป็นค าซ้ า ความหมายอาจคลายความหนักแน่นไปกว่าค าเดิม แตกต่างจากค าที่ให้ความหมายเน้นหนัก เพราะไม่เน้นเสียงค าแรกเป็นเสียงตรี ส่วนมากค าเหล่านี้ใช้ในภาษาพูด มากกว่าภาษาเขียน แดง : “ฉันชอบสีแดง” (แดงเลย) กับ “ฉันชอบสีแดง ๆ” (ขอให้ออกแดงหน่อย) ใกล้ : “ธนาคารอยู่ใกล้” (ใกล้จริง) กับ “ธนาคารอยู่ใกล้ ๆ” (อยู่ไม่ไกล) เย็น : “วันนี้อากาศเย็น” (เย็นจริง) กับ “วันนี้อากาศเย็น ๆ” (ค่อนข้างเย็น) 4. บอกค าสั่ง ค าวิเศษณ์ที่เป็นค าซ้ า บางครั้งมีความหมายเป็นค าสั่ง ใช้ในภาษาพูด ถ้าผู้พูดออกเสียงหนักๆ ก็จะ เป็นค าสั่งที่ชัดเจนยิ่งขึ้น “เงียบ ๆ” (สั่งให้งดใช้เสียง) “เบา ๆ” (สั่งให้ระวัง) “ดัง ๆ” (สั่งให้พูดดังขึ้น) “นิ่ง ๆ” (สั่งไม่ให้ขยับ) 5. เปลี่ยนความหมายใหม่ ค าซ้ าบางค า จะเปลี่ยนเป็นความหมายใหม่ไปเลย โดยไม่มีเค้าของค าค าเดิม เช่น “กล้วย ๆ” (ง่ายมาก) “หมู ๆ” (ง่ายมาก) “ลวก ๆ” (ขอไปที) “งู ๆ ปลา ๆ” (รู้แค่ผิวเผิน) ลักษณะค าซ้ า ➢ เป็นค าประเภทใดก็ได้เช่น ค านาม สรรพนาม กริยา วิเศษณ์ ➢ น าค าหนึ่งค ามาซ้ ากันสองครั้ง เช่น “ร้อนๆ” “หนาวๆ” “เด็ก ๆ” “เล่น ๆ” ➢ น้ าค าซ้อนมาแยกเป็นค าซ้ าสองค า เช่น “ลูบคล า” เป็น “ลูบ ๆ คล า ๆ” “ดีชั่ว” เป็น “ดี ๆ ชั่ว ๆ” “เงินทอง” เป็น “เงินๆ ทองๆ” ➢ น้ าค าซ้ ามาประสมกัน เช่น “งู ๆ ปลา ๆ” “ไป ๆ มา ๆ” “ลม ๆ แล้ง ๆ”


-27- การสร้างค าใหม่โดยการน าค าภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตเท่านั้น ตั้งแต่ ๒ ค าขึ้นไปมาต่อเนื่องกันเป็น ค าเดียวกันให้มีความหมายเกี่ยวเนื่องกันนี่ไปมารวมกันให้เป็นค าเดียว ท าให้เกิดค าใหม่ที่มีความหมายใหม่ แต่ยังคงเค้าความหมายเดิมอยู่ การแปลความหมายแปลจากข้างหลังไปข้างหน้า ค าที่เกิดจากการสร้างค าวิธีนี้ เรียกว่า ค าสมาส ลักษณะทั่วไปของค าที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต 1. สระมี8 ตัว คือ อะ อา อิอีอุอูเอ โอ 1. สระมี 14 ตัว เพิ่มจากบาลี 6 ตัว คือ ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ไอ เอา (แสดงว่าค าที่มีสระ 6 ตัวนี้จะเป็นบาลี ไม่ได้เด็ดขาด) 2. มีพยัญชนะ 33 ตัว (พยัญชนะวรรค) 2. มีพยัญชนะ 35 ตัว เพิ่มจากภาษาบาลี2 ตัว คือ ศ ษ (แสดงว่าค าที่มีศ ษ เป็นภาษาสันสกฤต *ยกเว้น ศอก ศึก เศิก โศก เศร้า เป็นค าไทยแท้) 3. มีตัวสะกดตัวตามแน่นอน เช่น กัญญา อัคคี จักขุ ทักขิณะ อิจฉา อัณณพ คัมภีร์ 3. มีตัวสะกดและตัวตามไม่แน่นอน เช่น กันยา จักษุ ทักษิณ ปฤจฉา วิทยุอัธยาศัย 4. นิยมใช้ฬ เช่น กีฬา จุฬา ครุฬ เป็นต้น (จ าว่า บาลี-กีฬา) 4. นิยมใช้ฑ เช่น กรีฑา จุฑา ครุฑ (จ าว่า กรีฑา-สันสกฤต) 5. ไม่นิยมควบกล้ าและอักษรน า เช่น ปฐม มัจฉา สามีมิต ฐาน ปทุม ถาวร เปม กิริยา 5. นิยมควบกล้ าและอักษรน า เช่น ประถม มัตสยา สวามีมิตร สถาน ประทุม สถาวร เปรม กริยา เป็นต้น 6. นิยมใช้"ริ" เช่น ภริยา จริยา อัจฉริยะ เป็นต้น 6. นิยมใช้รร (รหัน) เช่น ภรรยา จรรยา อัศจรรย์เป็นต้น เนื่องจากแผลงมาจาก รฺ (ร เรผะ) เช่น วรฺณ = วรรณ ธรฺม = ธรรม 7. นิยมใช้ ณ น าหน้าวรรค ฏะ เช่น มณฑล ภัณฑ์ หรือ ณ น าหน้า ห เช่น กัณหา ตัณหา 7. นิยม "เคราะห์" เช่น วิเคราะห์สังเคราะห์ อนุเคราะห์เป็นต้น 8. นิยมมีค าว่า ปฏิอยู่ข้างหน้า เช่น ปฏิบัติ ปฏิรูป ปฏิสนธิ ปฏิมา ปฏิเสธ 8. นิยมใช้ ฤ เช่น ฤทธิ์ พฤกษา ฤาษี ค ำสมำสแบบสมำส ค าสมาสที่ไม่มีการกลมกลืนเสียง ๔.๕ ค าสมาส ค ำสมำส แบง ่ ออกเป็ น ๒ ประเภท ค ำสมำสแบบสนธิ ค าสมาสที่มีการกลมกลืนเสียง


-28- หลักการสร้างการค าสมาส ดังนี้ ๑. ต้องเป็นค าที่มาจากภาษาบาลีและสันสกฤตเท่านั้น บาลี + บาลี บาลี + สันสกฤต สันสกฤต + บาลี สันสกฤต + สันสกฤต ๒. ศัพท์ประกอบไว้หน้า ศัพท์หลักไว้หลัง ๓. การแปลความหมาย ต้องแปลจากหลังมาหน้า เช่น อักษรศาสตร์ หมายถึง วิชาว่าด้วยตัวหนังสือ วาทศิลป์ หมายถึง ศิลปะในการพูด วีรบุรุษ หมายถึง ชายผู้กล้าหาญ ๔. ค าสมาสมักอ่านเรียงพยางค์ต่อเนื่องกันระหว่างค า เข่น กิจวัตร อ่านว่า กิด-จะ-วัด สัตวแพทย์ อ่านว่า สัด-ตะ-วะ-แพด กุศลกรรม อ่านว่า กุ-สน-ละ-ก า ประโยชน์ของค าสมาส 1. ท าให้ภาษาไทยมีค าใช้มากขึ้น เพราะปัจจุบันโลกมีเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ ๆ เกิดขึ้นเสมอ จึงต้องมีการสร้างค าศัพท์ใหม่เพื่อใช้เรียกขานสิ่งเหล่านั้น เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์ วิทยุ เป็นต้น และเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความเจริญงอกงามทางภาษาอย่างหนึ่ง เนื่องจากภาษาต้องมี การเปลี่ยนแปลง มีการเกิดและการตายของค าอยู่ตลอดเวลา 2. ท าให้ภาษาไทยมีความไพเราะ สละสลวยยิ่งขึ้น เพราะปกติค าไทยส่วนมากเป็นค าโดด ๆ ฟังแล้ว ไม่ไพเราะ 3. ให้สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้ถูกต้อง เพราะค าสมาสมีหลักเกณฑ์การอ่านและการเขียนไว้ อย่างเป็นระเบียบ หากศึกษาอย่างเข้าใจ จะช่วยลดปัญหาความสับสนและการอ่านเขียนค าผิด 4. เป็นประโยชน์ในด้านการประพันธ์ชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งค าประพันธ์ประเภทฉันท์ ................... 1. ค าสมาสเกิดจากการรวมค่ าระหว่างภาษาบาลีกับภาษาสันสกฤต ................... 2. การประสมค าไทยแท้กับค าภาษาบาลีหรือภาษาสันสกฤตคือค าสมาสประเภทหนึ่ง ................... 3. ค าสมาสแบ่งได้ ๒ ประเภทคือ ค าสมาสแบบสมาส กับค าสมาสแบบสนธิ ................... 4. ผลไม้ เป็นค าสมาส เพราะแปลความหมายจากหลังไปหน้า ................... 5. คณิตศาสตร์ เป็นค าสมาส ................... 6. พลเรือน เป็นค าประสม เพราะ ค าว่า “เรือน” เป็นค าไทยแท้ ................... 7. ปัจจามิตร เป็นค าประสม เพราะ มิตร เป็นค าไทยแท้ ................... 8. ค าสมาสท าให้ประเทศไทยมีค าใช้มากขึ้น ทันต่อวิทยาการและการเปลี่ยนแปลงของโลก ................... 9. หลักเกณฑ์การสร้างค าสมาสไม่มีแบบแผนที่ชัดเจน ส่งผลให้เขียนและอ่านค าผิดมากขึ้น ................... 10. โทรทัศน์ เป็นการสร้างค าสมาสเพื่อใช้เรียกเทคโนโลยีสมัยใหม่ ................... 11. ค าสมาสท าให้ภาษาไทยมีความไพเราะ สละสลวยมากขึ้น ................... 12. ค าสมาสวางศัพท์ประกอบไว้หน้า ศัพท์หลักไว้หลังจึงต้องแปลความหมายจากหลังไปหน้า แบบทดสอบควำมเข้ำใจ ค าชี้แจง ให้นักเรียนใส่เครื่องหมาย / หน้าข้อความที่ถูกต้อง และใส่เครื่องหมาย X หน้าข้อความที่ผิด


-29- ข้อสังเกต ค าสมาสเทียม ดังที่กล่าวมาแล้ว องค์ประกอบของค าสมาสจะต้องอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ในภาษาไทยมีค าประสมและค าซ้อน ซึ่งมีองค์ประกอบส่วนหนึ่งเป็นค ายืมที่มาจากภาษาบาลีหรือสันสกฤต ประสมรวมกันกับค าไทยหรือค ายืมภาษาอื่น ค า ส่วนนี้ไม่ใช่ค าสมาสด้วยมีองค์ประกอบและมีวิธีผิดไปจากค าสามาสทั่วไป เรียกค าลักษณะดังกล่าวว่า ค าสมาสเทียม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่ม ค าประสม ของไทย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ พระอู่ เกิดจาก พระ (ป.,ส.) + อู่ (ท.) พระเก้าอี้ เกิดจาก พระ (ป.,ส.) + เก้าอี้ (จ.) พระขนง เกิดจาก พระ (ป.,ส.) + ขนง (ข.) พระเขนย เกิดจาก พระ (ป.,ส.) + เขนย (ข.) พระสุหร่าย เกิดจาก พระ (ป.,ส.) + สุหร่าย (เปอร์.) พระโธรน เกิดจาก พระ (ป.,ส.) + โธรน (อ.) คุณค่า เกิดจาก คุณ (ป.,ส.) + ค่า (ท.) ภูมิล าเนา เกิดจาก ภูมิ (ป.,ส.) + ล าเนา (ข.) เทพเจ้า เกิดจาก เทพ (ป.,ส.) + เจ้า (ท.) ผลไม้ เกิดจาก ผล (ป.,ส.) + ไม้ (ท.) พลขับ เกิดจาก พล (ป.,ส.) + ขับ (ท.) พลเมือง เกิดจาก พล (ป.,ส.) + เมือง (ท.) ราชวัง เกิดจาก ราช (ป.,ส.) + วัง (ท.) ราชส านัก เกิดจาก ราช (ป.,ส.) + ส านัก (ข.) ศักดินา เกิดจาก ศักดิ (ป.,ส.) + นา (ท.) สรรพสินค้า เกิดจาก สรรพ (ส.) + สินค้า (ท.) คริสตกาล เกิดจาก คริสต์ (อ.) + กาล (ป.,ส.) ทุนทรัพย์ เกิดจาก ทุต (ท.) + ทรัพย์ (ส.) หมายถึง การน าค าภาษาบาลี สันสกฤต ตั้งแต่ ๒ ค า ขึ้นไปมาเรียงต่อกัน เมื่อรวมกันแล้วไม่มี การเปลี่ยนแปลงรูปค าศัพท์ ๑. น าค ามาสมาสกันเลยโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงรูปค า เช่น อักษร + ศาสตร์ สมาสเป็น อักษรศาสตร์ กาย + กรรม สมาสเป็น กายกรรม กาล + เทศะ สมาสเป็น กาลเทศะ กาม + เทพ สมาสเป็น กามเทพ อรรถ + รส สมาสเป็น อรรถรส ธาตุ + เจดีย์ สมาสเป็น ธาตุเจดีย์ ๒. ตัดเครื่องหมายทัณฑฆาต ( ์) ของพยัญชนะตัวสุดท้ายในค าหน้าออก แล้วจึงน าค ามาสมาสกัน เช่น แพทย์ + ศาสตร์ สมาสเป็น แพทยศาสตร์ ขัณฑ์+ สีมา สมาสเป็น ขัณฑสีมาอินทร์ + ธนู สมาสเป็น อินทรธนู ทรัพย์ + สิทธิ สมาสเป็น ทรัพยสิทธิ ๓. ตัดเครื่องหมายประวิสรรชนีย์ ( ะ ) ของพยัญชนะตัวสุดท้ายของค าหน้าออก แล้วจึงสมาสกัน เช่น วิทยะ + ฐานะ สมาสเป็น วิทยฐานะ กายะ + ภาพ สมาสเป็น กายภาพ เอกะ + ชน สมาสเป็น เอกชน พละ + ศึกษา สมาสเป็น พลศึกษา ๔. ค าที่ลงท้ายด้วยค าว่า ศาสตร์ กรรม ภัย ภาพ ส่วนมากจะเป็นค าสมาส ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ไสยศาสตร์ ครุศาสตร์ สังคมศาสตร์ ภาษาศาสตร์ กรรม วจีกรรม สังฆกรรม จิตรกรรม คหกรรม อุตสาหกรรม ภัย อัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย โจรภัย ทุพภิกขภัย ภาพ มโนภาพ จินตภาพ เสรีภาพ สหภาพ เอกภาพ ๕. ค าที่ขึ้นต้นด้วย วร หรือ พระ ส่วนมากเป็นค าสมาส พระ แผลงมาจาก วร เช่น วรกาย วรชายา วรองค์ วรวิหาร วรดิตถ์ พระบาท พระองค์ พระโอษฐ์ พระนาสิก พระเนตร พระกรรณ พระบัปผาสะ พระหทัย พระนลาภ พระสโท ๔.๕.๑ ค าสมาสแบบสมาส


-30- ค าสมาสโดยการสนธิ คือ การสมาสค าโดยการเชื่อมค าเข้าระหว่างพยางค์หลังของค าหน้า กับพยางค์หน้าของค าหลัง เป็นการย่ออักขระให้น้อยลงเวลาอ่านจะเกิดเสียงกลมกลืนเป็นค าเดียวกัน การสนธิแบ่งเป็ น ๓ ประเภท คือ ๑. สระสนธิ ๒. พยัญชนะสนธิ ๓. นฤคหิตสนธิ ***ส าหรับการสนธิในภาษาไทย ส่วนมากจะใช้แบบสร้างของสระสนธิ *** สระสนธิ คือ การน าค าที่ลงท้ายด้วยสระไปสนธิกับค าที่ขึ้นต้นด้วยสระ ซึ่งเมื่อสนธิแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลง รูปสระตามกฎเกณฑ์ - ตัดสระพยางค์ท้ายค าหน้า แล้วใช้สระหน้าของค าหลัง วิทยา + อาคม สนธิเป็น วิทยาคม ราช + อานุภาพ สนธิเป็น ราชานุภาพ มัคคะ + อุเทศก์ สนธิเป็น มัคคุเทศก์ ธน + อาคาร สนธิเป็น ธนาคาร ภูมี + อินทร์ สนธิเป็น ภูมินทร์ - ตัดสระพยางค์ท้ายค าหน้า ใช้สระพยางค์หน้าของค าหลัง โดยเปลี่ยนสระพยางค์หน้าของค าหลัง อะ เปลี่ยนเป็น อา อิ เปลี่ยนเป็น เอ อุ เปลี่ยนเป็น โอ อุ,อู เปลี่ยนเป็น โอ นร + อิศวร สนธิเป็น นเรศวร ปรม + อินทร์ สนธิเป็น ปรเมนทร์ พงศ + อวตาร สนธิเป็น พงศาวดาร มหา + อิสี สนธิเป็น มเหสี ราช + อุปโภค สนธิเป็น ราชูปโภค นย + อุบาย สนธิเป็น นโยบาย - เปลี่ยนสระพยางค์ท้ายของค าหน้าเป็นพยัญชนะ คือ อิ อี เปลี่ยนเป็น ย , อุ อู เปลี่ยนเป็น ว ใช้สระพยางค์ หน้าของค าหลังซึ่งอาจเปลี่ยนรูปหรือไม่เปลี่ยนรูปก็ได้ ในกรณีที่สระพยางค์ต้นของค าหลังไม่ใช่ อิ อี อุ อู อย่างสระตรง พยางค์ท้ายของค าหน้า กิตติ + อากร จะได้ค าว่า กิตติยากร ธนู + อาคม จะได้ค าว่า ธันวาคม บางค าไม่เปลี่ยนสระ อิ อี เป็น ย แต่ตัดทิ้ง ทั้ง สระพยางค์หน้าค าหลังจะไม่มี อิ อี ด้วยกัน ราชินี + อุปถัมภ์ จะได้ค าว่า ราชินูปถัมภ์ ๔.๕.๒ ค าสมาสแบบสนธิ สระสนธิ


-31- พยัญชนะสนธิในภาษาไทยมีน้อยการเชื่อมค าให้เสียงกลมกลืนกัน ระหว่างพยัญชนะค าท้ายของ พยางค์หน้ากับค าหน้าของค าหลัง ๑. เปลี่ยน ส เป็น โอ เช่น มนสฺ + รถ = มโนรถ มนสฺ + ภาว = มโนภาว มนสฺ + มย = มโนมัย มนสฺ + รมย = มโนรมย์ ยสสฺ + ธร = ยโสธร สรสฺ + ช = สโรชา รหัส + ฐาน = รโหฐาน มนส + ภาพ = มโนภาพ ๒. ค าหน้าที่ลงท้ายด้วยพยัญชนะ น ให้ลบ น ทิ้ง เช่น พฺรหฺมนฺ+ ชาติ = พรหมชาติ อาตฺมนฺ+ ภาว = อาตมภาว ๓. ค าหน้าซึ่งเป็น นิสฺ, ทุสฺแผลง ส เป็น ร เช่น นิสฺ + ภย = นิรภัย นิสฺ + มล = นิรมล นิสฺ + มิต = นิรมิต นิส + ทุกข์ = นิรทุกข์ นิร + โศก = นิรโศก ทุสฺ + พิษ = ทุรพิษ ทุส + ชน = ทุรชน ทุส + อาจารย์ = ทุรจารย์ นฤคหิตสนธิ หรือนิคหิตสนธิ คือ การเชื่อมเสียงของค าที่มีนฤคหิตหรือมีพยางค์ท้ายเป็น นฤคหิตกับค าอื่น ๆ เมื่อสนธิแล้วนฤคหิตจะเปลี่ยนเป็น ง ญ ณ น ม ซึ่งเป็นพยัญชนะท้ายวรรค มีหลักในการสนธิ ดังนี้ ๑. นฤคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค กะ (ก ข ค ฆ ง) แผลงนฤคหิตเป็น ง เช่น ส + คม = สังคม ส + เคราะห์ = สังเคราะห์ ส + คีต = สังคีต ส + ขาร = สังขาร ๒. นฤคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค จะ (จ ฉ ช ฌ ญ) แผลงนฤคหิตเป็น ญ เช่น ส + จร = สัญจร ส + ญา = สัญญา ๓. นฤคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค ฏะ (ฏ ฐ ฑ ฒ ณ) แผลงนฤคหิตเป็น ณ เช่น ส + ฐาน = สัณฐาน ๔. นฤคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค ตะ (ต ถ ท ธ น) แผลงนฤคหิตเป็น น เช่น ส + ตน (ตาน) = สันดาน ส + นิษฐาน = สันนิษฐาน ๕. นฤคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค ปะ (ป ผ พ ภ ม ) แผลงนฤคหิตเป็น ม เช่น ส + ผัส = สัมผัส ส + มน = สัมมนา ส + ภาษณ์ = สัมภาษณ์ ส + ปตฺติ = สัมปัตติ ๖. นฤคหิตสนธิกับพยัญชนะวรรค เศษวรรค (ย ร ล ว ศ ษ ส ห ฬ) แผลงนฤคหิตเป็น ง เช่น ส + วร = สังวร ส + สัย = สงสัย ส + สรรค์ = สังสรรค์ ส + สนทนา = สังสนทนา ๗. นฤคหิตสนธิกับสระ (พยางค์แรกของค าหลังเป็นสระ) แผลงนฤคหิตเป็น ม เช่น ส + โอสร = สโมสร ส + อาทาน = สมาทาน ส + อุทัย = สมุทัย ส + อาคม = สมาคม พยัญชนะสนธิ นิคหิตสนธิ


-32- ล ึ กล ้ าชนิดค าและหน ้ าท ี ่ - หน ่ วยท ี ่ ๕ - ชนิดและหน้าที่ของค าในประโยค ประโยคมีส่วนสัมพันธ์กับโครงสร้างของประโยค ค าใน ภาษาไทยสามารถจ าแนกตามหน้าที่ของค าได้ 7 ชนิด ค าเหล่านี้มีหน้าที่และต าแหน่งการวางใน ประโยคแตกต่างกัน จึงควรเข้าใจชนิดและหน้าที่ของค า เพื่อให้การล าดับค าในประโยคควรล าดับค าให้ ถูกต้องเหมาะสม เป็นสิ่งส าคัญที่จะช่วยให้การสื่อสารนั้นสัมฤทธิ์ผล ค ำไทย แบ ่ งออกเป็ น ๗ ชนิด ค านาม คือ ค าที่ใช้เรียกชื่อสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งรูปธรรมและนามธรรม เช่น คน สัตว์ พืช สิ่งของ สถานที่ อารมณ์ ความรู้สึก ฯลฯ ๕.๑ ค านาม ค ำนำมแบ่งออกเป็ น ๕ ชนิด คือ 1) สามานยนาม คือ ค าที่ใช้เรียกชื่อนามทั่ว ๆ ไป ไม่เจาะจง ระบุความหมายกว้างๆ เช่น คน สัตว์ พืช หมา แมว ต้นไม้ ดอกไม้ วัด โรงเรียน กวี นักวิทยาศาสตร์ นักกีฬา ทหาร นักร้อง ฯลฯ 2) วิสามานยนาม คือ ค าที่ใช้เรียกชื่อนามที่เฉพาะเจาะจง ระบุความหมายแคบและชี้เฉพาะ เช่น นายจัน หวดเขี้ยว เจ้าตินติน (สุนัข) มาดอนน่า (นักร้อง) เตรียมอุดศึกษา (โรงเรียน) สุนทรภู่ บิล คลินตัน


-33- 3) สมุหนาม คือ ค าที่ใช้เรียกชื่อนามที่เป็นหมวดหมู่ บ่งบอกจานวนมาก เช่น คณะ ฝูง กอง นิกาย บริษัท ส ารับ ก๊ก เหล่า ชุด กลุ่ม โขลง หมู่ ฯลฯ 4) ลักษณนาม คือ คาที่ใช้บอกลักษณะรูปพรรณสัณฐานของสามานยนาม ลักษณนามเป็นเอกลักษณ์ของ ภาษาไทยประการหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงความละเอียดลออในการใช้ภาษา ลักษณนามแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม ดังนี้ 4.1) บอกชนิด เช่น พระภิกษุ,สามเณร – รูป / ยักษ์,ฤาษี– ตน / ช้างป่า – ตัว / ช้างบ้าน-เชือก 4.2) บอกอาการ เช่น บุหรี่ – มวน / พลู - จีบ / ไต้ – มัด / ผ้า – พับ / คัมภีร์ใบลาน - ผูก 4.3) บอกรูปร่าง เช่น รถ - คัน / บ้าน, เปียโน, จักร – หลัง / ดินสอ – แท่ง / ปากกา – ด้าม 4.4) บอกหมวดหมู่ เช่น ฟืน – กอง / ทหาร - หมวด / พระ - นิกาย / นักเรียน - คณะ 4.5) บอกจ านวน มาตรา เช่น ตะเกียบ - คู่ / ดินสอ – โหล / เงิน, ทอง – บาท / ผ้า – เมตร 4.6) ซ้ าค านามข้างหน้า เช่น วัด – วัด / โรงเรียน – โรง / คะแนน – คะแนน / คน - คน 5) อาการนาม คือ ค านามที่บอกกิริยาอาการ อารมณ์ความรู้สึก สภาวะในจิตใจที่เป็นนามธรรมใช้ การ และความน าหน้าค ากริยาและวิเศษณ์ เช่น การวิ่ง การเดิน การนอน การอ่านหนังสือ การออกก าลัง กาย ความดี ความชั่ว ความง่วง ความงาม ความสะอาด ความสุข * ข้อสังเกต ถ้าการและความตามด้วยค านาม ถือว่าเป็นค าประสม ซึ่งจะจัดเป็น สามานยนาม เช่น การบ้าน การเมือง การไฟฟ้า การรถไฟ การทางพิเศษ ความแพ่ง ความอาญา หน้าที่ของค านาม 1. ค านามท าหน้าที่เป็นประธานของประโยค เช่น มนุษย์ทุกคนต้องการความสุข / โรงเรียนของฉันอยู่ในกรุงเทพ / นักการเมืองคนนั้นฉ้อโกงในการเลือกตั้ง 2. ค านามท าหน้าที่เป็นกรรมหรือผู้ถูกกระท า เช่น ครูสอนนักเรียน / แมวกินปลา / ฉันดูทีวี/ พ่อตีน้อง 3. ค านามท าหน้าที่เป็นบทขยายนามอื่น เพื่อให้ใจความชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ภราดร ศรีชาพันธุ์นักเทนนิสมือหนึ่งของไทย / นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา 4. ค านามท าหน้าที่ขยายกริยา และใช้ตามหลังค าบุพบท เพื่อบอกสถานที่ เช่น ฉันวิ่งออกกาลังกายที่สนามหญ้า / คณะกรรมการนัดพบกันในห้องประชุม / ครูทุ่มเทท างานเพื่อลูก 5. ค านามท าหน้าที่ขยายกริยาหรือค านามอื่น โดยใช้บอกเวลา ฉันชอบอ่านหนังสือตอนเช้าๆ / ร้านตัดผมปิดวันพุธ / ข่าวเที่ยงวันได้รับความนิยมมาก 6. ค านามใช้เป็นค าเรียกขาน เพื่อเน้นหรือบอกความรู้สึก เช่น พระคุณเจ้า นิมนต์ทางนี้ครับ / นักเรียน เงียบ ๆ หน่อยได้ไหม / เด็ก ๆ ท าการบ้านเสร็จแล้วหรือยัง


-34- ค าสรรพนามเป็นค าที่ใช้แทนค านาม ในกรณีที่ต้องพูดถึงนามนั้นซ้ า หรือใช้แทนตัวผู้พูดและแทนตัวผู้อื่น เป็นค าที่ขึ้นอยู่กับมุมมองว่าใครเป็นผู้พูด ซึ่งผู้พูดจะใช้สรรพนามบุรุษที่ 1 โดยแทนผู้ฟังด้วยสรรพนามบุรุษที่ 2 และแทนผู้ที่อยู่นอกการสนทนาด้วยสรรพนามบุรุษที่ 3 ค ำสรรพนำมแบ่งออกเป็ น ๖ ชนิด คือ 1. บุรุษสรรพนาม บุรุษสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้แทนผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ที่กล่าวถึง แบ่งออกเป็น สรรพนามบุรุษที่ 1 ใช้แทนผู้พูด ได้แก่ ฉัน ข้าพเจ้า กระผม ผม ดิฉัน ข้า เรา สรรพนามบุรุษที่ 2 ใช้แทนผู้ฟัง ได้แก่ เธอ ท่าน คุณ ใต้เท้า พระคุณ สรรพนามบุรุษที่ 3 ใช้แทนคนที่เราก าลังกล่าวถึง ได้แก่ พวกเขา มัน 2. ประพันธสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยค ท าหน้าที่แทนค านาม หรือสรรพนาม ที่อยู่ข้างหน้า และยังท าหน้าที่เชื่อมประโยคโดยให้ประโยค 2 ประโยคมีความเชื่อมกัน ได้แก่ค าว่า ผู้, ที่, ซึ่ง, อัน 3. วิภาคสรรพนาม เป็นสรรพนามบอกความชี้ซ้ าที่ใช้แทนนาม หรือสรรพนาม ที่แยกออกเป็นส่วน ๆ ได้แก่ค าว่า ต่าง, กัน, บ้าง นักกีฬาต่างดีใจที่ได้ชัยชนะ เด็กนักเรียนบ้างก็อ่านหนังสือบ้างก็ร้องเพลง พี่น้องคุยกัน 4. นิยมสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้แทนนามชี้เฉพาะเจาะจง หรือบอกความใกล้ไกล ที่เป็นระยะทาง ได้แก่ค าว่า นี่, นั่น, โน่น, นี้, นั้น, โน้น เช่น นี่เป็นของขวัญที่เธอให้ฉัน รถที่จะพาเราไปโรงเรียนอยู่ทางโน้น 5. อนิยมสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้แทนนามบอกความไม่ชี้เฉพาะเจาะจง ได้แก่ค าว่า ใคร, อะไร, ที่ ไหน, ผู้ใด บางครั้งก็เป็นค าซ้ า ๆ เช่น ใคร ๆ, อะไร ๆ, ไหน ๆ เช่น ใครจะไปกับฉันก็ได้ ไหน ๆ ก็มาแล้ว 6. ปฤจฉาสรรพนาม เป็นสรรพนามใช้ในการถาม ได้แก่ค าว่า ใคร, อะไร, ผู้ใด, ไหน ปฤจฉาสรรพนาม ต่างกับอนิยมสรรพนามตรงที่ อนิยมสรรพนามใช้ในประโยคบอกเล่า หรือปฏิเสธ แต่ปฤจฉาสรรพนาม ใช้ในประโยคค าถาม เช่น ใครมาหน้าบ้าน ร้านที่เธอบอกอยู่ที่ไหน อะไรอยู่ในห้อง ๕.๒ ค ำสรรพนำม หน้ำที่ของสรรพนำม ➢ ใช้เป็นประธานของประโยค เช่น เขาไปเที่ยวล าปาง, ใครอยู่ที่ในบ้าน ➢ ใช้เป็นกรรมของประโยค เช่น แม่ฆ่ามัน, ต ารวจจับฉัน ➢ เป็นส่วนสมบูรณ์หรือส่วนเติมเต็ม เช่น คนที่ทนเจ็บช้ าคือเรา


-35- ค ำกริยำแบ่งออกเป็ น ๕ ชนิด คือ 1. อกรรมกริยา เป็นกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับ เช่น ไก่ขัน หมาเห่า ฝนตก เด็กร้องไห้ 2. สกรรมกริยา กริยาที่มีกรรมมารับจึงจะได้ใจความสมบูรณ์ เช่น ฉันอ่านหนังสือ น้องขี่จักรยาน 3. วิกตรรถกริยา คือ กริยาที่ไม่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ต้องอาศัยค านาม สรรพนาม หรือค าวิเศษณ์ มาเติมข้างหลัง จึงจะได้ใจความ ได้แก่กริยาค าว่า ว่า, เหมือน, คล้าย, เท่า, คือ, เสมือน, ประดุจ, แปลว่า เช่น คุณเป็นนักกีฬา ลูกคล้ายกับเรา น้ าใจประดุจน้ าทิพย์ 4. กริยานุเคราะห์ หรือกริยาช่วย เป็นค าที่ช่วยให้กริยาอื่นที่อยู่ข้างหลังครบความ เพื่อบอกกาล หรือ บอกการกระท าให้สมบูรณ์ ได้แก่ ก าลัง, คง, ย่อม, ต้อง, เคย, ให้, ยอม, แล้ว, เสร็จ, ถูก, น่าจะ, จะ, จะ ได้, นะ, เถิด, เถอะ, สิ, ดอก, หรอก, จง, อย่า กริยานุเคราะห์จะวางอยู่หน้าค ากริยา หรือหลังค ากริยา ก็ได้ เช่น ประจักษ์ถูกครูดุ เขาน่าจะสอบไม่ผ่าน พรุ่งนี้ฝนคงไม่ตก แม่ซักผ้าเสร็จ, พ่อก าลังไปตกปลา, 5. กริยาสภาวมาลา คือ กริยาที่ท าหน้าที่เป็น ประธาน กรรม หรือบทขยายของประโยคก็ได้ เช่น ว่ายน้ าเป็นการออกก าลังกายที่ดี (ว่ายน้ า เป็นประธานของประโยค) ชาวจีนชอบเที่ยวเชียงใหม่ (เที่ยว เป็นกรรมของกริยา ชอบ) เขาซื้อดอกไม้เพื่อมอบให้ฉัน (มอบ เป็นบทขยายกริยา ซื้อ) ๕.๓ ค ำกริยำ ค ากริยาเป็นค าที่ใช้บอกอาการของนาม หรือสรรพนาม ให้รู้ว่านาม หรือสรรพนามนั้น ๆ มีอาการอย่างไร หรือท าอะไร หน้ำที่ของค ำกริยำ ➢ เป็นกริยาหลักของประโยค เช่น วีรภาพไปโรงเรียนทุกวัน ➢ เป็นประธานของประโยค เช่น ดูละครเป็นงานหลักของแม่บ้าน ➢ เป็นกรรมของประโยค เช่น ภราดรชอบเล่นเทนนิส ➢ เป็นตัวขยายกริยาหลัก เช่น ทหารก าลังแบกปูนไปโบกตึก ➢ เป็นส่วนขยายกรรม เช่น โรสชอบดูดาวตก


-36- ค ำวิเศษณ์แบ่งออกเป็ น ๑๐ ชนิด คือ 1. ลักษณวิเศษณ์ เป็นค าวิเศษณ์ที่บอก สี ขนาด สัณฐาน กลิ่น รส เช่น น้ าเย็นจัดอยู่ในแก้วใสแจ๋ว, ข้าวผัดจานนี้มีรสหวาน 2. กาลวิเศษณ์ เป็นค าวิเศษณ์บอกเวลา เช้า สาย บ่าย เย็น อดีต เช่น คนในอดีตเป็นที่น่าจดจ า เธอไปก่อนฉันตามไปตอนเย็น 3. สถานวิเศษณ์ เป็นค าวิเศษณ์บอกสถานที่ อาทิ ใกล้ ไกล บน ล่าง เหนือ ใต้ เช่น แม่ทัพอยู่บนข้าอยู่ล่าง เชียงใหม่อยู่เหนือกระบี่อยู่ใต้ 4. ประมาณวิเศษณ์ เป็นค าวิเศษณ์บอกจ านวน หรือปริมาณ อหนึ่ง สอง สาม มาก น้อย ที่หนึ่ง หลาย เช่น ฉันเลี้ยงแมวสี่ตัว เด็กสอบผ่านหลายคน 5. นิยมวิเศษณ์ เป็นค าวิเศษณ์บอกความชี้เฉพาะ อาทิ นี่ นั้น โน้น ทั้งนี้ เช่น ฉันชอบรถคันนี้ บ้านหลังนั้นโดนไฟไหม้ 6. อนิยมวิเศษณ์ เป็นค าวิเศษณ์บอกความไม่ชี้เฉพาะ อาทิ ใด อื่น ๆ กี่ ไหน อะไร เช่น ฉันจะไปที่ไหนก็ได้ พูดอะไรระวัง ๆ หน่อย 7. ปฤจฉาวิเศษณ์ เป็นค าวิเศษณ์ใช้ถาม อาทิ ใด ไร ไหน อะไร ท าไม อย่างไร เช่น คุณจะไปไหนครับ คุณคิดจะท าอะไร 8. ประติชญาวิเศษณ์ เป็นค าวิเศษณ์ใช้แสดงการขานรับหรือโต้ตอบ ครับ ขอรับ ขา คะ จ า เช่น คุณแม่ขาปูหนีบมือค่ะ ขอโทษครับ มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ 9. ประติเษธวิเศษณ์ เป็นค าวิเศษณ์แสดงความปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับ อาทิ ไม่ ไม่ใช่ มิใช่ มิได้ เช่น เขาไม่ใช่เพื่อนฉัน ฉันไม่ได้หยิบของของเขา 10. ประพันธวิเศษณ์ ประกอบค ากริยา หรือค าวิเศษณ์ เพื่อเชื่อมประโยคให้มีความเกี่ยวข้องกัน ได้แก่ค าว่า ที่,ซึ่ง, อัน เช่น ขวดที่อยู่ด้านในสุดหล่นแตก ๕.๔ ค ำวิเศษณ์ ค าวิเศษณ์เป็นค าที่ใช้ขยายค านาม สรรพนาม กริยา และค าวิเศษณ์เอง เพื่อให้ข้อความนั้น ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะค าวิเศษณ์เป็นค าที่บอกคุณสมบัติ หรือลักษณะเฉพาะของสิ่งต่าง ๆ รวมทั้งอาการต่าง ๆ หน้ำที่ของค ำวิเศษณ์ ➢ ท าหน้าที่ขยายนาม (ประธาน) เช่น รถคันนี้จอดอยู่ริมถนน ➢ ท าหน้าที่ขยายสรรพนาม เช่น ฉันเองเป็นคนเก็บของ ➢ ท าหน้าที่ขยายค ากริยา เช่น เธอพูดมาก, เมื่อวานนี้ฝนตกหนัก ➢ ท าหน้าที่ขยายค าวิเศษณ์ เช่น เขาเป็นคนยากจนมาก (ยากจน เป็นค าวิเศษณ์), เธอเป็นคนน่ารักมาก (น่ารัก เป็นค าวิเศษณ์)


-37- ค ำสันธำนแบ่งออกเป็ น ๔ ชนิด 1. เชื่อมใจความที่คล้อยตามกัน ได้แก่ค าว่า กับ , และ , ทั้ง…และ ,ทั้ง…ก็ , ครั้น…จึง , พอ…ก็ ฯลฯ ภราดรและแทมมี่เป็นนักกีฬา ทั้งผู้ก ากับและนักแสดงได้รับค่าตอบแทนสูง 2. เชื่อมใจความที่เป็นเหตุเป็นผลกัน ได้แก่ค าว่า จึง , ครั้น…จึง , พอ…ก็ ฯลฯ พอเขากล่าวปาฐกถาทุกคนก็ตั้งใจฟัง ป่าไม้หมดไปโลกจึงเกิดความแห้งแล้ง 3. เชื่อมใจความที่ขัดแย้งกัน ได้แก่ค าว่า แต่ , ถึง…ก็ , กว่า…ก็ , แต่ทว่า , แม้…ก็ ฯลฯ ถึงฉันจะล าบาก ฉันก็ไม่ยอมท าชั่วเป็นอันขาด แม้เขาจะมีร่างกายไม่แข็งแรง เขาก็มีจิตใจแข็งแกร่ง 4. เชื่อมใจความที่ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ค าว่า หรือ , หรือไม่ก็ , ไม่เช่นนั้น , มิฉะนั้นก็ ฯลฯ ง่วงก็นอนเสียหรือไม่ก็ลุกขึ้นไปล้างหน้า ไม่เธอก็ฉันได้รับรางวัลที่ 1 โรงเรียนในเมืองหรือในชนบทต้องการอาจารย์ผู้มีความรู้ ๕.๕ ค ำบุพบท ค าบุพบทเป็นค าที่ท าหน้าที่เชื่อมค า 2 ค าให้สัมพันธ์กัน อาจน าหน้าค านาม สรรพนาม หรือกริยาที่ท าหน้าที่เป็นนาม เพื่อบอกสถานการณ์ให้ชัดเจนขึ้น ค ำบุพบทแบ่งออกเป็ น ๕ ชนิด คือ บุพบทน าหน้าบทบอกลักษณะที่เป็นเครื่องใช้ ผู้รับ หรือมีอาการร่วมกัน เช่น ด้วย โดย กับ แก่ ต่อ ทั้ง ตาม ส าหรับ เพื่อ เฉพาะ ฯลฯ บุพบทน าหน้าบทบอกเวลา เช่น เมื่อ ใน ณ แต่ ตั่งแต่ จน กระทั่ง ฯลฯ บุพบทน าหน้าบทบอกสถานที่ เชน ที่ ใน เหนือ ใต้ บน ล่าง ใกล้ ไกล ห่าง ชัด แต่ จาก ถึง สู่ ยัง ฯลฯ บุพบทน าหน้าบทบอกจ านวน เช่น ประมาณ ราว สัก ทั้งสิ้น ตลอด หมด เกือบ ฯลฯ บุพบทน าหน้าบทที่เป็นเจ้าของ เช่น ของ แห่ง ฯลฯ หน้ำที่ของค ำบุพบท ค าบุพบทจะใช้น าหน้าค านาม ค าสรรพนาม และค าที่ท าหน้าที่เหมือนค านามในประโยคต่าง ๆ โดยจะ ปรากฏในต าแหน่งตามที่ผู้พูดต้องการจะเน้น ➢ ต้นประโยค สวนมากเป็นบุพบทน าหน้าบอกเวลา สถานที่ และบอกลกษณะ เช่น เมื่อวันก่อนฉันเห็นดาวกลับมาแล้ว ใกล้ประตูทางเข้าแม่ค้าขายพวงมาลัย ➢ กลางประโยค ได้แก่บุพบททุกชนิด เชน ฉันเห็นดาวกลับมาเมื่อวันก่อน ฉันท าเพื่อเธอได้ แม่ค้าขายพวงมาลัยใกล้ประตูทางเข้า ใครหยิบปากกาของฉันไป สมศักดิ์อยู่ที่นี่มาเกือบ ๓ ปี ๕.๖ ค ำสันทำน ค าสันธานเป็นค าที่ใช้เชื่อมค า เชื่อมความ และเชื่อมประโยค ให้ติดต่อเป็นเรื่องเดียวกันและสละสลวย


-38- ค ำอุทำนแบ่งออกเป็ น ๒ ชนิด หน้ำที่ของค ำสันทำน ➢เชื่อมค ากับค า ได้แก่ค าว่า และ, กับ เช่น เขาและเธอต้องท างาน แมวกับหนูเป็นศัตรูกันเสมอ ➢เชื่อมประโยคกับประโยค ได้แก่ค าว่า หรือ, และ, เพราะ, จึง, แต่ เช่น เธอจะทานข้าวหรือก วยเตี๋ยว ➢เชื่อมข้อความกับข้อความ ได้แก่ค าว่า เพราะฉะนั้น, แม้ว่า…ก็, เพราะ…จึง เช่น เพราะเขาขยันหมั่นเพียร เขาจึงร่ ารวย ➢เชื่อมประโยคกับประโยค เชื่อมความให้สละสลวย ได้แก่ค าว่า ก็, อันว่า, อย่างไรก็ตาม, อนึ่ง เช่น อันว่ากริยามารยาทอันงดงามนั้น ๕.๗ ค ำอุทำน ค าอุทานเป็นค าที่เปล่งออกมาโดยอาจไม่มีความหมาย แต่เน้นที่การแสดงอารมณ์ ความรู้สึกของผู้พูด 1. ค าอุทานบอกอาการ คือ ค าอุทานที่สื่อให้รู้อาการต่าง ๆ ของผู้พูด เช่น อาการดีใจ เสียใจ ตกใจ และประหลาดใจ เป็นต้น ได้แก่ค าว่า เอ๊ะ! โอ๊ย! อ๊ะ! เฮ่! เฮ้ย! โธ่! อนิจจา! แหม! ว้า! ว้าย! วุ้ย! เป็นต้น ค าอุทานแสดงอารมณ์ มักจะมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) อยู่ด้านหลัง 2. อุทานเสริมบท เป็นค าอุทานที่ใช้เสริมค าอื่น เพื่อให้คล้องจอง หรือเป็น ค าสร้อยในค าประพันธ์ ค าเสริมอาจอยู่ข้างหน้า หรือข้างหลังค าหลักก็ได้ เช่น โบร่ าโบราณ, บ้านนอกคอกนา, ละคงละคร, ผลม้งผลไม้ หรืออยู่กลาง ค าอื่น เช่น ผลหมากรากไม้


-39- วล ี ก ่ อนประโยค - หน ่ วยท ี ่ ๖ - หนังสือบรรทัดฐานภาษาไทย เล่ม 3 ได้ให้ความหมายของวลีไว้ว่า “วลี หมายถึง หน่วยทางภาษาที่ใช้เป็น ส่วนประกอบของประโยค เมื่อประกอบเข้าไปใช้ประโยคแล้ว วลีย่อมท าหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง ได้แก่ ภาคประธาน ภาคแสดง หรือส่วนขยาย วลีอาจประกอบด้วยค า 1 ค า หรือค าหลายค าก็ได้” หนังสืออุเทศภาษาไทย หลักภาษาไทย : เรื่องที่ครูภาษาไทยต้องรู้ได้ให้ความหมายของกลุ่มค าไว้ว่า “กลุ่มค า คือ ค าหลายค าที่มาประกอบกัน มีความสัมพันธ์กัน แต่ไม่ปรากฏชัดและไม่สมบูรณ์ถึงขั้นที่จะจัดเป็น ประโยคหรือเป็นวลีได้ ดังนั้น สรุปความหมายได้ว่า กลุ่มค าหรือวลี คือ การน าค าตั้งแต่ ๒ ค าขึ้นไปมาเรียงต่อกัน โดยไม่เกิด ค าใหม่ มีความหมาย แต่ยังไม่เป็นประโยค จากการศึกษาเกี่ยวกับชนิดของค าทั้ง 7 ชนิด ได้แก่ 1. ค านาม 2. ค าสรรพนาม 3. ค ากริยา 4. ค าวิเศษณ์ 5. ค าบุพบท 6. ค าสันธานหรือค าเชื่อม 7. ค าอุทาน ดังนั้น เมื่อจัดกลุ่มค าแล้ว สามารถแบ่งได้ ๗ ชนิด โดยเรียกตามชนิดของค าที่ขึ้นต้นกลุ่มค านั้น ๆ ดังนี้ 1. กลุ่มค านามหรือนามวลี เช่น โรงเรียนของเรา เด็กทั้งหลาย พ่อค้าปลาหมึก นักเรียนโรงเรียนวังไกลกังวล สัตว์ป่าจ านวนมาก ลุงป้าน้าอาปู่ย่าตายาย ๒. กลุ่มค าสรรพนามหรือสรรพนามวลี เช่น พวกเราชาวไทย พระคุณเจ้า พวกเธอทั้งหลาย ท่านอาจารย์ยอด ๓. กลุ่มค ากริยาหรือกริยาวลี ขึ้นต้นด้วยค ากริยา เช่น ท ามาหากิน เดินอย่างรวดเร็ว ส่งงานเรียบร้อยแล้ว ไม่ชอบละครเรื่องนี้เลย ๔. กลุ่มค าวิเศษณ์หรือวิเศษณ์วลีเช่น หอมชื่นใจจังเลย สูงลิบลิ่ว เหลือเกินจริง ๆ เชียว มากเลยทีเดียว ที่สุดในโลก มากจังเลย ๕. กลุ่มค าบุพบทหรือบุพบทวลี เช่น บนโต๊ะท างาน ด้วยน้ าใจ ใต้ขอบสะพาน เหนือใต้ออกตก ในท่ามกลาง ๖. กลุ่มค าสันธานหรือสันธานวลีเช่น ถึงอย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุผลนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว หรือไม่ก็ หากมิฉะนั้นแล้ว ๗. กลุ่มค าอุทานหรืออุทานวลี เช่น อะไรกันนี่ ! ช่างกระไรหนอ ! ว้ายตายแล้ว ! พระเจ้าช่วยกล้วยทอด ! ๖.๑.๑ ความหมายของกลุ ่มค าหรือวลี ๖.๑.๒ ชนิดของกลุ ่มค าหรือวลี ๖.๑ กลุ ่ มค าหรือวลี


-40- นามวลี กริยาวลี ประโยค นักเรียนจ านวนมาก ชอบเรียนวิชาศิลปะ นักเรียนจ านวนมากชอบเรียนวิชาศิลปะ เด็กน้อยคนนั้น ตั้งใจเรียนมาก เด็กเด็กน้อยคนนั้นตั้งใจเรียนมาก โรงงานอุตสาหกรรม เพิ่มโบนัสให้แก่พนักงาน 5 % โรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มโบนัสให้แก่พนักงาน 5 % ตลาดการค้าผักผลไม้ เปิดเวลา 01.00 น. ตลาดการค้าผักผลไม้เปิดเวลา 01.00 น. สุนัขสีด าตัวนั้น วิ่งไล่กัดแมว สุนัขสีด าตัวนั้นวิ่งไล่กัดแมว ตามหลักภาษาไทย เราสามารถน ากลุ่มค าหรือวลีมาแต่งประโยค เพื่อให้มีความใจความ สมบูรณ์ โดยประกอบขึ้นตามโครงสร้างของประโยค ได้ดังนี้ 1. ภาคประธาน เช่น กลุ่มค านาม กลุ่มค าสรรพนาม 2. ภาคแสดง เช่น กลุ่มค ากริยา 3. ส่วนขยาย เช่น กลุ่มค าวิเศษณ์ 4. ประกอบประโยค เช่น กลุ่มค าบุพบท กลุ่มค าสันธาน และกลุ่มค าอุทาน ตัวอย่างการน ากลุ่มค ามาแต่งประโยค กลุ่มค าที่ท าหน้าที่เป็นประธานในประโยค 1. กลุ่มค านาม เช่น พ่อค้าปลาหมึกปักหลักขายปลาหมึกอยู่ที่ตลาดนัด สัตว์ป่าจ านวนมากอาศัยอยู่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนสีเขียว เด็ก ๆ ทั้งหลายช่วยกันพัฒนาโรงเรียนด้วยการท าความสะอาด 2. กลุ่มค าสรรพนาม เช่น พวกเราชาวไทยร่วมกันท าความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล พระคุณเจ้าจะท าวัตรเมื่อไหร่ครับ พวกเธอทั้งหลายจงช่วยกันดูแลรักษาความสะอาดของโรงเรียน กลุ่มค าที่ท าหน้าที่เป็นกริยาในประโยค กลุ่มค ากริยา เช่น ชาวบ้านที่ท ามาหากินบนเขาสูงส่วนใหญ่เป็นชาวดอย นักเรียนเดินอย่างรวดเร็วเมื่อครูปล่อยกลับบ้าน ผมส่งงานเรียบร้อยแล้วเมื่อเช้านี้ แก้วตาไม่ชอบละครเรื่องนี้เลย กลุ่มค าที่ท าหน้าที่ประกอบประโยคเพื่อให้ใจความสมบูรณ์ขึ้น 1. กลุ่มค าวิเศษณ์ เช่น อาหารร้านนี้อร่อยมากเลยทีเดียว เขารักเธอมากเหลือเกิน 2. กลุ่มค าบุพบท เช่น แม่รีบวิ่งเข้าบ้านในท่ามกลางสายฝนที่ตกแรง พลอยวางกับข้าวไว้บนโต๊ะอาหาร 3. กลุ่มค าสันธาน เช่น ถึงอย่างไรก็ตามเขาก็ต้องไปให้ทันวันแข่ง เพราะเขาเป็นคนสะเพร่า ด้วยเหตุผลนี้งานของเขาจึงผิดพลาด 4. กลุ่มค าอุทาน เช่น ว้ายตายแล้ว ! รถชนกันเสียงดังโครม อะไรกันนี่ ! พวกเธอน้ าสีหกเลอะเทอะใส่รูปได้อย่างไร ๖.๑.๓ การน ากลุ ่มค ามาแต่งประโยค ๖.๑.๔ กลุ ่มค ากับหน้าที่ในประโยค


-41- ส่วนประกอบ ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง ประธาน ขยาย ประธาน กริยา ขยาย กริยา กรรม ขยาย กรรม ฝนตก ฝน - ตก - - - คุณแม่ของฉันสวมเสื้อ สีแดง คุณแม่ ของฉัน สวม - เสื้อ สีแดง น้องร้องไห้เสียงดัง น้อง - ร้องไห้ เสียงดัง - คุณป้าซื้อใบยอมาจากตลาด คุณป้า - ซื้อ มาจาก ตลาด ใบยอ - แมวด าตัวใหญ่ชอบไล่จับหนู แมวด า ตัวใหญ่ ชอบไล่จับ - หนู - นกขุนทองจิกหนอนตัวอ้วน นกขุนทอ ง - จิก - หนอน ตัวอ้วน ๖.๒.๒ โครงสร้างของประโยค โครงสร้างของประโยค หมายถึง ส่วนประกอบของประโยค ซึ่งประกอบด้วย ส่วนส าคัญ ๒ ส่วน คือ ๑. ภาคประธาน โดยมากประธานหรือผู้กระท า มักได้แก่ ค านามหรือสรรพนาม ๒. ภาคแสดง ส่วนบอกอาการของภาคประธาน ท าให้รู้ว่าแสดงอาการอย่างไร ๖.๒.๓ ชนิดของประโยค ประโยคในภาษาไทย จ าแนกตามโครงสร้างมี ๓ ชนิด ดังนี้ ๑) ประโยคสำมัญ หมายถึง ประโยคที่มีใจความเดียว ซึ่งจะมีบทประธานและบทแสดงอย่างละ หนึ่งเดียวเท่านั้น อาจมีกริยาหลักเพียงกริยาเดียวหรือกริยาหลักหลายกริยาก็ได้แต่มีใจคว ามส าคัญ เพียงอย่างเดียว ไม่มีค าเชื่อมประโยค ประโยคสามัญแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด (๑.๑) ประโยคสามัญกริยาหลักกริยาเดียว เช่น มาลีก าลังรดน้ าต้นไม้ เขาหัวเราะ ม้าวิ่ง สุเมธอ่านหนังสือพิมพ์ วันนี้เขาคงจะมาที่บ้านฉัน (๑.๒) ประโยคสามัญกริยาหลักประเภทกริยาเรียง เช่น ต ารวจวิ่งไล่จับผู้ร้าย ชาตรีขับรถข้ามสะพาน แมววิ่งไล่จับหนู ราตรีพับผ้าเก็บไว้ในตู้ ๖.๒.๑ ควำมหมำยของประโยค ประโยค หมายถึง ถ้อยค าที่น ามาเรียงให้มีเนื้อความสมบูรณ์ซึ่ง ประกอบด้วยส่วนส าคัญ ๒ ส่วน คือ ภาคประธานและภาคแสดง ท าให้รู้ว่า ใคร ท าอะไร มีสภาพอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไร ผู้พูดใช้สื่อ ความหมายกับผู้ฟังได้ ๖.๒ ประโยค


-42- ๒) ประโยครวม หมายถึง ประโยคที่มีประโยคสามัญตั้งแต่ ๒ ประโยคขึ้นไป มารวมกัน โดยมีค าสันธานเชื่อมประโยค เพื่อให้ได้ใจความติดต่อกันเป็นประโยคเดียวกัน ถ้าประธานหรือกริยาของ ประโยคเป็นความเดียวกันก็อาจละได้ แบ่งเป็น ๔ ชนิด คือ (๒.๑) ประโยครวมที่มีใจความคล้อยตามกัน ใช้ค าสันธานเชื่อมประโยค ได้แก่ และ, กับ, ทั้ง….และ, ถ้า…. จึง, พอ….ก็, เมื่อ….ก็, แล้ว….จึง, แล้ว….ก็ เช่น มาลีและรัตติกาลก าลังท าแบบฝึกหัด ทั้งเขาและเธอต่างก็ตั้งใจเรียน ถ้าฉันสอบได้คะแนนดี คุณพ่อก็จะให้รางวัลแก่ฉัน (๒.๒) ประโยครวมที่มีใจความขัดแย้งกัน ใช้ค าสันธานเชื่อมประโยค แต่, แต่ทว่า, ถึง…. ก็, ทั้งที่….ก็, กว่า….ก็, แม้ว่า….ก็, แม้….ก็ เช่น น้องชอบวิชาวิทยาศาสตร์แต่ฉันชอบวิชาภาษาไทย ถึงฝนจะตกเพียงใดเราก็จะไปให้ได้ กว่าเขาจะมาถึงบ้านแม่ก็ปิดประตูแล้ว (๒.๓) ประโยครวมที่มีใจความให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ใช้ค าสันธานเชื่อมประโยค ได้แก่ หรือ, มิฉะนั้น, ไม่เช่นนั้น, มิฉะนั้น….ก็, ไม่….ก็, หรือไม่อย่างนั้น….ก็, เช่น เธอชอบผลไม้หรือขนมหวาน เธอต้องออกก าลังกายเสมอมิฉะนั้นจะไม่แข็งแรง คุณไม่รับประทานผักก็ต้องรับประทานผลไม้ (๒.๔) ประโยครวมที่มีใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน ใช้สันธานเชื่อมประโยค ได้แก่ จึง, เพราะ….จึง, เพราะฉะนั้น, เพราะฉะนั้น….จึง, เพราะว่า, ดังนั้น….จึง, เช่น เพราะมาลัยท าความดีจึงได้รับแต่สิ่งที่ดี ๆ เขาขยันเรียนเพราะฉะนั้นจึงสอบได้คะแนนดี ๓) ประโยคซ้อน คือ ประโยคที่ประกอบด้วยประโยคความเดียว ๒ ประโยคขึ้นไปซ้อนกันอยู่ โดยมีประโยคหนึ่งเป็นประโยคหลัก เรียกว่า มุขยประโยค และมีประโยคความเดียวอีกประโยคหนึ่งมาขยายประโยค หลัก เรียกว่า อนุประโยค ขยายส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคหลักเพื่อให้ได้ใจความชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งยังท าให้เนื้อความ ของประโยคสละสลวยยิ่งขึ้นอีกด้วย ชนิดของประโยคความซ้อน แบ่งตามอนุประโยคที่มาขยาย แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ (๓.๑) ประโยคซ้อนที่มีนามานุประโยค คือ อนุประโยคที่ท าหน้าที่แทนนาม คือ เป็นประธาน บทกรรม และขยายนาม เช่น ตัวอย่างนามานุประโยคที่ยกมาต่อไปนี้ เช่น บทประธาน : ๑. เขาพูดเช่นนี้เป็นการส่อนิสัยชั่ว มุขยประโยค = เขาส่อนิสัยชั่ว อนุประโยค = เขาพูดเช่นนี้ ๒. คนเดินริมถนนมองดูต ารวจ มุขยประโยค = คนมองดูต ารวจ อนุประโยค = คนเดินริมถนน


-23- บทกรรม : ๑. ฉันเห็นเด็กเรียนหนังสือ มุขยประโยค = ฉันเห็นเด็ก อนุประโยค = เด็กเรียนหนังสือ ๒. เขาพูดว่าต้นเงาะงอกขึ้นในกระถาง มุขยประโยค = เขาพูด อนุประโยค = ต้นเงาะงอกขึ้นในกระถาง บทขยาย : ๑. อาหารส าหรับนักเรียนเล่นละครมีอยู่ในห้อง มุขยประโยค = อาหารมีอยู่ในห้อง อนุประโยค = นักเรียนเล่นละคร ๒. การเงินของพ่อค้าขายของช าฝืดเคืองมาก มุขยประโยค = การเงินของเขาฝืดเคือง อนุประโยค = พ่อค้าขายของช า ข้อสังเกต มีข้อที่สังเกตนามานุประโยคตามตัวอย่างข้างบนนี้ให้ถือว่า ค าว่า ให้ ส าหรับ ของ เป็นบทเชื่อมประโยคที่ ตามมา ข้างหลังเป็น นามานุประโยค ถ้าสกรรมกริยา (กริยาที่ต้องการกรรม) ที่อยู่ข้างหน้า ค าว่า ให้ นั้นไม่มีกรรม มารับได้ความสมบูรณ์แล้ว ประโยคที่อยู่หลังค าว่า หรือ ให้ นั้นต้องเป็นวิเศษณานุประโยค (๓.๒) ประโยคซ้อนที่มีคุณานุประโยค คือ อนุประโยคที่ท าหน้าที่ขยายค านาม สรรพนาม ในมุขยประโยค โดยมีประพันธสรรพนาม ที่ ซึ่ง อัน เป็นบทเชื่อม เช่น คนที่ไม่จ่ายทรัพย์ตามสมควรย่อมเหมือนฝังทรัพย์ทิ้งจมดิน นักเรียนที่ตั้งใจเรียนย่อมประสบความส าเร็จ แก้วกระจกซึ่งรวมอยู่กับสุวรรณย่อมเลื่อมพรายเหมือนมรกต บุคคลอันมีจิตสงบแล้วมีสุขในโลก ข้อสังเกต ประโยคที่ตามหลังประพันธสรรพนาม (ที่ ซึ่ง อัน) จะเป็นคุณานุประโยค (๓.๓) ประโยคซ้อนที่มีวิเศษณานุประโยค คือ อนุประโยคซึ่งท าน้าที่เป็นวิเศษณ์ ส าหรับขยายกริยา หรือขยายวิเศษณ์ อันเป็นส่วนหนึ่งของมุขยประโยค เช่น เขามาหาเมื่อฉันไม่อยู่ (ขยายกริยา มา) เขาดีจนฉันเกรงใจ (ขยายกริยา ดี) เขาพูดเสียงดังจนเพื่อน ๆ ร าคาญ เขามาหาฉันขณะที่ฉันรดน้ าต้นไม้ หมองูตายเพราะงูกัด (ขยายกริยา ตาย) ข้อคิดเห็น คือ ประโยคที่มีใจความส าคัญเป็นประโยคหลักและมีประโยคย่อยแทรกอยู่ด้วย ประโยคย่อยนี้ท าหน้าที่ขยายค านาม (ขึ้นต้นด้วย ค าเชื่อม ที่ ซึ่ง อัน) หรือค ากริยา (ขึ้นต้นด้วย ค าเชื่อม เมื่อ จน เพื่อ ตั้งแต่เพราะ ฯลฯ) ในประโยคหลัก


-23- แสนวิเศษการสร้างค า


Click to View FlipBook Version