ผลของการจดั การเรียนร้พู ลศึกษาในรายวิชาลลี าศ จังหวะชะชะชา่
โดยประยุกต์รปู แบบของซปิ ปา รว่ มกับทฤษฎีการใหผ้ ลยอ้ นกลับตอ่ พฒั นาการ
ทางด้านทกั ษะและผลสมั ฤทธิ์ของผเู้ รียน นักเรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6
โดย
นายสนั ติ อึง้ มณภี รณ์
ตำแหนง่ ครู
โรงเรยี นเบญจมราชานสุ รณ์
ตำบลท่าทราย อำเภอเมอื งนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี
สำนกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษามธั ยมศกึ ษานนทบรุ ี
สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน กระทรวงศึกษาธกิ าร
ภาคเรียนท่ี 2 ประจำปกี ารศกึ ษา 2564
คำนำ
รายงานวิจัยเรื่อง ผลของการจัดการเรียนรู้พลศึกษาในรายวิชาลีลาศ จังหวะชะชะช่า โดย
ประยุกต์รูปแบบของซิปปา ร่วมกับทฤษฎีการให้ผลย้อนกลับ ต่อพัฒนาการทางด้านทักษะและ
ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 53 คน แบ่งเป็นห้อง ม.6/5 จำนวน 31
คน และ ห้อง ม.6/7 จำนวน 22 คน โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ภาคปลาย ปีการศึกษา 2564 ซ่ึง
ผลการวจิ ัยและข้อเสนอแนะต่าง ๆ จะเปน็ ประโยชน์ตอ่ ตัวผูว้ ิจัยและผ้ทู ่เี ก่ียวขอ้ งในการนำผลการวิจัย
ไปใชห้ รอื ไปวจิ ัยตอ่ ยอด เพ่ือให้เกดิ ประโยชนต์ ่อผเู้ รยี นมากทส่ี ดุ
การวิจัยในครั้งนี้จะสามารถเป็นแนวทางในการสอนของครูในการแก้ปัญหาทางทักษะของ
นกั เรยี นทเี่ ป็นอุปสรรคต่อการเรยี น พัฒนาการทางการศกึ ษาได้ เพ่อื ให้นกั เรียนมีพฒั นาการอย่างเต็ม
ศักยภาพ ประสิทธิภาพ จากการสอนในวิธที ี่หลากหลาย เป็นแนวทางการพัฒนาทักษะการเต้นลีลาศ
จงั หวะชะชะชา่
ผ้วู ิจัยขอขอบคณุ ผู้อำนวยการ ดร.นันทนา ชมช่นื ผูอ้ ำนวยการโรงเรยี นเบญจมราชานุสรณ์
และนายศภุ เชฐ สิงหพงศ์ หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้สขุ ศึกษาและพลศึกษา ทใ่ี หก้ ารสนบั สนุน
ผวู้ จิ ยั อย่างดียงิ่ มาโดยตลอด
นายสนั ติ อ้ึงมณีภรณ์
ผวู้ ิจัย
กิตติกรรมประกาศ
งานวิจัยฉบบั นส้ี ามารถสำเรจ็ ลุล่วงไปไดด้ ้วยดี โดยไดร้ บั ความกรณุ าอยา่ งสงู จากทา่ น
ผู้อำนวยการ ดร.นันทนา ชมชื่น ผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ที่ได้ให้การสนับสนนุ ผูว้ จิ ยั
ในการปฏิบัติการสอนในรายวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา 6 จึงขอกราบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง
ณ โอกาสนี้
ขอขอบพระคุณนายศุภเชฐ สิงหพงศ์ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
โรงเรียนเบญจมราชานุสรร์ ที่ได้สละเวลาในการพิจารณาเครือ่ งมือวิจัย อีกทั้งยังให้คำแนะนำสำหรับ
การปรบั ปรุง แก้ไขและพัฒนาเคร่อื งมอื วิจยั ให้มีประสิทธภิ าพมากยงิ่ ขึน้
ขอขอบคุณนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6/5และ6/7 ทุกคนที่ได้ให้ประสบการณ์ที่ดีในการ
ปฏิบตั ิการสอนในสถานศึกษาและสะทอ้ นแนวคิดทท่ี ำใหผ้ วู้ ิจัยได้เหน็ แง่มมุ ของการศกึ ษามากย่ิงขน้ึ
สิ่งที่ประสบผลสำเร็จตลอดจนประโยชน์ที่เกิดจากงานวิจัยฉบับนี้ ขอมอบแด่บิดามารดา
คณาจารย์ที่ประสิทธิ์ประสาทวิทยาความรู้ทั้งปวงแก่ผู้วิจัย หากว่างานวิจัยในครั้งนี้มีส่วนผิดพลาด
ประการใด ต้องขออภยั มา ณ ทีน่ ีด้ ้วย
นายสันติ อง้ึ มณีภรณ์
ผ้วู จิ ัย
ชอื่ ผู้วจิ ยั : นายสนั ติ อ้ึงมณภี รณ์
วิจัยเรอื่ ง : ผลของการจัดการเรียนร้พู ลศกึ ษาในรายวิชาลีลาศ จงั หวะชะชะช่า
โดยประยุกตร์ ปู แบบของซปิ ปา รว่ มกับทฤษฎกี ารให้ผลย้อนกลบั ต่อพัฒนาการ
ทางดา้ นทักษะและผลสัมฤทธิ์ของผเู้ รยี น นักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 จำนวน 53 คน แบง่ เป็น
หอ้ ง ม.6/5 จำนวน 31 คน และ หอ้ ง ม.6/7 จำนวน 22 คน โรงเรยี นเบญจมราชานุสรณ์
ปีการศกึ ษา 2564
บทคดั ยอ่
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยในชั้นเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ผล
ของการจัดการเรียนรู้พลศึกษาในรายวิชาลีลาศ จังหวะชะชะช่า โดยประยุกต์รูปแบบของซิปปา
ร่วมกับทฤษฎีการให้ผลย้อนกลับ ต่อพัฒนาการทางด้านทักษะและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งผลการวิจัยและข้อเสนอแนะต่าง ๆ จะเป็นประโยชน์ต่อตัวผู้วิจัยและผู้ท่ี
เก่ยี วข้องในการนำผลการวจิ ัยไปใช้หรือไปวจิ ัยตอ่ ยอด เพอื่ ให้เกดิ ประโยชนต์ ่อผเู้ รียนมากที่สดุ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 53 คน แบ่งเป็นห้อง ม.6/5
จำนวน 31 คน และ หอ้ ง ม.6/7 จำนวน 22 คน โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ปกี ารศกึ ษา 2564
เคร่อื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัยไดแ้ ก่
1. แผนการจดั การเรียนรพู้ ลศกึ ษา กีฬาลลี าศ จงั หวะชะชะช่า
2. แบบฝึกทักษะพื้นฐานการเคล่ือนไหว
3. โปรแกรมการให้ผลยอ้ นกลับ
4. แบบประเมินการทดสอบทักษะกฬี าลีลาศ
5. แบบประเมนิ ทักษะการเตน้ ลีลาศ
วิเคราะห์ขอ้ มลู โดยใช้
1. หาคะแนนเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คะแนนจากการทดสอบทักษะ
ลีลาศ แบบประเมินทักษะการเต้นลีลาศ และการฝึกทักษะพื้นฐานการเคล่ือนไหว ของประชากรก่อน
และหลังการวจิ ัย
2. วเิ คราะห์ผลการเรยี นรู้ทักษะกีฬาลีลาศระหว่างก่อนและหลังการวจิ ัยในสัปดาห์ที่ 1 และ
3 ของการวจิ ยั ทำการเปรยี บเทยี บคะแนนเฉลี่ยของทงั้ ห้อง
สารบญั หนา้
ก
คำนำ ข
กติ ตกิ รรมประกาศ ค
บทคดั ย่อ ง
สารบัญ
บทที่ 1 บทนำ
1.1 ทีม่ าและความสำคัญของปัญหา
1.2 วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย
1.3 สมมติฐานการวจิ ยั (ถ้ามี)
1.4 ขอบเขตของการวจิ ัย
1.5 นยิ ามศพั ท์เฉพาะ
1.6 ประโยชนท์ ีไ่ ด้รับ
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยท่ีเกีย่ วข้อง
2.1 ทฤษฎที ส่ี ัมพันธ์กับเรอ่ื งท่ีวิจัย /แนวคดิ ท่ีสัมพนั ธ์กบั เร่อื งท่วี ิจัย
2.2 งานวิจัยท่ีเกี่ยวขอ้ ง
บทที่ 3 วิธดี ำเนนิ การวิจัย
3.1 แบบแผนการวจิ ัย
3.2 ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
3.3 ตัวแปรในการวิจัย
3.4 เคร่ืองมือที่ใชใ้ นการวจิ ัย
3.5 การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
3.6 การวิเคราะห์ข้อมลู
บทที่ 4 ผลการวจิ ัย
4.1 ผลการวจิ ยั
บทท่ี 5 สรปุ ผล อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ
5.1 สรุปผลการวจิ ยั
5.2 อภิปรายผล
5.3 ขอ้ เสนอแนะ
สารบัญ (ต่อ)
หน้า
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
บทท่ี 1
บทนำ
ควำมเป็นมำและควำมสำคัญ
ตามหลกั การของหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พ.ศ. 2551 ท่ีมีวิสยั ทศั นใ์ นการเสรมิ สรา้ งผู้เรยี น
ทุกคนให้มพี ฒั นาการในด้านต่าง คือ รา่ งกาย ความรู้ และคุณธรรมไปพร้อมกนั โดยมกี ระบวนการจัดกจิ กรรมการ
เรียนการสอนท่ีมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญตามแนวคิดที่ว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตาม
ศกั ยภาพ การจดั กจิ กรรมการเรียนร้ตู ้องมีความหลากหลายเกี่ยวกับความร้ดู า้ นตา่ งๆและมลี กั ษณะเหมาะสมตาม
ระดับในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางด้านต่างๆอย่างสมบูรณ์
ครูจึงมีบทบาทหน้าท่สี าคัญในการจดั กิจกรรมทเี่ น้นผูเ้ รยี นเป็นสาคัญเพื่อให้เกดิ การเรียนรู้อย่างมีคณุ ภาพในทุกด้าน
และเตรียมความพร้อมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนครูจึงจาเป็นต้องศึกษาวิเคราะห์และออกแบบ
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนเข้าใจธรรมชาติของวิชา บริบทของสังคมและวัฒนธรรม
เพอื่ ทาให้ผู้เรียนเกิดความสนใจและตระหนักถงึ ความสาคญั ของทกั ษะการเรยี นรแู้ ละเขา้ ใจในเนื้อหาวชิ าไดม้ ากขน้ึ
(กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2553)
วิชาพลศึกษา เป็นอีกหน่ึงวิชาของกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
เป็นสาระหนึ่งที่อยใู่ นหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ. ศ. 2551 ซ่ึงมีความสาคัญในการให้ผู้เรียนได้
สร้างเสริมสุขภาพและพัฒนาชีวิตของตนเอง ครอบครัว และชุมชนให้ย่ังยืนต่อไป
ในการสอนวิชาพลศึกษา นอกจากจะเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ทาให้นักเรียนได้มีพัฒนาการ
ทางดา้ นร่างกายที่แข็งแรงแล้ว จาเป็นกิจกรรมการเรยี นที่สามารถพัฒนาความสามารถของนักเรียนไปในด้าน
จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญาอีกด้วย ซึ่งสอดคล้องไปกับ วรศักดิ์ เพียรชอบ (2527) กล่าวว่า การ
พลศึกษาเป็นการศึกษาท่ีสาคัญส่วนหนึ่งของหลักสูตร ในการช่วยให้ผู้เรียนได้มีการเจรญิ เตบิ โตและมี
พัฒนาการตามจุดหมายปลายทางของโรงเรียนที่ต้ังไว้ การพลศกึ ษาอาจจะกล่าวไดว้ ่า
เปน็ กระบวนการศึกษาอย่างหน่งึ ทีจ่ ะช่วยสง่ เสริมให้ผ้เู รยี นได้มีการเจรญิ งอกงามและมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย
จิตใจ อารมณ์และสังคมโดยอาศัยกิจกรรมพลศึกษาท่ีได้เลือกเฟ้นแล้ว เป็นส่ือการเรียนรู้
ศกั ดชิ์ าย ทัพสุวรรณ (2530) พลศกึ ษาหมายถึงการศึกษาเกยี่ วกบั รา่ งกายและการทางานของรา่ งกายซึง่ การศึกษา
ถงึ สภาวะท่รี ่างกายมีการเคล่ือนไหวคือศึกษากายวภิ าควทิ ยา สรรี วิทยา และสภาวะของจติ
ส่วนการศึกษาการทางานของร่างกายเปน็ การศกึ ษาถึงสภาวะทีร่ า่ งกายเคล่อื นไหว จาเป็นตอ้ งอาศยั หลักของ
สรรี วทิ ยาการของร่างกาย กลไกการเรยี นรู้ และชวี กลศาสตร์ เข้าดว้ ยกัน อาจสรปุ ไดว้ ่า พลศกึ ษานั้นเป็นวิชาที่
ส่งเสริมให้ผเู้ รียนได้มีการเจริญงอกงามและมีพฒั นาการด้านร่างกาย จติ ใจ อารมณ์ และสงั คมโดยการออกกาลังกาย
ลลี าศเป็นวชิ าหนง่ึ ในการสอนพลศึกษาท่มี ีการเคลื่อนไหวรูปแบบต่างๆ ประกอบด้วยการฟงั จังหวะดนตรี
โดยใชท้ ักษะการเคลอ่ื นไหวรูปแบบต่างๆไดแ้ กก่ ารเคล่อื นไหวของขาและเท้าการทรงตวั การรกั ษาสมดุลในการ
เคลื่อนไหวร่างกายและความพร้อมเพียงในการเคลื่อนไหวของคู่เต้นตนเอง ซึ่ง Moore (1986) ได้กล่าวไว้ว่า
พื้นฐานของการลลี าศ ต้องมีความสมั พันธ์กนั ระหว่างการเดินทีถ่ กู ต้องกับการทรงตัวไปไม่วา่ จะเดินไปขา้ งหนา้ หรือ
ข้างหลัง การวางตวั และรกั ษาสมดุลคอื การกระจายนา้ หนักตวั ทีเ่ หมาะสมและความสัมพันธข์ องเท้าทัง้ สองขา้ ง
นอกจากนลี้ ลี าศยงั เปน็ กจิ กรรมทช่ี ่วยผ่อนคลายความเครยี ดท้ังร่างกายและจติ ใจ อกี ทั้งยังช่วยให้บคุ คลรู้จักการเขา้
สงั คมทาให้มีเพื่อนสมาชกิ เพ่ิมขน้ึ ซงึ่ สอดคลอ้ งกับ
รงั สฤษฎ์ิ บุญชะลอ (2542) ได้กล่าวไวว้ ่าการเรยี นรู้มารยาททางสงั คมลลี าศ นอกจากผู้เต้นลีลาศจะทาการเรียนรู้
และนาไปปฏบิ ตั ิในการลลี าศแลว้ ยังเป็นสว่ นหน่ึงของการเขา้ ร่วมกิจกรรมในสังคมและช่วยให้เปิดโอกาสเกี่ยวกับการ
สรา้ งสมั พันธอ์ ันดีต่อกนั
ลลี าศแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย โมเดิรน์ หรอื บอลรมู เปน็ ลลี าศประเภทที่มีลกั ษณะการเต้น
และดนตรที ี่มีความสภุ าพ นมุ่ นวล ซึง่ มจี ังหวะการเต้นลลี าศอยู่ 5 จังหวะ ได้แก่ ควิกสเต็ป วอลซ์ ควิกวอลซ์ สโลว์
ฟอกซ์ทร็อตและแทงโก้ อีกประเภทหน่งึ คือ ละตนิ อเมริกัน เป็นลีลาศที่มลี ักษณะการ เต้นที่คลอ่ งแคลว่ ปราด
เปรียว ดนตรีมจี งั หวะทเ่ี ราจ่ายสนกุ สนานร่าเรงิ ซึง่ มีการเต้นลลี าศอยู่ 5 จังหวะได้แก่ คิวบันรมั บ้า ชะชะช่า แซมบ้า
ไจวฟ์ และ พาโซโดเบล้ ลีลาศในแตล่ ะจงั หวะน้นั จะมลี ักษณะการเคลื่อนไหวของรา่ งกายที่แตกต่างกนั ออกไปอย่างมี
เอกลักษณ์ ได้แก่ ทิศทางการเคล่ือนไหว ลักษณะการก้าวเท้า ความช้าและเร็วของการเคล่ือนไหว
เนื่องจากมถี นิ่ กาเนิดที่แตกต่างกันในแตล่ ะพ้นื ที่ ทาใหจ้ ังหวะและทานองของเพลงนิราศมีลกั ษณะท่ีบ่งบอกถงึ
วฒั นธรรมของตน้ กาเนดิ การเตน้ จังหวะน้ันๆอีกด้วย ในการเตน้ ลีลาศนอกจากจะมีสุขภาพรา่ งกายทีแ่ ข็งแรงแล้ว
การทรงตวั ท่ดี ีแลว้ ยังสง่ เสริมใหม้ บี ุคลิกภาพทด่ี ีอีกดว้ ย (ธงชยั เจรญิ ทรัพย์มณี, 2542)
จากการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอนพลศกึ ษาในรายวิชาลีลาศ ของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 6
โรงเรียนเบญจมรานุสรณ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 นักเรียนบางส่วนมีปัญหาเก่ียวกับการเคล่ือนไหว
การปฏบิ ตั ทิ ักษะท่ีมคี วามซับซ้อน รวมถงึ ไม่สามารถกา้ วเท้าได้ตามจังหวะของดนตรแี ละนับจังหวะของตนตรีได้ ทา
ใหไ้ มเ่ กิดอปุ สรรคต่อการเรยี นรู้ ซึ่งนกั เรยี นท่ไี ม่สามารถปฏิบัติไดย้ งั คงปฏิบตั ิด้วยทกั ษะท่ีไมถ่ ูกต้องหรอื ขอความ
ช่วยเหลอื จากเพ่ือนแต่ไม่ขอความช่วยเหลอื จากครู ซงึ่ สง่ ผลต่อการเรียนในรายวชิ าลลี าสอย่างมาก โดยเฉพาะความ
สนใจในกิจกรรมการเรียนการสอน ดังนน้ั ครผู ้สู อนจงึ ได้ค้นหาทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ัยทเี่ ก่ียวข้องเพ่ือศึกษาและ
แกไ้ ขปัญหาดังกลา่ ว ผู้สอนได้สนใจเก่ียวกบั การจัดการเรียนรู้โดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบซิปปา (CIPPA Model)
ร่วมกับทฤษฎีการให้ผลย้อนกลับ (Feedback) และใช้แบบฝึกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือ ทาการทดลอง
กบั นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 เพือ่ แกป้ ัญหาและพัฒนาทักษะการเคล่ือนไหวประกอบจังหวะของลีลาศ ส่งเสริม
ความสมั พันธ์โดยการทางานร่วมกนั ระหว่างนักเรียนและมีครเู ป็นผ้ใู ห้คาปรึกษา ใหน้ กั เรียนเกิดความสนใจ สามารถ
เรยี นรูไ้ ดด้ ้วยตนเองจนถึงการถ่ายทอดความรใู้ ห้กบั เพ่ือนได้
การจุดการเรยี นร้รู ปู แบบซปิ ปา (CIPPA Model) คือการเรียนรู้ในลักษณะที่ให้ผู้เรยี นเป็นผูส้ รา้ งความรดู้ ว้ ย
ตนเอง การปฏิสัมพันธก์ ับเพ่อื น บคุ คลอ่นื ๆและสิ่งแวดล้อมรอบตวั ดว้ ย รวมทงั้ ตอ้ งอาศยั ทกั ษะกระบวนการ การให้
มกี ารเคล่ือนไหวทางกายและความรคู้ วามเข้าใจที่เกดิ ขึ้น จะมีความลึกซ้ึงและอยู่คงทนมากขน้ึ (ทิศนา แขมมณี,
2543)
การใหผ้ ลยอ้ นกลับ (Feedback) เปน็ สว่ นหนง่ึ ของ การฝกึ หมายถงึ ข้อมูลหรือข่าวสารท่ีบุคคลได้รับใน
ระหว่างหรอื ภายหลังการแสดงทกั ษะ คาดังกล่าว ทีว่ า่ "การฝกึ ด้วยผลย้อนกลับจะทาให้สมบรู ณ์" ของศลิ ปชยั
สุวรรณธาดา แสดงให้เหน็ ว่าผลย้อนกลบั เป็นส่วนสาคัญในการเรยี นรู้ทีจ่ ะทาใหเ้ กดิ การแสดงทกั ษะท่ีถกู ต้อง
สมบูรณ์ และมปี ระสทิ ธภิ าพ เพราะเมอ่ื นักเรยี นไดร้ ับรู้ขอ้ บกพร่องของตนเอง จากผลย้อนกลบั แล้วจะสามารถแก้ไข
ข้อบกพร่องเหล่าน้ันให้ถูกต้องและดีย่ิงขึ้น ผลย้อนกลับแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ผลย้อนกลับภายใน (Intrinsic
Feedback) เป็นผลย้อนกลับ โดยตัวเองและผลย้อนกลับเสริม (Augmented Feedback)
เปน็ การใหผ้ ลย้อนกลบั จากภายนอก ไดแ้ ก่ คาบอกของครู เพอื่ น หรือบุคคลอ่ืน ทัง้ สองชนดิ นน้ั ทาให้เกิดการเรยี นรู้
และเป็นการเสริมแรงภายในท่ีชว่ ยใหน้ ักเรยี นมคี วามกระตือรอื รน้ ในการเรียน การฝึกซ้อม อยากแสดงออกถึง
ความสามารถ และมแี รงจูงใจในการเรยี น รวมทั้งแรงเสรมิ ภายนอกที่นักเรยี นจะได้รับจาก ครู เพื่อน และบุคคล
อื่นๆเปน็ ต้น
จากเหตผุ ลดงั กลา่ วขา้ งตน้ ผู้วิจัยจงึ ได้สนใจที่จะศึกษาการจัดการเรยี นร้โู ดยประยกุ ต์รปู แบบรูปแบบของ
ซิปปาร่วมกบั การใหผ้ ลย้อนกลบั มาใชแ้ กป้ ัญหาของนกั เรียนในรายวชิ าลีลาศ และเพิม่ แบบฝกึ ทกั ษะการเคล่ือนไหว
เพ่อื เป็นกจิ กรรมเสริมทักษะใหน้ กั เรียนแกป้ ัญหาการเคลอ่ื นไหวเพ่มิ เติมทเ่ี นน้ พ้ืนฐานการเคลอื่ นไหวของอวยั วะส่วน
ขา เข่า เท้า และสะโพก รวมถึงการถ่ายนา้ หนักเพื่อสร้างสมดุลร่างกายให้สามารถทรงตัวได้ดี นอกจาก
จะแกป้ ัญหาแล้วยงั ใหน้ กั เรียนได้ยอมรับซ่งึ กันและกนั มีโอกาสแลกเปลี่ยนและร่วมงานด้วยกัน คอยให้คาปรกึ ษา
เป็นทง้ั ผู้นาและผู้ตาม เสรมิ ความสนใจของผเู้ รยี นใหเ้ กดิ ความสนุกสนานในการเรยี นรู้ และยงั เปน็ แนวทางให้กับ
ครูผสู้ อนตอ่ ไป
คำถำมกำรวิจยั
การจดั การเรยี นรู้พลศึกษาในรายวชิ าลีลาศ จังหวะชะชะชา่ โดยประยุกตร์ ูปแบบของซปิ ปา ร่วมกับทฤษฎกี าร
ใหผ้ ลย้อนกลบั สามารถพัฒนาทักษะการเต้นลลี าศจังหวะชะชะชา่ และ ผลสัมฤทธ์ิของผูเ้ รียนในรายวชิ าลลี าศได้
อย่างไร
วตั ถปุ ระสงคข์ องกำรวิจัย
1..เพื่อพฒั นาทักษะการเตน้ ลีลาศจงั หวะชะชะช่า โดยใช้การจัดการเรยี นรรู้ ปู แบบของซิปปา
รว่ มกับการใหผ้ ลยอ้ นกลบั ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6
2.เพ่อื พฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 6 ในการเรียนวชิ าลลี าศ
ประโยชน์ทจี่ ะไดร้ บั จำกกำรวจิ ัย
การวจิ ยั ในครงั้ นีจ้ ะสามารถเป็นแนวทางในการสอนของครูในการแก้ปัญหาทางทกั ษะของนกั เรียนทเี่ ปน็
อปุ สรรคต่อการเรียน พัฒนาการทางการศึกษาได้ เพือ่ ใหน้ ักเรียนมีพฒั นาการอยา่ งเต็มศักยภาพ ประสทิ ธิภาพ จาก
การสอนในวิธที ห่ี ลากหลาย เป็นแนวทางการพฒั นาทักษะการเตน้ ลลี าศจงั หวะชะชะช่า
ขอบเขตกำรวจิ ัย
ประชำกร นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6 จานวน 53 คน แบ่งเป็นหอ้ ง ม.6/5 จานวน 31 คน และ ห้อง
ม.6/7 จานวน 22 คน โรงเรยี นเบญจมราชานุสรณ์ ภาคปลาย ปกี ารศึกษา 2564 เครื่องมือในการวิจยั คือ แผนการ
จัดการเรยี นรปู้ ระยุกต์รูปแบบซปิ ปารว่ มกบั การใหผ้ ลย้อนกลบั และ แบบฝึกทักษะพืน้ ฐานการเคล่อื นไหว โดยกอ่ น
การใช้แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 2 จะทาการทดสอบก่อนเรียนเรียนเพ่อื ประเมินทักษะของนักเรยี น จากน้ันจะ
ประยกุ ต์รปู แบบโมเดลซปิ ปาโดยเสรมิ แบบฝึกทักษะพน้ื ฐานการเคลอื่ นไหวลงในแผนการจัดการเรยี นรู้ทผ่ี ูว้ จิ ัยได้
สรา้ งข้นึ พร้อมกับแบ่งกลุม่ เพ่ือใหท้ างานร่วมกนั และครผู ้สู อนเป็นผู้ให้คาแนะนาและช่วยเหลือ หากนกั เรียนเกิด
ปัญหาหรือต้องการคาแนะนาในการทางานเพ่ือใหน้ ักเรยี นสามารถทากจิ กรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ระยะเวลำกำรทำวิจยั ต้ังแต่วนั ท่ี 1-19 ธันวาคม พ.ศ.2564
ตัวแปรในกำรวจิ ยั
ตัวแปรต้น แผนการจัดการเรยี นรู้วชิ าลลี าศจังหวะชะชะช่า ประยุกต์รูปแบบซปิ ปารว่ มกับ
การใหผ้ ลย้อนกลบั
ตัวแปรตำม ทักษะการเต้นลีลาศจังหวะชะชะช่า และ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น
กรอบแนวคิด ผลสมั ฤทธิ์ของ
นกั เรยี นในการเรยี น
การจดั การเรียนรูโ้ ดย และปฏิบตั ิทกั ษะการ
ประยกุ ตร์ ูปแบบซปิ เตน้ ลลี าศจงั หวะชะ
ปารว่ มกบั การใหผ้ ล ชะชา่
ยอ้ นกลบั
นิยำมศพั ทเ์ ฉพำะ
1. กำรจดั กำรเรยี นกำรสอนแบบโมเดลซปิ ปำ หมายถงึ กระบวนการจดั การเรยี นรทู้ เ่ี น้น ใหผ้ เู้ รยี นเกดิ
ความรู้ ความคิด และการตัดสินใจอยา่ งเป็นระบบสามารถสรา้ งความรู้ คน้ พบความรู้ ได้ด้วยตัวเอง นักเรียนมี
บทบาทมากในกิจกรรมการเรียนการสอนและผู้เรียนสามารถนาไปใช้ใน ชีวิตประจาวันได้ ซง่ึ มี
ขน้ั ตอนทส่ี าคญั 7 ประการ ดังนี้ (ทิศนา แขมมณี. 2542: 57)
1.1 ข้นั การทบทวนความรู้เดิม ขน้ั น้เี ปน็ การดึงความของผู้เรียนในเรอื่ งที่เรยี น เพ่ือชว่ ยใหผ้ ูเ้ รียนมคี วาม
พรอ้ มในการเชื่อมโยงความใหมก่ บั ความร้เู ดมิ ของตน
1.2 ขน้ั การแสวงหาความรู้ใหม่ ขัน้ น้เี ปน็ การแสวงหาข้อมูลความร้ใู หมท่ ่ผี เู้ รยี นยังไม่มี
จากแหลง่ ข้อมลู หรอื แหล่งความรู้ต่างๆ ซงึ่ ครอู าจจะเตรยี มมาใหผ้ เู้ รยี นหรอื ให้คาแนะนาเกยี่ วกบั
แหล่งข้อมูลตา่ ง ๆ เพ่ือให้ผู้เรียนไปแสวงหาก็ได้
1.3 ขั้นการศึกษาทาความเข้าใจขอ้ มลู ความร้ใู หม่และเช่ือมโยงความร้ใู หม่กับความรู้เดิม
ข้ันนเ้ี ปน็ ขั้นที่ผูเ้ รียนจะตอ้ งศึกษา และทาความเข้าใจกบั ข้อมลู ความรู้ที่หามาได้ ผู้เรียนจะตอ้ งสร้างความหมายของ
ข้อมลู ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยใชก้ ระบวนการต่างๆ ดว้ ยตนเอง เช่น ใช้ กระบวนการคดิ และกระบวนการกลุ่มใน
การอภปิ รายและสรปุ ความเข้าใจเกี่ยวกบั ข้อมลู นั้น ซึ่งอาจจาเป็นต้องอาศัยการเชื่อมโยงกับความร้เู ดิม
1.4 ขน้ั การแลกเปลย่ี นความรู้ความเข้าใจกับกลุ่ม ขนั้ นีเ้ ป็นข้นั ทผี่ ู้เรียนอาศัยกลุม่ เป็นเคร่ืองมือในการ
ตรวจสอบความร้คู วามเข้าใจของคนแกผ่ อู้ นื่ และไดร้ บั ประโยชนจ์ ากความรู้ ความเข้าใจของผอู้ ่ืนไปพร้อมๆ กนั
1.5 ขน้ั การสรุปและจัดระเบียบความรู้ข้ันนีเ้ ปน็ ขน้ั การสรปุ ความรู้ท่ีได้รบั ท้ังหมด ทัง้ ความรเู้ ดิมและความรู้
ใหม่ และจัดสง่ิ ทเี่ รียนรู้ให้ระบบระเบียบเพือ่ ช่วยใหผ้ ู้เรยี นจดจาส่ิงท่เี รียนรูไ้ ด้ง่าย
1.6 ขัน้ การแสดงผลงาน ข้ันน้ีเป็นขั้นที่ช่วยให้ผูเ้ รยี นไดม้ ีโอกาสแสดงผลงานการสรา้ ง ความรู้ของคนให้ผู้อน่ื
รบั รู้ เปน็ การชว่ ยใหผ้ ้เู รียนตอกย้าหรอื ตรวจสอบความเข้าใจของตน และช่วย สง่ เสริมให้ผูเ้ รยี นใชค้ วามคิด
สร้างสรรค์
1.7 ข้ันการประยุกตใ์ ช้ความรู้ขน้ั นี้เป็นของการส่งเสริมให้ผู้เรยี นได้ฝึกฝนการนาความรู้
ความเข้าใจของตนไปใชใ้ นสถานการณต์ า่ งๆ ทห่ี ลากหลายเพ่อื เพมิ่ ความชานาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการ
แก้ปัญหาและความจาเปน็ ในเร่ืองนั้น ๆ
2.ทักษะกำรเต้นลลี ำศจงั หวะชะชะชำ่ หมายถึง ทกั ษะท่าเต้นลีลาศที่ใชใ้ นการทดสอบรายวชิ าลีลาศจะ
เรียกอีกช่ือหนง่ึ วา่ ฟิกเกอร์ (Figure) ได้แก่
1.Basic movement เปน็ ทักษะพน้ื ฐานในการเคลือ่ นท่ปี ระกอบด้วยการก้าวเท้า 10 จังหวะ
แบ่งเป็นจงั หวะยาว 4 จังหวะ และจงั หวะสัน้ 6 จังหวะ เป็นการเคลื่อนท่ี
โดยใช้ปลายเท้าเป็นหลกั
2.Underarm Turn เป็นทักษะในการหมนุ ตัวระหว่างการเต้น โดยฝ่ายหญงิ จะเป็นฝา่ ยปฏบิ ัติ
ทักษะน้ี
3.New York เปน็ ทักษะในการเคล่ือนที่ลักษะไขวเ้ ท้าไปดา้ นข้าง โดยใชเ้ ท้าทีอ่ ยู่ด้านใน
4.Hand to Hand เป็นทักษะในการเคล่ือนที่ลกั ษณะไขว้เทา้ ไปด้านหลัง โดยใช้เทา้ ที่อยดู่ ้านใน
5.Spot Turn เปน็ ทักษะในการหมนุ ตวั ระหวา่ งการเตน้ หรอื จะใชเ้ พื่อจบการเตน้ ลีลาศในท่า
ต่างๆ จะปฏบิ ัติท้ังฝา่ ยชายและหญงิ พร้อมกัน
3.แบบฝึกทักษะพ้นื ฐำนกำรเคลอ่ื นไหว หมายถึง แบบฝกึ ทผี่ ูว้ จิ ัยสร้างขึน้ เพื่อพัฒนาทกั ษะพนื้ ฐานการ
เคลอ่ื นไหวและเสรมิ สร้างสมดุลร่างกาย ประกอบด้วยกจกรรมตา่ งๆ 13 กิจกรรม ประกอบด้วยกจิ กรรมเก่ียวกบั การฝึกถ่าย
นา้ หนักตัวดว้ ยการกา้ วเทา้ การฝกึ เคลือ่ นทล่ี ักษณะไขว้เท้า และ การฝกึ ทกั ษะหมนุ ตวั
4.ผลสัมฤทธิท์ ำงกำรเรียนทำงกำรเรยี น หมายถึง ความสามารถของผเู้ รียนในดา้ นความรคู้ วามเขา้ ใจ การ
นาความรูท้ ี่เกี่ยวกับการเคล่อื นไหว และ ทักษะการบวนการปฏิบัตจิ ากการเรยี นรขู้ องผ้เู รยี น โดยวัดจากคะแนนที่
นกั เรียนได้รบั จากการทดสอบทกั ษะในแต่ละสัปดาห์ ที่ผ้วู ิจัยไดส้ รา้ งขึ้นเพื่อประเมินผเู้ รยี นทงั้ 2 ดา้ น ดงั น้ี
1.ด้านความถูกตอ้ งของการปฏิบตั ิทกั ษะ หมายถึง ความสามารถในการนาความรู้และความเขา้ ใจ
จากการฝกึ ฝนและเรยี นรมู้ าปฏบิ ัติทกั ษะได้ตามขั้นตอนและถกู ต้อง
2.ดา้ นการเคล่ือนไหว หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติทกั ษะการเคลือ่ นไหวกลไกทซ่ี ับซ้อน
ขณะเต้นลีลาศ จากการทเ่ี คยได้ฝกึ ฝนเรียนรูม้ าแลว้ นามาปฏบิ ตั ิไดต้ ามข้นั ตอน
3.ด้านการจบั จงั หวะของเพลง หมายถึง ความสามารถในการจับจังหวะของเพลงท่ีใช้ในการทดสอบ
4.ด้านความต่อเนือ่ ง หมายถงึ ความต่อเน่ืองของการปฏบิ ตั ิทักษะทผ่ี เู้ รยี นสามารถทาไดอ้ ย่าง
ราบรื่นจนจบการทดสอบ
5.กำรให้ผลย้อนกลับ หมายถึง การให้คาแนะนาโดยครผู สู้ อนหลงั จากการทดสอบของนักเรียนในแต่ละครั้ง
รวมถึงสอ่ื วีดีโอขณะท่ีนักเรียนกาลงั ปฏบิ ตั ทิ ่บี นั ทึกเพ่ือให้ศึกษาข้อผิดพลาดและนาไปแก้ไขคร้ังต่อไป
6. ผลสัมฤทธิท์ ำงกำรเรยี น หมายถึง ผลคะแนนจากการประเมินทักษะลลี าศของนักเรียนในคร้งั
ก่อนเรยี นและหลังเรยี น
วธิ ีกำรวจิ ัย
วิธกี ารวจิ ยั เชงิ ปฏบิ ัตโิ ดยใชแ้ ผนการจัดการเรียนรูโ้ ดยทางผู้วจิ ยั ไดป้ ระยกุ ต์รูปแบบโมเดลซิปปาเสริมวิธีการ
ให้ผลยอ้ นกลบั ใชว้ ธิ กี ารสอนที่เสรมิ แบบฝึกทักษะพน้ื ฐานการเคลอื่ นไหวในรปู แบบกิจกรรม เช่น ถา่ ยน้าหนกั ตวั
การสร้างสมดลุ ร่างกาย และการเคล่อื นไหวด้วยทักษะกลไกที่ซับซ้อน เพอ่ื ใชพ้ ัฒนาทักษะการเตน้ ลลี าศจงั หวะชะ
ชะช่า ในการทดสอบรายสปั ดาห์
กำรวเิ ครำะหข์ ้อมลู
1. วิเคราะหค์ ะแนนทักษะลีลาศจังหวะชะชะชา่ ของนักเรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ก่อนและหลงั เรียน
รายวชิ าลีลาศ เรอ่ื ง ทักษะลีลาศจงั หวะชะชะชา่ โดยใช้การจัดการเรยี นรปู้ ระยุกตร์ ูปแบบซิปปาร่วมกบั การใหผ้ ล
ย้อนกลับ และเสริมแบบฝึกทักษะพ้นื ฐานการเคลอื่ นไหว ดว้ ยคา่ เฉลีย่ และ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
2.เปรียบเทยี บคะแนนทักษะลีลาศจงั หวะชะชะช่าของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 6 ระหวา่ งกอ่ นเรยี นและ
หลังเรียน ดว้ ยวธิ ีการทางสถติ ิ
3.วิเคราะห์ผลการเปรยี บเทยี บดว้ ยค่าเฉล่ียและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
บทท่ี 2
เอกสำรและงำนวจิ ยั ทีเ่ กย่ี วข้อง
ในการวจิ ัยครั้งน้ีเป็นการศึกษาผลของการจัดการเรยี นรูท้ ป่ี ระยกุ ตร์ ูปแบบของซิปปาร่วมกบั ใหผ้ ลย้อนกลับ
ซึง่ ผูว้ ิจัยไดท้ าการศกึ ษาค้นควา้ รวบรวมข้อมลู ตา่ งๆ จากหนังสอื วารสาร เอกสารและงานวจิ ัยท่เี กี่ยวของทง้ั
ภายในประเทศและตา่ งประเทศ โดยนาเสนอตามหวั ข้อดงั นี้
1.รปู แบบโมเดลซปิ ปาที่ใชใ้ นการจดั การเรียนรู้
2.ทฤษฎกี ารให้ผลย้อนกลบั
3.พนื้ ฐานการเคลื่อนไหว
4.ลลี าศจังหวะชะชะชา่
5.งานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้อง
5.1 งานวจิ ัยในประเทศ
5.2 งานวิจยั ต่างประเทศ
1.รปู แบบกำรสอนโมเดลซิปปำ (CIPPA Model)
ทิศนา แขมมณี (2542: 15) ได้กล่าวถึง การจัดการเรียนการสอนโดยยดึ ผ้เู รยี นเป็นศูนย์กลาง โดยครู
จะตอ้ งใหโ้ อกาสผเู้ รยี นไดม้ ีสว่ นร่วมในกจิ กรรมการเรียนรูน้ ้ันมากๆ ซงึ่ กิจกรรมนั้นจะต้องมีลักษณะท่ชี ่วยใหผ้ ู้เรยี นมี
ส่วนร่วมอยา่ ง active คอื ชว่ ยให้ผู้เรียนมคี วามกระตือรอื รน้ ตน่ื ใจ มีความจดจอ่ ผูกพันกับส่ิงทีท่ ากจิ กรรมการ
เรยี นร้ทู ่มี ีคุณภาพสาหรับการจดั การเรยี นการสอนโดยยึดผเู้ รยี นเป็น ศนู ย์กลาง (ทิศนา แขมมณี. 2542: 26) ได้
เสนอไวด้ ังต่อไปน้ี
1. กจิ กรรมการเรยี นร้ทู ี่ดีควรชว่ ยให้ผเู้ รียนไดม้ สี ว่ นร่วมทางรา่ งกาย
2. กจิ กรรมการเรยี นรู้ทดี่ ีควรช่วยใหผ้ ้เู รยี นไดม้ ีส่วนร่วมทางดา้ นสติปัญญา
3. กจิ กรรมการเรยี นร้ทู ่ดี ีควรชว่ ยใหผ้ ้เู รยี นได้มีส่วนรว่ มทางดา้ นสงั คม
4. กิจกรรมการเรียนรทู้ ด่ี ีควรชว่ ยใหผ้ ู้เรียนไดม้ ีสว่ นร่วมทางดา้ นอารมณ์
จากกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีเปดิ โอกาสให้ผเู้ รยี นมีสว่ นร่วมทง้ั 4 ดา้ นดงั กลา่ ว รวมท้ังการนาความรู้ไปประยุกตใ์ ช้
และการถ่ายโอนการเรียนรูท้ ่ไี ด้เพมิ่ ขึ้นมานน้ั มาใชเ้ ป็นแนวการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน
โดยยึดผเู้ รยี นเป็นศูนย์กลางแบบซปิ ปา (CIPPA)
หลกั ซิปปำ (CIPPA)
หลกั การจดั การเรียนการสอนโดยยึดผ้เู รียนเปน็ ศูนย์กลางแบบซิปปาหรือหลักซปิ ปา (CIPPA) เปน็ หลกั ในการจดั
กิจกรรมการเรียนรพู้ ฒั นาข้ึนโดยรองศาสตราจารย์ ดร.ทศิ นา แขมมณี (2542: 23) ภาควิชาประถมศกึ ษา คณะครุ
ศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั หลกั การดังกลา่ วพฒั นาขนึ้ จากแนวคิดหลัก 5 แนวคิด ได้แก่ แนวคิดการสรรค์
สรา้ งความรู้ (Constructivism) ; แนวคดิ เรอื่ งกระบวนการกลุ่ม และการเรยี นรู้แบบร่วมมือ (Group Process and
Cooperative Learning) ; แนวคดิ เกี่ยวกบั ความพร้อมในการเรียนรู้ (Learning Readiness) ; แนวคดิ เก่ยี วกบั การ
เรยี นรู้กระบวนการ (Process Learning) ; แนวคดิ เกี่ยวกับการถ่ายโอนการเรียนรู้ (Transfer of Learning)โดย
พ้นื ฐานของแนวคิดหลกั ทง้ั 5 ขา้ งต้น คือ ทฤษฎีสาคญั 2 ทฤษฎี ไดแ้ ก่ ทฤษฎีพัฒนาการมนุษย์ (Human
Development) ทฤษฎกี ารเรียนรจู้ ากประสบการณ์ (Experiential Learning)
แนวคดิ ขา้ งตน้ สรปุ เป็นหลกั ซิปปา (CIPPA) ได้ดังนี้
C มำจำกคำวำ่ Construction of (หลักการสร้างความรู)้ หมายถึง การใหผ้ เู้ รยี นสร้างความรู้ตามแนวคิด
ของ Constructivism ซ่งึ เชอ่ื ว่าการเรยี นรู้เป็นประสบการณ์เฉพาะตนในการสรา้ งความหมายของส่งิ ท่ีเรยี นรดู้ ว้ ย
ตนเอง กลา่ วคือ กจิ กรรมการเรียนร้ทู ่ดี คี วรเปน็ กจิ กรรมที่ช่วยใหผ้ ู้เรียนมโี อกาสสรา้ งความรู้ได้ด้วยตนเอง ทาให้
ผู้เรยี นมีความเขา้ ใจและเกิดการเรยี นรูท้ ม่ี ีความหมายต่อตนเอง ซงึ่ การท่ผี เู้ รียนมีโอกาสได้สร้างความรู้ด้วยตนเองนี้
เป็นกิจกรรมท่ชี ่วยใหผ้ เู้ รียนมสี ่วนรว่ มทางสตปิ ญั ญา
I มำจำกคำวำ่ Interaction (หลักการปฏิสัมพนั ธ์) หมายถึง การให้ผเู้ รียนมีปฏสิ มั พันธ์กับผอู้ ่ืนหรือ
ส่ิงแวดลอ้ มรอบตวั ซ่ึงตามทฤษฎี Constructivism และ Cooperative Learning เชอ่ื ว่าการเรียนรเู้ ป็น
กระบวนการทางสงั คมท่ีบุคคลจะต้องอาศยั และพ่ึงพาซึ่งกันและกันเพอ่ื ให้เกดิ การเรยี นรูท้ เ่ี ป็นประโยชน์ต่อการอยู่
รว่ มกนั กล่าวคอื กิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีดีจะต้องเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรยี นไดม้ ปี ฏิสมั พนั ธท์ างสังคมกับบคุ คล และแหล่ง
ความรูท้ ี่หลากหลาย ซึ่งเปน็ การช่วยให้ผูเ้ รียนมสี ว่ นรว่ มทางสงั คม
P มำจำกคำว่ำ Process Learning (หลักการเรียนรู้กระบวนการ) หมายถงึ การเรียนรกู้ ระบวนการตา่ งๆ
เพราะทกั ษะกระบวนการเป็นเคร่ืองมอื สาคัญในการเรยี นรู้ ซง่ึ มีความสาคญั ไมย่ ง่ิ หยอ่ นไปกว่าสาระ (Content) ของ
การเรียนรู้ กล่าวคือ กจิ กรรมการเรยี นรทู้ ดี่ ีควรเปิดโอกาสให้ผ้เู รยี นไดเ้ รียนรกู้ ระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการคิด
กระบวนการทางาน กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการแก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม ฯลฯ ซึง่ เปน็ ทกั ษะที่
จาเป็นต่อการดารงชีวติ และเป็นส่ิงทีผ่ ้เู รียนจาเปน็ ต้องใช้ตลอดชีวิต รวมทงั้ เปน็ การชว่ ยให้ผเู้ รียนมสี ว่ นรว่ มทางด้าน
สตปิ ญั ญาอีกทางหนงึ่
P มำจำกคำวำ่ Physical participation / Involvement หลกั การมสี ว่ นรว่ มทางร่างกาย หมายถึง
การใหผ้ ้เู รยี นมโี อกาสได้เคล่อื นไหวร่างกาย โดยการทากจิ กรรมในลักษณะต่าง ๆ ซ่ึงเปน็ การช่วยให้ผู้เรียนมสี ่วนรว่ ม
ทางกาย กล่าวคือ การเรียนรตู้ อ้ งอาศัยการเรียนรกู้ ารเคลอ่ื นไหวทางกายจะชว่ ยใหป้ ระสาทการรับรู้ "active" และ
รับรไู้ ด้ดีดงั นัน้ ในการสอนจึงจาเปน็ ต้องมีกิจกรรมใหผ้ ้เู รยี นต้องเคลื่อนไหวท่ีหลากหลาย และเหมาะสมกบั วยั และ
ความสนใจของผู้เรียน เพื่อชว่ ยใหผ้ เู้ รยี นมีความพรอ้ มในการรบั รแู้ ละเรยี นรู้
A มำจำกคำว่ำ Application (หลกั การประยุกต์ใชค้ วามรู้ ) หมายถึง การนาความร้ไู ปประยุกตใ์ ช้
กลา่ วคือ การนาความรู้ไปใช้ในชวี ติ จรงิ หรือการปฏิบัติจริง จะชว่ ยให้ผเู้ รยี นได้รับประโยชนจ์ ากการเรียน
ทาใหเ้ กิดการเรยี นรู้เพิม่ เตมิ ขึ้นเรอื่ ย ๆ และเกิดการเรียนรู้ทล่ี ึกซ้ึงข้ึน กิจกรรมการเรยี นร้ทู ี่มีแตเ่ พยี งการสอนเน้ือหา
สาระให้ผู้เรียนเข้าใจ โดยขาดกจิ กรรมการนาความรู้ไปประยกุ ตใ์ ช้ จะทาใหผ้ ู้เรยี นขาดการเช่ือมโยงระหวา่ งทฤษฎี
กบั การปฏิบตั ิ ซ่งึ จะทาใหก้ ารเรยี นรไู้ ม่เกดิ ประโยชน์เท่าท่ีควร การจดั กจิ กรรมที่ช่วยใหผ้ ู้เรยี นสามารถนาความรู้ไป
ประยกุ ตใ์ ชน้ ี้ เท่ากบั เป็นการชว่ ยใหผ้ ูเ้ รียนมสี ่วนร่วมในกิจกรรมการเรยี นรู้ในดา้ นใดด้านหนงึ่ หรอื หลายๆ ด้าน
แล้วแต่ลักษณะของสาระและกิจกรรมท่ีจัดนอกจากน้ี การนาความรู้ไปใชเ้ ปน็ ประโยชน์ในการดารงชวี ติ เป็น
เปา้ หมายสาคัญของการจัดการศกึ ษาและการเรยี นการสอน
รปู แบบกำรเรยี นกำรสอนตำมหลักซิปปำ
รปู แบบการเรียนการสอนโดยยึดผเู้ รยี นเปน็ ศนู ย์กลาง: โมเดลซปิ ปานพ้ี ัฒนาขนึ้ โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ทิศนา แขมมณี
ภาควิชาประถมศึกษา คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั โดยมวี ัตถปุ ระสงคข์ องรูปแบบ คือ มุ่งพฒั นาผเู้ รยี น
ให้เกิด ความรู้ ความเขา้ ใจในเรอื่ งทเี่ รียนอยา่ งแท้จริงโดยการใหผ้ ู้เรียนสรา้ งความร้ดู ้วยตนเอง โดยอาศยั ความ
ร่วมมือจากกลุ่ม และพัฒนา ทักษะกระบวนการต่างๆ ประกอบด้วยขั้นตอนสาคัญ 7 ขั้น แต่ละขั้นประกอบ
ไปด้วยหลกั การและวธิ สี อนหรือเทคนิคการสอนที่เสนอแนะไว้
(ทศิ นา แขมมณ.ี 2545: 114) ดังตอ่ ไปน้ี
ขน้ั ท่ี 1 กำรทบทวนควำมรูเ้ ดิม
ขัน้ น้ีเป็นการดึงความรู้เดิมของผเู้ รยี นในเร่อื งที่จะเรียนเพ่อื ช่วยใหผ้ เู้ รียนมีความพรอ้ มในการเช่ือมโยง
ความรู้ใหมก่ ับความรเู้ ดิมของตน
ขน้ั ท่ี 2 ผู้เรียนแสวงหำขอ้ มลู
ขัน้ น้เี ปน็ การแสวงหาขอ้ มูลความร้ใู หม่หรอื แหลง่ ข้อมูลความรู้ต่างๆซงึ่ ครอู าจจัดเตรียมให้ผู้เรียนหรอื ให้
คาแนะนาเก่ียวกบั แหล่งข้อมมูลตา่ งๆเพื่อใหน้ ักเรยี นไปแสวงหากไ็ ด้
ขน้ั ที่ 3 ผเู้ รยี นศึกษำข้อมูล สร้ำงควำมรูด้ ้วยตนเอง
ขน้ั นเ้ี ป็นขนั้ ทผ่ี เู้ รยี นจะต้องศึกษาและทาความเข้าใจกบั ข้อมูลความรทู้ ห่ี ามาได้ ประสบการณ์ใหมๆ่ โดยใช้
กระบวนการต่างๆด้วยตนเอง เชน่ กระบวนการกล่มุ รว่ มกันสรปุ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั ข้อมูลนัน้ ๆซงึ่ จาเปน็ ต้องอาศยั
ความรู้เดมิ
ขั้นท่ี 4 ผเู้ รียนแลกเปลี่ยนควำมรคู้ วำมเขำ้ ใจกับกลุ่ม
ขั้นน้ีเป็นข้ันท่ีผู้เรยี นอาศัยกลุ่มเป็นเคร่อื งมือในการตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตน รวมทง้ั ขยาย
ความรคู้ วามเข้าใจให้กวา้ งขนึ้ ซึง่ ชว่ ยให้ผูเ้ รียนแบง่ ปนั ความรู้ความเข้าใจกบั ผู้อนื่
ขน้ั ท่ี 5 ผเู้ รยี นสรุปและจัดระเบยี บควำมรู้
ขน้ั นเ้ี ปน็ การสรปุ ความรู้ที่ได้รับทั้งหมด ท้งั ความรู้เดิมและความรูใ้ หมแ่ ละจดั ส่ิงท่ีเรยี นใหเ้ ปน็ ระเบยี บเพ่ือ
ช่วยให้ผเู้ รยี นจดจาสิ่งใหม่ได้ง่าย
ขั้นท่ี 6 ผ้เู รยี นแสดงควำมรู้ ผลงำนและกำรปฏบิ ตั ิ
ขัน้ นช้ี ว่ ยให้ผเู้ รยี นไดม้ ีโอกาสแสดงผลงานของการสรา้ งความรขู้ องตนใหผ้ อู้ ่ืนไดร้ ับรู้ เป็นการชว่ ยใหผ้ ูเ้ รยี น
ไดต้ อกย้า หรือ ตรวจสอบความเขา้ ใจของตน และส่งเสริมให้ผู้เรยี นใช้ความคดิ สร้างสรรค์
ข้นั ท่ี 7 ผู้เรยี นนำควำมรไู้ ปประยกุ ตใ์ ช้
ข้ันนีจ้ ะช่วยใหผ้ เู้ รียนได้นาความร้ไู ปใช้ จากการฝกึ ฝนมาแลว้ เพ่อื เพิ่มความชานาญ ความเข้าใจ
ความสามารถในการแก้ไขปัญหาและความจาในเร่อื งน้ัน
ขั้นตอนท่ี 1–7 ของรูปแบบการเรียนการสอนตามหลกั CIPPA เป็นขัน้ ตอนที่จัดข้นึ เพ่ือใหส้ อดคล้องกบั
หลกั CIPPA โดยขัน้ ตอนที่ 1–6 เป็นข้นั ตอนทตี่ อ่ เน่อื งกันของกระบวนการสรา้ งความรู้ (Construction) ซง่ึ ในแต่ละ
ขัน้ ตอนมีการสง่ เสรมิ การมปี ฏิสัมพนั ธต์ อ่ กันและกันเพ่ือการเรียนรู้ (Interaction) และฝกึ ฝนทกั ษะกระบวนการ
ต่างๆ (process learning) โดยข้ันตอนท่ี 5 เน้นเป็นพิเศษในเรือ่ งของการวเิ คราะห์กระบวนการเรยี นรู้ (Process
Learning) ในขณะท่ีขนั้ ตอนท่ี 7 ให้ความสาคัญกับการนาความรไู้ ปประยุกต์ใชโ้ ดยตรง สาหรบั การมสี ่วนร่วมทาง
ร่างกายน้นั สะท้อนให้เห็นในกจิ กรรมการเรียนรู้ท่มี ีลักษณะหลากหลาย ช่วยใหผ้ ู้เรยี นได้เคล่ือนไหวและมี
ลกั ษณะ “active” อยเู่ สมอ นอกจากนห้ี ลงั จากการประยุกตใ์ ชค้ วามรู้ อาจมีการนาเสนอผลงานจากการประยุกต์
อกี ครั้งก็ได้ หรอื อาจไม่มีการนาเสนอผลงานในข้นั ที่ 6 แต่นามารวมแสดงในตอนทา้ ยหลงั ขนั้ การประยกุ ต์ใช้ก็ได้
เชน่ กัน กลา่ วไดว้ ่า ขนั้ ตอนท้ัง 6 มคี ณุ สมบตั ิตามหลักการ CIPPA ส่วนขั้นตอนที่ 7 เป็นขนั้ ตอนทช่ี ว่ ยใหผ้ ูเ้ รยี นนา
ความรู้ไปใช้ จึงทาให้รปู แบบน้ีมคี ุณสมบตั ิครบตามหลกั CIPPA
สรุป ในการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบซิปปาเป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ซ่ึงประกอบด้วยข้ันตอนท้ัง
7 ขั้นตอนได้แก่ ขัน้ ทบทวนความรู้เดมิ ขน้ั แสวงหาความรู้ใหม่ ขั้นทาความเข้าใจความรูใ้ หม่ เชอ่ื มโยงความรู้ใหมก่ บั
ความรู้เดมิ ขั้นแลกเปลย่ี นเรียนรู้กบั กลุ่มขนั้ สรปุ และจดั ระบบความรู้ ขนั้ ปฏบิ ัตหิ รอื แสดงผลงานและขน้ั ประยุกต์
ความรู้ โดยเป็นการสอนที่ให้ผูเ้ รยี นเป็นสาคญั ในดา้ นเนื้อหาและบทเรยี นและครเู ป็นผู้จดั กจิ กรรมเพ่อื ให้นกั เรยี นได้
เรียนรู้จากการปฏิบัติร่วมกนั
2.ทฤษฎกี ำรให้ผลย้อนกลบั (Feedback)
องค์ประกอบ กำรให้ขอ้ มลู ย้อนกลับ ประกอบดว้ ย
1. วัตถปุ ระสงค์เพื่อเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมของผูร้ บั
2. ขอ้ มลู ท่ีเกี่ยวข้องกับพฤตกิ รรมท่ตี อ้ งการเปลี่ยนแปลง อาจไดม้ าจากการสังเกต การวัด
การประเมิน
3. ผูใ้ หเ้ ปน็ ผ้ทู ่มี หี น้าที่ หรือมีความต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้น ท าหนา้ ทส่ี ่ือสารไปยังผ้รู ับ
4. ผู้รับ มพี ฤติกรรม ทต่ี ้องการการเปล่ียนแปลง
ควำมหมำยของผลย้อนกลบั
เดวิท (David. (1961) อา้ งองิ จากพโยม จนั ทนฤมาน. 2536) กล่าววา่ ผลยอ้ นกลับ คือการสะทอ้ นให้กลมุ่
หรอื บคุ คลในกลมุ่ ได้เหน็ พฤติกรรมของกลุ่มหรือสมาชิกในกลุ่มนน้ั ๆ เพื่อจะไดแ้ กไ้ ขข้อบกพร่องตา่ งๆ ข้อมลู ท่ีบคุ คล
หรือกลมุ่ ได้รับกลับคนื ยงั มีผลตอ่ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอีกดว้ ย การทีบ่ ุคคลจะสามารถรับผล
ยอ้ นกลับได้ตอ้ งอาศัยเวลา และการเรยี นประกอบกับผ้ทู ่ีจะให้ผลยอ้ นกลบั จะตอ้ งมีความเป็นกลางอยา่ งเพียงพอ
พโยม จันทนฤมาน (2536:) กล่าวว่า ผลยอ้ นกลบั มสี ว่ นสาคญั ในการเรยี นร้ทู ักษะ ทาให้ผู้เรยี นแกไ้ ข
ข้อผิดพลาดและพฒั นาการเรียนรู้ให้สงู ขนึ้ ผลย้อนกลับจากตัวผู้เรียนเองไมเ่ พียงพอ ทาให้เกดิ การลองผดิ ลองถูก
ต้องใชเ้ วลานานอาจเกิดการเรียนรู้ที่ผิดพลาดได้ การไดผ้ ลย้อนกลับจากภายนอกจึงมบี ทบาททส่ี าคญั แก่ผู้เรียน
เพอ่ื ให้การฝึกหัดพัฒนาและมีประสทิ ธิภาพ ดงั นนั้ การฝกึ หัดทแ่ี ก้ไขข้อผิดพลาดดว้ ยผลยอ้ นกลับจะทาให้มี
ความสามารถสงู ขนึ้
สุประวณี ์ ทัดภธู ร (2548:) กล่าววา่ การทาใหน้ กั เรียนทราบผลการกระทา หรอื ความก้าวหน้าของตนเอง
หลังจากทากจิ กรรมเพ่ือเปน็ แนวทางในการแกไ้ ขข้อบกพร่องและเป็นแรงจูงใจทจี่ ะชว่ ยให้ผเู้ รียนเกิดการเรยี นรเู้ พิม่
มากข้ึนและประสิทธภิ าพในการทากจิ กรรมคร้ังต่อไป
อุดม พิมพา (2527:) กล่าวว่า การทีค่ รตู อบสนอง (Response) ตอ่ การปฏบิ ัตทิ ักษะทางกลไกของนักเรยี น
การแสดงความคิดเห็นในภายหลงั ทีน่ ักเรียนได้ปฏบิ ตั ทิ ักษะท่ีครใู หก้ ระทาและสมั พนั ธก์ ับงานนั้นๆ
คอื ผลย้อนกลบั ดังน้นั ผลย้อนกลับจะเปน็ คุณภาพ หรือลักษณะของการเคลื่อนไหวก็ได้ ส่วนข้อความใดๆ
ทบ่ี อกวิธีการปฏบิ ัติ หรือให้เร่ิมปฏบิ ัตจิ ะไม่ใชผ่ ลย้อนกลับ
หลกั กำรใหผ้ ลยอ้ นกลับ feedback
1. มขี อ้ ตกลงในการให้ผลย้อนกลับ (feedback) ล่วงหน้า ควรส่ือสารตัง้ แต่แรกวา่ การให้ผลย้อนกลับ
(feedback) เปน็ สิง่ ท่ีกาหนดไว้อยู่ใน ข้นั ตอนการทางานร่วมกันหรอื การสอนงานมีการกาหนดหนา้ ที่ เวลา ในการ
ให้ผลย้อนกลบั (feedback) ชัดเจน เพอ่ื ใหร้ บั ทราบ ยอมรับและเตรยี มตัวรบั การให้ผลย้อนกลับ (feedback)
2. พ้ืนฐานความสัมพนั ธ์ที่ดี ช่วยใหเ้ กดิ การยอมรบั และคล้อยตาม ในทางตรงกนั ขา้ มถ้าความสัมพนั ธเ์ ดิม
ไมด่ ี มีอคติต่อกนั ไม่พอใจกัน ไม่ยอมรับกนั จะเกิดการโต้ถียง ไม่ยอมรบั และไมเ่ ปลย่ี นแปลง พฤตกิ รรม ดงั นนั้ ไม่
ควรใหผ้ ลย้อนกลับ (feedback) แก่ใครที่ไมม่ ีความสมั พันธม์ าก่อน หรือความสัมพันธเ์ ดิมไมด่ ี
3. มกี ารกาหนดพฤติกรรมท่ีต้องการให้ทาก่อนล่วงหนา้ หรือมกี ารสอนงาน ทาให้ดูเป็นตัวอย่าง
ให้เหน็ แบบอย่างทด่ี ีก่อนที่จะทาด้วยตวั เอง หลงั จากน้ันติดตามพฤติกรรมท่ีพึงประสงค์เหล่านี้ ก่อนจะใหผ้ ล
ยอ้ นกลับ (feedback)
4. ผูใ้ ห้ผลย้อนกลับควรเปน็ ผูท้ ่มี ีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ เป็นท่ยี อมรบั
5. ผใู้ ห้ผลย้อนกลบั (feedback) ควรเหน็ เหตุการณ์ อยู่ในเหตกุ ารณ์และใช้ข้อมลู นัน้ เป็นหลกั (first-hand
information) จงึ จะให้ผลย้อนกลบั (feedback)ได้ดีไมค่ วรใหผ้ ูท้ ่ีไม่เกยี่ วข้องหรือไมเ่ หน็ เหตกุ ารณ์ให้ผลย้อนกลับ
แทน
6. ควรให้ผลยอ้ นกลับ (feedback) เวลาท่ีเหมาะสมท่ดี ีทสี่ ุดคอื ใหผ้ ลยอ้ นกลบั (feedback) ทนั ทหี ลัง
เหตุการณ์ หรอื ไม่นานเกนิ ไปเพราะจะลมื รายละเอยี ด
7. ควรให้ผลย้อนกลับ (feedback) เม่ืออารมณ์สงบทงั้ ผ้ใู ห้และผูร้ ับถ้าฝ่ายใดยังไมส่ งบใหเ้ วลาเพื่อสงบสติ
อารมณ์กอ่ นเสมอ หรือถา้ เร่ิมต้นแล้วเกิดอารมณ์ขึน้ ใหห้ ยุดพกั เมื่อสงบแลว้ ค่อยคุยกนั ตอ่ หรอื นดั วัน เวลาใหมท่ ่ี
อารมณ์พร้อมกว่า
8. บรรยากาศท่ีเป็นสว่ นตัว หลีกเล่ียงการประจานประณามตอ่ หน้าผู้อ่ืน การทาให้อับอายจะไม่เปลยี่ น
พฤติกรรม
9. การให้ผลยอ้ นกลับ (feedback) ควรทาดว้ ยความสงบ ไม่แสดงอารมณ์ ไมส่ ร้างความรสู้ กึ กดดัน
10. ในการเตือนควรมีท้งั การให้ผลยอ้ นกลบั ทางบวก (positive feedback) และ การให้ผลยอ้ นกลบั ทาง
ลบ (negative feedback) ร่วมกนั เพื่อเกดิ ความร้สู ึกดี และยอมรบั
11. ผู้ให้ผลยอ้ นกลับสังเกตพฤติกรรมผู้รับผลย้อนกลบั ตลอดเวลา ไม่ทาให้ผู้รับเกดิ ความอาย ความโกรธ
แต่ให้เกิดการยอมรับ สานึกผิด และมีจงู ใจให้เปล่ยี นพฤติกรรม
12. ควรให้ ผลยอ้ นกลับ ตรงตวั ผรู้ บั ไม่ควรฝากคนอื่นไป หรอื พูดลอย ๆ ไม่ชัดเจน
13. กรณที ่ีต้องการให้ผลยอ้ นกลบั (feedback) เปน็ กลุ่ม ไมค่ วรระบชุ ือ่ เพื่อไม่ให้เกิดความอับอาย
ให้ระบพุ ฤติกรรมที่พึง ประสงค์ และความตอ้ งการของผ้ใู ห้ผลยอ้ นกลบั (feedback) ไม่ควรพดู แบบบน่ ๆซง่ึ จับ
ประเด็นไม่ชดั เจน ไมส่ ่ือสารวา่ ตอ้ งการอะไร
14. ในการเตือน พยายามสรา้ งความรสู้ กึ ท่ีดี มีคณุ ค่าในตนเอง เพื่อให้เกิดแรงจูงใจที่จะแกไ้ ขตนเอง
15. ผเู้ ตือนคาดหวังด้านบวกเสมอ เพ่ือสร้างกาลังใจให้เปลี่ยนพฤติกรรม
ประเภทของกำรใหผ้ ลย้อนกลบั
1. Positive feedback การป้อนข้อมลู เพื่อใหเ้ กดิ ผลของพฤติกรรมนัน้ มากข้นึ หรอื ยังคงอยโู่ ดยไม่
ลดลง มีที่ใช้ในพฤติกรรมด้านบวก
2. Negative feedback การป้อนข้อมลู เพื่อใหเ้ กดิ ผลของพฤติกรรมนน้ั ลดลง หรือหายไปใชใ้ น พฤตกิ รรม
ด้านลบ
ตัวแปรท่มี ีอทิ ธิพลตอ่ ผลย้อนกลบั
ศลิ ปชยั สุวรรณธาดา กลา่ ววา่ ผลยอ้ นกลับจะช่วยสง่ เสริมการเรียนรู้มากหรือน้อยข้ึนอยู่กบั ตวั แปร
ต่อไปน้ี
1. ควำมถ่ีของกำรให้ผลย้อนกลบั (Frequency) ถึงแมว้ ่าการใหผ้ ลยอ้ นกลับจะชว่ ยให้การเรียนร้ทู ักษะดี
ขึ้นแตไ่ ม่ไดห้ มายความวา่ จานวนครัง้ ทค่ี รูให้ผลย้อนกลับหลังการแสดงทักษะจะทาให้ทกั ษะน้ันพัฒนาเป็นสัดส่วน
โดยตรง ในกรณที ผี่ เู้ รยี นมีเวลาฝึกหดั มากการให้ผลยอ้ นกลับหลังการแสดงทักษะ 2 ครัง้ จะมีผลดเี ช่นเดียวกบั การ
ใหผ้ ลยอ้ นกลับหลังการแสดงทักษะทุกคร้ัง นอกจากนกี้ ารให้ผลยอ้ นกลบั ทกุ ครัง้ จะทาให้ผู้เรียนเปน็ คนท่ีขนึ้ อย่กู บั
ผลยอ้ นกลบั ถา้ ไมไ่ ดผ้ ลย้อนกลบั จากครกู ็ไม่สามารถแกไ้ ขข้อผิดพลาดดว้ ยตนเองได้ในขณะฝึกหัดเปน็ กลมุ่ ใหญค่ รไู ม่
สามารถให้ผลยอ้ นกลับแกน่ ักเรียนทุกคนไดต้ ลอดเวลา การใหผ้ ลย้อนกลับเป็นคร้งั คราวก็จะชว่ ยแกไ้ ข ขอ้ บกพรอ่ ง
ได้
2. กำรหยดุ หรือถอนให้ผลย้อนกลับ (Withdrawal) ถา้ หยุดหรอื ถอนให้ผลยอ้ นกลับหลังจากได้ให้ผล
ย้อนกลับมาชั่วระยะหนึง่ จะทาใหก้ ารเรยี นรู้ลดตา่ ลง ปรากฏการณ์นจี้ ะเกิดขึ้นกับผู้เรยี นที่หัดใหม่
แต่ในผู้เรียนในระดับสงู จะสามารถใช้ผลยอ้ นกลับทีเ่ กิดขึ้นกบั ตนเองใหเ้ ปน็ ประโยชนไ์ ด้การหยดุ ให้ผลยอ้ นกลับจาก
ครูกจ็ ะไม่เกดิ ผลเสียหายมากเกนิ ไป
3. ควำมละเอยี ดของผลย้อนกลับ (Precision) ผลย้อนกลบั ที่มีประโยชน์จะต้องเปน็ ผลยอ้ นกลับท่ี
ผ้เู รียนสามารถสามารถนาไปใชไ้ ด้ ผลย้อนกลับที่บอกความผดิ พลาดละเอยี ดมาก เกนิ ไปอาจจะไม่เหมาะสมกบั
ผู้เรยี นบางคน ในการสอนผหู้ ัดใหม่ควรเลือกให้ผลยอ้ นกลับท่สี าคญั ๆ ไม่ตอ้ งละเอยี ดมากนักไมเ่ ชน่ นน้ั จะทาให้
ผู้เรยี นหดั ใหมเ่ กิดความ สับสน ไมส่ ามารถนาผลย้อนกลับ ไปใช้ได้ ส่วนผ้เู รียนช้นั สงู ผลยอ้ นกลบั ค่อนขา้ งละเอยี ดจะ
เหมาะสมและเปน็ ประโยชน์ในการพัฒนา ความสามารถ
4. กำรถว่ งเวลำใหผ้ ลย้อนกลับ (Delay) หมายถึง การยืดเวลาใหผ้ ลย้อนกลบั ก่อนท่จี ะแสดงทักษะครัง้
ต่อไป ลองนึกภาพดูวา่ เวลาพูดแล้วไม่ไดย้ นิ เสยี งของตนเองจะรู้สกึ ขาดความเชอื่ ม่ันไมร่ ูว้ ่า พูดถูกหรือพดู ผดิ
เช่นเดียวกบั การถว่ งเวลาใหผ้ ลย้อนกลับในการแสดงทักษะกฬี าเวลายิ่งผ่านไปนาน เท่าใด การเรยี นรู้ยงิ่ ลดลง ความ
จริงแล้วเวลาทีผ่ า่ นไปไม่มีผลกระทบกระเทือนมากนัก แต่กิจกรรมที่คั่นกลางระหวา่ งนั้นจะทาให้ผูเ้ รียนลืมว่าก่อน
นั้นไดแ้ สดงทักษะอยา่ งไรจงึ จะทาให้การนาเอา ผลยอ้ นกลับจากครมู าแก้ไขการแสดงทักษะครั้งตอ่ ไปไม่ดเี ท่าที่ควร
ดงั น้นั ควรใหผ้ ลย้อนกลับทนั ทีทนั ใดหลงั แสดงทักษะ จะเหน็ ว่าผลย้อนกลับมีส่วนสาคัญในการเรยี นรู้ทักษะ ทาให้
ผเู้ รียนแกไ้ ขขอ้ ผิดพลาดและพัฒนาการเรียนร้ใู ห้สูงข้ึน
ผลย้อนกลบั จากผ้เู รยี นเองไมเ่ พยี งพอทาใหเ้ กิดการลองผิดลองถูกต้องใช้เวลานาน อาจทาให้เกิดการเรยี นรู้ทผ่ี ดิ ๆได้
ครมู ีบทบาทสาคัญในการให้ผลย้อนกลับเสริมแก่ผเู้ รยี น เพ่ือใหก้ ารฝึกหดั พัฒนาและมปี ระสทิ ธภิ าพ ดังน้นั การฝกึ หดั
ทีแ่ ก้ไขความผดิ พลาดด้วยผลยอ้ นกลบั จะทาใหค้ วามสามารถสงู ข้ึน
สรุป การใหผ้ ลยอ้ นกลบั หรอื ผลย้อนกลบั คือการให้ผูเ้ รยี นหรือเป้าหมายได้เรยี นรเู้ พ่ิมเติมด้วยคาพูด ส่ือ
ตา่ งๆ หรือ ทา่ ทาง จากการสังเกตและบันทกึ ของผู้ใหผ้ ลยอ้ นกลับ โดยมีตัวแปรสาคัญ 4 อย่างคือ ความถี่ของการ
ให้ผลย้อนกลับ การหยุดของการให้ผลย้อนกลับ ความละเอียดของผลย้อนกลับ
และ การถว่ งเวลาของผลยอ้ นกลับ ผู้ให้ผลย้อนกลบั จะต้องมคี วามรู้และทาตามขนั้ ตอนอยา่ งถกู ต้อง เพ่อื การแก้ไข
ข้อบกพร่องให้มีประสทิ ธิภาพ
3.พื้นฐำนกำรเคลอื่ นไหว
พืน้ ฐานการเคล่ือนไหวหรือการเคลื่อนไหวเบ้ืองตน้ คือกระบวนการทางการเคลื่อนไหวเพือ่ ชว่ ยพฒั นาส่วน
ตา่ งๆของรา่ งกายใหม้ ีการทางานร่วมกนั และประสานงานซึ่งกันและกันในระหว่างระบบประสาทและกลา้ มเน้ือของ
ร่างกาย ให้ทางานได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ และทาใหไ้ ด้มาซ่ึงทักษะเบื้องต้นของกระบวนการเคลอื่ นไหวนัน้ ๆต่อไป
(วรศกั ด์ิ เพยี รชอบ, 2548)
เป็นการนาทักษะการเคล่อื นไหวตามธรรมชาติของมนุษยม์ าประกอบจังหวะหรือเสยี งดนตรเี พือ่ วางรากฐาน
การเคลอ่ื นไหวท่ถี ูกต้อง เปน็ การเสริมความแขง็ แรง ความคล่องแคลว่ และความสัมพันธ์ระหวา่ งระบบประสาทและ
กล้ามเน้ือร่วมกับระบบโครงร่าง จากการหดตวั ของกล้ามเน้ือให้เกิดแรงในการเคล่ือนไหว
(สนิท พเิ คราะห์ฤกษ์, มปป)
พืน้ ฐานการเคลื่อนไหวหรือการเคลือ่ นไหวเบื้องตน้ จงึ เปน็ การศึกษาทเ่ี กีย่ วข้องกับการเคลื่อนไหว รา่ งกาย
ของมนุษย์ท่จี ะร่วมพัฒนาส่วนต่าง ๆ ให้ทางานอย่างดีและเคล่อื นไหวอยา่ ง มปี ระสิทธิภาพ โดยการนาทักษะการ
เคล่ือนไหวตามธรรมชาติของมนษุ ยม์ าประกอบจังหวะหรือเสยี งดนตรซี ึง่ จะเป็นพื้นฐาน ทีจ่ ะนาไปส่กู ารเรียน
กจิ กรรมพลศึกษา ท่ีจะสามารถเคลื่อนไหวรา่ งกายได้อยา่ งถูกตอ้ ง ความจาเปน็ ดังกล่าว ครพู ลศึกษาจาเป็นที่
จะตอ้ งสอนใหผ้ ู้เรียนมีความรู้เก่ียวกับการเคลือ่ นไหว เบ้อื งต้น ซง่ึ เปน็ ทกั ษะ ท่ีใช้ในชวี ติ ประจาวันใหเ้ คลอื่ นไหวได้
อย่างถูกต้องและมปี ระสิทธภิ าพ ซึ่งต้องได้รบั การพัฒนา ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งระบบประสาทและกล้ามเนื้อในการ
เคลื่อนไหวให้มีประสทิ ธภิ าพยิ่งขึ้นและปลูกฝัง ตง้ั แตร่ ะดับชั้นประถมศกึ ษา เพ่ือให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาไปสูก่ าร
เคล่ือนไหวท่ีซับซ้อนมากขึ้น จนเปน็ การ เคล่ือนไหวเฉพาะกิจกรรม เช่น กีฬาสากลชนิดต่าง ๆ การเต้นรา กิจกรรม
การเสริมสร้างสมรรถภาพทาง กาย
กลไกท่สี ง่ ผลใหร้ ่ำงกำยเกิดกำรเคลอ่ื นไหว การเคล่อื นไหวร่างกายของมนุษยเ์ ราจะอาศัยกลไกการทางาน
ประสานกนั ของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ระบบทส่ี าคัญทก่ี ่อใหเ้ กิดการเคลือ่ นไหวเป็นการประสานงานของ 3 ระบบ
สาคญั ประกอบด้วย 1.1 ระบบประสาท (สมอง) 1.2 ระบบโครงรา่ ง (กระดกู ) 1.3 ระบบกลา้ มเนื้อ ระบบประสาท
ถือว่าเป็นศูนย์กลางการใช้คาสง่ั ในการควบคุมการทางานของร่างกายเพ่ือให้ ร่างกายเกิดการเคลือ่ นไหวโดยมไี ขสัน
หลังและเส้นประสาทเปน็ เครือขา่ ยในการนากระแสคาส่งั มายังระบบ กล้ามเนื้อในแตล่ ะมดั ซงึ่ สง่ ผลให้สน้ ใย
กลา้ มเนอ้ื มกี ารหดตัวและคลายตวั การเคลื่อนไหวหรอื การทางาน ของรา่ งกาย เร่มิ จากกระแสคาส่งั จากสมองใน
สว่ นท่คี วบคุมอวัยวะแต่ละส่วน ส่งกระแสคาส่งั ผ่านเส้นใย ประสาทสั่งการผา่ นไปยังเสน้ ประสาททเี่ กาะยดึ กับเส้นใย
กลา้ มเนอื้ ซ่ึงเส้นใยกลา้ มเน้ือจะประกอบเปน็ มัด กลา้ มเนอ้ื เมือ่ เกดิ การหดตวั มัดกล้ามเนื้อทีเ่ กาะตดิ กับระบบโครง
ร่าง (กระดกู ) โดยมีปลายข้างหนง่ึ เชอ่ื ม ตดิ กับเสน้ เอน็ ท่ยี ดึ ติดกบั กระดกู จะสง่ แรงผา่ นเส้นเอ็นดึงกระดกู แตล่ ะสว่ น
ใหเ้ กิดการเคลอ่ื นไหวในมมุ ต่างๆ ตามลกั ษณะของจดุ เชือ่ ม( ขอ้ ต่อ ) ของกระดูกในแตล่ ะตาแหน่ง ซง่ึ ข้อต่อ ( Joint
) บางตาแหนง่ สามารถเคล่ือนไหวไดห้ ลายรปู แบบ เชน่ ข้อตอ่ บริเวณต้นคอ ( Neck Join) เปน็ ข้อต่อที่สามารถ
เคล่ือนไหวในลักษณะการหมุนเป็นวงกลมได้ ข้อต่อบริเวณขอ้ ศอกและข้อเขา่ (Elbow & Knee Joint) สามารถ
เคลื่อนไหวในลักษณะการพับและการเหยยี ดได้ แต่บางตาแหนง่ รอยตอ่ ของกระดกู ไม่ สามารถ ส่งผลใหเ้ กดิ การ
เคลื่อนไหว เช่น บริเวณรอยเชอ่ื มของกะโหลกศรี ษะ (Suture) จากการทรี่ ะบบประสาท สง่ กระแสคาสั่งไปกระตุน้
เส้นใยของกลา้ มเน้ือเป็นระยะ ๆ ส่งผลใหม้ ดั กล้ามเน้ือมกี ารหดและคลายตวั สลับกนั เกดิ การดึงให้กระดูกซ่งึ ทา
หนา้ ทเ่ี ปรยี บเสมอื นคานมีการเคลอ่ื นไห วส่งผลใหร้ ่างกายของคนเรา เคล่อื นไหวในทิศทางต่าง ๆ ตามกลไกคาส่งั
จากสมองท่ีประสานการทางานของมัดกลา้ มเน้ือและกระดูกให้ เคลื่อนไหวในทิศทางท่ตี ้องการ และเกดิ เปน็
กระบวนการของการเคลือ่ นไหวหรือการทางานของร่างกาย ขึ้น สรปุ แลว้ กลไกทสี่ ง่ ผลใหร้ ่างกายเกิดการเคล่อื นไหว
ได้นนั้ จะเกิดจากการประสานงานของระบบ สมองเปน็ ศูนย์กลางในการใช้คาสั่งโดยอาศัยไขสันหลังและเส้นประสาท
เปน็ เครือขา่ ยในการนากระแส คาส่งั มายังระบบกลา้ มเน้ือในแตล่ ะมดั สง่ ผลให้กลา้ มเน้ือมีการหดตัว และ คลายตวั
แลว้ สว่ นเอ็นทย่ี ึดตดิ กับกระดูกจะดึงกระดูกให้เคลื่อนไหวในมมุ ตา่ ง ๆ โดยอาศัยขอ้ ต่อของกระดูกในแต่ละตาแหน่ง
ขอร่างกาย ของคนเราส่งผลให้เกดิ เป็นกระบวนการของการเคลือ่ นไหวร่างกายของคนเรานัน่ เอง 2. รปู แบบของการ
เคลอื่ นไหวรา่ งกาย (เชาวลิต ภมู ภิ าค และคณะ (2554: 2))ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเคล่ือนไหวของร่างกายเป็น
องคป์ ระกอบสาคัญในการดาเนินชวี ติ และการปฏิบตั ิกจิ กรรมตา่ งๆ ของคนเราและได้กลา่ วถงึ รปู แบบ ของการ
เคลอ่ื นไหวรา่ งกายแบ่งออกได้ 3 ลกั ษณะ คอื 1.) การเคล่ือนไหวแบบอย่กู ับท่ี หมายถึง การเคล่อื นไหวทีร่ ่างกาย
ของผปู้ ฏบิ ตั ิไมไ่ ด้ เคล่ือนยา้ ยรา่ งกายไปจากตาแหนง่ เดิม การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ เช่น - การก้ม - การเหยยี ด -
การยา่ เทา้ อยูก่ ับที่ 2.) การเคลื่อนไหวแบบเคล่ือนท่ี หมายถึงการเคลอื่ นไหวท่ีรา่ งกายของผ้ปู ฏบิ ัตเิ คล่อื นย้าย
ร่างกายไปจากตาแหน่งหน่งึ ไปยงั อีกตาแหน่งหนงึ่ เช่น - การเดิน - การว่ิง - การกระโดดไปข้างหน้า 3.) การ
เคล่ือนไหวประกอบอปุ กรณ์ หมายถึง การเคลอื่ นไหวทีร่ ่างกายของผปู้ ฏิบตั ิใช้ ร่างกายบังคับควบคุมวัตถปุ ระกอบ
ในขณะเคลื่อนไหว โดยสว่ นใหญจ่ ะเก่ยี วข้องกับการใช้มือและเทา้ ประกอบ ซ่ึงการเคลื่อนไหวในลกั ษณะน้จี ะพบได้
ทงั้ ในการปฏบิ ัติกจิ กรรมการเล่นกีฬา และกจิ กรรมตา่ ง ๆ ในชีวิตประจาวนั จากขอ้ ความขา้ งตน้ สรปุ ไดว้ ่า รปู แบบ
การเคลือ่ นไหวร่างกายแบง่ ออกได้ 3 ลักษณะ คอื การ เคลอ่ื นไหวแบบอยู่กับท่ี กำรเคลื่อนไหวแบบเคลือ่ นที่ และ
กำรเคลอ่ื นไหวประกอบอุปกรณ์ ซึ่งการ เคล่อื นไหวท้งั หมดจะพบในการใช้ชวี ติ ประจาวัน เชน่ การก้มหยบิ ของ การ
เดินเทยี่ วตามหา้ งสรรพสนิ ค้า การประกอบอาชีพทามาคา้ ขาย ฯลฯ ลว้ นแลว้ แตใ่ ช้การเคล่อื นไหวทัง้ 3 ลกั ษณะนี้ทง้ั หมด
จงึ มคี วาม จาเปน็ ตอ้ งศกึ ษาใหเ้ ข้าใจ
ปจั จัยที่ชว่ ยส่งเสริมให้กำรเคลื่อนไหวร่ำงกำยมีประสทิ ธิภำพ ประสทิ ธภิ าพในการเคล่อื นไหวร่างกาย
สามารถทจี่ ะพัฒนาและสง่ เสรมิ ให้ดขี นึ้ ได้ แต่ท้งั น้ีผู้ นาไปพัฒนาและสง่ เสริมตอ้ งเขา้ ใจถงึ องค์ประกอบของแตล่ ะ
ปจั จัยทเี่ กยี่ วข้องน้นั ๆ ปัจจยั ทส่ี าคัญท่ชี ว่ ย ส่งเสรมิ ให้การเคลื่อนไหวรา่ งกายมีประสิทธิภาพมี 2 ประการ คือ 1.)
ปจั จัยภายในตัวบคุ ล 2.) ปจั จยั ด้านสภาพแวดลอ้ ม
ปัจจยั ภำยในตวั บุคล หมายถึงองคป์ ระกอบเฉพาะบคุ คลท่ีช่วยให้การเคลื่อนไหวร่างกายมี ประสทิ ธภิ าพ
ประกอบด้วย 1.) โครงสรา้ งร่างกายหรือรปู ร่างทรวดทรงของบุคคล.2.) สมรรถภาพทางกายของบุคคล 3.)
ความสามารถของทักษะในการเคล่อื นไหวท่ีถูกต้องของบุคคล 1.) องคป์ ระกอบด้านโครงสร้างร่างกายหรือรูปร่าง
ทรวดทรงของบคุ คล ( Posture Factors) ลักษณะโครงสรา้ งรา่ งกายของของคนเราแบ่งได้ 3 ลักษณะ คือ 1.)
ลักษณะของผู้ทม่ี ีรูปรา่ งใหญ่ 2.) ลักษณะของผู้ท่มี รี ูปรา่ งปานกลาง 3.) ลกั ษณะของผู้ท่มี ีรูปร่างเลก็ อย่างไรก็ตามไม่
ว่าจะลักษณะโครงสร้างรา่ งกายอย่างไร โครงสร้างร่างกายหรอื รูปรา่ งทรวดทรงของบุคคลทเี่ ตบิ โตเต็มท่ีจะ
ประกอบด้วยกระดูกจานวน 206 ชิน้ และ กลา้ มเนื้อประมาณ 792 มัด ประกอบข้นึ เปน็ รูปรา่ ง โดยมกี ระดูกสนั หลัง
เป็นแกนให้รา่ งกายตงั้ อยไู่ ดแ้ ละขณะทรี่ ่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายจะถกู แรงดึงดดู ของโลก และแรงภายในร่างกาย
ของตนเองส่งปฏกิ ิริยาตอ่ การเคลอ่ื นไหวทาให้เกิดแรงตา้ นในขณะเคล่ือนไหว นอกจากปฏกิ ริ ิยาทเ่ี กดิ ขึน้ ดงั กล่าว
แลว้ หากกระดูกสนั หลังซงึ่ เป็นแกนกลางของร่างกายมคี วามผิดปกตจิ ะสง่ ผลให้รปู ร่างทรวดทรงของร่างกายผิดปกติ
เชน่ หลงั โก่ง (Hypnosis) หลงั คด (lumbar Lard sis) หรือสันหลังคดเอยี ง (Scoliosis) และความผดิ ปกตขิ อง
รูปรา่ งทรวดทรงทเ่ี กดิ ขน้ึ ดังกล่าวจะส่งผลทาใหก้ ารเคลื่อนไหวขาดประสิทธิภาพ ดังนั้นหากพบว่ารปู รา่ งทรวดทรง
ของตนเองมคี วามผดิ ปกติ เราควรทาการแกไขบาบดั ฟน้ื ฟู ร่างกายโดยเรว็ จะชว่ ยใหก้ ารเคล่ือนไหวร่างกายมี
ประสิทธิภาพเพิ่มมากย่ิงขึ้น
องค์ประกอบดา้ นสมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness Factors) สมรรถภาพทางกาย หมายถึง ความ
สามารถข องร่างกายท่จี ะประกอบกิจกรรมหรือ ทางานเป็นระยะเวลานาน ๆ ตดิ ต่อกัน และผลทไ่ี ดร้ บั มี
ประสทิ ธภิ าพสงู สมรรถภาพทางกายมีองคป์ ระกอบสาคญั 3 ประการ ประกอบดว้ ย 1.) ความแขง็ แรงของกลา้ มเนอ้ื
2.) ความทนทานของระบบไหลเวียนโลหติ 3.) ความทนทานของกลา้ มเน้ือโดยทั่วไป องค์ประกอบดังกลา่ วถือว่าเปน็
ปัจจัยที่สาคัญทจี่ ะนาไปสู่การสร้างและพัฒนาสมรรถภาพทางกลไก (การเคล่อื นไหว) ของบุคคลได้ดียิง่ ข้ึน 3.)
องคป์ ระกอบด้านความสามารถของทักษะในการเคลือ่ นไหว (Movement Performance Factors)
ทักษะในกำรเคล่ือนไหว หมายถงึ การเคลื่อนไหวท่ีถูกต้องตามหลักสรรี ะของบุคคล ทักษะการ เคล่อื นไหว
ท่ถี กู ต้อง นอกจากจะทาใหก้ ารเคลื่อนไหวมีประสิทธิภาพดีแลว้ ยังส่งเสรมิ ให้เกดิ ความ ปลอดภัยในขณะเคล่ือนไหว
และสามารถเคล่อื นไหวได้อย่างมคี วามมั่นใจเพิ่มขึ้น 4.) องคป์ ระกอบด้านสภาพแวดลอ้ ม (Environment Factors)
สภาพแวดลอ้ ม หมายถึง สภาพที่เป็นปจั จัยสาคัญทีส่ ง่ ผลให้การเคลอื่ นไหวของคนเรามแี ละไม่มี ประสทิ ธภิ าพ ซ่ึง
หากมคี วามเข้าใจและนาหลักการจดุ เดน่ และจุดด้อยดังกลา่ วมาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ จะช่วยใหก้ ารเคล่ือนไหวมี
ประสิทธภิ าพยงิ่ ขึ้น 1.) องค์ประกอบดา้ นสภาพแวดล้อมทสี่ าคัญประกอบดว้ ยขนาดของฐานและลกั ษณะของฐานท่ี
รองรับ (The Size and Characteristic Base) หมายถึงบรเิ วณพน้ื ทีร่ ะหวา่ งเทา้ ท้ังสองขณะยนื หากเรายืนโดยแยก
เท้าท้งั สองใหก้ วา้ งออกจะทาให้ พืน้ ท่ีฐานรองรับบุคคลมีขนาดและลักษณะของฐานกวา้ งขนึ้ แต่ในทางตรงกนั ข้าม
หากรวบเทา้ ทัง้ สองชิด กันพืน้ ท่ีฐานท่รี องรับจะมีขนาดและลักษณะของฐานท่แี คบขนาดและลกั ษณะของฐานมี
ความสมั พนั ธ์กับ ความมน่ั คงในการทรงตวั ท่ีส่งผลต่อการเคลอ่ื นไหวร่างกาย และถา้ ความมัน่ คงในการทรงตวั มีมาก
ยอ่ ม ส่งผลใหก้ ารเคลือ่ นไหวร่างกายมปี ระสทิ ธภิ าพมากยง่ิ ขึ้น
องค์ประกอบในการเคล่ือนไหว ชาญชัย ขันติศริ (ิ 2544: 1) ได้ศกึ ษาเกย่ี วกบั องคป์ ระกอบในการเคลอื่ นไหว
เพื่อ เป็น แนวทางในการสอนและสามารถนาไปใช้ในการจัดกระบวนการเรียนการสอน และจัดประสบการณใ์ ห้แก่
นกั เรียน ได้แบ่งองค์ประกอบสาคญั ของการเคล่ือนไหวไว้ 5 ข้อ ดังน้ี 1.) การใช้พน้ื ที่ในการเคลอ่ื นไหว (Space) 2.)
จังหวะในการเคล่ือนไหว (Timing) 3.) แรงและพลังงานในการเคล่ือนไหว (Force & Energy) 4.) การเคล่ือนไหวท่ี
ต่อเน่ือง (Flow Movement) 5.) ปัจจยั ทางด้านรา่ งกาย (Body Factor)
กำรใช้พ้นื ทใี่ นกำรเคลอ่ื นไหว (Space) มจี ดุ มงุ่ หมายให้เดก็ ไดร้ จู้ ักระยะ จัดระยะ และรจู้ กั ใช้พนื้ ท่ี
โดยรอบของตนเอง (Self Space) ให้ได้สดั สว่ นเหมาะสมกับการเคลอ่ื นไหวของตน พร้อมทั้งมีความสมั พนั ธก์ บั
บริเวณพ้นื ท่ีที่ไกลออกไปจาก ตนเอง (General Space) องคป์ ระกอบของพื้นทใ่ี นการเคล่อื นไหวมี 2 ประการ คือ
บุคคลท่ีอยู่รอบ ๆ ตวั ในขณะทม่ี ีการเคล่อื นไหวอปุ กรณ์หรือวตั ถุทจ่ี ะต้องเคล่ือนท่ดี ้วยความปลอดภยั การใชพ้ ้ืนท่ี
ในการเคลื่อนไหว มคี วามสัมพนั ธ์กับปัจจัย ดังต่อไปน้ี
4.1.1 ทิศทาง (Direction) ได้แก่ ทศิ ทางทีจ่ ะเคลื่อนท่ีไป เช่น ไปข้างหนา้ ข้างหลัง ด้านข้าง ขา้ งบน ขา้ งลา่ ง 4.1.2
ระดับ (Level) ได้แกร่ ะดับของการเคลื่อนไหว เชน่ สูงมาก สงู ปานกลาง หรอื ต่า 4.1.3 ขนาด (Size) ไดแ้ ก่ พน้ื ที่
ขนาดใหญ่ พืน้ ที่ขนาดเล็ก พ้ืนทแ่ี คบ
รปู แบบ (Pattern) ได้แก่ เคล่อื นไหวรปู แบบใด เช่น 1.) เคลื่อนไหวเส้นตรง 2.) เคลื่อนไหวเสน้ โคง้
3.) เคลื่อนไหวแบบซิกแซก 4 เคล่อื นไหวแบบผสมผสาน 5.) เคลอื่ นไหวเป็นรูปเรขาคณติ จากองคป์ ระกอบในการ
เคล่อื นไหวที่กล่าวมาขา้ งต้นสรปุ ไดว้ ่า ผูส้ อนจะต้องรจู้ กั พน้ื ท่ใี นการ เคล่ือนไหวของตนรวมถึงสดั ส่วนในการ
เคล่อื นไหวของตนเองดว้ ยประกอบดว้ ย ทิศทาง ระดบั ขนาด รูปแบบในการเคลอ่ื นไหว แลว้ จะสามารถเคล่ือนไหว
เพือ่ พัฒนาความสามรถที่มอี ยู่ใหเ้ พิ่มข้ึนส่งเสริมการออกกาลงั กายและสรา้ งสมรรถภาพทางกายได้อีกทางหนึ่งดว้ ย
2. จงั หวะในกำรเคล่อื นไหว (Timing) มีจดุ มงุ่ หมายใหเ้ ด็กรู้จกั จงั หวะในการเคล่ือนไหวจากจดุ หนง่ึ ไปยงั
อีกจุดหน่งึ หรือจังหวะ ในการเคลือ่ นไหวที่อยูก่ ับทซี่ ่งึ จงั หวะในการเคล่ือนไหวนี้ จะมีหลายจังหวะ เช่น เคลอ่ื นไหว
ในจังหวะชา้ เคล่ือนไหวในจงั หวะปานกลางหรือจังหวะเรว็ และเคลื่อนไหวในจงั หวะที่มคี วามเรว็ มาก กำร
เคลอ่ื นไหวชำ้ ๆ จะได้ความนมุ่ นวล สวยงามดูราบรืน่ กำรเคล่อื นไหวเร็ว ๆ จะได้แรงกระต้นุ ให้เกิดความรสู้ ึก
ตน่ื เต้น ระทึกใจ การเคลือ่ นไหวเรว็ หรือชา้ จะมีความสมั พันธ์กับแรงทก่ี ระทา แรงและพลังงานในการเคลื่อนไหว
(Force & Energy) มจี ุดมุ่งหมายใหเ้ ดก็ รจู้ ักการใชก้ ล้ามเนื้อได้ถูกต้องเพอ่ื ใหเ้ กิดแรงในการเคลอื่ นไหวตามทต่ี ้องการ
สรา้ งความคดิ รวบยอด เชน่ การหดตวั ของกล้ามเน้ือทาใหเ้ กิดแรง แรงทาใหเ้ กดิ การเคล่ือนไหวของรา่ งกาย เมื่อ
เคลื่อนไหวจะตอ้ งใชพ้ ลงั งาน การเคลื่อนไหวแตล่ ะแบบ เช่น ช้า เร็ว หนัก เบา จะตอ้ งมีการใช้พลังงาน ท่แี ตกต่าง
กัน กำรเคล่อื นไหวทต่ี ่อเนอ่ื ง (Flow Movement) มีจุดมุ่งหมายเพื่อใหเ้ ด็กได้รจู้ ักลักษณะของการเคล่ือนไหวทีม่ ี
ความตอ่ เน่ือง ซง่ึ การ เคลื่อนไหวที่มีความต่อเนื่องนนั้ มีลักษณะดงั น้ี
กำรเตรียมร่ำงกำยโดยกำรอบอุน่ รำ่ งกำยเพื่อจะช่วยใหร้ ะบบกลา้ มเน้ือและข้อต่อต่าง ๆ ทางานไดด้ ีและราบรืน่
ขน้ึ 4.4.2 การเคลื่อนไหวต้องเปน็ ไปตามธรรมชาติ มีลลี า นุ่มนวล มีการใช้พ้นื ที่ ทิศทาง ระดบั ตลอดท้ังการใช้จังหวะ
การเคลื่อนไหวเป็นส่ิงหนึ่ง ท่จี ะต้องนามาพจิ ารณา การเคล่ือนไหวท่ีต่อเน่ืองมี 2 ลักษณะ 1) การเคล่ือนไหวที่ต่อเนื่อง
แบบมจี ังหวะหยุดฉับพลนั (Bound Flow Movement) เปน็ การเคล่ือนไหวต่อเน่ืองแลว้ มีการหยุดเพ่ือเปลี่ยนทิศทางใน
การเคล่อื นทต่ี ้องอาศัยสมาธิ สติ และความต้ังใจจดจ่อ เป็นการวิง่ แล้วเปลย่ี นทิศทางในกีฬาต่าง ๆ เชน่ เทนนิส
แบดมินตัน ยิมนาสติก บาสเกตบอล ฟุตบอล ฯลฯ 2) การเคลอื่ นไหวท่ีต่อเน่ืองโดยไม่หยุด (Flow Movement) เปน็ การ
เคลือ่ นไหวโดย ไม่มกี ารหยดุ ชะงัก อาจจะมีทง้ั ชา้ และเร็วผสมผสานกันไป เชน่ การเต้นราบัลเลย์ กรีฑาประเภทลูใ่ น
วยั เดก็ เล็ก มักจะสอนการเคลอ่ื นไหวทต่ี ่อเน่อื งชนดิ น้ีก่อน โดยให้เคลือ่ นไหวช้า ๆ 4.5 ปจั จยั ทางด้านรา่ งกาย
(Body Factor) สุกัญญา พานชิ เจรญิ นาม (2548: 11) ได้กลา่ วถึงปัจจัยทางด้านร่างกายวา่ เป็นองคป์ ระกอบที่
สาคญั ของการเคล่ือนไหว ปัจจยั ทางด้านรา่ งกายทีใ่ ช้ประกอบในการเคลื่อนไหว จะทาให้ทา่ ทางการ เคล่อื นไหว
สมบูรณ์ยง่ิ ข้ึน ซึง่ ประกอบดว้ ย 4.5.1 รปู ร่าง (Shape) มีลักษณะอย่างไร ยาวหรือสั้น เต้ียหรอื สูง กว้างหรือแคบ
ตรงหรอื เฉ เหยียดหรือพับ เหมอื นหรอื แตกต่างกัน 4.5.2 การรับน้าหนกั (Weight Bearing) มีการถ่ายน้าหนักลง
บนเท้าทัง้ สองหรืออวยั วะใด ในรา่ งกายด้วยความราบร่นื 4.5.3 ตาแหน่งของร่างกาย (Body Center Oriented)
ตาแหนง่ ของร่างกายขณะแสดงการ เคลื่อนไหว ยนื น่งั นอน 4.5.4 การประกอบชดุ การเคลือ่ นไหว
(Choreograph) นาการเคล่ือนไหวหลาย ๆ รูปแบบ มาประกอบกัน จากข้อความข้างตน้ สรุปได้วา่ องค์ประกอบใน
การเคลือ่ นไหวประกอบด้วย การใช้พ้ืนท่ี ในการ เคลื่อนไหว เชน่ ทิศทาง ระดับ ขนาด
และรูปแบบตา่ ง ๆ ของการเคล่อื นไหว จงั หวะในการเคลอ่ื นไหว เชน่ จังหวะเรว็ จงั หวะท่ีมีความเรว็ มาก จังหวะ
เคลือ่ นไหวช้าๆ นมุ่ นวล แรงและพลังงานในการ เคล่ือนไหว เชน่ ช้า เรว็ หนัก เบา สว่ นการเคล่อื นไหวท่ีต่อเนื่อง
ต้องอาศัยสมาธิ สตใิ นการเคล่ือนไหวและ ปจั จัยทางรา่ งกายก็ขน้ึ อยู่กับ รปู รา่ งมลี ักษณะอย่างไร การถ่ายนา้ หนัก
ในขณะยืน น่งั หรอื นอน และการ เคล่อื นไหวประกอบกนั เป็นชุด เชน่ เดนิ หนา้ แล้วยกเข่าสลับกลบั ไปมาเปน็ ต้น
ควำมรู้เบือ้ งต้นเกยี่ วกับจงั หวะ (พิชติ ภูติจนั ทร์ และธงชยั มาศสพุ งศ์ (2531: 16) ไดใ้ ห้ความหมายคาว่า
จังหวะ หมายถึง อัตราความช้าเรว็ ในการเคลือ่ นไหวซง่ึ ต้องเก่ยี วข้องกับเวลา จงั หวะเกิดขึ้นไดจ้ ากส่ิงต่อไปนี้ เช่น
การตบ มอื เคาะไม้ เคาะกะลา ตกี ลอง ตีฉ่ิง การนบั เปน็ ต้น ดงั นน้ั การเรียนรู้การเคลื่อนไหวประกอบจังหวะของ
เดก็ จึงจาเปน็ ต้องฝึกหดั ฟังจงั หวะเสียกอ่ น จงึ จะไปฝึกหัดการเคลือ่ นไหวภายหลงั การฝกึ ให้เดก็ หดั ฟังเพลง หรือ
ดนตรี เม่ือฟังจังหวะออกแลว้ ใหห้ ดั ตบมือ เคาะมือ เคาะเท้ากับพนื้ จากน้ันจงึ ค่อย ๆ เพ่มิ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
ให้เคล่อื นไหวไปพร้อมกบั จังหวะ โดยฝกึ การเคล่ือนไหวของรา่ งกายที่อยูก่ บั ทีก่ ่อน เมอื่ เคลื่อนไหวแบบอยู่กบั ทีแ่ ลว้
จึงเร่มิ ฝกึ การ เคลื่อนไหวแบบเคล่อื นที่ไปพร้อมกบั จังหวะ โดยเรมิ่ จากทักษะงา่ ย ๆ ก่อน เชน่ การเดินพรอ้ มกบั
จังหวะ
กำรเคลื่อนไหวประกอบเพลง ในการฝกึ ฟังเพลงที่บรรเลงหรือเพลงทร่ี ้อง เพลงบางเพลงอาจจะเป็นเพลงท่ี
มจี ังหวะชา้ บาง เพลงจังหวะปานกลาง หรือบางเพลงมีจังหวะเรว็ ครูจะต้องใหเ้ ดก็ เร่ิมฝึกฟังจงั หวะเพลงกอ่ น โดย
อาจฟังที่ เสียงเบส กลอง เพลงทน่ี ามาให้ฟังจงั หวะตอ้ งเปน็ เพลงที่มจี ังหวะชดั เจน รงั สฤษฎ์ิ บุญชะลอ (2541: 65 -
66) ได้ใหค้ าแนะนากิจกรรมในการฝกึ เรือ่ งจังหวะไวด้ ังน้ี 3.1.) ใหน้ ักเรยี นนั่งฟงั เพลงเฉย ๆ ก่อนโดยเลอื กเพลงท่มี ี
จงั หวะชดั เจน 3.2.) ใหฝ้ กึ ทักษะจงั หวะโดยการเคาะจงั หวะกบั พน้ื ตบมือ หรอื ผงกศรี ษะ 3.3.) เมื่อเคาะตามจังหวะ
ไดอ้ ยา่ งถกู ต้องแล้วจึงเคล่อื นไหวสว่ นต่าง ๆ ของร่างกายตามจังหวะ 3.4.) เพม่ิ การเคลื่อนไหวส่วนตา่ ง ๆ ของ
ร่างกายตามจังหวะ 3.5.) ฝึกใหเ้ คลื่อนไปตามจดุ ที่กาหนด ขณะท่ีเคลื่อนไหวส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกาย 3.6.) ให้
เคล่ือนไหวง่าย ๆ เชน่ เดิน วง่ิ ให้เขา้ จังหวะ 3.7.) ใช้เกมการเคลือ่ นไหวเลียนแบบส่งิ มีชวี ิตหรือธรรมชาตโิ ดยให้ทา
เขา้ กบั จงั หวะ เชน่ เดินเปด็ เดินชา้ ง เดินขบวนรถไฟ กระโดดแบบข้าวโพดควั่ แตก
กำรเคลอ่ื นไหวประกอบเพลง (Motion Song) การเคลอ่ื นไหวประกอบเพลง เป็นการเคล่ือนไหวแบบ
ง่าย ๆ โดยใชท้ ่าทางการเคลื่อนไหวท่นี า ประสบการณ์ที่ได้เรยี นร้จู ากชีวิตประจาวัน มาแสดงออกอย่างอสิ ระ ตาม
ความรสู้ ึก ความเข้าใจ ความคิด สรา้ งสรรค์ของเดก็ ชว่ ยใหเ้ ด็กได้ออกกาลังกายอยา่ งสนุกสนาน สรุ ีย์พร ภศู รี
(2542: 35) ใหข้ ้อคิดว่าการเคล่อื นไหวประกอบเพลงเปน็ กจิ กรรมท่ีใช้กับเด็กเล็ก ได้เป็นอยา่ งดีโดยเฉพาะเด็กใน
ระดับปฐมวยั ตง้ั แตร่ ะดับอนบุ าลจนถึงระดบั ประถมศกึ ษาเพราะเป็น กิจกรรมที่ส่งเสรมิ ใหเ้ ด็กได้แสดงออกอย่าง
อิสระตามความร้สู กึ นึกคิด เน้นให้เดก็ นาเอาประสบการณ์ท่ีมี อยู่มาใชใ้ นกิจกรรม ซึง่ สนองความต้องการตาม
ธรรมชาติของเด็ก ใหค้ วามสนุกสนานเดก็ ไดเ้ คล่ือนไหว ออกกาลงั กาย เกดิ ความรคู้ วามเขา้ ใจในเร่ืองของธรรมชาติ
และสงิ่ แวดล้อม เปน็ กิจกรรมท่ีสรา้ งเสริม พนื้ ฐานความคดิ ทางสมองและพัฒนาการทางอารมณ์ ตวงพร ศริ ิสมบตั ิ
(2539: 35) ได้กลา่ วถงึ การเคล่อื นไหวประกอบเพลงเปน็ การผสมผสาน ทกั ษะการเคลื่อนไหวเบือ้ งตน้ ท้งั แบบอย่กู บั
ทแ่ี ละแบบเคลือ่ นทโ่ี ดยจดั เป็นรปู แบบการเคลื่อนไหวตามเนื้อ เพลงที่กาหนด ท่นี ามาประกอบเหมาะสาหรับเด็ก
อนุบาลหรือเด็กระดับประถมศึกษา พิชิต ภูติจันทร์ และธงชัย มาศสุพงศ์ (2531: 30) ได้กล่าวถึง การ
เคลอื่ นไหวประกอบเพลง ได้แก่ การรอ้ งเพลงต่าง ๆ แลว้ เคลือ่ นไหวสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายไปตามจังหวะเพลง
โดยยึดหลัก 2 ประการคือ 1. ท่าทางการเคลื่อนไหวน้ันสอดคล้องกับเนื้อหาของเพลง
2. ใหท้ า่ การเคล่ือนไหวนัน้ เข้ากับจังหวะเพลงโดยไม่คานึงถึงเน้ือหาของเพลง ชัยวฒั น์ เหล่าสบื สกุลไทย (2549) ได้
สรปุ ว่า การเคล่ือนไหวประกอบเพลง หมายถึง การเคล่อื นไหวสว่ นตา่ ง ๆ ของร่างกายไปตามจงั หวะเพลงโดยทา่ ทาง
การเคลือ่ นไหว อาจ สอดคลอ้ งกบั เนอื้ หาของเพลงหรือไม่ก็ได้ ซง่ึ ขณะเคล่ือนไหวทาทา่ ทางนน้ั อาจจะฟงั เพลง หรือ
ร้องเพลง ไปด้วยกข็ ้ึนอยูก่ ับลักษณะของกิจกรรมที่จดั ข้นึ เพื่อให้ผู้เล่นได้รบั ความสนุกสนานอย่างเต็มที่ ดงั นั้นพอสรุปได้
วา่ การเคล่ือนไหวประกอบเพลงนั้นเป็นกิจกรรมหน่ึงที่จะช่วยพฒั นาทักษะการ เคล่ือนไหวเบื้องตน้ ให้เด็กมีความ
สนุกสนานเพลิดเพลินและไดแ้ สดงออกอย่างอสิ ระ เสรีพร้อมทง้ั พฒั นา ทักษะการเคล่ือนไหวเบ้ืองตน้ และยังได้
สมรรถภาพทางกายอีกด้วย
กำรเคลอ่ื นไหวประกอบเพลงในตำรำง 9 ชอ่ ง ตาราง 9 ชอ่ ง คืออะไร ก่อนที่จะมาเป็นตาราง 9 ชอ่ งนน้ั
ผูท้ ีค่ ิดประดิษฐน์ วตั กรรมทาง การศกึ ษาชน้ิ น้ี คือ รองศาสตราจารยเ์ จรญิ กระบวนรัตน์ อาจารยภ์ าควชิ าพลศึกษา
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์ ซ่งึ ถอื ว่าเป็นบคุ คลทรงคุณค่าทางพลศึกษาของประเทศไทย ความรู้
ตา่ ง ๆ ท่ี อาจารย์ได้ชว่ ยพฒั นาการกีฬาของไทยมีมากมายไม่สามารถจะพรรณนาทง้ั หมดได้ ตาราง 9 ช่อง เป็นเพียง
ผลงานสว่ นหนง่ึ ของอาจารย์เทา่ นน้ั ผู้เขยี นไดร้ บั การชแี้ นะในการฝึกตาราง 9 ช่อง และนาตาราง 9 ชอ่ งมา
ประยกุ ต์ใช้กบั การสอน การเคล่อื นไหวเบื้องต้นนักศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ โปรแกรมพลศกึ ษา สถาบันการพล
ศกึ ษา วทิ ยาเขตอุดรธานี เมื่อปี 2556 ซ่ึงพบวา่ เกดิ ประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรยี นการ สอนในวชิ าการเคลื่อนไหว
เบ้ืองต้นเป็นอย่างมากนักศึกษาเม่ือออกไปฝึกประสบการณ์วชิ าชพี ได้นาทกั ษะ การเคลอ่ื นไหวประกอบเพลงใน
ตาราง 9 ช่อง ไปใช้ในการเรียนการสอน และฝึกทักษะการเคล่ือนไหว ให้กับเด็กนักเรียน ทั้งในระดับ
ประถมศกึ ษาและมธั ยมศึกษาทาให้เดก็ เกดิ การพฒั นาทกั ษะการเคลื่อนไหว ก่อใหเ้ กดิ ความสนกุ สนาน และสามารถ
ที่จะ สรา้ งสมรรถภาพทางกายใหก้ บั นักเรียนในวชิ าพลศึกษา ดังกล่าว เจริญ กระบวนรตั น์ (2550) ได้กลา่ วถงึ ความ
เปน็ มาของตาราง 9 ช่อง ไว้ว่าไดต้ ัดสนิ ใจ กาหนดขัน้ ท่ีเป็น 9 ช่อง เพราะถือว่าเปน็ เลขศิรมิ งคลทเี่ ช่ือว่าคนไทยท่ี
เกดิ และอาศัยอยใู่ นแผ่นดนิ น้ีตา่ งมี ความภาคภูมิใจทไ่ี ด้เกิดมาภายใตร้ ่มพระบารมีในรัชสมยั ของพระองคท์ ่านและ
เพือ่ เปน็ การแสดงความ กตัญญกู ตเวทตี ่อครขู องผ้เู ขียนเองคือ ศ.นพ. อวย เกตุสิงห์ ท่ีเป็นผ้สู ร้าง “จตั ุรสั 9 ชอ่ ง”
ใหก้ ับผสู้ งู อายุได้ ใช้เป็นเครื่องมอื ในการออกกาลงั กาย ชอื่ ของ“ตาราง 9 ชอ่ ง”จึงถูกใช้เรยี กขานนบั แต่น้ันเปน็ ต้นมา
โดยถูก นามาใช้เป็นเครอ่ื งมือในการสรา้ งเงื่อนไขการฝึกเพ่ือพัฒนาปฏกิ ิริยาความเรว็ และการรับรู้สัง่ งานของสมอง
ในการควบคุมทักษะการเคล่ือนไหวของมอื และเท้าใหก้ บั นักกฬี ารวมท้ังพฒั นาทักษะความสมั พันธ์ ในการ
เคลอื่ นไหวปฏิกิรยิ าการตอบสนองการคดิ การตัดสนิ ใจตลอดจนการทรงตวั ให้มปี ระสิทธิภาพมากยิง่ ขึน้ จากนั้นนามา
ประยุกต์เปน็ รปู แบบการเคลื่อนไหวใหน้ กั กีฬาทาการฝึกเพื่อพัฒนาปฏกิ ิริยาความเรว็ ของมอื และเทา้ ตาราง 9 ช่อง
มีขนาดช่องตารางที่ใชใ้ นการฝกึ ปฏกิ ริ ิยาความเรว็ ของเท้าแตล่ ะชอ่ งใหญ่สดุ ประมาณ 30 x 30 เซนตเิ มตรและเล็ก
สดุ ของชอ่ งตารางไม่ควรตา่ กว่า 20 x 20 เซนตเิ มตร ท้ังนส้ี ามารถ ปรับย่อและขยายขนาดช่องตาราง 9 ชอ่ งใหม้ ี
ความเหมาะสมกับลักษณะรูปร่างของเดก็ ตาราง 9 ชอ่ ง ซ่งึ รศ.เจรญิ กระบวนรตั น์ ได้คิดค้นข้นึ นัน้ มีการศึกษา
ค้นคว้าวิจยั หลายเร่ือง ที่ สนับสนุนคุณประโยชน์ของตาราง 9 ชอ่ ง เชน่ นภสร นีละไพจิตร (2549) ได้ผลจาการวจิ ยั
ในหัวขอ้ “ผลของการฝึกการทางานของเท้าโดยใช้ ตาราง 9 ชอ่ ง ท่มี ขี นาดตา่ งกันต่อความเร็วในการว่ิงระยะทาง
25 เมตร” โดยใชต้ าราง 9 ชอ่ ง ขนาด 92 x 90 เซนตเิ มตร และขนาด 60 x 60 เซนติเมตร เปน็ เครอ่ื งมือในการ
วิจัย พบว่าโปรแกรมการฝกึ จากตาราง 9 ช่อง ท้ัง 2 ขนาดรว่ มกบั โปรแกรมการฝึกว่ิงระยะสั้น สามารถพัฒนา
ความเรว็ ไดด้ ีกวา่ การฝกึ วิ่งระยะ ส้ันเพยี งอยา่ งเดยี ว นอกจากนนั้ เจริญ กระบวนรัตน์ และสาล่ี สุภาภรณ์ (2550)
ไดท้ าวจิ ยั ในเรื่อง “การพัฒนา พฤติกรรมเด็กออทสิ ตกิ โดยใช้ตาราง 9 ช่อง นวตั กรรมไทย” ผลการวจิ ัยพบว่า เด็ก
ออทิสตกิ มีการปรบั พฤตกิ รรมดขี นึ้ โดยพฤตกิ รรมทางสงั คมที่ไม่เหมาะสมลดลง สามารถควบคมุ ตนเองและมีสมาธิ
ยาวนาน ขน้ึ สามารถรบั รู้ เรียนร้แู ละมีปฏิสมั พนั ธท์ างสงั คมดขี ้ึน รวมทง้ั เกดิ แรงจูงใจ และมคี วามสนุกสนานกบั
รูปแบบการฝึกท่หี ลากหลายและได้มีการใช้ตาราง 9 ช่อง ในการฝึกออกกาลงั กายในผูส้ งู อายโุ ดย จนั ทนา รณฤทธิ
วชิ ัย และคณะ (2552) ไดป้ ระเมินสมรรถภาพกายก่อนและหลังการออกกาลังกายแบบแอโรบิคตา ราง 9 ชอ่ ง และ
ยืดเหยียดกลา้ มเน้ือ โดยใชย้ างยืดของผ้สู ูงอายใุ นโครงการส่งเสริมสุขภาพผ้สู ูงอายุ คณะ พยาบาลศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดลพบวา่ สมรรถภาพโดยรวมดีขนึ้ ได้แก่ ความแข็งแรง และความอดทน ของกล้ามเนอื้ ความออ่ นตัว
ของกลา้ มเน้ือและขอ้ ต่อ ความอดทนในการทาหนา้ ท่ีของระบบไหลเวียนเลอื ด และระบบหายใจเพ่ิมข้นึ อย่างมี
นยั สาคัญ รวมทัง้ ความหนาแนน่ ของมวลกระดูกเพิ่มขน้ึ จากแบบสอบถาม พบวา่ สขุ ภาพโดยรวมแข็งแรงข้นึ รูส้ กึ
คลายเครียด ความคล่องแคล่วและการเคล่ือนไหวของข้อต่อตา่ ง ๆ ดีขึน้ มีสมาธิ กลา้ มเนอื้ แขง็ แรงขนึ้ ทาให้การเดิน
และการทรงตัวดขี น้ึ เจริญ กระบวนรตั น์ (2550) ได้กล่าวถงึ ตาราง 9 ช่อง เป็นกจิ กรรมนาไปสู่การพฒั นา
ปฏิสมั พันธใ์ นการเรียนรู้ และรบั รสู้ งั่ งานของสมอง ชว่ ยประสานสัมพันธร์ ะหว่างระบบประสา ท และ กล้ามเน้อื เพ่ือ
กระตุน้ และพฒั นาปฏิกิริยาความเรว็ ในการปฏิบัติทกั ษะการเคลอ่ื นไหว ความรวดเรว็ ในการ คดิ และการตดั สนิ ใจให้
มีประสิทธภิ าพโดยม่งุ เน้นให้เกดิ การพัฒนาสมองท้ังซีกซ้ายและซกี ขวาควบคู่กนั ไป โดยเรม่ิ จากรปู แบบและข้นั ตอน
การเคล่ือนไหวทง่ี า่ ยไปสกู่ ารเคล่ือนไหวทยี่ าก จากการเคล่ือนไหวชา้ ไปสู่ การเคลอื่ นไหวทร่ี วมเร็ว ซับซอ้ น
หลากหลายรูปแบบ หลากหลายทิศทาง รวมทั้งเช่ือมโยงข้อมูลทถ่ี กู จดั ลาดบั ความสมั พันธ์ เทา่ กบั เปน็ การสร้างแผน
ท่ีหรือกาห นดรูปแบบขั้นตอนการทางานใหส้ มอง (Brian Mapping) เป็นการพฒั นาปฏิสัมพนั ธท์ างด้านความคิด
และทักษะกลไกการเคลื่อนไหวของร่างกายอ ยา่ ง เปน็ ระบบการเคล่อื นไหวรา่ งกายอยา่ งมจี ุดมุ่งหมายมรี ูปแบบ
วิธีการและขัน้ ตอนท่ถี ูกต้องชัดเจนเปน็ ระบบ คือ กาหนดเง่ือนไขใหส้ มองทางานอย่างมีทิศทางและมเี ป้าหมาย
ประโยชนข์ องกำรฝึกกำรเคล่ือนไหวประกอบเพลงในตำรำง 9 ช่อง
1. ผูเ้ รยี นไดร้ บั การพัฒนาความรู้ในดา้ นเน้ือหาสาระการเรยี นรูแ้ ละทกั ษะกลไกการเคล่อื นไหว
2. ผเู้ รยี นไดส้ รา้ งการพัฒนาสมาธิโดยจดจอ่ กับรูปแบบของการเคลื่อนไหวในตาราง 9 ช่อง
3. ผเู้ รยี นได้รับความสนุกสนานไมจ่ ากัด เพราะสามารถสร้างรูปแบบการเคล่ือนไหวในตาราง 9 ชอ่ ง
ได้มากมาย
4. ผ้เู รยี นไดร้ ับการพัฒนาในความคดิ สร้างสรรค์ในการสรา้ งรปู แบบการเคลื่อนไหวในตาราง 9 ช่องดว้ ย
ตนเองได้
5. ผู้เรียนไดร้ บั การพัฒนาบุคลิกภาพความมน่ั ใจในการเคล่ือนไหวของตนเอง.
6. ผู้เรียนไดร้ ับการพัฒนาปฏิกิริยาการรับรู้สั่งงานของสมอง การควบคุมทักษะการ
เคล่ือนไหวในตาราง 9 ช่อง
7. ผเู้ รียนไดร้ บั ความผ่อนคลายจากกจิ กรรมการ เคลื่อนไหวประกอบเพลง ในตาราง 9 ช่อง
8. ประหยดั และใช้สถานทที่ ี่ไมก่ วา้ ง (เด็กระดบั ประถมศึกษาตารางสเ่ี หล่ียมดา้ นเท่า ขนาด 60 x 60
เซนตเิ มตร วยั ผใู้ หญใ่ ชต้ ารางขนาด 90 x 90 เซนติเมตร) ตีเปน็ ตาราง 9 ชอ่ ง ช่องละ 20 x 20 เซนตเิ มตร
ในระดบั ประถมศกึ ษาและขนาด 30 x 30 เซนติเมตร ในวัยผู้ใหญ่
สรุป พน้ื ฐานการเคลื่อนไหวแบง่ ไดเ้ ปน็ 3 เภทคือ เคล่ือนไหวแบบอยู่กบั ท่ี เคล่ือนไหวแบบเคลอื่ นท่ี และ
เคลอื่ นไหวพร้อมอุปกรณ์ มปี ัจจัยเสริมทีม่ ีผลต่อการเคล่ือนไหวคอื ปัจจัยภายใน และปจั จยั จากส่งิ แวดลอ้ ม โดย
ปัจจยั ภายในมีสว่ นสาคัญเพราะเก่ียวกับ กลไกการเคล่ือนไหวและสมรรถภาพทางกาย ซ่ึงเป็นสง่ิ ที่บ่งบอกถึง
คณุ ภาพในการเคลื่อนไหว สามารถเสริมสรา้ งให้ดีข้ึนไดจ้ ากการฝกึ ลกั ษณะตา่ งๆ ตามรปู แบบของการเคลอื่ นไหว ซึ่ง
การฝึกที่ไดป้ ระสิทธภิ าพและพัฒนาไดด้ ีอยา่ งหนึ่งคือ การฝึกแบบตารางเกา้ ช่องทจี่ ะชว่ ยในเรือ่ งของกลไกการ
เคลอ่ื นไหว และสมรรถภาพทางกายอกี ท้ังยงั ได้พัฒนากระบวนการของสมองไปพรอ้ มกับการฝกึ อีกดว้ ย
4.ลลี ำศจงั หวะ ชะชะชำ่
ควำมเป็นมำ จงั หวะชะชะช่า ได้รับการพฒั นามาจาก จังหวะ แมมโบ้ (MAMBO) และเปน็ จงั หวะลาตนิ ที่
คนสว่ นมาก ชอบที่จะเลอื กเรียนรู้เปน็ อนั ดบั แรก ชอื่ ของจังหวะน้ี ตงั้ ขนึ้ โดยการเลยี นเสียงของรองเทา้ ขณะท่ีกาลงั
เตน้ ลลี าศของสตรีชาวควิ บาจังหวะชะชะชา่ ได้ถกู พบเหน็ เป็นครง้ั แรกท่ีประเทศอเมริกาและระบาดเขา้ ไปใน
ยุโรป เกือบจะ เปน็ เวลาเดยี วกนั กับ จงั หวะแมมโบ้ หลงั สงครามโลกครัง้ ที่ 2 จังหวะแมมโบไ้ ด้เสอ่ื มความนยิ มลง
ไปโดยหันมานยิ มจงั หวะชะชะช่าซ่ึงกลายเปน็ ความนยิ มอย่างจริงจังในปีค.ศ.1956
หากสอดคล้องกบั ต้นแบบแล้วดนตรขี องจงั หวะชะชะชา่ ควรเล่นดว้ ยอารมณ์ความร้สู ึกโดยปราศจาก ความ
ตึงเครียดใดๆ ร่วมด้วยลกั ษณะการกระแทกกระทน้ั ของจังหวะทีท่ าใหน้ ักเตน้ ลลี าศสามารถที่จะสร้าง บรรยากาศ
ของความรู้สึกที่ข้เี ลน่ และซุกซนใหก้ บั ผู้ชมได้
ลักษณะเฉพำะของจังหวะ ชะชะชำ่
เอกลักษณ์เฉพำะ กระจมุ๋ กระจ๋ิม เบกิ บาน การแสดงความรกั ใคร่
กำรเคลอื่ นไหว อยูค่ งท่ี คู่เตน้ ลลี าศเคล่ือนที่ไปในทศิ ทางตรงกันข้าม และ
ร่วมทิศทาง เดยี วกนั
หอ้ งดนตรี 4/4
ควำมเรว็ ตอ่ นำที 30-32 บาร์ตอ่ นาที สอดคลอ้ งกับกฎของ I D S F
กำรเนน้ จงั หวะ บนบีทท่ี 1
ระยะเวลำท่ีใชใ้ นกำรแขง่ ขัน 1 นาทคี รงึ่ ถงึ 2 นาที
หลกั พลศำสตร์ การเคล่อื นทีต่ ามเวลา ทันทีทนั ใด หนักหนว่ งโดยตรง
และ การเคลื่อนไหวทเี่ ป็นอิสระ
กำรส่ือควำมหมำยของจงั หวะ ชะชะชำ่
ความสาคัญของจังหวะนี้อยู่ที่ ขา และ เท้า โครงสรา้ งของการจัดทา่ เตน้ ไม่ควรใหม้ กี ารเคลื่อนที่มากนักและต้องมี
ความสมดุลท่ีผชู้ มสามารถจะเขา้ ใจในรปู แบบและติดตามทิศทางได้ สงิ่ ทค่ี วรใส่ใจอย่างยิ่ง ควรม่งุ เน้นไปที่“จังหวะ
เวลา” ของการเคลอื่ นไหวในแตล่ ะทา่ ทาง
ละตนิ อเมรกิ ัน จงั หวะชะชะชา่ เปน็ การเต้นที่มลี กั ษณะของการใช้ขาเปน็ ส่วนใหญ่ ซึง่ ผู้เต้นจาเปน็ ตอ้ งมี
พืน้ ฐานของการเคลอื่ นไหวและกลไกการคิดและเคลื่อนท่ีที่ดี เพราะมีความต่อเน่ืองของการเคล่ือนไหวท่ีไวและ
จะตอ้ งมกี ารทรงตัวเปน็ อย่างดี ในการเตน้ จะตอ้ งเตน้ เปน็ คู่ดงั น้ันจะต้องมีทักษะในการคิดทีไ่ วเพื่อตอบสนองได้อยา่ ง
ทันทีขณะเต้นลีลาศ
5.งำนวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข้อง
งำนวจิ ยั ภำยในประเทศ
ปฐมารัตน์ มาระโภชน์ (2563) ได้ทาการศึกษาผลของการจัดการเรียนร้รู ปู แบบซิปปาเพ่ือพัฒนา
ความสามารถในการเขยี นเรยี งความของนกั ศึกษาช้นั ปที ี่ 1 มหาวมิ ยาลัยราชภฎั ราชนครนิ ทร์ วัตถุประสงค์เพื่อสร้าง
และพฒั นาแผนการจดั การเรียนร้กู ารเขียนเรียงความตามรูปแบบการสอนแบบซิปปาของนักศึกษาชน้ั ปที ี่ 1
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎราชนครินทร์ เปรียบทยี บผลการเรยี นรู้และศึกษาความพงึ พอใจของนักเรยี นท่มี ีต่อการจดั การ
เรียนการสอนตามรูปแบบโมเดลซปิ ปากับนักศกึ ษาชั้นปที ี่ 1 มหาวมิ ยาลัยราชภัฎราชนครินทร์ กลมุ่ ตัวอย่าง
ประชากรคือนกั ศึกษาชนั้ ปที ่ี 1 มหาวิมยาลยั ราชภฎั ราชนครินทร์จานวน 60 คน เครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
ประกอบดว้ ยแผนการจดั การเรียนรู้การเขยี นเรยี งความตามรปู แบบการสอนแบบซิปปา แบบทดสอบวดั ผลการ
เรียนรู้การเขยี นเรยี งความ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรยี นการสอน ตาม
รปู แบบการสอนแบบซิปปา สถิติที่ ใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มูลได้แก่ การคานวณหาประสทิ ธิภาพแผนการสอน การ
ทดสอบความ แตกต่างของผลการเรยี นรูร้ ะหว่างก่อนกับหลงั การใช้แผนการสอน ใช้การทดสอบค่าที(Dependent
sample) และการวัดระดับ ความพึงพอใจของนกั ศึกษา ใชก้ ารคานวณหาคะแนนเฉลย่ี และความเบีย่ งเบนมาตรฐาน
นาคะแนนไปเทียบกบั เกณฑ์ท่ีกาหนด ผลการวจิ ัยพบว่า แผนการจัดการเรยี นรู้การเขยี นเรยี งความตามรปู แบบการ
สอนแบบซปิ ปามีประสิทธิภาพ 85.00 / 83.00 ผลการเรียนรกู้ ารเขยี นเรยี งความระหว่างกอ่ นและหลังการจัดการ
เรยี นรแู้ ตกตา่ งกันอย่างมีนยั สาคญั ทางสถิติที่ 0.01 นักศึกษามีความพึงพอใจอยใู่ นระดบั มากท่ีสุดที่ค่าเฉลี่ย 4.52/5.00
คา่ เบ่ยี งเบนมาตรฐาน 0.47
รชาดา บวั ไพร (2552) ไดท้ าวจิ ยั เร่อื งการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการเรยี นการสอนแบบโมเดล
ซปิ ปา ท่ีมีต่อผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นและเจตคติทางวทิ ยาศาสตร์ ของนักเรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ประชากรคือ
กลมุ่ ตวั อยา่ งเป็นนักเรียนช้นั มัธยม ศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นสาธิตมหาวิทยาลยั ราชภฏั สวนสนุ ันทา (ฝ่ายมธั ยม) จานวน
54 คน ใชแ้ บบแผนการวิจยั One Group Pretest – Posttest Design ผลการวจิ ัยพบว่าหลังการทดลอง คา่ เฉลย่ี
ของคะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ที่ไดร้ ับการจดั การเรยี นการสอน
วิทยาศาสตรโ์ ดยใชร้ ูปแบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปาสงู กวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติ ท่ีระดับ
.05 และหลังการทดลอง ค่าเฉลีย่ ของคะแนนเจตคติทางการเรียนวิทยาศาสตรข์ องนกั เรยี นช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ที่
ไดร้ ับการ จัดการเรยี นการสอนวิทยาศาสตรโ์ ดยใช้รปู แบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปาสูงกวา่ ก่อนเรยี น อยา่ ง
มนี ยั สาคัญทางสถิตทิ ่ี ระดบั .05
พลอยไพลิน นลิ กรรณ์ (2552) ไดท้ าการวจิ ยั เพื่อศึกษาการให้ผลย้อนกลบั ทีม่ ีต่อการเรียนรู้ทักษะการตลี ูก
ซอฟท์บอล โดยทาการวจิ ัยกับกลมุ่ ตัวอยา่ งที่เปน็ นิสติ ชาย คณะพลศึกษา มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒจานวน 32
คน ได้มาโดยการเลอื กแบบเจาะจง แบ่งกลุ่มตัวอยา่ งเปน็ 2 กลุ่มคือกล่มุ ทดลองที่ได้รับผลยอ้ นกลับหลังการฝึกเป็น
ภาพถ่ายขณะตีลูกซอฟท์บอล และอีกกลมุ่ หน่ึง เป็นกลุม่ ควบคมุ ที่ได้รับการฝึกเพียงอย่างเดียว เครอื่ งมือในการทา
วจิ ยั ได้แก่ โปรแกรมการฝึกตีลูกซอฟทบ์ อล โปรแกรมการใหผ้ ลยอ้ นกลับ แบบบันทึกหลังการฝึก และแบบทดสอบ
การเรยี นรู้ทกั ษะการตีลูกซอฟท์บอล นาผลทไ่ี ดม้ าวเิ คราะห์หาคา่ เฉล่ยี ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน วิเคราะหค์ วาม
แปรปรวนแบบทางเดียวชนิดวัดซ้า ทดสอบความแตกต่างเปน็ รายคูโ่ ดยวิธีของบอนเฟอโรนีและการ ทดสอบคา่ ที ผล
วจิ ยั พบวา่ กลุ่มทดลองมกี ารเรียนรู้ทักษการตลี ูกซอฟท์บอลหลงั การฝกึ สปั ดาหท์ ่ี 4 และ 8 ดกี วา่ ก่อนการฝกึ อยา่ งมี
นยั สาคญั ทางสถิตทิ ี่ระดับ 0.05 กล่มุ ทดลองมีการเรียนรู้ทกั ษการตีลกู ซอฟทบ์ อลหลงั การฝกึ สัปดาหท์ ี่ 4 และ 8
ดีกว่ากอ่ นการฝึกอยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั 0.05 และหลงั การฝึกสัปดาห์ท่ี 8 กลุ่มทดลองมกี ารเรยี นรู้ทกั ษะ
การจีลกู ซอฟท์บอลดีกวา่ กลมุ่ ควบคุมอย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดับ 0.05
พโยม จนั ทนฤมาน (2536) ไดท้ าการวิจัยเรอ่ื งการเปรียบเทียบการสอนโดยใหผ้ ลย้อนกลับดว้ ยวิดที ัศน์
กระจกเงาและครผู ู้สอน ท่ีมีผลสมั ฤทธ์ิในการเรยี นทักษะกระบ่กี ระบองของนักศกึ ษาชายวิทยาลยั พลศึกษา กลมุ่
ตัวอยา่ งเปน็ นกั ศึกษาชายชัน้ ปี ท่ี 1 วิชาเอกพลศึกษา วิทยาลัยพลศึกษา จงั หวัดมหาสารคาม ท่ีกาลงั ศึกษาในภาค
ปลายปี การศึกษา 2535 ได้จากการส่มุ ตวั อย่างแบบงา่ ย จานวน 90 คน แบ่งเปน็ 3 กลุ่ม ดว้ ยการทดสอบก่อนการ
ทดลอง โดยให้แตล่ ะกลมุ่ มีคา่ เฉล่ยี ของ ผลการทดสอบความสามารถในทักษะกระบ่ีกระบองเทา่ กันท้งั สามกลุ่ม โดย
ในแต่ละกลมุ่ ประกอบดว้ ยนักศกึ ษา จานวน 30 คน กลุ่มท่ี 1 ให้ผลยอ้ นกลับโดยใชว้ ดิ ีทศั น์ กลุ่มท่ี 2 ให้ผล
ย้อนกลับโดยการใชก้ ระจกเงา และกล่มุ ท่ี 3 ใหผ้ ลยอ้ นกลับโดยครูขณะเรียนทกุ กล่มุ สอนด้วยวิธี แบบอธิบายและ
สาธติ เป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ๆ ละ 2 ชั่วโมง และให้มีการทดสอบทักษะภายหลัง การเรียนการสอน นาขอ้ มลู ทไี่ ดม้ า
หาค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน วเิ คราะห์ความแปรปรวนทาง เดยี ว และเปรียบเทยี บรายค่โู ดยวิธขี องตูกี
(Tukey) ผลการวจิ ัยพบว่า การให้ผลยอ้ นกลบั ทงั้ 3 วิธี ทาใหน้ ักศึกษามีทกั ษะแตกต่างกันอยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิติ
ที่ระดับ .05 การใหผ้ ลยอ้ นกลับดว้ ยครู ทาให้มที ักษะดที ่สี ุดเกือบทกุ ทักษะ ยกเว้นการราไม้รา และการลงพรหมที่
การให้ผลย้อนกลับด้วย กระจกเงาทาให้มีทักษะดีท่ีสุด การให้ผลย้อนกลับท้ัง 3 วิธี ทาให้นกั ศึกษามที ักษะ
โดยรวมทง้ั 10 ด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิตทิ รี่ ะดบั .05 การใหผ้ ลย้อนกลับโดยครทู าให้นักศึกษามี
ทักษะโดยรวมทง้ั 10 ดา้ นดีท่ีสุด รองลงมาเปน็ การให้ผลยอ้ นกลบั โดยกระจกเงา และโดยวิดีทัศน์ ตามลาดบั
ณัฐวุฒิ ฉิมมา (2561) ได้ทาการวิจยั เพือ่ ศึกษาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเรอ่ื งสมรรถภาพทางกายโดยใชก้ าร
จดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบซิปปาของนักศึกษาสาขาวิชาพลศกึ ษามหาวิทยาลยั ราชภัฏอตุ รดิตถ์และเพื่อเปรียบเทียบ
คา่ เฉลีย่ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนเร่ืองสมรรถภาพทางกายจากการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้แบบซิปปาของนักศึกษา
สาขาวิชาพลศกึ ษามหาวิทยาลยั ราชภัฏอุตรดิตถ์กลุ่มตวั อย่างเป็นนกั ศึกษาชน้ั ปีท่ี 2 จานวน 50 คนแบง่ เปน็ 2 กลมุ่
คือนักศกึ ษากล่มุ ทดลองจานวน 25 คนทไ่ี ด้รบั การจดั กิจกรรมการเรยี นร้แู บบซปิ ปาเรอื่ งสมรรถภาพทางกายเปน็
เวลา 6 สปั ดาหส์ ปั ดาหล์ ะ 2 วนั วนั ละ 1 ช่ัวโมงและนกั ศึกษากล่มุ ควบุมจานวน 25 คนทีไ่ ม่ได้รับการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรู้แบบซิปปาเร่ืองสมรรถภาพทางกายเคร่ืองมือท่ใี ช้ในการวจิ ยั ประกอบดว้ ยแผนการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้
แบบซิปปาเรอ่ื งสมรรถภาพทางกายมีค่าดัชนคี วามสอดคล้องเทา่ กับ 0.90 และแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการ
เรียนเรื่องสมรรถภาพทางกายมคี ่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากบั 0.81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการการใช้โปรแกรม
คอมพวิ เตอร์หาคา่ เฉลยี่ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานและเปรียบเทยี บการวิเคราะหข์ ้อมูลดว้ ยสถติ ิการทดสอบคา่ ทที ี่
ระดบั นยั สาคญั ทางสถติ ิ .05 ผลการว วจิ ยั พบวา่ นกั ศึกษามีผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนสูงขึ้นอยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติ
ท่ีระดบั .05 ค่าเฉลี่ยผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนของนักศึกษากลมุ่ ทดลองเพ่ิมข้ึนอย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติท่ี
ระดับ .05 เมื่อเทยี บกับก่อนเรียน คา่ เฉล่ียของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นหลังเรยี นของนักศึกษากลุ่มทดลองสงู กว่า
นกั ศกึ ษากลมุ่ ควบคุมอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถิติทีร่ ะดบั .05
งำนวจิ ัยในตำ่ งประเทศ
โจเซฟ (Joseph: 1980; อ้างอิงจากพโยม จนั ทนฤมาน . 2536) ไดท้ าการวจิ ัยเร่อื งผลการให้ผลยอ้ นกลบั
โดยวิดีโอเทปที่มีต่ออตั ราความเร็วและความแม่นยาในการโยนลูกเบสบอล กลุม่ ทดลองเป็นนกั ศึกษาชายในระดบั
ปริญญาตรขี องวิทยาลัยควนี ส์ (Queens College) จานวน 36 คน แบ่งเปน็ 3 กล่มุ เทา่ ๆ กนั ผลการวจิ ัยพบวา่ ผู้ถกู
ทดลองที่ได้ผลยอ้ นกลบั จากวิดโี อเทป และกลุ่ม ท่ีใชบ้ ตั รแนะนาอยา่ งเดียว มกี ารพัฒนาขึ้นอยา่ งมีนยั สาคัญเมอื่
ส้ินสุดการทดลอง ถึงอย่างไรกต็ าม กลมุ่ ทใี่ ช้วดิ ีโอเทปไม่ได้พฒั นาขึน้ แตกต่างไปจากกล่มุ ทีใ่ ช้บัตรแนะนา ยง่ิ ไปกว่า
นั้นผลการทดสอบ หลงั จากส้ินสดุ ไปแลว้ 1 สัปดาห์ ไม่มีการพัฒนาข้ึนอยา่ งมีนัยสาคญั ทั้ง 3 กลมุ่ ขอ้ มูลสาหรับ
ความ แม่นยาแสดงว่ามกี ารพัฒนาขึ้นในทุกกลมุ่ แต่ไม่มคี วามแตกต่างกันในระหว่างกลุ่ม
สมิท (Smit.1994) ได้ศึกษาผลจากวธิ กี ารสอนท่ีมเี จตคติต่อผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวิทยาศาสตรข์ อง
นักเรยี นทีไ่ ด้รบั การสอนแบบบรรยายแบบลงมือปฏิบัติดว้ ยตนเอง และทัง้ แบบบรรบายและลงมอื ปฏบิ ัติ ผลการวจิ ัย
พบวา่ นกั เรยี นที่ไดร้ ับการสอนแบบลงมือปฏิบัติด้วยตนเองมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นสูงกว่าแบบบรรยายและลงมือ
ปฏิบตั ิ สรุปได้วา่ รูปแบบการเรียนรแู้ ละวิธกี ารสอนของครมู ผี ลต่อผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนของนักเรยี นโดยเฉพาะ
วิธีการทีใ่ ห้นักเรียนไดล้ งมือปฏิบตั ิ
ฟาคัส (Farkas.2002) ได้ศึกษาผลของวิธกี ารสอนแบบปกติและการสอนโดยใช้ชุดการสอนที่มผี ลต่อการ
เรียนรู้ด้านผลสัมฤทธิท์ างการเรียน ทัศนคติ การเอาใจใส่ในการเรียนและความสามารถในการแปลความหมายของ
นกั เรยี นระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 1 ผลการศกึ ษาพบวา่ ในด้านผลสัมฤทธชิ์ ุดการสอนทม่ี ีสื่อหลากหลายทาให้
นักเรยี นมผี ลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนและความสามารถในการแปลความหมายดีข้ึน
แอนดรี โคคา และเวลโลเฮนท์ (Andre Koka and Vello Hein: 2005) ได้วจิ ัยผลของการที่ครไู ด้ให้ผล
ยอ้ นกลับท่ีมตี ่อแรงจงู ใจภายในดว้ ยการใช้ทฤษฎีการตัดสินใจด้วยตนเอง (self – determination) กลมุ่ ตวั อยา่ ง
เปน็ นักเรยี นอายุระหว่าง 14 – 18 ปี จานวน 638 คน มโี ปรแกรมการใหผ้ ลย้อนกลบั แบบใชแ้ ละไมใ่ ช้คาพูด
วิเคราะหข์ ้อมูลโดยใชโ้ ปรแกรมทีผ่ ้วู จิ ยั สรา้ งข้นึ ผลการวจิ ยั ช้ใี ห้เห็นวา่ หลังจากท่คี รูให้ผลยอ้ นกลับด้วยคาพดู กบั
นกั เรยี นในทางบวก ซง่ึ เป็นส่งิ ท่ี ม่ันคงทสี่ ดุ เกี่ยวกับแรงจูงใจภายในของนักเรียน ส่งผลให้เดก็ มแี รงจูงใจในการเรยี น
พลศึกษา แตถ่ ้าครใู ช้แบบไมใ่ ชค้ าพูดจะไม่มผี ล
สรปุ จากการศึกษางานวิจัยท่ีเกีย่ วข้องกับการสอนรูปแบบซิปปา พบวา่ หากนารูปแบบการสอนแบบซิปปา
มาประยตุ ์ใชร้ ว่ มกบั การจดั การเรียนรหู้ รอื กิจกรรมในการสอนโดยตรงหรอื ชดุ กิจกรรมให้ผู้เรียนไดป้ ฏิบตั ิจะส่งผลตอ่
ผลสมั ฤทธิ์ พัฒนาการของผเู้ รียนและยงั สรา้ งเจตคติท่ดี ีต่อการเรยี น อกี ทั้งยังให้ผูเ้ รยี นมบี ทบาทในการเป็นผ้เู รยี น
มากขึน้ เกิดผลดีต่อการเรยี นรู้ทั้งด้านรา่ งกายจากการที่ได้ปฏบิ ัติกิจกรรมตามท่ีผสู้ อนได้นามาให้ปฏิบัติและจิตใจ
รวมถงึ สงั คม เพราะได้มีการทางานร่วมกนั ของผู้เรียนโดยมีครูเปน็ ผู้ใหค้ าแนะนาเพอ่ื แก้ไข เพมิ่ ความสนใจใหก้ ับ
ผู้เรยี นให้พรอ้ มตอ่ การรับข้อมูล และเรียนรมู้ ากขนึ้
ในการให้ผลย้อนกลับมีหลากหลายรปู แบบทั้งรปู แบบของส่ือ หรอื การพดู และการแสดงทา่ ทางเป็น
เครื่องมือให้ผลย้อนกลับ มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดและเพ่ิมพัฒนาการให้กับผู้รับผลย้อนกลับ
การให้ผลยอ้ นกลบั มปี ระโยชนเ์ ป็นอย่างมากในด้านการศึกษา การพฒั นาบุคลกร เพราะจะช่วยเพมิ่ ความมนั่ ใจใน
ตนเองและแรงจงู ใจตอ่ การเรียนในลักษณะลงมือปฏบิ ตั ิ
บทท่ี 3
วธิ ีดำเนนิ กำรวจิ ัย
ในการศึกษาวจิ ยั วิจยั คร้งั นี้ ผู้วจิ ัยได้ดาเนนิ การตามข้ันตอนดังนี้
1. สมมติฐานการวจิ ยั
2. วิธดี าเนนิ การวิจยั
3. ข้ันตอนการสร้างเครื่องมือ
สมมติฐำนกำรวจิ ยั
นักเรยี นที่ได้รับการจดั ประสบการณใ์ นการเรียนรทู้ ีป่ ระยุกต์รูปแบบซปิ ปาร่วมกับการให้ผลยอ้ นกลบั โดยมี
การใชแ้ บบฝึกเสรมิ ทักษะพ้นื ฐานการเคลือ่ นไหวจะทาให้มีพฒั นาการดา้ นทกั ษะการเต้นลีลาศจังหวะชะชะชา่ และ
ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นพลศึกษารายวชิ าลลี าศท่ดี ีขน้ึ
วธิ ีดำเนนิ กำรวจิ ัย
ประชำกรทใี่ ชใ้ นกำรวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6 จานวน 53 คน แบง่ เป็นห้อง ม.6/5 จานวน 31
คน และ หอ้ ง ม.6/7 จานวน 22 คน โรงเรียนเบญจมราชานสุ รณ์ ภาคปลาย ปีการศึกษา 2564
เครื่องมือทใี่ ช้ในกำรวจิ ัย
1. แผนการจดั การเรยี นรู้พลศึกษา กีฬาลีลาศ จงั หวะชะชะชา่
2. แบบฝกึ ทกั ษะพ้ืนฐานการเคล่อื นไหว
3. โปรแกรมการใหผ้ ลย้อนกลับ
4. แบบประเมนิ การทดสอบทักษะกีฬาลลี าศ
5. แบบประเมินทักษะการเต้นลีลาศ
ขนั้ ตอนกำรสร้ำงเคร่อื งมือ
แผนกำรจัดกำรเรยี นรพู้ ลศกึ ษำ กีฬำลีลำศ จังหวะชะชะช่ำ
1.ศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยท่ีเกีย่ วข้องเกีย่ วกับการจดั การเรียนรรู้ ูปแบบซปิ ปา และสอบถามจากผู้มี
ประสบการณ์ในการสอนหรือครใู นโรงเรยี นเกยี่ วกับลกั ษณะการสอนท่ีเป็นรูปแบบของซปิ ปา
2.สรา้ งแผนการจดั การเรยี นรู้พลศึกษา กีฬาลลี าศท่ปี ระยกุ ต์รูปแบบซิปปา แผนละ 1 ชวั่ โมงต่อสปั ดาห์
จานวน 4 แผน เป็นเวลา 4 สปั ดาห์
3.หาคุณภาพของเครื่องมือจากผู้มปี ระสบการณเ์ ก่ียวกบั การสอน คือใหค้ รูในโรงเรียนและครูทปี่ รึกษา
ตรวจสอบเพื่อแก้ไข ปรับปรุงให้มีความเหมาะสมในการจดั การเรียนรู้
4.นาแผนการจัดการเรยี นรู้ทไี่ ด้ตรวจสอบแลว้ หาข้อสรปุ และตรวจสอบอีกครงั้ หนึ่งหลงั จากแก้ไขแล้วเพ่อื
นาไปใช้ตอ่ ไป
แบบฝึกทักษะพนื้ ฐำนกำเคลือ่ นไหว
1.ศกึ ษาเอกสารและงานวจิ ยั ที่เกย่ี วข้องกับพื้นฐานการเคล่ือนไหว กลไกการเคลอื่ นไหว
ทักษะการเต้นลลี าศจงั หวะชะชะชา่ และ การสร้างแบบฝึกพ้ืนฐานการเคล่ือนไหว
2.วเิ คราะห์รูปแบบลกั ษณะการเคลอ่ื นไหวและ สร้างแบบฝกึ ทกั ษะพนื้ ฐานการเคล่อื นไหว
จานวน 13 แบบฝกึ จานวน 1 ชดุ โดยใช้สปั ดาห์ละ 1 ชดุ
3.นาแบบฝึกทกั ษะไปใหผ้ ูเ้ ชย่ี วชาญดา้ นการสอนลลี าศเพื่อพจิ ารณาแกไ้ ข ปรับปรงุ เพื่อความเหมาะสม
ในการฝกึ
4.นาแบบฝกึ ทักษะที่ผู้เช่ยี วชาญพจิ ารณาแลว้ ให้พิจารณาอกี รอบหน่งึ หลักจากทไ่ี ด้แกไ้ ข ปรับปรงุ แล้ว
5.นาแบบฝกึ ทกั ษะไปใชก้ บั นักเรยี นตอ่ ไป
โปรแกรมกำรให้ผลย้อนกลับ
1.ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่เี กีย่ วขอ้ งเกีย่ วกบั การใหผ้ ลย้อนกลบั และสอบถามจากผเู้ ช่ียวชาญ
หรอื ครทู ่ีสอนวชิ าพลศึกษา เพื่อสร้างโปรแกรมการใหผ้ ลย้อนกลบั
2.สรา้ งโปรแกรมการใหผ้ ลย้อนกลับ
3.นาโปรแกรมการใหผ้ ลยอ้ นกลบั ไปให้ผู้เชยี่ วชาญและครูตรวจสอบเพ่อื พิจารณาแกไ้ ขปรบั ปรงุ
ใหเ้ หมาะสมในการใช้งาน
4.นาโปรแกรมการใหผ้ ลยอ้ นกลบั ทีผ่ ้เู ช่ยี วชาญพิจารณาแลว้ ใหพ้ จิ ารณาอกี รอบหนง่ึ หลงั จากที่
ไดแ้ ก้ไขปรบั ปรุงแล้ว
5.นาโปรแกรมไปทดลองใช้กับนกั เรียนต่อไป
แบบประเมินทักษะกีฬำลลี ำศ
1. .ศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ งเกี่ยวกบั แบบประเมนิ ของทักษะกีฬาลลี าศ
2. เลอื กแบบประเมินทกั ษะกฬี าลีลาศของ ชาญชัย แสงอ่อน (2544)
ประกอบดว้ ย 5 รายการดังน้ี 1.) เวลาและพนื้ ฐานของจงั หวะ 2.) การทรงตัวและเสน้ ลาตัว 3.) การ
เคลื่อนไหว 4.) การแสดงที่บอกจังหวะ 5.) การใช้เท้า โดยในแต่ละทา่ จะมีรายละเอียดการประเมินและระดบั คะแนนใน
การประเมินเฉพาะของรายการนน้ั ๆ ระดับคะแนนมี 4 ระดับ ดังนี้ 1.) ปฏบิ ัติตามรายละเอยี ดการประเมินได้ถูกต้อง (3
คะแนน) 2.) ปฏิบัติตามรายละเอยี ดการประเมนิ ผิดบางคร้ัง (2 คะแนน) 3.) ปฏิบตั ิตามรายละเอียดการประเมนิ
ผิดพลาดบ่อยครั้ง (1 คะแนน) 4.) ไม่สามารถปฏบิ ตั ติ ามรายละเอยี ดการประเมินได้ (0 คะแนน) การสรปุ ผลการ
ประเมินโดยการนาคะแนนในแต่ละรายการมาเทยี บกับรายละเอยี ดการประเมินผล จากนน้ั นาคะแนนประเมนิ มา
รวมกันซ่งึ มีคะแนนเต็ม 15 คะแนน
3.สร้างตารางการประเมินจากแบบประเมินท่ีเลือกให้ผเู้ ช่ียวชาญตรวจสอบ
4.นาแบบประเมินไปใชก้ ับนักเรียนต่อไป
แบบประเมนิ ทักษะกำรเตน้ ลีลำศ
1.ศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กีย่ วข้องเก่ยี วกับแบบประเมินทกั ษะของการเต้นลลี าศ และสอบถามจากผูม้ ี
ประสบการณ์ในการสอนหรือครูในโรงเรยี นเกีย่ วกับวธิ ีการประเมินทักษะของการเต้นลลี าศ
2.สร้างแบบประเมนิ ทักษะการเตน้ ลีลาศ
3.นาแบบประเมินทกั ษะการเตน้ ลีลาศไปใหผ้ ู้เช่ยี วชาญและครูตรวจสอบเพอ่ื พิจารณาแก้ไขปรบั ปรุง ใหเ้ หมาะสม
ในการใชง้ าน
4.นาแบบประเมินทกั ษะการเตน้ ลลี าศที่ผเู้ ชีย่ วชาญพิจารณาแลว้ ใหพ้ จิ ารณาอีกรอบหนึ่งหลังจากท่ไี ดแ้ กไ้ ข
ปรับปรงุ แลว้
5.นานาแบบประเมินทไี่ ด้แก้ไขปรบั ปรงุ แลว้ ใชก้ ับนักเรยี นต่อไป
กำรเก็บรวบรวมข้อมูล
ผวู้ ิจัยทาการเกบ็ รวบรวมข้อมูลโดยการนาเคร่ืองมือที่ใช้ในการวจิ ัยทาการทดลองกับประชากรดว้ ยการใช้
แผนการจดั การเรียนรู้ทสี่ รา้ งข้ึนรว่ มกับแบบฝึกทักษะพ้ืนฐานการเคล่ือนไหวจัดประสบการณใ์ หก้ ับประชากรเป็น
จานวน 3 สปั ดาห์ ทาการบนั ทกึ ข้อมลู ดว้ ยการทดสอบทักษะกีฬาลีลาศด้วยการปฏิบัติพร้อมกบั เพลงและบันทึกผล
กอ่ นและในสัปดาห์สุดท้ายของการวิจัยพร้อมฝึกทักษะพน้ื ฐานการเคล่ือนไหวเพ่ือ
บันทกึ ผลของการฝึกทกั ษะพื้นฐานการเคลือ่ นไหว และใหผ้ ลย้อนกลับด้วยการถา่ ยวีดโี อใหก้ บั ประชากรทุกสปั ดาห์
กำรวเิ ครำะห์ข้อมูล
1. หาคะแนนเฉลย่ี (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) คะแนนจากการทดสอบทักษะลีลาศ แบบ
ประเมินทักษะการเตน้ ลีลาศ และการฝึกทักษะพน้ื ฐานการเคล่อื นไหว ของประชากรก่อนและหลังการวิจยั
2. วิเคราะหผ์ ลการเรยี นรู้ทักษะกีฬาลลี าศระหว่างกอ่ นและหลังการวจิ ัยในสปั ดาห์ท่ี 1 และ 3 ของการวิจัย
ทาการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของทง้ั ห้อง
3. แสดงค่าท่ีไดจ้ ากการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ทาเปน็ กราฟพฒั นาการของประชากร
บรรณานุกรม
กระทรวงศกึ ษาธิการ (2561). หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนึ้ พน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551.
http://academic.obec.go.th/newsdetail.php?id=75.
จนั ทนา ธณฤทธิวิชยั และคณะ. (2552). การประเมนิ สมรรถภาพกายก่อนและหลังการออกกำลังกายแอโรบิกแบบ
ตารางเก้าชอ่ งและยืดเหยียดกล้ามเนอ้ื โดยยางยดื ของผ้สู งู อายุในโครงการส่งเสริมสุขภาพผ้สู งู อายุ.
วารสารคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหิดล 27-3 (2552).
เจริญ กระบวนรตั น์. (2548). ความเปน็ มาของตาราง 9 ชอ่ งกบั การพฒั นาสมอง. ภาควชิ าวทิ ยาศาสตรก์ ารกีฬา.
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์. กรงุ เทพฯ.
ชาญชยั ขนั ติศิริ (2544). เอกสารประกอบการสอนการเคลื่อนไหว.
http://www.tnsuudn.ac.th/ed/wp-content/uploads/
ชาญชยั แสงออ่ น. (2544). การสรา้ งแบบประเมนิ ค่าทักษะกีฬาลลี าศ .วทิ ยานพิ นธ์ศึกษาศาสตรม์ หาบณั ฑิต.
มหาวทิ ยาลยั รามคำแหง.
ณฐั วฒุ ิ ฉมิ มา (2562). การพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนเรื่องสมรรถภาพทางกายโดยใช้การจัดกิจกรรมการ
เรียนรแู้ บบซปิ ปาของนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษามหาวทิ ยาลยั ราชภฏั อุตรดติ ถ์.
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/tgt/article/view/246563/
ทศิ นา แขมมณี (2542). การจดั การเรยี นการสอนโดยยดึ ผู้เรยี นเปน็ ศนู ย์กลาง : โมเดลซปิ ปา
(CIPPA MODEL). วารสารครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย. 27(3): 1-17.
ทิศนา แขมมณีและคณะ (2548). การจดั การเรยี นรู้โดยใช้รูปแบบซปิ ปา
(CIPPA MODEL). http://gestohlen-myslienky.fun/opac2/
ปฐมารตั น์ มาระโภชน์. (2563). การจดั การเรยี นรรู้ ปู แบบซปิ ปา (CIPPA Model) เพื่อพฒั นาความสามารถในการ
เขียนเรียงความของนักศึกษาชนั้ ปีท่ี 1 มหาวิทยาลยั ราชภัฎราชนครินทร์. วารสารการบรหิ ารและการ
จดั การ ภาควชิ าภาษาไทย คณะมนุษย์ศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฎั ราชนครินทร์.
พลอยไพลิน นิลกรรณ์ (2552). ผลของการใหผ้ ลย้อนกลับท่ีมีต่อการเรียนรทู้ ักษะการตลี กู ซอฟท์บอล.
(วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบัณทิต คณะพลศึกษา มหาวทิ ยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒ 2552).
http://thesis.swu.ac.th/swuthesisPhy_Ed/Ploypailin
ไพวนั เพลิดพราว (2559). การเคลื่อนไหวเบ้ืองต้น (Basic Movement).
http://www.tnsuudn.ac.th/ed/wp-content/uploads/2020/04/resh1.pdf
โพยม จนั ทนฤมาน. (2536). การเปรยี บเทยี บการสอนโดยใหข้ อ้ มลู ย้อนกลบั ด้วยวดิ ีทศั น์กระจกเงา และครูผู้สอน
ทีม่ ผี ลสัมฤทธิ์ในการเรียนทักษะกระบี่กระบองของนักศึกษาชาย วิทยาลัยพลศึกษา. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม.
(พลศึกษา) กรงุ เทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
รชาดา บวั ไพร. (2552). การศกึ ษาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รปู แบบการเรียนการสอนแบบโมเดลซิปปาทีม่ ี
ต่อผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1. สารนิพนธ์ กศ.ม.
กรงุ เทพฯ. บณั ฑิตวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
วรศักดิ์ เพียรชอบ (2527). หลกั และวธิ สี อนพลศึกษา (พิมพ์ครัง้ ท่ี 2). สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช.
สมาคมกีฬาลลี าศแห่งประเทศไทย (2562). ประวตั ิเกย่ี วกับกฬี าลลี าศการเตน้ ละตินจังหวะชะชะช่า .
https://www.tdsa.or.th.
สภุ ทั ราภรณ์ เบ็ญจวรรณ์ (2554). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวชิ าฟิสกิ สแ์ ละความสามารใน
การคดิ วิเคราะห์ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ที่ไดร้ ับการจัดการเรียนรรู้ ปู แบบซปิ ปาและการจัดการ
เรยี นรูแ้ บบใชป้ ัญหาเป็นฐาน. http://ir.swu.ac.th/xmlui/bitstream/handle/123456789/743/
สุประวีณ์ ทดั ภธู ร. (2548). ผลของการใช้เทคนิคการสอนโดยสร้างผงั โยงความสัมพันธ์ความหมาย รูปแบบแมงมุม
ควบคู่กบั การใหข้ ้อมูลย้อนกลับทมี่ ตี อ่ ทักษะการอ่านภาษาไทยเพ่ือความเข้าใจของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนออเงนิ (อ่อน - เหม อนสุ รณ์) เขตสายไหม กรงุ เทพมหานคร.
ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (จติ วทิ ยาการศึกษา). กรุงเทพฯ: บัณฑติ วิทยาลัยมหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ.
ศิลปะชัย สุวรรณธาดา. (2548). การเรยี นรทู้ ักษะการเคล่ือนไหวทฤษฎแี ละปฏบิ ตั ิการ. กรุงเทพฯ:
สำนกั วชิ าวทิ ยาศาสตรก์ ารกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .
อดุ ม พิมพา (2527). เอกสารประกอบการเรียนวชิ าการเรยี นรทู้ กั ษะกลไก. คณะพลศกึ ษา
มหาวิมยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ.
Andre Koka and Vello Hein. (2005). The effect of perceived teacher feedback on intrinsic
motivation in physical education. International Journal of Sport Psychology Volume 36
January – March 2005. Tartu, Estonia.
Farkas, R.D. (2545). Effect (s) of Traditional Versus Learning – Style Instructional Methods On
Seventh Grade Students Achievement, Empathy, and Transfer of Skills Throuhg study
of Holocaust. Dissertation Abstracts International. 63(4):1243 – A; October.
Good, Carter V. (1959). Dixtionary of Education. New York McGraw – Hill.
Smith, Partly Temeton. (1994,january). Effect on Student Attitude and Achievement.
Dissertation Abstract Internation. 57(7): 2528-17
ประวตั ผิ ู้วจิ ัย
ช่ือ-สกุล นายสันติ อึง้ มณภี รณ์
วนั /เดอื น/ปีเกิด 7 ธันวาคม 2525
ท่อี ยู่ปจั จุบัน 125/3 หมู่ 5 ตำบลบางกระสอ อำเภอเมือง จงั หวดั นนทบรุ ี 11000
ทท่ี ำงานปัจจุบนั เลขที่ 1 ถนนประชานิเวศน์ 3 อำเภอเมืองนนทบรุ ี จงั หวัดนนทบุรี 11000
ตำแหน่งหนา้ ทป่ี จั จุบนั ครู โรงเรยี นเบญจมราชานุสรณ์
ประวัตกิ ารศึกษา
ปี พ.ศ. 2548 อักษาย่อปรญิ ญา ศศบ. 4ปี สาขาวิชาเอก พลศกึ ษา มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
ประวัติการทำงาน
ปี พ.ศ.2562 โรงเรยี นเบญจมราชานสุ รณ์
หมายเลขโทรศัพท์ 089-913-0638
E-mail [email protected]
ภาคผนวก