The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปองค์ความรู้การอบรมครูผู้ช่วย-2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pthubhom1704, 2023-06-27 13:03:02

สรุปองค์ความรู้การอบรมครูผู้ช่วย ประจำปี 2566

สรุปองค์ความรู้การอบรมครูผู้ช่วย-2566

สรุปองค์ความรู้การอบรมการพัฒนาศักยภาพ ครูผู้ช่วย ประจ าปี 2566 นายพงศกร ธูปหอม ต าแหน่ง ครูผู้ช่วย โรงเรียนแม่มอกวิทยา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาล าปางเขต 2


ก คำนำ เอกสารสรุปผลการอบรมการพัฒนาศักยภาพครูผู้ช่วย ประจำปี 2566 ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระหว่างวันที่ 20 เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 21 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2566 ณ หอประชุมลำปางหลวง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาลำปาง เขต 2 เล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อสรุปองค์ความรู้จากการอบรมครูผู้ช่วย ประจำปี 2566 ที่ได้ทราบหลักเกณฑ์การปฏิบัติตน การปฏิบัติงานในตำแหน่งครูผู้ช่วย และแนวทางการนำ ความรู้ ประสบการณ์ และทักษะที่ได้จากการอบรม ไปเป็นแนวทางในการพัฒนาการปฏิบัติงานให้ ถูกต้องตามระเบียบต่อไป โดยแนวทางการอบรมมีวัตถประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมเข้าใจ เกี่ยวกับการปฏิบัติตน ปฏิบัติงานในตำแหน่งครูผู้ช่วย เพื่อให้ครูผู้ช่วยสามารถปฏิบัติงาน ปฏิบัติตน ให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียน สถานศึกษา และผู้เกี่ยวข้องมากที่สุด ผู้จัดทำหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการศึกษาด้านการปฏิบัติตน และ ปฏิบัติงานตำแหน่งครูผู้ช่วยต่อไป ลงชื่อ . ( นายพงศกร ธูปหอม ) ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย


ข สารบัญ หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สรุปผลการอบรมการพัฒนาศักยภาพครูผู้ช่วย ประจำปี 2566 หัวข้อที่ 1 วินัย คุณธรรมจริยธรรม และจรรยาบรรณ วิชาชีพครู 1 หัวข้อที่ 2 ภาวะผู้นำครู และการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน 6 หัวข้อที่ 3 ความก้าวหน้าและสิทธิประโยชน์ และการพัฒนาตนเอง 11 หัวข้อที่ 4 การพัฒนาผู้เรียน การบริหารหลักสูตร และการจัดการเรียนรู้ 17 หัวข้อที่ 5 การน้อมนำศาสตร์พระราชาและพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของใน หลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ 19 หัวข้อที่ 6 การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และ Thailand 4.0 26 หัวข้อที่ 7 การบริหารจัดการชั้นเรียนและการวิจัยในชั้นเรียน 29 หัวข้อที่ 8 การสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนเพื่อการเรียนรู้ และการ ทำงานเป็นทีม 32 หัวข้อที่ 9 ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 35 หัวข้อที่ 10 การบริการที่ดี 39 หัวข้อที่ 11 ภาษาอังกฤษกับความเป็นครู 41 ภาคผนวก 43


สรุปองค์ความรู้การอบรมการพัฒนาศักยภาพ ครูผู้ช่วย ประจ าปี 2566 ต ำแหน่ง ครูผู้ช่วย สังกัดส ำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน ระหว่ำงวันที่ 20 - 21 พฤษภำคม พ.ศ.2566 ณ หอประชุมล ำปำงหลวง ส ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำประถมศึกษำล ำปำง เขต


๑ สรุปผลการอบรมการพัฒนาศักยภาพครูผู้ช่วย ประจำปี 2566 ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระหว่างวันที่ 20 - 21 พฤษภาคม พ.ศ.2566 ณ หอประชุมลำปางหลวง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 วันที่ 20 ตุลาคม 2566 เวลา หัวข้อการอบรม วิทยากร 08.30 – 09.00 น. พิธีเปิด บรรยายพิเศษ ดร.สรัญญา บุดดา 09.00 – 10.00 น. วินัย คุณธรรมจริยธรรม และจรรยาบรรณ วิชาชีพครู นายมานัส นพคุณ 10.00 – 11.00 น. ภาวะผู้นำครู และการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการ ปฏิบัติงาน นายประพันธ์ รินพล 11.00 – 12.00 น. ความก้าวหน้าและสิทธิประโยชน์ และการพัฒนา ตนเอง นายสวาท เกษณา 13.00 – 14.00 น. การพัฒนาผู้เรียน การบริหารหลักสูตร และการ จัดการเรียนรู้ ศน. ปณิศา คมนัย 14.00 – 16.00 น. การน้อมนำศาสตร์พระราชาและพระบรมราโชบาย ด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การ ปฏิบัติ ดร.สรัญญา บุดดา หัวข้อที่ 1 วินัย คุณธรรมจริยธรรม และจรรยาบรรณ วิชาชีพครู โดย นายมานัส นพคุณ วินัย คือ กฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ และแบบธรรมเนียมที่กำหนดให้ปฏิบัติตามหรืองด เว้นการปฏิบัติ ข้าราชการต้องรักษาวินัยโดยเคร่งครัดอยู่เสมอ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามถือว่า ผู้นั้น กระทำผิดวินัยจะต้องได้รับโทษ (มาตรา 65) ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ส่งเสริมและดูแลระมัดระวังให้ผู้ อยู่ใต้บังคับบัญชา ปฏิบัติตามวินัย ถ้ารู้ว่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาคนใดกระทำผิดวินัยจะต้องดำเนินการ ทางวินัยทันที ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลย ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ผู้นั้นกระทำผิดวินัย (มาตรา 82) วินัยข้าราชการครู มีดังนี้ 1. ต้องสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ (มาตรา 66) 2. ต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และเที่ยงธรรม (มาตรา 67) 3. ต้องไม่อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตน ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือ ทางอ้อม หาผลประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น (มาตรา 67 วรรคสอง) 4. ต้องไม่ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ (มาตรา 67 วรรคสาม) 5. ต้องสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการ ตามกฎหมายระเบียบ ของทางราชการ และมติคณะรัฐมนตรีให้เกิดผลดี หรือความก้าวหน้าแก่ราชการด้วยความ อุตสาหะเอาใจใส่ และระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ (มาตรา 68)


๒ 6. ต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตาม กฎหมาย ระเบียบของทางราชการ หรือมติคณะรัฐมนตรี อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย แก่ทางราชการอย่างร้ายแรง (มาตรา 68 วรรคสอง) 7. ต้องสนใจและรับทราบเหตุการณ์เคลื่อนไหวอันอาจเป็นภยันตราย ต่อประเทศชาติและ ป้องกันภยันตรายซึ่งจะบังเกิดแก่ประเทศชาติจนเต็มความสามารถ (มาตรา 69) 8. ต้องรักษาความลับของทางราชการ (มาตรา 70) การเปิดเผยความลับของทางราช การอัน เป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง (มาตรา 70 วรรคสอง) 9. ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบด้วย กฎหมายและ ระเบียบของทางราชการ (มาตรา 71) การขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไปปฏิบัติตามคำสั่งของ ผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการโดยชอบ ด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการอัน เป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง (มาตรา 71 วรรคสอง) 10. ต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน เว้นแต่ ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นเป็นผู้สั่งให้กระทำ หรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วคราว (มาตรา 72) 11. ต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิดข้อความซึ่งควรต้อง บอกถือว่า เป็นการรายงานเท็จด้วย (มาตรา 73) การรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาอันเป็นเหตุให้ เสียหายแก่ทางราชการอย่าง ร้ายแรง (มาตรา 73 วรรคสอง) 12. ต้องถือและปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการ (มาตรา 74) 13. ต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการไม่ได้ (มาตรา 75) การละทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการ อย่างร้ายแรง การละทิ้งหน้าที่ราชการติดกันในคราวเดียวกันเป็นเวลาไม่เกิน 15 วัน โดย ไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือมีพฤติกรรมอันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของ ทางราชการ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (มาตรา 75 วรรคสอง) 14. ต้องสุภาพเรียบร้อยและรักษาความสามัคคีระหว่างข้าราชการ และช่วยเหลือซึ่งกันและ กันในหน้าที่ราชการ (มาตรา 76) 15. ต้องสุภาพเรียบร้อย ต้อนรับ ให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม และให้ความสงเคราะห์ แก่ประชาชนผู้มาติดต่อในหน้าที่ราชการ อันเกี่ยวกับหน้าที่ของตน โดยไม่ชักช้า (มาตรา 77) การหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงราษฎร เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (มาตรา 77 วรรคสอง) 16. ต้องไม่กระทำหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์ อันอาจทำให้เสียความเที่ยง ธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน (มาตรา 78) 17. ต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใดที่มีลักษณะงาน คล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท (มาตรา 79) 18. ต้องไม่เป็นกรรมการพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง (มาตรา 80) 19. ต้องไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว (มาตรา 81)


๓ 20. การกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุกหรือโทษหนักกว่าจำคุก โดยคำพิพากษาถึง ที่สุดให้จำคุก หรือให้โทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดย ประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือกระทำหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (มาตรา 81 วรรคสอง) คุณธรรม คือ พฤติกรรมที่แสดงถึงมาตรฐานทางศีลธรรม และเป็นรูปแบบของความคิดและ การกระทำบนพื้นฐานของมาตรฐานทางศีลธรรม คุณธรรมอาจนับรวมในบริบทกว้าง ๆ ของค่านิยม บุคคลแต่ละคนละมีแก่นของค่านิยมภายใจที่เป็นหลักของความเชื่อ ความคิด ความเห็นของคนคนนั้น ความซื่อสัตย์ต่อตนเอง (integrity) ในแง่ของค่านิยม คือ คุณธรรมที่เชื่อมค่านิยมของคนคนนั้นเข้ากับ ความเชื่อ ความคิด ความเห็น และการกระทำของเขา สังคมมีค่านิยมร่วมที่คนในสังคมยึดถือร่วมกัน ค่านิยมส่วนตัว โดยทั่วไปแล้ว มักจะเข้ากับค่านิยมของสังคม คุณธรรมพื้นฐาน 9 ประการ ที่บุคคลสามารถประพฤติปฏิบัติได้ในสังคม 1. ขยัน คือ มีความตั้งใจเพียรพยายาม ทำหน้าที่การงานอย่างจริงจังและต่อเนื่องในเรื่องที่ถูก ที่ควรสู้งานมีความพยายาม ไม่ท้อถอย กล้าเผชิญอุปสรรค รักงานที่ทำ ตั้งใจทำหน้าที่อย่าง จริงจัง 2. ประหยัด คือ ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายรู้จักฐานะการเงินของตน คิดก่อนใช้ คิดก่อนซื้อเก็บออมถนอมใช้ทรัพย์สิน สิ่งของอย่างคุ้มค่าไม่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ รู้จักทำบัญชี รายรับ-รายจ่าย ของตนเองอยู่เสมอ 3. ซื่อสัตย์ คือ มีความประพฤติตรงทั้งต่อเวลา ต่อหน้าที่ และต่อวิชาชีพ มีความจริงในปลอด จากความรู้สึกลำเอียง หรืออคติ ไม่ใช้เล่ห์กลคดโกงทั้งทางตรงและทางอ้อมรับรู้หน้าที่ของ ตนเอง ปฏิบัติอย่างเต็มที่และถูกต้อง 4. มีวินัย คือ ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน องค์กร สังคมและ ประเทศโดยที่ตนเองยินดีปฏิบัติตามอย่างเต็มใจและตั้งใจ ยึดมั่นในระเบียบแบบแผน ข้อบังคับและข้อปฏิบัติรวมถึงการมีวินัยทั้งต่อตนเองและสังคม 5. สุภาพ คือ มีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ มีสัมมาคารวะ เรียบร้อย ไม่ก้าวร้าวรุนแรง หรือวางอำนาจข่มผู้อื่นทั้งโดยวาจาและท่าทาง มีมารยาทดีงาม วางตน เหมาะสมตามวัฒนธรรมไทย 6. สะอาด คือ รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องตามสุขลักษณะฝึกฝน จิตใจมิให้ขุ่นมัวมีความแจ่มใสอยู่เสมอ ปราศจากความมัวหมองทั้ง กาย ใจ และ สภาพแวดล้อม มีความผ่องใสเป็นที่เจริญตา ทำให้เกิดความสบายใจแก่ผู้พบเห็น 7. สามัคคี คือ เปิดใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตนทั้งในฐานะผู้นำและผู้ ตามที่ดีมีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพื่อให้การงานสำเร็จลุล่วง สามารถแก้ปัญหาและขจัดความขัดแย้งได้ เป็นผู้มีเหตุผล ยอมรับความแตกต่าง ความ หลากหลายทางวัฒนธรรม ความคิดความเชื่อ พร้อมที่จะปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติ และอย่างสมานฉันท์ 8. มีน้ำใจ คือ เป็นผู้ให้และผู้อาสาช่วยเหลือสังคมรู้จักแบ่งปันเสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทำ ประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นเห็นอก เห็นใจและเห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์ มีความเอื้ออาทรเอาใจใส่


๔ อาสาช่วยเหลือสังคมด้วยแรงกายและสติปัญญา ลงมือปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหาหรือ ร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นในชุมชน 9. กตัญญู คือ ปฏิบัติตนเห็นคุณค่าแห่งการกระทำดี หรืออุปการะคุณของผู้มีพระคุณ เช่น พ่อ แม่ ปู่ย่า ตายายครูอาจารย์ หรือผู้อื่น พร้อมที่จะแสดงออกเพื่อบูชา และตอบแทนคุณความ ดีนั้นด้วยการกระทำการพูดและการระลึกถึงด้วยความบริสุทธิ์ใจ จริยธรรม หมายถึง จริยธรรม (Ethics) มีที่มาจากคำว่า “จริยะ” หรือ “จริยา” หมายถึง ความ ประพฤติ การปฏิบัติ พฤติกรรมการแสดงออก ส่วนคำว่า “ธรรม” หมายถึง หน้าที่ที่คนในสังคมต้อง ปฏิบัติ อันเกี่ยวถึงความถูกต้องดีงามที่คนในสังคมประพฤติ ความสำคัญของจริยธรรม จริยธรรมมีความสำคัญสำหรับเป็นแนวทางแห่งความประพฤติปฏิบัติสำหรับตนเองและ สังคมโดยรวม ซึ่งเมื่อบุคคลได้นำมาปฏิบัติแล้ว ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์สุข มีความสงบและ เจริญก้าวหน้า องค์การใดหรือหมู่คณะใด ได้ประพฤติปฏิบัติในหลักของจริยธรรมแล้ว ย่อมเป็น สังคมแห่งอารยะ คือ สังคมแห่งผู้เจริญอย่างแท้จริง จริยธรรม เป็นรากฐานของความ เจริญรุ่งเรืองความมั่นคง และความสงบสุขของประชาชน สังคม ประเทศชาติ เพราะ ประเทศชาติแม้จะได้รับการพัฒนาในด้านวัตถุ เทคโนโลยี ความทันสมัยของวิทยาการต่าง ๆ มากมายเพียงใด หากแต่ขาดจริยธรรมแล้ว การพัฒนาที่ยั่งยืนก็ไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะ เป็นการพัฒนาที่ก่อให้เกิดการแข่งขัน แย่งชิง และเบียดเบียนทำร้ายซึ่งกันและกัน จรรยาบรรณวิชาชีพครู จรรยาบรรณ หมายถึง หมายถึง ประมวลความประพฤติ ที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละ อาชีพกำหนดขึ้น เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของสมาชิก จรรณยาบรรณ คือ คือ จริยธรรมของกลุ่มชนผู้ร่วมอาชีพร่วมอุดมการณ์ เป็นหลักประพฤติ หลักจริยธรรม มารยาท ที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ควรจะร่วมกันรักษาไว้เพื่อธำรงเกียรติ และศรัทธาจากประชาชน ละเมียดละไมกว่ากฎระเบียบ ลึกซึ้งกว่าวินัย สูงค่าเทียบเท่าอุดมการณ์ จรรยาบรรณ เป็นสายใยของกลุ่มชนที่ร่วมอาชีพ ร่วมอุดมการณ์ เป็นระบบเกียรติศักดิ์ที่ใช้ดูแลและ ปกครองกันเอง เพื่อดำรงความเชื่อถือ และเกียรติคุณแห่งอาชีพ ให้เป็นที่ศรัทธาของสาธารณชน ความสำคัญของจรรยาบรรณในองค์กร 1. ช่วยควบคุมมาตรฐานประกันคุณภาพ และปริมาณที่ถูกต้องในการปฏิบัติงาน และการ ดำเนินงานขององค์กร 2. ช่วยควบคุมจริยธรรมของบุคคลในองค์กรให้เป็นผู้มีความซื่อสัตย์ สุจริต และยุติธรรม 3. ช่วยส่งเสริมมาตรฐาน คุณภาพ และปริมาณของผลการปฏิบัติงานขององค์กร จัดทำขึ้นให้ อยู่ในเกณฑ์ที่ดีอยู่เสมอ 4. ช่วยส่งเสริมจริยธรรมของบุคคลในองค์กร และดำเนินการให้มีความเมตตา กรุณา เห็นอก เห็นใจต่อผู้ร่วมงานในองค์กร 5. ช่วยลดการเอารัดเอาเปรียบ การฉ้อฉล ความเห็นแก่ตัว ตลอดจนความมักง่าย ใจแคบไม่ เคยเสียสละ 6. ช่วยเน้นให้เห็นชัดเจนยิงขึ้นในภาพพจน์ที่ดีขององค์กรที่มีจริยธรรม


๕ 7. ช่วยทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิตามกฎหมายขององค์กร ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามทำนองคลอง ธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพครู 5 ด้าน 9 ข้อ 1. จรรยาบรรณต่อตนเอง ข้อที่ 1 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และ การเมืองอยู่เสมอ 2. จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ข้อที่ 2 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อ วิชาชีพและเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรวิชาชีพ 3. จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ข้อที่ 3 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้ กำลังใจแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า ข้อที่ 4 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยที่ ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ข้อที่ 5 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทาง กายวาจา และจิตใจ ข้อที่ 6 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทาง กายสติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ และผู้รับบริการ ข้อที่ 7 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดย ไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ 4. จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ข้อที่ 8 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์ โดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ 5. จรรยาบรรณต่อสังคม ข้อที่ 9 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษา ผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อคิดจากวิชา วินัย คุณธรรมจริยธรรม และจรรยาบรรณ วิชาชีพครู จากความรู้ของวิชา วินัย คุณธรรมจริยธรรม และจรรยาบรรณ วิชาชีพครูทำให้ได้ทราบถึงการ ปฏิบัติตน ปฏิบัติงาน ให้ถูกระเบียบกับวินัย คุณธรรมจริยธรรม และจรรยาบรรณ วิชาชีพครูซึ่งจะ ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ อันจะเกิดประโยชน์ต่อนักเรียน เพื่อนครูและบุคลกรการศึกษา สังคม และตนเอง ต่อไป


๖ หัวข้อที่ 2 ภาวะผู้น าครูและการมุ่งผลสัมฤทธใิ์นการปฏิบัติงาน โดย นายประพันธ์ รินพล ภาวะผู้นำครู หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ที่ผู้นำใช้รูปแบบของอิทธิพลระหว่างผู้นำและ สมาชิกในกลุ่ม หรือใช้อิทธิพลของตำแหน่งให้สมาชิกในกลุ่มปฏิบัติตาม เพื่อนำไปสู่การบรรลุ เป้าหมายของกลุ่ม ตามที่ได้กำหนดไว้ กระบวนการสำคัญที่ผู้นำใช้ ได้แก่ กระบวนการกลุ่ม กระบวนการเกลี้ยกล่อมจูงใจ กระบวนการติดต่อสื่อสาร กระบวนการใช้อำนาจ อิทธิพลทั้งทางตรง และทางอ้อม กระบวนการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและผู้ตาม และระหว่างผู้ตามด้วยกันเอง และ กระบวนการประสานสัมพันธ์บทบาทต่าง ๆ ในกลุ่ม ตลอดจนการควบคุมชี้นำกิจกรรมของกลุ่มเพื่อ การบรรลุเป้าหมาย ยอร์ค-บาร์ และดุ๊กค์ ( York-Barr and Duke ,2004:260) สังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับภาวะ ผู้นำของครู และสรุปความหมายของภาวะผู้นำของครูที่พบในงานวิจัยไว้ดังนี้ 1. ภาวะผู้นำของครูในแง่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ ครูที่มีความเชียวชาญด้านการเรียนการ สอน ใช้บทบาทของผู้นำเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ท่ามกลางครู และครูผู้นำเพื่อให้เกิด การปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนในชั้นเรียนโดยมุ่งเน้นที่ความสำเร็จในการเรียนรู้ ของผู้เรียน 2. ภาวะผู้นำของครูในแง่ของการใช้พฤติกรรมผู้นำ คือ การที่ครูผู้นำใช้พฤติกรรมครูผู้นำทั้ง แบบเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ 4 ลักษณะ ได้แก่ 1. ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม คือ ครูผู้นำให้ความสำคัญกับการปรึกษาหารือกับผู้ร่วมงาน ใช้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ร่วมงานเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ 2. ภาวะผู้นำแบบมุ่งคุณภาพขององค์การ คือ ครูผู้นำให้ความสำเร็จกับการพัฒนาองค์การ ด้วยการกำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย แสวงหาวิธีการปรับปรุงการปฏิบัติงาน เน้นความ เป็นเลิศแสดงความเชื่อมั่น ว่าผู้ร่วมงานสามารถปฏิบัติงานที่มีมาตรฐานสูงได้ 3. ภาวะผู้นำตามภารกิจที่ปฏิบัติคือ ครูผู้นำใช้พฤติกรรมผู้นำให้สอดคล้องกับลักษณะ ของภารกิจที่ปฏิบัติและคุณลักษณะของกลุ่ม 4. ภาวะผู้นำแบบใช้บทบาทคู่ขนาน คือ ครูผู้นำให้ความสำคัญกับกระบวนการในการ สร้างความผูกพันให้ฝ่ายบริหารเข้ามาปฏิบัติการร่วมกัน เพื่อเป้าหมายสร้างศักยภาพ ให้กับโรงเรียนด้วยการสร้างบรรยากาศของการไว้วางใจซึ่งกันและกันและการสื่อสาร แบบเปิด ความสำคัญของภาวะผู้นำ การพัฒนาครูให้เป็นครูผู้นำ และใช้ภาวะผู้นำเพื่อการปรับปรุงและพัฒนาการเรียนการสอนใน โรงเรียน ก่อให้เกิดประโยชน์ที่สำคัญ 4 ประการ 1. การเปิดโอกาสให้ครูผู้นำได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาสถานศึกษา ฝ่ายบริหารไม่สามารถ บริหารและจัดการการศึกษาโดยลำพัง ต้องได้รับความร่วมมือและร่วมรับผิดชอบในภารกิจ ต่าง ๆ จากทุกฝ่าย โดยครูผู้นำเป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดทีมผู้สอนที่มีความผูกพัน และเต็ม ใจในการปฏิบัติการสอนแบบมืออาชีพ และเป็นเครือข่ายในการช่วยเหลือและส่งเสริมครูคน อื่น ครูผู้นำเป็นปัจจัยสำคัญต่อการนำวิสัยทัศน์และนโยบายของโรงเรียนไปสู่การปฏิบัติ


๗ 2. การเพิ่มศักยภาพเกี่ยวกับการสอนและการเรียนรู้ รูปแบบการพัฒนาครูที่เน้นให้ครูผู้นำซึ่ง เชี่ยวชาญด้านการสอนให้คำชี้นำและให้คำปรึกษาครูคนอื่น ตลอดจนร่วมคิดร่วมปฏิบัติ ภารกิจแบบกัลยาณมิตรระหว่างครูผู้นำและครู ช่วยสลายบรรยากาศและวิธีการทำงาน แบบต่างคนต่างอยู่ของครูและช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการทำงานร่วมกัน เพื่อไปสู่ความ เชี่ยวชาญและความเป็นเลิศด้านการสอน 3. การประกาศเกียรติคุณ การสร้างโอกาสของความก้าวหน้าในวิชาชีพและรางวัลสำหรับครูที่ มีภาวะผู้นำ ครูผู้นำเป็นศูนย์กลางในการสร้างเครือข่าย เพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญทางการ สอนให้ครูคนอื่น จึงทำให้ความรู้และประสบการณ์ของครูผู้นำลึกซึ้ง และนำไปปฏิบัติได้จริง จนเป็นที่ประจักษ์ จึงเป็นไปได้ที่ครูผู้นำจะมีโอกาสได้รับการยกย่อง และเชิดชูเกียรติ และ เป็นสิ่งกระตุ้นให้ครูคนอื่นเกิดแรงจูงใจในการพัฒนาภาวะผู้นำของตน ทำให้วงการวิชาชีพ ครูมีครูที่มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญด้านการสอนเพิ่มขึ้น ครูเหล่านี้ จะเป็นกำลัง สำคัญสำหรับการพัฒนาวิชาชีพครูต่อไป 4. การเป็นตัวแบบสำหรับครูผู้นำแบบประชาธิปไตย ให้กับผู้เรียน ถ้าโรงเรียนใช้ภาวะผู้นำของ ครูเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการการศึกษา ย่อมทำให้ผู้เรียนได้เห็นเป็นตัวแบบของสังคม ประชาธิปไตยในโรงเรียนที่เน้นการมีส่วนร่วมและการสื่อสารแบบเปิด เพื่อการปฏิบัติ ภารกิจไปสู่เป้าหมายเดียวกัน บทบาทครูผู้นำ การประสานงานและการจัดการ 1. ประสานงานตามภารกิจประจำวัน และประสานงานในหตุการณ์พิเศษ 2. มีส่วนร่วมในการประชุมและการทำงานเชิงบริหาร 3. กำกับตรวจสอบเพื่อปรับปรุงการทำงาน และการจัดการกับความขัดแย้ง งานเกี่ยวกับหลักสูตรสถานศึกษาและหลักสูตรท้องถิ่น 1. กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนร 2. เลือกและพัฒนาหลักสูตร งานพัฒนาวิชาชีพครูให้กับเพื่อนร่วมงาน 1. เป็นครูพี่เลี้ยงให้กับครูคนอื่น 2. เป็นผู้นำในการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ 3. ให้เวลากับการประชุมกลุ่มย่อมกับเพื่อนครูในการแนะนำและสอนงาน 4. เป็นตัวแบบและให้การสนับสนุนความก้าวหน้าในวิชาชีพ การมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและการพัฒนาโรงเรียน 1. มีส่วนร่วมในการตัดสินใจระดับนโยบายของโรงเรียน 2. อำนวยความสะดวกให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ในหมู่ครูภายใต้กระบวนการบริหาร จัดการของโรงเรียน 3. ทำงานกับเพื่อนครูเพื่อการเปลี่ยนแปลงของสถานศึกษาในทางที่ดีกว่าเดิม 4. มีส่วนร่วมในการวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยเชิงปฏิบัติการ


๘ 5. เผชิญอุปสรรคและชักชวนให้เกิดการรวมพลังสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาภายใต้ วัฒนธรรมและโครงสร้างขององค์การ การมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองและชุมชน 1. สร้างสัมพันธ์กับผู้ปกครองและส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมกับโรงเรียน 2. สร้างพันธกิจกับธุรกิจชุมชน 3. ทำงานกับชุมชนและองค์การชุมชน การส่งเสริมวิชาชีพครู 1. มีส่วนร่วมกับองค์การวิชาชีพ 2. มีส่วนร่วมกับการเมืองภาคประชาชน คุณลักษณะของครูผู้นำในฐานะครู 1. การมีประสบการณ์ตรงในวิชาที่สอน มีทักษะการสอนที่ดีเยี่ยม 2. การมีความรู้ที่กว้างขวางและลึกซึ้งเกี่ยวกับการสอนและการเรียนรู้หลักสูตรและเนื้อหา ในวิชาที่สอน 3. การบ่มเพาะบุคลิกภาพความเป็นครู 4. การมีหลักปรัชญาการศึกษาที่แจ่มชัดของตน 5. การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นนักพัฒนานวัตกรรม ใฝ่รู้ กล้าคิด กล้าทำ เรียนรู้ ตลอดชีวิตและศรัทธาในอาชีพครู 6. การมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน 7. การได้รับการยอมรับนับถือจากเพื่อนร่วมงานในความสามารถ 8. การใส่ใจต่อความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น 9. การมีความคิดที่ยืดหยุ่นและใจกว้าง 10. การมีความมุ่งมั่น การมีความสามารถในการจัดการกับภาระงาน มีทักษะในการบริหาร จัดการ คุณลักษณะของครูผู้นำในบทบาทของผู้นำ 1. การสร้างความเชื่อถือ การช่วยเหลือส่งเสริมเพื่อนร่วมงาน การสร้างสัมพันธภาพที่มั่นคง กับเพื่อนร่วมงาน 2. การทำงานแบบทีมกัลยาณมิตร การมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของโรงเรียนโดยผ่าน สัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูและบุคลากรในโรงเรียน 3. การมีสมรรถภาพในการสื่อสารและทักษะในการฟัง 4. การมีความสามารถในการจัดการกับความขัดแย้ง สามารถทำให้เกิดการเจรจา และเกิด การปรองดอง 5. การดำเนินการแบบเป็นระบบมีขั้นตอนการทำงาน 6. การมีทักษะกระบวนการกลุ่ม 7. การมีความสามารถในการประเมิน ตีความ จัดอันดับความสำคัญ 8. การมีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับนโยบายและแผนงานสำคัญของโรงเรียน


๙ 9. การมีความสามารถในการคาดการณ์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจโดยผู้บริหาร และครู ระบบการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ ( results based management ) คือ วิธีการบริหารที่มุ่งเน้น สัมฤทธิ์ผลขององค์กรเป็นหลัก การปฏิบัติงานขององค์กรมีผลสัมฤทธิ์เพียงใดพิจารณาได้ จากการเปรียบเทียบผลผลิตและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงกับเป้าหมายที่กำหนด การบริหารมุ่ง ผลสัมฤทธิ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานขององค์กรให้ดีขึ้น ผู้บริหาร ระดับสูง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมทางการปฏิบัติงานขององค์กรให้มุ่งไปสู่ นโยบาย วิสัยทัศน์ จะมีรายงาน ผลการปฏิบัติงานจากระบบงานเป็นเครื่องช่วยให้ทราบความก้าวหน้า ของการดำเนินงาน ว่าเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ และใกล้บรรลุนโยบาย วิสัยทัศน์ขององค์กรเพียงใด หากผลการปฏิบัติงานต่ำกว่าเป้าหมาย ผู้บริหารจะมีเวลาพอสำหรับการปรับเปลี่ยนกล ยุทธ์เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์ขององค์กรบรรลุวิสัยทัศน์ องค์กรควรจัดทำแผนกลยุทธ์ก่อนที่จะ พัฒนาระบบ การบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์เพราะวิสัยทัศน์ พันธกิจและวัตถุประสงค์ขององค์กร ซึ่งมีกำหนดอยู่ในแผนกลยุทธ์จะเป็นกรอบของกำหนดปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จและ ตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก และองค์กรสามารถใช้ระบบนี้ติดตามความก้าวหน้าของการ นำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ลักษณะองค์กรที่บริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ องค์กรที่ได้ใช้ระบบบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ จะมีลักษณะทั่วไป ดังนี้ 1. มีนโยบาย พันธกิจ วัตถุประสงค์ขององค์กรที่ชัดเจน และเป้าหมายที่รูปธรรม โดย เน้นที่ผลผลิตและผลลัพธ์ ไม่เน้นกิจกรรมหรือการทำงานตามระเบียบที่เป็นอุปสรรค ต่อการบรรลุเป้าหมาย 2. ผู้บริหารทุกระดับในองค์กรต่างมีเป้าหมายของการทำงานที่ชัดเจน และเป็น เป้าหมายที่มีรากฐานมาจากพันธกิจขององค์กรเท่านั้น 3. เป้าหมายจะวัดได้เป็นรูปธรรม โดยมีตัวชี้วัดที่สามารถวัดได้ เพื่อให้สามารถติดตาม ผลการปฏิบัติงานได้ 4. การตัดสินใจในการจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานหรือโครงการต่าง ๆ จะพิจารณา จากผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก 5. พนักงานทุกคน รู้ว่างานที่องค์กรคาดหวังคืออะไร คิดเสมอว่างานที่ตนทำอยู่นั้น เพื่อให้เกิดผลอย่างไร ผลที่เกิดขึ้นจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายของโครงการและองค์กร อย่างไร 6. มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจ การบริหารงาน บริหารคนสู่หน่วยงานระดับล่าง เพื่อให้สามารถทำงานได้บรรลุผลได้อย่างเหมาะสม


๑๐ 7. มีระบบสนับสนุนการทำงาน ในเรื่องระเบียบการทำงานสถานที่ อุปกรณ์ในการ ทำงาน 8. มีวัฒนธรรมและอุดมการณ์ร่วมกัน ในการทำงานที่สร้างสรรค์เป็นองค์กรที่มุ่งมั่นจะ ทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ 9. พนักงานมีขวัญและกำลังใจดี ทักษะที่ต้องมีเพื่อทำให้องค์กรเป็นองค์กรที่มีการบริหารมุ่งผลสัมฤทธิ์ 1.ทักษะการเป็นคน “มุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ” Achievement Orientation เป็นความกระตือรือร้นที่จะทำงานให้ดีกว่า มาตรฐานแห่งความเป็นเลิศ ซึ่ง มาตรฐานนั้นอาจเป็นระดับที่ตนเองเคยทำมาก่อน หรือเป็นมาตรฐานของการวัดผลงานตามตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ หรือการเอาชนะผู้อื่น หรือเป็นเป้าหมายที่ท้าทายที่ตนกำหนดขึ้นมา หรือการทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมา ก่อน 2. “มุ่งมั่นต่อระเบียบและวิธีการ” Concern for Order เป็นสมรรถนะเชิงพฤติกรรมที่สะท้อนถึงจิตสำนึกในการลด ความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่มีผลกระทบจากสภาพแวดล้อม ซึ่งมักแสดงออกมาด้วยการ จับตามองและการตรวจสอบการทำงาน รวมทั้งความถูกต้องของข้อมูลต่าง ๆ และ มักแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความชัดเจนในบทบาทและหน้าที่ความรับ ผิด ชอบของตนเองและผู้อื่นอยู่เสมอ 3. “ปฏิบัติการเชิงรุก” Proactivity เป็นสมรรถนะเชิงพฤติกรรมที่จะมุ่งมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง และ กระทำการเชิงรุก ในอันที่จะสร้างโอกาสต่าง ๆ หรือป้องกันปัญหา หรือแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ 4. “เชี่ยวชาญแบบมืออาชีพ” Professional Expertise เป็นสมรรถนะเชิงพฤติกรรมที่มุ่งมั่นพัฒนาความ เชี่ยวชาญของตน ด้วยการขวนขวายหาประสบการณ์และความรู้เพิ่มเติม และนำมา ประยุกต์ในงาน เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กรและผู้อื่น ข้อคิดจากวิชา ภาวะผู้นำครู และการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน จากความรู้ของวิชา ภาวะผู้นำครู และการมุ่งผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงาน ช่วยให้ตนเองมีการ ปรับปรุงตนเองให้มีภาวะผู้นำครูมากขึ้น เช่น ภาวะผู้นำของครูในแง่ผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยได้มีการ นำหุ่นยนต์มาจัดการเรียนการสอนในรายวิชา ชุมนุม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ใหม่สำหรับโรงเรียน และได้รับ การตอบรับจากนักเรียนเป็นอย่างดี


๑๑ หัวข้อที่ 3 ความก้าวหน้าและสิทธิประโยชน์ และการพัฒนาตนเอง โดย นายสวาท เกษณา สิทธิประโยชน์ของครู 1. เงินเดือน ตามตำแหน่งและระดับหรืออันดับ เช่น อันดับ คศ.2, คศ.3 สำหรับข้าราชการครู ฯ หรือระดับชำนาญการ, ชำนาญการพิเศษ, อาวุโส, ผู้ทรงคุณวุฒิ, บริหารต้น, บริหารสูง สำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญ จำนวนเท่าไหร่เป็นไปตามกฎหมายกำหนดไว้ 2. เงินค่าตอบแทนอื่น 2.1) เงินค่าวิทยฐานะ สำหรับข้าราชการครู เงินประจำตำแหน่ง เงินประจำ ตำแหน่ง สำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญ จำนวนเท่าไหร่เป็นไปตามกฎหมายกำหนดไว้ 2.2) เงินตอบแทนอีกหนึ่งเท่าของเงินวิทยฐานะหรือเงินประจำตำแหน่ง 2.3) เงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ เช่น เงิน ค.พ.ส. สำหรับครูการศึกษาพิเศษ 3. สวัสดิการและประโยชน์เกื้อกูล 3.1) สวัสดิการที่เป็นเงิน ได้แก่ เงินค่ารักษาพยาบาล เงินค่าการศึกษาบุตรเงินสำหรับ ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่พิเศษ (พื้นที่ลำบากกันดาร พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้) และเงิน บำเหน็จบำนาญ 3.2) สวัสดิการที่ไม่เป็นเงิน ได้แก่ การลาประเภทต่างๆ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ 3.3) ประโยชน์เกื้อกูล สิทธิประโยชน์เกื้อกูล คือ ค่าตอบแทนที่ทางราชการจัดให้แก่ ข้าราชการ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงาน เป็นเครื่องมือสำคัญในการ เสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลอันได้แก่ - ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ - ค่าเช่าบ้าน - เงินตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ - รถราชการ - โทรศัพท์ของทางราชการที่อนุมัติให้ใช้เป็นรายบุคคล 4 เงินรางวัล เป็นโบนัสที่รัฐตอบแทนให้เพราะทำงานให้ราชการอย่างมีประสิทธิภาพ สิทธิการลา สิทธิการลาของข้าราชการมี 11 ประเภท ได้แก่ 1. ลาป่วย สิทธิการลาของข้าราชการ เป็นการลาหยุดราชการเพื่อพักรักษาตัวเมื่อมีอาการ ป่วยไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ หรือเข้ารับการรักษาตัวกับแพทย์ สามารถลาป่วยได้ตั้งแต่ 30 วันขึ้นไปแต่ต้องมีใบรับรองของแพทย์หรือการลาป่วยไม่ถึง 30 วัน ตามการพิจารณา 2. ลาคลอดบุตร สิทธิการลาคลอดบุตรของข้าราชการ เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการ สตรีซึ่งมีครรภ์ในช่วงก่อนคลอด วันคลอด และหลังคลอดสามารถขอลาได้เฉพาะข้าราชการ เพศหญิงเท่านั้นซึ่งสามารถลาได้ไม่เกิน 90 วัน (นับต่อเนื่องรวมวันหยุดราชการ) และต้อง มีใบรับรองแพทย์แนบท้ายในการยื่นลา


๑๒ 3. ลาไปช่วยภริยาที่คลอดบุตร สิทธิการลาไปช่วยภริยาที่คลอดบุตร เป็นการลาหยุดราชการ ของข้าราชการชายเพื่อไปช่วยเหลือภริยาโดยชอบ ด้วยกฎหมายที่คลอดบุตร สามารถลา ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คลอดบุตร และให้มีสิทธิลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตรครั้ง หนึ่งติดต่อกันได้ ไม่เกิน 15 วันทำการโดยจะลาเป็นช่วง ๆ เว้นระยะไม่ได้ 4. ลากิจส่วนตัว สิทธิการลากินส่วนตัว เป็นการลาหยุดราชการเพื่อทำกิจธุระต่าง ๆ เช่น ลา กิจเพื่อดูแลบุคคลในครอบครัว ลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร ให้มีสิทธิลาต่อเนื่องจากการลา คลอดบุตรได้ไม่เกิน 150 วันทำการ 5. ลาพักผ่อน สิทธิการลาพักผ่อน เป็นการลาหยุดราชการเพื่อพักผ่อนประจำปี หรือเพื่อไปทำ กิจธุระต่างๆ ซึ่งข้าราชการสามารถไปพักผ่อนประจำปี ในปีงบประมาณหนึ่งได้ 10 วันทำ การ (เว้นแต่รับราชการยังไม่ถึง 6 เดือน) 6. ลาติดตามคู่สมรส สิทธิการลาติดตามผู้สมรส เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการเพื่อ ติดตามสามีหรือภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้าราชการสามารถลาได้ ไม่เกิน 2 ปี และใน กรณีจำเป็นอาจอนุญาตให้ลาต่อได้อีก 2 ปี แต่เมื่อรวมแล้วต้องไม่เกิน 4 ปี พิจารณา แล้วแต่กรณี 7. ลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์ • สิทธิการลาไปอุปสมบท คือ การบวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา (ของข้าราชการชาย) • สิทธิการลาไปประกอบพิธีฮัจย์ คือ ข้าราชการที่นับถือศาสนาอิสลาม และประสงค์จะลา ไปประกอบพิธีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทั้งการลาไปอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์ สามารถลาได้ไม่เกิน 120 วัน โดยจะต้องรับราชการมาไม่น้อยกว่า 12 เดือน และเมื่อลาสิกขาหรือเดินทางกลับจากไป ประกอบพิธีฮัจย์แล้ว จะต้องกลับมารายงานตัวเข้าปฏิบัติราชการภายใน 5 วัน 8. ลาเข้ารับการตรวจเลือกและเตรียมพล • การลาเข้ารับการตรวจเลือก เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการที่ได้รับหมายเรียกให้ ไปรับการตรวจเลือก เพื่อเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ • การลาเข้ารับการเตรียมพล เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการที่ได้รับหมายเรียกให้ ไปเข้ารับการระดมพล เข้ารับการตรวจสอบพล เข้ารับการฝึกวิชาทหาร หรือเข้ารับการ ทดลองความพรั่งพร้อมตามกฎหมาย เมื่อพ้นจากการเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับ การเตรียมพลแล้วให้มารายงานตัวกลับเข้าไปปฏิบัติราชการตามปกติต่อผู้บังคับบัญชา ภายใน 7 วัน ยกเว้นแต่มีเหตุจำเป็นอธิการบดีอาจจะขยายเวลาให้ได้ให้แต่รวมแล้วต้อง ไม่เกิน 15 วัน 9. ลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย การลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย เป็นการ ลาหยุดราชการเพื่อไปศึกษา ฝึกอบรมปฏิบัติการ วิจัย หรือดูงาน ณ ต่างประเทศ สามารถ ลาได้ไม่เกิน 1 ปี และเมื่อปฏิบัติงานแล้วเสร็จให้รายงานตัวเข้าปฏิบัติหน้าที่ภายใน 15 วัน 10. ลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ การลาไปปฏิบัติงานในองค์กรระหว่าง ประเทศ เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการซึ่งจะประสงค์จะไปปฏิบัติงานในองค์การ


๑๓ ระหว่างประเทศ ที่มีระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี และเมื่อปฏิบัติงานแล้วเสร็จให้กลับมา รายงานตัวเข้าปฏิบัติหน้าที่ภายใน 15 วัน 11. ลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ เป็นการลาหยุดราชการของข้าราชการที่ได้ปฏิบัติ ราชการและได้รับ อันตรายหรือเจ็บป่วยเพราะเหตุปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือถูก ประทุษร้ายเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่ จนตกเป็นผู้ทุพพลภาพหรือพิการและ ประสงค์ที่จะเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกายเพื่อกลับมาปฏิบัติราชการหรือ จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ ซึ่งสามารถลาได้ครั้งหนึ่งตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน หลักสูตรที่จะประสงค์ลา แต่ไม่เกิน 12 เดือน สิทธิค่ารักษาพยาบาล ข้าราชการมีสิทธิได้รับค่ารักษาพยาบาลจากทางราชการสำหรับตนเอง บิดาและมารดา คู่สมรส รวมถึงบุตรของข้าราชการเองซึ่งกรณีบุตรนั้นให้ได้ไม่เกิน 3 คน โดยเรียงลำดับก่อน-หลัง ซึ่ง จะต้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือบรรลุนิติภาวะแล้วแต่เป็นผู้ไร้ ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถที่อยู่ในอุปการะเลี้ยงดูของข้าราชการ (ไม่รวมบุตรบุญ ธรรมและบุตรที่ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมผู้อื่น)และหากบุตรคนใดตายลงก่อนบรรลุนิติภาวะให้ สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลสำหรับบุตรคนถัดไปแทนได้ (กรณีมีบุตรมากกว่า 3 คน) โดย สามารถเบิกได้ตามข้อต่อไปนี้ ค่ารักษาพยาบาล ได้แก่ ค่ายา ค่าเลือด ค่าอวัยวะเทียม ค่าอุปกรณ์ในการบำบัดโรค ค่าบริการ ทางการแพทย์ ค่าตรวจ ค่าวิเคราะห์โรค ค่าห้อง ค่าอาหาร ค่าตรวจสุขภาพประจำปี 1. อัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ารักษาในสถานพยาบาล หากเป็นกรณีสถานพยาบาลของรัฐ เบิก ได้เต็มตามที่จ่ายจริงทั้งคนไข้ในและคนไข้นอก แต่สำหรับสถาพยาบาลเอกชน เบิกได้เฉพาะ กรณีฉุกเฉินคือหากไม่รีบรักษาจะเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยให้เบิกครึ่งหนึ่งของที่จ่ายจริงแต่ ไม่เกิน 8,000 บาท 2. ค่ายา สามารถเบิกได้ไม่เกินที่ใบเสร็จรับเงินระบุไว้ว่าเป็น “ค่ายาที่เบิกได้” หรือ “ค่ายาใน บัญชียาหลักแห่งชาติ” หรือ “ค่ายาในบัญชียาของสถานพยาบาล” หรือ “ค่ายานอกบัญชี ยา” แต่สถานพยาบาลออกหนังสือรับรองให้ว่าจำเป็นต้องใช้ยานั้น 3. ค่าอวัยวะเทียม ค่าอุปกรณ์ในการบำบัดรักษา และค่าซ่อมแซมอวัยวะเทียมเบิกได้ตามที่ กระทรวงการคลังกำหนด 4. กรณีคนไข้ใน ค่าเตียงสามัญและค่าอาหารเบิกได้ไม่เกินวันละ 400 บาท กรณีอื่นเบิกได้ไม่ เกินวันละ 1,000 บาท และไม่เกิน 13 วัน 5. การตรวจสุขภาพประจำปี ให้สำหรับข้าราชการ ลูกจ้างประจำหรือผู้ได้รับเบี้ยหวัดบำนาญ ที่เข้ารับการตรวจสุขภาพในสถานพยาบาลของทางราชการที่มีสิทธิเบิกค่าตรวจสุขภาพ ประจำปี


๑๔ สิทธิค่าเล่าเรียนของบุตร ข้าราชการมีสิทธิได้รับสวัสดิการค่าเล่าเรียนของบุตร ที่ชอบด้วยกฎหมายอายุไม่เกิน 25 ปีได้ สูงสุด 3 คน นับเรียงตามลำดับการเกิดก่อน-หลัง ซึ่งสามารถเบิกได้ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึง ระดับปริญญาตรี เงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่พิเศษ ข้าราชการหรือลูกจ้างประจำมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการสำหรับการปฏิบัติงานประจำสำนักงาน ในพื้นที่พิเศษ หากได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการนอกสำนักงานเกิน 15 วัน เงินกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการข้าราชการที่เกษียณอายุราชการแล้ว จะได้รับเงินที่เป็นหลักประกันชีวิตของ ข้าราชการในวัยเกษียณเมื่อออกจากงานราชการ โดยข้าราชการสามารถเลือกได้ว่ามีความต้องการ แบบไหน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ 1. เงินบำเหน็จ คือ เงินตอบแทนที่ข้าราชการเกษียณจะได้ได้รับครั้งเดียว เป็นเงินก้อน โดยคิด จากเงินเดือนที่ได้รับเดือนสุดท้าย x อายุราชการ (ปี) 2. เงินบำนาญ คือ เงินตอบแทนที่ข้าราชการเกษียณจะได้รับเป็นรายเดือน โดยคิดจาก เงินเดิน เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x อายุราชการ (ปี) จากนั้นนำมาหารด้วย 50 ก็จะได้เงินที่ต้อง ได้รับทุกเดือนไปจนเสียชีวิต เครื่องราชอิสริยาภรณ์ คือ เครื่องหมายแห่งเกียรติยศซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ ผู้กระทำความดีความชอบ เป็นประโยชน์แก่ราชการหรือสาธารณชนโดยการพิจารณาเสนอขอของ รัฐบาล ถือเป็นการบำเหน็จความชอบ และเป็นเครื่องหมายเชิดชูเกียรติอย่างสูงแก่ผู้ที่ได้รับ การพัฒนาตนเอง ความหมายของการพัฒนาตน (self-development) • การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เหมาะสมเพื่อสนองความต้องการและเป้าหมายของตนเอง หรือเพื่อให้สอดคล้องกับ สิ่งที่สังคมคาดหวัง • การพัฒนาตนคือการที่บุคคลพยายามที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนด้วยตนเองให้ดี ขึ้นกว่าเดิม เหมาะสมกว่าเดิม ทำให้สามารถดำเนินกิจกรรม แสดงพฤติกรรม เพื่อ สนองความต้องการ แรงจูงใจ หรือเป้าหมายที่ตนตั้งไว้ • การพัฒนาตนคือการพัฒนาศักยภาพของตนด้วยตนเองให้ดีขึ้นทั้งร่างกายจิตใจ อารมณ์ และสังคม เพื่อให้ตนเป็นสมาชิกที่มีประสิทธิภาพของสังคม เป็นประโยชน์ ต่อผู้อื่น ตลอดจนเพื่อการดำรงชีวิตอย่างสันติสุขของตน


๑๕ ความสำคัญของการพัฒนาตน • ความสำคัญต่อตนเอง จำแนกได้ดังนี้ 1. เป็นการเตรียมตนให้พร้อมในด้านต่างๆ เพื่อรับกับสถานการณ์ทั้งหลายได้ด้วย ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง 2. เป็นการปรับปรุงสิ่งที่บกพร่อง และพัฒนาพฤติกรรมให้เหมาะส ม ขจัด คุณลักษณะที่ไม่ต้องการออกจากตัวเอง และเสริมสร้างคุณลักษณะที่สังคม ต้องการ 3. เป็นการวางแนวทางให้ตนเองสามารถพัฒนาไปสู่เป้าหมายในชีวิตได้อย่างมั่นใจ 4. ส่งเสริมความรู้สึกในคุณค่าแห่งตนสูงให้ขึ้น มีความเข้าใจตนเอง สามารถทำ หน้าที่ตามบทบาทของตนได้เต็มศักยภาพ • ความสำคัญต่อบุคคลอื่น เนื่องจากบุคคลย่อมต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน การพัฒนาใน บุคคลหนึ่งย่อมส่งผลต่อบุคคลอื่นด้วย การปรับปรุงและพัฒนาตนเองจึงเป็นการ เตรียมตนให้เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดีของผู้อื่นทั้งบุคคลในครอบครัวและเพื่อนในที่ทำงาน สามารถเป็นตัวอย่างหรือเป็นที่อ้างอิงให้เกิดการพัฒนาในคนอื่นๆ ต่อไป เป็น ประโยชน์ร่วมกันทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงานและการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขใน ชุมชน ที่จะส่งผลให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง • ความสำคัญต่อสังคมโดยรวม ภารกิจที่แต่ละหน่วยงานในสังคมต้องรับผิดชอบ ล้วน ต้องอาศัยทรัพยากรบุคคลเป็นผู้ปฏิบัติงาน การที่ผู้ปฏิบัติงานแต่ละคนได้พัฒนาและ ปรับปรุงตนเองให้ทันต่อพัฒนาการของรูปแบบการทำงานหรือเทคโนโลยี การพัฒนา เทคนิควิธี หรือวิธีคิดและทักษะใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพของผลผลิต ทำให้หน่วยงานนั้นสามารถแข่งขันในเชิงคุณภาพและ ประสิทธิภาพกับสังคมอื่นได้สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยรวมได้ หลักการพัฒนาตนเองเชิงจิตวิทยา 1. หลักการจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม มีความเชื่อว่า พฤติกรรมของมนุษย์ไม่ว่า พฤติกรรมที่เป็นปัญหาหรือพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนา ล้วนเกิดจากการเรียนรู้ คือเป็นผลของการที่มนุษย์มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมพฤติกรรมที่ไม่ปกติของ บุคคล (ยกเว้นเหตุจากพันธุกรรม ความผิดปกติทางชีวเคมีและจากความบกพร่อง ของระบบประสาท) เป็นพฤติกรรมซึ่งเกิดจากการเรียนรู้ที่ไม่ถูกต้อง ถ้าจะ ปรับปรุง หรือแก้ไขก็ทำได้โดยให้การเรียนรู้เสียใหม่ การพัฒนาตนเองจึง จำเป็นต้องเข้าใจหลักการสำคัญของการเรียนรู้ เพื่อปรับพฤติกรรม โดยการ ควบคุมตนเอง


๑๖ 2. หลักการจิตวิทยาปัญญานิยม มีแนวความเชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ได้ เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากปัจจัยทางสภาพแวดล้อม แต่เพียงอย่าง เดียว แต่จะเกี่ยวข้องกับ 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1) ปัจจัยส่วนบุคคล ซึ่งได้แก่ สติปัญญา ลักษณะทางชีวภาพ และกระบวนการ อื่นๆ ภายในร่างกาย 2) ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม 3) ปัจจัยด้านพฤติกรรม ได้แก่กระทำต่างๆ ปัจจัยทั้งสามนี้ทำหน้าที่กำหนดซึ่ง กันและกัน (reciprocal determinism) แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีอิทธิพล ต่อกันและกันอย่างเท่าเทียมกัน และอาจไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน บางปัจจัย อาจมีอิทธิพลมากกว่า ซึ่งอาจต้องอาศัยระยะเวลาเป็นตัวประกอบด้วย ใน การกำหนดให้เกิดผลกระทบต่อปัจจัยอื่น ข้อคิดจากวิชา ความก้าวหน้าและสิทธิประโยชน์ และการพัฒนาตนเอง จากความรู้ของวิชา ความก้าวหน้าและสิทธิประโยชน์ และการพัฒนาตนเอง ช่วยให้ตนเองได้วาง แผนการทำงานให้ไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การทำวิทยฐานะให้ตรงกับเกณฑ์ การใช้สิทธิการลาอย่างถูกต้อง เป็นต้น โดยคำนึงถึงความก้าวหน้าและสิทธิประโยชน์ และการพัฒนา ตนเองให้เป็นไปอย่างถูกต้อง


๑๗ หัวข้อที่ 4 การพัฒนาผู้เรียน การบริหารหลักสูตร และการจัดการเรียนรู้ โดย ศน. ปณิศา คมนัย การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 หมายถึง การปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่สำคัญ และจำเป็นต่อตัว นักเรียนอย่างแท้จริง โดยมุ่งหวังให้นักเรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และต้องก้าวข้ามสาระวิชา ไปสู่การเรียนรู้เพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยที่มีการกำหนดหน้าที่ของครูผู้สอนไว้ว่า ไม่ จำเป็นต้องทำหน้าที่ในการสอนหนังสือและเน้นเนื้อหาสาระ แต่ครูต้องสอนในเรื่องของการใช้ทักษะ ต่าง ๆ ในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนและคอยให้ความ ร่วมมือและสนับสนุน ได้มีการมุ่งเน้นไปที่ทักษะที่สำคัญ เช่น พื้นฐานการเรียนรู้สาระวิชาหลักความรู้ เชิงบูรณาการสำหรับศตวรรษที่ 21 ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะชีวิตและงานอาชีพ ทักษะ ด้านการสื่อสาร สื่อและเทคโนโลยีเป็นต้น ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 1. ทักษะการคิดวิจารณญาณ (critical thinking) ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล สารสนเทศต่าง ๆ สามารถประเมินผลและประยุกต์ใช้ข้อมูลสารสนเทศและความรู้ต่าง ๆ ได้ อย่างมีเหตุมีผล 2. ทักษะการทำงานร่วมกัน (collaboration skill) ผู้เรียนสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี ความสุข มีความเป็นผู้นำ เป็นผู้ตาม สามารถแสดงความคิดเห็นและยอมรับความคิดเห็นของ ผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม ทำให้งานของส่วนรวมประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3. ทักษะการสื่อสาร (communication skill) ผู้เรียนสามารถสื่อสารกับเพื่อนครูผู้สอนและบุคคล อื่น ๆ ในการทำงานร่วมกัน การสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็นระหว่างกัน ได้ รวมถึงสามารถอธิบาย และนำเสนอข้อมูลข่าวสารให้ผู้อื่นรับรู้ โดยใช้ภาษาที่ถูกต้องและ สื่อสารได้อย่างชัดเจน เข้าใจได้ง่าย 4. ทักษะความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ต้องมีความคิด สร้างสรรค์ในการทำงานในการเรียนรู้ การประยุกต์ความรู้ไปใช้อย่างสร้างสรรค์รวมถึงสามารถ สร้างสรรค์ความรู้ใหม่ สิ่งประดิษฐ์ เทคนิค วิธีการหรือกระบวนการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อ ตนเองและสังคมได้ 5. ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (digital skill) ผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ต้องมีความรู้เกี่ยวกับ การใช้เทคโนโลยีเพื่อการค้นคว้า การเรียนรู้ การแลกเปลี่ยน และการแบ่งปันความรู้ร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างถูกต้องเหมาะสม สามารถคัดกรองข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินข้อมูลได้ อย่างเหมาะสมสามารถแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มีจริยธรรมทาง เทคโนโลยีสารสนเทศ ไม่ทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 6. ทักษะทางอาชีพและการใช้ชีวิต (career skill & life skill) ได้แก่ รู้จักปรับตัวเพื่อรับกับการ เปลี่ยนแปลงทั้งบทบาทหน้าที่ บริบท สภาพแวดล้อมและสถานภาพที่ได้รับ มีความยืดหยุ่นใน การทำงานและการดำรงชีวิต มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และเป็นผู้นำมีความเป็นตัวของตัวเอง ที่มีศักยภาพ และความสามารถหลากหลาย สามารถทำงานได้หลายหน้าที่และจัดสรรแบ่งเวลา


๑๘ ได้เหมาะสม ระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิต รวมถึงสามารถจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ในที่ ทำงานและในการใช้ชีวิตได้อย่างมีเหตุมีผล ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีภาวะ ผู้นำ และมีความรับผิดชอบ ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมจรรยา และยึดถือจรรยาบรรณใน วิชาชีพของตนอย่างเคร่งครัด บทบาทของครูในศตวรรษที่ 21 ครูเพื่อศิษย์ต้องเปลี่ยนบทบาทของตนเองจาก “ครูสอน” (teacher) ไปเป็น “ครูฝึก” (coach)หรือ “ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้” (learning facilitator) และต้องเรียนรู้ทักษะใน การทำหน้าที่นี้ โดยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องที่เรียกว่า PLC (Professional Learning community) สมรรถนะของครูไทยในศตวรรษที่ 21 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้ ดังนี้ 1) สมรรถนะหลัก (Core Competency) 5 ประการ ได้แก่ 1.1 การมุ่งผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน 1.2 การบริการที่ด 1.3 การพัฒนาตนเอง 1.4 การทำงานเป็นทีม 1.5 จริยธรรมและจรรยาบรรณครู 2) สมรรถนะตามสายปฏิบัติงาน (Functional Competency) 6 ประการ ได้แก่ 2.1 การบริหารหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ 2.2 การพัฒนาผู้เรียน 2.3 การบริหารจัดการชั้นเรียน 2.4 การวิเคราะห์ สังเคราะห์และวิจัยเพื่อพัฒนาผู้เรียน 2.5 ภาวะผู้นำ 2.6 การสร้างความสัมพันธ์ และความร่วมมือกับชุมชน ข้อคิดจากวิชา การพัฒนาผู้เรียน การบริหารหลักสูตร และการจัดการเรียนรู้ จากความรู้ของวิชา การพัฒนาผู้เรียน การบริหารหลักสูตร และการจัดการเรียนรู้ช่วยให้ครูได้ คำนึงถึงการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียน การบริหารหลักสูตร ให้ตรงกับการจัดการเรียนรู้ใน ศตวรรษที่ 21 ให้ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชนต่อนักเรียนให้มากที่สุด


๑๙ หัวข้อที่ 5 การน้อมน าศาสตร์พระราชาและพระบรมราโชบายด้าน การศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ โดย ดร.สรัญญา บุดดา ความหมายของศาสตร์พระราชา ศาสตร์พระราชา คือ องค์ความรู้ที่เกิดจากความฉลาดรู้ ในด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ชีวิต วัฒนธรรม และนวัตกรรมต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากการศึกษาเพื่อความ ฉลาดรู้ของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช องค์ความรู้ที่ได้นำไปปฏิบัติ ก่อประโยชน์ให้กับสังคม ประเทศชาติและ ความฉลาดรู้ คือ “รู้แล้วสามารถนำไปใช้ประโยชน์จริง ๆ โดยไม่เป็นพิษเป็นโทษ..” แนวทางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ประกอบด้วย 1. แนวทางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาโดยมิติ“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” 2. แนวทางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาโดยมิติ“ภูมิสังคม” 3. แนวทางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาโดยมิติ“หลักการทรงงาน 23 ข้อ” 4. แนวทางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาโดยมิติ“การสร้างคนด้วยการศึกษาและ การเรียนรู้” 5. แนวทางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาโดยมิติ หลัก 3 ป การศึกษาต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน 1. มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง 2. มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง 3. มีงานทำ มีอาชีพ 4. เป็นพลเมืองดี แนวทางการจัดกิจกรรมตามนโยบาย 4 สร้าง 1. สร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง มุ่งสร้างพื้นฐานผู้เรียนให้มีความรู้ความเข้าใจและมีเจตคติที่ดี ต่อชาติบ้านเมือง ยึดมั่นในหลักธรรม ของศาสนาที่ตนนับถือ มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ มีความรักเอื้ออาทรต่อบุคคล ในครอบครัว และชุมชนของตนเอง ระดับเขตพื้นที่การศึกษา 1) ส่งเสริม และสนับสนุนให้โรงเรียนปรับปรุงหลักสูตร และจัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่แสดงออก ถึง ความรักในสถาบันหลักของชาติ ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง 2) ส่งเสริม และสนับสนุนให้สถานศึกษาได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือโครงการที่ให้ผู้เรียน แสดงออกถึงความรักในสถาบันหลักของชาติ ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง 3) นิเทศ กำกับ ติดตามผลการดำเนินการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมืองของโรงเรียน การ ปรับปรุงหลักสูตร และจัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่แสดงออกถึงความรักในสถาบันหลักของชาติ ยึดมั่น การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข


๒๐ ระดับอำเภอ 1) มีส่วนร่วมในการนิเทศและติดตามผลการดำเนินการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมืองของ โรงเรียนในแต่ละอำเภอที่มีการปรับปรุงหลักสูตร จัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อม และจัดกิจกรรม การเรียนรู้ ให้ผู้เรียนแสดงออกถึงความรักในสถาบันหลักของชาติ ยึดมั่นการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง 2) จัดกิจกรรมที่แสดงออกถึงความรักในสถาบันหลักของชาติ ยึดมั่นการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง 3) ประสาน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของศูนย์ส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษาระดับ กลุ่มโรงเรียน ระดับโรงเรียน 1) ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร (พิจารณาจากสภาพบริบทต่างๆของสถานศึกษา) 2) มีการจัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อมภายในสถานศึกษาที่แสดงออกถึงความรักในสถาบันหลักของ ชาติ 3) จัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือโครงการที่ให้ผู้เรียนแสดงออกถึงความรักในสถาบันหลักของ ชาติ(พิจารณาจากสภาพบริบทต่างๆของสถานศึกษา) โดยยึดมั่นการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง เช่น - โครงการ/กิจกรรมวันสำคัญของชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ - โครงการ/กิจกรรมวันสำคัญทางศาสนา - โครงการ/กิจกรรมประชาธิปไตย - จัดเนื้อหาสาระเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น - การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้กระบวนการทางประวัติศาสตร์ โดยเน้น กระบวนการวิเคราะห์ - โครงการ/กิจกรรมที่แสดงถึงความรักชาติและจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ - โครงการ/กิจกรรมจิตอาสา พัฒนาชุมชน ฯลฯ 2. สร้างพื้นฐานที่มั่นคง มีคุณธรรม มุ่งสร้างพื้นฐานผู้เรียนให้รู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดี ปฏิบัติแต่สิ่งที่ ถูกต้องดีงาม ปฏิเสธสิ่งที่ผิด ไม่หลง ไปในสิ่งที่ไม่เหมาะสม เป็นคนดีและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับ สังคม ระดับเขตพื้นที่การศึกษา 1) ส่งเสริม และสนับสนุนให้โรงเรียนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีหลักคิดที่ถูกต้อง มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นพลเมืองดีของสังคม และพลเมืองโลกที่ดี 2) นิเทศ กำกับ ติดตามผลการดำเนินกิจกรรมของโรงเรียนในการสร้างให้ผู้เรียนมีหลักคิดที่ถูกต้อง มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นพลเมืองดีของสังคม และพลเมืองโลกที่ดี ระดับอำเภอ ส่งเสริม และนิเทศติดตาม ให้โรงเรียนในแต่ละอำเภอได้มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ที่ทำ ให้ผู้เรียนสามารถคิดแยกแยะผิดชอบชั่วดี ตามหลักธรรมคำสอนของศาสนาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของสังคมไทย


๒๑ ระดับโรงเรียน 1) จัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อมภายในสถานศึกษาให้สะท้อนถึงความดีความชั่ว และหลักธรรมคำ สอนของศาสนา 2) ใช้กระบวนการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem–based Learning : PBL) 3) จัดกิจกรรมหรือโครงการที่ให้ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต มัธยัสถ์ อดออม โอบ อ้อมอารี มีวินัย และรักษาศีลธรรม เช่น - โครงการโรงเรียนคุณธรรม - โครงการโรงเรียนสุจริต - โครงการโรงเรียนศีลห้า - โครงการ/กิจกรรมวันสำคัญของชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ - กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน / ลูกเสือ / เนตรนารี - โครงการ/กิจกรรมยุวชนจิตอาสา - โครงการ/กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม - โครงการโรงเรียนวิถีพุทธ - โครงการโรงเรียนสีขาว - โครงการ/กิจกรรม บ้าน วัด โรงเรียน - โครงการ/กิจกรรมการรณรงค์เพื่อสังคม ฯลฯ 3. สร้างพื้นฐานการมีงานทำ มีอาชีพ มุ่งสร้างพื้นฐานผู้เรียนให้ได้รับการฝึกฝนและอบรมด้านอาชีพในสถานศึกษา ปลูกฝังให้มีนิสัย รักในงานที่ทำ ทำงานเป็น มีความอดทนและพยายามจนสามารถทำงานนั้นบรรลุผลสำเร็จ ผู้เรียน สามารถนำความรู้ด้านอาชีพที่ได้จากการฝึกอบรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง จน สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ ระดับเขตพื้นที่การศึกษา 1) สร้างกลไกของระบบแนะแนวทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้อิงสมรรถนะและ เตรียมความพร้อมสู่การประกอบสัมมาอาชีพ 2) พัฒนารายวิชาที่ส่งเสริมการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ 3) ส่งเสริมสนับสนุนให้โรงเรียนจัดการเรียนรู้แก่ผู้เรียนตามความสนใจในทักษะอาชีพที่ตนเอง ถนัด เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศ 4) นิเทศ กำกับ ติดตามผลการดำเนินกิจกรรมในการส่งเสริมผู้เรียนด้านอาชีพของโรงเรียน ระดับอำเภอ 1) สร้างความรู้และความเข้าใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการจัดการเรียนรู้แก่ผู้เรียนตามความ สนใจ ในทักษะอาชีพที่ตนเองถนัด 2) มีส่วนร่วมในการนิเทศติดตามด้านการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้อิงสมรรถนะและ เตรียมความ พร้อมสู่การประกอบสัมมาอาชีพ ระดับโรงเรียน 1) มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนตามความสนใจในทักษะอาชีพที่ตนเองถนัด เช่น


๒๒ - โครงการ/กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ - โครงการ/กิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียง - โครงการประชารัฐ - โครงการบริษัทสร้างการดี (โรงเรียนสุจริต) - กิจกรรมชุมนุมสร้างพื้นฐานการมีงานทำ มีอาชีพ - โครงการ/กิจกรรมประกวดการทำอาหารไทย/ขนมไทย - โครงการ/กิจกรรมเปิดโลกอาชีพ - หลักสูตรเชื่อมโยงอาชีวศึกษา - โครงการ/กิจกรรมการขายของออนไลน์ - โครงการ/กิจกรรมการฝึกทักษะอาชีพครบวงจร - โครงการ 1 โรงเรียน 1 ผลิตภัณฑ์ - สหกรณ์โรงเรียน - โครงการ/กิจกรรม โคก หนอง นา ฯลฯ 2) จัดให้มีระบบแนะแนวทางการศึกษาเพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้อิงสมรรถนะและเตรียม ความ พร้อมสู่การประกอบสัมมาอาชีพ 3) จัดให้มีรายวิชาที่ส่งเสริมการศึกษาต่อและการ ประกอบอาชีพ 4. สร้างผู้เรียนเป็นพลเมืองดี มุ่งสร้างพื้นฐานผู้เรียนให้เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม ทำหน้าที่เป็น พลเมืองดี ด้วยความเต็มใจ มีจิตอาสาในการช่วยเหลือสังคม โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ระดับเขตพื้นที่การศึกษา 1) ส่งเสริม และสนับสนุนให้โรงเรียนจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาส ทำ หน้าที่เป็นพลเมืองดีของสังคม 2) นิเทศ กำกับ ติดตามผลการดำเนินงานของโรงเรียนในการสร้างให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองดีของ สังคม และประเทศชาติ ระดับอำเภอ ส่งเสริมและนิเทศติดตามโรงเรียนแต่ละอำเภอให้สร้างผู้เรียนเป็นพลเมืองดีของสังคมและ ประเทศชาติ ระดับโรงเรียน จัดกิจกรรมหรือโครงการที่ให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ และพลเมืองโลกที่ดี มีคุณธรรมมี ค่านิยมที่พึงประสงค์ มีคุณธรรมอัตลักษณ์ มีจิตสาธารณะ มีจิตอาสา รับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ เช่น - โครงการพัฒนายุวทูตความดีสู่วิถีพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 - โครงการโรงเรียนสุจริต - กิจกรรมสภานักเรียน - โครงการโรงเรียนสีขาว - โครงการ/กิจกรรมจิตอาสาพัฒนาโรงเรียน ฯลฯ - โครงการ/กิจกรรม ยุวชนจิตอาสา


๒๓ - กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน / ลูกเสือ / เนตรนารี/ บำเพ็ญประโยชน์ - โครงการ/กิจกรรมพัฒนาชุมชน - โครงการ/กิจกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม - โครงการ/กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเสียสละ เห็นประโยชน์ส่วนรวมป้องกันการทุจริตการ คอรัปชั่น - สารวัตรนักเรียน - ลูกเสือจราจร ฯลฯ เป้าหมายของการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง 1. สร้างทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง ระดับชั้นปฐมวัย : ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงถึงความเข้าใจต่อสถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบัน พระมหากษัตริย์ ปฏิบัติพฤติกรรมเหล่านี้ได้ด้วยตนเองหรือมีผู้ชี้แนะ ได้แก่ ยืน ตรงเคารพธงชาติ ร่วมกิจกรรม ในศาสนาที่ตนนับถือ ร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ แสดงความรักต่อบุคคลในครอบครัว ฯลฯ โดยผ่านการจัดประสบการณ์การ เรียนรู้อย่างมีความสุขและเหมาะสมกับวัย ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ แสดงออกถึงความรักชาติ ศรัทธาในศาสนาที่ตนนับถือ ไม่ดูหมิ่นศาสนาอื่น และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อ ปลูกฝังทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง ระดับชั้น ป.1 - ป.3 : ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงออกถึงการมีความรู้ความเข้าใจและมีเจตคติ ที่ดีต่อ ชาติบ้านเมือง มีความยึดมั่นในหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ มีความจงรักภักดีต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์ และมีความรักเอื้ออาทรต่อบุคคลในครอบครัว และชุมชนของตนเอง โดยผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ต่างๆ เช่น ยืนตรงเมื่อได้ยินเพลงชาติไทยและร้องเพลง ชาติบอกความสำคัญของชาติ ศาสนาและ พระมหากษัตริย์ได้ร่วมกิจกรรมในศาสนาที่ตนนับ ถือตามโอกาส ปฏิบัติตนตามหลักของศาสนาที่ตนนับถือตาม โอกาส ร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับ สถาบันพระมหากษัตริย์ เรียนรู้พระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ มีน้ำใจช่วยเหลือ บุคคลในครอบครัว มีความเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนร่วมชั้นเรียน เป็นต้น เพื่อปลูกฝังให้ผู้เรียนแสดง ความเคารพต่อสถาบันหลักของชาติไทยอย่างภาคภูมิใจ ระดับชั้น ป.4 - ป.6 : ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงออกถึงการความรู้ความเข้าใจและมีเจตคติที่ ดีต่อชาติ บ้านเมือง มีความยึดมั่นในหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ มีความจงรักภักดีต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์ และมีความรักเอื้ออาทรต่อบุคคลในครอบครัว และชุมชนของตนเอง โดยผ่านการจัดกิจกรรมหรือโครงการ ที่แสดงออกถึงความรักชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ร่วมร้องเพลงชาติและเพลงสรรเสริญ 9 บอกความหมายของเพลงชาติได้ถูกต้อง ร่วม กิจกรรมในศาสนาที่ตนนับถืออย่างสม่ำเสมอ ปฏิบัติตนตามหลัก ของศาสนาที่ตนนับถืออย่าง สม่ำเสมอ มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ แสดงความสำนึกใน พระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์มีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนร่วมชั้นเรียนและโรงเรียน เป็น แบบอย่างในการปฏิบัติตนตามทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีต่อ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์


๒๔ ระดับชั้น ม.1 - ม.3 : ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงออกถึงการความรู้ความเข้าใจและมีเจตคติที่ ดีอชาติ บ้านเมือง มีความยึดมั่นในหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ มีความจงรักภักดีต่อ สถาบันพระมหากษัตริย์และมีความรักเอื้ออาทรต่อบุคคลในครอบครัว และชุมชนของตนเอง โดยการจัดกิจกรรมหรือโครงการ ที่แสดงออกถึงการรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ สถาบันศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยผู้เรียนร่วมกันคิดและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เช่น ยืนตรง เคารพธงชาติ ร้องเพลงชาติอธิบายความหมายของเพลงชาติได้ถูกต้อง มีความภาคภูมิใจในการ เป็นชาติไทย มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมทางศาสนาที่โรงเรียนจัดขึ้นประพฤติตนตามหลักคำ สอนของศาสนาที่ตนนับถือ เป็นแบบอย่างศาสนิกชนที่ดีมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับ สถาบันพระมหากษัตริย์ตามที่โรงเรียนและชุมชนจัดขึ้น แสดงความชื่นชมต่อพระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์มีผลงานที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์มีน้ำใจช่วยเหลือ และเอื้อเฟื้อต่อสมาชิกในชุมชนและสังคม ปฏิบัติตาม ข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัว และโรงเรียน เป็นแบบอย่าง และสามารถ เสนอแนะ ในการปฏิบัติตนตามทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง เป็นต้น เพื่อแบบอย่างและ สามารถเสนอแนะในการปฏิบัติตนตามทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง 2. สร้างพื้นฐานที่มั่นคง มีคุณธรรม เป้าหมายของการสร้างพื้นฐานที่มั่นคง และมีคุณธรรม ระดับชั้นปฐมวัย : ผู้เรียนมีพฤติกรรมไม่นำของของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ทำตามข้อตกลงของ ชั้นเรียน พูดความจริงไม่โกหก รวมถึงช่วยดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระดับชั้น ป.1 - ป.3 : ผู้เรียนมีพฤติกรรมไม่นำของของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ไม่ลอกการบ้าน ทำตามข้อตกลงของชั้นเรียน ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย พูดความจริงไม่โกหก ไม่ทำลาย สิ่งของส่วนรวม การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ตลอดจนช่วยดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระดับชั้น ป.4 - ป.6 : ผู้เรียนมีพฤติกรรมไม่นำของของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง พูดความจริงไม่ โกหก ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ช่วยดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเป็น แบบอย่างในการปฏิบัติตน มีพื้นฐานที่มั่นคง ระดับชั้น ม.1 - ม.3 : ผู้เรียนมีพฤติกรรมไม่นำของของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ไม่ทุจริตการ สอบพูดความจริงไม่โกหก ปฏิบัติตามกฎระเบียบของโรงเรียน ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ใช้เวลาว่าง ให้เกิดประโยชน์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอบายมุข ไม่มีพฤติกรรมเชิงชู้สาว ไม่มี พฤติกรรมทะเลาะวิวาท ช่วยดูแลรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น ตลอดจนแนะนำผู้อื่นในการปฏิบัติตน ให้มีพื้นฐานที่มั่นคง มีคุณธรรม 3. สร้างพื้นฐานการมีงานทำ มีอาชีพ เป้าหมายของการสร้างพื้นฐานมีงานทำ มีอาชีพ ระดับชั้นปฐมวัย : ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงถึงการมีนิสัยรักการทำงาน และทำงานจนสำเร็จ โดยการ ทำงานที่ครูมอบหมายให้อย่างมีความสุข และตั้งใจทำงานจนสำเร็จ


๒๕ ระดับชั้น ป.1 - ป.3 : ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงถึงการมีความขยัน อดทน และทำงานจนสำเร็จ โดยการทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมีความสุข มีความกระตือรือร้นในการทำงาน รวมทั้งตั้งใจ และพยายามทำงานจนสำเร็จ ระดับชั้น ป.4 - ป.6 : ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงถึงการรักการทำงาน ขยัน อดทน ทำงานจน สำเร็จ ทำงานเป็น และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยการทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างมี ความสุข มีความกระตือรือร้นในการทำงาน มีความตั้งใจและพยายามทำงานจนสำเร็จ ทำงาน อย่างเป็นขั้นตอน นำความรู้เรื่องการทำงานไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นแบบอย่างที่ดี ของเพื่อนในการทำงาน ระดับชั้น ม.1 - ม.3 : ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงถึงการรักการทำงาน ขยัน อดทน ทำงานจน สำเร็จ ทำงานเป็น และมีพื้นฐานการทำอาชีพ โดยการตั้งใจและพยายามทำงานที่ได้รับมอบหมาย จนสำเร็จแก้ปัญหา และอุปสรรคการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย วางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ นำความรู้เรื่องการทำงาน ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ปฏิบัติงานอาชีพที่ตนสนใจได้และ แนะนำเพื่อนเกี่ยวกับพื้นฐาน การทำอาชีพได้ 4. สร้างผู้เรียนเป็นพลเมืองดี เป้าหมายของการสร้างผู้เรียนเป็นพลเมืองดี ระดับชั้นปฐมวัย : ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงถึงความรับผิดชอบต่องานของตนเองและหน้าที่ที่ ได้รับมอบหมาย ช่วยเหลือเพื่อนและครูตามโอกาส ระดับชั้น ป.1 - ป.3 : ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงถึงความรับผิดชอบต่องานของตนเองและ ส่วนรวมช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ภายในห้องเรียน ระดับชั้น ป.4 - ป.6 : ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงถึงความรับผิดชอบต่องานของตนเองและ ส่วนรวมช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ภายในโรงเรียน อาสา ทำประโยชน์ เพื่อส่วนรวม และเป็นแบบอย่างในการเป็นพลเมืองดี ระดับชั้น ม.1 - ม.3 : ผู้เรียนมีพฤติกรรมแสดงถึงความรับผิดชอบต่องานของตนเองและ ส่วนรวมช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ภายในโรงเรียน ยึดถือ ประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง มีความรับผิดชอบต่อชุมชน ตลอดจนสามารถแนะนำการ ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีต่อสังคม ข้อคิดจากวิชา การน้อมนำศาสตร์พระราชาและพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวง รัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ จากความรู้ของวิชา การน้อมนำศาสตร์พระราชาและพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวง รัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติครูต้องมุ่งสร้างพื้นฐานให้แก่ผู้เรียน 4 ด้าน ได้แก่ 1. มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อบ้านเมือง 2. มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง 3. มีงานทำ มีอาชีพ 4. เป็นพลเมืองดี เพื่อให้นักเรียนสามารถดำรงชีวิต และเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ เป็นคนดีของ สังคมและที่สำคัญสามารถมีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง มีงานทำ มีอาชีพสุจริต และเป็นพลเมืองดีของชาติ ต่อไป


๒๖ วันที่ 21 ตุลาคม 2566 เวลา หัวข้อการอบรม วิทยากร 09.00 – 10.00 น. การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และ Thailand 4.0 นายพรชัย จันทะสาร 10.00 – 11.00 น. การบริหารจัดการชั้นเรียนและการวิจัยในชั้น เรียน นางประไพ ขว้างไชย 11.00 – 12.00 น. การสร้างความสำพันธ์และความร่วมมือกับ ชุมชนเพื่อการเรียนรู้ และการทำงานเป็นทีม นายอร่าม แปงสนิท 13.00 – 14.00 น. ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน นายประชา ไชยศรี 14.00 – 15.00 น. การบริการที่ดี นายชยพล ศรีประดิษฐ์ 15.00 – 16.00 น. ภาษาอังกฤษกับความเป็นครู นางสุวิดา เนาว์แสง หัวข้อที่ 6 การเรียนรู ้ในศตวรรษที่ 21 และ Thailand 4.0 โดย นายพรชัย จันทะสาร ความหมายของการสอนแบบ Active Learning การเรียนการสอนแบบ Active Learning เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม และมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบ เช่น การวิเคราะห์ การ สังเคราะห์ การระดมสมอง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการทำกรณีศึกษา เป็นต้น โดยกิจกรรม ที่นำมาใช้ควรช่วยพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การสื่อสาร/นำเสนอ และ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างเหมาะสมบทบาทของผู้เรียนนอกจากการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนและผู้เรียนกับผู้เรียนด้วยกันด้วย ผู้สอนควรลด บทบาทในการถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียนในลักษณะการบรรยายลง และเพิ่มบทบาทในการกระตุ้นให้ ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นที่จะทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมใน การเรียนรู้ ลักษณะของกำรเรียนแบบ Active Learning 1. เป็นการพัฒนาศักยภาพการคิดการแก้ปัญหาและการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการจัดระบบการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้โดยมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันใน รูปแบบของความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน 3. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด 4. เป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนบูรณาการข้อมูลข่าวสารสารสนเทศสู่ทักษะการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ และประเมินค่า 5. ผู้เรียนได้เรียนรู้ความมีวินัยในการทำงานร่วมกับผู้อื่น 6. ความรู้เกิดจากประสบการณ์และการสรุปของผู้เรียน 7. ผู้สอนเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง บทบาทของครูผู้สอน


๒๗ 1. ให้ความสำคัญกับผู้เรียนเป็นหลักในการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมต้องสะท้อนความต้องการใน การพัฒนาผู้เรียนและเน้นการนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงของผู้เรียน 2. วางแผนเกี่ยวกับเวลาในจัดการเรียนการสอนอย่างชัดเจน ทั้งในส่วนของเนื้อหา และกิจกรรม 3. สร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วม การอภิปราย และการเจรจาโต้ตอบ ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้สอนและเพื่อนในชั้นเรียน 4. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เกิดความเลื่อนไหล มีชีวิตชีวา ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน ทุกกิจกรรมรวมทั้งกระตุ้นให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ 5. จัดสภาพการเรียนรู้แบบร่วมแรงร่วมใจ ส่งเสริมให้เกิดการร่วมมือในกลุ่มผู้เรียน 6. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ท้าทาย และให้โอกาสผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ที่ หลากหลาย 7. ครูผู้สอนต้องใจกว้าง ยอมรับความสามารถในการแสดงออก และความคิดเห็นเของผู้เรียน แผนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning แล้วนำ 8 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย 1. ผู้เรียนสามารถเข้าถึงสิ่งที่เรียนและเข้าใจบทเรียน 2. ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ หรือประสบการณ์เดิมกับการเรียนรู้ใหม่ 3. ผู้เรียนได้สร้างความรู้เอง หรือได้สร้างประสบการณ์ใหม่จากการเรียนรู้ 4. ผู้เรียนได้รับการกระตุ้นและเกิดแรงจูงใจในการเรียนรู้ 5. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะความเชี่ยวชาญจากการเรียนรู้ 6. ผู้เรียนได้รับข้อมูลสะท้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ 7. ผู้เรียนได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ในบรรยากาศชั้นเรียนที่เหมาะสม 8. ผู้เรียนสามารถกำกับการเรียนรู้และมีการเรียนรู้แบบนำตนเอง และองค์ประกอบย่อยมาจัด แผนการเรียนรู้ รูปแบบการสอน Active Learning ที่ดีต้องอาศัย 4 องค์ประกอบ ดังนี้ 1. Thinking Based Learning การสร้างองค์ความรู้โดยอาศัยการคิด วิเคราะห์ การประเมิน เพื่อ สามารถสร้างสรรค์เป็นความรู้ของตัวเองได้ 2. Learning by Doing การสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตัวเองผ่านการคิด และลงมือทำ 3. Cooperative Learning การสร้างองค์ความรู้ผ่านการลงมือทำร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันกับ ผู้อื่น 4. Inquiry Based Learning ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ และใช้ความคิดของตนเองอย่างเต็มที่ (Active Learning) กระตุ้นให้ผู้เรียนเป็นคนคิดด้วยวิธีการ ดังนี้ - ตั้งคำถาม กำหนดปัญหา และกำหนดสถานการณ์ - ค้นคว้า และค้นหา - เชื่อมโยงความรู้ที่ได้จากกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ตัวอย่าง 5 รูปแบบการสอน Active Learning 1. รูปแบบการสอนที่ 1: 5E (Engage – Explore – Explain – Extend –Evaluate ) 2. รูปแบบการสอนที่ 2 Phenomenon Based Learning : PheBL การจัดการเรียนรู้โดยใช้ ปรากฎการณ์เป็นฐาน


๒๘ 3. รูปแบบการสอนที่ 3 : การใช้กรณีศึกษา (Case Study Method) 4. รูปแบบการสอนที่ 4 : Project Based Learning: PrBL (การจัดการเรียนรู้โดยใช้โครงงาน เป็นฐาน ) 5. รูปแบบการสอนที่ 5 : การจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning : PBL) ข้อคิดจากวิชา การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และ Thailand 4.0 จากความรู้ของวิชา การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และ Thailand 4.0 ครูต้องจัดการเรียนรู้แบบ การสอนแบบ Active Learning เพื่อเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ ผ่านการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบ เช่น การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การระดมสมอง การ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการท ากรณีศึกษา เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมี ปะสิทธิภาพ


๒๙ หัวข้อที่ 7 การบรหิารจัดการชั้นเรยีนและการวิจัยในชั้นเรยีน โดย นางประไพ ขว้างไชย ความหมายของการบริหารจัดการชั้นเรียน การจัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน เพื่อสนับสนุนให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างมี ความสุข การจัดสภาพแวดล้อมจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. ความสะอาด ความปลอดภัย 2. ความมีอิสระอย่างมีขอบเขตในการเล่น 3. ความสะดวกในการทำกิจกรรม 4. ความพร้อมของอาคารสถานที่ เช่น ห้องเรียน ห้องน้ำห้องส้วม สนามเด็กเล่น ฯลฯ 5. ความเพียงพอเหมาะสมในเรื่องขนาด น้ำหนัก จำนวน สีของสื่อและเครื่องเล่น 6. บรรยากาศในการเรียนรู้ การจัดที่เล่นและมุมประสบการณ์ต่างๆ การจัดการชั้นเรียนจึงมีความหมายกว้าง นับตั้งแต่การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพในห้องเรียน การจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของนักเรียน การสร้างวินัยในชั้นเรียนตลอดจนการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนของครู และการพัฒนาทักษะการสอนของครูให้สามารถกระตุ้นพร้อมทั้งสร้าง แรงจูงใจในการเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสำคัญของการบริหารจัดการชั้นเรียน 1. ช่วยส่งเสริมให้การเรียนการสอนดำเนินไปอย่างราบรื่น เช่น ห้องเรียนที่ไม่คับแคบจนเกินไป ทำให้นักเรียนเกิดความคล่องตัวในการทำกิจกรรม 2. ช่วยสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ดีงามและความมีระเบียบวินัยให้แก่ผู้เรียน เช่น ห้องเรียนที่ สะอาด ที่จัดโต๊ะเก้าอี้ไว้อย่างเป็นระเบียบ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน นักเรียนจะซึมซับสิ่ง เหล่านี้ไว้โดยไม่รู้ตัว 3. ช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้เรียน เช่น มีแสงสว่างที่เหมาะสม มีที่นั่งไม่ใกล้กระดานดำมาก เกินไป มีขนาดโต๊ะและเก้าอี้ที่เหมาะสมกับวัย รูปร่างของนักเรียน ฯลฯ 4. ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างความสนใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น เช่น การจัดมุมวิชาการการ จัดป้ายนิเทศ การตกแต่งห้องเรียนด้วยผลงานของนักเรียน 5. ช่วยส่งเสริมการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม เช่น การฝึกให้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน การฝึกให้มี อัธยาศัยไมตรีในการอยู่ร่วมกัน ฯลฯ 6. ช่วยสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนและการมาโรงเรียน เพราะในชั้นเรียนมีครูที่เข้าใจนักเรียน ให้ ความเมตตาเอื้ออารีต่อนักเรียน และนักเรียนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เป้าหมายของการบริหารจัดการชั้นเรียน ช่วยให้นักเรียนพัฒนาในการควบคุมตนเองเพื่อให้มีชีวิตและทำงานร่วมกับผู้อื่นในสังคมอย่างมี ความสุข การจัดการชั้นเรียนเพื่อส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ บรรยากาศในชั้นเรียนที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการสอนจัดแบ่งได้6 ลักษณะ สรุปได้ดังนี้


๓๐ 1. บรรยากาศที่ท้าทาย (Challenge) เป็นบรรยากาศที่ครูกระตุ้นให้กำลังใจนักเรียนเพื่อให้ ประสบผลสำเร็จในการทำงาน นักเรียนจะเกิดความเชื่อมั่นในตนเองและพยายามทำงานให้ สำเร็จ 2. บรรยากาศที่มีอิสระ (Freedom) เป็นบรรยากาศที่นักเรียนมีโอกาสได้คิดได้ตัดสินใจเลือกสิ่ง ที่มีความหมายและมีคุณค่า รวมถึงโอกาสที่จะทำผิดด้วย โดยปราศจากความกลัวและวิตก กังวล บรรยากาศเช่นนี้จะส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้เรียนจะปฏิบัติกิจกรรมด้วยความตั้งใจโดยไม่ รู้สึกตึงเครียด 3. บรรยากาศที่มีการยอมรับนับถือ (Respect) เป็นบรรยากาศที่ครูรู้สึกว่านักเรียนเป็นบุคคล สำคัญ มีคุณค่า และสามารถเรียนได้ อันส่งผลให้นักเรียนเกิดความเชื่อมั่นในตนเองและเกิด ความยอมรับนับถือตนเอง 4. บรรยากาศที่มีความอบอุ่น (Warmth) เป็นบรรยากาศทางด้านจิตใจ ซึ่งมีผลต่อความสำเร็จ ในการเรียน การที่ครูมีความเข้าใจนักเรียน เป็นมิตร ยอมรับให้ความช่วยเหลือ จะทำให้ นักเรียนเกิดความอบอุ่น สบายใจ รักครู รักโรงเรียน และรักการมาเรียน 5. บรรยากาศแห่งการควบคุม (Control) การควบคุมในที่นี้ หมายถึง การฝึกให้นักเรียนมี ระเบียบวินัย มิใช่การควบคุม ไม่ให้มีอิสระ ครูต้องมีเทคนิคในการปกครองชั้นเรียนและฝึกให้ นักเรียนรู้จักใช้สิทธิหน้าที่ของตนเองอย่างมีขอบเขต 6. บรรยากาศแห่งความสำเร็จ (Success) เป็นบรรยากาศที่ผู้เรียนเกิดความรู้สึกประสบ ความสำเร็จในงานที่ทำ ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น ผู้สอนจึงควรพูดถึงสิ่งที่ ผู้เรียนประสบความสำเร็จให้มากกว่าการพูดถึงความล้มเหลว เพราะการที่คนเราคำนึงถึงแต่ สิ่งที่ล้มเหลว จะมีผลทำให้ความคาดหวังต่ำ ซึ่งไม่ส่งเสริมให้การเรียนรู้ดีขึ้นประเภทของ บรรยากาศในชั้นเรียน สามารถแบ่งประเภทของบรรยากาศในชั้นเรียนได้ ประเภทของบรรยากาศในชั้นเรียน แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1.บรรยากาศทางกายภาพ (Physical Atmosphere) การจัดสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ภายในห้องเรียนให้เป็นระเบียบเรียบร้อย น่าดู มีความ สะอาด มีเครื่องใช้และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จะส่งเสริมให้การเรียนของนักเรียน สะดวกขึ้น เช่น ห้องเรียนมีขนาดเหมาะสม แสงเข้าถูกทาง และมีแสงสว่างเพียงพอ กระดาน ดำมีขนาดเหมาะสม โต๊ะเก้าอี้มีขนาดเหมาะสมกับวัยนักเรียน เป็นต้น 2. บรรยากาศทางจิตวิทยา (Psychological Atmosphere) บรรยากาศทางด้านจิตใจที่นักเรียนรู้สึกสบายใจมีความอบอุ่น มีความเป็นกันเอง มี ความสัมพันธ์อันดีต่อกัน และมีความรักความศรัทธาต่อผู้สอนตลอดจนมีอิสระในความกล้า แสดงออกอย่างมีระเบียบวินัยในชั้นเรียน การจัดบรรยากาศทางด้านจิตวิทยาหรือทางด้านจิตใจ จะช่วยสร้างความรู้สึกให้นักเรียน เกิดความสบายใจในการเรียน ปราศจากความกลัวและวิตกกังวล มีบรรยากาศของการ สร้างสรรค์เร้าความสนใจ ให้นักเรียนร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยความสุข นักเรียนจะ เกิดความรู้เช่นนี้ ขึ้นอยู่กับ “ ครู” เป็นสำคัญ ในข้อเหล่านี้ 1. บุคลิกภาพของครู


๓๑ 2. พฤติกรรมการสอน 3. เทคนิคการปกครองชั้นเรียน 4. ปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียน การวิจัยในชั้นเรียนหรือข้อค้นพบในชั้นเรียน ความหมายของการวิจัยในชั้นเรียน เป็นการค้นคว้าหาคำตอบอย่างเป็นระบบมีแบบแผน มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนอาศัยระเบียบ วิธีการทางวิทยาศาสตร์จนเป็นนักวิจัยแยกออกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่ 1 นักวิจัยทางการศึกษา เป็นการวิจัยที่ละเอียด 5 บท ที่ใช้ศึกษาในระดับปริญญา เอก ปริญญาโทมีการจัดอบรมกันทั่วไป 4 วัน 5 วัน ใช้สถิติระดับสูงที่ยากต่อการนำมาใช้ในการ ทำงานวิจัยในชั้นเรียนของครู ลักษณะที่ 2 ครูนักวิจัย เป็นการวิจัยที่ทำควบคู่ไปกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนครูตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จะต้องสอนและวิจัยไปด้วย แต่การวิจัยในชั้นเรียนเป็นการ วิจัยที่ครูผู้สอนศึกษาค้นคว้าเพื่อ แก้ปัญหาการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนที่ตนเองรับผิดชอบ ควรมีลักษณะดังนี้ 1. ครูคนเดียวแก้ปัญหา 2. ครูหลายคนร่วมกันแก้ปัญหา 3. ครูทั้งโรงเรียนร่วมกันแก้ปัญหา ขั้นตอนการวิจัยในชั้นเรียนครูแบบง่ายสำหรับครู เมื่อพบปัญหาหรือเมื่อมีจุดที่จะพัฒนาผู้เรียน ควรดำเนินการดังนี้ 1. กำหนดจุดประสงค์ให้ชัดเจน 2. ออกแบบการสอน 3. ปฏิบัติการสอน 4. บันทึกผลการสอน 5. รายงานผลการสอน ข้อคิดจากวิชา การบริหารจัดการชั้นเรียนและการวิจัยในชั้นเรียน จากความรู้ของวิชา การบริหารจัดการชั้นเรียนและการวิจัยในชั้นเรียน ครูต้องบริหารจัดการชั้น เรียนทั้งบรรยากาศทางกายภาพ (Physical Atmosphere) และบรรยากาศทางจิตวิทยา (Psychological Atmosphere) ร่วมถึงมีการวิจัยในชั้นเรียนร่วมด้วยเพื่อให้การจัดการเรียนรู้มี ประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียนอย่างมากที่สุดเช่นกัน


๓๒ หัวข้อที่ 8 การสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนเพื่อการ เรียนรู้ และการท างานเป็นทีม โดย นายอร่าม แปงสนิท ความหมายของงานสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน กระบวนการที่ผู้บริหารโรงเรียน คณะครู และบุคลากรใช้ในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจอันดีต่อ ผู้ปกครองและชุมชนเพื่อให้มีความสัมพันธ์อันดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน จะได้ร่วมมือและสนับสนุน ในด้านต่าง ๆ เช่น การเงิน แรงงาน ทรัพยากรต่าง ๆ จากชุมชน และชุมชนก็จะได้รับความร่วมมือกับ โรงเรียนในด้านต่าง ๆ เช่นกัน เป็นการร่วมมือช่วยเหลือ ประสานงานร่วมกัน โดยมุ่งสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อโรงเรียนและชุมชน แนวทางการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 1. ดำเนินงานด้วยความบริสุทธิ์ จริงใจและตรงไปตรงมา 2. การติดต่อกับชุมชน ต้องมุ่งให้เกิดเจตคติที่ดี 3. ดำเนินการต่อเนื่อง ตลอดระยะเวลาทั้งในและนอกโรงเรียน 4. สร้างความเข้าใจอันดีงามให้เกิดขึ้นทั่วไป ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่ม 5. รับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนในชุมชน 6. ใช้วิธีการดำเนินงานง่าย ๆ และเป็นกันเองกับประชาชน 7. ใช้วิธีการดำเนินการให้หลากหลายที่เหมาะสมกับสภาพแต่ละชุมชน 8. ให้เกียรติ และยกย่องชุมชนที่ให้ความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน 9. ปรับปรุงการประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพ 10. ให้หลักมนุษย์สัมพันธ์ โดยการให้ประชาชนได้มีบทบาทมากที่สุด การสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนเพื่อการเรียนรู้ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน และในการจัดการการศึกษา ผู้บริหารควรให้ ความสำคัญในเรื่องนี้ ต้องมีเจตคติที่ดีเข้าใจชุมชน ยอมรับตนเองและเข้าไปมีส่วนร่วมในชุมชนอย่าง เต็มที่ โดยการดำเนินงานของทุกฝ่ายในโรงเรียนและบุคลากรในโรงเรียนจะต้องได้รับการพัฒนา บทบาทอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้งานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับ ชุมชน และในแต่ละด้านไม่ว่าจะเป็นการบริการชุมชน ด้านการได้รับการสนับสนุนจากชุมชน ด้านการ เสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่น ด้านงานเกี่ยวกับกรรมการสถานศึกษา ด้านการ จัดตั้งกลุ่มชุมชน สมาคม มูลนิธิ และด้านการประชาสัมพันธ์การดำเนินงาน จะต้องมุ่งเน้นพัฒนาใน ทุก ๆ ด้าน เพื่อให้การดำเนินงานของโรงเรียนและชุมชนเป็นหนึ่งเดียวกัน จะช่วยสร้างความสามัคคีที่ ดีต่อโรงเรียนและชุมชน หลักการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 1. ผู้บริหาร ครู และบุคลากรในสถานศึกษา ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับชุมชนที่ที่ตั้งอยู่ โดยทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนคือ ทำด้วยความจริงใจ เต็มใจ ใช้จิตอาสามากว่าการบังคับบัญชา


๓๓ 2. นำโรงเรียนออกสู่ชุมชน เช่น การเข้าร่วมกิจกรรม ประเพณีของชุมชน นำครูและนักเรียนเข้า ร่วมกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชน เป็นต้น 3. การนำชุมชนเข้าสู่โรงเรียน เช่น การสร้างหลักสูตรสถานศึกษาร่วมกันให้สอคคล้องกับบริบท ของชุมชน และสนองความต้องการของชุมชนร่วมกัน การขอความร่วมมือ ช่วยเหลือ สนับสนุน การดำเนินงานของโรงเรียน จัดตั้งสมาคมศิษย์เก่า ก็สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ 4. การดำเนินงานหรือจัดกิจกรรมระหว่างโรงเรียนกับชุมชนต้องมีความสร้างสรรค์และก่อให้เกิด ประโยชน์ต่อทั้งสององค์กร 5. โรงเรียน และชุมชน ต้องมีเป้าหมาย ทัศนคติ ค่านิยม ไปแนวทางเดียวกัน เพื่อก่อให้เกิดความ ร่วมมือร่วมใจ เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างชุมชน 6. การประชาสัมพันธ์คือโรงเรียนควรมีการประชาสัมพันธ์ให้ชุมชน รับรู้ข่าวสารภายในโรงเรียน เพื่อให้ทราบข้อมูลการกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน 7. การจัดกิจกรรมวันเยี่ยมผู้ปกครองที่บ้านหรือเยี่ยมบ้านนักเรียน ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในระบบ ดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยกิจกรรมดังกล่าวช่วยให้โรงเรียนและชุมชนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ได้อีกทางหนึ่ง 8. โรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมแหล่งเรียนรู้วิทยาการต่าง ๆ ให้แก่เยาวชนและประชาชน 9. โรงเรียนร่วมกันคัดสรรและปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและคุณภาพการศึกษาให้กับสมาชิกของ ชุมชน 10. ดำเนินงานร่วมกันในการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาและ ชุมชน 11. ร่วมกันสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและแก้ปัญหาความขัดแย้งพร้อมทั้งสร้างความสามัคคีของ โรงเรียนและชุมชน 12. การดำเนินงานร่วมกัน เพื่อสร้างมาตรฐานคุณภาพการศึกษา คุณภาพชีวิต วัฒนธรรมและ ขนบธรรมเนียม ประเพณี สิ่งแวดล้อมและพลังธรรมชาติ 13. โรงเรียนยอมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากคนในชุมชน ข้อเสนอกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ดังนี้ 1. จัดประชุมคณะกรรมการสถานศึกษา สมคมศิษย์เก่าและผู้ปกครอง เพื่อให้หน่วยงานภายนอก ชุมขนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการบริหารสถานศึกษา การประชุมมีทั้งในและนอก สถานที่ 2. จัดงานกีฬาชุมชนสัมพันธ์ แข่งขันกีฬานักเรียนและชุมชน 3. นำโรงเรียนออกสู่ชุมชน ร่วมกิจกรรมประเพณีของชุมชนและท้องถิ่น นำนักเรียนออกแสดง กิจกรรมและประเพณีท้องถิ่น 4. โรงเรียนร่วมงานขาวดำ (งานศพ)ในหมู่บ้าน และเขตบริการของโรงเรียน มีผู้บริหาร และ ตัวแทนคณะครูร่วมงาน และมีพวงหรีดร่วมงาน 5. มีแผนงานจัดทำโครงการทัศนศึกษาดูงานของคณะครู คณะกรรมการสถานศึกษาและ ผู้ปกครองนักเรียนร่วมกัน


๓๔ 6. การจัดนิทรรศการของวันวิชาการของโรงเรียน โดยเชิญผู้ปกครองและชุมชน เข้าร่วมชมผลงาน ของโรงเรียนและนักเรียน 7. โรงเรียนเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มาใช้บริการอาคารสถานที่และอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโรงเรียนใน การจัดกิจกรรมงานต่าง ๆ ของชุมชน 8. กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ โดยเชิญผู้ปกครองนักเรียนและชุมชน มาร่วมงานและมอบของรางวัล ให้แก่เด็กนักเรียน 9. กิจกรรมงานประชาสัมพันธ์ของโรงเรียน กิจกรรมดีเจน้อย ประชาสัมพันธ์เสียงตามสายของ หมู่บ้าน เพื่อเสนอเกร็ดความรู้ เรื่องการสื่อสาร ข่าวสารของโรงเรียนให้ชุมชนได้รับรู้ 10. จัดพิธีรับประกาศนียบัตรสำหรับนักเรียนปีสุดท้ายของโรงเรียน และพิธีมอบประกาศนียบัตร ของนักเรียนจบชั้นอนุบาล “บัณฑิตน้อย” เชิญผู้ปกครองเข้าร่วมแสดงความยินดี 11. กิจกรรมเข้าค่ายพักแรมลูกเสือ เนตรนารี ควรมีพักแรมค้างคืน 1 คืน สถานที่พัก ณ โรงเรียน ที่ตั้งของโรงเรียน มีกิจกรรมแสดงเล่นรอบกองไฟ เชิญผู้ปกครองและผู้นำชุมชน ท้องถิ่นและ ชุมชนมาร่วมกิจกรรม 12. กิจกรรมโครงการเยี่ยมบ้านนักเรียน โดยครูประจำชั้นทุกชั้น เยี่ยมบ้านพบปะผู้ปกครอง ดู สภาพความเป็นอยู่ของนักเรียน และปัญหาของแต่ละคน เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขตามระบบ ดูแลช่วยเหลือนักเรียน ข้อคิดจากวิชา การสร้างความสำพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนเพื่อการเรียนรู้ และการทำงาน เป็นทีม จากความรู้ของวิชา การสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนเพื่อการเรียนรู้ และการ ทำงานเป็นทีม ครูต้องมีการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนเพื่อการเรียนรู้ และการ ทำงานเป็นทีม ดังคำกล่าวที่ว่า บ้าน วัดและโรงเรียนเป็นสถาบันเบื้องต้นของชุมชนและสังคมซึ่งมัก นิยมเรียกรวมกันตามอักษรย่อ “บวร” หากสถาบันทั้งสามมีความแข็งแกร่ง ชุมชนและสังคมย่อมมี ความแข็งแกร่งด้วย นักการศึกษามองกันว่า ในการให้การศึกษาแก่เยาวชน หากทั้งสามสถาบันร่วมมือ กันอย่างใกล้ชิด งานจะมีประสิทธิผลสูงสมกับอักษรย่อ “บวร” ซึ่งหมายความว่า “ประเสริฐ”


๓๕ หัวข้อที่ 9 ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดย นายประชา ไชยศรี ความหมายของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน กระบวนการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ มีขั้นตอน มีครูที่ปรึกษาเป็น บุคลากรหลักในการดำเนินงานโดยการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและนอก สถานศึกษา อันได้แก่คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้บริหารและ ครูทุกคน มีวิธีการ และเครื่องมือที่ชัดเจน มีมาตรฐานคุณภาพและมีหลักฐานการทำงานที่ตรวจสอบได้ วัตถุประสงค์ของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 1. เพื่อให้การดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ 2. เพื่อให้โรงเรียน กรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน องค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการ ทำงานร่วมกันโดยผ่านกระบวนการทำงานที่ชัดเจน มีร่องรอยหลักฐานการปฏิบัติงานสามารถ ตรวจสอบและ ประเมินผลได้ ประโยชน์และคุณค่าของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 1. นักเรียนได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างทั่วถึงและตรงตามสภาพปัญหา 2. สัมพันธภาพระหว่างครูกับนักเรียนเป็นไปด้วยดีและอบอุ่น 3. นักเรียนรู้จักตนเอง ควบคุมตนเองได้มีการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ซึ่งจะเป็น รากฐาน ในการพัฒนาความเก่ง (IQ) คุณธรรมจริยธรรม (MQ) และความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ อุปสรรค (AQ) 4. นักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข และได้รับการส่งเสริมพัฒนาเต็มตามศักยภาพอย่างรอบด้าน 5. ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพนักเรียนอย่างเข้มแข็งจริงจัง ด้วยความเสียสละเอา ใจใส กระบวนการและขั้นตอนของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 2. การคัดกรองนักเรียน แบ่งนักเรียนเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ 2.1 กลุ่มปกติ คือ โรงเรียนควรได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันและการส่งเสริมพัฒนา 2.2 กลุ่มเสี่ยง คือ โรงเรียนต้องให้การป้องกันและแก้ไขตามกรณี 2.3 กลุ่มมีปัญหา คือ โรงเรียนต้องช่วยเหลือและแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน 2.4 กลุ่มพิเศษ คือ โรงเรียนต้องให้การส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาศักยภาพความสามารถ พิเศษนั้น จนถึงขั้นสูงสุด 3. การป้องกันและแก้ไขปัญหา 4. การพัฒนาและส่งเสริมนักเรียน 5. การส่งต่อ


๓๖ บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการในระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 1. คณะกรรมการอำนวยการ (ทีมนำ) ประกอบด้วย 1.1 ผู้อำนวยการสถานศึกษา1.2 คณะกรรมการสถานศึกษา (จำนวน 2 คน) 1.3 เครือข่ายผู้ปกครอง จำนวน 2 คน) 1.4 ผู้แทนจากเทศบาล (จำนวน 3 คน) 1.5 ผู้แทนฝ่ายปกครอง ผู้ใหญ่บ้าน,กำนัน (จำนวน 2 คน) 1.6 ผู้แทนทางศาสนา (จำนวน 1 คน) 1.7 ผู้แทนสภาองค์กรชุมชน (จำนวน 2 คน) 1.8 ผู้แทนครู (จำนวน 3 คน) 1.9 ผู้แทนตำรวจ (จำนวน 1 คน) 1.10 ผู้แทนสภานักเรียน (จำนวน 2 คน) มีบทบาทหน้าที่ ดังต่อไปนี้ 1) ส่งเสริมและสนับสนุน การขับเคลื่อนและผดุงรักษา ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2) สร้างขวัญกำลังใจ และพัฒนาบุคลากร 3) เป็นผู้นำในการผนึกผสาน บูรณาการภารกิจ โดยรวมของสถานศึกษา 4) ประสานสัมพันธ์และสร้างความเข้มแข็งให้ทีมประสาน (ทีมทำ) และเครือข่ายการ ดำเนินงานจากทุกภาคส่วนที่ 5) นิเทศ กำกับติดตามและประเมินผล บทบาทของครูที่ปรึกษา/ครูประจำชั้น 1) ดำเนินการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามแนวทางที่กำหนด ดังนี้ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยการรวบรวมข้อมูลผู้เรียนเป็นรายบุคคล จัดทำข้อมูลให้เป็นระบบ และเป็นปัจจุบัน การคัด กรองนักเรียน วิเคราะห์ข้อมูลจำแนกจัดกลุ่มผู้เรียน เช่น กลุ่มเด็กมีความสามารถพิเศษ กลุ่ม ปกติ กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มมีปัญหาต้องการการช่วยเหลือโดยเร่งด่วนการส่งเสริมและพัฒนา นักเรียน โดยจัดกิจกรรม โครงการ โครงงาน ส่งเสริมพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รักและเห็น คุณค่าในตนเองมีทักษะในการดำรงชีวิต การป้องกันและแก้ไขปัญหาดูแลช่วยเหลือให้ คำปรึกษากรณีปัญหาที่ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อนทั้งรายบุคคล และเป็นกลุ่ม การส่งต่อนักเรียน กรณีมี ปัญหาของนักเรียนซับซ้อน ให้ส่งต่อไปยังครูแนะแนว ฝ่ายปกครองหรือผู้มีทักษะความสามารถ ตรงกับลักษณะปัญหา 2) พัฒนาตนเองด้านองค์ความรู้ทางจิตวิทยาการแนะแนวและการให้คำปรึกษา 3) ร่วมประชุมกลุ่มปรึกษาปัญหารายกรณี 4) บันทึกหลักฐานการปฏิบัติงานและประเมินผล รายงานส่งต่อหัวหน้าระดับ


๓๗ บทบาทของครูแนะแนว 1) นิเทศ (Supervising) สนับสนุนและเป็นแกนหลักแก่ครูที่ปรึกษาและผู้เกี่ยวข้องทุกคนใน การ ให้ความรู้ เทคนิค วิธีการ และกระบวนการตามหลักจิตวิทยาและการแนะแนวเพื่อใช้ในการ ดูแลช่วยเหลือ นักเรียนในประเด็นสำคัญต่อไปนี้เทคนิค วิธีการ และเครื่องมือ เพื่อการรู้จัก และเข้าใจผู้เรียน รวมทั้งการคัดกรองจัดกลุ่มผู้เรียน การให้ คำปรึกษาเบื้องต้น เช่น การใช้ ระเบียนสะสม แบบทดสอบ การสังเกต การสัมภาษณ์ เสนอแนะแนวทางการจัดกิจกรรมโฮม รูม การประชุมผู้ปกครองชั้นเรียน และกิจกรรมสำหรับผู้เรียน ทุกกลุ่มคัดกรองให้ความรู้ ความ เข้าใจ เกี่ยวกับธรรมชาติและลักษณะของผู้เรียนกลุ่มพิเศษประเภทต่าง ๆ และเสนอแนวทาง ในการดูแลช่วยเหลือส่งเสริมและการพัฒนาผู้เรียน 2) ให้คำปรึกษา (Counseling) แก่ผู้เรียน (ในกรณีที่ครูที่ปรึกษาไม่สามารถแก้ไขหรือยากต่อการ ช่วยเหลือ) ผู้ปกครอง และผู้ขอรับบริการทั่วไป 3) ประสาน (Co-ordinating) กับผู้เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสถานศึกษา เป็นระบบ“เครือข่าย” ใน การดำเนินงานแนะแนวและการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 4) จัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในคาบแนะแนว 5) ให้บริการต่าง ๆ หรือจัดทำโครงการ กิจกรรมกลุ่มต่าง ๆ ให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นการสนับสนุน ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 6) ร่วมประชุมกลุ่มปรึกษาปัญหารายกรณี 7) ในกรณีที่นักเรียนมีปัญหายากต่อการช่วยเหลือของครูแนะแนว ให้ส่งต่อผู้เชี่ยวชาญภายนอก และติดตามผลการช่วยเหลือนั้น 8) บันทึกหลักฐานการปฏิบัติงานและประเมินผลรายงานส่งผู้บริหารหรือหัวหน้าระดับ บทบาทของครูผู้สอนประจำวิชาและครูที่เกี่ยวข้อง 1) ศึกษาข้อมูลของผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพื่อรู้จักและเข้าใจผู้เรียนอย่างแท้จริง 2) ให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวนักเรียนแก่ครูที่ปรึกษา และให้ความร่วมมือกับครูที่ปรึกษาและผู้เกี่ยวข้อง ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 3) ให้ข้อมูลการรู้จักและเข้าใจผู้เรียนในการจัดกระบวนการเรียนรู้กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนและ บริการต่าง ๆ ให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ 4) ให้คำปรึกษาเบื้องต้นในรายวิชาที่สอน ในด้านการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพทักษะการ ดำรงชีวิต และบุคลิกภาพที่พึงประสงค์ 5) พัฒนาตนเองด้านองค์ความรู้ทางจิตวิทยาและการแนะแนวและนำมาบูรณาการในการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน 6) ร่วมประชุมกลุ่มปรึกษาปัญหารายกรณี ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 7) บันทึกหลักฐานการปฏิบัติงาน สรุปผล และรายงานส่งหัวหน้าระดับ


๓๘ บทบาทของผู้แทนนักเรียน 1. เรียนรู้และทำความเข้าใจกรอบแนวคิดของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2. ประสานงานในการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการจำเป็นของเพื่อน นักเรียน 3. มีส่วนร่วมในการกำหนดแผนงาน/โครงการ/กิจกรรม 4. เป็นแกนนำในการดูแลช่วยเหลือเพื่อนนักเรียนให้ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้และการ เสริมสร้างทักษะการดำรงชีวิตอย่างเต็มตามศักยภาพ ข้อคิดจากวิชา ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน จากความรู้ของวิชา ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูต้องมีการปฏิบัติงานของระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียนด้วยความจริงใจ เมตตา และร่วมมือกันของทุกฝ่ายในโรงเรียนเพื่อช่วยเหลือนักเรียนทุกคนให้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ตามกระบวนการของระบบดูแลช่วยเหลือ นักเรียน


๓๙ หัวข้อที่ 10 การบริการที่ดี โดย นายชยพล ศรีประดิษฐ์ ความหมายของการบริการ (Service) การให้ความช่วยเหลือ หรือการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น การบริการที่ดี ผู้รับบริการก็จะ ได้รับความประทับใจ และชื่นชมองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งดีสิ่งหนึ่งอันเป็นผลดีกับองค์กรของเรา เบื้องหลัง ความสำเร็จเกือบทุกงาน มักพบว่างานบริการเป็นเครื่องมือสนับสนุนงานด้านต่าง ๆ เช่น งาน ประชาสัมพันธ์ งานบริการวิชาการ เป็นต้น ดังนั้น ถ้าบริการดี ผู้รับบริการเกิดความประทับใจ ซึ่งการ บริการถือเป็นหน้าเป็นตาขององค์กร ภาพลักษณ์ขององค์กร โครงสร้างของการบริการ 1. จิตบริการ 2. หลักการรับฟัง….ด้วยใจ 3. หลักการสื่อความ…ด้วยใจ 4. คุณลักษณะของผู้ให้บริการที่ดี 5. หลักในการให้บริการ 6. กลยุทธ์การให้บริการที่ประทับใจ 7. คุณสมบัติ/คุณลักษณะของผู้ให้บริการ (บุคลากรในสํานักงาน) 8. มาตรฐานการให้บริการ 9. หัวใจบริการ 10. การสร้างหัวใจนักบริการ คุณลักษณะของผู้ให้บริการที่ดี คุณลักษณะของผู้ให้บริการที่ดีควรประกอบไปด้วย 1. คุณลักษณะทางกาย คือ เป็นประการด่านแรกของการใหบริการเพราะลูกค้าจะสัมผัสเราโดย การมองเห็นก่อน ฉะนั้น การมีบุคลิกภาพที่ดีมีการแสดงออกที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ต้อง กระทําก่อนการมีบุคลิกภาพที่ดีนั้น ต้องดีทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งทั้ง 2 ประการมีสาระที่ น่าสนใจ ดังนี้ 1.1) บุคลิกภาพภายนอก 1.2) บุคลิกภาพภายใน 1. คุณลักษณะทางวาจา นับเป็นคุณลักษณะที่มีความจำเป็นอยางมาก ทั้งนี้เพราะปัญหาของ การให้บริการส่วนใหญ่จะเกิดจากการสื่อสารระหว่างผู้ให้กับผู้รับบริการดังนั้นหากสามารถนํา คุณลักษณะทางวาจาที่ดีมาใช้ได้มากปัญหาการบริการก็จะลดลง ซึ่งคุณลักษณะทางวาจาที่ เหมาะสมมีดังนี้ - พูดจาไพเราะอ่อนหวาน - รู้จักให้คําชมตามโอกาสอันสมควร - ใช้ถ้อยคําภาษาให้ถูกต้อง - ใช้น้ำเสียงให้เหมาะสมกับผู้ฟังและสถานการณ์ - พูดชัดเจน กระชับ เข้าใจง่าย


๔๐ - หลีกเลี่ยงการตําหนิและนินทา - รู้จักทักทายผู้อื่นก่อน - อย่าลืมใช้คําว่า “สวัสดี ขอโทษและ ขอบคุณ ” หลักในการให้บริการ 1. การให้บริการอย่างมีคุณภาพนั้น ต้องทําทุกครั้งไม่ใช่ทําเฉพาะการบริการครั้งแรกเท่านั้น 2. คุณภาพของการบริการวัดจากความพอใจของลูกค้าไม่ใช่วัดจากความพอใจของผู้ให้บริการ 3. การบริการที่คุณภาพเกิดขึ้นจากการที่ทุกคนในองค์การร่วมมือกันและลงมือกระทําอย่างจริงจัง และจริงใจ4. การบริการที่มีคุณภาพต้องสามารถตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้ 5. การบริการที่ดีย่อมเกิดจากการสื่อสารที่ดีต่อกัน 6. ผู้ให้บริการต้องรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นสุขที่มีโอกาสทําให้ผู้รับบริการเกิดความพอใจ การสร้างหัวใจนักบริการ 1. S = Smiling and Sympathy (ยิ้มแย้ม และเห็นอกเห็นใจ) 2. E = Early Response (ตอบสนองอย่างรวดเร็ว) 3. R = Respectful (แสดงออกถึงความนับถือให้เกียรติ) 4. V = Voluntariness manner (ให้บริการสมัครใจ) 5. I = Image Enhancing (รักษาภาพลักษณ์ของตัวเองและองค์กร) 6. C = Courtesy (อ่อนน้อม สุภาพ) 7. E = Enthusiasm (กระฉับกระเฉง กระตือรือร้น) ข้อคิดจากวิชา การบริการที่ดี จากความรู้ของวิชา การบริการที่ดีครูต้องมีหัวใจของนักบริการ เพื่อให้ความช่วยเหลือ หรือการ ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น การบริการที่ดี ผู้รับบริการก็จะได้รับความประทับใจ และชื่นชม องค์กร ซึ่งเป็นสิ่งดีสิ่งหนึ่งอันเป็นผลดีกับองค์กรของเรา เช่น งานประชาสัมพันธ์ งานบริการวิชาการ เป็นต้น ดังนั้น ถ้าบริการดี ผู้รับบริการเกิดความประทับใจ ซึ่งการบริการถือเป็นหน้าเป็นตาของ องค์กร ภาพลักษณ์ขององค์กร รวมถึงตัวของผู้ให้บริการเอง


๔๑ หัวข้อที่ 11 ภาษาอังกฤษกับความเป็นครู โดย นางสุวิดา เนาว์แสง ความหมายภาษาอังกฤษกับความเป็นครู ครูกับการพัฒนาตนเองด้านภาษาอังกฤษ ทั้งด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียน ในระดับที่สามารถ สื่อสารและสอนผู้เรียน รวมถึงนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งไม่เพียงแต่กลุ่มครูที่สอน ภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มครูที่สอนในวิชาอื่นด้วยที่ควรมีพื้นฐานด้านทักษะภาษาอังกฤษที่ดี ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อการพัฒนาตนเอง และมีส่วนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนด้วย แนวทางการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของครู มีดังนี้ 1. หมั่นเข้าหาแหล่งข้อมูลทางวิชาการที่เป็นภาษาอังกฤษ จำเป็นที่ครูทุกคนจะต้องพัฒนา ความรู้ความชำนาญในการสอนและงานวิชาการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งที่ครูสามารถทำได้คือ การ เข้าถึงแหล่งข้อมูล-องค์ความรู้ ที่เป็นภาษาต่างประเทศมากขึ้น ไม่ว่าเป็นจากหนังสือ เอกสาร รวมถึงจากอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเป็นแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพ และมีนวัตกรรมด้านการศึกษา ใหม่ ๆ 2. สอดแทรกสอนภาษาอังกฤษในวิชาที่รับผิดชอบ ครูควรนำเอาภาษาอังกฤษไปบูรณาการกับ งานสอน ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการพัฒนาภาษาอังกฤษให้ครู เช่น สอดแทรกศัพท์ ภาษาอังกฤษที่เป็นคำเฉพาะ การใช้วลีหรือประโยคภาษาอังกฤษที่น่าให้ข้อคิด ให้เกิดความ สนุกสนานและน่าสนใจ การเชื่อมโยงแหล่งค้นคว้าเพิ่มเติมที่เป็นภาษาอังกฤษที่เป็นประโยชน์ ต่อตนเองและผู้เรียน เป็นต้น 3. ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความมั่นใจ ความกล้าและความคุ้นเคยในการใช้ ภาษาอังกฤษผ่านการใช้จริงในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ครูควรฝึกใช้ภาษาอังกฤษใน ชีวิตประจำวัน แม้ว่าการใช้ไวยากรณ์ หรือคำศัพท์ต่าง ๆ จะผิดบ้างถูกบ้างก็ตาม ซึ่งสามารถ ทำได้ง่าย เช่น อ่านป้ายฉลากยาและป้ายโฆษณา ฟังข่าวภาษาอังกฤษ หรือพูดคุยกับคนรอบ ข้างเป็นภาษาอังกฤษอย่างง่าย ๆ ฯลฯ 4. จัดตารางและมีวินัยฝึกฝนต่อเนื่อง การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษต้องอาศัยเวลาและการ ฝึกฝนต่อเนื่อง ดังนั้น ครูควรสร้างวินัยให้กับตนเอง ด้วยการจัดสรรเวลาอย่างเจาะจงในการ พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เช่น ช่วงเย็นหลังเลิกงาน ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ฯลฯ โดยอาจ เป็นรูปแบบของการเข้ารับการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ และหรือพัฒนาภาษาอังกฤษด้วย ตนเอง เช่น การศึกษาและเรียนรู้ทักษะภาษาอังกฤษจากหนังสือ เทป ซีดี วีซีดี ฯลฯ ซึ่ง ปัจจุบันมีวางจำหน่าย และมีให้ยืมตามแหล่งวิชาการหรือห้องสมุดต่าง ๆ หรือเรียนในห้องเรียน ภาษาอังกฤษทางอินเทอร์เน็ตที่เปิดสอนภาษาอังกฤษฟรี เป็นต้น 5. สร้างแรงจูงใจพัฒนาภาษาอังกฤษให้ตนเอง ครูอาจเริ่มพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษจากสิ่งที่ ชอบ เช่น ชมภาพยนตร์ ฟังเพลง อ่านหนังสือหรือนิตยสารภาษาอังกฤษเล่มโปรด ฯลฯ หรือ อาจสร้างแรงจูงใจด้วยการให้รางวัลตนเอง เมื่อก้าวหน้าในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ระดับสูงขึ้น เป็นต้น 6. รวมตัวพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ นอกจากที่ครูจะใช้สิทธิในการเข้ารับฝึกอบรมพัฒนา ภาษาอังกฤษที่รัฐบาลได้จัดขึ้นแล้ว ควรรวมตัวกันเป็นกลุ่มคณะที่มีจำนวนมากพอ เพื่อมีพลัง


๔๒ ต่อรองให้รัฐบาลฝึกอบรมครูจัดหลักสูตรที่เหมาะสมกับครู อีกทั้ง ยังสามารถรวมตัวกันเจรจา กับสถาบันสอนภาษาภาษาอังกฤษ เพื่อให้เข้ามาสอนภาษาอังกฤษให้แก่ครูในราคาที่พอเหมาะ หรืออาจเสนอให้โรงเรียนในเขตพื้นที่เดียวกันที่มีครูเก่งภาษาอังกฤษ จัดส่งครูมาสอนให้แก่ครู ต่างโรงเรียนที่รวมตัวกัน ข้อคิดจากวิชา ภาษาอังกฤษกับความเป็นครู จากความรู้ของวิชา ภาษาอังกฤษกับความเป็นครูครูซึ่งไม่เพียงแต่กลุ่มครูที่สอนภาษาอังกฤษ เท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มครูที่สอนในวิชาอื่นด้วยที่ควรมีพื้นฐานด้านทักษะภาษาอังกฤษที่ดี ซึ่งย่อมจะ ส่งผลดีต่อการพัฒนาตนเอง และมีส่วนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนด้วย


ภาคผนวก


ภาพถ่ายการอบรมการพัฒนาศักยภาพครูผู้ช่วย ประจำปี 2566 บรรยายภาพ สถานที่ : ณ หอประชุมลำปางหลวง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 กิจกรรม : การอบรมการพัฒนาศักยภาพครูผู้ช่วย ประจำปี 2566


ภาพผลการทำแบบทดสอบการอบรมการพัฒนาศักยภาพครูผู้ช่วย ประจำปี 2566


ภาพผลการทำแบบทดสอบการอบรมการพัฒนาศักยภาพครูผู้ช่วย ประจำปี 2566


Click to View FlipBook Version