The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

กลองบานอ อัตลักษณ์พื้นถิ่น การละเล่นชายแดนใต้ โดย วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Alisa daoh, 2021-09-30 06:25:55

กลองบานอ1

กลองบานอ อัตลักษณ์พื้นถิ่น การละเล่นชายแดนใต้ โดย วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส

ช่ือหนงั สือ : คู่มอื เรียนรศู้ ลิ ปวัฒนธรรมกลองบานอ
ปลุกจิตสำ� นกึ รว่ มอนุรกั ษ์ สง่ เสียงสืบสานศลิ ปวัฒนธรรมชายแดนใต้
เรียบเรยี ง : นายชมุ ศกั ด์ิ นรารัตน์วงศ์ นางสาวดาลซี ะห์ ดะยี
เลขมาตรฐานสากลประจ�ำหนงั สือ : 978-616-479-013-1
พมิ พค์ รั้งแรก : กันยายน 2564
ทีป่ รึกษา : นายยุทธนา พรหมณี ผู้อำ� นวยการวทิ ยาลัยชุมชนนราธิวาส
ดร.อุไรวรรณ ชนิ พงษ์ รองผู้อ�ำนวยการวทิ ยาลัยชุมชนนราธวิ าส
นางสาธยิ า บือซา รองผู้อ�ำนวยการวทิ ยลัยาชุมชนนราธิวาส
นายสาคร ปานจนี รองผอู้ �ำนวยการวทิ ยาลยั ชมุ ชนนราธิวาส
บรรณาธกิ ารบรหิ าร : ปราณชลี
บรรณาธกิ าร : นายอนสุ รณ์ ศรคี ำ� ขวญั
คณะบรรณาธกิ าร : นางสาวอลษิ า ดาโอะ๊ นายดลู รอมนั สะนิ นายอรรณพ เจะ๊ สโุ หลง
ผปู้ ระสานงาน : นายปราโมทย์ สวุ รรณ
ภาพประกอบ : สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั นราธวิ าส ปราณชลี เพาซี ยะซงิ
นเิ ซง็ จนิ าแว พงศ์ นราฯ
ออกแบบปก-รปู เลม่ : เดยี รด์ ไี ซน์
พสิ จู นอ์ กั ษร : นางสาวพชั รนิ ทร์ เวชสทิ ธิ์
พมิ พท์ ่ี : หสม.พงศน์ ราการพมิ พ์ โทร. 09 0718 6714
จดั พมิ พโ์ ดย : วทิ ยาลยั ชมุ ชนนราธวิ าส 223 ถนนสรุ ยิ ะประดษิ ฐ์ ตำ� บลลำ� ภู
อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั นราธวิ าส 96000 โทร. 07 3709 8127
E-mail : [email protected]

ค่มู อื เรียนร้ศู ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 3

ค�ำ น�ำ

เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะการแสดงในพื้นท่ี 3 จังหวัดชายแดน
ภาคใต้ หรอื ทเ่ี ปน็ นาฏศลิ ปข์ องชาวไทยภาคใตใ้ นพน้ื ทภ่ี าคใตต้ อนลา่ ง มี
หลายประเภทดว้ ยกนั เชน่ รองเงง็ ดเิ กรฮ์ ลู ู ซลี ะ (ดกี า หรอื บอื ดกี า) มะ
โยง่ (เมาะโยง่ ) ตอื รี กรอื โตะ๊ และบานอ สว่ นระบำ� พน้ื บา้ น เชน่ ตารกี ปี สั
ระบำ� รอ่ นแร่ ระบำ� กรดี ยาง เปน็ ตน้ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมเหลา่
นน้ี บั วา่ มากดว้ ยคณุ คา่ สะทอ้ นแนวปฏบิ ตั ทิ างสงั คม พธิ กี รรม ประเพณี
หรอื เทศกาล ทมี่ ลี กั ษณะเฉพาะถนิ่ มคี วามงดงามเปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะ
ตวั สรา้ งความภมู ใิ จใหค้ นในพนื้ ที่ และกอ่ ใหเ้ กดิ ความประทบั ใจแกผ่ มู้ า
เยอื นทไี่ ดส้ มั ผสั เรยี นรู้
อยา่ งไรกต็ าม ดว้ ยการเปลย่ี นผา่ นยคุ สมยั รวมถงึ คา่ นยิ มของคน
รนุ่ ใหม่ ทอี่ าจมองขา้ มหรอื ละเลยมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมของคน
รนุ่ เกา่ ศลิ ปวฒั นธรรมบางอยา่ งเรมิ่ เลอื นหายไป จงึ เปน็ ทมี่ าของหนงั สอื
“คมู่ อื เรยี นรศู้ ลิ ปวฒั นธรรม กลองบานอ” มงุ่ ใหค้ วามรพู้ น้ื ฐานสำ� คญั ของ
ศลิ ปวฒั นธรรมทเ่ี หลอื อยเู่ ฉพาะบางพนื้ ทใ่ี นจงั หวดั นราธวิ าสหวงั ใหเ้ กดิ การ
เรยี นรู้ สานตอ่ เรอื่ งราวนา่ สนใจในฐานะทนุ ทางสงั คมและวฒั นธรรมสำ� คญั

4 ปลกุ จติ ส�ำ นกึ ร่วมอนรุ กั ษ์ ส่งเสียงสืบสานศลิ ปวัฒนธรรมชายแดนใต้

อันนับเป็นหน่ึงในภารกิจของวิทยาลัยชุมชนนราธิวาสท่ีมุ่ง
“จดั การเรยี นรู้ สกู่ ารพฒั นาชมุ ชน ภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม” ตามวสิ ยั
ทศั น์ ปรชั ญา และเอกลกั ษณส์ ำ� คญั ของวทิ ยาลยั ชมุ ชน ตามภารกจิ ทมี่ งุ่
สบื สานศลิ ปวฒั นธรรม รวมถงึ การพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คม จากตน้ ทนุ
ทเี่ ปน็ องคค์ วามเฉพาะถน่ิ ผสานเขา้ กบั วฒั นธรรม เทคโนโลยี เพอื่ กา้ วสู่
สงั คมพหวุ ฒั นธรรมยคุ ดจิ ทิ ลั อยา่ งสอดคลอ้ งสมดลุ และยง่ั ยนื

นายชมุ ศกั ดิ์ นรารตั นว์ งศ์
นางสาวดาลซี ะห์ ดะยี
กนั ยายน 2564

ค่มู อื เรียนรูศ้ ลิ ปวัฒนธรรมกลองบานอ 5

6 ปลกุ จติ ส�ำ นกึ รว่ มอนุรกั ษ์ สง่ เสยี งสบื สานศลิ ปวฒั นธรรมชายแดนใต้

ค่มู อื เรียนร้ศู ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 7

สารบญั

คำ� นำ� 4
สารบญั 8
สารจากผอู้ ำ� นวยการวทิ ยาลยั ชมุ ชนนราธวิ าส 10

บทนำ� เมอื่ เสยี งรน่ื เรงิ กอ้ งกงั วาน 12

บทท่ี 1 ตำ� นานและเรอื่ งเลา่ จากรนุ่ สรู่ นุ่ 16
บทที่ 2 กลองบานอ : ขอ้ มลู ในเชงิ วชิ าการ 20
บทที่ 3 กอ่ นจะเปน็ “กลองบานอ” 24
บทที่ 4 วธิ กี ารเลน่ เปา้ หมาย และคณุ คา่ 32
บทที่ 5 ผรู้ ว่ มอนรุ กั ษส์ บื สานภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ 36
บทที่ 6 เสยี งของความหวงั อยา่ ใหส้ น้ิ เสยี งกลอง 42

บรรณานกุ รม 46



สารผอู้ ำ�นวยการ
วทิ ยาลยั ชมุ ชนนราธวิ าส

วทิ ยาลยั ชมุ ชนนราธวิ าส เปน็ สถาบนั ระดบั อดุ มศกึ ษาของรฐั ที่
จดั การศกึ ษาระดบั ตำ่� กวา่ ปรญิ ญาตรี ประกาศจดั ตง้ั เมอื่ วนั ท่ี 17 เมษายน
2545 ตามมตคิ ณะรฐั มนตรี อยใู่ นกำ� กบั ของสำ� นกั งานปลดั กระทรวง
ศกึ ษาธกิ าร มหี นว่ ยจดั การศกึ ษาในพน้ื ทตี่ า่ ง ๆ และจดั การเรยี นการ
สอนหลายสาขาวชิ า ภายใตว้ สิ ยั ทศั น์ “องคก์ รคณุ ธรรมทจ่ี ดั การเรยี น
รดู้ ว้ ยกระบวนการวจิ ยั แบบมสี ว่ นรว่ ม สกู่ ารสรา้ งสมั มาชพี และพฒั นา
ชมุ ชนใหเ้ ขม้ แขง็ ” พรอ้ มปรชั ญา “พฒั นาบคุ คล เพอื่ เสรมิ สรา้ งชมุ ชนที่
เขม้ แขง็ ”
เอกลกั ษณส์ ำ� คญั ของวทิ ยาลยั ชมุ ชน คอื “จดั การเรยี นรู้ สกู่ าร
พฒั นาชมุ ชน ภายใตส้ งั คมพหวุ ฒั นธรรม” สว่ นพนั ธกจิ สำ� คญั ประกอบ
ดว้ ย 1.พฒั นาวทิ ยาลยั ชมุ ชนนราธวิ าสเปน็ สถานศกึ ษาคณุ ธรรม2.จดั การ
ศกึ ษาและฝกึ อาชพี เพอ่ื พฒั นาคณุ ภาพชวี ติ ประชาชนสสู่ งั คมเศรษฐกจิ
ใหม่ 3.เสรมิ สรา้ งความเขม้ แขง็ ของชมุ ชนดว้ ยหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอ
เพยี งและแนวทางชมุ ชนเศรษฐกจิ ใหมไ่ ทยแลนด์ 4.0

10 ปลกุ จติ สำ�นึกร่วมอนรุ ักษ์ ส่งเสยี งสบื สานศลิ ปวฒั นธรรมชายแดนใต้

หนงั สอื “คมู่ อื เรยี นรศู้ ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอและตารอี นี า”
จดั ทำ� ขน้ึ ตามวสิ ยั ทศั น์ ปรชั ญา และเอกลกั ษณส์ ำ� คญั ของวทิ ยาลยั ชมุ ชน
ตามภารกิจที่มุ่งสืบสานศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ
และสงั คมในพน้ื ที่ จากตน้ ทนุ ทเ่ี ปน็ องคค์ วามเฉพาะถนิ่ ผสานเขา้ กบั
วฒั นธรรม เทคโนโลยี เพอ่ื การกา้ วสสู่ งั คมพหวุ ฒั นธรรมยคุ ดจิ ทิ ลั อยา่ ง
สอดคลอ้ งสมดลุ เปน็ การมงุ่ กา้ วเดนิ ไปขา้ งหนา้ โดยไมท่ งิ้ รากเหงา้ เดมิ ของ
ชมุ ชน ปลกุ จติ สำ� นกึ รว่ มอนรุ กั ษ์ สง่ เสยี งสบื สานศลิ ปวฒั นธรรม ตอ่ ยอด
สกู่ ารเพมิ่ ทกั ษะวชิ าชพี และทกั ษะชวี ติ ซงึ่ เปน็ หนงึ่ ในภารกจิ ของวทิ ยาลยั
ชมุ ชนนราธวิ าสทด่ี า้ นหนง่ึ คอื การจดั การเรยี นการสอนหลายหลกั สตู ร
ทง้ั ระดบั อนปุ รญิ ญา สง่ เสรมิ เกย่ี วกบั อาชพี รวมถงึ การทำ� นบุ ำ� รงุ ดา้ น
ศลิ ปวฒั นธรรม และสง่ เสรมิ การอยรู่ ว่ มกนั อยา่ งมคี วามสขุ ในสงั คมพหุ
วฒั นธรรมจงั หวดั ชายแดนภาคใต้
จงึ หวงั เปน็ อยา่ งยง่ิ วา่ หนงั สอื “คมู่ อื เรยี นรศู้ ลิ ปวฒั นธรรมกลอง
บานอและตารอี นี า” ศลิ ปวฒั นธรรมทเ่ี หลอื อยเู่ ฉพาะบางพนื้ ทใ่ี นจงั หวดั
นราธวิ าส จะกอ่ ประโยชนท์ ง้ั ตอ่ ชมุ ชนและสงั คมโดยรวม ใหเ้ กดิ ความ
ยงั่ ยนื ไมห่ ลงลมื สญู หายไปตามกาลเวลาซง่ึ จะเปน็ เรอื่ งนา่ เสยี ดายยงิ่ จงึ
จำ� เปน็ ตอ้ งมกี ารสบื ทอดใหท้ ง้ั คนในและนอกพน้ื ทไ่ี ดร้ บั รู้เกดิ ความภมู ใิ จ
ในฐานะเปน็ ตน้ ทนุ ทางวฒั นธรรมและสงั คม อนั จะนำ� ไปสกู่ ารพฒั นาใน
มติ อิ นื่ ๆ ตอ่ ไป

นายยทุ ธนา พรหมณี
ผอู้ ำ� นวยการวทิ ยาลยั ชมุ ชนนราธวิ าส

คูม่ อื เรียนรู้ศลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 11

บทน�ำ

“ตมู่ ตมู่ ตมู่ ...”
พลันเมื่อเสียงกระหน�่ำกลองบานอดังสะท้านก้องกังวานไป
ไกลทว่ั ชมุ ชนในหบุ เขา เหลา่ ชาวบา้ นซง่ึ กำ� ลงั ทำ� ภารกจิ แหง่ ตนตามทอ้ ง
ไรท่ อ้ งนาหรอื ในเรอื นเคหาแสนอบอนุ่ ตา่ งหยดุ นง่ิ พรอ้ มตงั้ ใจเงยี่ หฟู งั
กระทงั่ แนใ่ จแลว้ ตา่ งพากนั พยกั หนา้ รบั รู้ตามมาดว้ ยการสะทอ้ นอารมณ์
เปย่ี มสขุ อาบใบหนา้ เพราะรดู้ วี า่ สญั ญาณนค้ี อื ทมี่ าของนดั หมายทจี่ ะได้
เขา้ รว่ ม “งานรนื่ เรงิ ” หรอื กจิ กรรมสำ� คญั ซงึ่ กำ� ลงั จะเกดิ ขนึ้ ในชมุ ชนของ
ตนในเรว็ วนั น้ี
การสง่ สญั ญาณเชน่ นใี้ ชว่ า่ จะมอี ยใู่ นทกุ พน้ื ทท่ี กุ แหง่ หน หาก
ทวา่ กลบั ปรากฏอยบู่ างพนื้ ทช่ี ายแดนใตส้ ดุ ของประเทศไทยเทา่ นน้ั โดย
เฉพาะในแถบจงั หวดั นราธวิ าส พนื้ ทรี่ อยตอ่ ชายแดนไทย-มาเลเซยี โดย
มเี ทอื กเขาสนั กาลาครี เี ปน็ เสน้ แบง่ พรมแดน
“นราธวิ าส” เปน็ จงั หวดั ชายแดน ตงั้ อยบู่ นฝง่ั ทะเลดา้ นตะวนั
ออกของแหลมมลายสู ดุ ชายแดนไทย-มาเลเซยี มเี นอ้ื ที่ 4,475.43 ตาราง
กโิ ลเมตร สภาพภมู ปิ ระเทศ 2 ใน 3 ของพนื้ ทท่ี งั้ หมดเปน็ ปา่ และภเู ขา
ภเู ขาหนาแนน่ แถบทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตจ้ ดเทอื กเขาสนั กาลาครี ี แนวกน้ั
พรมแดนไทย-มาเลเซยี ลกั ษณะพนื้ ทมี่ คี วามลาดเอยี งจากทศิ ตะวนั ตก
ไปทศิ ตะวนั ออก พน้ื ทร่ี าบสว่ นใหญอ่ ยบู่ รเิ วณตดิ กบั อา่ วไทยและบรเิ วณ
แมน่ ำ้� 4 สายสำ� คญั คอื แมน่ ำ�้ สายบรุ ี แมน่ ำ้� บางนรา แมน่ ำ�้ ตากใบ แมน่ ำ�้
โก-ลก และมพี นื้ ทป่ี า่ พรปุ ระมาณ 361,860 ไร่

12 ปลุกจิตสำ�นกึ รว่ มอนรุ กั ษ์ สง่ เสียงสืบสานศลิ ปวฒั นธรรมชายแดนใต้

จากปจั จยั เชงิ พน้ื ทที่ มี่ ที รพั ยากรปา่ ไมอ้ ดุ มสมบรู ณ์ ทงั้ ปา่ ดบิ
ชน้ื หรอื ปา่ ฝนเขตรอ้ น (Tropical Rain Forest) ในเขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั ว์
ปา่ ฮาลา-บาลา รวมถงึ เขตอทุ ยานแหง่ ชาตบิ โู ด-สไุ หงปาดี พน้ื ทป่ี า่ จงึ
แนน่ ขนดั ดว้ ยพรรณไม้ เชน่ กระบาก สยาแดง สยาขาว สยาเหลอื ง
หลมุ พอ กหุ ลมิ หรอื กระเทยี มตน้ ยวน กฤษณา ตะเคยี นชนั ตาแมว ฯลฯ
กระทง่ั มกี ารกำ� หนดให้ “ตะเคยี นชนั ตาแมว” เปน็ ตน้ ไมม้ งคลประจำ�
จงั หวดั นราธวิ าส เนอ่ื งจากพบมากบนภเู ขาสงู ในปา่ เขตจงั หวดั นราธวิ าส
นอกจากนโี้ ครงสรา้ งประชากรสว่ นใหญจ่ ะนบั ถอื ศาสนาอสิ ลามประมาณ
82 เปอรเ์ ซน็ ต์ นบั ถอื ศาสนาพทุ ธประมาณ 17 เปอรเ์ ซน็ ต์ นบั ถอื ศาสนา
ครสิ ตแ์ ละศาสนาอน่ื ๆ อกี ประมาณ 1 เปอรเ์ ซน็ ต์

ค่มู ือเรียนร้ศู ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 13

พจิ ารณาในเชงิ วถิ ชี วี ติ และผคู้ น จงั หวดั นราธวิ าสมสี งั คมและ
วฒั นธรรมประเพณที ห่ี ลากหลาย ผสมผสานเปน็ “สงั คมพหวุ ฒั นธรรม”
ท้ังคนพื้นเมืองดั้งเดิม (โอรังอัสลี) ชาวพุทธ มุสลิม จีน คริสต์ ฮินดู
จึงมีมรดกตกทอดทางวัฒนธรรม ศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณี
วฒั นธรรม วถิ ชี วี ติ หรอื มรดกภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ นบั ตงั้ แตใ่ นอดตี สบื เนอ่ื ง
จนถงึ ปจั จบุ นั ลว้ นมคี ณุ คา่ ความสำ� คญั กอ่ ใหเ้ กดิ ความภาคภมู ใิ จแกผ่ คู้ น
และชมุ ชน
จากโครงสรา้ งประชากร เรอื่ งของศลิ ปะการแสดงหรอื การละ
เลน่ พนื้ บา้ น ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ หรอื มรดกรว่ มของชาวบา้ น จงึ สะทอ้ น
วิถีชาวมุสลิมซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ ท้ังตามพื้นฐานการด�ำรงชีวิต
ความคิด และการแสดงออก กลายเป็นเสน่ห์และเอกลักษณ์ประจ�ำ
ถนิ่ สะทอ้ นทง้ั วถิ ชี วี ติ ความเปน็ อยู่ ศรทั ธาความเชอ่ื สภาพแวดลอ้ ม
ทรัพยากรธรรมชาติตามสภาพภูมิศาสตร์ หรือท�ำเลที่ตั้ง ดังเช่นที่
ประพนธ์ เรอื งณรงค์ ไดก้ ลา่ วถงึ ศลิ ปะการแสดงพน้ื บา้ นในหนงั สอื บหุ งา
ปตั ตานี : คตชิ นไทยมสุ ลมิ ชายแดนภาคใต้ สรปุ ไดว้ า่ ศลิ ปะการแสดง
พนื้ บา้ นของสามจงั หวดั ชายแดนใตม้ หี ลายประเภท นอกจากแสดงออก
ซงึ่ ศลิ ปะอนั เปน็ เอกลกั ษณแ์ ลว้ ทส่ี ำ� คญั มงุ่ เพอื่ ความบนั เทงิ และการ
สงั สรรคร์ ะหวา่ งชาวบา้ น แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 10 ประเภท คอื 1) รองเงง็
2) ซมั เปง 3) มะโยง่ 4) โนรา 5) วายงั เซยี ม 6) ดเิ กรฮ์ ลู ู 7) สลิ ะ 8) กรอื
โตะ๊ 9) ดาระ 10) บานอร์
บานอร์ หรือ บานอ คือ เครื่องดนตรีพ้ืนเมืองท่ีสะท้อน
อตั ลกั ษณค์ วามภาคภมู ใิ จของชาวบา้ นในจงั หวดั นราธวิ าส มปี ระวตั คิ วาม

14 ปลกุ จิตสำ�นึกรว่ มอนุรกั ษ์ สง่ เสียงสืบสานศลิ ปวฒั นธรรมชายแดนใต้

เปน็ มายาวนาน กอปรดว้ ยเรอื่ งเลา่ ตำ� นาน ความรกั ความผกู พนั ทงั้ เชงิ
พน้ื ทแี่ ละผคู้ น นบั ตงั้ แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั
ทกุ วนั นี้ ผคู้ นทอี่ าศยั อยบู่ รเิ วณพน้ื ทอี่ ำ� เภอสไุ หงโก-ลก อำ� เภอ
แวง้ อำ� เภอสไุ หงปาดี จงั หวดั นราธวิ าส ยงั คงรสู้ กึ รกั หวงแหน และผกู พนั
สญั ญาณจากกลองบานอ ในทนั ทที ไ่ี ดย้ นิ เสยี ง มคี วามหมายดงั่ ตอ้ งมนตร์
พรอ้ มปลกุ ชวี ติ และจติ วญิ ญาณเสรขี องผคู้ นใหล้ อ่ งลอยไปกบั จนิ ตนาการ
กวา้ งไกล

ค่มู อื เรียนรศู้ ลิ ปวัฒนธรรมกลองบานอ 15

บทท่ี 1

ต�ำ นานและเรือ่ งเลา่ จากรุ่นส่รู นุ่

กอ่ นจะเปน็ ศลิ ปะการแสดงทไี่ ดร้ บั การยอมรบั อนรุ กั ษ์ สบื สาน
จากผคู้ นในทอ้ งถน่ิ เสน้ ทางของศลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ จากจดุ เรม่ิ ตน้
ทเี่ ปน็ การละเลน่ ในทอ้ งถน่ิ ผา่ นการสง่ั สมจนกลายเปน็ ภมู ปิ ญั ญาสรา้ ง
ความภาคภูมิใจให้คนในชุมชน มีต�ำนานเล่าขานกันมายาวนานผ่านค�ำ
บอกเลา่ สบื ทอดกนั มารนุ่ สรู่ นุ่ นบั เนอ่ื งกวา่ 100 ปมี าแลว้
ทง้ั นป้ี รากฏเรอื่ งเลา่ ตอ่ กนั มาวา่ แรกเรม่ิ เดมิ ทนี น้ั มโี ตะ๊ ลอื บาผู้
หนง่ึ ชอ่ื “นอร”์ เรมิ่ มแี นวคดิ คน้ สรา้ งกลองขน้ึ มา ดว้ ยการตดั ทอ่ นไมก้ ลมท่ี
มรี อู ยดู่ า้ นใน แลว้ เจาะตอ่ เตมิ ใหร้ นู น้ั กวา้ งออกไปยาวประมาณ 2 ฟตุ จาก
นน้ั จงึ นำ� หนงั ควายทร่ี ดี ขนออกจนเรยี บบางมาวางปดิ ปากไม้ แลว้ จดั การขงึ
ใหต้ งึ โดยใชเ้ ชอื กหวาย เพอ่ื เวลาตดี ว้ ยมอื จะทำ� ใหม้ เี สยี งดงั กงั วานมาก เรม่ิ
แรกสรา้ งมเี พยี งลกู เดยี ว ตอ่ มาจากทต่ี อ้ งการใหส้ ามารถปรบั เสยี งไดม้ าก
ขนึ้ จงึ เพม่ิ จำ� นวนเปน็ 6-9 ลกู เพราะเขา้ ใจดถี งึ ขอ้ จำ� กดั ของการสอ่ื สารใน
ชมุ ชน เพราะสมยั กอ่ นยงั ไมม่ เี ทคโนโลยอี ะไรมาชว่ ย ประกอบกบั การเลอื ก
ตงั้ ถน่ิ ฐานอาคารบา้ นเรอื นมกั อยหู่ า่ งกนั ตามสภาพพนื้ ท่ี เปา้ หมายของการ
สรา้ งกลองจงึ มเี พอื่ ไวส้ ำ� หรบั ชว่ ยเรอ่ื งการสอื่ สารแจง้ ขา่ ว เมอื่ เจา้ ของงาน
แจง้ กำ� หนดวนั จดั งานพธิ ตี า่ ง ๆ เชน่ พธิ เี ขา้ สหุ นตั พธิ แี ตง่ งาน โดยมกี ารตี
ประโคมเสมอื นเปน็ สญั ญาณบอกใหร้ วู้ า่ ขณะนถ้ี งึ วนั งานของตนแลว้ รวม
ถงึ เพอ่ื ใหก้ ารจดั งานมคี วามสนกุ สนานยง่ิ ขน้ึ ดว้ ย

16 ปลกุ จติ สำ�นกึ รว่ มอนรุ ักษ์ ส่งเสียงสืบสานศลิ ปวัฒนธรรมชายแดนใต้

ตอ่ มากลองทถ่ี กู สรา้ งขนึ้ มาจงึ ถกู เรยี กจนตดิ ปากคนทวั่ ไปจนถงึ
ทกุ วนั นวี้ า่ “บานอ” หรอื “บานอร”์ อนั ทท่ี ม่ี าจาก “โตะ๊ ลอื บา” ชอ่ื
“นอร”์ ซงึ่ เปน็ ผสู้ รา้ งกลองประเภทนข้ี น้ึ มานนั่ เอง
บ้างก็บอกเล่าสืบกันมาว่า กลองบานอเป็นกลองชนิดหน่ึง
เป็นศิลปะการแสดงที่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวไทยมุสลิมของจังหวัด
ชายแดนภาคใต้ และชาวมาเลเซยี ในรฐั กลนั ตนั และตรงั กานู โดยแรก
เรม่ิ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจากรฐั กลนั ตนั ประเทศมาเลเซยี “บานอ” เปน็ คำ� มา
จากภาษามาเลเซยี วา่ “รอื บานอ” เปน็ กลองขนาดใหญท่ พี่ ฒั นามาจาก
“กลองเดาะต”ุ๊ ซง่ึ เปน็ ของชาวนครเมกกะสมยั โบราณ ในอดตี ใชส้ ำ� หรบั
ตเี พอื่ นดั หมายหรอื สง่ สญั ญาณ จนถงึ ปจั จบุ นั ใชใ้ นการละเลน่ เพอื่ ความ
รน่ื เรงิ นยิ มกนั มากในแถบอำ� เภอสไุ หงโก-ลก อำ� เภอแวง้ อำ� เภอสไุ หงปาดี
จงั หวดั นราธวิ าส ซงึ่ นบั วนั จะยงิ่ หาชมไดย้ าก เพราะมกี ลมุ่ สบื ทอดการ
แสดงนอ้ ยลง กลมุ่ บานอบา้ นบาโงมาแย ตำ� บลสากอ อำ� เภอสไุ หงปาดี
จงั หวดั นราธวิ าส เปน็ หนง่ึ ในสองทมี ทยี่ งั คงสบื ทอดการแสดงกลองบาน
ออย่างต่อเนื่อง โดยได้จะได้รับเชิญไปแสดงเม่ือมีกิจกรรมส�ำคัญของ
ชมุ ชนตา่ ง ๆ เปน็ การสานความสมั พนั ธอ์ นั ดรี ะหวา่ งชมุ ชน และทสี่ ำ� คญั
มกี ารเปดิ โอกาสใหค้ นรนุ่ ใหมม่ าเรยี นรกู้ ารตกี ลองบานอ เพอ่ื สบื ทอดศลิ ป
วฒั นธรรมทเ่ี ปน็ เอกลกั ษณป์ ระจำ� ถน่ิ ใหค้ งอยคู่ ทู่ อ้ งถนิ่ ไปตราบนานเทา่ นาน
บางขอ้ มลู ระบอุ ยา่ งซอ่ นกงั วลวา่ ขณะนก้ี ลองบานอกำ� ลงั จะ
สญู หายไปหมดแลว้ เหลอื เพยี งคนเดยี วทย่ี งั เกบ็ ไวใ้ หล้ กู หลานชม คอื
กลองกรือโต๊ะบานอร์ที่มีชื่อว่า ดาวทอง บ้านยะหอ มี นายเลาะ ดา
โอะ๊ เปน็ ผจู้ ดั การทมี นายมะแอ หวั หนา้ ทมี และนายเลาะดาโอะ เปน็
ผคู้ วบคมุ ทมี โดยเกบ็ รกั ษาไว้ ณ บา้ นยะหอหมทู่ ี่ 3 ตำ� บลแมด่ ง อำ� เภอ
แวง้ จงั หวดั นราธวิ าส โดย นายสะมะแอ บนิ เจะ๊ แม ประธานกลมุ่ อนรุ กั ษ์
วฒั นธรรมเยาวชนบา้ นยะหอ เลา่ ใหฟ้ งั ในรายงานพเิ ศษของสำ� นกั ขา่ ว
กรมประชาสมั พนั ธว์ นั ท่ี 6 กนั ยายน 2564 วา่ ขณะนไี้ ดเ้ ปดิ สอนใหก้ บั

คูม่ อื เรยี นรศู้ ิลปวัฒนธรรมกลองบานอ 17

18 ปลุกจิตสำ�นกึ ร่วมอนุรกั ษ์ ส่งเสยี งสบื สานศิลปวฒั นธรรมชายแดนใต้

เดก็ ๆ และเยาวชนในหมบู่ า้ น มที งั้ ผหู้ ญงิ ผชู้ าย กวา่ 20 คน อายนุ อ้ ย
ทสี่ ดุ 8 ขวบ เรยี นทกุ วนั เสารแ์ ละวนั อาทติ ย์ หลงั เลกิ เรยี นตาดกี า โดยใช้
สถานทก่ี ลมุ่ อนรุ กั ษว์ ฒั นธรรมเยาวชนบา้ นยะหอ คณะดาวทอง
“สว่ นไหนทตี่ อ้ งการใหไ้ ปฝกึ สอน กพ็ รอ้ มจะเปน็ วทิ ยากรใหถ้ งึ
หมบู่ า้ น แตต่ อนนอี้ ยใู่ นชว่ งสถานการณก์ ารแพรร่ ะบาดของโรคโควดิ -19
จงึ หยดุ สอนชวั่ คราว” นายสะมะแอ บนิ เจะ๊ แม กลา่ ว

คู่มอื เรยี นร้ศู ิลปวัฒนธรรมกลองบานอ 19

บทท่ี 2

กลองบานอ : ข้อมลู ในเชิงวชิ าการ

กอ่ นจะเปน็ ศลิ ปะการแสดงทไ่ี ดร้ บั การยอมรบั เชน่ ทกุ วนั น้ี เดมิ
เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั กลองบานอเปน็ ทร่ี บั รกู้ นั ในวงสงั คมแคบ ๆ ระดบั ชาว
บา้ น ชมุ ชน หรอื ระดบั จงั หวดั เทา่ นนั้ ตอ่ มาดว้ ยลกั ษณะพเิ ศษทซี่ อ่ น
เรอื่ งราวนา่ สนใจทงั้ เชงิ ประวตั ศิ าสตร์ ชมุ ชน สงั คม หรอื ศลิ ปวฒั นธรรม
ทเี่ ปน็ เอกลกั ษณเ์ ฉพาะคขู่ นานระหวา่ งภาพของกลองคขู่ นานไปกบั เรอื่ ง
เลา่ ทำ� ใหก้ ลองบานอไดร้ บั ความสนใจจากนกั วชิ าการ นกั การศกึ ษา หรอื
ผสู้ นใจโดยทวั่ ไป มากขนึ้ มกี ารศกึ ษาคน้ ควา้ จากคำ� บอกเลา่ เอกสาร และ
การลงเกบ็ ขอ้ มลู จากพน้ื ทอี่ ยา่ งจรงิ จงั ตวั อยา่ งเชน่
ประพนธ์ เรอื งณรงค์ ปชู นยี บคุ คลภาษาไทย อาจารยแ์ ละนกั
วชิ าการ ไดศ้ กึ ษาเกยี่ วกบั การเลน่ บานอ และสรปุ วา่ บอนอเปน็ การละเลน่
ในทอ้ งถน่ิ มมี ากวา่ หนง่ึ รอ้ ยปี เรม่ิ แรกมโี ตะ๊ ลอื บาผหู้ นง่ึ ชอ่ื “นอ” ไดเ้ รม่ิ
คดิ สรา้ งขนึ้ มา โดยตดั ไมก้ ลม ๆ ทมี่ รี ขู า้ งใน เจาะตอ่ เตมิ ใหก้ วา้ งและยาว
ประมาณ 2 ฟตุ เอาหนงั ควายทร่ี ดี ขนออกหมดแลว้ ดเู รยี บบาง วางปดิ ปาก
ไมไ้ วแ้ ลว้ ขงึ ใหต้ งึ ใชเ้ ชอื กหวายมดั ตดี ว้ ยมอื จะมเี สยี งดงั กงั วานมาก การตี
บานอใชต้ ปี ระโคมในงานตา่ ง ๆ ใหร้ วู้ า่ มงี าน ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2490 จงึ
ไดเ้ รมิ่ มกี ารแขง่ ขนั

20 ปลกุ จติ ส�ำ นึกรว่ มอนรุ ักษ์ ส่งเสยี งสืบสานศิลปวัฒนธรรมชายแดนใต้

นเรศ ศรรี ตั น์ ศกึ ษาเกยี่ วกบั การละเลน่ บานอ สรปุ ไดว้ า่ บานอ
เปน็ เครอ่ื งดนตรปี ระเภทกลองชนดิ หนง่ึ ใชต้ ใี หจ้ งั หวะ นยิ มแขง่ ขนั กนั
ในหมชู่ าวไทยมสุ ลมิ ของจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ และชาวมาเลเซยี ของรฐั
กลนั ตนั และตรงั กานู มลี กั ษณะคลา้ ยรำ� มะนา เมอ่ื ตอ้ งการตจี ะตอ้ งวางบานอ
ขนานกบั พน้ื ตวั บานอทำ� ดว้ ยไมเ้ นอื้ แขง็ และใชห้ นงั ควายซง่ึ ฟอกและ
ตกแตง่ ใหเ้ หมาะสมหมุ้ แลว้ ทาสใี หส้ วยงาม
ศนู ยว์ ฒั นธรรมจงั หวดั นราธวิ าส ใหข้ อ้ มลู การละเลน่ บานอวา่
เปน็ การละเลน่ พน้ื บา้ นทม่ี มี านานเปน็ รอ้ ย ๆ ปี เรมิ่ แรกทโ่ี ตะ๊ ลอื บาชอื่
นอร์ คดิ สรา้ งกลองขน้ึ มาโดยกลงึ ไมใ้ หก้ ลม เจาะรภู ายในใหก้ ลวง กวา้ ง
ประมาณ 2 ฟตุ เอาหนงั ควายหรอื หนงั ววั ทฟี่ อกเอาขนออกเรยี บรอ้ ยแลว้
มาหมุ้ แลว้ ขงึ รดั ใหต้ งึ ดว้ ยหวาย เวลาตจี ะมเี สยี งดงั มาก ในสมยั เดมิ มเี ลน่
1 ใบ เลน่ คนเดยี ว ตอ่ มามกี ารสรา้ งจำ� นวนมาก เปน็ ชดุ คณะหนงึ่ ชดุ ละ
6-9 ใบ ตอ่ มาในปี พ.ศ. 2490 มกี ารจดั แขง่ ขนั ขนึ้ กำ� หนดใหม้ เี พยี ง 6 ใบ
มกี ารตบแตง่ สสี นั ของกลองใหส้ ดใสสวยงาม
อษุ ณยี ์ ธวุ โชติ อดตี วฒั นธรรมจงั หวดั นราธวิ าส เขยี นรายงานผล
การศกึ ษาเรอ่ื งการละเลน่ พน้ื บา้ น ศกึ ษากรณกี ารละเลน่ กรอื โตะ๊ และการ
ละเลน่ บานอ จงั หวดั นราธวิ าส พบวา่ ประวตั คิ วามเปน็ มาของการละเลน่
เปน็ การเลา่ สบื ตอ่ กนั มา เดมิ เมอ่ื เดก็ ๆ เลน่ ตะกรอ้ พวกผใู้ หญไ่ มม่ อี ะไร
ทจ่ี ะทำ� ใหเ้ กดิ ความเพลดิ เพลนิ จงึ ไดข้ ดุ หลมุ ขนาดลกึ 1 ฟตุ และเสน้ ผา่
ศนู ยก์ ลาง 1 ฟตุ แลว้ เอาเชอื กมาขงึ ปากหลมุ จนตงึ และใชไ้ มต้ เี ชอื กใหเ้ กดิ
เสยี ง ตอ่ มาจงึ ไดพ้ ฒั นามาทำ� กลองบานอ และใชไ้ มต้ ใี หเ้ กดิ เสยี งดงั
ในขณะทข่ี อ้ มลู จากสถาบนั การศกึ ษา เชน่ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั
ยะลา บอกเลา่ วา่ บานอเปน็ เครอ่ื งดนตรปี ระเภทกลองชนดิ หนง่ึ ทใี่ ชต้ ใี ห้
จงั หวะ นยิ มตแี ขง่ ขนั ในหมชู่ าวไทยมสุ ลมิ ของจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ และ
ชาวมาเลเซยี ของรฐั กลนั ตนั และตรงั กานู บานอมลี กั ษณะคลา้ ยรำ� มะนา
แตส่ ว่ นทเี่ ปน็ ลำ� ตวั มขี นาดยาวและเรยี วไปทางดา้ นหลงั มากกวา่ รำ� มะนา

คมู่ ือเรยี นรู้ศลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 21

ดา้ นหนง่ึ ซง่ึ หมุ้ ดว้ ยหนงั มเี สน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางประมาณ 1 1/2 ฟตุ ดา้ นหลงั
มขี อบซง่ึ ทำ� ดว้ ยหวายลำ� โต ๆ เพอื่ ใชต้ รงึ กบั เชอื กหรอื หวายซง่ึ ใชต้ รงึ หมุ้
หนงั และมลี ม่ิ ใหญแ่ ละยาวจำ� นวน 13 อนั ตอกเพอื่ ทำ� ใหห้ นงั ทหี่ มุ้ ตงึ และ
มลี ม่ิ เลก็ ๆ ตอกตรงึ ลม่ิ ใหญไ่ วด้ ว้ ย และลมิ่ ขนาดใหญแ่ ละยาวนใ้ี ชเ้ ปน็ ขา
ตง้ั ไดด้ ว้ ย และใชไ้ มซ้ งึ่ พนั ดา้ นปลายดว้ ยเชอื กหรอื ยางใหเ้ ปน็ ปมเหมอื นไม้
ตฆี อ้ ง สว่ นดา้ นทใี่ ชม้ อื จบั นท้ี ำ� เปน็ บว่ ง เพอื่ ใชค้ ลอ้ งมอื กนั ไมใ่ หห้ ลดุ จาก
มอื ในขณะทใ่ี ชต้ ี บานอจะตอ้ งทำ� ดว้ ยไมเ้ นอ้ื แขง็ ซง่ึ มนี ำ�้ หนกั มาก แลว้ ใช้
หนงั ควายซงึ่ ฟอกและตบแตง่ ใหเ้ หมาะสม หมุ้ แลว้ ทาสใี หส้ วยงามดว้ ยสี
ทฉี่ ดู ฉาด และเขยี นลวดลายเปน็ รปู ดอกไมต้ ามแตจ่ ะดสู วยงาม เนอื่ งจาก
บานอมนี ำ้� หนกั มาก จงึ ตอ้ งใชห้ ว่ งเหลก็ ตดิ ทด่ี า้ นบนเพอ่ื ใชส้ ำ� หรบั สอดไม้
ในการหามเมอ่ื ตอ้ งเคลอ่ื นยา้ ย

22 ปลุกจิตสำ�นกึ รว่ มอนรุ กั ษ์ ส่งเสยี งสืบสานศิลปวัฒนธรรมชายแดนใต้

ค่มู อื เรียนร้ศู ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 23

บทที่ 3

กอ่ นจะเปน็ “กลองบานอ”

จากปัจจัยทางภูมิศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติในจังหวัด
นราธวิ าสทมี่ ผี นื ปา่ อดุ สมบรู ณย์ ง่ิ มพี รรณไมน้ านาชนดิ ทง้ั ไมต้ ะเคยี นชนั
ตาแมว ไมส้ ยา ไมห้ ลมุ พอ ฯลฯ ทำ� ใหก้ ลายเปน็ ปจั จยั สำ� คญั สำ� หรบั นำ�
มาสรา้ งบา้ นเรอื น อปุ กรณเ์ ครอ่ื งมอื เครอื่ งใช้ หรอื แมก้ ระทง่ั การทำ� เรอื
กอและ
เชน่ เดยี วกนั กบั การทำ� “กลองบานอ” ทจี่ ำ� เปน็ ตอ้ งเลอื กใชว้ สั ดุ
ซง่ึ เปน็ ไมเ้ นอ้ื แขง็ ประเภท “ไมห้ ลมุ พอ” เปน็ องคป์ ระกอบหลกั โดยสว่ น
ใหญเ่ ปน็ ตน้ ไมข้ นาดใหญท่ หี่ กั หรอื โคน่ ลม้ เองตามธรรมชาติ ไมล้ กั ษณะ
นใ้ี นจงั หวดั นราธวิ าสมกั จะเจอมากในพน้ื ที่ อำ� เภอแวง้ อำ� เภอสไุ หงปาดี
หรอื อำ� เภอสคุ ริ นิ เขตรอยตอ่ เทอื กเขาสนั กาลาครี รี ะหวา่ งชายแดนไทย-
มาเลเซยี สว่ นเครอื่ งประกอบอนื่ ๆ ตอ้ งใช้ “หวาย” ทงั้ ขนาดใหญ่ ยาว
และหวายทม่ี ขี นาดเลก็ มาผสมผสานกนั ในการรดั ตวั กลอง ซง่ึ กม็ อี ยอู่ ยา่ ง
มากมายเชน่ เดยี วกนั
ประการส�ำคัญ ปรากฏเรื่องเล่าเกี่ยวกับรายละเอียดหรือขั้น
ตอนกอ่ นจะเปน็ กลองบานอสกั ลกู ไดน้ น้ั มอี งคป์ ระกอบทเ่ี กย่ี วขอ้ งอยู่
หลายประการ เชน่ เชอื่ วา่ ไมท้ เี่ อามาทำ� บานอมผี เี จา้ ไมส้ ถติ อยู่ ไมท้ นี่ ำ�
มาทำ� กลองบานอตอ้ งเปน็ ไมห้ ลมุ พอทถี่ กู ฟา้ ผา่ ยนื ตาย เพราะเชอ่ื วา่ ทำ� ให้
เสยี งดงั ดี กอ่ นเดนิ ทางไปแขง่ ขนั หมอตอ้ งทำ� พธิ บี วงสรวงเชญิ ผเี จา้ ไมใ้ ห้

24 ปลกุ จิตสำ�นกึ ร่วมอนุรักษ์ สง่ เสียงสบื สานศิลปวฒั นธรรมชายแดนใต้

มาประจำ� อยใู่ นกลอง นอกจากนหี้ มอยงั ใชข้ า้ วสารมาตำ� กบั ขมน้ิ เสกคาถา
เสรจ็ แลว้ เอาเกบ็ ไวก้ บั ตวั พอถงึ เวลาลงสนามแขง่ ขนั หมอจะนำ� ขา้ วสาร
ทตี่ ำ� กบั ขมนิ้ มาขดั กลอง เชอ่ื วา่ เปน็ การไลแ่ ละปอ้ งกนั เสนยี ดจญั ไรทฝ่ี า่ ย
ตรงขา้ มอาจจะกระทำ� ตอ่ ฝา่ ยตน
ส�ำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการท�ำกลองบานอ มีหลายประเภท
ดว้ ยกนั สว่ นใหญเ่ ปน็ เครอื่ งมอื ทชี่ าวบา้ นใชก้ นั เปน็ ปกตใิ นชวี ติ ประจำ� วนั
เปน็ การสรา้ งสรรคข์ นึ้ โดยใชภ้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถนิ่ ผลติ ขนึ้ มาเอง โดยเฉพาะคอ้ น
ไมส้ ำ� หรบั ตหี รอื เคาะซงึ่ มขี นาดแตกตา่ งกนั รวมถงึ คอ้ นเหลก็ ขวาน หรอื
มดี ชนดิ ตา่ ง ๆ โดยระยะเวลาในการผลติ กลองบานอ ใชเ้ วลาประมาณ 3
เดอื นตอ่ 1 ใบ

ค่มู ือเรียนรู้ศิลปวฒั นธรรมกลองบานอ 25

ขน้ั ตอน/วธิ กี ารทำ� กลองบานอ
ขน้ั ตอนการเตรยี มไม้
1. นำ� ไมท้ ไ่ี ดม้ าตดั เปน็ กอ้ น โดยวดั ขนาดใหพ้ อดกี บั ทต่ี อ้ งการ
2. ซอยเปลอื กไมอ้ อก พรอ้ มกบั ทำ� ใหเ้ ปน็ รปู ทรงกลม
3. นำ� ไมก้ ลบั มายงั สถานทที่ ำ� กลอง ใชข้ วานเซาะหรอื เจาะเนอ้ื
ไมข้ า้ งใน ทำ� เปน็ รู คดั เนอ้ื ไมใ้ หเ้ รยี บรอ้ ยทง้ั ภายในโพรงไมแ้ ละภายนอก
จากนน้ั แกะบนเนอ้ื ไมภ้ ายนอกใหเ้ ปน็ เสน้ รวมประมาณ 6 เสน้ เพอ่ื ไว้
สำ� หรบั รดั แผน่ หนงั ใหต้ ดิ กบั ตวั ไม้ เปน็ อนั วา่ เสรจ็ สมบรู ณใ์ นขน้ั ตอนนี้

26 ปลกุ จิตส�ำ นึกรว่ มอนรุ กั ษ์ ส่งเสยี งสืบสานศลิ ปวัฒนธรรมชายแดนใต้

ขน้ั ตอนการเตรยี มหวาย
1. นำ� หวายเสน้ เลก็ ทไ่ี ดม้ าจากปา่ ขงึ หรอื ดงึ ไวก้ บั ตน้ ไม้ เพอ่ื ให้
หวายมลี กั ษณะเปน็ เสน้ ตรง
2. หวายทด่ี ดั ใหเ้ ปน็ เสน้ ตรงแลว้ นำ� มาสอดในเครอื่ งมอื ทจ่ี ะทำ� ให้
หวายกลายเปน็ หวายเสน้ แบบ
3. หวายทมี่ ขี นาดใหญ่ นำ� มาดดั ใหเ้ ปน็ วงกลม
วธิ ที ำ� กลองบานอ
ตวั กลองซงึ่ ทำ� จากไมเ้ นอื้ แขง็ เชน่ ไมห้ ลมุ พอ ใชว้ ธิ นี ำ� ไมต้ รงโคน
ตน้ มาตดั เปน็ ทอ่ น ความยาวประมาณ 2 ฟตุ เจาะตรงกลางใหก้ ลวงทะลุ
ถงึ กนั ทงั้ หวั -ทา้ ย โดยมคี วามกวา้ งของหนา้ กลอง เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางประมาณ
24 นว้ิ (วงในสดุ ของหนา้ กลองใชส้ ำ� หรบั ตมี คี วามกวา้ ง 18 นว้ิ ขอบกลอง
ถดั ออกไปมคี วามกวา้ ง 4 นว้ิ และขอบกลองนอกสดุ มคี วามกวา้ ง 2 นวิ้ )
และเสน้ รอบวงหนา้ กลองประมาณ 50 นวิ้ ตวั กลองมลี กั ษณะเรยี วไปทาง
ดา้ นหลงั หลงั กลองมเี สน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางประมาณ 17 นว้ิ

คู่มอื เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมกลองบานอ 27

หนงั ทใี่ ชใ้ นการหมุ้ กลอง
1. ใชห้ นงั ควายจำ� นวน 2 ตวั ตอ่ กลองบานอ 1 ใบ กอ่ นนำ� หนงั
ควายมาประกอบ ตอ้ งนำ� ไปแชน่ ำ้� กอ่ น เพอื่ ใหห้ นงั นมิ่
2. จากนน้ั นำ� ไปตากแดดเพอื่ ใหห้ นงั ตงึ แลว้ จงึ เจาะรรู อบ ๆ หนงั
ขงึ ดว้ ยหวายขอ้ ดำ� กบั ตวั กลอง
3. นำ� หนงั ควาย (แผน่ แรก) ทยี่ ดื หยนุ่ แลว้ มาหมุ้ ไมห้ ลมุ พอ มดั
ดว้ ยเชอื ก ทงิ้ ไวป้ ระมาณ 1 สปั ดาห์ เพอ่ื ใหห้ นงั ควายมรี ปู ทรงตามไม้
หลมุ พอทเี่ ตรยี มไว้
4. เมื่อหนังควายแผ่นแรกได้รปู ทรงตามทต่ี ้องการแล้ว นำ� มีด
ปลายแหลมมาตดั ขอบหนงั ควายออกใหเ้ หลอื ขนาดหนา้ กลอง
5. นำ� หนงั ควายแผน่ ทสี่ องมาทบั บนหนงั ควายแผน่ แรก
6. นำ� ตะปเู จาะรมู าเจาะรอบขอบหนงั ควาย โดยแตล่ ะรมู รี ะยะ
หา่ งประมาณ 1 นวิ้ แลว้ ทงิ้ ไวป้ ระมาณ 2-3 วนั
7. นำ� หนงั ควายไปแชน่ ำ�้ เพอ่ื ใหห้ นงั นม่ิ ทงิ้ ไว้ 1 คนื
8. นำ� หนงั ควายขา้ งตน้ มาคลงึ ใหต้ งึ กบั ไมห้ ลมุ พอ โดยใชห้ วาย
ขนาดกลางยดึ ไวด้ า้ นใน แลว้ ขงึ ใหต้ งึ ทงิ้ ไวป้ ระมาณ 1 สปั ดาห์
9. แกะหวายทดลองทง้ิ แลว้ นำ� ไมม้ าเสยี บแทนทเ่ี พอ่ื รกั ษาใหห้ นา้
กลองอยตู่ วั
10. แกะไมท้ เี่ สยี บรอู อก แลว้ นำ� หวายทเี่ หลาเสรจ็ แลว้ มารอ้ ยยดึ
กบั ตวั กลอง
11. นำ� ไมส้ ำ� หรบั ปรบั เสยี งมาเสยี บตามชอ่ งดา้ นหนงั ตวั กลอง โดย
เวน้ ระยะหา่ งเทา่ ๆ กนั
12. เมอื่ เสยี บไมป้ รบั เสยี งครบทกุ ชอ่ งแลว้ นำ� ผา้ เปยี กมาวางบน
ชายหนงั ควายใหเ้ กดิ ความนม่ิ งา่ ยตอ่ การตดั ออก
13. เมอ่ื ประกอบชน้ิ สว่ นเสรจ็ แลว้ ทาสกี ลองใหม้ สี สี นั สะดดุ ตา

28 ปลุกจติ ส�ำ นึกร่วมอนรุ ักษ์ สง่ เสียงสบื สานศิลปวัฒนธรรมชายแดนใต้

ค่มู อื เรียนร้ศู ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 29

ลกั ษณะกลองบานอทเี่ สรจ็ สมบรู ณ์
กลองบานอทเี่ สรจ็ สมบรู ณ์ ดา้ นหลงั กลองจะมลี ม่ิ ไมข้ นาดใหญซ่ งึ่
เปน็ ไมเ้ นอื้ แขง็ มกั ทำ� จากไมต้ น้ ลางสาด ยน่ื ออกมาทงั้ หมด 17 อนั ลมิ่ ไมแ้ ตล่ ะ
อนั มคี วามยาวประมาณ 20 นวิ้ ไวส้ ำ� หรบั การปรบั แตง่ เสยี งกลองโดยใชค้ อ้ น
ไมข้ นาดใหญต่ อกลม่ิ เพอ่ื ปรบั แตง่ เสยี ง และลมิ่ ไมท้ ง้ั 17 อนั นจ้ี ะใชเ้ ปน็ ขาตงั้
กลองบานอไปในตวั ดว้ ย สว่ นขาตง้ั ดา้ นหนา้ จะแยกตา่ งหากจากตวั กลอง มี
ความสงู ประมาณ 15 นว้ิ นอกจากนยี้ งั มหี ว่ งสำ� หรบั ใชไ้ มส้ อดและใชแ้ รงคน
2 คน หามไมส้ อดคนละดา้ นเพอื่ เคลอ่ื นยา้ ยกลอง
ขน้ั ตอนการทำ� ไมต้ กี ลองบานอ
นอกจากตวั กลองแลว้ วธิ ตี กี ลองบานอยงั ตอ้ งใชไ้ มต้ ซี งึ่ ทำ� มาจาก
ไมเ้ นอ้ื แขง็ ความยาวประมาณ 1 ฟตุ หวั ไมต้ กี ลองจะพนั ดว้ ยยางพาราเพอื่
ทำ� ใหเ้ กดิ การกระดอนขณะน้ี จากนนั้ ใชเ้ ชอื กไนลอนหมุ้ ทบั อกี ชนั้ หนงึ่
ท้ังนี้ รายละเอียดของการท�ำกลองบานอ อาจจะแตกต่างกันไป
ตามผทู้ ำ� แตล่ ะราย ทง้ั เรอื่ งของการใชไ้ ม้ หวาน หนงั หมุ้ กลอง หรอื การทำ� ไม้
ตกี ลองบานอ รวมถงึ การใชส้ หี รอื ลวดลายทม่ี เี อกลกั ษณเ์ ฉพาะตวั เฉพาะกลมุ่

30 ปลกุ จติ ส�ำ นึกรว่ มอนรุ ักษ์ ส่งเสียงสืบสานศลิ ปวัฒนธรรมชายแดนใต้

ค่มู อื เรียนร้ศู ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 31

บทที่ 4

วิธีการเลน่ เป้าหมาย และคุณคา่

สงิ่ สำ� คญั ประการหนงึ่ ทท่ี ำ� ใหศ้ ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ ยงั คงเปน็
ทน่ี ยิ มกนั ในบางกลมุ่ หรอื บางชมุ ชน และพรอ้ มจะปลกุ จติ สำ� นกึ รว่ มอนรุ กั ษ์
สืบสานกันต่อไป ด้านหนึ่งเป็นเพราะเป็นการละเล่นพ้ืนบ้านท่ีถูกสืบทอด
กนั มานบั รอ้ ยปี ผา่ นวธิ กี ารเลน่ ทคี่ ดิ คน้ สรา้ งสรรคโ์ ดยชาวบา้ นดว้ ยกนั เอง
ประกอบกบั มเี ปา้ หมายการละเลน่ ทก่ี อ่ อรรถประโยชนต์ อ่ บคุ คลและสงั คม
สว่ นรวม รวมถงึ การซอ่ นคณุ คา่ และประโยชนไ์ วม้ ากมายในแตล่ ะขน้ั ตอน
นบั ตง้ั แตก่ ารคดิ การสรา้ ง การตี การละเลน่ หรอื การแขง่ ขนั โดยเฉพาะสง่ิ
เนน้ ยำ้� ในเรอื่ งของความรกั และสามคั คขี องผคู้ นในสงั คม
ขนั้ ตอนและวธิ กี ารเลน่
1. เตรยี มอปุ กรณใ์ นการละเลน่ ไดแ้ ก่ กลองบานอ ไมต้ กี ลอง โดย
บานอ 1 ทมี จะมกี ลองบานอ 6 ตวั (เดมิ จำ� นวนกลอง 7 ตวั แตเ่ นอ่ื งจากไม้
ทำ� กลองหายาก ปจั จบุ นั จงึ ลดจำ� นวนกลองเปน็ 6 ตวั )
2. ปรบั แตง่ เสยี งกลองโดยใชค้ อ้ นไมข้ นาดใหญป่ รบั แตง่ ลม่ิ ไมด้ า้ น
หลงั กลอง
ใชเ้ วลาตี 3 รอบ 1 รอบใชเ้ วลา 5 นาที
ชว่ งเวลาในการเลน่ นยิ มเลน่ กนั ตอนกลางคนื

32 ปลุกจิตสำ�นึกร่วมอนุรกั ษ์ ส่งเสยี งสืบสานศิลปวัฒนธรรมชายแดนใต้

ค่มู อื เรียนร้ศู ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 33

3. จำ� นวนผเู้ ลน่
กลองบานอ 1 ใบ จะใชผ้ ตู้ จี ำ� นวน 2 คน ดงั นน้ั กลองบานอ
1 ทมี มกี ลองบานอ 6 ใบ ใชผ้ ตู้ ที ง้ั หมด 12 คน เปน็ ผตู้ นี ำ� 1 คน ผตู้ ขี ดั จงั หวะ
1 คน และผตู้ ตี าม 10 คน
รายละเอยี ดการแขง่ ขนั
วธิ กี ารและเกณฑก์ ารตดั สนิ ทมี ทแี่ ขง่ ขนั จะตกี ลองทมี ละ 3 รอบ รอบ
ละ 5 นาที ตสี ลบั กนั ทงั้ 2 ทมี แตล่ ะทมี สามารถปรบั แตง่ เสยี งกลองทมี ของตน
เพอื่ ใหเ้ สยี งดงั กอ้ งกงั วานและเสยี งดกี วา่ อกี ฝา่ ยหนงึ่ และในรอบท่ี 4 ตพี รอ้ ม
กนั ทงั้ 2 ทมี หากทมี ใดรตู้ วั วา่ สไู้ มไ่ ดก้ ว็ างไมย้ อมแพ้ เรอ่ื งกรรมการตดั สนิ ทง้ั
ผฟู้ งั และผเู้ ลน่ จะทำ� หนา้ ทเ่ี ปน็ กรรมการตดั สนิ กนั เอง หากทมี ใดรตู้ วั วา่ สไู้ มไ่ ด้
กว็ างไมย้ อมแพ้ สว่ นรางวลั ในการแขง่ ขนั มกั เปน็ เงนิ รางวลั
เปา้ หมายและคณุ คา่
แมจ้ ะเปน็ การแสดงพนื้ บา้ นแบบงา่ ย ๆ หากทวา่ การแขง่ ขนั กลองบา
นอ ไดแ้ ฝงเปา้ หมายและคณุ คา่ ไวห้ ลายประการ เชน่
1. รจู้ กั แพ้ รจู้ กั ชนะ เพราะผเู้ ลน่ ผฟู้ งั ตดั สนิ กนั เอง โดยหากทมี ใด
รตู้ วั วา่ เสยี งกลองทต่ี สี อู้ กี ฝา่ ยไมไ่ ด้ กว็ างไมย้ อมรบั ความพา่ ยแพ้
2. เปน็ การฝกึ เกลาจติ ใจ ใหผ้ เู้ ลน่ มจี ติ ใจเยน็ มคี วามละเอยี ดถถี่ ว้ น ซง่ึ
เปน็ ผลทไี่ ดจ้ ากการปรบั แตง่ เสยี งบานอในทมี เพอื่ ใหไ้ ดโ้ ทนเสยี งตามตอ้ งการ
3. ความสามคั คี เพราะการละเลน่ บานอจะเลน่ เปน็ ทมี 1 ทมี มผี เู้ ลน่
12 คน และมผี เู้ ลน่ สำ� รองอกี จำ� นวนหนงึ่ ผเู้ ลน่ ตอ้ งมคี วามสามคั คจี งึ จะสามารถ
เลน่ ไดพ้ รอ้ มเพรยี ง
4. ความสนกุ สนาน เพลดิ เพลนิ
5. สขุ ภาพทด่ี ี เพราะเปน็ การออกกำ� ลงั

34 ปลุกจิตส�ำ นึกรว่ มอนรุ กั ษ์ สง่ เสยี งสบื สานศลิ ปวฒั นธรรมชายแดนใต้

ค่มู อื เรียนร้ศู ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 35

บทที่ 5

ผรู้ ่วมอนรุ กั ษส์ ืบสานภูมิปญั ญาทอ้ งถ่ิน

ปจั จบุ นั ความนยิ มใชก้ ลองบานอเปน็ สญั ญาณกำ� ลงั เสอ่ื มความ
นยิ มลงไป เนอื่ งจากความเจรญิ ของเทคโนโลยกี ารสอ่ื สารทท่ี ำ� ใหก้ ารตดิ ตอ่
ดว้ ยวธิ ตี า่ ง ๆ ทำ� ไดร้ วดเรว็ กลองบานอจงึ คอ่ ย ๆ เลอื นรางไป คงมใี หเ้ หน็
แตเ่ พยี งในจงั หวดั นราธวิ าส ไดแ้ ก่ อำ� เภอสไุ หงโก-ลก อำ� เภอแวง้ อำ� เภอ
สไุ หงปาดี
ศลิ ปวฒั นธรรมพน้ื บ้านทรงคุณค่าในพ้นื ท่จี ังหวัดชายแดนภาค
ใตอ้ ยา่ ง “กลองบานอ” เปน็ การแสดงทห่ี าชมไดย้ ากและงดงาม ทงั้ ยงั ได้
สมั ผสั ไดถ้ งึ หวั ใจของผคู้ นชายแดนใตท้ ไ่ี ดห้ ลอ่ หลอมความรกั ความเขา้ ใจ
ความสามคั คี และผสานความแตกตา่ งทางวฒั นธรรมใหเ้ ปน็ เนอื้ เดยี วกนั
อยา่ งกลมกลนื
ในเรื่องการถ่ายทอดและการสืบสาน เป็นเร่ืองน่ายินดีว่า ทาง
สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั นราธวิ าส ในฐานะทเี่ ปน็ องคก์ รดำ� เนนิ งานดา้ น
ศาสนา ศลิ ปะ และวฒั นธรรม มพี นั ธกจิ ตามแผนแมบ่ ทวฒั นธรรมแหง่ ชาติ
ในการอปุ ถมั ภ์ คมุ้ ครอง และสง่ เสรมิ ศาสนา ศลิ ปะ วฒั นธรรมของชาติ และ
ความหลากหลายทางวฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ ใหค้ งอยอู่ ยา่ งมน่ั คง จงึ ไดต้ ระหนกั
ถงึ การอนรุ กั ษ์สบื สานเผยแพรม่ รดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม“กลองบานอ”
โดยใหป้ ระชาชนในทอ้ งถน่ิ มสี ว่ นรว่ มในการอนรุ กั ษ์ สบื สาน เผยแพร่ เพอื่
สรา้ งความภาคภมู ใิ จและสรา้ งชมุ ชนวฒั นธรรม นำ� ไปสชู่ มุ ชนเขม้ แขง็ ดา้ น

36 ปลกุ จติ สำ�นึกรว่ มอนุรักษ์ สง่ เสียงสบื สานศิลปวฒั นธรรมชายแดนใต้

วฒั นธรรม จงึ ไดจ้ ดั ใหม้ โี ครงการฟน้ื ฟภู มู ปิ ญั ญามรดกวฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ
“กลองบานอ” อำ� เภอแวง้ จงั หวดั นราธวิ าส ขน้ึ เพอ่ื สง่ เสรมิ ใหเ้ กดิ เครอื ขา่ ย
ในการสบื สาน อนรุ กั ษ์ ศลิ ปวฒั นธรรมและภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ เพอ่ื สง่ เสรมิ ให้
ประชาชนมสี ว่ นรว่ มในการสรา้ งชมุ ชนวฒั นธรรม นำ� ไปสชู่ มุ ชนเขม้ แขง็ ดา้ น
วฒั นธรรม และเพอื่ ถา่ ยทอด สบื สาน องคค์ วามรภู้ มู ปิ ญั ญาทอ้ งถน่ิ ใหค้ งอยู่
ทงั้ นี้ ไดม้ กี ารประกาศใหค้ ณุ คา่ แกบ่ คุ คลประเภทภมู ปิ ญั ญาทอ้ ง
ถนิ่ ดา้ นศลิ ปะการแสดงและดนตรี ทเี่ กย่ี วขอ้ งสมั พนั ธโ์ ดยตรงกบั “กลอง
บานอ” จำ� นวน 3 ทา่ น ประกอบดว้ ย

ค่มู ือเรยี นรู้ศิลปวัฒนธรรมกลองบานอ 37

นายสดู นิ ดอเลาะ

ชาวบา้ น “บา้ นยะหอ” ปจั จบุ นั อยบู่ า้ นเลขท่ี 7/1 หมทู่ ี่ 3 ตำ� บล
แมด่ ง อำ� เภอแวง้ จงั หวดั นราธวิ าส
ประสบการณก์ ารทำ� งาน เคยทำ� บานอทบี่ า้ นแมด่ ง
แนวคิดและอุดมคติ การสร้างกลองบานอถือได้ว่า
เปน็ การสบื ทอดใหแ้ กเ่ ยาวชนรนุ่ หลงั ไดช้ ม ทำ� ใหไ้ มล่ มื วฒั นธรรมของชมุ ชน
เปน็ การสรา้ งมติ รภาพกบั คนในหมบู่ า้ น และฟน้ื ฟวู ฒั นธรรมใหค้ งอยตู่ อ่ ไป
องคค์ วามรขู้ องภมู ปิ ญั ญา เปน็ การสบื ทอดจากคนสมยั
กอ่ นทที่ ำ� ใหล้ กู หลานไดเ้ ลน่ ไดช้ ม
การน�ำความรู้ไปใช้ประโยชน์ น�ำความรู้ท่ีมีไปสอน
เยาวชนใหร้ จู้ กั การละเลน่ น้ี เมอ่ื ไดย้ นิ เสยี งบานอ เปน็ สงิ่ ทบ่ี ง่ บอกวา่ ทน่ี ม่ี ี
งานเลย้ี ง และถอื ไดว้ า่ เปน็ การสรา้ งมติ รภาพกบั ชมุ ชนอกี ดว้ ย
การถา่ ยทอดความรู้ มกี ารสอนและสาธติ การทำ� บานอ
ใหแ้ กผ่ ทู้ ส่ี นใจในการทำ� บานอ ณ ทท่ี ำ� การผใู้ หญบ่ า้ น (ยะหอ) และยงั มกี าร
สอนตบี านออกี ดว้ ย
การไดร้ บั การยกยอ่ งเชดิ ชเู กยี รติ ไดร้ บั การเคารพนบั ถอื
จากคนในหมบู่ า้ น เพราะเปน็ คนเกา่ แก่ และเปน็ ผทู้ ถี่ า่ ยทอดความรกู้ ารทำ�
บานอซง่ึ เปน็ วฒั นธรรมทใ่ี กลจ้ ะสญู หายแลว้

38 ปลุกจติ ส�ำ นึกร่วมอนุรกั ษ์ ส่งเสียงสบื สานศลิ ปวัฒนธรรมชายแดนใต้

นายยายิ มะตาแฮ

ชาวบา้ น “บา้ นยะหอ” ปจั จบุ นั อยบู่ า้ นเลขท่ี 32/1 หมทู่ ่ี 3 ตำ� บล
แมด่ ง อำ� เภอแวง้ จงั หวดั นราธวิ าส
แนวคดิ และอดุ มคติ การสรา้ งบานอนถี้ อื ไดว้ า่ เปน็ การ
สบื ทอดใหแ้ กเ่ ยาวชนรนุ่ หลงั ไดช้ ม ทำ� ใหพ้ วกเราไมล่ มื วฒั นธรรมของเรา
เปน็ การสรา้ งมติ รภาพกบั คนในหมบู่ า้ น และยงั เปน็ การฟน้ื ฟวู ฒั นธรรมให้
คงอยกู่ บั เราตอ่ ไป
องคค์ วามรขู้ องภมู ปิ ญั ญา เปน็ การสบื ทอดจากคนสมยั
กอ่ นทที่ ำ� ใหล้ กู หลานไดเ้ ลน่ ไดช้ ม
การนำ� ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ นำ� ความรทู้ ม่ี นี ำ� ไปสอน
เยาวชนใหร้ จู้ กั การละเลน่ น้ี เมอ่ื ไดย้ นิ เสยี งบานอ เปน็ สงิ่ ทบ่ี ง่ บอกวา่ ทนี่ ม่ี ี
งานเลย้ี ง และถอื ไดว้ า่ เปน็ การสรา้ งมติ รภาพกบั ชมุ ชนของเราอกี ดว้ ย
การถา่ ยทอดความรู้ มกี ารสอบและสาธติ การทำ� บานอ
ใหแ้ กผ่ ทู้ ส่ี นใจในการทำ� บานอ ณ ทที่ ำ� การผใู้ หญบ่ า้ น (ยะหอ) และยงั มกี าร
สอนตบี านออกี ดว้ ย
การไดร้ บั การยกยอ่ งเชดิ ชเู กยี รติ ไดร้ บั การเคารพนบั ถอื
จากคนในหมบู่ า้ น เพราะเปน็ คนเกา่ แก่ และเปน็ ผทู้ ถ่ี า่ ยทอดความรกู้ ารทำ�
บานอซง่ึ เปน็ วฒั นธรรมทใี่ กลจ้ ะสญู หายแลว้

คู่มอื เรยี นรศู้ ิลปวฒั นธรรมกลองบานอ 39

นายยะปา มะแซ

ชาวบา้ น “บา้ นยะหอ” ปจั จบุ นั อยบู่ า้ นเลขท่ี 20 หมทู่ ่ี 3 ตำ� บล
แมด่ ง อำ� เภอแวง้ จงั หวดั นราธวิ าส
แนวคดิ และอดุ มคติ การสรา้ งบานอนถี้ อื ไดว้ า่ เปน็ การ
สบื ทอดใหแ้ กเ่ ยาวชนรนุ่ หลงั ไดช้ ม ทำ� ใหพ้ วกเราไมล่ มื วฒั นธรรมของเรา
เปน็ การสรา้ งมติ รภาพกบั คนในหมบู่ า้ น และยงั เปน็ การฟน้ื ฟวู ฒั นธรรมให้
คงอยกู่ บั เราตอ่ ไป
องคค์ วามรขู้ องภมู ปิ ญั ญา เปน็ การสบื ทอดจากคนสมยั
กอ่ นทที่ ำ� ใหล้ กู หลานไดเ้ ลน่ ไดช้ ม
การนำ� ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ นำ� ความรทู้ ม่ี นี ำ� ไปสอน
เยาวชนใหร้ จู้ กั การละเลน่ น้ี เมอื่ ไดย้ นิ เสยี งบานอ เปน็ สง่ิ ทบ่ี ง่ บอกวา่ ทน่ี ม่ี ี
งานเลยี้ ง และถอื ไดว้ า่ เปน็ การสรา้ งมติ รภาพกบั ชมุ ชนของเราอกี ดว้ ย
การถา่ ยทอดความรู้ มกี ารสอบและสาธติ การทำ� บานอ
ใหแ้ กผ่ ทู้ ส่ี นใจในการทำ� บานอ ณ ทที่ ำ� การผใู้ หญบ่ า้ น (ยะหอ) และยงั มกี าร
สอนตบี านออกี ดว้ ย
การไดร้ บั การยกยอ่ งเชดิ ชเู กยี รติ ไดร้ บั การเคารพนบั ถอื
จากคนในหมบู่ า้ น เพราะเปน็ คนเกา่ แก่ และเปน็ ผทู้ ถี่ า่ ยทอดความรกู้ ารทำ�
บานอซง่ึ เปน็ วฒั นธรรมทใ่ี กลจ้ ะสญู หายแลว้

40 ปลกุ จิตสำ�นกึ รว่ มอนุรักษ์ สง่ เสยี งสืบสานศิลปวฒั นธรรมชายแดนใต้

ค่มู อื เรียนร้ศู ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 41

บทที่ 6

เสยี งของความหวัง อยา่ ใหส้ นิ้ เสยี งกลอง

ผา่ นมาหลายชวั่ อายคุ น ทกุ วนั นเี้ สยี งของกลองบานออาจจะแผว่
โผยโรยแรงลงไปมาก ดว้ ยบรบิ ทแวดลอ้ มทางสงั คมเปลยี่ นแปลงไป หาก
ทวา่ ยงั คงมอี กี จำ� นวนหนงึ่ ทยี่ งั คงยดึ มนั่ พรอ้ มทมุ่ เทหวั ใจใหก้ บั การสบื สาน
อนรุ กั ษภ์ มู ปิ ญั ญาพนื้ ถน่ิ การแสดงพน้ื บา้ นใหค้ งอยสู่ บื ไป
“บานอ” เปรยี บเสมอื นเสยี งของความหวงั ทย่ี งั คงกอ้ งกงั วานไป
ไกล หลายคนหลายฝา่ ยตา่ งรว่ มมอื กนั พยายามหาทางตอ่ ลมหายใจโดยใช้
ทกุ วถิ ที าง เพยี งภาวนาวา่ ณ ผนื แผน่ ดนิ อนั เปน็ ทรี่ กั ขออยา่ ใหต้ อ้ งสนิ้ เสยี ง
กลองบานอ การละเลน่ ทปี่ รากฏอยใู่ นจงั หวดั นราธวิ าสหนง่ึ เดยี วเทา่ นน้ั
“การสรา้ งกลองบานอถอื ไดว้ า่ เปน็ การสบื ทอดรกั ษาภมู ปิ ญั ญา
มรดกทางวฒั นธรรมพนื้ ถน่ิ ของเราใหย้ งั คงอยู่การไดอ้ ยกู่ บั เสยี งกลองบานอ
มคี วามสขุ มาก ทกุ ครงั้ ทไี่ ดย้ นิ เสยี งกลอง เหมอื นเสยี งพรของพระเจา้ ทำ� ให้
พวกเราไมล่ มื วฒั นธรรมของเรา ขอเพยี งแคม่ คี นสนใจมาทำ� หรอื มาตกี ลอง
บานอ พรอ้ มทจ่ี ะถา่ ยทอดและสานตอ่ เทา่ ทย่ี งั มแี รง และมลี มหายใจ ขอ
ใหย้ งั ไดย้ นิ เสยี งกลองบานอดงั กงั วาน เพอ่ื ใหว้ ฒั นธรรมคงอยกู่ บั เราตอ่ ไป
เมอ่ื กอ่ นเราฝกึ ทำ� ตามผใู้ หญ่ ทำ� กบั พอ่ และทมี งานไมก่ คี่ น ตอนนน้ั อายุ 14
ปยี งั เดก็ มาก ปจั จบุ นั รว่ มกนั ทำ� หลายคน รสู้ กึ สนกุ กวา่ เมอ่ื กอ่ น ผนู้ ำ� ชมุ ชนก็
ชวนคนรนุ่ ใหมม่ ารว่ มกนั เปน็ การสง่ เสรมิ เดก็ วยั รนุ่ ใหอ้ นรุ กั ษ์ เลน่ กนั หลาย
คน กลอง 7 ใบ คนตี 14 คน สลบั กนั ต”ี

นายสดู นิ ดอเลาะ ครศู ลิ ปข์ องแผน่ ดนิ 2560

42 ปลุกจติ ส�ำ นึกร่วมอนรุ ักษ์ สง่ เสยี งสืบสานศลิ ปวฒั นธรรมชายแดนใต้

“ถอื วา่ เปน็ การสบื ทอดมาจากบรรพบรุ ษุ แตก่ อ่ นตอนเราอายุ
40 ปี กอ่ นจะแตง่ งาน เขาจะพาไปดแู ละทำ� กระบวนการตา่ ง ๆ เลยทำ� ได้
สมยั นนั้ เปน็ การรว่ มมอื รว่ มแรงมาจากคนในชมุ ชนตำ� บลน้ี ไปเอาไมม้ าทำ�
ไดร้ บั การสบื ทอดจากบรรพบรุ ษุ ทำ� มาราว 20 ปมี าแลว้ ในตำ� บลแมด่ งมี
อยสู่ องที่ คอื ตำ� บลแมด่ ง และตำ� บลบาและ สมยั กอ่ นเปน็ การแสดงในพธิ ี
เชน่ พธิ งี านแตง่ เปน็ การแสดงโชวป์ ระชนั เสยี งกนั และใชแ้ สดงในพธิ เี ปดิ
ตา่ ง ๆ หรอื เชญิ ไปแสดงโชวท์ โ่ี รงเรยี น สมยั นม้ี กี ารสอนเยาวชนรนุ่ ใหมใ่ ห้
สบื ทอดตอ่ ไปอกี ดว้ ย”

นายยายิ มะดาแฮ ปราชญช์ าวบา้ น (บานอ)

“ในนามของเยาวชนของหมู่บ้านบ้านยะหอ จะบอกว่าใน 43
นราธวิ าสซง่ึ มขี องโบราณมากมาย แตท่ ส่ี ำ� คญั มากชนิ้ หนงึ่ เปน็ มรดกของ
จงั หวดั นราธวิ าส คอื กลองบานอ ถา้ พดู ถงึ กลองบานอ กน็ กึ ถงึ ทน่ี ่ี ไดเ้ รยี น
รกู้ ารทำ� กลองบานอ ตอ่ ไปเราจะไดส้ บื ทอดใหค้ นรนุ่ ใหม่ ๆ ถงึ วธิ กี ารทำ�
กลองวา่ ทำ� อยา่ งไร เยาวชนรว่ มกนั ทำ� เรยี นรไู้ ปดว้ ยกนั หาไม้ หาหวายรว่ ม
กนั สรา้ งความสามคั ครี ะหวา่ งเยาวชนในชมุ ชน แคม่ กี ลองบานอกส็ ามารถ
สรา้ งสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเยาวชนในชมุ ชนไดใ้ นบา้ นผใู้ หญบ่ า้ นของพวกเรา”

นายไซฟดู นิ อาแด เยาวชนอำ� เภอแวง้ จงั หวดั นราธวิ าส

คมู่ อื เรียนรศู้ ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ

“กลองบานอในประเทศไทย เวลานมี้ เี ฉพาะทอ่ี ำ� เภอแวง้ และ
อำ� เภอรอยตอ่ คอื เขตสไุ หงปาด ี วฒั นธรรมบานอหรอื กรอื โตะ๊ เปน็ วฒั นธรรม
ทมี่ จี ำ� กดั เฉพาะพน้ื ที่ เปน็ วฒั นธรรมรว่ มของคนมลายทู อี่ าศยั อยบู่ รเิ วณ
รัฐกลันตันของมาเลเซีย ซ่ึงจากแว้งไปไม่ถึง 20 กิโลเมตรก็ถึงชายแดน
แลว้ กลองบานอพบเฉพาะพนื้ ทบี่ รเิ วณน้ี เรยี กวา่ เปน็ วฒั นธรรมรว่ มกนั
เหมือนหมอลำ� ในอีสานและฝัง่ ลาว เป็นวัฒนธรรมรว่ มที่ไมม่ เี ขตแดนมา
แบง่ กน้ั เพราะสงิ่ เหลา่ นเี้ กดิ กอ่ นทจี่ ะมกี ารแบง่ เขตประเทศไทย-มาเลเซยี
หรอื ไทย-ลาว เรยี กวา่ มมี านาน ดงั นน้ั การทเี่ ราจะบอกวา่ เปน็ ของใคร ผม
มองว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมมากกว่าระหว่างคนมลายูที่น่ีและคนมลายูฝั่ง
มาเลเซยี รฐั กลนั ตนั ทอ่ี ยใู่ กล้ ๆ รากของวฒั นธรรมบานอ ไมใ่ ชว่ งดนตรี
แตเ่ ปน็ การตกี ลองสง่ สญั ญาณ เพราะ 1.สมยั กอ่ นเราจะพบกลองลกั ษณะ
นเ้ี ฉพาะหมบู่ า้ นทอี่ ยใู่ กลภ้ เู ขา เพราะวา่ ไมต้ อ้ งลากมาจากภเู ขา ไมห้ ลมุ พอ
ไมต้ ะเคยี น 2.ตอ้ งเปน็ พนื้ ทท่ี มี่ กี ารทำ� ปศสุ ตั ว์ อยา่ งเชน่ การเลย้ี งววั เพราะน่ี
คอื การสง่ สญั ญาณ เหมอื นกนั ทงั้ ฝง่ั ไทยและมาเลเซยี หรอื เปน็ การแจง้ เหตุ
เชน่ นำ้� ปา่ จะลง ตอ่ มาจงึ มวี วิ ฒั นาการจนมาเปน็ การละเลน่ เปน็ เครอื่ งดนตรี
ชนดิ หนง่ึ เมอ่ื กอ่ นตง้ั แตจ่ ำ� ความได้ จำ� ไดว้ า่ วงลกั ษณะนตี้ อ้ งเลน่ คู่ เลน่ วง
เดยี วไมไ่ ด้ เหมอื นจะเหงา ตอ้ งเลน่ อยา่ งนอ้ ย 2 วง มากสดุ คอื 5 วง ตงั้ ใน
สนามฟตุ บอล ทงุ่ นาใหญ่ ๆ โตก้ นั ถงึ เชา้ กองเชยี รก์ เ็ ชยี รก์ นั ไป เรยี กไดว้ า่
นอนไมไ่ ดท้ ง้ั หมบู่ า้ นเพราะเสยี งดงั มาก ทา้ ยทสี่ ดุ นอี้ ยากจะฝากวา่ อยา่ งนอ้ ย
ถา้ คณุ ไมร่ กั กลองบานอกไ็ มเ่ ปน็ ไร เราบงั คบั ไมไ่ ด้ อยทู่ คี่ วามสนใจและสาย
เลอื ด แตอ่ ยา่ งนอ้ ยใหร้ จู้ กั กย็ งั ดี ไมใ่ ชไ่ มร่ จู้ กั เลยวา่ คอื กลองอะไร จะเรยี กชอ่ื
กไ็ มถ่ กู จะบอกวา่ อยทู่ ไ่ี หนกบ็ อกไมไ่ ด้ ถา้ จะตอ่ อายไุ ปตอ่ ไดต้ อ้ งชว่ ยกนั ทง้ั
ชาวบา้ น ขา้ ราชการฝา่ ยรฐั ชว่ ยกนั ผลกั ดนั ทำ� เวทใี หเ้ ขา ออกงานบอ่ ย ๆ
คอยสนบั สนนุ เรอ่ื งไม้ เรอื่ งสี ผมเชอ่ื วา่ ถา้ ชว่ ยกนั อยา่ งนอ้ ยในชว่ งอายเุ รา
คงไมห่ มด อาจอยทู่ รี่ นุ่ ลกู รนุ่ หลานเรากค็ อ่ ยวา่ กนั ไป”

นายสไุ ลมาน เจะ๊ แม ผเู้ ชย่ี วชาญวฒั นธรรมมลายู

44 ปลกุ จิตสำ�นึกรว่ มอนุรักษ์ สง่ เสยี งสืบสานศิลปวัฒนธรรมชายแดนใต้

ค่มู อื เรียนร้ศู ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 45

บรรณานกุ รม

ประพนธ์ เรอื งณรงค.์ (2554). บหุ งาปตั ตานี คตชิ นไทยมสุ ลมิ ชายแดนภาค
ใต,้ สถาพรบคุ๊ ส.์
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. (2556). ศิลปวัฒนธรรม บานอ. คณะ
มนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร.์
สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั นราธวิ าส. (2559). กลองบานอ 1 อำ� เภอ 1
อตั ลกั ษณค์ วามภาคภมู ใิ จอำ� เภอแวง้ .
อษุ ณยี ์ ธวุ โชต.ิ (ไมร่ ะบปุ )ี . รายงานผลการศกึ ษาเรอื่ งการละเลน่ พน้ื บา้ น
ศึกษากรณีการละเล่นกรือโต๊ะ และการละเล่นบานอ. จังหวัด
นราธวิ าส.
สอื่ ออนไลน์
นกั ขา่ วพลเมอื ง. (2560). “กลองบานอ” ดนตรเี ชอ่ื มสานสมั พนั ธช์ ายแดน
ใต้ จงั หวดั นราธวิ าส, สบื คน้ เมอื่ 10 กนั ยายน 2564 จาก https://
www.youtube.com/watch?v=2-BBPZ_kYbw
ผกั ตบชวา (นามแฝง). (2553). เครอ่ื งดนตรที เ่ี รยี กวา่ บานอ, สบื คน้ เมอื่
1 กนั ยายน 2564 จาก http://oknation.nationtv.tv/blog/
nahsukaew/2010/05/26/entry-5
ศนู ยส์ ง่ เสรมิ ศลิ ปาชพี ระหวา่ งประเทศ (องคก์ ารมหาชน). (2560). ครศู ลิ ป์
ของแผน่ ดนิ 2560 (นายสดุ นิ ดอเลาะ) กลองบานอ, สบื คน้ เมอ่ื
19 กันยายน 2564 จาก https://www.youtube.com/
watch?v=Z0hKbyBjEhg

46 ปลกุ จิตส�ำ นึกร่วมอนรุ กั ษ์ สง่ เสียงสืบสานศิลปวฒั นธรรมชายแดนใต้

ส�ำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์. รายงานพิเศษ : การละเล่นพื้นเมือง
“กลองบานอ” อัตลักษณ์ความภาคภูมิใจของชาวอ�ำเภอแว้ง
จังหวัดนราธิวาส หน่ึงในศิลปวัฒนธรรมร่วมอาเซียน ไทย-
มาเลเซยี , สบื คน้ เมอ่ื 7 กนั ยายน 2564 จาก https://thainews.
prd.go.th/th/news/detail/TCATG210906133248747
สำ� นกั งานพฒั นาชมุ ชนอำ� เภอแวง้ (2561). ทอ่ งเทยี่ ว OTOP นวตั วถิ ี ม.3
บ.ยะหอ ต.แมด่ ง อ.แวง้ จ.นราธวิ าส, สบื คน้ เมอ่ื 15 กนั ยายน
2564 จาก https://www.youtube.com/
watch?v=4qRVs76ib8Q
สมั ภาษณ์
นายสดู นิ ดอเลาะ ครศู ลิ ปข์ องแผน่ ดนิ 2560
นายยายิ มะดาแฮ ปราชญช์ าวบา้ น (บานอ)
นายไซฟดู นิ อาแด เยาวชนอำ� เภอแวง้ จงั หวดั นราธวิ าส
นายสไุ ลมาน เจะ๊ แม ผเู้ ชย่ี วชาญวฒั นธรรมมลายู

คู่มอื เรยี นร้ศู ลิ ปวฒั นธรรมกลองบานอ 47


Click to View FlipBook Version