The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สรุปเนื้อหาโอเน็ตภาษาไทย ม.3

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sarun.mastersun, 2022-02-11 07:06:29

สรุปเนื้อหาโอเน็ตภาษาไทย ม.3

สรุปเนื้อหาโอเน็ตภาษาไทย ม.3

เสยี งและอักษรไทย
เสยี ง คอื สงิ่ ทม่ี นษุ ย์เปล่งออกมาเพอื่ ใชใ้ นการสอื่ สาร หรอื สอ่ื ความหมายระหว่างมนุษยด์ ้วยกันเอง นอกจากนี้ ยงั มเี สยี ง
ทเ่ี กดิ จากสตั ว์ หรอื ธรรมชาติ เชน่ เสยี งฟ้าร้อง เสยี งฟา้ ผ่า เสยี งสุนัขหอน เป็นตน้
เสยี ง มี 3 ชนดิ ได้แก่ เสยี งพยัญชนะ เสยี งสระ เสยี งวรรณยุกต์
1. เสยี งพยญั ชนะ
คอื เสยี งท่ีเกดิ จากลมในปอดเมอื่ เปล่งเสยี งออกมาจะถกู สกดั กนั้ โดยอวยั วะตา่ งๆ มี 44 รปู 21 เสยี ง
เสยี งพยญั ชนะ แบง่ ออกเป็น 2 ประเภท

1. เสยี งพยญั ชนะต้น คอื เสยี งพยัญชนะที่ปรากฏหนา้ พยางค์ หน้าสระ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด
1.1 เสยี งพยัญชนะตน้ เดย่ี ว คอื เสยี งพยญั ชนะทอี่ อกเสยี งพยัญชนะตน้ 1 เสยี ง
เชน่ รกั เธอตลอดไป = /ร/ /ธ/ /ต/ /ล/ /ป/ ชา้ งม้าวัวควาย = /ช//ม//ว//ค/
1.2 เสยี งพยญั ชนะต้นประสม (ควบ) คอื เสยี งพยัญชนะทอ่ี อกเสยี งพยัญชนะตน้
เชน่ ขวนขวาย = /ขว/ /ขว/ ปลาบปลม้ื = /ปล/ /ปล/

2. เสยี งพยญั ชนะทา้ ย (ตัวสะกด) คอื พยัญชนะท่ตี ามหลังสระ มี 9 มาตรา ดงั นี้
1. ไม่มตี ัวสะกด 1 มาตรา คอื แม่ ก กา
2. มีตวั สะกด 8 มาตรา คอื แม่ กง กม เกย เกอว กก กด กบ กน
พยญั ชนะไทยบางตัวที่ไม่ใชต้ ัวสะกด ได้แก่ ผ ฝ ฉ ฌ อ ฮ และ ห (พยัญชนะตัว ห ถา้ มพี ยัญชนะตัว ม
จะเป็นตัวสะกดได้ เชน่ พรหม พราหมณ์ เปน็ ตน้ )
พยัญชนะทเี่ ปน็ ตวั สะกดไม่ได้ คอื ผ ฝ ฌ อ ห ฉ ฮ
- สระเกนิ คอื อำา ไอ ใอ เอา มีเสยี งพยัญชนะสะกดอยดู่ ้วยเสมอ ดงั นี้
อาำ = อ+อะ+ม (มเี สยี ง /ม/ เป็นตวั สะกด)
ไอ ใอ = อ+อะ+ย (มีเสยี ง /ย/ เป็นตวั สะกด)
เอา = อ+อะ+ว (มเี สยี ง /ว/ เปน็ ตัวสะกด)
- ว และ ย ทป่ี รากฏอยู่ในสระ อวั และ เอยี เป็นรปู สระ ตวั วอ และ ตวั ยอ จึงไม่ใชพ่ ยญั ชนะสะกด
แม่เกอวและแม่เกย
- อ เป็นรปู พยญั ชนะเฉพาะเปน็ พยัญชนะตน้ และรูปสระทีเ่ รยี กว่า ตวั ออ ดงั น้ัน อ จงึ ไม่ใชพ่ ยญั ชนะท้าย
หรอื ตัวสะกด เชน่ พอ่ คอ หมอ เธอ เปน็ ตน้

2. เสยี งสระ คอื เสยี งที่เปล่งออกมาจากลาำ คอแล้วไม่ถกู อวัยวะในปากสกดั กั้นเลย
สระในภาษาไทย มี 21 รปู 21 เสยี ง
รูปสระ เป็นเครอื่ งหมายทเี่ ขียนขน้ึ แทนเสยี งสระ มี 21 รปู
เสยี งสระ มีท้งั สน้ิ 21 เสยี ง แบ่งออกเปน็ 2 ชนดิ

1. สระเดยี่ ว (สระแท้) มี 18 เสยี ง เชน่ อะ อา อิ อี อึ อื อุ อู
2. สระประสม (สระเลอ่ื น) คอื การเลอื่ นเสยี งจากสระหนงึ่ ไปยังอกี สระหนึง่ โดยการนาำ สระเดีย่ วมาประสมกนั
มีทง้ั สนิ้ 3 เสยี ง คอื อวั เออื เอยี
3. เสยี งวรรณยุกต์ คอื เสยี งทเี่ ปลง่ ออกมาพร้อมกบั เสยี งสระ จะมเี สยี งสงู ตา่ำ ตามการสนั่ สะเทอื นของเสยี ง จงึ เรียกอกี ชอ่ื
ว่า เสยี งดนตรี
วรรณยุกตใ์ นภาษาไทย มี 4 รปู 5เสยี ง ดงั น้ี
เสยี งสามัญ เสยี งเอก เสยี งโท เสยี งตรี เสยี งจตั วา
วรรณยุกตจ์ าำ แนกตามลักษณะการใช้ แบ่งออกเป็น 2 ชนดิ ดังน้ี
1. วรรณยกุ ต์มรี ปู คอื คาำ ทปี่ รากฏรูปวรรณยกุ ตบ์ นคาำ นั้นๆ เชน่ กง่ิ บา้ น ข้าว เปน็ ต้น
2. วรรณยุกต์ไมม่ รี ูป คอื วรรณยุกตท์ ไี่ มม่ รี ูปปรากฏอยบู่ นคาำ นั้นๆ เชน่ คน ขนั ดาว เปน็ ต้น
การใชร้ ูปและเสยี งวรรณยุกต์
1. อกั ษรกลางคาำ เปน็ เทา่ นนั้ จงึ จะมรี ปู กบั เสยี งวรรณยุกตต์ รงกนั
2. อกั ษรสงู ผันรปู และเสยี งได้ไม่ครบทุกเสยี งผนั ได้แคเ่ สยี งเอกเสยี งโทและเสยี งจตั วาเทา่ นั้น
3. อกั ษรตา่ำ ใหส้ งั เกตว่ารูปและเสยี งวรรณยกุ ตไ์ มต่ รงกนั ไม่ใชร้ ปู วรรณยุกตต์ รกี ำากบั เดด็ ขาด
4. คำาทับศพั ท์ทมี่ าจากภาษาทางยุโรป ไม่จาำ เปน็ ตอ้ งใชร้ ปู วรรณยกุ ตก์ าำ กบั แตส่ ามารถออกเสยี งตามเสยี งเดิมได้

พยางค์ หมายถงึ เสยี งทเ่ี ปลง่ ออกมาในแต่ละคร้งั พรอ้ มกนั ทง้ั เสยี งสระ เสยี งพยญั ชนะและเสยี งวรรณยุกต์ อาจมี
ความหมายหรอื ไม่มคี วามหมายก็ได้
พยางค์ แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท
1. พยางค์เปดิ คอื พยางคท์ ่ไี ม่มีเสยี งพยัญชนะสะกด เชน่ ดา มี รู้ เส โท เปน็ ตน้
2. พยางคป์ ิด คอื พยางคท์ ีม่ ีเสยี งพยัญชนะสะกด เชน่ รกั สบิ เก่ยี ว เด่น เป็นตน้ รวมถึงสระ อำา ไอ ใอ เอา

อกั ษรนำา คอื พยัญชนะ 2 ตวั ประสมสระเดียวกนั เชน่ เดยี วกบั อกั ษรควบแต่ตา่ งกนั ตรงวิธีการออกเสยี ง แบ่งออกเปน็
2 ลกั ษณะ
1. อา่ นออกเสยี ง 2 พยางค์ คอื พยางคแ์ รกออกเสยี งเปน็ สระอะ (กึง่ เสยี ง) สว่ นพยางค์หลงั อ่านแบบมี ห นาำ โดยมี
อกั ษรสูง อกั ษรกลาง หรืออกั ษรตำ่านำาอกั ษรเดย่ี ว เชน่ สมยุ = สะ – หมยุ
2. อ่านออกเสยี ง 1 พยางค์ คอื ไมอ่ อกเสยี งตวั นาำ แต่จะออกเสยี งกลืนเป็นเสยี งเดียวกนั มี 2 ลกั ษณะ

2.1 อ นำา ย เชน่ อยา่ อยู่ อย่าง อยาก
2.2 ห นาำ อกั ษรตาำ่ เดยี่ ว เชน่ หมอก หนอน หลน่ั ไหน หงอก หยาบ เป็นตน้
อกั ษรควบ คอื พยญั ชนะ 2 ตัวทก่ี ล้ำาอยู่ในสระเดยี วกนั แบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท ดังน้ี
1. อักษรควบแท้ คอื อกั ษรควบท่เี กดิ จากพยัญชนะ 2 ตวั ทมี่ ี ร ล ว ประสมอยดู่ ว้ ย ประสมสระเดยี วกนั แลว้ อา่ นออกเสยี ง
พรอ้ มกันสองตวั เชน่ เปลย่ี น แปลง ครบ ครัน ปรบั ปรงุ กราบ กราน ควาย ความ กลว้ ย เปน็ ต้น
อกั ษรควบกลำ้าแท้ แบง่ ออกเปน็ 2 ชนดิ
1.1 อกั ษรควบไทยแท้ คอื อกั ษรควบกลาำ้ แท้ทป่ี รากฏมาแต่เดมิ ในระบบเสยี งภาษาไทย มี 11 เสยี ง ดังนี้
กร คร ปร พร ตร กล คล ปล พล กว คว
1.2 อกั ษรควบภาษาตา่ งประเทศ คอื อกั ษรควบกลา้ำ แท้ทไ่ี ด้รับอทิ ธพิ ลจากภาษาต่างประเทศ เชน่ ภาษาองั กฤษ
ภาษาสนั สกฤต ซง่ึ มี 6 เสยี ง ดงั นี้
/บร/ = บรนั่ ดี บรอนซ์ บราวน์
/บล/ = บลู เบลอ บล็อก
/ดร/ = ดรมี ดราฟต์
/ฟร/ = ฟรี ฟรกั โทส
/ฟล/ = ฟลอู อรนี ฟลตุ
/ทร/ = แทรกเตอร์ นิทรา จนั ทรา เปน็ ตน้
2. อกั ษรควบไม่แท้ คอื พยญั ชนะท่ีมตี วั ร ควบอยู่ แตอ่ อกเสยี งเหมอื นพยญั ชนะเดี่ยว จะออกเสยี งเพียงพยัญชนะตวั หน้า
เท่านั้น แบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะ
2.1 ออกเสยี งพยญั ชนะตวั หน้า (เห็นรปู ร แตไ่ มอ่ อกเสยี ง /ร/) เชน่ จรงิ ศรัทธา เสรมิ สร้าง เศร้า เปน็ ต้น
2.2 ออกเสยี งพยญั ชนะต้นทัง้ 2 รปู เปน็ พยัญชนะต้นตวั อืน่ (รูป ทร ออกเสยี ง /ซ/) เชน่ ทรวด ทรง ทราย เปน็ ต้น
ทร ออกเสยี งเป็น ซ เชน่ ทรดุ พยญั ชนะตน้ คอื /ซ/ ไมใ่ ช่ /ทร/
คำาเปนน มหี ลกั การสงั เกตดงั นี้
1. พยางคท์ ีม่ ตี วั สะกด แม่ กน กม เกย เกอว กง เชน่ ทน โดม เคย เดยี ว ธง
2. พยางค์ทปี่ ระสมดว้ ยสระเสยี งยาว เชน่ ตา มี หู ดี แย่ แน่ พา รา โซเซ
3. พยางค์ที่ประสมดว้ ย อำา ไอ ใอ เอา จดั เป็นคาำ เป็นเพราะมีตวั สะกด เชน่ เห่า ใน ขาำ ดาำ ไฟ
หลกั การจาำ “ คนเปน็ เปน็ นมยวงๆและตอ้ งยาว”
คำาตาย มหี ลักการสงั เกตดงั น้ี
1. พยางค์ท่ีมีตวั สะกด แม่ กก กบ กด เชน่ เมฆ ครบ ตก โบสถ์ บาตร ลาภ
2. พยางคท์ ีป่ ระสมด้วยสระเสยี งสน้ั เชน่ ธุระ สนิ ะ เกะกะ เถอะ
3. พยญั ชนะตวั เดยี ว เชน่ ณ, บ (บอ่ ทแี่ ปลว่า ไม่) ธ, ก็, ฤ
หลกั การจำา “ คนตายอายสุ น้ั เพราะมันเปน็ กบด”
คาำ ครุ คอื พยางค์ทอ่ี อกเสยี งหนกั มีหลกั การสงั เกตดงั น้ี
1. พยางคท์ ม่ี มี าตราตวั สะกดในทกุ มาตรา เชน่ ไมบ้ รรทดั ข้าวของ เลก็ นอ้ ย
2. พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสยี งยาวเท่านั้น เชน่ เวลา วารี ศาลา
3. พยางค์ทป่ี ระสมดว้ ย อาำ ไอ ใอ เอา จดั เปน็ คำาครเุ พราะมีตวั สะกด เชน่ ดำา ให้ เขา
คาำ ลหุุ คอื พยางค์ทอ่ี อกเสยี งเบา มหี ลกั การสงั เกตดงั นี้
1. พยางคท์ ี่ไม่มเี สยี งพยัญชนะสะกด
2. พยางคท์ ป่ี ระสมด้วยสระเสยี งสน้ั เทา่ น้นั เชน่ แพะ แกะ นะคะ ชชิ ะ
3. รวมถึง บ่ ณ ธ ก็ เพราะเปน็ พยางค์ทอี่ อกเสยี งสนั้ และไมม่ ีเสยี งพยญั ชนะสะกด

ไตรยางค์ หรือ อกั ษรสามหมู่ คอื ระบบการจดั หมวดหม่อู กั ษรไทยเฉพาะรปู พยญั ชนะตามลักษณะการผันวรรณยกุ ต์
เนอ่ื งจากพยญั ชนะไทย เม่อื กำากบั ดว้ ยวรรณยกุ ตห์ นึ่งๆ แล้วจะมีเสยี งวรรณยุกตท์ ่แี ตกตา่ งกนั
พยญั ชนะไทยแบ่งออกเป็น 3 หมู่โดยแบง่ พน้ื เสยี งทย่ี ังไมไ่ ด้ผนั ซง่ึ มีระดับเสยี ง สงู กลาง ตำา่ เรยี กว่า ไตรยางศ์
อกั ษรกลาง มี 9 ตวั ได้แก่ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ
มีหลกั การทอ่ งจำาว่า ไกจ่ ิกเด็กตาย (เฎก็ ฏาย) บนปากโอง่

อักษรสงู มี 11 ตวั ไดแ้ ก่ ผ ฝ ถ ฐ ข ส ศ ษ ห ฉ
มีหลกั การทอ่ งจาำ ว่า ผีฝากถงุ ข้าวสารใหฉ้ ัน
อักษรต่าำ มี 24 ตวั แบง่ ออกเปน็ 2 ชนดิ

1. อักษรต่าำ เดย่ี ว คอื อกั ษรตา่ำ ท่ไี มม่ ีเสยี งคกู่ บั อกั ษรสูงมี 10 ตวั ไดแ้ ก่ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ
มหี ลักการท่องจำาว่า งใู หญน่ อนอยู่ ณ รมิ วดั โมฬโี ลก
2. อกั ษรตำา่ คู่ คอื อกั ษรต่าำ ท่ีมีเสยี งคกู่ บั อกั ษรสงู มี 14 ตวั ไดแ้ ก่ พ ภ ค ฅ ฆ ฟ ท ธ ฑ ฒ ซ ช ฌ ฮ
มหี ลกั การทอ่ งจาำ ว่า พอ่ ค้าฟนั ทองซอื้ ชา้ งฮอ่

คำาไทยแท้
มีลกั ษณะสงั เกตได้ ดงั น้ี
1. คำาไทยแท้สว่ นมากเป็นคำาพยางคเ์ ดยี ว และมคี วามหมายสมบรู ณ์ในตัวเอง
เชน่ พอ่ แม่ พ่ี นอ้ ง ไร่ นา หมา แมว รอ้ น ดนิ นา้ำ ลม ไฟ ฟา้ ผม เจ้า ไป น่ัง นอน เปน็ ตน้
คำาไทยบางคาำ อาจมี 2 พยางค์

1. การเพมิ่ เสยี งหนา้ ศัพท์ เชน่ คบ = ประคบ จวบ = ประจวบ ทำา = กระทำา
2. การกลายเสยี งตามการเปลย่ี นแปลงของภาษา (การกรอ่ นเสยี ง) เชน่
หมากม่วง = มะม่วง หมากพร้าว = มะพรา้ ว ตัวเข้ = ตะเข้
2. คำาไทยแทไ้ ม่นยิ มคาำ ควบกลำ้า เชน่ เรา ไร่ ดี ดาบ หิน เป็นตน้
3. คำาไทยแท้มกั จะสะกดตรงตามมาตราตัวสะกด เชน่ ชก ฟดั โยน วดั พบ ยิง โนม้ จิ้ม กดั ผม จวบ เปน็ ตน้
4. คาำ ไทยแทจ้ ะไมม่ ตี วั การนั ต์ เชน่ ยัน สดั สนั เปน็ ต้น
5. คำาไทยแทจ้ ะไมใ่ ชพ้ ยัญชนะเหลา่ นี้ ได้แก่ ฆ ฌ ญ ฏ ฎ ฐ ฑ ณ ฒ ธ ภ ฬ ศ ษ
ยกเว้น ถา้ พบคาำ พวกนี้จาำ ไวเ้ ลยวา่ เปน็ คำาไทยแท้ ไดแ้ ก่ ฆ่า เฆี่ยน ฆอ้ ง ระฆัง ศกึ เศกิ ศอก เศรา้ พศิ หญงิ ใหญ่ หญา้ ณ
ธ ธง เธอ สะใภ้ อำาเภอ สำาเภา
6. ภาษาไทยเป็นภาษาทีม่ เี สยี งวรรณยุกต์ วรรณยุกต์ทำาให้คาำ เกดิ ระดับเสยี งตา่ งกันและทำาให้คาำ มคี วามหมายต่างกนั ไป
ดว้ ย เชน่ เสอื เสอื่ เสอื้ ปา ปา่ ป้า ปาา ปาา นา น่า น้า เปน็ ตน้
คำายมม ภาษาตา่ งประเทศ
1. คาำ ยมม ภาษาบาลแี ละสนั สกฤต

ภาษาบาลี ภาษาสนั สกฤต

1. บาลีมีสระ 8 ตวั คอื อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ 1. สนั สกฤตมีสระ 14 ตวั คอื เหมอื นบาลีแต่
เชน่ สกั กะ อคั คี อตุ ุ มจิ ฉา เพมิ่ ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ ไอ เอา เชน่ ฤษี ฤดู ไอศวรรย์
เมาลี ตฤณ

2. บาลีใช ้ ส เชน่ สาสนา สตั ตะ สริ ิ สูญ 2. สนั สกฤตใช ้ ศ ษ เชน่ ศาสนา ศรี ษะ วันศกุ ร์

3. บาลใี ช ้ ฬ เชน่ จุฬา กฬี า ครุฬ 3. สนั สกฤตใช ้ ฑ เชน่ จฑุ า กรฑี า ครฑุ

4. บาลใี ชห้ ลกั พยญั ชนะตวั สะกดตวั ตามดงั 4. สนั สกฤตใชต้ วั รร แทน รฺ (ร เรผะ) เชน่
ตาราง เชน่ ปัจจยั อทิ ธิ นิพพาน บลั ลงั ก์ ธรรม กรรม มรรค สรรพ วรรณ

5. บาลีใชพ้ ยัญชนะเรยี งพยางค์ เชน่ กริ ยิ า 5. สนั สกฤตใชอ้ กั ษรควบกลาำ้ เชน่ กริยา สวามี
สามี ปฐม ถาวร ประถม สถาวร

6. บาลมี หี ลกั ตวั สะกดตวั ตาม 6. สนั สกฤตใช ้ ส นาำ ด ต ถ ท ธ น

ขอ้ สงั เกต
1. การใช ้ ศ และ ษ มกั เปน็ คาำ สนั สกฤต นอกจากนี้ยงั สามารถใชไ้ ดใ้ นภาษาอืน่ คอื
คำาไทยแทท้ ่ใี ช ้ ศ ษ เชน่ ศกึ เศกิ ศอก เศร้า พศิ พศั ดี ดาษดา ดาษ
คำายมื ภาษาตะวันตกทใ่ี ช ้ ศ ษ เชน่ ออฟฟศิ องั กฤษ ฝร่ังเศส
คาำ ยมื ภาษาเขมรทใ่ี ช ้ ศ เชน่ เลศิ มาศ ศก ศรี
2. ถา้ เป็นคำาพยางคเ์ ดยี ว มกั อ่านออกเสยี งแยกพยางคไ์ ด้ หรอื สามารถเปล่ยี นแปลงรปู คำาได้ เชน่ วัน ถา้ เป็นคาำ ไทยแทจ้ ะ
อยใู่ นบริบทใดกค็ งรปู เชน่ น้ีเสมอ วนั ถ้าเปน็ คำาบาลีสนั สกฤต สามารถอา่ นแยกพยางค์ไดห้ รอื เปลยี่ นแปลงรปู คำา เชน่ วนา
ซง่ึ วัน มคี วามหมายว่า ปา่
3. มกั สะกดไมต่ รงมาตรา
4. ถา้ ตัวสะกดมี 2 ตวั ตวั ท่ี 2 เปน็ ร จะเปน็ คาำ สนั สกฤต เชน่ จกั ร มติ ร
5. ถา้ คาำ น้นั มี ย์ (ตย นย ทย ธย รย ศย ณย สย) จะเปน็ คาำ สนั สกฤต เชน่ อาทติ ย์ อศั จรรย์

2. คาำ ยมม ภาษาเขมร
คาำ ยมื ภาษาเขมรเข้ามาปะปนในภาษาไทย สว่ นมากมกั ใชเ้ ปน็ คาำ ราชาศัพท์ ใชใ้ นคำาสามญั ท่ัวไป และคาำ ที่เป็นคาำ โดด
คลา้ ยกบั ภาษาไทย โดยมขี ้อสงั เกตดังนี้
1. มักสะกดดว้ ยพยญั ชนะ จ ญ ร ล ส โดยไมม่ ีตัวตาม
2. เป็นคาำ พยางค์เดยี วทไ่ี มม่ ีความหมายสมบูรณใ์ นตวั เอง ตอ้ งแปลความหมาย
3. คาำ เขมรมคี วบกล้ำามาก เมอื่ ไทยยมื เข้ามาใช ้ อา่ นออกเสยี งควบกลา้ำ บ้าง อกั ษรนาำ บ้าง และอา่ นเรยี งพยางค์บา้ ง
4. การแผลงคาำ ตามวิธขี องคำาเขมร
แผลง ข เปน็ กระ ขดาน – กระดาน ขทง – กระทง
แผลง ผ เป็น ประ บรร เชน่ ผทม - ประทม, บรรทม ผจง - ประจง, บรรจง
ยกเว้น บรรหาร เปน็ คำาบาลี สนั สกฤต เพราะแผลงมาจาก บริหาร
แทรก อำา อาำ น อำาร อาำ ง เชน่ เสร็จ - สาำ เรจ็ อวย - อำานวย ชะ - ชาำ ระ ชอื - ชาำ เงอื
เติม บัง บนั บำา เชน่ ควร - บังควร คม - บังคม เพญ็ - บำาเพญ็
เตมิ ประ เชน่ ชมุ - ประชมุ
เตมิ ป ผ เชน่ ราบ - ปราบ ลาญ – ผลาญ

ชนิดของคำา
คำาในภาษาไทย แบง่ ออกเป็น 7 ชนดิ คอื
1. คาำ นาม คอื คาำ ท่ีใชเ้ รียกชอื่ คน สตั ว์ สงิ่ ของ สถานท่ี อาการ สภาพ และลกั ษณะ ทง้ั สง่ิ ท่ีมชี วี ติ และไมม่ ชี วี ติ ทัง้ ทเ่ี ปน็
รปู ธรรมและนามธรรม คำานามแบ่งออกเป็น 5 ชนิด

1. สามานยนาม คอื คาำ นามสามญั ที่ใชเ้ ปน็ ชอ่ื ทัว่ ไป หรอื เป็นคาำ เรียกสง่ิ ตา่ งๆ โดยท่วั ไป ไม่ชเ้ี ฉพาะเจาะจง
เชน่ คน รถ ปลา สม้ เป็นตน้

2. วสิ ามานยนาม คอื คาำ นามทเ่ี ปน็ ชอื่ เฉพาะของคน สตั ว์ สถานท่ี หรอื เปน็ คาำ เรียกบคุ คล สถานทีเ่ พอื่ เจาะจงว่า
เป็นคนไหน สง่ิ ใด เชน่ โรงเรยี นสตรีวิทยา วดั พระแก้ว โรงพยาบาลศริ ิราช

3. ลักษณนาม คอื คำานามทท่ี าำ หน้าทีป่ ระกอบนามอน่ื เพอื่ บอกรูปรา่ ง ลกั ษณะ ขนาดหรือปรมิ าณของนามน้นั ให้
ชดั เจนข้ึน เชน่ แท่ง เรอื น หลัง อนั ตน

4. สมุหุนาม คอื คำานามบอกหมวดหมู่ของสามานยนาม และวิสามานยนามทรี่ วมกนั มากๆ เชน่ ฝูงนก คณะ
นักเรียน เหล่าลกู เสอื

5. อาการนาม คอื คำาเรยี กสงิ่ ทีไ่ มม่ ีรูปร่าง ไม่มีขนาด จะมีคาำ วา่ "การ" และ "ความ" นาำ หน้า เชน่ การกิน
การนอน การเรยี น ความสวย ความคิด ความดี
2. คำาสรรพนาม คอื คาำ ทใ่ี ชแ้ ทนนามในประโยคสอ่ื สาร เราใชค้ ำาสรรพนามเพอื่ ไม่ตอ้ งกลา่ วคำานามซ้ำา ๆ
ชนิดของคาำ สรรพนาม แบ่งเปน็ 6 ชนดิ

1. บรุ ุษสรรพนาม (สรรพนามท่ใี ชแ้ ทนคน) เปน็ สรรพนามทใี่ ชใ้ นการพดู จา สอื่ สารกันระหว่างผู้สง่ สาร (ผพู้ ดู )
ผู้รับสาร (ผู้ฟงั ) และผู้ทเ่ี รากลา่ วถงึ มี 3 ชนดิ ดงั น้ี

- สรรพนามบรุ ุษท่ี 1 ใชแ้ ทนผสู้ ง่ สาร (ผพู้ ูด) เชน่ ฉนั ดฉิ นั ผม ข้าพเจ้า เรา หนู เป็นตน้
- สรรพนามบุรษุ ท่ี 2 ใชแ้ ทนผู้รับสาร (ผู้ทพ่ี ดู ดว้ ย) เชน่ ท่าน คณุ เธอ แก ใตเ้ ท้า เป็นตน้
- สรรพนามบุรุษที่ 3 ใชแ้ ทนผูท้ กี่ ลา่ วถงึ เชน่ ท่าน เขา มนั เปน็ ต้น
2. ประพนั ธสรรพนาม (สรรพนามท่ใี ชเ้ ชอ่ื มประโยค) สรรพนามน้ใี ชแ้ ทนนามหรอื สรรพนามทอ่ี ยู่ขา้ งหน้าและ
ตอ้ งการจะกลา่ วซำ้าอกี ครัง้ หน่ึง นอกจากนย้ี ังใชเ้ ชอื่ มประโยคสองประโยคเข้าด้วยกนั จะมคี ำาว่า “ ผู้ ที่ ซงึ่ อนั ”
3. วิภาคสรรพนาม (สรรพนามบอกความชซ้ี ำา้ ) เปน็ สรรพนามท่ีใชแ้ ทนนามท่ีอยขู่ ้างหน้า เมอ่ื ตอ้ งการเอย่ ซ้าำ
โดยทไ่ี มต่ อ้ งเอย่ นามน้นั ซ้ำาอกี และเพอื่ แสดงความหมายแยกออกเปน็ สว่ นๆ ไดแ้ กค่ าำ ว่า “ บา้ ง ต่าง กนั ”
4. นยิ มสรรพนาม (สรรพนามชเ้ี ฉพาะ) เป็นสรรพนามท่ีใชแ้ ทนคาำ นามทก่ี ลา่ วถงึ ทอี่ ยู่ เพอ่ื ระบุใหช้ ดั เจนย่ิงขึ้น
ได้แกค่ าำ วา่ นี่ นี้ นัน่ น้นั โนน่ โน้น อย่างน้ี อยา่ งนนั้ เชน่ นัน้
5. อนิยมสรรพนาม (สรรพนามบอกความไมเ่ จาะจง) คอื สรรพนามท่ีใชแ้ ทนนามทก่ี ลา่ วถงึ โดยไมต่ อ้ งการคาำ
ตอบไมช่ เี้ ฉพาะเจาะจง ไดแ้ กค่ ำาวา่ ใคร อะไร ท่ไี หน ผใู้ ด สงิ่ ใด ใครๆ อะไรๆ
6. ปฤจฉาสรรพนาม (สรรพนามทเี่ ปน็ คาำ ถาม) คอื สรรพนามทีใ่ ชแ้ ทนนามเปน็ การถามทีต่ อ้ งการคำาตอบ ได้แก่
คาำ ว่า ใคร อะไร ไหน ผู้ใด
3. คาำ กรยิ า คอื คาำ ทแี่ สดงอาการ สภาพ หรือการกระทำาของคาำ นาม และคาำ สรรพนามในประโยค คำากรยิ าบางคาำ อาจมี
ความหมายสมบรู ณใ์ นตัวเอง บางคาำ ตอ้ งมีคำาอื่นมาประกอบและบางคำาตอ้ งไปประกอบคำาอน่ื เพอื่ ขยายความ
คำากริยาแบง่ ออกเปน็ 5 ชนดิ ดงั นี้
1. อกรรมกริยา (กรยิ าท่ไี ม่ตอ้ งมีกรรมมารับ) คอื กรยิ าทมี่ คี วามหมายสมบูรณ์ ชดั เจนในตวั เอง เชน่ แม่ยนื

2. สกรรมกริยา (กรยิ าทีต่ อ้ งมีกรรมมารองรบั ) คอื กริยาทีต่ อ้ งมกี รรมมารบั จึงจะได้ใจความสมบรู ณ์
3. วิกตรรถกริยา (คาำ ที่มารับไม่ใชก่ รรมแตเ่ ป็นสว่ นเตมิ เต็ม) คอื คาำ กรยิ านั้นตอ้ งมีคำานามหรือสรรพนามมาชว่ ย
ขยายความหมายใหส้ มบูรณ์ เชน่ คาำ ว่า เป็น เหมอื น คล้าย เทา่ คอื เสมอื น ดจุ
4. กริยานุเคราะหุ์ (กรยิ าชว่ ย) คอื คำาท่เี ตมิ หนา้ คาำ กริยาหลักในประโยคเพอ่ื ชว่ ยขยายความหมายของคำากรยิ า
สำาคญั ให้ชดั เจนย่ิงขึ้น ทาำ หน้าที่บอกกาลหรือการกระทำา เชน่ คาำ ว่า กาำ ลัง จะ ได้ แลว้ ตอ้ ง อยา่ จง โปรด ชว่ ย ควร คงจะ
อาจจะ เปน็ ตน้
5. กรยิ าสภาสมาลา คอื กรยิ าที่ทาำ หนา้ ทีเ่ ป็นคำานามอาจเปน็ ประธาน หรอื กรรมหรอื บทขยายของประธาน
4. คำาวิเศษณ์ คอื คำาที่ใชข้ ยายคำาอ่นื ไดแ้ ก่ คาำ นาม คาำ สรรพนาม คำากริยา หรอื คาำ วิเศษณ์ ให้มีความหมายชดั เจนขน้ึ
คำาวเิ ศษณ์ แบง่ ออกเป็น 10 ชนิด คอื
1. ลักษณวิเศษณ์ คอื คำาวิเศษณท์ ่บี อกลกั ษณะ ชนดิ ขนาด สี เสยี ง กลน่ิ รส อาการ เป็นตน้
2. กาลวิเศษณ์ คอื คาำ วิเศษณท์ บ่ี อกเวลา อดตี ปจั จบุ ัน อนาคต เชา้ สาย บ่าย คา่ำ เป็นตน้
3. สถานวเิ ศษณ์ คอื คำาวิเศษณท์ ี่บอกสถานที่หรอื ระยะทาง ได้แกค่ าำ ว่า ใกล้ ไกล เหนอื ใต้ ขวา ซา้ ย เป็นต้น
4. ประมาณวิเศษณ์ คอื คำาวเิ ศษณ์ท่ีบอกจาำ นวนหรอื ปริมาณ ไดแ้ กค่ าำ ว่า มาก นอ้ ย หมด หนึ่ง สอง เปน็ ต้น
5. นยิ มวิเศษณ์ คอื คำาวเิ ศษณ์ที่บอกความชเ้ี ฉพาะแนน่ อน ไดแ้ ก่คำาว่า นี่ โน่น นั่น น้ี นั้น โน้น แน่ เอง เปน็ ตน้
6. อนิยมวิเศษณ์ คอื คาำ วเิ ศษณท์ บี่ อกความไมช่ เี้ ฉพาะ ไมแ่ นน่ อน ไดแ้ กค่ ำาว่า อนั ใด อ่ืน ใด ไย ไหน เปน็ ตน้
7. ปฤจฉาวิเศษณ์ คอื คาำ วิเศษณ์ทีบ่ อกเนื้อความเปน็ คาำ ถามหรอื ความสงสยั ไดแ้ ก่คาำ ว่า ใด อะไร ไหน ทาำ ไม
8. ประตชิ ญาวิเศษณ์ คอื คาำ วิเศษณท์ แี่ สดงถงึ การขานรบั ในการเจรจาโตต้ อบกนั ไดแ้ กค่ าำ ว่า จาา คะ่ ครับ ขอรบั
9. ประตเิ ษธวิเศษณ์ คอื คาำ วเิ ศษณ์ท่บี อกความปฏเิ สธไมย่ อมรบั ได้แกค่ ำาว่า ไม่ ไม่ได้ หามิได้ บ่ เปน็ ตน้
10. ประพนั ธวิเศษณ์ คอื คำาวิเศษณท์ ป่ี ระกอบคำากริยาและคำาวเิ ศษณ์เพอ่ื เชอ่ื มประโยค จะมีคำาว่า ที่ ซง่ึ อนั
อยา่ งท่ี ให้ ว่า เพอ่ื เพ่อื วา่ เพราะ เมื่อ จน ตาม เป็นตน้
5. คาำ บพุ บท คอื คาำ ที่มหี นา้ ท่ีเชอื่ มคำา หรอื กลมุ่ คาำ เพอื่ แสดงความสมั พันธก์ บั คาำ อนื่ ๆ ในประโยค
คำาบพุ บท แบง่ ออกเปน็ 2 ชนดิ
1. คาำ บุพบทท่ีแสดงความสมั พนั ธ์ระหว่างคาำ ต่อคำา
2. คำาบุพบทท่ีไมแ่ สดงความสมั พนั ธก์ ับบทอน่ื โดยจะอยูต่ ้นประโยค ใชเ้ ปน็ คำาเรยี กรอ้ งหรอื ทกั ทาย มคี ำาว่า
ดกู ร ดรู า ดแู น่ะ ขา้ แต่ (ปจั จบุ นั ยกเลกิ ใชแ้ ลว้ )
6. คำาสนั ธาน คอื คำาท่ีทาำ หน้าทเี่ ชอ่ื มประโยคกบั ประโยค เชอื่ มขอ้ ความกับขอ้ ความให้สละสลวย คาำ สนั ธานมี 4 ชนดิ คอื
1. เชอื่ มใจความทค่ี ลอ้ ยตามกัน ไดแ้ กค่ าำ ว่า กบั และ ทงั้ แและ ทงั้ แก็ ครน้ั แก็ พอแก็
2. เชอื่ มใจความทีข่ ดั แยง้ กนั ไดแ้ ก่คาำ ว่า แต่ แต่วา่ ถึงแก็ กว่าแก็
3. เชอ่ื มใจความเปน็ เหตุเปน็ ผลกัน ไดแ้ กค่ าำ ว่า จงึ เพราะแจงึ เพราะฉะนัน้ แจึง
4. เชอ่ื มใจความให้เลือกอย่างใดอยา่ งหนึง่ ไดแ้ ก่คำาว่า หรือ หรอื ไม่ก็ ไมเ่ ชน่ นน้ั มิฉะนั้น
7. คาำ อุทาน คอื คาำ ที่เปล่งออกมาเพอ่ื แสดงอารมณ์หรอื ความรูส้ กึ ของผ้พู ดู มกั จะเป็นคาำ ท่ไี ม่มคี วามหมาย แตเ่ น้นความ
รู้สกึ และอารมณ์ของผ้พู ดู คาำ อทุ านแบง่ ออกเป็น 2 ชนดิ คอื
1. อทุ านบอกอาการ ใชเ้ ปลง่ เสยี งเพอื่ บอกอาการและความรสู้ กึ ตา่ งๆ ของผู้พดู เชน่ แน่น เฮ ้ โว้ย ชชิ ะ ดดาู ู ตาย
จรงิ ว้าย อนจิ จา โถ เป็นตน้
2. อทุ านเสริมบท คอื คาำ พูดเสรมิ ขึ้นมาโดยไม่มคี วามหมาย อาจอยหู่ น้าคำา หลงั คาำ หรอื แทรกกลางคาำ เพอ่ื เนน้
ความหมายของคำาทีจ่ ะพดู ให้ชดั เจนขึ้น

การสร้างคำา
คาำ มูล คอื คาำ ท่มี คี วามหมายสมบรู ณ์ในตัวเอง เปน็ คาำ ด้งั เดมิ ท่มี ีในภาษาเดิม เป็นภาษาไทยหรอื มาจากภาษาใดๆ กไ็ ด้ อาจ
มีพยางค์เดียวหรือหลายพยางคก์ ไ็ ด้ แตต่ อ้ งไม่ใชค่ ำาทเี่ กดิ จากการประสมกับคำาอืน่ ๆ
คาำ ประสม คอื การนาำ คาำ มูลทม่ี คี วามหมายไม่เหมอื นกนั ตัง้ แตส่ องคำาขึน้ ไปนาำ มารวมกนั แล้วเกิดความหมายใหมแ่ ต่ยังมเี คา้
ความหมายเดมิ คำาทเี่ กดิ ขน้ึ จะเรยี กว่า คาำ ประสม
คาำ มลู 2 คำาท่มี ารวมกนั เกดิ เปน็ คาำ ประสม ตอ้ งไม่มลี ักษณะของคาำ ซอ้ นเพอ่ื ความหมาย คอื ตอ้ งไมม่ คี วามหมายเหมือนกนั
คลา้ ยกัน หรอื ตรงกนั ขา้ มกนั
โครงสรา้ งของคาำ ประสม
คาำ หุลกั + คำาเติม = คาำ ประสม (คาำ ใหุม่)

หุลักการสร้างคาำ ประสม
1. คำามลู ทนี่ าำ มาสรา้ งเปน็ คาำ ประสม อาจทำาหน้าท่ีเป็นคาำ นาม คำาสรรพนาม กรยิ า วเิ ศษณ์ หรือบพุ บท กไ็ ด้ คาำ มลู อาจ
เกดิ จากการประสมกับคาำ ชนดิ เดียวกัน หรือคาำ ต่างชนดิ กันกไ็ ด้
2. คำามลู ทน่ี าำ มาประสมกันอาจเป็นคำาทมี่ าจากภาษาใดก็ได้ ซงึ่ อาจเกดิ จากคาำ ไทยกับคำาไทย คาำ ไทยกบั คำาในภาษาอน่ื
หรือเป็นคาำ ทม่ี าจากภาษาอื่นทง้ั หมด
คำาซอ้ น คอื การนาำ คาำ มลู ท่ีมคี วามหมายหรือเสยี งใกลเ้ คยี งกนั หรอื เหมอื นกันมาซอ้ นกันแล้วทาำ ให้เกดิ ความหมายใหมห่ รอื
ความหมายใกล้เคียงกบั ความหมายเดิม คำาซอ้ นมี 2 แบบ ดังนี้
1. คำาซอ้ นเพ่มอความหุมาย เป็นการขยายความให้ชดั เจนย่ิงขึน้ โดยคำามลู ทง้ั 2 คาำ
2. คาำ ซอ้ นเพอม่ เสยี ง คอื การนาำ คาำ มูลสองคำามาประกอบกนั เพอ่ื ให้เกดิ เสยี งคลอ้ งจองกัน อาจเป็นคาำ เลยี นเสยี งธรรมชาติ
ก็ได้ เชน่ โครมคราม เจดิ จา้ โยกเยก ชงิ ชงั เปน็ ต้น
คาำ ซำ้า คอื การนาำ คาำ มูลคำาเดยี วกนั มากลา่ วซ้ำา เพอ่ื เนน้ นำ้าหนักของคาำ เม่อื ซา้ำ แลว้ สามารถใชไ้ มย้ มกแทนคำาซำา้ น้นั ได้
คำาซ้ำาต้อง
1. เขียนเหมอื นกัน
2. เขยี นตดิ กนั
3. หน้าท่ีของคาำ เหมอื นกนั
4. สามารถใชไ้ ม้ยมกแทนได้
คำาสมาส คอื วิธกี ารสรา้ งคำาท่มี าจากภาษาบาลีและสนั สกฤต ซงึ่ เกดิ เปน็ คำาใหม่ มคี วามหมายใหมแ่ ล้วอ่านออกเสยี ง
ตอ่ เน่ืองกนั ไป
คาำ สมาส มี 2 ประเภท
1. คาำ สมาสทไ่ี ม่มกี ารสนธิ (สมาสแบบสมาส) คอื คำาสมาสที่ไมม่ ีการเปลยี่ นแปลงเสยี งหรอื กลมกลนื เสยี ง เรียกว่า “ คำา
สมาส”
2. คาำ สมาสท่มี กี ารสนธิ (สมาสแบบสนธิ) คอื คาำ สมาสทมี่ ีการเปลย่ี นแปลงหรอื กลมกลนื เสยี ง เรียกว่า “ คาำ สนธิ”
คำาสมาส มลี ักษณะดังตอ่ ไปน้ี
1. คาำ ทนี่ ำามาสมาสกนั ต้องเปน็ คาำ ท่มี าจากภาษาบาลี สนั สกฤตเท่านัน้ ห้ามเป็นภาษาอ่ืนเดด็ ขาด
2. การเรยี งลำาดบั คาำ สมาสตอ้ งแปลจากหลงั มาหน้า เพราะคำาประกอบอยูห่ น้าคำาหลกั อย่หู ลัง
เชน่ ผลติ ผล (ผลที่เกดิ ขนึ้ ) ยทุ ธวิธี (วิธกี ารทาำ สงคราม) วาทศลิ ป์ (ศลิ ปะการพดู )
3. คำาสมาสจะไมใ่ ชเ้ ครอ่ื งหมายทัณฑฆาต และรูปสระอะทที่ ้ายพยางค์แรก เชน่ กจิ การ ราชการ
4. เวลาอ่าน จะออกเสยี งสระทเี่ ชอื่ มตดิ กนั ระหว่างคาำ หน้ากับคาำ หลงั ถา้ ไม่มใี หอ้ อกเสยี ง อะ ระหว่างรอยตอ่ ของคำา
เชน่ ภมู ศิ าสตร์ (พูมิสาด) กรรมกร (กำามะกอน) ราชการ (ราดชะกาน)
5. คำาว่า “ พระ” ซงึ่ มาจากภาษาบาลสี นั สกฤตว่า “ วร” เม่ือไปประกอบเป็นคำาหนา้ โดยมีคาำ หลกั ทเ่ี ป็นคาำ ภาษาบาลีสนั สกฤต
จะถอื ว่าเปน็ คำาสมาส เชน่ พระบาท พระกร พระชวิ หา พระสงฆ์
คำาสนธิ คอื การสมาสโดยการเชอ่ื มคำาเข้าระหว่างพยางคห์ ลังของคาำ หนา้ กบั พยางคห์ น้าของคำาหลงั เรียกว่า การสมาสทมี่ ี
สนธิ หรอื คาำ สมาสแบบกลมกลืนเสยี ง เป็นการยอ่ อกั ขระให้น้อยลง
แบ่งเปน็ 3 ประเภท ดังนี้
1. สระสนธิ คอื การนำาคำาบาลสี นั สกฤตทลี่ งทา้ ยดว้ ยสระไปสนธิกบั คาำ ทขี่ ้ึนต้นด้วยสระ ซงึ่ เมอ่ื สนธิแล้วจะมกี าร
เปลีย่ นแปลงรปู สระตามเกณฑ์ ดงั นี้

1.1 ตดั สระทา้ ยคาำ หน้า แลว้ ใชส้ ระหน้าคำาหลงั (กฎของคำาหน้า)
1.2 ตดั สระทา้ ยคำาหน้า ใชส้ ระหนา้ คาำ หลัง แตเ่ ปลยี่ นสระคาำ หลงั ด้วย (กฎของคำาหลงั )
1.3 เปลย่ี นสระทีท่ ้ายคาำ หนา้ อิ อี เป็น ย อุ อู เป็น ว เสยี กอ่ น แล้วสนธิ (กฎของคาำ หนา้ )
2. พยญั ชนะสนธิ คอื การเชอ่ื มคาำ ดว้ ยพยญั ชนะ โดยเชอื่ มเสยี งพยัญชนะในพยางค์ท้ายของคำาหน้ากับเสยี งพยัญชนะ
หรอื สระในพยางคแ์ รกของคำาหลงั ดงั น้ี
2.1 คำาทลี่ งท้ายดว้ ย ส สนธิกบั พยัญชนะ ให้ตดั ส ของคำาหน้าทง้ิ
2.2 คำาทล่ี งทา้ ยด้วย ส สนธิกบั พยญั ชนะ เปล่ยี น ส เป็น โ
3. นฤคหุิตสนธิ คอื การเชอ่ื มคำาดว้ ยนฤคหติ โดยเชอ่ื มพยางค์หลังของคาำ หน้าเปน็ นฤคหติ กบั เสยี งสระในพยางค์แรกของ
คำาหลัง ดงั น้ี
3.1 นฤคหติ สนธิกับสระ เปลยี่ น ๐ เป็น ม แล้วสนธิกนั
3.2 นฤคหติ สนธิกับพยญั ชนะวรรค เปล่ยี น ๐ เป็นพยัญชนะท้ายวรรคน้ันกอ่ นสนธิ
3.3 นฤคหติ สนธกิ ับเศษวรรค เปลยี่ น ๐ เปน็ ง

วลีและประโยค
วลี คอื คาำ หลายคำาทนี่ ำามาเรียงชดิ ตดิ กนั มใี จความไมส่ มบูรณเ์ พราะขาดสว่ นใดสว่ นหนึ่งในภาคประธานหรอื ภาคแสดง
อาจใชโ้ ดยลำาพงั ได้ หรอื ใชป้ ระกอบประโยค เชน่ นักเรียนโรงเรียนสตรวี ทิ ยา พีแ่ ละน้อง ยาวสองกิโลเมตร ประเทศในแถบ
เอเชยี
ประโยค คอื ถอ้ ยคาำ ท่นี ำามาเรียงกนั แลว้ เกดิ ใจความทสี่ มบรู ณ์ ซงึ่ ประกอบไปด้วยภาคประธานและภาคแสดง
การพิจารณาว่าข้อความใดเป็นประโยคหรือไม่ ตอ้ งดทู ค่ี วามหมายว่าครบสมบรู ณช์ ดั เจนหรอื ไม่ เพราะบางประโยค
อาจละเว้นสว่ นใดสว่ นหนึ่งได้
สว่ นประกอบของประโยค
ประโยคจะประกอบไปดว้ ย 2 สว่ น คอื ภาคประธานและภาคแสดง
1. ภาคประธาน คอื คาำ หรอื กลมุ่ คาำ ทีท่ ำาหนา้ ท่ีเปน็ ประธาน เปน็ ผกู้ ระทำา ผู้แสดงของประโยคซงึ่ จะมี บทประธาน
บทขยายประธาน โดยบทขยายอาจจะมีหรอื ไม่มีก็ได้
2. ภาคแสดง คอื คาำ หรอื กลุ่มคาำ ท่ปี ระกอบไปด้วย บทกรยิ า บทกรรมและสว่ นเตมิ เตม็ โดยบทกริยาจะทาำ หน้าที่
เปน็ ตวั แสดงของประโยค บทกรรมจะทำาหน้าที่เป็นผ้ถู กู กระทาำ และสว่ นเติมเตม็ ทำาหนา้ ที่เสริมใจความของประโยคให้
สมบรู ณ์
รูปประโยค มี 5 รูป ดังน้ี
1. ประโยคประธาน คอื ประโยคทีม่ ปี ระธานอยหู่ นา้ ตามดว้ ยภาคแสดง
2. ประโยคกรยิ า คอื ประโยคทม่ี ีคาำ กรยิ าข้ึนต้นตามดว้ ยประธาน มคี าำ ว่า เกดิ มี ปรากฏ
3. ประโยคกรรม คอื ประโยคที่มกี รรมอยู่หน้า เพอ่ื เน้นกรรมให้ชดั เจน
4. ประโยคการิต ประโยคที่มกี รรมรับ หรอื กรรมรอง
5. ประโยคกริยาสภาวมาลา คอื ประโยคทม่ี ีกริยาหรือกรยิ าวลี ทาำ หน้าทีเ่ ป็นคำานาม และทาำ หนา้ ที่เป็นประธาน กรรม
หรอื บทขยายของประโยค (การนาำ คาำ กริยามาใชเ้ ปน็ ประธาน กรรม หรือสว่ นขยายเอาโดยไม่มีคาำ วา่ การ ความ นำาหน้า)
เจตนาของประโยค
ประโยคทใี่ ชอ้ ยใู่ นชวี ิตประจำาวัน สามารถแบ่งออกได้ 3 ประเภทตามเจตนา ดงั น้ี
1. ประโยคแจง้ ใหุท้ ราบ คอื ประโยคทผ่ี ู้พดู ตอ้ งการสง่ สารถงึ ผรู้ บั สารหรือผูฟ้ งั เพ่ือใหไ้ ดร้ บั รู้
2. ประโยคถามใหุต้ อบ คอื ประโยคทีผ่ พู้ ูดใชส้ อ่ื สารเมือ่ ตอ้ งการคำาตอบจากผ้ฟู ัง
3. ประโยคบอกใหุท้ าำ คอื ประโยคท่ผี ู้พดู ใชถ้ อ้ ยคาำ เชงิ คำาสง่ั ขอร้อง ตกั เตอื นให้ผฟู้ งั ปฏบิ ัตติ าม
ชนิดของประโยค
1. ประโยคความเดยี ว (เอกรรถประโยค) คอื ประโยคทม่ี เี นอื้ ความเดยี ว มีบทกรยิ าเพียงบทเดียว
เชน่ นกบนิ พอ่ กนิ ผลไม้ เธออา่ นหนงั สอื ในหอ้ งสมดุ เขาเปน็ ความหวังของพอ่ แม่
ประธาน 1 กรยิ า 1 ทำาคนเดยี ว
2. ประโยคความรวม (อเนกรรถประโยค) คอื ประโยคท่นี าำ เอาประโยคความเดียวตงั้ แตส่ องประโยคข้นึ ไปมารวมกนั โดย
มีคำาสนั ธานเป็นตวั เชอื่ ม
ลักษณะใจความของประโยคความรวม มี 4 ชนดิ
1. ประโยคความรวมที่มีเนื้อความคลอ้ ยตามกนั สนั ธานที่ใชเ้ ชอื่ มคอื และ แล้ว...ก็ ทงั้ ..และครน้ั ..จงึ เมอ่ื ...ก็ เปน็ ตน้
2. ประโยคความรวมทม่ี เี นือ้ ความขัดแย้งกนั สนั ธานทใ่ี ชเ้ ชอื่ ม คอื แต่ แตท่ ว่า กว่า...ก็ แม้ว่า แตก่ ็
3. ประโยคความรวมทม่ี เี นอ้ื ความเปน็ เหตุเปน็ ผลกัน สนั ธานทีใ่ ชเ้ ชอื่ มคอื จงึ ดงั นั้น...จงึ เพราะ...จึง เพราะฉะน้ัน เป็นต้น
4. ประโยคความรวมทม่ี ีเนือ้ หาความให้เลอื กเอาอย่างใดอย่างหนง่ึ สนั ธานท่ีใชเ้ ชอ่ื มคอื หรอื หรอื ไม่ก็ ไมเ่ ชน่ น้ัน ไม่...ก็
3. ประโยคความซอ้ น (สงั กรประโยค) คอื ประโยคที่มใี จความสาำ คัญเพียงใจความเดยี ว ซง่ึ ประกอบด้วยประโยคหลกั
(มุขยประโยค) และประโยคยอ่ ย (อนปุ ระโยค) โดยประโยคยอ่ ยทำาหนา้ ทป่ี ระกอบขยายสว่ นใดสว่ นหนงึ่ ในประโยคหลกั
มขุ ยประโยค คอื ประโยคหลักทีม่ ใี จความสำาคญั เชน่ ฉนั ชอบครูทใี่ จดีและสอนสนกุ
อนุประโยค คอื ประโยคยอ่ ยท่ขี ยายประโยคหลกั เชน่ ฉันชอบครทู ใี่ จดีและสอนสนกุ
โดยอนปุ ระโยคนีส้ ามารถแบ่งออกเปน็ 3 ชนดิ ดงั น้ี
1. นามานุประโยค คอื ประโยคยอ่ ยทที่ ำาหน้าท่แี ทนคาำ นามในประโยคหลกั ซงึ่ คาำ นามนี้อาจเป็นประธาน กรรม หรือ
สว่ นเติมเตม็ ข้อสงั เกตงา่ ยๆ คอื ประโยคนจี้ ะตามหลังคาำ วา่ ใหุ้ วา่
2. คณุ านุประโยค คอื ประโยคยอ่ ยที่ทำาหนา้ ท่ีขยายคำานามหรือคำาสรรพนาม โดยใชป้ ระพันธสรรพนาม ผู้ ที่ ซงึ่
อนั เปน็ บทเชอื่ ม
3. วเิ ศษณานุประโยค คอื ประโยคยอ่ ยท่ที าำ หน้าท่ีขยายกรยิ า หรอื วิเศษณ์ โดยมปี ระพนั ธวเิ ศษณ์ ที่ ซงึ่ อัน เม่มอ
เพราะ จน เมมอ่ ตาม เป็นบทเชอ่ื ม

การอธบิ าย บรรยายพรรณนาและโวหุารการเขียน
1. การอธิบาย คอื การทาำ ให้บคุ คลอืน่ มคี วามรู้ ความเข้าใจในเรอื่ งตา่ งๆ ทงั้ เรอื่ งทเ่ี ปน็ ความจริง ความสมั พันธ์ หรือ
ปรากฏการณ์ต่างๆ ทัง้ ทเี่ ปน็ ธรรมชาตหิ รอื เปน็ ปรากฏการณ์ทางสงั คม ซง่ึ การอธิบายมกี ลวิธี ดงั นี้

1.1 การอธิบายตามลำาดบั ขนั้
1.2 การอธบิ ายโดยการใชต้ ัวอย่าง
1.3 การชส้ี าเหตแุ ละผลลัพธท์ สี่ มั พนั ธ์กนั
1.4 การนิยาม
2. การบรรยาย คอื การเล่าเรื่อง หรอื การกล่าวถงึ เหตกุ ารณท์ ตี่ อ่ เนื่องกนั ที่ทำาให้เราเหน็ ฉากหรอื สถานทท่ี เ่ี กดิ เหตกุ ารณ์
สาเหตุท่กี อ่ ใหเ้ กดิ เหตกุ ารณ์ สภาพแวดลอ้ ม บคุ คลที่เกยี่ วขอ้ ง ตลอดจนผลทเ่ี กิดจากเหตกุ ารณน์ น้ั โดยการบรรยายนจ้ี ะ
ทาำ ใหเ้ ห็นวา่ ใครทาำ อะไร ทไ่ี หน อยา่ งไร เพอื่ อะไรและผลทต่ี ามมาเปน็ อยา่ งไร จะคนุ้ เคยกันเพราะอยใู่ นการเขยี นประเภท
นิทาน เรอ่ื งสมมติ เรอ่ื งสน้ั หรือเรอ่ื งทีม่ กี ารเล่าประวัตศิ าสตรห์ รอื ความเปน็ มาของสงิ่ ใดสงิ่ หนึ่ง
3. การพรรณนา คอื การให้รายละเอยี ดของสงิ่ ตา่ งๆ โดยจะมีการใชส้ าำ นวนภาษาและกลวิธีเมอ่ื เราอ่านแล้ว จะเกดิ ภาพใน
จินตนาการและทาำ ใหเ้ กดิ ความรู้สกึ หรอื อารมณร์ ว่ มตา่ งๆ
กลวธิ กี ารพรรณนา
3.1 แยกสว่ นประกอบ
3.2 ชลี้ กั ษณะเดน่
3.3 การใชถ้ อ้ ยคำา
โวหุารการเขยี น
1. บรรยายโวหุาร คอื โวหารทใี่ ชเ้ ล่าเรือ่ ง หรอื อธิบายเรอื่ งราวต่างๆ ตามลาำ ดบั เหตกุ ารณ์ การเขียนบรรยายโวหาร
จะเขยี นอยา่ งความชดั เจน เขียนตรงไปตรงมา รวบรัด เนน้ แต่สาระสาำ คัญไม่จำาเปน็ ตอ้ งมีพลความ หรอื ความปลกี ยอ่ ยเสริม
เชน่ บนั ทึก จดหมายเหตุ การเขยี นเพอื่ แสดงความคดิ เห็นประเภทบทความเชงิ วจิ ารณ์ ข่าว เป็นตน้
2. พรรณนาโวหุาร มลี ักษณะคลา้ ยบรรยายโวหาร แตจ่ ะมกี ารสอดแทรกหรอื ใสอ่ ารมณ์ความร้สู กึ ท่ีทาำ ใหเ้ ราคลอ้ ยตาม
ดว้ ย การพรรณนาโวหารจงึ ม่งุ เน้นให้ภาพและเกดิ อารมณ์ จงึ มักใชก้ ารเลน่ คาำ เล่นเสยี ง ใชภ้ าพพจน์ แม้เนือ้ ความท่เี ขยี นจะ
น้อยแตเ่ ต็มด้วยสำานวนโวหารทไ่ี พเราะ อ่านแล้วได้ความรูส้ กึ
3. เทศนาโวหุาร เปน็ การใชโ้ วหารทจี่ ะชใี้ หเ้ ห็นถึงบาปบุญคณุ โทษ และเปน็ การแนะนำาสง่ั สอนอยา่ งมเี หตผุ ล เพอื่ ชกั จงู
ให้เราไดค้ ลอ้ ยตามสง่ิ ทผ่ี เู้ ขยี นตอ้ งการ
4. สาธกโวหุาร คอื โวหารทีเ่ น้นการยกตัวอย่าง เพอื่ อธิบายความใหผ้ อู้ ่านได้เขา้ ใจ หรือสนับสนุนความคดิ เห็นที่เสนอให้
หนกั แน่น นา่ เชอื่ ถอื สาธกโวหารเป็นโวหารเสรมิ บรรยายโวหาร พรรณนาโวหาร และเทศนาโวหาร
5. อปุ มาโวหุาร เป็นโวหารเปรียบเทยี บ โดยกตัวอยา่ ง สง่ิ ทคี่ ล้ายคลงึ กันมาเปรียบเพอื่ ใหเ้ กดิ ความชดั เจนดา้ นความหมาย
ด้านภาพ และเกดิ อารมณ์ ความรู้สกึ มากยิ่งข้ึน ซง่ึ อปุ มาโวหาร คอื โวหารภาพพจนป์ ระเภทอุปมาที่นอ้ งคุ้นเคยนน่ั เอง

การอา่ นจับใจความ
แนวทางการอา่ นจับใจความ
1. ตงั้ จดุ มุ่งหมายในการอ่านได้ชดั เจน เชน่ อ่านเพอื่ หาความรู้ เพอื่ ความเพลดิ เพลนิ หรอื เพอื่ บอกเจตนาของผ้เู ขยี น เพราะ
จะเปน็ แนวทางกำาหนดการอา่ นไดอ้ ยา่ งเหมาะสม และจับใจความหรือคำาตอบไดร้ วดเรว็ ยงิ่ ขึน้
2. สาำ รวจสว่ นประกอบของหนงั สอื อย่างคร่าวๆ เชน่ ชอ่ื เรอื่ ง คาำ นาำ สารบญั คาำ ชแ้ี จงการใชห้ นังสอื ภาคผนวก ฯลฯ เพราะ
สว่ นประกอบของหนงั สอื จะทำาใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจเกย่ี วกับเรอื่ งหรือหนงั สอื ทีอ่ ่านไดก้ ว้างขวางและรวดเรว็
3. ทาำ ความเข้าใจลักษณะของหนังสอื ว่าประเภทใด เชน่ สารคดี ตาำ รา บทความ ฯลฯ ซง่ึ จะชว่ ยให้มแี นวทางอ่านจับใจ
ความสำาคญั ได้งา่ ย
4. ใชค้ วามสามารถทางภาษาในด้านการแปลความหมายของคำา ประโยค และขอ้ ความต่างๆ อยา่ งถูกตอ้ งรวดเรว็
5. ใชป้ ระสบการณห์ รอื ภูมิหลงั เก่ยี วกบั เรอื่ งท่อี ่านมาประกอบ จะทำาความเขา้ ใจและจบั ใจความท่ีอา่ นไดง้ ่ายและรวดเร็วขึ้น
ขัน้ ตอนการอ่านจับใจความ
1. อา่ นผ่านๆ โดยตลอด เพอ่ื ใหร้ ู้ว่าเรอ่ื งทอ่ี า่ นว่าดว้ ยเรอื่ งอะไร จดุ ใดเป็นจดุ สาำ คัญของเร่ือง
2. อา่ นใหล้ ะเอียด เพอื่ ทำาความเข้าใจอยา่ งชดั เจน ไมค่ วรหยุดอา่ นระหวา่ งเรอื่ งเพราะจะทำาใหค้ วามเข้าใจไมต่ อ่ กนั
3. อา่ นซำา้ ตอนที่ไมเ่ ขา้ ใจ และตรวจสอบความเข้าใจบางตอนใหแ้ นน่ อนถกู ตอ้ ง
4. เรยี บเรยี งใจความสาำ คญั ของเรอ่ื งด้วยตนเอง

ระดับของภาษา
การแบง่ ระดบั ของภาษา
1. แบง่ เป็น 2 ระดบั คอื ระดบั ทางการ (แบบแผน) และระดับทไ่ี มเ่ ปน็ ทางการ (ไมเ่ ป็นแบบแผน)
2. แบ่งเป็น 3 ระดับ คอื ระดบั พิธีการ (แบบแผน) ระดบั กึง่ พธิ กี าร (กึ่งแบบแผน) และระดับไม่เปน็ พธิ กี าร (ภาษาปาก)
3. แบง่ เป็น 5 ระดับ คอื ระดบั พิธกี าร ระดบั ทางการ ระดบั ก่ึงทางการ ระดบั ไม่เปน็ ทางการ และระดบั กันเอง
ภาษาแต่ละระดับ แบ่งระดับความสาำ คัญได้ดงั ต่อไปน้ี
1. ระดับภาษาแบบแผน จะเป็นระดับทมี่ คี วามเคร่งครดั ดา้ นความสมบูรณข์ องประโยค และความถูกตอ้ งดา้ น
ไวยากรณม์ าก ทัง้ ระเบยี บการใชค้ ำา ระเบยี บโครงสรา้ งประโยค เป็นต้น ใชใ้ นเอกสารของทางราชการ ตาำ รา งานเขยี น
วชิ าการ และคำากลา่ วเพอื่ ใชอ้ า่ นในพธิ กี าร นอกจากนั้นแลว้ ผู้สง่ สารมักเปน็ บคุ คลสำาคญั หรอื มีตำาแหนง่ สงู ผ้รู บั สารสว่ น
ใหญเ่ ปน็ บคุ คลในวงการเดยี วกัน สว่ นใหญผ่ สู้ ง่ สารเป็นผูก้ ล่าวฝ่ายเดยี ว ไมม่ กี ารโตต้ อบ หากจะมีการตอบทกี่ ระทำาอยา่ ง
เป็นพธิ กี าร
2. ระดับภาษากงึ่ แบบแผน จะมกี ารลดหยอ่ นในความเคร่งครัดดา้ นความสมบูรณ์ของประโยค และความถกู ตอ้ ง
ดา้ นไวยากรณ์ เน้นใชใ้ นการสอื่ สารทั้งการพดู และการเขียน เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความสมั พนั ธภาพอนั ใกล้ชดิ ยิ่งขึน้ ระหว่างผู้รับสาร
และผู้สง่ สาร เชน่ การพดู อภิปราย หรือบรรยาย การเขยี นเชงิ สนทนา ระดบั ภาษานอ้ี าจแทรกวิธกี ารตา่ งๆ สอดแทรกลกู เลน่
ทางภาษาได้บา้ งเพอ่ื สรา้ งรสชาติและสสี นั ภาษา
3. ระดับภาษาไมเ่ ปนน แบบแผน เปน็ ระดบั ท่ไี ม่เครง่ ครัดดา้ นความสมบูรณ์ของประโยค และความถกู ตอ้ งด้านไวยากรณ์
เลย ใชส้ อ่ื สารในชวี ิตประจาำ วนั กับบคุ คลใกล้ชดิ บางทีเรียกภาษาปาก มกั ประกอบดว้ ยคาำ สมัยนิยม (Slang) คาำ ตดั คำา
ภาษาตา่ งประเทศ คาำ ภาษาถน่ิ หรอื คำาศัพทเ์ ฉพาะกลุม่ ฯลฯ
ความแตกต่างระหุว่างภาษาพูดและภาษาเขียน
ภาษาพดู พดู คุยในชวี ิตประจำาวัน นน่ั คอื ภาษาพดู ซง่ึ จดั อยู่ในระดบั ภาษาไมเ่ ป็นแบบแผน เพราะเป็นภาษาเฉพาะกลมุ่
หรือเรียกว่า ภาษาปาก จะใชเ้ มอื่ สนทนากับกลุม่ ทส่ี นิท ลกั ษณะทีส่ งั เกตได้ คอื มกั จะเปน็ คาำ คะนอง หยาบคาย คาำ ศพั ท์
เฉพาะกลุ่ม คาำ ยมื ภาษาตา่ งประเทศแล้วตัดใหส้ นั้ ลง และออกเสยี งผดิ จากหลกั ไวยากรณ์
ภาษาเขียน เป็นการใชภ้ าษาเครง่ ครดั ในหลกั ทางภาษา ถกู ตอ้ งตามหลกั ไวยากรณเ์ หล่าน้จี ะจดั อยใู่ นระดบั ภาษา
แบบแผนแต่บางคร้ังงานเขียนบางประเภทกม็ ไิ ด้เครง่ ครัดเท่าทีค่ วรกจ็ ะจดั อยูใ่ นระดบั ภาษาก่งึ แบบแผนก็ได้

คาำ ราชาศพั ท์
ราชาศพั ท์ คอื คาำ สภุ าพท่ีใชใ้ หเ้ หมาะสมกับฐานะของบุคคลตา่ งๆ คำาราชาศพั ทเ์ ป็นการกาำ หนดคำาและภาษาทส่ี ะทอ้ นให้
เห็นถงึ วัฒนธรรมอันดงี ามของไทย แม้คาำ ราชาศพั ทจ์ ะมโี อกาสใชใ้ นชวี ิตประจาำ วันของเราน้อย แตเ่ ป็นสง่ิ ท่แี สดงถงึ ความ
ละเอยี ดออ่ นของภาษาไทย และเปน็ ลกั ษณะพเิ ศษของภาษาไทย เพือ่ ใหเ้ ราสามารถใชป้ ระโยชนจ์ ากคำาราชาศัพทใ์ หถ้ กู
ตอ้ ง จงึ ตอ้ งแบ่งบคุ คลในราชาศัพทด์ งั น้ี
1. พระเจ้าแผ่นดนิ หมายถงึ ผทู้ ่ไี ดร้ ับพระราชพิธบี รมราชาภเิ ษก ทงั้ นไี้ ม่วา่ จะเรียกเปน็ อย่างอน่ื กจ็ ะอยูใ่ นระดับพระเจา้
แผน่ ดนิ ทง้ั สน้ิ ผู้ทมี่ สี ทิ ธิจะเปน็ พระเจ้าแผ่นดนิ ตามกฎมณเฑียรบาลกด็ ี แมย้ งั ไม่ผ่านพระราชพธิ บี รมราชาภเิ ษกก็ยงั คงไม่
ตอ้ งใชค้ ำาราชาศพั ท์เสมอดว้ ยพระเจา้ แผ่นดิน
2. พระบรมวงศานุวงศ์ หมายถงึ เครอื ญาติผู้ใหญแ่ ละญาตผิ ู้นอ้ ยของพระเจา้ แผน่ ดิน ซงึ่ มีตำาแหนง่ พระอสิ ริยยศท่พี งึ ใช ้
ราชาศัพท์
3. พระสงฆใ์ นพระพุทธศาสนา หมายถึง พระสงฆต์ ้ังแตช่ นั้ สมเดจ็ พระสงั ฆราชสกลมหาสงั ฆปรณิ ายก จนถงึ พระสงฆ์
สามเณรทว่ั ไป ตอ้ งใชร้ าชาศพั ทส์ ำาหรบั พระสงฆต์ ามฐานานรุ ปู ของทา่ น
4. ขุนนางขา้ ราชการระดบั สูง ขุนนางสมัยโบราณมบี รรดาศกั ดเิ์ รียงจากสงู สดุ ลงตาำ่ สดุ ข้าราชการระดบั สงู ปัจจุบันมี
ข้าราชการระดบั สูงในตำาแหน่งตา่ งๆ ตามลาำ ดบั ชนั้ การปกครองระบอบประชาธปิ ไตยที่มพี ระมหากษตั ริยเ์ ปน็ ประมุข
5. สุภาพชน คอื สามัญชนท่วั ไป มีวงศญ์ าตบิ คุ คลท่ีเคารพนับถอื บคุ คลทั่วไป
• การใชพ้ ระบรม พระราชและ พระ
พระบรมราช + นามสำาคัญทสี่ ุด ของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั เชน่ พระบรมราโชวาท พระบรมศพ
พระราชโองการ พระบรมฉายาลกั ษณ์
พระราช + นามสาำ คัญทสี่ ดุ ของสมเดจ็ พระบรม เชน่ พระราโชวาท
พระราช + นามสำาคญั ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว และ สมเดจ็ พระบรม เชน่ พระราชนพิ นธ์
พระราชกรณียกิจ พระราชประวตั ิ
พระ + นามท่ีสาำ คญั ทส่ี ดุ และนามสำาคญั ของสมเดจ็ เจา้ ฟ้า พระองค์เจา้ และสมเดจ็ พระสงั ฆราช เชน่ พระโอวาท
พระนพิ นธ์ พระราชกศุ ล พระกรณียกจิ พระประวัติ
พระ + อวัยวะและของใช ้ ของกษตั ริย์ จนถงึ พระองคเ์ จา้ เชน่ พระเนตร พระหตั ถ์ พระกรรณ พระนาสกิ

• การใชก้ ริยาราชาศพั ท์ มี 2 ประเภท
1. สาำ เรจ็ รูป เชน่ เสดจ็ สรง สรวล เสวย พระราชทาน ประทาน ประชวร บรรทม
2. ใช ้ “ ทรง” ดงั นี้
2.1 ทรง + กรยิ าธรรมดา เชน่ ทรงสร้าง ทรงหม้ัน ทรงยนิ ดี ทรงว่ิง
2.2. ทรง + นามธรรมดา เชน่ ทรงศลี ทรงธรรม ทรงดนตรี
2.3 ทรง + นามราชาศพั ท์ เชน่ ทรงฉลองพระองค์ ทรงพระกรุณา
ข้อห้าม ห้ามใช ้ “ ทรง” นาำ หน้ากริยาราชาศพั ทส์ ำาเรจ็ รูป
การใชค้ ำาว่า “ เสดจ็ ” นำาหนา้
เสดจ็ + กรยิ าสามัญ เชน่ เสดจ็ ไป เสด็จออก
เสดจ็ + นามราชาศัพท์ เชน่ เสดจ็ พระราชสมภพ เสดจ็ พระราชดาำ เนินไปต่างประเทศ
• การใชค้ าำ ราชาศพั ท์ ในคำาขึน้ ต้นและคาำ ลงทา้ ย

- “ขอเดชะฝา่ ละอองธุลีพระบาทปกเกลา้ ปกกระหมอ่ ม ข้าพระพทุ ธเจา้ .......” ลงท้าย “ ดว้ ยเกล้าด้วยกระหมอ่ ม
ขอเดชะ” ใชใ้ นโอกาสกราบบงั คมทลู ขึ้นกอ่ นเปน็ ครั้งแรก
- “พระพทุ ธเจา้ ข้าขอรบั ใสเ่ กล้าใสก่ ระหมอ่ ม ข้าพระพทุ ธเจ้า....” ลงท้าย "ดว้ ยเกล้าดว้ ยกระหมอ่ ม..." ใชใ้ นโอกาส

ทีม่ พี ระราชดาำ รสั ข้ึนกอ่ น

- "พระมหากรณุ าธคิ ณุ เปน็ ลน้ เกลา้ ลน้ กระหมอ่ ม" หรือ "พระเดชพระคุณเปน็ ล้นเกลา้ ล้นกระหมอ่ ม ลงท้ายว่า "ดว้ ย
เกล้าดว้ ยกระหมอ่ ม" ใชใ้ นโอกาสแสดงความขอบคณุ ทไี่ ด้รบั ความชว่ ยเหลอื

- "เดชะบารมปี กเกล้าด้วยกระหมอ่ ม" หรอื "เดชะพระบรมเดชานุภาพเป็นล้นเกลา้ ลน้ กระหมอ่ ม ลงท้ายว่า "ด้วย
เกลา้ ด้วยกระหมอ่ ม" ใชใ้ นโอกาสแสดงความรอดพน้ อนั ตราย

- "พระราชอาญาไม่พน้ เกลา้ พน้ กระหมอ่ ม" หรอื "พระอาญาเป็นลน้ เกลา้ ลน้ กระหมอ่ ม" ลงทา้ ยว่า "ดว้ ยเกลา้ ด้วย
กระหมอ่ ม" ใชใ้ นโอกาสท่ที าำ ผดิ พลาด

- "ไม่ควรกราบบงั คมทลู พระกรณุ า" หรือ "ไมค่ วรจะกราบบังคมทลู ใหท้ รงทราบ" ลงทา้ ยว่า "ด้วยเกลา้ ดว้ ย
กระหม่อม" ใชใ้ นโอกาสทต่ี อ้ งกล่าวถงึ สงิ่ ไม่สุภาพ
• การใชส้ รรพนามราชาศพั ท์

ผู้ฟัง บรุ ุษท่ี 2 บุรษุ ที่ 1

1. พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู ัว ใตฝ้ า่ ละอองธลุ พี ระบาท ข้าพระพทุ ธเจ้า
พระบรมราชนิ นี าถ

2. สมเดจ็ พระบรมโอรสาธริ าช ใตฝ้ า่ ละอองพระบาท

สมเดจ็ พระเทพพระรตั นฯ

3. สมเดจ็ เจ้าฟา้ ใต้ฝ่าพระบาท
4. พระองค์เจา้ สมเดจ็ พระสงั ฆราช
ฝ่าพระบาท เกล้ากระหม่อม (ฉัน)

5. หมอ่ มเจา้ ฝ่าพระบาท เกลา้ กระหมอ่ ม หมอ่ มฉัน
• ราชาศพั ท์สาำ หุรับพระภิกษุ
- สมเด็จพระสงั ฆราช จะใชค้ าำ ระดบั เดยี วกนั กบั พระองคเ์ จ้า เชน่ บรรทม ประชวร เสวยพระกระยาหาร

- สมเดจ็ พระราชาคณะ ใชค้ าำ ราชาศพั ท์สาำ หรบั พระภกิ ษุ เชน่

- พระราชาคณะ

- พระภกิ ษุท่วั ไป จาำ วดั อาพาธ ฉนั ภตั ตาหาร

การเขียนจดหุมาย
รปู แบบของจดหมาย
1. ทอ่ี ยู่ของผ้เู ขยี น อยตู่ รงมมุ บนขวาของหนา้ กระดาษ โดยเราจะเร่มิ เขยี นจากกงึ่ กลางหน้ากระดาษ
2. วันเดอื นปี เขียนเยื้องทอ่ี ยูผ่ ู้เขียนมาขา้ งหน้าเลก็ น้อย
3. คำาข้ึนต้น อย่ดู ้านซา้ ยห่างจากขอบกระดาษประมาณ 1 น้วิ และเปน็ เเนวชดิ ดา้ นซา้ ยสดุ ของเน้อื ความ
4. เนอ้ื ความ เรมิ่ เขยี นโดยยอ่ หน้าเลก็ นอ้ ย และควรข้นึ ยอ่ หนา้ ใหมเ่ ม่ือข้ึนเนอ้ื ความใหม่ นอกจากนตี้ ้องเว้นวรรคตอนให้
ถกู ตอ้ งดว้ ย
5. คำาลงท้าย อยตู่ รงกับวันเดือนปที ีเ่ ขียน
6. ชอื่ ผู้เขยี น เยอ้ื งลงมาทางขวามอื ถา้ เขยี นจดหมายถงึ บุคคลทไ่ี ม่คยุ้ เคย ควรวงเล็บชอื่ ทเี่ ขยี นเป็นตวั บรรจงดว้ ย ถา้ เป็น
จดหมายราชการต้องบอกยศตำาแหน่งของผ้สู ง่ ดว้ ย

การใชค้ าำ ขึน้ ตน้ และคำาลงท้าย คำาขึน้ ตน้ คำาลงท้าย
ผู้รบั

บดิ ามารดา ญาตผิ ู้ใหญ่ กราบเทา้ แแ..ทเ่ี คารพยิ่ง ด้วยความเครารพอยา่ งสงู
กราบเท้าแแ..ทร่ี ักและเคารพ

ผู้ทส่ี นทิ กนั หรอื ศกั ดติ์ า่ำ กว่า ……………………..ทีร่ กั รักและคดิ ถึง
…………………….ที่คดิ ถงึ คดิ ถงึ ดว้ ยความรกั

บคุ คลทสี่ งู ดว้ ยวยั วุฒิ กราบเรียนแแ..ทเี่ คารพ ขอแสดงความนับถอื อยา่ งสงู

บคุ คลท่วั ไป เรยี นแแ.. ขอแสดงความนับถอื

ประธานองคมนตรี กราบเรยี นแแแ ขอแสดงความนบั ถอื อยา่ งยงิ่
นายกรฐั มนตรี ฯลฯ

พระภกิ ษุ นมัสการ ขอนมัสการด้วยความเคารพ
อยา่ งยิ่ง

การใชค้ าำ ลงท้ายเนมอ้ ความ มกั ใชใ้ นจดหมายท่ีเปน็ ทางการหรือจดหมายราชการ มคี ำาลงทา้ ยทค่ี วรรดู้ งั ตอ่ ไปนี้
1. จึงเรียนมาเพอื่ ทราบ ใชเ้ มอ่ื บอกขอ้ มลู รายงานผลการทำางาน ชแี้ จงข้อเทจ็ จรงิ
2. จึงเรยี นมาเพอ่ื โปรดพจิ ารณา ใชเ้ มอื่ ขออนญุ าต หรอื ขอให้ผูร้ บั จดหมายทำาอะไรให้
3. จงึ เรยี นมาเพอื่ โปรดให้ความร่วมมอื (อนเุ คราะห์) จกั ขอบคุณย่งิ ใชเ้ มอ่ื ขอความร่วมมอื

การเขยี นคำาขวัญ
คำาขวญั หมายถงึ ถอ้ ยคาำ ข้อความ หรอื บทกลอนสนั้ ๆ เพ่ือใหจ้ าำ ไดง้ ่าย โดยทั่วไปการเขยี นคาำ ขวญั ให้นา่ สนใจมีหลกั การ
ง่ายๆ ดงั ตอ่ ไปนี้
1. ใชถ้ อ้ ยคำาสนั้ กะทัดรดั มีความหมายลกึ ซงึ้ ใชค้ าำ ตง้ั แต่ 2 คาำ ขนึ้ ไป แต่ไมค่ วรเกิน 16 คาำ แบ่งเป็นวรรคไดต้ งั้ แต่
1 - 4 วรรค เชน่ อากาศเปน็ พษิ ชวี ติ จะสนั้ ตน้ ไมเ้ ท่านั้น ชว่ ยกนั ชว่ ยแก้
2. เขียนใหต้ รงจดุ ม่งุ หมาย มกี ารแสดงความคดิ ของเราในเรื่องใดเรอ่ื งหนึ่งอย่างชดั เจน หรอื ที่เรยี กว่ามีใจความสาำ คญั เพยี ง
อย่างเดยี ว เชน่ ขบั รถถกู กฎ ชว่ ยลดอุบัติเหตุ
3. มกี ารจดั แบง่ จงั หวะของคำาทสี่ มำา่ เสมอ ทาำ ใหส้ ามารถจดจาำ ไดง้ ่าย เชน่ ยามศกึ เรารบ ยามสงบเราเตรยี ม
4. มกี ารเลน่ คาำ การเล่นเสยี งสมั ผัส และการใชค้ าำ ซำ้า เชน่ เดก็ ดีเป็นศรีแกช่ าติ เดก็ ฉลาดชาติเจริญ
5. เปน็ คาำ ตกั เตอื นหรอื แนะนาำ ใหป้ ฏิบตั ิในทางท่ดี ี

การเขยี นบรรณานุกรม
รูปแบบการเขียนบรรณานุกรม
ชอ่ื ผแู้ ต่ง. ปีทพี่ มิ พ.์ ชอื่ หนังสอื . เล่มท่ีหรอื จาำ นวนเล่ม(ถา้ มี), ครง้ั ที่พมิ พ์. ชอ่ื ชดุ หนงั สอื และลาำ ดบั ท่ี (ถ้ามี). สถานทพี่ ิมพ:์
สาำ นกั พิมพ์.

สาำ นวนไทย
สาำ นวนไทย คอื คาำ หรอื ขอ้ ความท่ีกลา่ วกันมาชา้ นานแล้ว มคี วามหมายไม่ตรงตามตวั หรือมีความหมายอ่นื แฝงอยู่
สำานวนไทยมี 2 ประเภท คอื
สภุ าษติ คอื สาำ นวนทมี่ ีลกั ษณะสงั่ สอนหรือหา้ ม มีจดุ มุ่งหมายเพอื่ การสง่ั สอน เชน่ นา้ำ เชยี่ วอย่าขวางเรอื
คำาพงั เพย คอื เป็นสำานวนที่กลา่ วโดยทวั่ ๆ ไป ไมไ่ ด้เนน้ ไปท่กี ารสงั่ สอนโดยตรง เชน่ ตาำ น้ำาพรกิ ละลายแม่นำ้า
ดนิ พอกหางหมู หวั ลา้ นไดห้ วี
คำาคะนอง คอื ถอ้ ยคำา สาำ นวน หรือภาษาพดู ทใี่ ชส้ รา้ งความเขา้ ใจเฉพาะกลุม่ เป็นภาษาท่สี รา้ งขึน้ เพอ่ื หลกี เลี่ยงการใช ้
ภาษาไม่สุภาพ เป็นภาษาไม่เปน็ แบบแผน สร้างขน้ึ เพื่อใหเ้ กดิ คาำ แปลกๆ ผดิ ไปจากปรกตทิ งั้ ด้านเสยี ง รปู คำา และความ
หมายเปน็ ภาษาที่ไมป่ รากฏในพจนานุกรม เชน่ เว่อร์ เรดิ่ เจงา เปน็ ต้น

การเขียนเรียงความ
สว่ นประกอบของเรียงความประกอบไปดว้ ย 3 สว่ น คอื
1. คำานำา เป็นการบอกใหผ้ ้อู ่านทราบว่า ผู้เขียนจะเขยี นเร่อื งอะไร เป็นการกระต้นุ ใหผ้ ู้อา่ นสนใจอา่ นเนื้อเรอ่ื งตอ่ ไป การ
เขียนคำานาำ มีหลายวธิ ี เชน่ ยกคำาพดู คาำ คม สภุ าษติ รอ้ ยกรอง คำาถาม
2. เนมอ้ เรม่อง เปน็ สว่ นสำาคญั ทีส่ ดุ ของการเขียนเรยี งความ ผู้เขียนจะตอ้ งคดิ กอ่ นเป็นข้ันแรกว่า จะเลอื กเขยี นเรือ่ งอะไรและ
มีวัตถุประสงค์ใดในการเขยี นเรอ่ื งน้ันๆ
3. บทสรุป ควรเขียนบทสรปุ ใหน้ ่าประทบั ใจ ทส่ี าำ คญั คอื ตอ้ งทาำ ใหผ้ ู้อา่ นเข้าใจจดุ ประสงค์ของผ้เู ขียนอยา่ งแจม่ ชดั อาจ
ทาำ ได้หลายวธิ ี เชน่ เนน้ สาระสำาคญั ของเรอ่ื ง ตงั้ คำาถามให้คดิ ตอ่ ยกคาำ กลา่ ว คำาคม สุภาษติ ข้อคดิ

การเขียนรายงาน
สว่ นต่าง ๆ ของรายงาน มี 3 สว่ น ดงั นี้
1. สว่ นนำา ประกอบดว้ ย หน้าปก ใบรองปกหน้า (กระดาษเปล่า) หน้าปกใน หนา้ คาำ นาำ หน้าสารบญั
2. สว่ นเนมอ้ เรมอ่ ง ประกอบด้วย เนื้อเรอื่ ง เชงิ อรรถ
3. สว่ นสรุป ประกอบดว้ ย บรรณานกุ รม ภาคผนวก ใบรองปกหลงั (กระดาษเปล่า) ปกหลงั
สว่ นประกอบท่สี าำ คัญของรายงาน
คำานาำ เป็นการบอกขอบข่ายของเรื่อง สาเหตทุ ท่ี าำ ให้เลอื กทาำ รายงานเรอื่ งน้ี จดุ มงุ่ หมายในการเขียน
สารบัญ หมายถงึ บัญชบี ทต่างๆ ในสารบัญมีบทและตอนตา่ ง ๆ เรยี งตามลำาดบั กบั ท่ีปรากฏในหนงั สอื ตลอดจนการ
ขอบคณุ ผู้ทช่ี ว่ ยเหลอื ในการทำารายงาน
เนอม้ หุา ตอ้ งมตี อนนาำ ตอนตวั เรอ่ื ง และตอนลงทา้ ยเชน่ เดยี วกับการเขยี นเรยี งความ
บรรณานุกรม คอื รายชอ่ื สง่ิ พิมพต์ ลอดจนวสั ดอุ ้างอิงทกุ ชนิด ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับการทำารายงาน
ภาคผนวกหุรมออภธิ านศพั ท์ คอื สว่ นที่นาำ มาเพิ่มเตมิ ทา้ ยรายงานเพอ่ื ใหผ้ ู้อ่านเขา้ ใจแจม่ แจง้ ย่ิงขน้ึ
ข้ันตอนการเขยี นรายงาน
1. ตั้งชอื่ เร่ืองกาำ หนดขอบเขตของเรอื่ ง โดยเลอื กเรอ่ื งทเ่ี ราสนใจหรอื ถนัด นอกจากนี้ยงั ควรเปน็ เรื่องท่มี ีประโยชนต์ อ่ ทั้ง
ตัวผู้จดั ทาำ เองและผู้อา่ นด้วย
2. กำาหนดจดุ ม่งุ หมายของเรื่องจะกระทำาไดก้ ต็ อ่ เมือ่ ไดค้ น้ ควา้ ขอ้ มลู อย่างละเอยี ดเรยี บร้อยแล้ว
3. เขยี นโครงเรอ่ื งของรายงาน โดยการวางโครงเรอื่ งท้ังสว่ นคาำ นำา เนือ้ เรอื่ ง และสรุป โดยเนน้ ไปที่เนอ้ื เรอื่ ง โดยการจดั
เรียงเนอ้ื หาเป็นลาำ ดบั อาจตามเวลาหรอื ตามความสำาคัญ แตต่ ้องให้เน้อื หามีความสมั พนั ธก์ ันด้วย
4. ลงมือเขียนรายงาน

การเปนน ผู้พดู และผูฟ้ ังทีด่ ี
การเปนน ผู้พดู ทด่ี ี
1. การใชภ้ าษา ตอ้ งเลอื กใชถ้ อ้ ยคำาที่เข้าใจง่ายเหมาะสมกบั วัยของผูฟ้ ัง
2. ออกเสยี งพดู ให้ชดั เจนตามหลกั ภาษาและความนิยม ดังพอประมาณ อยา่ ตะโกนหรอื พดู คอ่ ยเกนิ ไป
3. สหี นา้ ทา่ ทางยมิ้ แย้มแจ่มใส เปน็ กนั เอง ไม่เครง่ เครียด
4. ท่าทางในการยืน น่ัง ควรสง่าผ่าเผย การใชท้ า่ ทางประกอบการพดู กม็ คี วามสำาคญั เชน่ การใชม้ อื นิ้ว จะชว่ ยให้ผู้ฟัง
เข้าใจเรอ่ื งราวได้ง่ายย่ิงขนึ้
5. ตอ้ งรักษามารยาทการพดู ใหเ้ คร่งครดั ในเรอื่ งเวลาในการพูด พดู ตรงเวลาและจบทนั เวลา
6. พดู เรอ่ื งใกลต้ ัวใหท้ กุ คนรู้เรอ่ื ง เป็นเรอ่ื งสนกุ สนานแต่มีสาระ และพดู ดว้ ยทา่ ทางและกิรยิ านุม่ นวล เวลาพดู ตอ้ งสบตา
ผู้ฟังดว้ ย
7. ไม่ควรพูดเรอื่ งเชอ้ื ชาติ ศาสนา การเมอื ง โดยไมจ่ ำาเป็น และไม่ควรพดู แต่เรื่องของตวั เอง
8. ไมพ่ ูดคาำ หยาบ นนิ ทาผู้อนื่ ไมพ่ ดู แซงขณะผู้อื่นพดู อยู่ และไม่ชห้ี น้าคสู่ นทนา พูดดว้ ยวาจาสุภาพ
9. รักษาอารมณใ์ นขณะพูดใหเ้ ปน็ ปกติ
การเปนนผู้ฟงั ทดี่ ี
1. การฟังทกุ ครงั้ ตอ้ งมวี ัตถุประสงค์ท่ีชดั เจน และไมเ่ ลอื กฟงั เฉพาะเรอื่ งท่ตี นเองสนใจ
2. รบั ฟงั ขอ้ มลู ทั้งหมดกอ่ นตดั สนิ ใจ
3. ใหค้ วามสนใจกับผ้พู ดู
4. มีการตรวจสอบ หรือตีความหมายทกุ ครงั้ ทีม่ ีการสอื่ สาร
5. เป็นการฟงั ด้วยการยอมรับสาระ และความรู้สกึ
6. แสดงความสนใจกระตอื รือรน้ ทจี่ ะฟงั
7. ขจัดสง่ิ รบกวนที่ทำาลายสมาธใิ นการฟัง
8. ควรฟังพร้อมสงั เกตภาษา ทา่ ทางประกอบ จะชว่ ยบอกความนัยได้

การเขียนแผนผงั ความคดิ
การสรา้ งแผนผงั ความคดิ นน้ั มหี ลกั การในการสรา้ งแบบง่ายๆ อยู่ 4 ขนั้ ตอน ดงั น้ี
1. กำาหนดชอ่ื เรือ่ งหรอื ความคดิ สาำ คญั
2. ระดมสมองระดมความคดิ ของตวั เองเกยี่ วกับเรอ่ื งนั้น แลว้ เขียนเป็นคำาหรอื ขอ้ ความสน้ั ๆ และบันทกึ ไว้
3. นำาคำาหรอื ขอ้ ความนั้นมาจดั กลมุ่
4. ออกแบบผังความคิด และโยงเสน้ แสดงความสมั พนั ธ์ อาจมกี ารโยงคาำ อธิบายออกไปอกี ก็ได้

ความรู้ทัว่ ไปเกี่ยวกับคำาประพนั ธ์
1. องค์ประกอบ

1.1 บท คอื ตอนๆ หน่งึ ของคำาประพันธ์
1.2 บาท คอื บรรทดั ของคำาประพนั ธ์
1.3 วรรค คอื เปน็ สว่ นทแ่ี ยกย่อยออกมาจากบาทอกี ทีหนึ่ง
1.4 คำาหรอื พยางค์ คอื เสยี งท่เี ปลง่ ออกมาในครง้ั ๆ หนึง่
ลักษณะบังคับของบทร้อยกรอง 9 ประการ
1. พยางค์ คอื เสยี งทเี่ ปลง่ ออกมาในครงั้ ๆ หน่งึ อาจมคี วามหมายหรอื ไมม่ คี วามหมายก็ได้ เชน่ คาำ อทุ าน อยา่ งคาำ ว่า โอย้
อ๊ิหม่ำา มะ แม่ กเ็ ป็นพยางคท์ ้ังสน้ิ
2. คณะ คอื ขอ้ กำาหนดของรอ้ ยกรองแต่ละชนิดว่าจะตอ้ งมีจาำ นวนคำา จาำ นวนวรรค จาำ นวนบาทหรอื บทในจำานวนเทา่ ใด
เชน่ กาพยย์ านี 11 กจ็ ะบงั คบั 4 วรรค โดยวรรคหน้าตอ้ งบังคับ 5 คำา และวรรคหลงั บงั คับ 6 คาำ เป็นต้น สว่ นกลอนแปด ก็
กาำ หนดวา่ 1 บทมี 2 บาท 1 บาทมี 2 วรรค 1 วรรคมี 8 คำา
3. สมั ผัส คอื ลกั ษณะบงั คบั ท่ีตอ้ งใชค้ าำ ให้คลอ้ งจองกัน
3.1 สมั ผสั สระ คอื คำาทใ่ี ชส้ ระเป็นเสยี งเดยี วกนั ถา้ มตี วั สะกด ตอ้ งสะกดมาตราเดยี วกนั
3.2 สมั ผสั อกั ษรหรือพยัญชนะ คอื คาำ ทใี่ ชพ้ ยัญชนะขึน้ ต้นเปน็ ตัวเดยี วกันหรอื เสยี งเดียวกนั โดยไมต่ อ้ งคาำ นึงถึง
สระหรอื ตัวสะกด
3.3 สมั ผัสนอก คอื สมั ผสั บงั คับของบทร้อยกรองทกุ ชนดิ เป็นคำาทตี่ ้องเชอื่ มสมั ผัสจากวรรคหนึง่ ไปอีกวรรคหน่ึง
แต่ตอ้ งใชส้ มั ผสั สระเทา่ นั้น
3.4 สมั ผัสใน คอื คาำ ทม่ี ีเสยี งสระหรอื มีพยัญชนะคลอ้ งจองกนั ทีอ่ ย่ใู นวรรคเดยี วกนั ซงึ่ จะทาำ ให้บทรอ้ ยกรองนั้น
ไพเราะน่าฟงั มากข้ึน ซงึ่ ในบทรอ้ ยกรองจะมสี มั ผสั ในหรอื ไม่มีก็ได้
4. คาำ ครุ - ลหุุ คอื คาำ หนกั คาำ เบา ซง่ึ บังคับใชใ้ นบทประพันธป์ ระเภทฉนั ท์
5. คาำ เอก – คำาโท คอื คาำ ทบี่ งั คบั วรรณยกุ ตร์ ปู เอกและโท ในตาำ แหนง่ ทีก่ ำาหนดไว้โดยเฉพาะในโคลงและรา่ ย
5.1 คำาเอก คอื คำาหรอื พยางค์ท่ีมรี ูปวรรณยุกตเ์ อก เชน่ ใช่ ไต่ เตา่ จา่ แม่ เปน็ ต้น
5.2 คำาโท คอื คำาหรอื พยางคท์ ่มี รี ปู วรรณยุกตโ์ ท เชน่ น้ำา ฟา้ หลา้ ได้ เป็นต้น
5.3 คาำ เอกโทษ คอื คาำ โทท่ีเขียนโดยใชร้ ปู วรรณยกุ ตเ์ อก หรอื ง่ายๆ กค็ อื คาำ เอกทส่ี ะกดผดิ
5.4 คาำ โทโทษ คอื คาำ เอกทีเ่ ขียนโดยใชร้ ูปวรรณยุกตโ์ ท หรอื งา่ ยๆ กค็ อื คำาโททสี่ ะกดผิด
6. คาำ เปนน - คำาตาย คอื ลกั ษณะบงั คับทใี่ ชใ้ นการแต่งโคลง รา่ ยและกลบท โดยเฉพาะโคลงสสี่ ภุ าพ
7. เสยี งวรรณยุกต์ คอื เสยี งดนตรี อันได้แก่ เสยี งสามัญ เอก โท ตรี และ จตั วา ทก่ี าำ หนดใหใ้ ชใ้ นบทกลอน
8. คำานำา คอื คำาข้ึนตน้ ทต่ี ้องใชใ้ นบทรอ้ ยกรองบางประเภท ซงึ่ จะมลี กั ษณะตา่ งๆ กัน ดงั น้ี
8.1 กลอนบทละคร ขน้ึ ตน้ ดว้ ยคาำ ว่า “ เมือ่ นน้ั ” “ บดั นนั้ ” “ มาจะกล่าวบทไป”
8.2 กลอนสกั วา ขน้ึ ตน้ ด้วยคาำ ว่า “ สกั วา”
8.3 กลอนดอกสรอ้ ย วรรคแรกจะมี 4 คำา และมีคำาท่ี 2 เปน็ คาำ ว่า “ เอาย” และต้องลงทา้ ยในคำา สดุ ทา้ ยของบทด้วย
คาำ ว่า “ เอย” เทา่ น้ัน
8.4 กลอนเสภา ข้ึนต้นดว้ ยคาำ วา่ “ ครานน้ั ”
9. คาำ สรอ้ ย คอื คำาทใ่ี ชล้ งทา้ ยวรรค หรอื ทา้ ยบาท ในบทรอ้ ยกรอง เพ่อื เพม่ิ ความไพเราะ เติมเน้อื ความใหส้ มบูรณ์ หรอื
อาจใชเ้ ปน็ คาำ ถามกไ็ ด้ ตัวอย่างเชน่ พอ่ แม่ พ่ี เทอญ นา ฤา แล กด็ ี ฮา แฮ เฮย เอย เวย รา อา บารมี เลย โดยคำาสรอ้ ยนี้
จะตอ้ งเปน็ คาำ เป็น จะใชค้ ำาตายไมไ่ ด้ และใชเ้ ฉพาะบทประพนั ธ์ชนดิ โคลงและรา่ ยเท่าน้ัน

ฉนั ทลกั ษณ์
1. กลอนแปดหุรอม กลอนสุภาพ
ลักษณะคาำ ประพันธ์

1.1 คณะ กลอนแปดนั้น 1 บทจะมี 2 บาท หรอื 4 วรรค โดยในหนึ่งบทน้ัน วรรคแรกเรยี กว่าวรรคสดับ วรรคที่
สองคอื วรรครบั วรรคท่ีสามเรยี กว่าวรรครอง และวรรคทส่ี เ่ี รยี กว่าวรรคสง่

1.2 เสยี ง การจะแตง่ กลอนแปดให้ไพเราะนนั้ เรากต็ อ้ งมขี อ้ บังคบั เรอ่ื งเสยี งกนั หน่อย วา่ วรรคใดสามารถลงดว้ ย
เสยี งอะไรไดแ้ ละไม่ไดอ้ ยา่ งไรบา้ ง

- วรรคสดบั คำาสดุ ทา้ ยสามารถลงไดท้ กุ เสยี ง
- วรรครบั คำาสดุ ทา้ ยหา้ มเสยี งสามญั กับตรี
- วรรครอง คำาสดุ ทา้ ยห้ามใชเ้ สยี งเอกโทจตั วา
- วรรคสง่ คำาสุดท้ายหา้ มใชเ้ สยี งเอกโทจตั วา
1.3 การสง่ สมั ผัส การสง่ สมั ผสั เปน็ หัวใจของบทรอ้ ยกรองทุกประเภท ในกลอนแปดเรากำาหนดใหม้ ีสมั ผัสในบท
หรือ สมั ผัสนอก 3 แห่ง และมสี มั ผสั ระหว่างบท 1 แหง่ คอื สมั ผสั นอก นั่นกค็ อื สมั ผสั ระหว่างวรรคในบทน้ันๆ
- คำาสดุ ท้ายของวรรคสดับ (วรรค1) ตอ้ งสมั ผัสกบั คาำ ที่ 3 หรือ 5 ของวรรครบั (วรรค2)
- คาำ สดุ ทา้ ยของวรรครับ (วรรคที่ 2) ตอ้ งสมั ผัสกับคาำ สดุ ทา้ ยของวรรครอง (วรรคที่ 3)
- คำาสดุ ทา้ ยของวรรครอง (วรรค 3) ตอ้ งสมั ผสั กับคำาที่ 3 หรอื 5 ของวรรคสง่ (วรรค 4)
สมั ผสั ระหว่างบท คอื สมั ผัสบังคับทต่ี อ้ งมรี ะหว่างบท โดยคำาสดุ ท้ายของบทแรกตอ้ งสมั ผัสกบั คาำ สดุ ทา้ ยของ
วรรครับ (วรรคท่ี 2) ในบทถดั ไป
2. กาพย์
2.1 กาพยย์ านี 11 เป็นอกี หวั ขอ้ หนึ่งทอ่ี อกข้อสอบบอ่ ย มฉี นั ทลกั ษณ์ทไ่ี ม่ยากจนเกินไปและมีสมั ผัสคลา้ ยกบั
กลอนแปดจงึ งา่ ยตอ่ การจดจาำ แตข่ อ้ ที่ตา่ งนน่ั กค็ อื จำานวนคาำ ในกลอนแปดนนั้ หนง่ึ วรรคจะมี 8 คำา แตใ่ นกาพยย์ านี 11
วรรคแรกจะมี 5 คาำ วรรคที่ 2 จะมี 6 คำา ดังนน้ั ในหน่ึงบาทกจ็ ะมีทง้ั หมด 11 คำา ซง่ึ เป็นทม่ี าของชอื่ “ กาพย์ยานี 11” นัน่ เอง
ลกั ษณะคำาประพันธ์
2.1.1 คณะ กาพยย์ านี 11 หนงึ่ บทจะมี 4 วรรค หรอื 2 บาท โดยบาทท่ี 1 เราเรยี กวา่ “ บาทเอก” และบาทท่ี 2
เราเรียกว่า “ บาทโท” และบาทหน่งึ จะมี 2 วรรค โดยวรรคหน้ามี 5 คาำ และวรรคหลังมี 6 คำา
2.1.2 เสยี ง คำาสดุ ทา้ ยของบทกาำ หนดห้ามใชค้ ำาตาย และคาำ ทม่ี ีเสยี งวรรณยุกต์
2.1.3 การสง่ สมั ผสั การสง่ สมั ผสั เปน็ หวั ใจของบทรอ้ ยกรองทุกประเภท ในกาพย์ยานี 11 เรากำาหนดให้มีสมั ผสั
ในบท หรอื สมั ผัสนอก 2 แหง่ และมีสมั ผัสระหวา่ งบท 1 แหง่ คอื สมั ผสั นอก นั่นกค็ อื สมั ผัสระหว่างวรรคในบทนน้ั ๆ
- คาำ สดุ ทา้ ยของวรรคสดับ (วรรคท่ี 1) ตอ้ งสมั ผสั กบั คำาที่ 3 ของวรรครับ (วรรคที่ 2)
- คาำ สุดทา้ ยของวรรครบั (วรรค 2) ตอ้ งสมั ผัสกบั คาำ สดุ ทา้ ยของวรรครอง (วรรค 3)
สมั ผสั ระหว่างบท คอื สมั ผัสบงั คบั ท่ีตอ้ งมีระหว่างบท โดยคาำ สดุ ทา้ ยของบทแรกตอ้ งสมั ผสั กับคาำ สดุ ทา้ ยของวรรค
รับ (วรรคที่ 2) ในบทถดั ไป เชน่ เดียวกนั กบั กลอนแปด
2.2 กาพยฉ์ บัง 16 มกั ใชใ้ นบททีบ่ รรยายลลี าแบบโลดโผนมอี ารมณ์คกึ คักสนุกสนาน ปจั จุบันมักใชเ้ ขยี นบท
ปลกุ ใจและบทสดดุ ี
ลักษณะคาำ ประพันธ์
2.2.1 คณะ กาพย์ฉบัง 16 หนึง่ บทมี 3 วรรค วรรคแรกมี 6 พยางค์ วรรคทส่ี องมี 4 พยางค์ และวรรคทส่ี ามมี
6 พยางค์ ตามลาำ ดับ จาำ นวนพยางค์รวมกันได้ 16 พยางค์ จึงไดช้ อ่ื ว่า “ กาพยฉ์ บงั 16” โดยนอ้ งๆ อาจจำาว่า “ หก-ส-่ี หก”
ก็ไดเ้ ชน่ กนั
2.2.2 เสยี ง มกั นยิ มเสยี งสามัญและจตั วาเป็นคาำ ท้ายวรรค
2.2.3 การสง่ สมั ผัส การสง่ สมั ผสั ของกาพย์ฉบงั 16 ง่ายมากๆ เพราะมเี พียง 2 แห่งเทา่ นนั้ ซงึ่ เรากาำ หนดให้มี
สมั ผสั ในบท หรอื สมั ผสั นอก 1 แหง่ และมสี มั ผสั ระหว่างบทอกี 1 แห่ง คอื สมั ผัสนอก นั่นกค็ อื สมั ผสั ระหว่างวรรคในบท
นัน้ ๆ
- คำาสุดท้ายของวรรคที่ 1 ตอ้ งสมั ผสั กับคาำ สดุ ทา้ ย ของวรรคที่ 2
สมั ผสั ระหว่างบท คอื สมั ผัสบงั คบั ทต่ี อ้ งมีระหว่างบท โดยคำาสดุ ทา้ ยของบทแรกตอ้ งสมั ผสั กบั คาำ สดุ ทา้ ยของ
วรรคแรกในบทถดั ไป
2.3 กาพยส์ ุรางคนางค์ 28
ลักษณะคำาประพันธ์
2.3.1 คณะ กาพย์สรุ างคนางค์ 28 หนึ่งบทมี 7 วรรค วรรคละ 4 พยางค์ จำานวนพยางคร์ วมกนั ได้ 28 พยางค์ จงึ
ได้ชอื่ ว่า “ กาพยส์ รุ างคนางค์ 28”
2.3.2 การสง่ สมั ผสั การสง่ สมั ผัสของกาพยส์ รุ างคนางค์ 28 นอ้ งๆ คงตอ้ งใชค้ วามพยายามกนั หน่อย เพราะใน
หนง่ึ บทมสี มั ผสั คอ่ นข้างมากและนา่ สบั สน คอื สมั ผสั นอก น่ันก็คอื สมั ผสั ระหว่างวรรคในบทน้นั ๆ

- คาำ สดุ ท้ายของวรรคที่ 1 ตอ้ งสมั ผัสกบั คำาสดุ ทา้ ย ของวรรคที่ 2
- คำาสดุ ท้ายของวรรคท่ี 3 สมั ผสั กบั คาำ สดุ ทา้ ยของวรรคท่ี 5
- คำาสุดท้ายของวรรคท่ี 4 สมั ผัสกบั คาำ แรกหรอื คำาท่ีสองของวรรคที่ 5
- คำาสดุ ท้ายของวรรคท่ี 5 สมั ผสั กบั คำาสดุ ทา้ ยของวรรคที่ 6
สมั ผสั ระหว่างบท คอื สมั ผสั บังคับท่ตี อ้ งมรี ะหว่างบท โดยคำาสดุ ทา้ ยของบทแรกตอ้ งสมั ผสั กบั คำาสดุ ทา้ ยของวรรค
ท่ี 3 ในบทถดั ไป
3. ฉนั ท์
3.1 อนิ ทรวิเชยี รฉนั ท์ โดยปกติแล้วฉนั ท์มกั ใชส้ ำาหรบั แต่งเรื่องทต่ี ่อเน่ืองกนั ยดื ยาว มบี ทพรรณนา หรือการ
แทรกคตติ า่ ง ๆ เชน่ เรอื่ ง สามัคคีเภทคาำ ฉันท์ กฤษณาสอนน้องคำาฉันท์ มงคลสูตรคาำ ฉนั ท์ เปน็ ตน้ เน่ืองจากฉันท์เปน็ สงิ่ ท่ี
คนไทยได้รับมาจากวรรณคดีบาลซี ง่ึ มกี ารใชค้ ำาหนกั -เบา ดงั น้ันในการแตง่ ฉันทท์ ุกประเภท ขอ้ บังคับสาำ คัญกค็ อื คร-ุ ลหุ
หรอื เสยี งหนัก-เสยี งเบา
ลกั ษณะคาำ ประพนั ธ์
3.1.1 คณะ อนิ ทรวิเชยี รฉนั ท์ 1 บทมี 2 บาท และมี 4 วรรค โดยบังคบั ครุ-ลหุ ดังน้ี วรรคหน้า (ในท่ีน้หี มายถงึ
วรรคที่ 1 กบั 3 ของบทนั้นๆ) มี 5 คาำ โดยมขี ้อบังคบั ครุ-ลหุ ดงั นี้ ตาำ แหน่งคำาที่ 1 2 4 และ 5 เป็น “ ครุ” และคาำ ที่ 3 เป็น
“ ลห”ุ และวรรคหลัง (ในท่นี ้ีหมายถึง วรรคท่ี 2 และ 4 ของบทน้ันๆ) จะมี 6 คาำ โดยมขี อ้ บังคบั ครุ-ลหุ ดงั น้ี ตาำ แหนง่ คำาที่
1 2 และ 4 เป็น “ ลห”ุ และตำาแหนง่ 3 5 และ 6 เป็น “ ครุ”
3.1.2 การสง่ สมั ผสั การสง่ สมั ผสั ของอนิ ทรวิเชยี รฉนั ท์ มีเพยี ง 3 แห่ง คอื

1. สมั ผสั นอก นนั่ กค็ ือสมั ผัสระหวา่ งวรรคในบทนัน้ ๆ
- คำาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ี 1 ตอ้ งสมั ผสั กับคาำ ที่ 3 ของวรรคที่ 2
- คาำ สดุ ทา้ ยของวรรคท่ี 2 สมั ผสั กับคำาสดุ ท้ายของวรรคท่ี 3
2. สมั ผัสระหวา่ งบท ในคำาประพันธป์ ระเภทฉนั ทน์ ัน้ ก็เหมอื นกนั กับคำาประพันธท์ กุ ประเภท น่นั กค็ อื
คาำ สุดท้ายของบทแรกตอ้ งสมั ผัสกบั คาำ สดุ ท้ายของวรรคที่ 2 ในบทถดั ไป
4. โคลง
4.1 โคลงสสี่ ุภาพ เปน็ โคลงอกี ประเภทหน่ึงทกี่ วีนยิ มแตง่ และออกขอ้ สอบบอ่ ยมาก โดยทวั่ ไปแลว้ บทรอ้ ยกรอง
ประเภทโคลงนน้ั มลี ักษณะบังคับทีส่ ำาคญั ย่งิ น่ันกค็ อื “ เอก-โท” ซงึ่ น้องๆ จำาเปน็ ตอ้ งจาำ ฉนั ทลกั ษณใ์ ห้ไดเ้ พอ่ื ทจ่ี ะสามารถ
นำาไปใชใ้ นหอ้ งสอบ โดยการจาำ ฉนั ทลกั ษณ์นน้ั พแี่ นะนำาให้นอ้ งทอ่ งจำา “ โคลงแม่บท” ซงึ่ “ โคลงแม่บท” กค็ อื โคลงส่ี
สุภาพท่มี ีไม้เอกไมโ้ ทตรงตามบงั คบั
ลกั ษณะคาำ ประพันธ์
4.1.1 คณะ โคลงสสี่ ภุ าพ 1 บท จะมี 4 บาท และวรรคหนา้ ของทกุ บาทจะมี 5 คาำ และมีวรรคหลงั 2 คำา แตใ่ น
บาทท่ี 1 และ 3 น้นั วรรคหลังจะมีคาำ สรอ้ ยหรอื ไม่มกี ็ได้
4.1.2 การสง่ สมั ผัส
- คาำ สุดทา้ ยของบาทท่ี 1 (ทไี่ มใ่ ชค่ ำาสรอ้ ย) สมั ผัสคาำ สดุ ทา้ ยในวรรคแรกในบาทที่ 2, 3
- คำาสดุ ท้ายของบาทท่ี 2 สมั ผัสกบั คาำ สดุ ทา้ ยของวรรคแรกในบาทที่ 4
4.1.3 คำาเอก-คำาโท หมายถึง พยางค์ทบี่ งั คับด้วยรปู วรรณยุกตเ์ อก และรปู วรรณยกุ ตโ์ ทกำากบั ในคำานน้ั
- คาำ เอก คอื รปู วรรณยกุ ตเ์ อกกำากบั ทกุ คำา เชน่ แก่ ตี่ พี่ โด่ ทอ่ ง รอ่ ย เป็นตน้
- คาำ โท คอื คาำ ท่ีมีรูปวรรณยกุ ตโ์ ทกำากับทกุ คาำ เชน่ มา้ หล้า ไซร้ ร้าย ให้ เตน้ เป็นต้น
ในโคลงสส่ี ุภาพหน่ึงบทจะมีคำาเอกท้งั หมด 7 แห่ง และคาำ โททง้ั หมด 4 แหง่ หรอื นอ้ งๆ สามารถจดจาำ อย่างง่ายๆ
ว่า “เอกเจดน โทส”ี่
4.2 โคลงสองสุภาพ นอ้ งๆ บางคนอาจจะไม่ค้นุ หูและไมเ่ คยรูจ้ กั โคลงสองสุภาพมากอ่ น แตใ่ นขอ้ สอบโอเนตน้ัน
ยงั มกี ารออกเรอ่ื งโคลงสองสภุ าพอยู่เป็นคร้ังคราว ดงั น้ันเรามาทำาความรู้จกั กับโคลงชนดิ นเ้ี ลยดกี วา่ ขึ้นชอ่ื ว่า “ โคลง” ก็
ตอ้ งมกี ารบงั คับ “ เอก-โท” เชน่ เดยี วกนั กับโคลงสส่ี ุภาพ แตจ่ ะสน้ั และงา่ ยกว่าเล็กนอ้ ย โดยทั่วไปแลว้ โคลงสองน้ันใชใ้ น
การจบร่ายสุภาพ
ลักษณะคาำ ประพนั ธ์
4.2.1 คณะ โคลงสองสุภาพ 1 บท จะมี 3 วรรค โดยมีวรรคละ 5 คำาสองวรรค สว่ นวรรคสดุ ท้ายมี 4 คาำ และอาจ
เพมิ่ หรอื ไม่เพม่ิ คาำ สรอ้ ยตอนทา้ ยกไ็ ด้
4.2.2 การสง่ สมั ผสั มแี ห่งเดยี ว น่นั ก็คอื คำาสดุ ท้ายของวรรคที่ 1 ตอ้ งสมั ผสั กับคำาสดุ ท้ายของวรรค 2

ลีลาวรรณคดี
รสวรรณคดีไทยแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังน้ี
1. เสาวรจนี แปลจากคาำ ศพั ท์แลว้ คำาว่า “ เสาว” แปลว่า งาม “ รจน”ี คอื การตกแตง่ การประพนั ธ์ เอามารวมกนั กค็ อื
การชมความงาม หรอื การชมโฉม การชมโฉมในทนี่ ร้ี วมตงั้ แต่สง่ิ ของหรอื สภาพแวดลอ้ มอยา่ งความงามของปราสาทราชวัง
หรือความเจริญรุ่งเรืองของบา้ นเมอื ง ไปจนถึงบคุ คลทงั้ หญงิ และชาย มนษุ ยแ์ ละอมนษุ ย์ กส็ ามารถชมโฉมได้ทั้งสน้ิ
2. นารปี ราโมทย์ คอื บทโอโ้ ลมหรอื การแสดงความรกั หรือบทเก้ียวพาราสนี างอนั เป็นทร่ี กั ทงั้ การพบกันในคร้งั แรก และ
การโอ้โลมกอ่ นถงึ บทสงั วาสดว้ ย
3. พิโรธวาทัง “ พิโรธ แปลว่า อารมณโ์ กรธกรว้ิ ” ซงึ่ กค็ อื บทตดั พอ้ ตอ่ ว่า ที่แสดงออกถงึ อารมณโ์ กรธเคอื ง ไม่พอใจและ
บางครงั้ อาจด่าทอโดยใชถ้ อ้ ยคำารุนแรงและแฝงไปด้วยความนอ้ ยเนือ้ ตาำ่ ใจ หรือความผดิ หวังอย่างในเร่อื งเสภาขนุ ชา้ ง
ขุนแผน ทพ่ี ระพนั วษาดา่ ทอนางวันทองอย่างรุนแรงทีไ่ ม่สามารถเลือกว่าจะอยู่กบั ใครได้ว่าเป็นผู้หญิงถอ่ ย กาลกณิ ี เลวกว่า
สตั วเ์ พราะสตั วย์ งั มฤี ดผู สมพันธุ์
4. สลั ลาปังคพิสยั คอื บทที่แสดงออกถงึ ความโศกเศรา้ เสยี ใจ ความอำาลาอาลยั ในรกั การครำา่ ครวญ หรอื บทโศกท่วี ่า
ด้วยการจากพรากสง่ิ หรอื นางอนั เป็นทรี่ กั อย่างในเร่อื งอิเหนา ทอ่ี เิ หนาแสดงความอาลยั รกั ครา่ำ ครวญคดิ ถงึ นางอันเปน็ ทร่ี ัก
ระหว่างน่งั ชมนกไม้ในระหว่างทางไปเมอื งดาหา

ลีลาการแตง่ คำาประพนั ธ์
1. เสยี ง (การเลน่ เสยี ง)

1.1 การเล่นเสยี งสระ คอื การเล่นเสยี งโดยใชค้ าำ ทมี่ กี ารใชส้ ระเดยี วกนั มาคลอ้ งกนั ยกตวั อย่างเชน่ คำาว่า กา-
หมา ไกล-ใจ หลาน-หาญ เปน็ ต้น เพอ่ื ใหก้ ลอนในนัน้ ๆ มีความสละสลวยทางภาษามากข้ึน

1.2 การเลน่ เสยี งพยัญชนะ (สมั ผัสอักษร) คอื การเลน่ เสยี งโดยใชค้ าำ ท่มี กี ารใชพ้ ยญั ชนะตน้ ตวั เดียวกันมา
เลน่ สมั ผสั กนั ยกตวั อยา่ งเชน่ ง่าย-โง่-งู เขา-เขยี ว-เขม้ -แขง็ เปน็ ตน้ การเลน่ เสยี งพยัญชนะน้กี ็เป็นอกี ลกั ษณะหนึ่งทีแ่ สดง
ความสามารถของกวไี ดอ้ ยา่ งชดั เจน

1.3 การเล่นเสยี งวรรณยุกต์ คอื การเลน่ เสยี งโดยใชค้ าำ ทีม่ วี รรณยกุ ต์ สามญั เอกโท ตรี จตั วา มาเล่นเสยี งไล่
เรียงกนั ไปโดยคาำ นัน้ ตอ้ งมีพยญั ชนะต้น สระ และตัวสะกดเดยี วกนั ดว้ ย
2. คำา

2.1 การเล่นคำาซำ้า (การซำ้าคาำ ) คอื การนาำ คำาทมี่ คี วามหมายเหมือนกันมาใชใ้ นคาำ ประพนั ธ์หลายครั้ง เพื่อ
เป็นการเนน้ ความหมาย หรือ เพอ่ื ความสวยงามทางวรรณศลิ ป์ ซงึ่ คำาซ้าำ น้อี าจวางไว้ตดิ กันหรอื แยกออกจากกนั อยา่ งมี
แบบแผนก็ได้

2.2 การเลน่ คาำ พ้อง คอื การใชค้ ำาพอ้ งเสยี งหรอื คำาทอี่ อกเสยี งเหมือนกนั แตเ่ ขียนตา่ งกันมาเลน่ คาำ โดยคำานัน้ ๆ
ตอ้ งมีความหมายทต่ี า่ งกันดว้ ย ยกตวั อย่างเชน่ ดวงจนั ทร์-ไม้จนั ทน์ พชื พันธุ์-ผูกพนั เป็นต้น มเิ ชน่ น้ันจะกลายเปน็ “ การ
เล่นคาำ ซำ้า” แทน การเล่นคำาพอ้ งนี้ยังจะชว่ ยเน้นความไพเราะเรอื่ งเสยี งใหน้ า่ ฟังมากขึ้นอกี ดว้ ย

โวหุารภาพพจนแ์ ละคำาไวพจน์
โวหุารภาพพจน์ คอื กลวธิ กี ารทใี่ ชถ้ อ้ ยคาำ อย่างมชี น้ั เชงิ โดยอาจมกี ารใชภ้ าษาหรอื สาำ นวนการเขียนทแี่ ปลกออกไป เพอื่
ให้ไดอ้ ารมณ์ ความรู้สกึ และกอ่ ใหเ้ กดิ จนิ ตภาพแกผ่ ูอ้ า่ น ซงึ่ ตา่ งกบั การใชภ้ าษาอย่างตรงไปตรงมา ซงึ่ โวหารภาพพจนน์ น้ั ก็
มหี ลายชนิด
1. อปุ มา คอื การเปรยี บเทยี บสง่ิ หน่ึงว่าเหมือนหรอื คลา้ ยกับอกี สงิ่ หนึง่ โดยสง่ิ ท่ีนำามาเปรียบตอ้ งลกั ษณะเด่นรว่ มกัน
เป็นการเปรียบเพยี งดา้ นเดยี ว และตอ้ งใชค้ ำาแสดงความเหมอื นมาเปน็ คาำ แสดงการเปรยี บเทยี บ เชน่ คำาว่า เหมือน คลา้ ย
ดจุ ดง่ั ราวกบั ปาน ดัง ดง่ั ยง่ิ เฉก พา่ ง เป็นตน้
2. อุปลกั ษณ์ คอื การเปรยี บสง่ิ หน่ึงเป็นอกี สง่ิ หน่งึ โดยเปน็ การนาำ สองสง่ิ ท่ีตา่ งชนดิ กนั มาเปรียบกนั เชน่ เดยี วกบั อุปมา
อปุ ลกั ษณ์จะไมก่ ล่าวโดยตรงเหมือนอุปมาแต่ใชว้ ิธีกลา่ วเปน็ นัยให้เขา้ ใจเอาเองโดยสว่ นมากมักใชค้ าำ เปรยี บวา่ เป็น คอื
3. บคุ คลวตั หุรอม บคุ ลาธิษฐาน คอื การสมมติให้สง่ิ ท่ไี ม่มีชวี ติ เชน่ สตั ว์ สงิ่ ของ พชื หรอื สถานที่ มอี ากัปกรยิ าอาการ
เหมือนมนษุ ย์ เพอื่ ให้สงิ่ เหล่านนั้ ปรากฏเป็นสง่ิ ท่ีมอี ารมณค์ วามรู้สกึ หรอื ความคดิ ขน้ึ มา
4. อติพจน์ คอื การกล่าวเกนิ จรงิ หรอื อธิบายสน้ั ๆ กค็ อื การพดู เวอรน์ ่ันเองโดยเจตนานน้ั ตั้งใจจะสอื่ ใหข้ อ้ ความมีน้ำาหนัก
มากขนึ้ เพมิ่ อารมณ์ทร่ี นุ แรงมากยง่ิ ขึ้น เชน่ ฉนั ตามหาเธอแทบพลกิ แผน่ ดนิ เธอเสยี ใจนา้ำ ตาไหลเป็นสายเลือด
5. สทั พจน์ คอื การเลียนเสยี งธรรมชาติ เชน่ เสยี งฝนตก ฟา้ รอ้ ง เสยี งของสตั วต์ ่างๆ หรอื เสยี งสงิ่ ของกระทบกนั เป็นต้น
ตัวอยา่ งเชน่ กรอบแกรบ แทนเสยี งเหยยี บของแหง้ ครืนครืน แทนเสยี งฟา้ รอ้ ง กระตาา ก แทนเสยี งรอ้ งไก่ตัวเมยี หร่งิ ๆ
แทนเสยี งเรไร กรุากกราู แทนเสยี งนกเขาขันคู เปน็ ตน้ การใชภ้ าพพจน์นี้ทาำ ใหผ้ อู้ ่านรู้สกึ วา่ ได้ยนิ เสยี งนั้นจรงิ ๆ เปน็ การเพิม่
อรรถรสในการอา่ นอกี รปู แบบหน่งึ
6. นาฏการ คอื คำาทีแ่ สดงใหเ้ ห็นลกั ษณะการเคลอ่ื นไหวอย่างชดั เจน เชน่ ว่ิงเยาะๆ

7. นามนยั คอื การนาำ ลกั ษณะเด่นของสงิ่ ๆ หน่ึงมาแทนสง่ิ น้ันท้งั หมด ยกตัวอย่างเชน่ คำาวา่ “ เก้าอ้”ี แทนตำาแหน่งหน้าท่ี
ของผ้บู รหิ าร เนือ่ งจากเกา้ อน้ี ี้มีลกั ษณะเดน่ คอื เปน็ สงิ่ ทผี่ ู้บริหารใชป้ ระจาำ น่นั เอง ซง่ึ โวหารนามนยั น้ี จะมีลกั ษณะคล้าย
กับโวหารสญั ลกั ษณ์ทีจ่ ะกล่าวตอ่ ไป แต่นามนัยจะเปน็ การดึงเอาลกั ษณะของบางสง่ิ มากล่าว ให้หมายถึงสงิ่ นั้นทง้ั หมด
8. สญั ลักษณ์ คอื การสมมติสงิ่ หน่ึงใหเ้ ป็นสง่ิ ท่ีกล่าวแทนอกี สง่ิ หนึ่ง โดยสง่ิ นั้นมกั จะถกู ตีความและเปรยี บเทียบมาเปน็
เวลายาวนานแลว้ จนทำาใหท้ ุกคนเกดิ ความเขา้ ใจตรงกัน โดยสญั ลักษณต์ ่างจากนามนยั ตรงท่ีว่า สญั ลกั ษณ์จะมคี วามเปน็
สากลมากกว่า
9. ปฏิพากย์ คอื การใชค้ าำ ท่ีมคี วามหมายตรงขา้ มกันและไม่สอดคล้องกนั มากล่าวไวด้ ว้ ยกนั เพอ่ื เพ่มิ ใหค้ วามหมายมีนำา้
หนกั มากยง่ิ ขน้ึ เชน่ นำ้าผง้ึ ขม คาวนำา้ ค้าง ศตั รูคอื ยากาำ ลงั ย่ิงรีบก็ยิ่งชา้
10. คาำ ถามเชงิ วาทศลิ ป์ คอื คำาถามทไ่ี มต่ อ้ งการคาำ ตอบซงึ่ มกั ใชใ้ นบทประพันธ์

คำาไวพจน์ คอื คาำ ท่มี คี วามหมายเหมือนกัน ในบทประพนั ธ์หรอื ในการแต่งวรรณคดนี ั้น คาำ ไวพจนจ์ ะถกู นาำ มาใชอ้ ยา่ ง
มากมายเพอ่ื ความงดงามทางภาษา ยกตัวอยา่ งเชน่
พระเจ้าแผน่ ดนิ เชน่ ประมขุ กษัตรยิ ์ กษตั รา กษัตรีย์ กษตั ราธิราช พระมหากษตั รยิ ์ กษตั ร กษตั รยิ ร์ าช กษติ ลบดี ขตั ติยะ
ขตั ตยิ า พระราชาธิราช ราชา ภูมบิ ดี มหบิ ดี มหิบาล มหิบาล มหปิ นเรศ นเรศวร มหาบพติ ร(เฉพาะพระทใี่ ช)้ บรมพติ ร
ภวู นาถ ภูวไนย ภูวเนตร ภูธร ภธู เรศวร ภูเบศ ภบู าล ภบู ดี ภูเบนทร์ ภเู บศวร นริศวร นราธปิ นฤเทพ นฤบดี นรราช นฤเบศ
นรงั สรรค์ นรนิ ทร์ ภูธเรศ
ดวงใจ เชน่ แด กมล ทรวง มน มโน รติ ฤทยั ฤดี หฤทยั อรุ ะ อก
ทอ้ งฟา้ เชน่ คคนัมพร คคนางค์ คคนานต์ ทิฆมั พร นภ นภดล นภมณฑล นภา นภาลัย โพยม โพยมาน เวหะ เวหา

คณุ คา่ วรรณคดี
เราสามารถแยกคุณค่าออกมาได้ 3 ดา้ นดว้ ยกนั ดงั น้ี
คุณคา่ ดา้ นอารมณ์ วรรณคดีทด่ี ีตอ้ งสามารถสอ่ื อารมณ์ทผ่ี เู้ ขยี นถา่ ยทอดไวใ้ นงานเขยี น ตอ้ งทาำ ใหผ้ ู้อา่ นเกดิ อารมณ์
อย่างใดอยา่ งหน่งึ ขณะทอ่ี า่ น ไมว่ ่าจะเป็นอารมณส์ ขุ ตนื่ เตน้ เรา้ ใจ หรอื โศกเศรา้
คุณคา่ ดา้ นสตปิ ญั ญา เป็นวรรณกรรมท่ใี หค้ วามรู้ในดา้ นต่างๆ ไมว่ า่ จะเป็นด้านสงั คมวัฒนธรรม ดา้ นภาษา ประวตั ิศาสตร์
โบราณคดี วถิ ีชวี ติ หรอื กฎหมาย นอกจากความรตู้ ่างๆ เรายงั ตอ้ งนบั รวมไปถึงคติและขอ้ คดิ ตา่ งๆ ทม่ี ักสอดแทรกเขา้ มาใน
เรอ่ื งดว้ ย วรรณคดนี ้ันนอกจากจะใหค้ วามเพลดิ เพลนิ แกผ่ อู้ ่านแลว้ ยงั เปน็ กระจกบานใหญท่ ี่สะทอ้ นเรอ่ื งราวในอดตี และ
เปน็ สงิ่ ทใี่ ห้คุณคา่ ด้านความคิด เสรมิ สรา้ งสตปิ ัญญาและยกระดบั จติ ใจเราอกี ดว้ ย
คณุ คา่ ดา้ นคุณธรรม / สงั คม กวมี ักจะเขยี นสะทอ้ นสงั คมสมยั นั้น เราจงึ สามารถมองเห็นชวี ิตสภาพความเป็นอยู่
วฒั นธรรมความเชอ่ื และค่านิยมคนในสงั คม ไดร้ ู้ถึงขนบธรรมเนยี มประเพณี ความเชอ่ื คา่ นยิ มและจรยิ ธรรมรว่ มกัน ใน
วรรณคดนี ั้น นอกจากนนั้ วรรณคดยี ังแทรกคณุ ธรรมในเรอ่ื ง ซง่ึ ทาำ ใหผ้ อู้ า่ นรู้สกึ จรรโลงใจอกี ด้วย


Click to View FlipBook Version