พระพท ุ ธศาสนามหายาน MAHAYANA BUDDHISM บรรยายโดย พระมหาคมคาย สิริป0ฺโญ (ดร.) ศน.บ.,ศน.ม.,M.A,PH.D.
ความเป็นมาของพุทธศาสนามหายาน • “ดูกรอานนท์ โดยกาลล่วงไปแห่ งเรา ถ้ าสงฆ์ ต้ องการ ก็ จงถอนสิ กขาบท เล็ กน้ อยเสี ยบ้ างก็ ได้” (มหาปริ นิ พพานสูตร 10/141) • ทํ าให้ เกิ ดมี ปั ญหาว่าแค่ ไหนเรี ยกว่าเล็ กน้ อย เป็ นเหตุให้ ภิ กษุ บางรู ปไม่ เห็ น ด้ วยและไม่ ยอมรับสังคายนามาตัTงแต่ ครัTงแรก • ภายหลังพระพุ ทธ ปริ นิ พพานแล้ วได้ ๗ วัน สุภัททะ ผู้ บวชในตอนแก่ ได้ กล่าว ขึTนว่า “หยุดเถิ ด หยุดเถิ ด ท่ าน อย่ ารํZ าไรไปเลย พระสมณะ นัTนพ้ น (ปริ นิ พพาน) แล้ ว เราจะทํ าอะไรก็ ได้ ตามพอใจ ไม่ ต้ อง เกรง บัญชาใคร วิ.จู. (ไทย) ๗/๔๓๗/๓๗๕-๓๗๗.
มล ู เหตก ุ ารสง ั คายนา • พุทธศาสนาหลังพุทธปรินิพาน • เมืZ อพระพุ ทธองค์ เสด็ จปริ นิ พพานแล้ ว พระพุ ทธศาสนายั งเจริ ญในอิ นเดียสื บมาความ เจริ ญของพุ ทธศาสนาขึTนกั บว่ าได้ รั บการส่ งเสริ มจากผู้ มี อํ านาจในสมั ยนัTน หรื อไม่ อย่ างไรก็ ตาม เมืZ อเวลากาลล่ วงไปความขัดแย้ งอันเกิ ดจากการตี ความพระธรรม คํ าสอนและพระวิ นั ยไม่ ตรงกั นได้ เกิ ดขึTนในหมู่ พระสงฆ์ จึ งมี การแก้ ไขโดยมี การจั ดทํ า สั งคายนาร้ อยกรองพระธรรมวิ นั ยทีZ ถู กต้ องไว้ เป็ นหลั กฐานสํ าหรั บยึ ดถื อเป็ นแบบแผน ต่ อไป • การสังคายนาครั@งทีB ๑ การสังคายนาครัTงทีZ ๑ กระทํ าขึTน หลังจากพระพุ ทธเจ้ าเสด็ จ ปริ นิ พพานได้ ๓ เดื อน ณ ถํ Tาสัตตบรรณคูหา การสังคายนาครัTงนี Tเกิ ดขึTนเพราะพระสุภัท ทะกล่ าวจาบจ้ วงพระธรรมวินัยหลังพุ ทธปริ นิ พพานเพี ยง ๗ วัน ทํ าให้ พระมหากัสสปะ ดํ าริจัดสังคายนาขึTน ในการสังคายนาครัTงนี T พระอานนท์ ได้ กล่ าวถึ งพุ ทธานุ ญาตให้ สงฆ์ ถอนสิ กขาบทเล็ กน้ อยได้ แต่ ทีZ ประชุมตกลงกันไม่ ได้ ว่าสิ กขาบทเล็ กน้ อยคื ออะไร พระ มหากัสสปะจึงให้ คงไว้ อย่ างเดิ ม
การสังคายนาครั2งที4๒ : การแตกนิกาย • เมืZ อกาลล่วงไป 100 ปี หลังพุ ทธปริ นิ พพาน การขัดแย้ งก็ เริZ ม ปรากฏให้ เห็ นชัดเจนเป็ นรู ปธรรม จากกรณี ภิ กษุ แตกกันออกเป็ น 2 ฝ่ าย อันเนืZ องจากความเห็ นขัดแย้ งกันในเรืZ องวัตถุ 10 ประการ โดยพวกหนึZ งเห็ นว่า วัตถุ 10 ประการนี Tชอบด้ วยพระธรรมวินัย ส่วนอี กพวกหนึZ งเห็ นว่าไม่ ชอบด้ วยพระธรรมวินัย จึงเกิ ดการ โต้ เถี ยงกันอย่ างรุ นแรง อันเป็ นมูลเหตุให้ เกิ ดการสังคายนาครัTงทีZ 2 ขณะทีZ อี กฝ่ ายทีZ ไม่ ยอมรับการทํ าสังคายนา ได้ แยกตัวเป็ นอิ สระไป ทํ าสังคายนาในทีZ แห่ งหนึZ งต่ างหาก เหตุการณ์ นี Tส่งผลต่ อ พระพุ ทธศาสนาโดยตรง เพราะทํ าให้ พระพุ ทธศาสนาแตกแยก ออกเป็ น 2 นิ กายอย่ างเป็ นทางการเป็ นครัTงแรก คื อ เถรวาท (หรื อ สถวีรวาทิ น) และอาจาริยวาท (หรื อมหาสังฆิกะ)
การสังคายนาครั@งทีB 3 • เกิ ดขึTนในสมัยพระเจ้ าอโศกมหาราช เพืZ อกํ าจัดพวกเดี ยรถี ย์ ปลอม บวชในพระพุ ทธศาสนา มี พระโมคคัลลี บุ ตรติสสะเป็ นประธาน ใช้ เวลา ๙ เดื อนจึงสํ าเร็ จในการสังคายนาครัTงนี T พระโมคคัลลี บุรติสสะ ได้แต่ งกถาวัตถุขึTน เพืZ ออธิ บายธรรมให้ แจ่มแจ้ ง หลังจากการ สังคายนาสิ Tนสุดลงพระเจ้ าอโศกมหาราช ได้ ส่งสมณทูต ๙ สายออก เผยแผ่ พุ ทธศาสนา • หลังจากหมดสมัยพระเจ้ าอโศกมหาราชพระพุ ทธศาสนาก็ เริZ มเสืZ อม จากอิ นเดี ยด้ วยสาเหตุ สํ าคัญทีZ เนืZ องมาจาก พระมหากษั ตริ ย์ ในช่วง หลังหันมานับถื อ ศาสนาฮิ นดู พระเถระผู้ ใหญ่ จึงหันมาปรับปรุ ง แนวคิ ดและวิธี การเผยแพร่ ใหม่ ให้ เหมาะสม
ความหมายของมหายาน • มหายาน มาจากธาตุศัพทภาษาบาลี สันสฤต มหา + ยาน แปล ว่า พาหนะทีB ใหญ่ ทีZ สามารถขนสรรพสัตว์ได้ ทุ กประเภททุ กวัย รวมทัTงสัตว์โลกทุ กรู ปนาม เพืZ อไปสู่พระนิ พพานได้ มากกว่าสาวกยาน • คุรุ นาคารชุนะ ปราชญ์ ฝ่ ายมหายาน “พระพุทธธรรมมี เอกรสเดียว คือ รสแห่ง วิมุตติ ความรอดพ้นจากปวงทุกข์ แต่ชนิ ดของรสมี 2 ชนิ ด คือ ชนิ ดแรกเพืCอ ตัวเอง และชนิ ดทีCสองเพืCอตัวเองและสรรพสัตว์ด้วย” • สัทธรรมปุ ณฑรีกสูตร “ถ้ าสรรพสัตว์ได้สดับธรรมจากพระผู้ มี พระภาค แล้ ว บังเกิ ดศรัทธาความเชืZ อ ปสาทะความเลืZ อมใส ได้ วิริ ยะบํ าเพ็ ญบารมี เพืZ อ สัพพั ญlุ ตญาณอันเป็ นธรรมชาติ ญาณอันปราศจากครู อาจารย์ ญาณแห่ ง พระตถาคต กํ าลังความกล้ าหาญ มี ความกรุ ณาปรารถนาต่ อความสุขของ สรรพสัตว์ บํ าเพ็ ญหิ ตานุ หิ ตประโยชน์ ต่ อทวยเทพและมนุ ษย์ โปรดสรรพนิ กรให้ พ้ นทุ กข์ นัZนชืZ อว่า มหายาน”
ความหมายของ มหายาน • ในคัมภี ร์ ของมหายาน เช่นเรี ยกว่า อนุตรยาน (ยานอันสูงสุด), โพธิ สัตวยาน (ยานของพระโพธิ สัตว์), พุทธยาน (ยานของพระพุ ทธเจ้ า), เอก ยาน (ยานอันเอก) เป็ นต้ น กล่าวโดยสรุ ป ยานในพระพุ ทธศาสนาได้แบ่ ง ออกเป็ น 3(ตามมติ ฝ่ ายมหายาน) คื อ • สาวกยาน คื อยานของพระสาวก ทีZ มุ่ งเพี ยงอรหัตภู มิ รู้ แจ้ งในอริ ยสัจ 4 ด้ วย การสดับจากพระพุ ทธเจ้ า • ปั จเจกยาน คื อยานของพระปั จเจกพุ ทธเจ้ า ได้ แก่ ผู้ รู้ แจ้ งในปฎิ จจสมฺปบาท ด้ วยตนเอง แต่ ไม่ สามารถแสดงธรรมสัZงสอนสัตว์ให้ บรรลุมรรคผลได้ • โพธิสัตตยาน หรือ โพธิสัตวยาน คื อยานของพระโพธิ สัตว์ซึZงได้ แก่ ผู้ มี นํ Tาใจกว้ างขวาง ประกอบด้ วยมหากรุ ณาในสรรพสัตว์ ไม่ ต้ องการอรหัตภู มิ, ปั จเจกภู มิ แต่ ปรารถนาพุ ทธภู มิ และเป็ นผู้ รู้ แจ้ งในศูนยตาธรรม
สาเหต ุ การกา ํ เน ิ ดมหายาน • 1) การขัดแย้ งเกีZ ยวกับหลักคํ าสอนภายในหมู่ สงฆ์ • 2) อิ ทธิ พลจากภายนอก • 3) อิ ทธิ พลของ 18 นิ กาย • 4) การเน้ นพุ ทธลักษณะ • 5) การดํ าเนิ นการของกลุ่มพุ ทธศาสนิ กชน • สรุ ปได้ ว่าสาเหตุของการเกิ ดขึTนของนิ กายมหายานเกิ ดขึTนจากการขัดแย้ง กัน เกีZ ยวกับหลักคํ าสอนภายในหมู่ คณะสงฆ์ การรับอิ ทธิ พลจากภายนอก กล่าวคื อการปรับตัวของ ศาสนาพราหมณ์ และการผสมผสานกับความเชืZ อ ท้ องถิZ น อิ ทธิ พลของ 18 นิ กาย การเน้ น พุ ทธลักษณะ และการดาเนิ นการ ของกลุ่มพุ ทธศาสนิ กชนทีZ เป็ นฆราวาส
• 1) การขัดแย้งเกี่ยวกับหลักคำสอนภายในหมู่สงฆ์ • การขัดแย้งกันในเรื่องหลักธรรมเป็นสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดกระบวนการแตกแยกออกไปเป็นนิกายต่างๆ โดยเฉพาะนิกายมหายาน ประเด็นที่คณะสงฆ์มีความเห็นขัดแย้งกันมีประเด็น ดังต่อไปนี้ • (1) หลักคำสอนเกี่ยวกับการปฏิบัติตน โดยที่ฝ่ายหนึ่งมีความเห็นว่าพระภิกษุควรปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เน้นการปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด แต่เน้นแนวความคิดในสิ่งที่เป็นอภิปรัชญา พิธีกรรมและความศักดิ์สิทธิ์ • (2) หลักคำสอนเรื่องพระนิพพาน โดยฝ่ายนิกายเถรวาทอธิบายสภาวะ ของพระนิพพานในลักษณะที่คนทั่วไปไม่สามารถ เข้าใจได้ฝ่ายมหายานจึงเกิดความรู้สึกไม่ มั่นใจว่าพวกเขาจะมีโอกาสสัมผัสได้อย่างไร และเกิดความสงสัยว่าสภาวะแห่ง พระนิพพานนั้น มีจริงหรือไม่ • (3) การมีอุดมการณ์แบบใหม่ซึ่งเดิมหมู่ภิกษุสงฆ์เน้นวิถีชีวิตอยู่กับศีล สมาธิปัญญา จนทาให้มองเห็นว่าเป็นการปลีกตัว ออกจากสังคมจนเกินไป จึงเกิดกลุ่มพระสงฆ์ที่มีความคิดขัดแย้ง จนก่อให้เกิดแนวความคิดเรื่องอุดมคติของพรโพธิสัตว์ที่ เน้นเรื่อง ความรอบรู้(ปัญญา) ความเอื้ออาทรต่อสัตว์โลก (กรุณา) และความชาญฉลาด (อุบาย) ที่มีต่อสังคมที่ตน เกี่ยวข้องด้วย ทำให้พระพุทธศาสนาเข้าถึงชุมชนมากขึ้น และมีความเป็นรูปธรรม มากขึ้นในความรู้สึกของคนทั่วไป
• 2) อิทธิพลจากภายนอก • การปรับตัวของศาสนาพราหมณ์จะเห็นได้ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทาการประกาศศาสนา ได้รับการต่อต้านจากพวกคณาจารย์เจ้าลัทธิต่างๆ ที่ มีอยู่ในขณะนั้นมากมาย โดยเฉพาะการมีหลักคำสอนที่ขัดแย้งกับศาสนาดั้งเดิม กล่าวคือ ศาสนาพราหมณ์อย่างรุนแรง และด้วยความมีเหตุมี ผลของหลักคำสอนนี่เองที่ทำให้มีผู้หันมา นับถือพระพุทธศาสนามากขึ้นและแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นการสกัดกั้น ความ เจริญเติบโตของพระพุทธศาสนา เจ้าลัทธิต่างๆและคณาจารย์ในศาสนาพราหมณ์ต่างก็ทำทุกวิถีทางที่จะต่อต้านการเจริญรุ่งเรืองของ พระพุทธศาสนา • ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์เมารยะหรือโมริยะ พระพุทธศาสนารุ่งเรืองถึงขีดสุดเพราะได้รับการ อุปภัมถ์จากกษัตริย์ผู้มีอำนาจทาง การเมือง เมื่อราชวงศ์เมารยะสูญสิ้นอำนาจลง พระเจ้าปุษยมิตรแห่งราชวงศ์ศุงคะได้ปกครองอินเดียสืบต่อมา พระองค์ทรงเลื่อมใสในศาสนา พราหมณ์มาก ศาสนาพราหมณ์ซึ่งรอจังหวะที่จะทำลายพุทธศาสนา อยู่แล้วจึงถือโอกาสอาศัยอำนาจทางการเมืองทำลายพุทธศาสนาและฟื้นฟู ลัทธิศาสนาของตนเป็นการใหญ่ • นอกจากอำนาจทางการเมืองของกษัตริย์ผู้นับถือศาสนาพราหมณ์แล้ว ศาสนาพราหมณ์ได้ปรับตัวใหม่โดยการใช้วิธีเผยแพร่ศาสนาแบบใหม่ เช่น การแต่งมหากาพย์มหาภารตะและมหากาพย์รามายณะ จนเป็นที่แพร่หลายและได้รับความนิยมของประชาชนเป็นอันมาก โดยเฉพาะเรื่องราว จากคัมภีร์ภควัทคีตา มหากาพย์ทั้งสองนี้สามารถดึงดูดผู้คนให้มาศรัทธาเลื่อมใสในพระผู้เป็นเจ้า ทาให้ศาสนาพราหมณ์เผยแพร่เข้าสู่มวลชนได้ อย่างรวดเร็ว มากยิ่งขึ้น
• 3) อิทธิพลของ 18 นิกาย • พุทธศาสนาได้แตกแยกออกเป็นนิกาย ต่างๆเพราะความเห็นที่ขัดแย้งกันและการปฏิบัติที่แตกต่างกันนับตั้งแต่พุทธศตวรรษ ที่ 1 เป็น ต้นมา นิกายต่างๆที่แตกแยกออกไปนับจานวนได้ถึง 18 นิกาย นอกจากนี้ยังมีนิกายย่อยๆอีก จานวนมากมาย แต่ ละนิกายก็มีความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนและข้อปฏิบัติที่แตกต่างกันมากมาย เพราะแต่ละนิกายก็มีจุดยืนของ ตนเอง พุทธศาสนามหายานก็มีจุดยืน เกี่ยวกับหลักคำสอนและข้อปฏิบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองซึ่งแตกต่างจากนิกาย ทั้ง 18นิกายนั้น จึงแยกออกมาตั้งเป็นคณะใหม่คณาจารย์ที่ก่อตั้งนิกายมหายานก็คือ พระภิกษุที่เคยสังกัดอยู่ในทั้ง 18 นิกายนั่นเอง ภายหลังจึงแยกตนออกมาตั้งนิกายมหายาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระภิกษุที่มาจากนิกายมหาสังฆิกะซึ่งมี บทบาทอย่างยิ่งในการก่อกำเนิด นิกายมหายานแนวทางของหลักคำสอนในนิกายมหายานจึงมีหลักธรรมของนิกายมหาสังฆิ กะเจือปนอยู่มาก และอิทธิพลของนิกายอื่นๆ เช่นนิกายสรวาสติวาทิน นิกายเสาตรานติกวาทิน นิกายวัชชีปุตตกวาทิน เป็น ต้น การที่นิกายมหายานแยกตัวออกไปจากนิกายมหาสังฆิกะก็มีเหตุผลเดียวกันกับการที่นิกายมหาสังฆิกะแยกตัวออกจาก นิกายเถรวาทเช่นเดียวกัน
• 4) การเน้ นพุ ทธลักษณะ • พุ ทธศาสนาเถรวาทมี ทัศนะว่ากายของพระพุ ทธเจ้ ามี ลักษณะเช่นเดี ยวกับ ร่างกายของสิZ งมี ชี วิตทัZวไป ต้ องตกอยู่ ภายใต้ ความเกิ ดขึTน ตัTงอยู่ และแตกสลายไปตามกฎธรรมดาของธรรมชาติ แต่ สิZ งทีZ เหลื ออยู่ ก็ มี เพี ยงคุณธรรมและพระธรรมคาสอนเท่ านัTน แต่ กลุ่มของนิ กายมหาสังฆิกะกลับมี หลักธรรมทีZ เน้ นพุ ทธ ลักษณะทีZ ยิZ งใหญ่ เหนื อคาบรรยายของ พระพุ ทธเจ้ า เพราะพระพุ ทธเจ้ าทรงบาเพ็ ญบารมี มานับไม่ ถ้ วน จะมาสิTนสุดลงโดยการดับสูญ โดยไม่ เหลื ออะไร • ดังนัTน ฝ่ ายนิ กายมหาสังฆิกะจึงมี ทัศนะว่า ภาวะของพระพุ ทธเจ้ าทัTงส่วนทีZ เป็ นพระวรกายและคุณธรรม นัTนเป็ นสภาวะทีZ อยู่ เหนื อสิZ งต่ างๆ ทีZ ปรากฏในโลก พระพุ ทธเจ้ าเป็ นอมตะ ไม่ มี ขอบเขต สิZ งทีZ แตกดับ เป็ นเพี ยงภาพลวงตาเท่ านัTน ความคิ ดอันนี TเองทีZ เป็ นต้ นแบบและก่ อให้เกิ ดนิ กาย มหายาน
• 5) การดํ าเนิ นการของกลุ่มพุ ทธศาสนิ กชน • การปฏิ รู ปคํ าสอนแบบมหายานจะมี ต้ นกํ าเนิ ดมาจากกลุ่มคณาจารย์ ทีZ เป็ น พระภิ กษุ ก็ ตาม แต่ ท่ าน เหล่านัTนก็ ยังคงเป็ นพระทีZ ต้ องมี ลักษณะปฏิ บัติ ทีZ มี ขอบเขตจํ ากัด และเน้ นในเรืZ องของปรัชญาธรรมทีZ มี ความลึกซึTงมากจนเกิ นไป จึงมี คณะของพุ ทธศาสนิ กชนกลุ่มใหม่ ทีZ เป็ นเหล่าชาวบ้ านโดยเฉพาะคน หนุ่ มสาวพยายามจะปฏิ รู ปคํ าสอนให้ มี ความทันสมัย มากยิZ งขึTนโดยมี การเน้ นทัTงแบบบุ คลาธิ ษฐาน และธรรมาธิ ษฐานผสมกันไปไม่ หนักไปในทางปรัชญาธรรมทีZ ลึกซึTงเพี ยงอย่างเดี ยว นับเป็ นกลุ่มทีZ มี บทบาทอย่ างยิZ งในการก่ อให้ เกิ ด พุ ทธศาสนามหายาน • สรุ ปได้ ว่าสาเหตุของการเกิ ดขึTนของนิ กายมหายานเกิ ดขึTนจากการขัดแย้งกัน เกีZ ยวกับหลักคํ าสอน ภายในหมู่ คณะสงฆ์ การรับอิ ทธิ พลจากภายนอก กล่าวคื อการปรับตัวของ ศาสนาพราหมณ์ และการ ผสมผสานกับความเชืZ อท้ องถิZ น อิ ทธิ พลของ 18 นิ กาย การเน้ นพุ ทธลักษณะ และการดํ าเนิ นการของ กลุ่มพุ ทธศาสนิ กชนทีZ เป็ นฆราวาส
แนวคิดและความเชื4อพื2นฐานของนิกายมหายาน แนวคิดเรืB อง "ตรียาน" • 1) สาวกยาน หมายถึ ง พระสาวกทีZ หวังเพี ยงบรรลุอรหัตภู มิ ด้ วยการรู้ แจ้ งอริ ยสัจ 4 เพืZ อ ข้ ามพ้ นวัฏสงสารเท่ านัTน ไม่ ได้ หวังพุ ทธภู มิ แต่ อย่ างใด มหายานจึงถือว่าสาวกยานเป็ นการ ทํ าประโยชน์ เฉพาะตนในวงแคบและช่วยเหลื อสรรพสัตว์ไปได้ น้ อย และทีZ สํ าคัญพระสาวกทีZ จะหลุดพ้ นได้ จะต้ องอาศัยคํ าชี TแนะสัZงสอนจากพระพุ ทธเจ้ าก่ อนเพราะไม่อาจหลุดพ้ นได้ ด้ วยความสามารถของตนเพี ยงลํ าพั ง • 2) ปั จเจกยาน หมายถึ ง ผู้ สามารถรู้ แจ้ งด้ วยตนเอง แต่ เมืZ อหลุดพ้ นแล้ ว ก็ ไม่ อาจแสดง ธรรมสัZงสอนผู้ อืZ นให้ รู้ แจ้ งเห็ นจริ งตามตนเองได้ เพราะมิ ได้ สัZงสมจริ ตในการโปรดสรรพสัตว์ อืZ น • 3) โพธิสัตวยาน หมายถึ ง ผู้ มีจิ ตใจกว้ างขวาง กอปรด้ วยมหากรุ ณาในสรรพสัตว์ทัTงหลาย ตัTงจิ ตบํ าเพ็ ญบารมี เพืZ อมุ่ งหมายพุ ทธภู มิ ซึZงก้ าวล่วงอรหัตภู มิ โพธิสัตวยานจึงเป็ นการสร้ าง เหตุอันมี พุ ทธภู มิ เป็ นผล หรื อกล่ าวได้ ว่า พระสัมมาสัมพุ ทธเจ้ าฝ่ ายมหายานนัTนคื อเหล่าพระ โพธิ สัตว์ทีZ ได้ สร้ างบารมี มาด้ วยการช่วยเหลื อสรรพสัตว์ให้ พ้ นจากความทุ กข์ นัZนเอง
แนวคิดเรื4อง"พระพท ุ ธเจ ้ า 3 ประเภท" • 1) พระอาทิพุทธเจ้า พระสมัมาสมั พุทธเจ ้าทีBเรียกว่าพระอาทิพุทธะนีD เป็ นผเู้กดิขน ึD มาเองกอ่นสง ิB ใดทงัDหมด (พระสยัมภูพุทธเจ ้า) อันจะหา เบืDองต ้นและเบืDองปลายมิได ้ เป็นผู้ให ้กําเนิดพระพุทธเจ ้าประเภทอืBนๆ ทงัDหมด เป็ นผใู้หก้ ําเนดิพระโพธสิตัวท์งัDหลาย และใหก้ ําเนดิ สรรพสง ิB ต่างๆ ทัDงมวลทีBมีอยู่ในจักรวาลน ีD หรอือาจกลา่วอกีนัยหนง ึB วา่ทกุสง ิB ทกุ อย่างในอนันตจักรวาลนีD ล ้วนถือกําเนิดมาจากองค์พระอาทิพุทธะนีD ทงัDสน ิD • 2) พระธยานิพุทธเจ ้า เป็นผู้ทีBเกิดมาจากอํานาจแห่งฌานของพระอาทิ พุทธะเพืBอปกครองอาณาจักรและอาณาจักรย่อยๆ ทีBเรียกว่าพุทธเกษตร ดังนัDนในแต่ละพุทธเกษตรจะมีพระสมัมาสมั พุทธเจ ้าคอยทําหน้าทีBโปรด เวไนยสตัวอ์ยหู่ นง ึB พระองค์และ ภาพแตล่ะพทุธเกษตรอาจจะมคีวาม แตกตา่งกนั ไปบา้งตามความเหมาะสมของการโปรดสตัวใ์นพทุธเกษตร นัDนๆ • 3) พระมานุษิพุทธเจ ้า เป็นผู้ทีBถือกําเนิดมาจากพระธยานิพุทธเจ ้า โดย แสดงตนออกมาในรูปของมนุษย์ธรรมดาและอุบัติขึDนมาในโลกมนุษย์ ทงัDนเ ีD พอ ืB เป็ นอบุายแหง่การสง ัB สอนสรรพสตัวท์งัDหลาย เพอ ืB ใหเ้รงปฏิบัติ ่ ธรรมด ้วยความไม่ประมาท
แนวคิดเรื4อง ตรีกาย • 1) ธรรมกาย หมายถึ ง ภาวะอันเป็ นอมตะ เป็ นสิZ งทีZ ไร้ รู ป ไม่ อาจรับรู้ ได้ด้ วยประสาทสัมผัส ไม่ มี เบื Tองต้ นและ ทีZ สุด ทัTงไม่ มี จุดกํ าเนิ ดและผู้ สร้ าง ดํ ารงอยู่ ได้ ด้ วยตนเอง แม้ จักรวาลจะว่างเปล่าปราศจากทุ กสิZ ง แต่ ธรรมกาย จะยังคงดํ ารงอยู่ โดยไม่ มี ทีZ สิ Tนสุด และมหายานยังมี ความเชืZ อว่า พระธรรมกายนี Tเอง ทีZ แสดงตนออกมาในรู ป ของสัมโภคกายบนภาคพื Tนสวรรค์ และจากสัมโภคกายนี Tก็ จะเเสดงตนออกมาในรู ปนิ รมาณกาย ทํ าหน้ าทีZ สัZง สอนสรรพสัตว์ในโลกมนุ ษย์ • 2)สัมโภคกาย หมายถึ ง พระกายทีZ แท้ จริ งของพระสัมมาสัมพุ ทธเจ้ า กายนี Tจะไม่ มี การแตกดับ อยู่ ในสภาวะ อันเป็ นทิ พย์ อยู่ ชัZวนิ รันดร์และสัมโภคกายนี TเองทีZ เนรมิ ตตนลงมาเป็ นนิ รมาณกายคื อพระสัมมาสัมพุ ทธเจ้ าใน โลกมนุ ษย์ เพืZ อเป็ นการสัZงสอนสัตวโลก เพราะฉะนัTนแม้ ในบัดนี Tพระสัมมาสัมพุ ทธเจ้ าทัTงหลายทีZ เคยอุบัติ ขึTนใน มนุ ษย์ โลกก็ยังสถิ ตอยู่ ในสภาวะแห่ งสัมโภคกายนี Tมิ ได้ แตกดับสูญสิ Tนไปเลย และพระโพธิ สัตว์ทัTงหลายก็ ยัง สามารถเห็ นและรับคํ าสอนจากพระสัมมาสัมพุ ทธเจ้ าเหล่านี Tได้ • 3) นิ รมาณกาย หมายถึ ง กายของพระสัมมาสัมพุ ทธเจ้ าทีZ ยังตกอยู่ ในไตรลักษณ์ คื อ ยังมี การเกิ ด แก่ เจ็ บ และตาย เหมื อนมนุ ษย์ ธรรมดาทัZวไป มหายานมี ความเชืZ อว่า นิ รมาณกายนี Tแท้ จริ งแล้ วเป็ นการเนรมิ ตมาจาก สัมโภคกาย เพืZ อเป็ นอุบายในการสัZง สอนสัตวโลก เพืZ อสรรพสัตว์ทัTงหลายจะได้ ไม่ ตกอยู่ ในความประมาท และ เร่ งปฏิ บัติ ธรรมเพืZ อมุ่ งสู่ความพ้ นทุ กข์ โดยเร็ ว
• แนวคิดเรืB องพุทธเกษตร • แนวคิ ดเรืZ องพุ ทธเกษตรนี T เชืZ อว่า นิ พพานไม่ ใช่สิZ งทีZ คนเราจะบรรลุได้ ง่ายๆ เป็ นสิZ งทีZ อยู่ ไกลเกิ นกว่าคนธรรมดาทัZวไปจะเอื Tอมถึ ง จึงถูกปรับมาให้ กลายเป็ นสิZ งทีZ สามารถเข้ าถึ ง ได้ ด้ วยการทํ าบุ ญ ความศรัทธาเชืZ อมัZนในพระสัมมาสัมพุ ทธเจ้ า แล้ วส่ งผลให้ ไปเกิ ดใน ดิ นแดนแห่ งหนึZ ง เรี ยกว่าพุ ทธเกษตร โดยเฉพาะผู้ ทีZ ไปเกิ ดในสุขาวดี พุ ทธเกษตร ก็ ย่ อมจะมี โอกาสเข้ าถึ งนิ พพานได้ ง่ายกว่าผู้ ทีZ เกิ ดในพุ ทธเกษตรอืZ น ซึZงยังไม่ แน่ ว่าจะ เข้ าถึ งนิ พพานได้ ภายในชาติ นัTน แต่ สํ าหรับผู้ ทีZ เกิ ดในสุขาวดี พุ ทธเกษตรแล้ ว ทุ กคน ย่ อมเป็ นผู้ เทีZ ยงแท้ ต่ อนิ พพาน คื อจะต้ องเข้ าถึ งนิ พพานภายในชาติ นัTนทุ กคน • แนวคิดเรืB องพระโพธิสัตว์ • พระโพธิ สัตว์จะมี ความใกล้ ชิ ดสรรพสัตว์มากกว่าพระสัมมาสัมพุ ทธเจ้ า และสามารถ ช่วยเหลื อสรรพสัตว์ได้ อย่ างมากมาย จึงเป็ นผู้ ควรกราบไหว้ บู ชาและเป็นทีZ ยึดเหนีZ ยว ทางจิ ตใจ พระโพธิ สัตว์จึงมี ลักษณะเป็ นสืZ อระหว่างพระสัมมาสัมพุ ทธเจ้ าในนิ พพาน กับบรรดามวลมนุ ษย์ เป็ นผู้ ทีZ ทํ าหน้ าทีZ ช่วยเหลื อมนุ ษย์ มี อํ านาจพิ เศษทีZ สามารถจะ ช่วยเหลื อสรรพสัตว์ได้มากๆ
นกิายสา ํ คญ ั ของพุทธศาสนานิกาย มหายานในอินเดีย • ๑. นิกายมาธยมิกะ มาธยมกิะ แปลวา่ทางสายกลาง ทไีB ดช้อ ืB อย่างนีDเพราะมุ่งเน้นคําสอนเรืBองทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) เป็ นหลกั สํ าคญั นิกายมาธยมิกะถือทางสายกลางระหว่างความมี กับความไม่มีความเทีBยงกับความไม่เทีBยง เป็นต ้น โดยมีท่าน นาคารชุน (NAGARAJUNA) เป็นผู้ก่อตัDงขึDนในพุทธศตวรรษทีB 7 • ๒. นิกายโยคาจาร โดยสมมตสิจัจะแลว้สง ิB ทงัDหลายทงัDปวงจะ เป็ นมายาไปทงัDหมดไมไ่ด้แมม้องจากภายนอกจะไมใ่ ชข่องจริง โดยมีท่านไมเตรยนาถ (MAITRAYA-NATHA) เป็นคณาจารย์ผู้เป็น ต ้นกําเนิดนิกายในปลายพุทธศตวรรษทีB 8 • ๓. นิกายจิต อมตวาท เชอ ืB ว่าจักรวาลทัDงหมดมบีอ่เกดิมาจากสง ิB สมบูรณ์สูงสุด นิกายนไีD มป่รากฏชอ ืB ของผกู้อ่ตงัD • ๔. นิกายตันตระ ได ้รับพิธีการของลัทธิ ตันตระเข ้ามาดัดแปลง เป็นของพุทธศาสนา และเรยีกชอ ืB ใหมว่า่ นิกายตันตระ ตันตระ เรียกได ้อีกหลายอย่างคือ “ตันตรยาน” (TANTRAYANA) มันตร ยาน (MANTRAYANA) วัชรยาน (VAJRAYANA) และ สหัสยาน (SAHAJAYANA) ทีBเรียกว่า “ตันตร ยาน นิกายนีDเกิดขึDนในราวพุทธ ศตวรรษทีB 12–17
ลก ั ษณะส ํ าคญ ั ของพท ุ ธศาสนามหายาน • 1) พุ ทธศาสนามหายานยกย่ องพระพุ ทธเจ้ าว่ามี คุณสมบัติ ทีZ อยู่ เหนื อคํ าบรรยายในโลก (โลกุตตระ) พระพุ ทธเจ้ าทีZ มี ในประวัติ ศาสตร์ เป็ นเพี ยงการปรากฏองค์ บนโลกของ พระพุ ทธเจ้ าทีZ มี อยู่ ในสวรรค์ เป็ นผู้ อยู่เกิ นอํ านาจทีZ จะเข้ าใจได้ • 2) พุ ทธศาสนามหายานเน้ นการเป็ นพระโพธิ สัตว์ โดยมีหลักคํ าสอนว่าจุดมุ่ งหมายสูงสุดทีZ พุ ทธศาสนิ กชนควรพยายามทีZ จะเป็ น ไม่ ใช่เพี ยงการบรรลุเป็ นพระอรหันต์ตามทีZ พวกเถร วาทกล่าวไว้ ซึZงพวกมหายานกล่าวว่าเป็ นจุดหมายทีZ คับแคบ มุ่ งเน้ นเฉพาะคนบางกลุ่ม เท่ านัTน แต่ จุดหมายสูงสุดทีZ บุ คคลควรจะเป็ นก็ คื อการเป็ นพระโพธิ สัตว์หรื อบุ คคลผู้ ได้ เข้ าถึ ง สภาวะของการตรัสรู้ แล้ วได้ เลืZ อนระดับเป็ นพระพุ ทธเจ้ าเพืZอช่วยเหลื อบุ คคลเหล่ า อืZ น • 3) พุ ทธศาสนามหายานเน้ นความกรุ ณาซึZงเป็ นหลักคุณธรรมทีZ สํ าคัญของพระ โพธิ สัตว์ว่า เป็ นหลักธรรมทีZ มี ฐานะทัดเที ยมกับปั ญญาซึZงเป็ นหลักคุณธรรมทีZ เน้ นสอนกันใน นิ กายเถร วาท ความดี หรื อบุ ญกุศลทีZ พระโพธิ สัตว์สัZงสมนัTนสามารถโอนให้ บุ คคลอืZนได้
• 4) คัมภี ร์ ทีZบันทึ กคํ าสอนของนิ กายมหายานส่ วนใหญ่ มี การจารึกเป็ น ภาษาสัน สกฤต และต่ อมาคัมภี ร์ เหล่านัTนได้ มี การแปลเป็ นภาษา ทิ เบตและภาษาจี นบางส่วน แต่ ส่วนใหญ่ ฉบับดัTงเดิ มได้ มี การสูญ หายไปแล้ ว • 5) พุ ทธศาสนามหายานมี คํ าสอนทีZ มี ลักษณะเฉพาะตนทีZ จัดว่า เป็ น คํ าสอนพื Tนฐานของนิ กายมหายาน โดยจํ าแนกตามทัศนะต่ าง ๆ ได้ ดังนี T • (1) ทัศนะเรืZ องพุ ทธภาวะ • (2) หลักอุดมคติ ว่าด้ วยพระโพธิ สัตว์ • (3) หลักการเรืZ องตรี กาย
ความแตกต ่ างระหว ่ างพท ุ ธศาสนาเถรวาทกบ ั มหายาน • ความแตกต่ างระหว่างพุ ทธศาสนาเถรวาทกับมหายานตามทัศนะของ ฝ่ าย มหายาน • 1) สาวกยานเป็ นยานคับแคบมุ่ งเอาแต่ ตัวรอดเฉพาะตัว มหายานเป็ นยานใหญ่ ทีZ สูงสุดและเน้ นการปฏิ บัติ เพืZ อช่วยปวงชน • 2) สาวกยานเข้ าถึ งความตรัสรู้ ได้ ก็ เพี ยงเห็ นแจ้ งในบุ คคลศูนยตาคื อสามารถ ทํ าลายความยึดถื อในเรืZ องอัตตาได้ แต่ ไม่ เห็ นแจ้ งในธรรมศูนยตา คื อ ยังติ ดยึดถื อ ในเรืZ อง ขันธ์ ธาตุ อายตนะ และสภาวธรรมอยู่ • 3) การหลุดพ้ นของสาวกยานเป็ นการหลุดพ้ นแบบลบ คื อไม่ ก่ อประโยชน์ แก่ คน อืZ น ส่วนการหลุดพ้ นของมหายานเป็ นการหลุดพ้ นแบบบวกเพราะไม่ รี บด่ วนไปสู่ ความดับเสี ยก่ อนจนกว่าจะช่วยสรรพสัตว์ให้ พ้ นจากความทุกข์ ทัTงหมด
• 4) สาวกยานปฏิ เสธความมี อยู่ ของพระพุ ทธเจ้ าหลังปริ นิ พพาน ด้ วยถื อว่า จิตของ พระองค์ ได้ ดับสนิ ทสิ Tนเชิ ง ซึZงมหายานโต้ แย้ งว่าเป็ นการเข้ าใจผิ ด เพราะการทีZ พระ พุ ทธ องค์ ดับขันธ์ ปริ นิ พพานนัTน เป็ นเพี ยงภาพลวงตา (มายา) ซึZงพระองค์ แสดงให้ เห็ นเพืZ อโปรด เวไนยสัตว์ให้ เห็ นแจ้ งในหลักไตรลักษณ์ แท้ ทีZ จริ งพระองค์ ไม่ ได้ ดับสูญ ไปไหน พระพุ ทธองค์ ยังทรงรับรู้ เรืZ องราวต่ างๆได้ และอาจมาสู่โลกนี Tอี กได้ เพืZ อโปรด สรรพสัตว์ทีZ ยังไม่ สิ Tนทุ กข์ • 5) สาวกยานปฏิเสธจิตสากล หร ื อพ ุ ทธภาวะท ีZ บริส ุ ทธิw อยู่ แล ้ วในสรรพสัตว ์ซึZง เป็ น อันหนึZ งอันเดี ยวกัน แต่ มหายานถื อว่าสัตว์ทัTงหลายมี พุ ทธภาวะบริ สุทธิw ปราศจาก กิ เลสเป็ น อันเดี ยวกันทัTงหมด • 6) พระธรรมเทศนาของพุ ทธองค์ ทีZ แสดงแก่ พวกสาวกยานเป็ นเพี ยงวิธี ใน การสอนคน เท่ านัTน (กุสโลบาย) ยังไม่ หลักธรรมสูงสุดตามพุ ทธประสงค์ ส่วนพระธรรมของ มหายานประเสริ ฐกว่าสาวกยานมาก