โครงงานคณติ ศาสตร์
เรอื ง แบบสาํ รวจความพงึ พอใจของการเขา้ แถวทาํ กิจกรรมหนา้ เสาธง
จดั ทําโดย
1.นางสาววรพนิต ทองอินต๊ะ เลขที27 ม.6/1
2.นางสาววันวิสา หลอดคํา เลขที29 ม.6/1
3.นางสาวอภิชญา มีอุสาห์ เลขที35 ม.6/1
ครทู ปี รกึ ษา
ครปู ทมา เหรยี ญทอง
โรงเรยี นพฒั นานคิ ม
สงั กัดเขตพนื ทกี ารศกึ ษามธั ยมศกึ ษาเขต5
1
โครงงานคณิตศาสตร์
เร่ือง แบบสารวจความพึงพอใจของการเข้าแถวทากจิ กรรมหน้าเสาธง
จดั ทาโดย
นางสาววรพนิต ทองอินต๊ะ ช้นั ม.6/1 เลขที่27
นางสาววนั วสิ า หลอดคา ช้นั ม.6/1 เลขท่ี29
นางสาวอภิชญา มีอุสาห์ ช้นั ม.6/1 เลขท่ี35
ครูที่ปรึกษา
ครูปัทมา เหรียญทอง
โรงเรียนพฒั นานิคม
สังกดั สานักงานเขตพื้นทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษาเขต 5
2
ช่ือโครงงาน แบบสารวจความพึงพอใจของการเขา้ แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธง
ผจู้ ดั ทาโครงงาน 1.นางสาววรพนิต ทองอินต๊ะ
2.นางสาววนั วสิ า หลอดคา
3.นางสาวอภิชญา มีอุสาห์
โรงเรียน พฒั นานิคม อาเภอ พฒั นานิคม จงั หวดั ลพบุรี
ครูท่ปี รึกษาโครงงาน 1.ครูปัทมา เหรียญทอง
บทคัดย่อ
โครงงานคณิตศาสตร์ เรื่อง แบบสารวจความพงึ พอใจของการเขา้ แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธง จดั ทาข้ึนเพอื่ สารวจ
ความพงึ พอใจในการเขา้ แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธงของนกั เรียนโรงเรียนพฒั นานิคม เน่ืองจากนกั เรียนโรงเรียนพฒั นานิคม
ไม่ใหค้ วามร่วมมือในการเขา้ แถวท ากิจกรรมหนา้ เสาธงตอนเชา้ คณะผจู้ ดั ทาไดเ้ ลง็ เห็นถึงปัญหาที่เกิดข้นึ และตอ้ งการ
ทราบสาเหตกุ ารไม่ใหค้ วามร่วมมือของนกั เรียน โดยมีกลมุ่ ตวั อยา่ งคอื นกั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาตอนตน้ จานวน 40 คน
และมธั ยมศึกษาตอนปลายจานวน 40 คนรวมท้งั หมด 80 คน
ผลการดาเนินงานพบว่านกั เรียนส่วนใหญม่ ีการใหค้ ะแนนความพงึ พอใจอยใู่ นระดบั นอ้ ยถึงปานกลาง(ระดบั 2-3)
และนกั เรียนส่วนใหญ่ใหข้ อ้ เสนอแนะวา่ ควรลดระยะเวลาในการเขา้ แถวลงหรือเปล่ียน สถานที่ทากิจกรรมหนา้ เสาธง
3
กติ ตกิ รรมประกาศ
โครงงานเรื่องแบบสารวจความพึงพอใจในการเขา้ แถวหนา้ เสาธงน้ีจะสาเร็จลุลว่ งไมไ่ ดถ้ า้ หาก ขาดคาแนะนาเพ่อื
แกไ้ ขปรับปรุง จาก อาจารยป์ ัทมา เหรียญทอง อาจารยท์ ี่ปรึกษาโครงงานทค่ี อยให้ คาปรึกษาแนะนาทาให้โครงงานน้ีสาเร็จ
ไปไดด้ ว้ ยดี คณะผจู้ ดั ทา
ขอขอบคณุ เป็นอยา่ งสูง ขอขอบคณุ นกั เรียนกลุ่มตวั อยา่ ง (นกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาตอนตน้ จานวน 40 คนและ
มธั ยมศึกษา ตอนปลายจานวน 40 คนรวมท้งั สิ้น 80 คน) ท่ีใหค้ วามร่วมมือในการตอบแบบสอบถามและขอ้ เสนอแนะที่เป็น
ประโยชน์ต่อการนาไปตอ่ ยอดในอนาคต
คณะผจู้ ดั ทาหวงั วา่ โครงงานคณิตศาสตร์เลม่ น้ีจะเป็นประโยชนต์ ่อผทู้ ่ีสนใจศึกษา และสามารถนาไปใชแ้ กป้ ัญหา
การไมใ่ หค้ วามร่วมมือในการเขา้ แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธงตอนเชา้ ของนกั เรียนโรงเรียนพฒั นานิคมไดใ้ นอนาคต
คณะผจู้ ดั ทา
สารบญั 4
เร่ือง หน้า
บทคดั ยอ่ ก
กิตติกรรมประกาศ ข
บทท่ี 1 ท่ีมาและความสาคญั 6-7
6
ที่มาและความสาคญั 6
วตั ถปุ ระสงค์ 7
ขอบเขตการศึกษา 7
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 8-12
บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวขอ้ ง 8
ประโยชนข์ องการเขา้ แถวหนา้ เสาธงตอนเชา้ 9
ปัญหาท่ีพบจากการท ากิจกรรมหนา้ เสาธง 13-16
บทท่ี 3 วธิ ีการดาเนินงาน 13-14
ปฏิทนิ ปฏิบตั ิงาน 14
ข้นั ตอนการดาเนินงาน 15
การรวบรวมขอ้ มลู 15
วเิ คราะหข์ อ้ มลู 16
เกณฑก์ ารแปลความหมาย 17-21
บทที่ 4 การดาเนินงาน 17-21
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล 22-24
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ 22-24
สรุปผลการดาเนินงาน 23
อภิปรายผล 23
ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ ับ 23
ขอ้ เสนอแนะ ค
บรรณานุกรม
เร่ือง 5
ภาคผนวก
หน้า
ง
6
บทท่ี 1
บทนา
ทมี่ าและความสาคัญของโครงงาน
ในปัจจบุ นั ปัญหาอยา่ งหน่ึงท่ีสามารถพบไดบ้ ่อยในโรงเรียนคือการท่ีนกั เรียนส่วนใหญไ่ ม่ให้ความ ร่วมมือในเขา้
แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธงในตอนเชา้ ส่งผลใหเ้ กดิ ปัญหาตามมาอาทิเช่น ทาใหเ้ กิดความไม่ เป็นระเบียบเรียบร้อย และโดย
ปกติแลว้ นอกจากการเขา้ แถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ เสร็จจะมีช่วงที่ตอ่ จาก น้ีซ่ึงเป็นช่วงท่ีให้อาจารยเ์ วรประจาวนั แจง้
ขา่ วสารพดู คุยกบั นกั เรียนเพือ่ ใหน้ กั เรียนรบั ทราบโดยทว่ั กนั ซ่ึงถา้ หากนกั เรียนไม่มาเขา้ แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธงก็จะไม่
ทราบส่ิงท่ีอาจารยเ์ วรไดแ้ จง้ ไวไ้ ด้ การเขา้ แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธงน้นั เป็นกิจกรรมอยา่ งหน่ึงที่ทกุ โรงเรียนปฏิบตั ิ
เหมือนกนั หมดและนกั เรียนทุกคนควรให้ ความร่วมมือดว้ ยเช่นกนั คณะผจู้ ดั ทาไดเ้ ลง็ เห็นถึงปัญหาที่กล่าวมาขา้ งตน้ และ
ตอ้ งการทราบถึงสาเหตทุ ่ี ทาใหน้ กั เรียนไมใ่ หค้ วามร่วมมือตอ่ การเขา้ แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธง จึงทาให้เกิดเป็นโครงงาน
เล่มน้ีข้นึ เพอ่ื ท่ีจะสารวจปัญหา ความเห็น ความพึงพอใจและขอ้ เสนอของนกั เรียน ท่ีมีต่อการเขา้ แถวท ากิจกรรมหนา้ เสาธง
โดยขอ้ มลู น้ีจะเป็นส่วนหน่ึงท่ีสามารถนาไปพฒั นาและตอ่ ยอดการแกไ้ ขปัญหาดงั กลา่ วในอนาคตต่อไป
วัตถุประสงค์
1.เพอื่ สารวจระดบั ความพึงพอใจของนกั เรียนเกี่ยวกบั การเขา้ แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธง
2.เพื่อสอบถามความเห็นและขอ้ เสนอแนะของนกั เรียนเก่ียวกบั การเขา้ แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธง
3.เพือ่ ตอ้ งการทราบถึงปัญหาและสาเหตุในการไมใ่ หค้ วามร่วมมือของการเขา้ แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธง
ขอบเขตการศึกษา
ในการจดั ทาโครงงานในคร้ังน้ีผจู้ ดั ทาไดก้ าหนดขอบเขตของการศึกษาคน้ ควา้ ดงั น้ี
1.เนื้อหาวิชาคณติ ศาสตร์ท่ีเกี่ยวข้อง
เน้ือหาที่ใชใ้ นทาโคงงานคร้ังน้ีอยใู่ นกลุ่มสาระวิชาคณิตศาสตร์ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน
พทุ ธศกั ราช.2551 เรื่องดงั ต่อไปน้ี
7
1.1 สถติ ิเบือ้ งต้น
2.กล่มุ ประชากร
กลมุ่ ประชากรที่ใชศ้ ึกษาคร้ังน้ีเป็นนกั เรียนโรงเรียนพฒั นานิคม ภาคเรียนท่ี1 ปี การศึกษา2565
3.กลุ่มตวั อย่าง
กลุ่มตวั อยา่ งที่ใชใ้ นการศึกษาคร้ังน้ีเป็นนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาตอนตน้ จานวน 40 คน และ นกั เรียนช้นั
มธั ยมศึกษาตอนปลาย จานวน 40 คน รวมท้งั หมด 80 คน
4.ระยะเวลาในการศึกษา
ผจู้ ดั ทาดา เนินการรวบรวมขอ้ มลู ในภาคเรียนที่1ปี การศึกษา 2565 โดยใชเ้ วลาในการดาเนินการท้งั หมด 1 สัปดาห์
นิยามศัพท์เฉพาะ
1.การเข้าแถว คอื การยนื เรียงต่อกนั เป็นแนว เช่นการเขา้ แถวหนา้ กระดาน
2.พฤติกรรม คือ การกระทาหรือกิริยาอาการที่แสดงออกทางร่างกาย ความคดิ หรือ ความรู้สึกเพ่อื ตอบสนองต่อ
สิ่งเร้า หรือ ส่ิงท่ีมากระตุน้
3.ระเบยี บ คือ แบบแผนที่วางไวเ้ ป็นแนวปฏิบตั ิเพอ่ื ควบคุมไปในทิศทางเดียวกนั
8
บทที่ 2
เอกสารที่เกยี่ วข้อง
การทาโครงงานประเภทสารวจเรื่อง สารวจความพึงพอใจของการทากิจกรรมเขา้ แถวหนา้ เสาธงตอนเชา้
ผจู้ ดั ทาไดท้ าการศึกษาหาขอ้ มูลตาม 2 หวั ขอ้ ดงั น้ี
1. ประโยชน์ของการเข้าแถวหน้าเสาธงตอนเช้า
พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 และฉบบั แกไ้ ขเพม่ิ เติม (ฉบบั ท่ี2) พ.ศ. 2545 มาตรา 6 บญั ญตั ิไวว้ ่า
“การจดกั ารศึกษาตอ้ งเป็นไปเพือ่ พฒั นาคนไทยใหเ้ ป็นมนุษยท์ ่ีสมบรู ณ์ ท้งั ทางร่างกาย จิตใจ สตปิ ัญญา ความรู้ และ
คณุ ธรรม มีจริยธรรมและวฒั นธรรมในการดารงชีวิต สามารถอยู่ ร่วมกบั ผอู้ น่ื ไดอ้ ยา่ งมีความสุข ” จากท่ีกลา่ วมาน้นั
สถานศึกษานอกจากจะสอนวชิ าการใหไ้ ดด้ ีแลว้ การสอนเกี่ยวกบั เรื่องคณุ ธรรม จริยธรรมจะทาใหค้ นเป็นคนโดยสมบรู ณ์
การปลกู ฝังคุณธรรม จริยธรรม จะเริ่มต้งั แตเ่ ด็ก นกั เรียนช้นั อนุบาล ประถมศึกษา และมธั ยมศึกษา แมแ้ ต่ระดบั อดุ มศึกษา
กต็ อ้ งใหค้ วามสนใจในเรื่อง ดงั กล่าวเช่นกนั ดงั น้นั กิจกรรมหนา้ เสาธงจึงเป็นกิจกรรมหน่ึงท่ีมีส่วนในการพฒั นาความ
สมบรู ณ์ของ มนุษยใ์ หไ้ ดต้ ามมาตรฐานการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน สังกดั องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน มาตรฐานที่ 9 (9.1 , 9.4 ,
9.7), มาตรฐานท่ี 14 (14.1 , 14.2 , 14.4) , มาตรฐานท่ี 22 (22.1 , 22.2 , 22.3. ,22.4), มาตรฐานท่ี 23 (23.1,23.2)
การเขา้ แถวเขา้ แถวเคารพธงชาติน้นั เป็นกิจกรรมหน่ึงท่ีที่เกี่ยวกบั ชาติศาสนาและพระมหากษตั ริยก์ ารเข้ แถวหรือ
กิจกรรมหนา้ เสาธง สถานศึกษาทกุ แห่งจะทากิจกรรมดงั กลา่ วอยา่ งมีระบบ และมีระเบียบ โดยการ เขา้ แถวน้นั ทาใหไดฝ้ ึก
ความมีระเบียบวินยั ในตนเองไปในตวั
ประโยชน์ทนี่ กั เรียนจะไดจ้ ากการเขา้ แถวหนา้ เสาธงในตอนเชา้
1.ไดร้ ับการปลูกฝังให้มีความรักชาติ ศาสนา ซ่ึงเป็นหนา้ ท่ีท่ีตอ้ งกระทาอยา่ งต่อเน่ืองทกุ วยั ของผเู้ รียน
2. ไดร้ ับข่าวสารท่ีถือปฏิบตั ิร่วมกนั ข่าวจากงานต่างๆ เช่น งานวิชาการ งานกิจกรรม งานระบบดูแล ช่วยเหลือนกั เรียนเป็น
รายบุคคล งานวดั ผลประเมินผล เป็นตน้
3. การแสดงออกของนกั เรียนดาเนินการเป็นผนู้ า ดา้ นความคดิ เห็น ความกลา้ ในส่ิงท่ีถูกตอ้ งและท่คี วรกระทาเป็นการฝึก
ความเป็นผนู้ าให้กบั นกั เรียน
4. ไดร้ ับการอบรมคุณธรรม จริยธรรม เช่น ระเบียบวา่ ดว้ ยเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวขอ้ งแนวปฏิบตั ิของ สถานศึกษาน้นั ๆ
นอกจากน้นั ยงั มีเก่ียวกบั ความสานึกในหนา้ ท่ี ความซื่อสัตยค์ วามอดทนอดกล้นั และอดออม การสร้างวนิ ยั การเสียสละ
ความขยนั หมน่ั เพยี ร การทาความเคารพ ความกตญั ญูกตเวทิตา การ ตอ่ ตา้ นนยาเสพติดใหโ้ ทษทกุ ชนิด และเร่ืองอนื่ ๆที่
คุณครูมอบให้ ซ่ึงเป็นคุณธรรมท่นี กั เรียนนกั ศึกษาตอ้ งรบั ฟังและนาไปปฏิบตั ิ
5. การเตรียมความพร้อมในกิจกรรมการเรียนแต่ละวนั
9
ประโยชน์ที่คุณครูจะได้จากการเข้าแถวหน้าเสาธงในตอนเช้า
1.กิจกรรมชาติ ศาสนา พระมหากษตั ริย์
2.การทกั ทายปราศรัยเพอื่ นครูในตอนเชา้ การให้กาลงั ใจกบั ศิษยท์ ่ีมาร่วมกิจกรรม
3.การไดร้ ับข่าวสารและเหตกุ ารณ์บา้ นเมืองจากคุณครูท่ีทาหนา้ ท่ีในการใหข้ ่าวสารแตล่ ะวนั การอบรมตลอดจนการรับฟัง
ขา่ วสาร การนดั หมายของสถานศึกษาเร่ืองตา่ ง ๆ
4. การทาหนา้ ท่คี รูที่ปรึกษาให้คาแนะนาดูแลและควบคุมการร่วมกิจกรรมของนกั เรียนนกั ศึกษา
5.การเตรียมความพร้อมในการทางานแต่ละวนั
2. ปัญหาท่พี บจากการท ากิจกรรมหน้าเสาธง
ซ่ึงปัญหาส่วนใหญพ่ บไดจ้ ากพฤติกรรมของมนุษยใ์ นช่วงอายุ 11-18 ปี
2.1 ความรู้เก่ียวกบั พฤติกรรมมนุษย์
2.1.1 ความหมายของพฤติกรรม
พฤติกรรม (BEHAVIOR) เป็นคาอธิบายการแสดงปฏิกิริยาตอบสนองตอ่ ส่ิงเร้าในสถานการณ์ตา่ งๆท้งั ที่
สงั เกตเหน็ ไดง้ ่ายและยากไดแ้ ก่การกระทาทางกาย “กายกรรม” เช่นการยนื เดินนง่ั นอนดูและการทางานเป็นตน้ และการ
กระทาทางวาจา “วจีกรรม” เช่นการพดู ทกั ทายส่ือสารทางวาจาและการสง่ั สอนจากกถอ้ ยคา ซ่ึงจาเป็นตอ้ งสังเกตติดตาม
วิเคราะหต์ คี วามหรือประเมินค่าตอ่ ส่ิงท่ีเกิดข้ึนต่อไป
2.1.2 ประเภทของพฤติกรรม
เดนนิส (DENNIS,1994:2)กลา่ วว่าพฤติกรรมมนุษยอ์ าจแบง่ เป็น 2 ประเภทคือ
- พฤติกรรมภายนอก (OVERT BEHAVIOR) เช่น การกินการพดู การอา่ นและการเขยี นเป็นตน้ เป็นพฤติกรรมท่ี
สามารถสังเกตไดช้ ดั เจนโดยไมต่ อ้ งใชเ้ ครื่องมือช่วยพจิ ารณา
- พฤติกรรมภายใน (COVERT BEHAVIOR) เช่น หิวโกรธต่ืนเตน้ เหนื่อยชื่นชมเป็นตน้ เป็นพฤติกรรมในระดบั
จิตสานึกเกิดจากความรู้สึกการรับรู้การคิดภาพพจน์ซ่ึงเป็นกระบวนการทางานของสมองที่มีเป้าหมายเป็นการตระหนกั รู้ตน
ในปัจจบุ นั
10
2.1.3 ขอบขา่ ยของพฤติกรรมมนุษย์
พฤติกรรมมนุษยก์ บั การพฒั นาตนเป็นส่วนหน่ึงของพฤติกรรมศาสตร์ (BEHAVIORSCIENCE) ซ่ึงเป็นศาสตร์ท่ี
ช่วยให้เขา้ ใจระบบพฤติกรรมของมนุษยป์ ัจจยั อนั เป็นพน้ื ฐานสาคญั ท่ีนาไปสู่การส่งเสริม และ พฒั นาพฤติกรรมมนุษยท์ ่ี พงึ
ประสงคพ์ ฤติกรรมมนุษยก์ บั การพฒั นาตนทเี่ ป็นเป้าหมายมงุ่ เนน้ ให้บคุ คล เขา้ ใจและกาหนดพฤติกรรมกนั ไปพร้อมกบั
รับผดิ ชอบตอ่ สังคมมงุ่ การดารงชีวติร่วมกนั อยา่ งสงบสุขโดย เริ่มจากการปรับปรุงการส่งเสริมพฒั นาตนเสริมสร้างความ
เมตตาการเก้ือกลู ลอดความมุ่งร้ายการเบียดเบียน ทารุณกรรมและการทาลายลา้ งกนั อยา่ งรุนแรงท่ีมเี พม่ิ มากข้นึ ในสงั คมโลก
ปัจจบุ นั
2.1.4 ปัจจยั พ้นื ฐานของพฤติกรรม
เป็นท่ียอมรับกบั ว่าพฤติกรรมทุกอยา่ งยอ่ มเนื่องมาแต่เหตุ (ALL BEHAVIOR -CAUSED) การทาความเขา้ ใจเร่ือง
เหตแุ ห่งพฤติกรรมเกี่ยวขอ้ งกบั ปัจจยั พ้นื ฐานท่ีสาคญั ที่มีผลตอ่ พฤติกรรมมนุษยไ์ ดแ้ ก่
- ปัจจยั พ้นื ฐานทางดา้ นชีวภาพ
- ปัจจยั พ้ืนฐานทางดา้ นจติ วทิ ยา
- ปัจจยั พ้นื ฐานทางดา้ นสงั คม
- ปัจจยั พ้นื ฐานทางดา้ นจริยธรรม
2.1.5 วิธีการศึกษาพฤติกรรมมนุษย์
การศึกษาพฤติกรรมมนุษยข์ องบคุ คลที่มีจุดหมายวิธีการศึกษาหาคาตอบเชิงพฤติกรรมแบง่ ออกเป็นวิธีการสาคญั
ได้ 2 วิธีดงั น้ี
1. วธิ ีการศึกษาแบบธรรมมชาติ (Natural method) เป็นวธิ ีการศึกษาในสภาพแวดลอ้ มตามธรรมชาติมิไดม้ ี การเปลี่ยนแปลง
ส่ิงตา่ งๆแตอ่ ยา่ งใดไดแ้ ก่วิธีดงั ตอ่ ไปน้ี
-การสังเกต
-การสารวจ
-การศึกษารายกรณี
-การศึกษาโดยใชแ้ บบทดสอบ
-การวดั ทางกายภาพหรือการวดั ทางจิตสรีระ
2. วทิ ีการทดสอบ (Experimental method ) เป็นกราศึกษาดว้ ยวธิ ีการทดลองและหาความสัมพนั ธข์ องเหตุ และผลกระทบที่
มีความผิดพลาดนอ้ ยที่สุดตวั แปรท่ีเก่ียวขอ้ งกบั เหตเุ รียกว่า ตวั แปรอิสระ (Independent Variable) และตวั แปลท่ีเป็นผล
เรียกว่า ตวั แปลตาม ( Depent- Variable ) เพือ่ นากลมุ่ ตวั อยา่ งมาวิเคราะห์และ สรุปผลตอ่ ไป
11
2.1.6 หลกั การสาคญั ของพฤติกรรมมนุษย์
ในการปรับปรุงและพฒั นาพฤติกรรมมนุษยอ์ าจเร่ิมตน้ ตรงพฤติกรรมหรือการรู้สึกความคดิ และเพื่อ ประโยชน์
สูงสุดควรเนน้ พฒั นาโดยองคร์ วมท้งั พฤติกรรมทางกายความคดิ ความรู้สึกสังคมวฒั นธรรมและ สิ่งแวดลอ้ มไปพร้อมกนั
เพอื่ การอยรู่ ่วมกนั อยา่ งปกติสุขจึงสรุปหลกั การสาคญั ของพฤติกรรมมนุษย์ ไดด้ งั น้ี
-การปรับเปล่ียนพฤติกรรมมนุษยเ์ กิดข้ึนจากการควบคมุ สภาพแวดลอ้ ม
-การเปลี่ยนแปลงความรู้สึกส่งผลตอ่ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
-การเปลี่ยนแปลงความรูค้ ิดส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
-การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมความรู้สึกการรู้คิดต่างมีผลกระทบซ่ึงกนั และกนั
2.2 ทฤษฎีการเรียนรู้
2.2.1 หลกั การจดั การศึกษา/การสอน
1. การกระทาใดๆ ถา้ ไดร้ ับการเสริมแรงจะมีแนวโนม้ ทจ่ี ะเกิดข้ึนอีก ส่วนการกระทาที่ไมม่ ีการเสริมแรง แนวโนม้ ท่คี วามถ่ี
ของการกระทาน้นั จะลดลงและหายไปในท่ีสุด จาการทดลองโดยนาหนูท่ีหิวจดั ใส่กลอ่ ง ภายใจมีคานบงั คบั ใหอ้ าหารตก
ลงไปในกลอ่ งไดต้ อนแรกหนูจะ วง่ิ ชนโน่นชนน่ี เม่ือชนคานจะมอี าหารตกมาให้กิน ทาหลายๆคร้งั พบวา่ หนูจะกดคานทา
ใหอ้ าหารตกลงไป ไดเ้ ร็วข้นึ
2. การเสริมแรงที่แปรเล่ียนทาใหก้ ารตอบสนองคงทนกว่า การเสริมแงท่ีตายตวั จากการทดลองโดยเปรียบเทียบหนูท่ีหิวจดั
2 ตวั ตวั หน่ึงกดคานจะไดอ้ าหารทกุ คร้ังอกี ตวั หน่ึงเม่ือกดคาน บางทีก็ไดอ้ าหาร บางทีก็ไมไ่ ดอ้ าหารแลว้ หยดุ ใหอ้ าหารตวั
แรกจะเลิกกดคานทนั ทีตวั ท่ี2จะยงั กดต่อไปอีก นานกวา่ ตวั แรก
3. การลงโทษท าใหเ้ รียนรู้ไดเ้ ร็วและลืมเร็ว จากการทดลองโดยนาหนูท่ีหิวจดใั ส่กรงแลว้ ชอ็ ตดว้ ยไฟฟ้า หนูจะว่ิง พลา่ นจน
ออกมาไดเ้ มื่อจบั หนูใส่เขา้ ไปใหม่มนั จะวงิ่ พลา่ นอกี จาไม่ไดว้ ่าทางไหนคอื ทางออก
4. การให้แรงเสริมหรือใหร้ างวลั เม่ืออนิ ทรียก์ ระทาพฤติกรรมท่ีตอ้ งการ สามารถช่วยปรับหรือปลกู ฝังนิสยั ท่ีตอ้ งการได้
จากการทดลองโดยสอนให้เลน่ บาสเกตบอลเร่ิมจาการให้อาหารเม่อื หนูจบั ลูกบาสเกตบอลจากน้นั เมื่อ มนั โยนจึงใหอ้ าหาร
ต่อมาเม่ือโยนสูงข้นึ จงึ ใหอา้ หารในที่สุดตอ้ งโยนเขาห่วงจึงใหอ้ าหารการทดลองน้ีเป็น การกาหนดให้หนูแสดงพฤติกรรม
ตามที่ตอ้ งการก่อนจึงใหแ้ รงเสริม วิธีน้ีสามารถดดั นิสัยหรือปรับเปล่ียน พฤติกรรมหากตอ้ งการปรบั เปล่ียนพฤติกรรมหรือ
ปลูกฝังนิสยั ใหแ้ ก่ผเู้ รียน การแยกแยะข้นั ตอนของ ปฏิกิริยาตอบสนองออกเป็นลาดบั ข้นั โดยพจิ ารณาให้เหมาะสมกบั
ความสามารถของผเู้ รียน เช่น หากตอ้ งการปลูกฝังนิสยั ในการรักษาความสะอาดห้องปฏิบตั ิการและเครื่องมือ สิ่งสาคญั
ประการแรกคอื ตอ้ งนาพฤติกรรมท่ีตอ้ งการจาแนกเป็นพฤติกรรมยอ่ ยให้ชดั เจน เช่น การเกบ็ การกวาด การเช็ดถูการลา้ ง
การ จดั เรียง เป็นตน้ ต่อไปจึงพจิ ารณาแรงเสริมที่จะให้แก่ผเู้ รียน เช่น คะแนน คาชมเชยการให้เกียรติการให้ โอกาสแสดง
ตวั เป็นตน้ เมื่อนกั เรียนแสดงพฤติกรรมท่ีพงึ ประสงคก์ ใ็ ห้การเสริมแรงท่ีเหมาะสมในทนั ที
12
2.2.2 ทฤษฎีการเรียนรูข้ องฮลั ล์ (Hull’s Systematic Behavior Theory) ทฤษฎีการเรียนรู้ของฮลั ล์ (Hull’s Systematic
Behavior Theory)ฮลั ล์ (Hull) ไดท้ าการทดลองโดยฝึกหนูให้ กดคาน โดยแบ่งหนูเป็นกลุม่ ๆ แตล่ ะกลมุ่ อดอาหาร24 ชว่ั
โมงและแตล่ ะกลุ่มมีแบบแผนในการเสริมแรง แบบตายตวั ต่างกนั บางกลุ่มกดคาน 5คร้ังจึงไดอ้ าหารไปจนถงึ กลุ่มท่ีกด 90
คร้ังจึงไดอ้ าหารและอกี พวก หน่ึงทดลองแบบเดียวกนั แต่อดอาหารเพยี ง 3 ชว่ั โมงผลปรากฏว่ายิ่งอดอาหารมากคอื มีแรงขบั
มากจะมีผล ใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงความเขม้ ของนิสัยกลา่ วคอื จะทา ให้การเช่ือมโยงระหว่างอวยวั ะรับสมั ผสั (receptor)
กบั อวยั วะแสดงออก(effector)เขม้ แขง็ ข้นึ ดงั น้นั เมื่อหนูหิวมากจึงมีพฤติกรรมกดคานเร็วข้ึน
1. กฎแห่งสมรรถภาพในการตอบสนอง (Law of Reactive In Hibition) กลา่ วคือถา้ ร่างกายเม่ือยลา้ การ เรียนรู้จะลดลง
2. กฎแห่งการลาดบั กลมุ่ นิสยั (Law of Habit Hierachy) เมื่อมีสิ่งเลา้ มากระตุน้ แตล่ ะคนจะมีการตอบสนองตา่ ง ๆ กนั ใน
ระยะแรกการแสดงออกมีลกษั ณะงา่ ย ๆ ตอ่ เมื่อเรียนรู้มากข้ึนน กส็ ามารถเลือกแสดงการ ตอบสนองในระดบั ที่สูงข้นึ หรือ
ถกู ตอ้ งตามมาตรฐานของสงั คม
3. กฎแห่งการใกลบ้ รรลเุ ป้าหมาย (Goal Gradient Hypothesis) เม่ือผเู้ รียนยิ่งใกลบ้ รรลุเป้าหมายมากเทา่ ใด จะมีสมรรถภาพ
ในการตอบสนองมากข้นึ เทา่ น้นั การเสริมแรงท่ีใหใ้ นเวลาใกลเ้ ป้าหมายจะช่วยทา ใหเ้ กิดการเรียนรู้ไดด้ ีที่สุด
ปัจจยั ท่ีส่งผลต่อพฤติกรรมการเขา้ แถวของเด็กนกั เรียน
1. สภาพอากาศ หากเขา้ แถวในวนั ที่สภาพอากาศไมเ่ อ้ืออานวยเช่น อากาศร้อนแดดจดั หรือ ฝนตกอบั ช้ืน จะทาให้สภาพ
ร่างกายของเด็กนกั เรียนเกดิ อาการป่ วยเป็นไขไ้ ด้
2. ระยะเวลาในการเขา้ แถวหนา้ เสาธง โดยปกติมนุษยท์ ว่ั ไปสามารถมีประสิทธิภาพจดจอ่ กบั การฟัง ไดม้ ่เกิน 30 นาที ถา้
ระยะเวลาในการทา กิจกรรมน้ีนานเกินไปจะส่งผลนกั เรียนเกิดอาการเบ่ือและ ไม่มีสมาธิจดจอ่ กบั การทากิจกรรมทาให้
ประสิทธิภาพการรับขอ้ มลู ลดลง
13
บทท่ี 3
วิธกี ารดาเนนิ การ
ในการทาโครงงานคณิตศาสตร์คร้ังน้ีกลมุ่ ผจู้ ดั ทาไดด้ าเนินการตามหวั ขอ้ ตอ่ ไปน้ี
1.ปฏทิ ินปฏิบตั ิงาน
2. ข้นั ตอนการดาเนินงาน
3. การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
4. การวิเคราะหข์ อ้ มลู
1.ปฏิทนิ ปฏิบตั ิงาน
ตารางที่ 1 ปฏทิ นิ ปฏบิ ตั งิ านมลี าดบั ดังนี้
ที่ รายการการปฏิบตั ิงาน รายการการปฏิบตั ิงาน
1 ศึกษาวิธีการทาโครงงานคณิตศาสตร์ 25 พฤษภาคม 2565
2 ประชุมวางแผนการจดั ทาโครงงาน 29 พฤษภาคม 2565
3 คิดหวั ขอ้ โครงงาน นาเสนอหวั ขอ้ โครงงานกบั ครูท่ีปรึกษา โครงงานและ 1 มิถนุ ายน 2565
ปรับแกต้ ามคาแนะนา 6 มิถุนายน 2565
4 ศึกษาขอ้ มลู ความพงึ พอใจในการเขา้ แถวเคารพธงชาติในตอนเชา้ 25กรกฎาคม 2565
5 เขียนเคา้ โครง โครงงานคณิตศาสตร์นาเสนอกบั ครูท่ีปรึกษาโครงงาน และ
17 สิงหาคม 2565
ปรับแกต้ ามคาแนะนา
6 แบง่ หนา้ ที่แตล่ ะคนรบั ผิดชอบการทาแบบสารวจนาไป ปรึกษาครูท่ี 24 สิงหาคม 2565
ปรึกษาโครงงาน
7 ผรู้ ับผดิ ชอบในการท าแบบสารวจ ทาอะไร เกิดอะไรข้ึนบา้ ง
8 นาขอ้ มลู ท่ีไดม้ าวิเคราะหข์ อ้ มูล
9 นาเสนอครูที่ปรึกษาโครงงาน
10 นาขอ้ มูลที่วเิ คราะหม์ าสรุปและอภิปรายผลการดาเนินการ
11 นาเสนอครูที่ปรึกษาโครงงาน
12 เขียนรายงานโครงงานคณิตศาสตร์
14
15
16
17
บทท4่ี
ผลการปฏิบัติงานตามโครงงาน
4.1 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
ตอนท่ี 1 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลดา้ นประชากรศาสตร์ของผตู้ อบแบบสอบถามไดแ้ ก่ ระดบั ช้นั
แผนภมู ิท่ี 4.1แสดงจานวนร้อยละของกลุ่มตวั อยา่ งจาแนกตามระดบั ช้นั
จากแผนภมู ิท่ี 4.1 พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งที่ตอบแบบสารวจมีจานวนทเี่ ทา่ กนั เป็นระดบั ช้นั มธั ยมตน้ จานวน 40 คน คิดเป็นร้อย
ละ 50.00 และมธั ยมปลาย จานวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00
ตารางที่ 4.1 แสดงจานวนร้อยละของกลุ่มตวั อยา่ งจาแนกระดบั ช้นั
ระดบั ชน จานวน ร้อยละ
มธั ยมตน้ 40 50.00
มธั ยมปลาย 40 50.00
รวม 80 100.00
จากตารางท่ี 4.1 พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งท่ีตอบแบบสารวจมีจานวนท่ีเทา่ กนั เป็นระดบั ช้นั มธั ยมตน้ จานวน 40 คน คิด
เป็นร้อยละ 50.00 และมธั ยมปลาย จานวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 50.00
18
แผนภมู ิท่ี 4.2 แสดงจานวนร้อยละของกลมุ่ ตวั อยา่ งจาแนกตามระดบั ความพึงพอใจของระยะเวลาท่ีใชใ้ นการทา
กิจกรรมหนา้ เสาธง
จากแผนภูมิที่ 4.2 พบวา่ กลุม่ ตวั อยา่ งที่ตอบแบบสารวจส่วนใหญ่มีระดบั ความเหมาะสมนอ้ ย จานวน 32 คน คิด
เป็นร้อยละ 40.00 ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยที่สุดจานวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 16.3 ระดบั ความเหมาะสมปานกลาง จานวน 24
คน คดิ เป็นร้อยละ 30.00 ระดบั ความเหมาะสมมาก จานวน 5 คน คดิ เป็นร้อยละ 6.3 และระดบั ความเหมาะสมมากท่ีสุด
จานวน 6 คน คดิเป็นร้อยละ 7.5
ตารางท่ี 4.2 แสดงจานวนร้อยละของกลมุ่ ตวั อยา่ งจาแนกตามระดบั ความพงึ พอใจของระยะเวลาท่ีในการทา
กิจกรรมหนา้ เสาธง
ระดบั ความเหมาะสม จานวน ร้อยละ
ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยที่สุด 13 16.3
ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ย 32 40.00
ระดบั ความเหมาะสมปานกลาง 24 30.00
ระดบั ความเหมาะสมมาก 5 6.3
ระดบั ความเหมาะสมมากท่ีสุด 6 7.5
รวม 80 100.00
จากตารางที่ 4.2 พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งที่ตอบแบบสารวจส่วนใหญ่มีระดบั ความเหมาะสมนอ้ ย จานวน 32 คน คิดเป็น
ร้อยละ 40.00 ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยที่สุดจานวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 16.3 ระดบั ความเหมาะสมปานกลาง จานวน 24 คน
คิดเป็นร้อยละ 30.00 ระดบั ความเหมาะสมมาก จานวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 6.3 และระดบั ความเหมาะสมมากที่สุด จานวน 6
คน คดิเป็นร้อยละ 7.5
19
แผนภมู ิที่ 4.3 แสดงจานวนร้อยละของกลุ่มตวั อยา่ งจาแนกตามระดบั ความพึงพอใจของสถานท่ีในการจดั กิจกรรม
จากแผนภูมิที่ 4.3 พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งท่ีตอบแบบสารวจส่วนใหญ่มีระดบั ความปานกลาง จานวน 28 คน คดิเป็น
ร้อยละ 35 ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยท่ีสุด จานวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 21.3 ระดบั ความเหมาะระดบั นอ้ ย จานวน 25 คน
คิดเป็นร้อยละ 31.3 ระดบั ความเหมาะสมมาก จานวน 7 คน คดิ เป็นร้อยละ 8.8 และ ระดบั ความเหมาะสมมากที่สุดจานวน
3 คน คดิ เป็นร้อยละ 3.8
ตารางท่ี 4.3 แสดงจานวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจาแนกตามระดบั ความพงึ พอใจของสถานทใ่ี นการจดั กจิกรรม
ระดบั ความเหมาะสม จานวน ร้อยละ
ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยท่ีสุด 17 21.3
ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ย 25 31.3
ระดบั ความเหมาะสมปานกลาง 28 35
ระดบั ความเหมาะสมมาก 7 8.8
ระดบั ความเหมาะสมมากที่สุด 3 3.8
รวม 80 100.00
จากตารางท่ี 4.3 พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งท่ีตอบแบบสารวจส่วนใหญ่มีระดบั ความปานกลาง จานวน 28 คน คดิเป็น
ร้อยละ 35 ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยท่ีสุด จานวน 17 คน คิดเป็นร้อยละ 21.3 ระดบั ความเหมาะระดบั นอ้ ย จานวน 25 คน
คิดเป็นร้อยละ 31.3 ระดบั ความเหมาะสมมาก จานวน 7 คน คดิ เป็นร้อยละ 8.8 และ ระดบั ความเหมาะสมมากท่ีสุดจานวน
3 คน คดิ เป็นร้อยละ 3.8
20
แผนภมู ิท่ี 4.4 แสดงจานวนร้อยละของกลุ่มตวั อยา่ งจาแนกตามระดบั ความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมเขา้ แถวหนา้ เสาธง
จากแผนภมู ิที่ 4.4 พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งที่ตอบแบบสารวจส่วนใหญ่มีระดบั ความเหมาะสมนอ้ ย จานวน 35 คน คิด
เป็นร้อยละ 43.8 ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยท่ีสุด จานวน 17 คน คดิเป็นร้อยละ 21.3 ระดบั ความเหมาะสมปานกลาง จานวน
19 คน คดิเป็นร้อยละ 23.8 ระดบั ความเหมาะสมมาก จานวน 4 คน คิดเป็นร้อยยละ 5 และระดบั ความเหมาะสมมากท่ีสุด
จานวน 5คน คดเิ ป็นร้อยละ 6.3
ตารางที่ 4.4 แสดงจานวนร้อยละของกลุ่มตวั อยา่ งจาแนกตามระดบั ความพงึ พอใจท่ีมีต่อกิจกรรมเขา้ แถวหนา้ เสาธง
ระดบั ความเหมาะสม จานวน ร้อยละ
ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยที่สุด 17 21.3
ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ย 35 43.8
ระดบั ความเหมาะสมปานกลาง 19 23.8
ระดบั ความเหมาะสมมาก 4 5
ระดบั ความเหมาะสมมากท่ีสุด 5 6.3
รวม 80 100.00
จากตารางท่ี 4.4 พบว่ากลมุ่ ตวั อยา่ งท่ีตอบแบบสารวจส่วนใหญ่มีระดบั ความเหมาะสมนอ้ ย จานวน 35 คน คิดเป็น
ร้อยละ 43.8 ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยที่สุด จานวน 17 คน คดเิ ป็นร้อยละ 21.3 ระดบั ความเหมาะสมปานกลาง จานวน 19
คน คดิเป็นร้อยละ 23.8 ระดบั ความเหมาะสมมาก จานวน 4 คน คดิ เป็นร้อยยละ 5 และระดบั ความเหมาะสมมากท่ีสุด
จานวน 5คน คดเิ ป็นร้อยละ 6.3
21
แผนภมู ิที่ 4.5 แสดงจานวนร้อยละของกลุ่มตวั อยา่ งจาแนกตามระดบั ความพึงพอใจของความชดั เจนของเคร่ืองเสียง
จากแผนภมู ิท่ี 4.5 พบว่ากลมุ่ ตวั อย่างทต่ี อบแบบสารวจสว่ นใหญ่มีระดบั ความเหมาะสมนอ้ ย จานวน 30 คน
คดิเป็นรอ้ ยละ 37.5 ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยท่สี ดุ จานวน 15 คน คดเิ ป็นรอ้ ยละ 18.8 ระดบั ความเหมาะสมปานกลาง
จา นวน 27 คน คดเิ ป็นรอ้ ยละ 33.8 ระดบั ความเหมาะสมมาก จานวน 6 คน คดเิ ป็นรอ้ ยละ 7.6 และระดบั ความ
เหมาะสมมากท่ีสดุ จานวน 2 คน คดเิ ป็นรอ้ ยละ 2.5
ตารางท่ี 4.5 แสดงจานวนร้อยละของกลุ่มตวั อยา่ งจาแนกตามระดบั ความพึงพอใจของความชดั เจนของเคร่ืองเสียง
ระดบั ความเหมาะสม จานวน ร้อยละ
ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยท่ีสุด 15 18.8
ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ย 30 37.5
ระดบั ความเหมาะสมปานกลาง 27 33.8
ระดบั ความเหมาะสมมาก 6 7.5
ระดบั ความเหมาะสมมากที่สุด 2 2.5
รวม 80 100.00
จากตารางท่ี 4.5 พบวา่ กล่มุ ตวั อยา่ งท่ตี อบแบบสารวจสว่ นใหญ่มรี ะดบั ความเหมาะสมนอ้ ย จานวน 30 คน คดิ
เป็นรอ้ ยละ 37.5 ระดบั ความเหมาะสมนอ้ ยท่สี ดุ จานวน 15 คน คดิเป็นรอ้ ยละ 18.8 ระดบั ความเหมาะสมปานกลาง จา
นวน 27 คน คดเิ ป็นรอ้ ยละ 33.8 ระดบั ความเหมาะสมมาก จานวน 6 คน คดเิ ป็นรอ้ ยละ 7.6 และระดบั ความเหมาะสม
มากท่ีสดุ จานวน 2 คน คดิเป็นรอ้ ยละ 2.5
22
บทที่ 5
สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ
ในการทาโครงงานเรื่อง สารวจความพึงพอใจของการทากิจกรรมเขา้ แถวหนา้ เสาธงตอนเชา้ สามารถสรุปผล
อภิปรายผลและขอ้ เสนอแนะ ดงั น้ี
1. สรุปผลการดาเนนิ งาน
จากผลการดาเนินงาน การศึกษาความพงึ พอใจของนกั เรียนที่มีตอ่ การทากิจกรรมเขา้ แถวหนา้ เสาธง ตอนเชา้ จาก
กลุม่ ตวั อยา่ งที่ตอบแบบสอบถามรวมท้งั หมดจานวน 80 คนประกอบดว้ ยนกั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมตน้ จานวน 40 คน
และนกเั รียนระดบั ช้นั มธั ยมปลายจานวน 40 คนของโรงเรียนพฒั นานิคม กลมุ่ ผจู้ ดั ทา สามารถสรุปไดดง้ นั ้ี
1.จากการศึกษาระดบั ความพงึ พอใจของนกั เรียนที่มีตอ่ ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการทากิจกรรมหนา้ เสาธง พบวา่ ส่วน
ใหญ่มีระดบั ความพึงพอใจนอ้ ยทสี่ ุดจานวน 13คน คดิ เป็นร้อยละ 16.3% ระดบั ความพงึ พอใจ นอ้ ยจานวน 32 คน คดิ เป็น
ร้อยละ 40% ระดบั ความพงึ พอใจปานกลางจานวน 24คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 30% ระดบั ความพึงพอใจมากจานวน 5 คน คดิ เป็น
ร้อยละ 6.3% ระดบั ความพงึ พอใจมากท่ีสุดจานวน 6 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 7.5% ตามลาดบั สรุปไดว้ า่ นกั เรียนส่วนใหญม่ ี
ระดบั ความพึงพอใจท่ีมีต่อระยะเวลาที่ใชใ้ นการทากิจกรรมหนา้ เสา ธงอยใู่ นระดบั ความพงึ พอใจนอ้ ย
2.จากการศึกษาระดบั ความพงึ พอใจของนกั เรียนที่มีตอ่ สถานที่ในการจดกั ิจกรรมพบว่า ส่วนใหญ่มี ระดบั ความ
พงึ พอใจนอ้ ยท่ีสุดจานวน 17คน คดิ เป็นร้อยละ 21.3% ระดบั ความพึงพอใจนอ้ ยจานวน 25คน คดิ เป็นร้อยละ 31.3% ระดบั
ความพงึ พอใจปานกลางจานวน 28 คน คดิ เป็นร้อยละ 35% ระดบั ความพงึ พอใจ มากจานวน 7คน คดิ เปนร้อยละ 8.8%
ระดบั ความพึงพอใจมากที่สุดจานวน 3คน คิดเป็นรอ้ ยละ 3.8% ตามลาดบั
สรุปไดว้ า่ นกั เรียนส่วนใหญ่มีระดบั ความพงึ พอใจที่มตี อ่ สถานทีใ่ นการจดั กิจกรรมอยใู่ นระดบั ความพงึ พอใจปานกลาง
3.จากการศึกษาระดบั ความพงึ พอใจของนกั เรียนที่มีตอ่ กจิ กรรมเขา้ แถวหนา้ เสาธงพบว่าส่วน ใหญ่มีระดบั ความ
พึงพอใจนอ้ ยท่ีสุดจานวน 17คน คดิ เป็นร้อยละ 21.3% ระดบั ความพงึ พอใจนอ้ ยจานวน 35คน คิดเปนร้อยละ 43.8% ระดบั
ความพึงพอใจปานกลางจานวน 19คน คิดเป็นร้อยละ 23.8% ระดบั ความพงึ พอใจมากจานวน 4คน คดิ เป็นร้อยละ 5% ระดบั
ความพงึ พอใจมากท่ีสุดจานวน 5คน คดิ เป็นร้อยละ 6.3% ตามลาดบั
สรุปไดว้ า่ นกั เรียนส่วนใหญม่ ีระดบั ความพึงพอใจที่มตี ่อกิจกรรมเขา้ แถวหนา้ เสาธงอยใู่ นระดบั ความพึงพอใจนอ้ ย
4.จากการศึกษาระดบั ความพงึ พอใจของนกั เรียนท่ีมีตอ่ ระดบั ความชดั เจนของเครื่องเสียงพบว่าส่วนใหญ่มีระดบั
ความพึงพอใจนอ้ ยท่ีสุดจานวน 15คน คิดเป็นร้อยละ 18.8% ระดบั ความพงึ พอใจนอ้ ยจานวน 30คน คดิ เป็นร้อยละ 37.5%
ระดบั ความพึงพอใจปานกลางจานวน 27คน คดิ เป็นร้อยละ 33.8% ระดบั ความพึงพอใจมากจานวน 6คน คดิ เป็นร้อยละ
7.5% ระดบั ความพงึ พอใจมากท่ีสุดจานวน 2คน คดิ เป็นร้อยละ 2.5% ตามลาดบั
สรุปไดว้ ่านกั เรียนส่วนใหญ่มีระดบั ความพึงพอใจท่ีมตี ่อกิจกรรมเขา้ แถวหนา้ เสาธงอยใู่ นระดบั ความพงึ พอใจนอ้ ย
23
2.อภปิ รายผล
จากการสารวจระดบั ความพึงพอใจในการเขา้ แถวหนา้ เสาธงตอนเชา้ สามารถนามาอภิปรายผลได้ ดงั น้ีจากการทา
โครงงานคณิตศาสตร์เพื่อศึกษา เร่ือง ความพึงพอใจในการเขา้ แถวหน้าเสาธงของกล่มุ ตวั อยา่ งนกั เรียนโรงเรียนพฒั นานิคม
จานวน 80 คน โดยมนี กั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมตน้ จานวน 40คน และ นกั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมปลายจานวน 40คนจากแบบ
สารวจนกั เรียนท้งั 80คน มีความคิดเห็นต่อกจิ กรรมเขา้ แถวหนา้ เสาธงที่หลากหลายและแตกตา่ งกนั น ส่วนใหญค่ วามพงึ
พอใจของนกั เรียนท่ีมีตอ่ กิจกรรมเขา้ แถว หนเ้ สาธงในตอนเชา้ อยใู่ นระดบั นอ้ ยเพราะมนี กั เรียนหลายคนที่ไมพ่ อใจในเรื่อง
ของระยะเวลาในการเขา้ แถวที่นานเกินไป สถานท่ีในการจดกั ิจกรรมเขา้ แถวที่ไมเ่ อ้ืออานวยต่อสภาพอากาศในแต่ละวนั
และระดบั ความชดั เจนของเคร่ืองเสียงที่มีเสียงเบาและเกิดการติดขดั บอ่ ยคร้ังการสารวจคร้งั น้ีสามารถนาความรู้และผลการ
สารวจระดบั ความพึงพอใจของนกั เรียนเก่ียวกบั กิจกรรมหนเ้ สาธงทาใหท้ ราบถึงสาเหตทุ ีป่ ัจจุบนั นกั เรียนส่วนใหญ่ไมใ่ ห้
ความร่วมมือในการทากิจกรรมน้ีเพอื่ สามารถนาไปแกไ้ ขปัญหาหรือพฒั นาต่อยอไดใ้ นอนาคตต่อไป
3. ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะได้รับ
3.1 ไดท้ ราบระดบั ความพงึ พอใจของนกั เรียนท่ีมตี อ่ การเขา้ แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธง
3.2 ไดท้ ราบถึงปัญหา ความคดิ เห็น และขอ้ เสนอแนะของนกเั รียนท่ีมีตอ่ การเขา้ แถวทากิจกรรมหนา้ เสาธง
4.ข้อเสนอแนะ
4.1 เพ่มิ จานวนคาถามหรือส่ิงทตี่ อ้ งการทราบในการทาจกรรมเขา้ แถวหนา้ เสาธงเพ่ือไดข้ อ้ มลู ท่ีหลากหลายและ
ความชดั เจนเก่ียวกบั ความพึงพอใจของนกั เรียน
24
บรรณานุกรม
blogspot. 2564. ประโยชนข์ องกจิ กรรมหนา้ เสาธง. สืบคน้ เม่ือ 7 สิงหาคม 2565,
จาก http://phimannataw.blogspot.com/p/blog-page_72.html?m=1
Numberssd. 2564. ความสาคญั ของการเขา้ แถว. สืบคน้ เม่ือ 7 สิงหาคม 2565,
จาก https://numberssd.com/archives/2293
ศูนยว์ จิ ยั และพฒั นา. 2561. วิจยั การแกไ้ ขปัญหาการไมเ่ ขา้ แถวของนกั ศึกษา. สืบคน้ เม่ือ
7 สิงหาคม 2565, จาก http://www.atc.ac.th/ATCWeb/FileATC/%.pdf
25
ภาคผนวก
ตวั อยา่ งแบบฟอร์มทใ่ี ช้