The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วัดประจำรัชกาล (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Dek No Names, 2022-09-27 10:29:08

วัดประจำรัชกาล (1)

วัดประจำรัชกาล (1)

บันทึก

วัดประจำรัชกาล
ที่๑-๑o

บันทึก

รัชกาลที่๑

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือ วัดโพธิ์ท่าเตียน เป็ นวัดสำคัญ
แห่งหนึ่งของประเทศไทย และเป็ นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ า

จุฬาโลกมหาราช และเปรียบเสมือนเป็ นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศด้วย
เนื่ องจากเป็ นที่รวมจารึกสรรพวิชาหลายแขนง นอกจากนี้ทางยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียน
เป็ นมรดกความทรงจำโลกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิ ก เมื่อ มีนาคม พ.ศ. 2551 อีก

ด้วย
มีหลักฐานปรากฏในศิลาจารึกไว้ว่า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ า
จุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาพระบรมมหาราชวังแล้ว ทรงพระราชดำริว่า มีวัดเก่า
ขนาบพระบรมมหาราชวัง 2 วัด ด้านเหนือ คือ วัดสลัก (วัดมหาธาตุฯ) ด้านใต้คือ
วัดโพธาราม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุนนางเจ้าทรงกรม ช่างสิบหมู่อำนวย
การบูรณะปฏิสังขรณ์ เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2331 ใช้เวลา 7 ปี 5 เดือน 28 วัน จึงแล้ว
เสร็จ และโปรดฯ ให้มีการฉลองเมื่อ พ.ศ. 2344 พระราชทานนามใหม่ว่า วัด

พระเชตุพนวิมลมังคลาวาศ

บันทึก

รัชกาลที่๒

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร หรือ วัดแจ้ง เป็ นวัดโบราณ จากหลักฐานเชื่อ
ว่าสร้างในสมัยอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดมะกอกนอก ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์
รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารของรัชกาลที่ 2 มาบรรจุที่

พุทธอาสน์ของพระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก พระประธานในอุโบสถ
วัดอรุณฯ ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งพระอาราม โดยพระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ จึงโปรดให้สร้างพระอุโบสถ
และพระวิหารต่อจนแล้วเสร็จ พร้อมทั้งทรงปั้นหุ่นพระพุทธรูป ด้วย ฝี พระหัตถ์
ของพระองค์เอง และโปรดให้หล่อขึ้นประดิษฐานเป็ นพระประธานในพระอุโบสถ
และพระราชทานนามวัดใหม่ว่า วัดอรุณราชธาราม ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มี
การก่อสร้างพระปรางค์องค์ใหญ่ ซึ่งมีความสูง 82 เมตร กว้าง 234 เมตร แต่มา
เสร็จสมบูรณ์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 และได้เปลี่ยนชื่อเป็ น “วัดอรุณราชวราราม”

บันทึก

รัชกาลที่๓

วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร

พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่ งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรง
สถาปนาวัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เนื่ องจากเมื่อครั้งที่ทรงยกทัพไปสกัดทัพพม่าที่
ด่านพระเจดีย์สามองค์ ใน พ.ศ.2363 เมื่อกระบวนทัพเรือมาถึง วัดจอมทอง ฝั่ งธนบุรีทรง
หยุดพักและทำพิธีเบิกโขลนทวารตามตำราพิชัยสงครามพร้อมทรงอธิษฐานขอให้การไป

ราชการทัพครั้งนี้ได้ชัยชนะ แต่ปรากฏว่าไม่มีทัพพม่ายกเข้ามา
เมื่อยกทัพกลับ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัด
จอมทองใหม่ และถวายเป็ นพระอารามหลวงแด่รัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็ นผู้โปรดเกล้าฯ
พระราชทานนามใหม่ว่า วัดราชโอรส ซึ่งเป็ นชื่อที่เรียกสั้นๆจากชื่อเต็มว่า วัดราชโอรสา

รามราชวรวิหาร เพื่อเป็ นเกียรติแก่พระราชโอรสซึ่งเป็ นผู้บูรณะ

บันทึก

รัชกาลที่๔

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ตั้งอยู่ข้างสวนสราญรมย์
เป็ นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละทรัพย์ส่วน
พระองค์สร้างขึ้น เมื่อ พ.ศ.2407 เพื่อเป็ นวัดธรรมยุตินิกาย เพื่อให้เจ้านาย
และข้าราชการทั้งฝ่ ายนอกและฝ่ ายใน ได้บำเพ็ญกุศลกันได้สะดวกขึ้น
เนื่ องจากตั้งอยู่ใกล้พระบรมมหาราชวังและทรงพระราชทานนามว่าวัดราช
ประดิษฐ์สถิตธรรมยุติการาม ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็ น วัดราชประดิษฐ์สถิต

มหาสีมาราม

บันทึก

รัชกาลที่๕-๗

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

คำว่า ราชบพิธ หมายถึง พระราชาทรงสร้าง ซึ่งก็คือพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็ นที่ระลึกสำหรับพระอัครมเหสีพระราชเทวี

และเจ้าจอมพระสนมเอกของพระองค์ ส่วน สถิตมหาสีมาราม ก็คือเป็ นวัดที่
ประดิษฐานเสมาขนาดใหญ่ เพราะตามปกติแล้วเสมาของวัดโดยทั่วไปจะอยู่ตามมุม
หรือติดอยู่กับตัวพระอุโบสถ แต่เสมาของวัดนี้ตั้งอยู่บนกำแพงรอบวัดถึง 8 ด้าน จึง

เป็ นการขยายเขตทำสังฆกรรมของสงฆ์ให้กว้างขึ้น
วัดนี้ไม่เพียงแต่จะเป็ นวัดประจำรัชกาลที่ 5 เท่านั้น แต่ยังเป็ นวัดประจำรัชกาลที่
7 ด้วย เพราะในรัชสมัยของ รัชกาลที่ 7 มิได้มีการสร้างวัด แต่ท่านก็ได้รับพระราช
ภาระในการทำนุบำรุงและบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธนี้ด้วย ดังนั้นจึงถือเป็ นวัด

ประจำพระองค์ด้วยเช่นกัน

บันทึก

รัชกาลที่๖-๙

วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร

วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เป็ นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรด
ให้สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่ งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) มี

สถาปั ตยกรรมแบบไทยผสมจีน พระอารามนี้เคยเป็ นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช
ถึง 4 พระองค์ และเป็ นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร เดิมชื่อ วัดใหม่ เป็ นวัดโบราณ เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรง
ผนวชได้เสด็จมาประทับ และทรงตั้งคณะสงฆ์ธรรมยุตติกนิกายขึ้นที่วัดนี้เป็ นครั้งแรก
ถือเป็ นวัดสำคัญแห่งหนึ่ง เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 รัชกาลที่ 7

และรัชกาลที่ 9 ทรงผนวช ณ วัดนี้อีกด้วย
อีกทั้งหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระ

ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) จะอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร
ประดิษฐานที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และวัดบวรนิเวศวิหาร

ราชวรวิหาร ซึ่งจะถือเป็ นวัดประจำรัชกาลที่ 9

บันทึก

รัชกาลที่๘

วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร



วัดสุทัศน์ เป็ นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้ าจุฬาโลกมหาราชโปรด
เกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ.2350 แต่มาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาท
สมเด็จพระนั่ งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ.2390 และพระราชทานนามว่า วัดสุ

ทัศนเทพวราราม
ภายในวัดสุทัศนเทพวรารามเป็ นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) พระอัฐมรามาธิ
บดินทร และได้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้า
ทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราช
พิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมน
ทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรในวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี

บันทึก

รัชกาลที่๙

วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก



ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)
ทรงมีพระราชดำริให้สร้าง วัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษก ขึ้นโดยก่อสร้างเป็ นวัด
เล็กๆ เพื่อเป็ นศูนย์รวมแห่งจิตใจของชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียง และเพื่อให้
เป็ นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพุทธศาสนาและกิจกรรมต่างๆ ในการเผยแพร่

ศีลธรรมและจริยธรรมเพื่ อการพัฒนาชุมชน
สำหรับ พระประทานที่ประดิษฐาน ณ อุโบสถวัดพระรามเก้าฯ นั้น พระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราช
วินิจฉัยเลือกแบบพระพุทธรูปปางมารวิชัย (ปางชนะมาร) จากการออกแบบ
เสนอโดยเรืออากาศเอกอาวุธ เงินชูกลิ่น อดีตอธิบดีและสถาปนิกของกรม

ศิลปากรทั้งหมด 7 แบบ โดยพระองค์ทรงแก้ไขแบบด้วยพระองค์เอง

บันทึก

รัชกาลที่๑o

วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร



วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร หรือ วัดทุ่งสาธิต สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2399 โดย
คหบดีชาวลาวชื่อ นายวันดี ที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ ภายหลังจากเจ้าอาวาสรูป
สุดท้ายมรณภาพ ทำให้ไม่มีใครสืบสานต่อจนกลายเป็ นวัดร้าง ต่อมาปี พ.ศ.2506

วัดได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ให้สวยงามดังเดิม
และเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2508 ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จ
พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ าวชิราลงกรณ (รัชกาลที่ 10) ทรงรับวัดทุ่งสาธิตไว้ในพระ
อุปถัมภ์ พร้อมได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร” ด้วย พระ
อาจารย์สาธิต ฐานวโร ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายวัดทุ่งสาธิต แด่
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ าวชิราลงกรณ์ (พระยศรัชกาลที่ 10 ในขณะนั้น)


Click to View FlipBook Version