The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชกรณียกิจทั้ง2พระองค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by malove1241, 2022-02-06 01:07:39

พระราชกรณียกิจทั้ง2พระองค์

พระราชกรณียกิจทั้ง2พระองค์

พระราชกรณียกิจ
ของพระมหา-
กษัตริย์ไทย

จัดทำโดย



นายชิษณุชา เทพมานะโชติ ม.4/3 เลขที่ 2

คำนำ ก




หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเป็นส่วนหนึ่งในวิชา ประวัติศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
4 ส31104 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ อให้ผู้จัดทำได้ค้นคว้าหาข้อมูล เพื่ อเป็น
ประโยชน์ในการศึกษาต่อไป

ชิษณุชา เทพมานะโชติ

สารบัญ ข

เรื่อง
หน้า

คำนำ

สารบัญ

สมัยก่อนรัตนโกสินทร์ 4
10
สมัยรัตนโกสินทร์ 11

บรรณานุกรม

สมัยก่อนรัตนโกสินทร์ 4
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี ต้องทรงจัดการดูแล

ปกครองหัวเมืองต่างๆ ที่ยังมีผู้คนอาศัยอยู่ เพื่อประโยชน์ในการรวบรวมกำลังคนไว้ในการผลิตและ

ทำการสงคราม ด้วยเหตุนี้จึงทรงแต่งตั้งข้าราชการออกไปรักษาตามหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งหลาย ซึ่ง

ได้แก่ กรุงเก่า ลพบุรี อ่างทอง ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด นครชัยศรี สมุทรสงคราม

เพชรบูรณ์ เมื่อพ้นจากศึกพม่า สมเด็จพระเจ้าตากสิน จำเป็นต้องปราบปรามกลุ่มการเมืองอื่นๆ ให้

ราบคาบ เพื่อความเป็นเอกภาพทางการเมืองภายใน มิฉะนั้นจะไม่สามารถผนึกกำลังในการต่อสู้กับ

พม่าซึ่งเป็นข้าศึกได้

ด้านการปกครอง




ยังคงใช้ระบบการปกครองแบบกรุงศรีอยุธยา ส่วนด้านกฎหมาย เมื่อครั้งกรุงแตก กฎหมาย

บ้านเมืองกระจัดกระจายไปมาก จึงโปรดให้ทำการสืบเสาะค้นหามารวบรวมไว้ได้ประมาณ 1 ใน 10และ

โปรดให้ชำระกฎหมายเหล่านั้น ฉบับใด ยังเหมาะแก่กาลสมัยก็โปรดให้คงไว้ และเป็นการแก้ไขเพื่อให้

ราษฎรได้รับผลประโยชน์มากขึ้น เช่น โปรดให้แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการพนัน ให้อำนาจการตัดสิน

ลงโทษขึ้นแก่ศาลแทนนายตราสิทธิขาด และยังห้ามนายตรา นายบ่อนออกเงินทดรองให้ผู้เล่นเกาะ

กุม ผูกมัด จำจอง เร่งรัดผู้เล่น กฎหมายพิกัดภาษีอากรเกือบไม่มี กฎหมายว่าด้วยการจุกช่องล้อมวง

ก็ยังไม่ตราขึ้น เปิดโอกาสให้ราษฎรได้เฝ้าตามรายทาง โดยไม่ต้องมีพนักงานตำรวจแม่นปืนคอยยิง

ราษฎร ซึ่งแม้แต่ชาวต่างประเทศก็ยังชื่นชมในพระราชอัธยาศัยนี้ ในชั้นศาล ก็ไม่โปรดให้อรรถคดีคั่ง

ค้าง แม้ยามศึก หากคู่ความไม่ได้เข้ากองทัพหรือประจำราชการต่างเมือง ก็โปรดให้ดำเนินการ

พิจารณาคดีไปตามปกติ ทั้งในการฟ้องร้อง ยังโปรดให้โจทย์หาหมอความแต่งฟ้องได้เช่นเดียวกับ

ปัจจุบันอีกด้วย วิธีพิจารณาคดีในสมัยนั้นสะท้อนให้เห็นได้แจ่มชัด ในบทละครรามเกียรติ์ตอนท้าว

มาลีวราชพิพากษาความ พระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี

5

ด้านการทหาร



ทรงรวบรวมคนไทยที่แบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ๕ ก๊ก และปราบปรามก๊กต่าง ๆ ทำสงครามกับพม่า
ขยายพระราชอาณาเขตไปยังหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และกัมพูชา

ด้านเศรษฐกิจ



เนื่องในสมัยกรุงธนบุรี เป็นระยะเวลาที่สร้างบ้านเมืองกันใหม่ การค้าเจริญรุ่งเรืองทั้งของหลวงและ
ของราษฎร สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงทำนุบำรุงการค้าขายทางเรืออย่างเต็มที่ ทรงแต่ง
สำเภาหลวงออกไปค้าขายทางด้านตะวันออกไปถึงเมืองจีน ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือถึงอินเดีย
ตอนใต้ ผลประโยชน์ที่ได้รับจากการค้าของหลวงช่วยบรรเทาภาระภาษีของราษฎรไปได้มาก สมเด็จ
พระเจ้าตากสิน ฯ ทรงส่งเสริมการนำสินค้าพื้นเมืองไปขายทางเรือ ซึ่งอำนวยผลประโยชน์อย่างใหญ่
หลวงต่องานสร้างชาติ ทำให้ราษฎรมีงานทำ มีรายได้ ทั้งยังฝึกให้คนไทยเชี่ยวชาญการค้าขาย
ป้องกันมิให้การค้าตกไปอยู่ในมือต่างชาติ

ด้านการคมนาคม



ใน ยามว่างจากศึกสงคราม จะโปรดให้ตัดถนนและขุดคลองมากขึ้น เพื่อประโยชน์ในทางค้าขาย
ทรงยกเลิกความคิดแนวเก่าที่ว่าหากถนนหนทาง การคมนาคมมีมากแล้ว จะเป็นการอำนวยความ
สะดวกให้ข้าศึกศัตรู และพวกก่อการจลาจล แต่กลับทรงเห็นประโยชน์ในทางค้าขายมากกว่า ดัง
นั้นในฤดูหนาวหากว่างจากศึกสงคราม ก็จะโปรดให้ตัดถนน และขุดคลอง จะเห็นได้จากแนวถนน
เก่า ๆ ในเขตธนบุรี ซึ่งมีอยู่มากสาย ส่วนการขุดชำระคลองมักมีวัตถุประสงค์เบื้องต้นเพื่อประโยชน์
ทางยุทธศาสตร์ เช่น คลองท่าขามจากนครศรีธรรมราชไปออกทะเล เป็นต้น

ด้านศิลปกรรม 6




ในสมัยนี้ แม้สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรีจะมีการงานศึกสงครามแทบจะมิได้ว่างเว้นก็ ตาม

แต่ก็ทรงหาโอกาสฟื้นฟู และบำรุงศิลปกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางด้านนาฏดุริยางค์และ

วรรณกรรม ด้านนาฏดุริยางค์โปรดให้ฟื้นฟูอย่างเต็มที่เพื่อสร้างบรรยากาศที่รื่นเริงครึกครื้นเหมือน

ครั้งกรุงเก่านับเป็นวิธี บำรุงขวัญที่ใกล้ตัวราษฎรที่สุด พระราชทานโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเปิดการ

สอนและออกโรงเล่นได้โดยอิสระ เครื่องแต่งกายไม่ว่าจะเป็นเครื่องต้นเครื่องทรงก็แต่งกันได้ตาม

ลักษณะเรื่อง แม้สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเองก็คงจะทรงสนพระทัยในกิจการด้านนี้มิใช่น้อย ด้วยมักจะ

โปรดให้มีละครและการละเล่นอย่างมโหฬารในงานสมโภชอยู่เนือง ๆ

สมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ทรงพระราชนิพนธ์บทละครรามเกียรติ์ไว้ ๔ เล่ม สมุดไทยแบ่งเป็น
ตอนไว้ 4 ตอน คือ
เล่ม 1: ตอนพระมงกุฎ
เล่ม 2: ตอนหนุมานเกี้ยววานรินจนท้าวมาลีวราชมา
เล่ม 3: ตอนท้าวมาลีวราชพิพากษา จนทศกรรฐ์เข้าเมือง
เล่ม 4: ตอนทศกรรฐ์ตั้งพิธีทรายกรด, พระลักษณ์ต้องหอกกบิลพัสตร์จนผูกผมทศกรรฐ์กับนา
งมณโฑ

ด้านศาสนา 7




โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดวาอารามต่าง ๆ ที่รกร้างปรักหักพังตั้งแต่ครั้งพม่าเข้าเผาผลาญทำลาย

และกวาดต้อนทรัพย์สิน ไปพม่า แล้วโปรดให้อาราธนาพระภิกษุสงฆ์เข้าจำวัดต่าง ๆ ส่วนพระไตรปิฎก

ยังเหลือตกค้างอยู่ที่ใด ก็โปรดให้คัดลอกสร้างเป็นฉบับหลวง แล้วส่งคืนกลับไปที่เดิม เรื่องสังฆมณฑล

โปรดให้ดำเนินตามธรรมเนียมการปกครองคณะสงฆ์ที่มีมาแต่ก่อน โดยแยกเป็นฝ่ายคันถธุระและฝ่าย

วิปัสสนาธุระ ฝ่ายคันถธุระดำเนินการศึกษาพระปริยัติธรรมให้เจริญ ส่งเสริมการสอนภาษาบาลี เพื่อ

ช่วยการอ่านพระไตรปิฎก ฝ่ายวิปัสนาธุระโปรดให้กวดขันการปฏิบัติพระธรรมวินัยเป็นขั้น ๆ ไปตาม

ภูมิปฏิบัติส่วน ลัทธิอื่น ๆ ในชั้นต้นสมเด็จพระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี พระราชทานเสรีภาพในการนับถือ

ศาสนา แต่ต่อมาข้าหลวงที่เข้ารีต ได้พยายามห้ามปรามชาวไทยปฏิบัติพิธีการทางศาสนา เช่น พิธีถือ

น้ำพระพิพัฒน์สัตยา ความขัดแย้งมีมากขึ้นเรื่อย ถึงกับจับพวกบาทหลวงกุมขังก็มี ในที่สุดพระองค์จำ

ต้องขอให้บาทหลวงไปจากพระราชอาณาเขต แล้วห้ามชาวไทยนับถือศาสนาคริสต์

ด้านการสู้รบ



หลังจากที่ได้ตั้งตัวและมีวังแล้ว พระเจ้าตากสินได้ทำการวางแผนการแย่งชิงเอาแผ่นดินกลับมา
จากพม่า โดยสู้กัน 9 ครั้ง

1.สงครามครั้งที่ 1: รบพม่าที่บางกุ้ง พ.ศ. 2310 เจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเจ้าเมืองเวียงจันทน์มีใจ
ฝักใฝ่พม่าได้กราบทูลข่าวการตั้งตัวเป็นใหญ่ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีให้พระเจ้ามังระทราบ
พระองค์จึงมีบัญชาให้ แมงกี้มารหญ้า เจ้าเมืองทวายคุมกำลังมาตรวจตราแผ่นดินไทยมีหน้าที่ปราบ
ปรามผู้ที่กำเริบตั้งตนเป็นใหญ่ แมงกี้มารหญ้ายกทัพเข้ามาทางเมืองไทรโยคในฤดูแล้งปลายปี เมื่อทัพ
มาถึงบางกุ้งแขวงเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งมีค่ายทหารจีนของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีตั้งอยู่ก็สั่งให้
ทหารเข้าล้อมค่ายนั้นไว้ ฝ่ายสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงให้พระมหามนตรี (บุญมา) เป็นทัพหน้ามี
พระองค์เป็นทัพหลวงโจมตีข้าศึก แมงกี้มารหญ้าเห็นสู้ไม่ได้ก็ยกทัพถอยไปทางเมืองทวายทางด้านเจ้า
ขว้าว ทำให้กองทัพไทยยสามารถยึดเรือรบ เครื่องศัตราวุธ และเสบียงอาหารเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้เมืองราชบุรรยังตกอยู่ใต้การปกครองของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี อีกทั้งยึดได้กองทัพเรือ
พม่าซึ่งตั้งอยู่ที่นั่นด้วย

2.สงครามครั้งที่ 2: พม่าตีเมืองสวรรคโลก พ.ศ. 2313 รบกับพม่าครั้งพม่าตีเมืองสวรรคโลก
ไทยสามารถตีแตกไปได้

8

3.สงครามครั้งที่ 3: ไทยตีเมืองเชียงใหม่ครั้งแรก พ.ศ. 2313 - พ.ศ. 2314 เป็นการรบกับพม่าเมื่อฝ่าย
ไทยยกไปตีนครเชียงใหม่ครั้งแรกแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากขาดเสบียง

4.สงครามครั้งที่ 4: พม่าตีเมืองพิชัยครั้งที่ 1 พ.ศ. 2315 โปสุพลา แม่ทัพยกทัพไปช่วยเมืองเวียงจันทน์รบ
กับหลวงพระบาง ขากลับแวะตีเมืองพิชัยแต่ไม่สำเร็จ

5.สงครามครั้งที่ 5: พม่าตีเมืองพิชัยครั้งที่ 2 พ.ศ. 2316 พม่ายกมาตีเมืองพิชัย ครั้งที่ 2 แต่พม่าตีไม่
สำเร็จ พระยาพิชัยได้สร้างวีรกรรม พระยาพิชัยดาบหัก

6.สงครามครั้งที่ 6: ไทยตีเมืองเชียงใหม่ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2317 กองทัพไทยชนะยึดนครเชียงใหม่กลับจาก
พม่าได้ เพราะชาวล้านนาออกมาสวามิภักดิ์กับไทยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีแต่งตั้งให้ พระยาจ่าบ้าน
เป็น พระยาวิเชียรปราการ ปกครองนครเชียงใหม่ พระยากาวิละ ซึ่งเป็นต้นราชวงศ์กาวิละปกครอง
นครลำปาง และ พระยาลำพูน เป็นพระยาวัยวงศาปกครองเมืองลำพูน การครั้งนี้จึงได้ เชียงใหม่
ลำปาง ลำพูน และ น่าน กลับมาเป็นของไทย

7.สงครามครั้งที่ 7: รบพม่าที่บางแก้วเมืองราชบุรี พ.ศ. 2317 เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีรู้ข่าวว่าพม่า
ยกพลตามจับพวกมอญที่หนีเข้ามาในเขตไทย จึงโปรดเกล้าฯ ให้ยกทัพมุ่งตรงไปยังราชบุรีโดย
บัญชาการทัพด้วยพระองค์เองตั้งค่ายล้อมค่ายพม่าและลอบตีตัดทางลำเลียงเสบียงอาหาร โดยได้
กำลังสนับสนุนจากพระยายมราชในที่สุดพม่าจึงต้องยอมแพ้ ชัยชนะในครั้งนี้ส่งผลให้ผู้คนที่หลบซ่อน
ตามที่ต่าง ๆ เข้ามาสวามิภักดิ์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากหมดความเกรงกลัวพม่า

9

8.สงครามครั้งที่ 8: อะแซหวุ่นกี้ตีหัวเมืองเหนือ พ.ศ. 2318 เป็นสงครามที่ใหญ่มาก อะแซหวุ่นกี้เป็น
ผู้นำที่เชี่ยวชาญศึกมีอัธยาศัยสุภาพ ส่วนทางด้านฝ่ายไทยนั้น มี เจ้าพระยาจักรี (ทองด้วง) และ
เจ้าพระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช (บุญมา) ในการครั้งนี้พม่ายกพลมา 30,000 คนเข้าล้อมเมือง
พิษณุโลก อีก 5,000 คนล้อมเมืองสุโขทัย ส่วนเมืองพิษณุโลกมีพล 10,000 คนเท่านั้น สมเด็จพระเจ้า
กรุงธนบุรียกทัพไปช่วย อะแซหวุ่นกี้ต้องยกทัพกลับเนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินมังระเสด็จสวรรคต
กองทัพพม่าส่วนที่ตามไปไม่ทันจึงถูกกองทัพทหารจับ

9.สงครามครั้งที่ 9: พม่าตีเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2319 พระเจ้าจิงกูจาโปรดให้เกณฑ์ไพร่พล 6,000 คน
ยกมาตีเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2319 พระยาวิเชียรปราการได้พิจารณาแลเห็นว่านครเชียงใหม่ไม่มีพล
มากมายที่ป้องกันเมืองได้ จึงให้ประชาชนอพยพมาอยู่ที่เมืองสวรรคโลก สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึง
โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาสุรสีห์เจ้าเมืองพิษณุโลกคุมกองทัพเมืองเหนือขึ้นไปสมทบกับกองกำลังของ
พระยากาวิละเจ้าเมืองนครลำปาง และยกไปตีเมืองเชียงใหม่คืนสำเร็จ นครเชียงใหม่เป็นเมืองร้างถึง
15 ปี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้ฟื้นฟูใหม่

สมัยรัตนโกสินทร์ 10

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันที่ 23 ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่
5 เนื่องด้วยพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่เป็นที่เคารพรักของทวยราษฎร์ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ
อเนกประการ ทั้งในการปกครองบ้านเมืองและพระราชทานความร่มเย็นเป็นสุขแก่ชนทุกหมู่เหล่า ทวย
ราษฎร์ทั้งปวงจึงน้อมใจแสดงความจงรักภักดี ด้วยการถวายพระนามว่า "พระปิยมหาราช" หรือ
พระพุทธเจ้าหลวง

ด้านการปกครอง



ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบ
การปกครองขึ้นใหม่ แยกหน่วยราชการออกเป็นกรมกองต่าง ๆ มีหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะไม่ก้าวก่าย
กันจากเดิมมี 6 กระทรวง คือ กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงนครบาล, กระทรวง
วัง, กระทรวงการคลังและกระทรวงเกษตราธิการ ได้เพิ่มอีก 4 กระทรวง รวมเป็น 10 กระทรวง ได้แก่
กระทรวงธรรมการ มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับกิจการของพระสงฆ์และการศึกษา, กระทรวงยุติธรรม
มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับคดีความที่ต้องตัดสินต่าง ๆ , กระทรวงโยธาธิการ มีหน้าที่ดูแลตรวจตราการ
ก่อสร้าง การทำถนน ขุดลอกคูคลอง งานที่เกี่ยวกับการก่อสร้าง และกระทรวงการต่างประเทศ
มีหน้าที่ดูแลงานที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศ

***การเลิกทาส เป็นพระราชกรณียกิจอันสำคัญยิ่ง ด้วยพระองค์ทรงเห็นว่ามีทาสในแผ่นดินเป็น
จำนวนมากและลูกทาสในเรือนเบี้ยจะสืบต่อการเป็นทาสไปจนรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้า
ไม่มีเงินมาไถ่ตัวเองแล้วต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต พระองค์จึงทรงมีพระราชหฤทัยแน่วแน่ว่าจะต้อง
เลิกทาสให้สำเร็จแม้จะเป็นเรื่องยากลำบาก***

11

ด้านการคมนาคม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปขุดดินก่อพระฤกษ์เพื่อ
ประเดิมการสร้างทางรถไฟไปนครราชสีมา แต่ทรงเปิดทางรถไฟกรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยาก่อน
จึงนับว่าเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นทางรถไฟแห่งแรกของไทย นอกจากนี้ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพาน
และถนนอีกมากมาย คือ ถนนเยาวราช ถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินนอก ถนนดินสอ ถนน
บูรพา ถนนอุณากรรณ เป็นต้น และโปรดให้ขุดคลองต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางคมนาคมและส่งเสริม
การเพาะปลูก การสาธารณสุขเนื่องจากการรักษาแบบยากลางบ้านไม่สามารถช่วยคนได้อย่างทัน
ท่วงที จึงพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน 200 ชั่ง โปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงพยาบาล
วังหลังต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงพยาบาลศิริราช" เปิดทำการรักษาประชาชนเป็นครั้งแรกเมื่อวัน
ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2431 การไฟฟ้าพระองค์ทรงมอบหมายให้กรมหมื่นไวยวรนาถ เป็นแม่งานในการ
ก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับประชาชนครั้งแรกเมื่อปี
พ.ศ. 2433 การไปรษณีย์โปรดให้เริ่มจัดขึ้นในปี พ.ศ. 2424 รวมอยู่ในกรมโทรเลขซึ่งได้จัดขึ้นตั้งแต่
พ.ศ. 2412 โดยโทรเลขสายแรกคือ ระหว่างจังหวัดพระนคร (กรุงเทพมหานคร) กับจังหวัด
สมุทรปราการ

ด้านการสู้รบ

การปกป้องประเทศจากการสงครามและเสียดินแดน เนื่องจากลัทธิจักรวรรดินิยมได้แผ่
อิทธิพลเข้ามาตั้งแต่ปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชกาลพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้พระปรีชาสามารถอย่างสุดพระกำลังที่จะรักษาประเทศ
ชาติให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์

ด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงโปรดให้
สร้างโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง คือ "โรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก" ก่อนจะเปลี่ยน
ชื่อเป็น "โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ" ต่อมาโปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรขึ้นเป็น
แห่งแรก คือ "โรงเรียนวัดมหรรณพาราม" และในที่สุดได้โปรดให้จัดตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นเมื่อ
ปี พ.ศ. 2435 (ปัจจุบันคือกระทรวงศึกษาธิการ) เพื่อดูแลเรื่องการศึกษาและการศาสนา

บรรณานุกรม 11




http://www2.nac2.navy.mi.th/index.php/main/detail/content_id/1
087

https://www.cdti.ac.th/พระราชประวัติและพระราชกรณียกิจที่สำคัญของ
รัชกาลที่-5


Click to View FlipBook Version