47
จากรูปภาพแผนภูมิที่ 3.7 5 Why Analysis จะเห็นได้ว่าจากปัญหาเครื่องจักรที่ชำรุดบ่อยครั้ง
่
นั้น มีการหาสาเหตุที่กอให้เกิดปัญหาได้ โดยแสดงออกมาให้เห็นว่าปัญหาที่แท้เกิดจากการขาดแผนใน
่
การซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรที่ดี รวมไปถึงแผนการตรวจเช็คเครื่องจักรกอนเริ่มงานในแต่ละวัน ทั้งนี้
่
ทีมที่ศึกษาจึงได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงให้มีแผนการตรวจเช็คเครื่องจักรกอนการเริ่มงานรวมไปถึง
แผนการบำรุงรักษาเครื่องจักรในแต่ละเดือน และตามรอบการซ่อมบำรุง
3.7 กำหนดการนำ TPM มาปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจักร
้
จากขอมูลการสูญเสียของการทำงานของเครื่องจักรที่แสดงไปนั้น ทีมผู้ศึกษาได้
กำหนดรูปแบบการแก้ปัญหา เพื่อเพิ่มประสิทธิประสิทธิภาพการทำงานโดยรวมของเครื่องจักร จึงได้
กำหนดให้นำ TPM มาใช้กับบริษัทตัวอย่าง โดยใช้หลักการบริหารกลุ่มย่อยและนำเทคนิคการใช้ TPM
ื่
ิ่
้
เข้ามาเพื่อแกไขปัญหาเพอเพมประสิทธิภาพของเครื่องจักรโดยมีรายละเอียดดังนี้
3.7.1 การบำรุงรักษาด้วยตัวเอง (Autonomous Maintenance, AM)
3.7.1.1การทำความสะอาดเครื่องจักรก่อนการเริ่มทำงาน เป็นการทำความสะอาดเครื่องจักร
ก่อนเริ่มงานในทุกวัน เพื่อเป็นการตรวจเช็คสภาพเครื่องจักร เพื่อเช็ครอยรั่วซึมของน้ำมันจากจุดต่างๆที่
มีการหล่อลื่น เพื่อนำไปสู่การแก้ไขระยะยาว
ภาพประกอบที่ 3.7 การทำความสะอาดเครื่องจักรด้วยตนเอง
48
3.7.1.2 การตรวจเช็คปริมาณและแรงดันของน้ามันของเครื่องจักร เป็นการ
ตรวจเช็คปริมาณและแรงดันของน้ามันต่างๆ เช่น ระดับของน้ามันไฮดรอลิก ว่าอยู่ในปริมาณท ี่
ื่
กาหนดหรือไม่ รวมไปถึงแรงดันของน้ามันไฮดรอลิก เพอตรวจสอบว่าปั๊มไฮดรอลิกทางานปกติหรือไม่
ภาพประกอบที่ 3.8 การตรวจสอบระดับน้ำมันของเครื่องจักร
ภาพประกอบที่ 3.8การตรวจสอบสภาพกรองน้ำมัน ภาพประกอบที่ 3.9การตรวจสอบระดับน้ำมัน
3.7.2 การบำรุงรักษาตามแผน
3.7.2.1 จัดให้มีผู้ควบคุมเครื่องจักร (Operation User) โดยการมอบหมายให้แต่ละ
โครงการกำหนดผู้ควบคุมเครื่องจักรเพื่อทาการตรวจเช็คเครื่องจักรประจาวันก่อนการเริ่มงานในแต่ละ
วัน เพื่อลดเวลาการเสียหายสะสมของเครื่องจักร
3.7.2.2 กำหนดมาตรฐานการตรวจเช็คเครื่องจักรก่อนการเริ่มงาน (Daily
Check List) โดยการจัดทาหัวข้อที่จะต้องทาการตรวจเช็คในแต่ละวันเพอให้ผู้ควบคุมเครื่องจักร
ื่
ตรวจเช็คตามรายการที่กำหนด
49
ภาพประกอบที่ 3.10 ตัวอย่างรายงานการตรวจสอบ Daily Maintenance (DM)
3.7.2.3 กำหนดแผนการตรวจเช็คเครื่องจักรประจำเดือน (Preventive Maintenance)
โดยการจัดทำหัวข้อการซ่อมบำรุงเครื่องจักรเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance) และมอบหมาย
ให้เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงดำเนินการตรวจเช็คเครื่องจักรตามแผนที่กำหนด วางไว้โดยแผนการซ่อมบำรุง
เครื่องจักรเชิงป้องกันจะต้องแชร์ให้กับแผนกต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนกวางแผน แผนกอะไหล่ และ
กำหนดมาตรฐานในการปฎิบัติงาน วิธีการบำรุงรักษาเครื่องจักรเชิงป้องกันและอบรมให้กับเจ้าหน้าที่
ซ่อมบำรุง เพอเป็นมาตรฐานและแนวทางในการปฎิบัติที่ถูกต้อง
ื่
50
ภาพประกอบที่ 3.11 ตัวอย่างแผนการบำรุงรักษาเชิงป้องกันประจำเดือน
51
ภาพประกอบที่ 3.12 ทำการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM)
ภาพประกอบที่ 3.13 ทำการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
52
3.7.2.4 กำหนดมาตรฐานการการจัดทำเอกสารสถานะการซ่อมของเครื่องจักร
(Machine Status Report) โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่ซ่อมบำรุงจัดทำเอกสารสถานะการซ่อม
เครื่องจักร เพื่อเป็นข้อมูลในการติดตามสถานะการซ่อมของเครื่องจักรต่างๆ ในเอกสารสถานะการซ่อม
ี
เครื่องจักร จะมการใส่รายละเอียดวันที่และเวลาที่เครื่องจักรชำรุด รายการอะไหล่ที่ใช้ในการซ่อม
ตลอดจนถึงกำหนดเวลาที่ซ่อมเครื่องจักรแล้วเสร็จ
ภาพประกอบที่ 3.14 เอกสารการแจ้งซ่อม
53
3.8 การจัดการอะไหล่คงคลัง
การศึกษาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการจัดการสินค้าคงคลังของบริษัทตัวอย่างจะต้องหา ผลลัพธ์
ื่
ของจุดสั่งซื้อ ปริมาณการสั่งซื้อที่ และสต๊อกเพอความปลอดภัย ให้เหมาะสมของอะไหล่ จำนวน 9 ชนิด
โดยที่ใช้ข้อมูลจาก อะไหล่คงคลัง เดือน เมษายน -ตุลาคม
•กลุ่ม A เป็นสต็อกทมีมูลค่าต่อหน่วยสูงซึ่งมีปริมาณเพียงร้อยละ 15–20 ของยอดรวม แต่มีมูลค่าสูงถึง
ี่
ร้อยละ 80 ทาให้มีการสั่งซื้อเฉพาะส่วนที่ขาดหรือจาเป็นด้วยการประเมินจากปริมาณทต้องใช้ตามแผน
ี่
ื
บารุงรักษาและการประเมินความน่าเชื่อถอของระบบ
•กลุ่ม B เป็นสต็อกที่มีมูลค่าต่อหน่วยต่ากว่ากลุ่ม A โดยมีปริมาณรวมร้อยละ 25–30 ของยอดรวม ซึ่งมี
มูลค่าการใช้งานราวร้อยละ 15ควรกาหนดจุดสั่งซื้อคงที่เมื่อปริมาณสต็อกลดถึงจุดสั่งซื้อก็ให้ดาเนินการ
สั่งซื้อล่วงหน้า
•กลุ่ม C มีมูลค่าต่อหน่วยน้อยที่สุด มีปริมาณสต็อกราวร้อยละ 50–60 (บางกรณีอาจสูงถึงร้อยละ 80)
ขณะที่มีมูลค่าเพียงร้อยละ 5-10 ดังนั้นจึงมักใช้หลักการควบคุมด้วยสายตาด้วยระบบถาดคู่ ( Two-Bin
System) เพื่อกาหนดจุดสั่งซื้อ
มูลค่ำกำรใช้ สัดสวนรวม
่
ล ำดับ รำยกำรอะไหล่ สะสม (%) กลุ่ม
(บำท) (%)
1 Ultra coolant ,20 liters 19,740 58.1% 58.1% A
2 Oil Filter element 6,190 18.2% 76.3% A
3 Air Filter element 5,600 16.5% 92.8% B
4 Bearing (SKF) 6309A 685 2.0% 94.8% C
5 Bearing (SKF) 6300Z 650 1.9% 96.7% C
6 Oil seal เพลา 60*50*10 480 1.4% 98.1% C
7 Oil seal เพลา 50*40*10 380 1.1% 99.2% C
Oil seal pump
8 280 0.8% 100.0% C
60*30*10
รวม 34,005
ตารางที่ 3.6 การจัดอันดับอะไหล่ตามราคา
54
3.9 ความปลอดภัยในการบำรุงรักษา (Safety)
กำหนดวิธีการทำงาน หรือกิจกรรมเพื่อบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ที่จะป้องกันไม่ให้
ึ้
เกิด ความสูญเสียหรืออุบัติที่เกิดขนจากการทำงาน เพราะในการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งสาเหตุที่ทำให้
เกิดอุบัติเหตุสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) การกระทำที่ไม่ปลอดภัยหรือต่ำกว่ามาตรฐาน
(Unsafe/Sub – standard Action) ยกตัวอย่างเช่น การทำงานไม่ถูกวิธีหรือไม่ถกขนตอน การมีทศั นค
ั้
ู
ติที่ไม่ถูกต้อง การมีนิสัยชอบเสี่ยง การไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของความปลอดภัย การใช้เครื่องมอไม่
ื
เหมาะสมกับงาน 2) สภาพการที่ไม่ปลอดภัยหรือต่ำกว่ามาตรฐาน (Unsafe/Sub –standard
Condition) ยกตัวอย่างเช่น ส่วนที่เป็นอันตรายของเครื่องจักรไม่มีเครื่องกำบังหรืออุปกรณ์ป้องกัน
อันตราย แสงสว่างในที่ทำานไม่เพียงพอ การทำงานในที่มีเสียงดังเกินควร จากสถิติของการเกิดอุบัติหตุ
ต่างพบว่า สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่มาจากการกระทำที่ไม่ปลอดภัยหรือการกระทำที่ต่ำกว่า
มาตรฐานของผู้ปฏิบัติงาน ดั้งนั้นจึงจัดให้มีเอกสารมาตรฐานในการปฎิบัติงาน Work Instruction (WI)
ละอบรมให้กับช่างซ่อมบำรุงด้วย และ จัดทำเอกสารประเมินความเสี่ยง Job Safety Analysis (JSA)
และจัดทำเอกสารขออนุญาติทำงานที่เสี่ยงอันตราย
ภาพประกอบที่ 3.15 อบรมช่างซ่อมบำรุง
55
3.9.1 จัดทำเอกสารประเมินความเสี่ยง (Job Safety Analysis) เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีอันตรายอะไรบ้างที่
แอบแฝงอยู่ เพื่อว่าเมื่อเราเข้าไปทำงานจะทำให้เราปลอดภัย หรือระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
ภาพประกอบที่ 3.16 ตัวอย่างเอกสารประเมินความเสี่ยง (Job Safety Analysis)
56
ภาพประกอบที่ 3.17 อบรมมาตรฐานการทำงาน Quality Instruction (QI)
จัดให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวการใช้เครื่องจักร และการบำรุงรักษาแก่ผู้รับผิดชอบ เพื่อ
ั
พัฒนาเพิ่มศกยภาพในการทำงานและทำงานด้วยความปลอดภัย
ภาพประกอบที่ 3.17 เอกสารมาตรฐานการทำงาน Quality Instruction (QI) PM.
57
3.9.2 ใช้มาตรการ Log Out Tag Out
LOCK OUT TAG OUT
ั
เป็นมาตรการหนึ่งในการควบคุมพลงงานที่เป็นอันตราย เช่น กระแสไฟฟ้า แรงกล แรงดันอากาศ
แก๊ส ไฮโดรลิก ฯลฯ โดยหมายถึงกระบวนการปฏิบัติเฉพาะกิจเพื่อป้องกันลูกจ้าง จากการเกิดขึ้นของ
พลังงานต่างๆที่ไม่ได้คาดคิดหรือการเดินเครื่องของเครื่องจักรและอุปกรณ์ หรือปล่อยพลังงานที่เป็น
อันตราย
ภาพประกอบที่ 3.12 ความหมายของ Lock Out Tag Out
58
บทที่ 4
ผลการดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพ
ผลที่ได้จากการเก็บข้อมูลการศึกษาการดำเนินงานหลังจากการนำ TPM มาดำเนินกิจกรรม
และหาแนวทางแก้ปัญหา ซึ่งการดำเนินงานปรับปรุงมีทั้งหมด 3 ส่วน คือ การปรับปรุง เฉพาะเรื่อง การ
บำรุงรักษาด้วยตนเอง และการบำรุงรักษาตามแผน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อวัดผลข้อมูลการ
เดินเครื่องก่อนการปรับปรุง และหลังการปรับปรุง และจัดการ โดยสามารถสรุปผลการดำเนินงานวิจัย
ได้ดังต่อไปนี้
4.1 การวัดผลหลังปรับปรุง
4.1.1 การนำหลักการTotal Productive Maintenance (TPM) มาปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวม
้
ของเครื่องจักร การวัดผลจะต้องรวบรวมขอมูลทั้งก่อนและหลังการปรับปรุง เพื่อนำมาเปรียบเทียบผล
ที่ได้จากดำเนินงานโดย ใช้หลักการการบำรุงรักษา TPM ตั้งแต่เดือน เมษายน 2564 ถึง ตุลาคม
2564 ดังแสดงจากตาราง ที่ 4.2 ส่วนค่า MTBF MTTR และ % Machine Availability หลังการปรับปรุง
ดังแสดงในจาก ตารางที่ 4.3
ปี 2564
สภาพการทำงาน ก่อนปรับปรุง หลังปรับปรุง
เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม
จำนวนวันทำงาน 27 29 29 28 30 30 28
เวลาทํางาน (ชม.) 648 696 696 672 720 720 672
เวลาหยุดตามแผน
(ชม.) 14.5 14.5 14.5 14.5 14.5 17.5 14.5
เวลารับภาระงาน
(ชม.) 633.5 681.5 681.5 657.5 705.5 702.5 657.5
ตารางที่ 4.1 ข้อมูลการใช้เครื่องจักรก่อนและหลังปรับปรุง
59
ปี 2564
สภาพการทำงาน ก่อนปรับปรุง หลังปรับปรุง
เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม
เวลารับภาระงาน 633.5 681.5 681.5 657.5 705.5 702.5 657.5
(ชม.)
เวลาเดิน
เครื่องจักร (ชม.) 623.5 673.5 674.5 649.5 698.5 701.5 657.5
เวลาหยุดซ่อม 10 8 7 8 7 1 0
เครื่องจักร(ชม.)
จำนวนครั้งที่
เครื่องหยุด(ครั้ง) 5 3 3 4 4 1 0
อัตราการเดิน
เครื่องจักร 98.42% 98.83% 98.97% 98.78% 99.01% 99.86% 100.00%
( % Availability)
ตารางที่ 4.2 ข้อมูลการใช้เครื่องจักรก่อนและหลังปรับปรุง
800 681.5 673.5 681.5 674.5 705.5 698.5 702.5 701.5
633.5 657.5 649.5 657.5 657.5
700 623.5
600
500
400
300
200
100
10 5 8 3 7 3 8 4 7 4 1 1 0 0
0
เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม
ก่อนปรับปรง ุ หลังปรับปรง ุ
ี
ป 2564
่
่
่
่
เวลารับภาระงาน (ชม.) เวลาเดินเครืองจักร (ชม.) เวลาหยุดซ่อมเครืองจักร(ชม.) จ านวนครั้งทีเครืองหยุด(ครั้ง)
กราฟที่ 4.1 ข้อมูลการใช้เครื่องจักรก่อนและหลังปรับปรุง
60
ปี 2564
สภาพการ ก่อนปรับปรุง หลังปรับปรุง
ทำงาน
เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม
MTBF
( ชั่วโมง/ครั้ง) 127 227 227 164 176 702.5 657.5
MTTR 2.00 2.67 2.33 2.00 1.75 1.00 0.00
( ชั่วโมง)
% Machine 98.42% 98.83% 98.97% 98.78% 99.01% 99.86% 100.00%
Availability
ตารางที่ 4.3 ข้อมูล MTBF,MTTR,% Machine Availability ก่อนปรับปรุงและหลังปรับปรุง
่
MTBF ( ชัวโมง/ครั้ง)
800
702.5
700 657.5
600
500
400
300
227 227
200 164 176
127
100
0
เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม
ก่อนปรับปรง ุ หลังปรับปรง ุ
ี
ป 2564
่
MTBF ( ชัวโมง/ครั้ง)
กราฟที่ 4.2 ข้อมูล MTBF ก่อนปรับปรุงและหลังปรับปรุง
61
่
MTTR ( ชัวโมง)
3.00
2.67
2.50 2.33
2.00 2.00
2.00 1.75
1.50
1.00
1.00
0.50
0.00
0.00
เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม
ก่อนปรับปรง ุ หลังปรับปรง ุ
ี
ป 2564
MTTR ( ชัวโมง)
่
กราฟที่ 4.3 ข้อมูล MTTR ก่อนปรับปรุงและหลังปรับปรุง
% Machine Availability
100.50%
100.00%
100.00% 99.86%
99.50%
98.97% 99.01%
99.00% 98.83% 98.78%
98.42%
98.50%
98.00%
97.50%
เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน ตุลาคม
ก่อนปรับปรง ุ หลังปรับปรง ุ
ี
ป 2564
% Machine Availability
กราฟที่ 4.3 ข้อมูล % Machine Availability ก่อนปรับปรุงและหลังปรับปรุง
จากกราฟจะเห็นได้ว่าระยะเวลาการทางานเฉลี่ยของเครื่องจักร อัตราความพร้อมของ
เครื่องจักร ประสิทธิภาพของเครื่องจักร รวมไปถึงค่าประสิทธิผลโดยรวมของเครื่องจักรตั้งแต่เดือน
ตุลาคม 2564 นั้น มีค่าที่เพมขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2564 ทั้งนี้มีผลมาจากมีการ
ิ่
ตรวจเช็คเครื่องจักรก่อนเริ่มงานรวมไปถึงแผนการบำรุงรักษารักษาเครื่อจักรประจำเดือน จึงทำให้อัตรา
การเดินเครื่องจักรมีค่าที่สูงขึ้น โดยได้ดาเนินการตามแผนที่วางไว้
62
บทที่ 5
สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ
5.1 สรุปผลการวิจัย
ในการศึกษาวิจัยเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องจักรบริษัท Union Nifco
่
Co., Ltd.กรณีศึกษานั้นพบว่าการตรวจเครื่องจักรกอนการเริ่มงานในแต่ละวันนั้นมีความจำเป็นอย่าง
มากทำให้การชำรุดของเครื่องจักรนั้นลดลง จากการรวบรวมข้อมูลสาเหตุที่ทาให้เครื่องจักรหยุด
เดินเครื่อง โดยใช้เครื่องมือแผนภูมิพาเรโต(Pareto) พบว่าสาเหตุหลักๆมาจาก Compressor
Breakdown ทำการวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาโดยใช้แผนภูมิก้างปลา และ “Why-Why Analysis
ซึ่งพบว่าสาเหตุของปัญหาทั้งสองมาจากเครื่องจักรขาดการดูแลสภาวะพื้นฐาน ได้แก การทำความ
่
สะอาด การหล่อลื่น และการขันแน่น ส่งผลให้เครื่องจักรและอุปกรณ์เสื่อมสภาพ ไม่อยู่ในสภาพที่ควรจะ
เป็นรวมไปถึงการกำหนดให้มีการตรวจเช็คเครื่องจักรในแต่ละเดือนตามแผนการตรวจเช็คเครื่องจักรที่มี
ประสิทธิภาพ ส่งผลให้การดำเนินกิจกรรมงานต่างๆ ในการก่อสร้างอาคารเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมี
คุณภาพตามแผนงานที่ได้ตั้งไว้ โดยสามารถสรุปได้ดังนี้
5.1.1 ค่าเฉลี่ยระยะเวลาการเสียหายของเครื่องจักร (Mean Time between Failure:
MTBF) ทั้งหมด จากเดิมเฉลี่ย 184.2 Hour/Time เพมขึ้นเป็น 681.75 Hour/Time ซึ่งมีผลทำให้
ิ่
ระยะเวลาการทำงานของเครื่องจักรมากขึ้น โครงการก็สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น
5.1.2 อัตราความพร้อมใช้งานของเครื่องจักร (Availability Rate) มีค่ามากขึ้นเฉลี่ยจากเดิม
98.80 % เพิ่มขึ้นเป็น 99.93 % ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของเครื่องจักรมีความพร้อมที่
จะตอบสนองความต้องการใช้งานของเครื่องจักรก็มีมากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้เครื่องจักรสามารถ
ทำงานได้ตามแผนงานที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
5.1.3 อัตราเฉลี่ยเวลาในการเข้าไปแก้ไขเครื่องจักร ( Mean Time To Repair) ทั้งหมด จาก
เดิมเฉลี่ย 2.15 Hour/Time ลดลงเหลือ 1 Hour/Time ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเวลาในการเข้าไปแกไขปัญหา
้
ใช้เวลาน้อยลง ทำให้เครื่องจักรสามารถกลับมาทำงานได้รวดเร็ว เพิ่มปริมาณการผลิ
63
5.2 ข้อเสนอแนะ
ข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัยในอนาคตที่ศึกษาเพิ่มเติมดังนี้
1. ในการวิจัยในกรณีศึกษานี้ ผู้วิจัยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบของค่า OEE จากค่าอัตราคุณภาพ หรือ
ั
Quality rate เนื่องจากการสูบอดอากาศ ไม่สามารถวัดอัตราของเสียได้ ทำให้ค่าประสิทธิผลโดยรวม
ของเครื่องจักรและอุปกรณ์ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ดังนั้น สำหรับการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต ซึ่ง
อาจจะมีการศึกษาถึงผลกระทบของปัจจัยดังกล่าวด้วย
2. วิธีการบำรุงรักษาโดยอาศัยการวิเคราะห์ด้วยแผนผังก้างปลา แผนภูมิพาเรโต และ How-How
Diagram นี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเครื่องจักรอื่นๆ ตลอดจนนำไปประยุกต์ใช้ใน ภาคอุตสาหกรรม
ประเภทอื่นๆ ได้
3. การบำรุงรักษาด้วยการวิเคราะห์แผนผังก้างปลานี้ ได้นาวิธีการ TPM มาประยุกต์ใช้ เพื่อวางแผน
ื่
และออกแบบการบำรุงรักษาด้วยตนเอง เพอให้เครื่องจักรสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก
ที่สุด นอกจากการวิเคราะห์ด้วยแผนผังก้างปลาแล้ว ยังมีอกหลายวิธีที่สามารถ นำมาประยุกต์และใช้ใน
ี
การวิเคราะห์ได้ เช่น การวิเคราะห์ข้อบกพร่องและผลกระทบ หรือ Failure Mode and Effect
Analysis (FMEA), 5W 1H, Flow Diagram เป็นต้น
จากการวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้งานเครื่องจักรนั้นยังขาดความใส่ใจในการดูแล สภาพ
ความพร้อมการใช้งานเครื่องจักรก่อนเริ่มงานอยู่มากพอสมควรจน ส่งผลให้เครื่องจักรนั้นด้อย
ประสิทธิภาพ ดังนั้นเพื่อให้เครื่องจักรมีความพร้อมใช้งานจึงขอเสนอแนะดังนี้
1 อบรมให้ความรู้ผู้ปฎิบัติ หรือพนักงานประจาเครื่องจักร ให้ได้รับความรู้ ความเข้าในเทคนิค หรือ
เครื่องมือต่างๆ ในการนามาประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่างๆ
2. สร้างมาตรฐานการตรวจเช็ค เครื่องมือและอุปกรณ์ เพื่ออานวยความสะดวกให้กับผู้ปฎิบัติ หรือ
พนักงานประจาเครื่อง ในการแก้ไข ปรับปรุง สภาวะะพื้นฐานเครื่องจักร และทาความสะอาด เครื่องจักร
ประจาวัน เพื่อให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว
3. ฝึกอบรมให้ผู้ปฎิบัติ หรือพนักงานประจาเครื่อง ทราบถึงการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องหรือการใช้
เครื่องมือ KAIZEN ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ
4. ฝึกอบรมให้ผู้ปฎิบัติ หรือพนักงานประจาเครื่องเขียนบทเรียนเฉพาะจุด หรือ One Point Lesson:
ั
OPL เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์เป็นลายลักษณ์อกษรแทนการบอกกล่าวด้วยปาก เปล่าจากรุ่นสู่รุ่น
64
บทที่ 6
บรรณานุกรม
1.มาโนช ทองเจือ ศุภนิธิ เรื่องโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรด้วยการบำรุงรักษา :
บริษัทไทยซัมมิท อิสเทริน์บอร์ด โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด สมาคมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยและสมาคม
ส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)2553
2.ธีรพงษ์ ขันทอง การปรรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจักร กรณีศึกษา : สถานีบริการก๊าซ
ธรรมชาติ ค้นคว้าอิสระ
3. ฉัตรชัย ดิสสร เรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจักร : กรณีศึกษา บริษัทกอสร้าง
่
4. วีระศักดิ์ สมัครการ เราวัต ล่าเต๊ะ วันเฉลิม บุราเดช ปรับปรุงเครื่องอดอากาศ ใช้งาน
ั
ระบบอัตโนมัติ เพื่อลดต้นทุนในระบบ
5. RMU : CRC 297 การออกแบบระบบการซ่อมบำรุงรักษาเชิงป้องกันของเครื่องจักรของงาน
ก่อสร้าง กรณีศึกษา : ศูนย์เครื่องจักรกล และระบบจรารจรเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์
6. เษกสรร สิงห์ธนู , จักรพนธ์ ปิ่ยทอง , ไพทูรย์ ขจรวุฒิชัยนันทชัย ม นิติกร ทุมประสิทธ์
ั
การปรับปรุงประสิทธิภาพงานบำรุงรักษาเครื่องจักรการผลิตชิ้นส่วน วารสารวิชาการคณะเทคโนโลยี
อุตสาหกรรม : เทพสตรี I-TECH ปีที่ 10 ฉบับที่ 13 กรกฎาคม- ธันวาคม 2558